ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ทั่วไป กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ✦
ความปลอดภัย สลด! 2 พี่น้องจมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่มในคลองสำโรง ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบางบาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน ✦
กีฬา นักชกอเมริกันวัย 15 ปี เซ็นสัญญามวยไทยอาชีพกับ RWS ✦
เศรษฐกิจ กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจายักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มการลงทุนผลิตในไทย ✦
กฎหมาย ตำรวจกรุงเทพฯ ยึดยาไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม ✦
กีฬา กิจกรรมเชียร์สดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' ที่สามย่านมิตรทาวน์ ✦
เหตุการณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดประกวด “วิศวกรสังคม” ✦
สุขภาพ สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนแก่สาธารณชน ✦
เทคโนโลยี ไทยคมเปลี่ยนชื่อเป็น Gulf Space Technology เพื่อขยายธุรกิจด้านอวกาศ ✦
ทั่วไป

กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

แหล่งข่าวเดียว
กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

ทางการไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยมุ่งเน้นลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมชลประทานกำลังดำเนินการติดตามระดับน้ำฝนทั่วประเทศไทยอย่างเข้มงวด โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและบริหารจัดการการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

กลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนที่ตั้งอยู่ท้ายเขื่อน โดยการปรับอัตราการระบายน้ำตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ เจ้าหน้าที่มุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลระหว่างความจุของอ่างเก็บน้ำและความปลอดภัยของประชาชนรวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำตอนล่าง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข่าวนี้นับว่ามีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการป้องกันผลกระทบจากน้ำในช่วงฤดูกาล แม้ว่าแผนการบริหารจัดการในปัจจุบันจะถูกออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด แต่ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางใกล้ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาควรติดตามข้อมูลอัปเดตจากทางการอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ยังต้องรอการยืนยันว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินต่อไปนานเท่าใด เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในอนาคตและความรุนแรงของฤดูมรสุมที่เหลืออยู่ ขณะนี้ทางการยังไม่ได้ออกคำเตือนเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ขอแนะนำให้ผู้ที่วางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำติดตามรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:15 UTC

ความปลอดภัย

สลด! 2 พี่น้องจมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่มในคลองสำโรง

แหล่งข่าวเดียว
สลด! 2 พี่น้องจมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่มในคลองสำโรง

พี่น้องวัย 17 และ 20 ปี ประสบอุบัติเหตุเรือล่มเสียชีวิตขณะกำลังขนกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เกิดอุบัติเหตุสลดในคลองสำโรง ส่งผลให้พี่น้องสองคนอายุ 17 และ 20 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำ โดยทั้งคู่กำลังพายเรือเพื่อไปซื้อกระสอบทรายสำหรับนำมาใช้ป้องกันน้ำท่วมที่บ้านพัก

ในระหว่างการเดินทาง เรือเกิดล่มทำให้ทั้งสองคนจมน้ำเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและทีมกู้ภัยได้รับแจ้งเหตุและเข้าช่วยเหลือ แต่โชคร้ายที่พบว่าผู้ประสบเหตุทั้งสองเสียชีวิตแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการสัญจรทางน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วม ระดับน้ำในคลองอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกระแสน้ำอาจมีความรุนแรงจนคาดเดาไม่ได้ ทำให้การใช้เรือขนาดเล็กมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ

แม้ว่าจะมีการรายงานถึงเหตุการณ์เรือล่มในเบื้องต้นแล้ว แต่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาพของคลองในขณะเกิดเหตุและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่อไป ขอแนะนำให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่ออยู่ใกล้พื้นที่น้ำท่วม และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุดในการใช้บริการขนส่งทางน้ำในช่วงฤดูมรสุม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 06:57 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบางบาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบางบาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

ชาวบ้านในอำเภอบางบาลรายงานเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในช่วงกลางดึก ทำให้เก็บของไม่ทัน สร้างความกังวลต่อระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ชาวบ้านในอำเภอบางบาลได้รับผลกระทบอย่างหนักจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงกลางดึก ทำให้ชาวบ้านหลายคนตั้งตัวไม่ทันและไม่มีเวลาเพียงพอในการขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง ชาวบ้านจำนวนมากรายงานว่าต้องจ้างคนมาช่วยขนย้ายทรัพย์สินไปไว้ในที่ปลอดภัยเนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ของน้ำท่วมตามฤดูกาลในภูมิภาคนี้ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้แม่น้ำหรือวางแผนจะเดินทางไปเยือนควรเฝ้าระวัง ติดตามการแจ้งเตือนสภาพอากาศในท้องถิ่น และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพถนนหรือการเข้าถึงพื้นที่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

แม้ว่าผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนในพื้นที่จะชัดเจน แต่ขอบเขตความเสียหายทั้งหมดและระยะเวลาที่น้ำจะท่วมขังยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่น ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามีกี่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบหรือจะมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกหรือไม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข้อมูลอัปเดตจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและเส้นทางอพยพที่อาจเกิดขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:15 UTC

กีฬา

นักชกอเมริกันวัย 15 ปี เซ็นสัญญามวยไทยอาชีพกับ RWS

แหล่งข่าวเดียว
นักชกอเมริกันวัย 15 ปี เซ็นสัญญามวยไทยอาชีพกับ RWS

ตีโต้ จอห์นสัน นักชกชาวอเมริกันวัย 15 ปี ได้เซ็นสัญญานักมวยอาชีพเป็นเวลา 5 ปีกับรายการ Rajadamnern World Series (RWS) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพมวยไทยของเขา

ตามรายงานจาก Khaosod Online ตีโต้ จอห์นสัน นักชกชาวอเมริกันวัย 15 ปี ได้เซ็นสัญญานักมวยอาชีพอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 ปีกับรายการ Rajadamnern World Series (RWS) โดยพิธีเซ็นสัญญาจัดขึ้นที่เวทีมวยราชดำเนินอันเก่าแก่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจสำหรับนักกีฬาเยาวชนรายนี้ โดยมีภาพที่เขาหลั่งน้ำตาขณะกอดคอพ่อและโปรโมเตอร์ผู้จัดงาน

จอห์นสันฝึกฝนศิลปะมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก และเคยผ่านการชกมวยไทย 5 ยกในสังกัดเพชรยินดีมาก่อน การก้าวเข้าสู่เวที RWS ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอาชีพของเขา จอห์นสันได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นแชมป์เวทีราชดำเนินและต้องการเผยแพร่ศิลปะมวยไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในวงการกีฬาในท้องถิ่น เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมระดับสากลที่เพิ่มขึ้นของกีฬามวยไทย และความสำคัญของเวทีมวยราชดำเนินในฐานะศูนย์กลางระดับโลกของกีฬานี้ ทั้งนี้ จอห์นสันมีกำหนดการขึ้นชกเปิดตัวในรายการ RWS ในศึก 'RWS KNOCKTOBERFEST' วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคมนี้ แม้เส้นทางอาชีพของเขาจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ผู้ชมยังคงต้องติดตามผลงานในการขึ้นชกรายการใหญ่ครั้งแรกของเขาต่อไป โดยรายละเอียดเกี่ยวกับคู่ชกและตารางการแข่งขันทั้งหมดสำหรับรายการในเดือนตุลาคมยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:18 UTC

เศรษฐกิจ

กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจายักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มการลงทุนผลิตในไทย

แหล่งข่าวเดียว
กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจายักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มการลงทุนผลิตในไทย

กรมการค้าต่างประเทศของไทยกำลังเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีน 2 แห่ง เพื่อเพิ่มการลงทุนในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 กรมการค้าต่างประเทศของไทยได้เริ่มหารือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำจากจีน 2 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเหล่านี้ขยายฐานการลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นไปที่การเพิ่มกำลังการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการนำชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเข้ามาใช้ในห่วงโซ่อุปทานให้มากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นสัญญาณของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค การเพิ่มการผลิตในประเทศอาจนำไปสู่ระบบนิเวศยานยนต์ที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนสำหรับผู้บริโภคและสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ๆ ในภาคการผลิต สำหรับนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อความพร้อมและความหลากหลายของตัวเลือกการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศในอนาคต

แม้ว่าการเจรจาเหล่านี้จะเป็นก้าวเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลไทยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าบริษัทรถยนต์รายใดบ้างที่เกี่ยวข้องในการหารือ และยังไม่มีการสรุปข้อตกลงอย่างเป็นทางการหรือกำหนดการลงทุนที่แน่ชัด ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าการเจรจาเหล่านี้จะนำไปสู่ข้อผูกพันที่เป็นรูปธรรมจากบริษัทจีนหรือไม่ ซึ่งจะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

กฎหมาย

ตำรวจกรุงเทพฯ ยึดยาไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจกรุงเทพฯ ยึดยาไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม

เจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย พร้อมยึดยาไอซ์ 519 กิโลกรัม ซึ่งเตรียมขนส่งไปยังภาคใต้ของประเทศไทย

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้แถลงผลการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดในกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นยาไอซ์น้ำหนักรวม 519 กิโลกรัม

นอกจากยาเสพติดแล้ว ตำรวจยังได้ยึดอาวุธปืนและรถบรรทุกที่คาดว่าเตรียมไว้สำหรับขนส่งยาเสพติดดังกล่าวลงสู่พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ไทยในการสกัดกั้นการขนส่งยาเสพติดรายใหญ่ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดในประเทศไทย การครอบครองและค้ายาเสพติดมีบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง รวมถึงการจำคุกระยะยาวและในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นประหารชีวิต แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายในประเทศ

ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อตรวจสอบเครือข่ายอาชญากรรมทั้งหมดและติดตามผู้ต้องหาที่อาจยังหลบหนีอยู่ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของยาเสพติดหรือตัวการสำคัญเบื้องหลังปฏิบัติการนี้ นักท่องเที่ยวควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติดทุกชนิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

กีฬา

กิจกรรมเชียร์สดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' ที่สามย่านมิตรทาวน์

แหล่งข่าวเดียว
กิจกรรมเชียร์สดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' ที่สามย่านมิตรทาวน์

แฟนกีฬาสามารถร่วมชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' นักกีฬาชาวไทยผ่านจอขนาดยักษ์ที่สามย่านมิตรทาวน์ได้ในวันนี้

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาในกรุงเทพฯ มีโอกาสมารวมตัวกันเพื่อร่วมเชียร์นักกีฬาไทยในวันนี้ โดยมีการติดตั้งจอขนาดยักษ์ที่สามย่านมิตรทาวน์เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันชิงเหรียญทองของนักกีฬาชื่อดังที่รู้จักกันในชื่อ 'บิว'

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองขณะนี้ กิจกรรมนี้มอบบรรยากาศที่คึกคักในการร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาทีมชาติไปพร้อมกับแฟนกีฬาคนอื่นๆ สามย่านมิตรทาวน์ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่มีชื่อเสียง สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกผ่านสถานีรถไฟฟ้า MRT สามย่าน ทำให้เป็นสถานที่ที่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในความตื่นเต้นของกิจกรรมกีฬาในท้องถิ่น

แม้ว่ากิจกรรมนี้จะเป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผู้สนับสนุน แต่ผู้ที่วางแผนจะเข้าร่วมควรทราบว่ารายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเวลาการแข่งขันที่แน่นอนหรือมาตรการจัดการฝูงชนไม่ได้ระบุไว้ในการประกาศเบื้องต้น เช่นเดียวกับการรวมตัวในที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่น ผู้เข้าร่วมควรมาถึงก่อนเวลาเพื่อจับจองพื้นที่รับชมที่ดี ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าจะมีกิจกรรมเสริมหรือแขกรับเชิญพิเศษร่วมในงานหรือไม่ กิจกรรมนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อความสำเร็จด้านกีฬาของชาติ และบทบาทของพื้นที่ในเมืองในการส่งเสริมจิตวิญญาณของชุมชน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

เหตุการณ์

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดประกวด “วิศวกรสังคม”

แหล่งข่าวเดียว
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดประกวด “วิศวกรสังคม”

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดการประกวดเพื่อคัดเลือกตัวแทนนักศึกษาเข้าสู่เวที “วิศวกรสังคม” ระดับภูมิภาค

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้จัดการประกวด “วิศวกรสังคม” ขึ้น ตามรายงานจาก Matichon Online กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อค้นหาและคัดเลือกตัวแทนนักศึกษาที่มีความสามารถโดดเด่นของมหาวิทยาลัย เพื่อก้าวเข้าสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป

โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมความเป็นผู้นำและทักษะการแก้ปัญหาเพื่อชุมชนในหมู่นักศึกษา การเข้าร่วมในกรอบแนวคิด “วิศวกรสังคม” ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษานำความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมในท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความสำคัญมากขึ้นในภาคการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงบทบาทเชิงรุกของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในการพัฒนาภูมิภาคและการเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชน แม้ว่าการประกวดจะเป็นเวทีสำหรับการเติบโตของนักศึกษา แต่ก็ยังสะท้อนถึงแนวโน้มในแวดวงวิชาการไทยที่มุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและเน้นชุมชนเป็นฐาน ในขณะนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเฉพาะที่นักศึกษานำเสนอหรือกำหนดการสำหรับเวทีระดับภูมิภาคที่กำลังจะมาถึงยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้ที่สนใจผลกระทบต่อชุมชนของมหาวิทยาลัยสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของกองพัฒนานักศึกษาของสถาบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

สุขภาพ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนแก่สาธารณชน

แหล่งข่าวเดียว
สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนแก่สาธารณชน

สถาบันวัคซีนแห่งชาติของไทยได้จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) ได้จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ นักวิชาการ และนักสื่อสาร ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการเปลี่ยนความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนให้เป็นความเชื่อมั่นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานด้านสาธารณสุขในการสร้างมาตรฐานการสื่อสารเรื่องวัคซีนและจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือน การส่งเสริมการสนทนาระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และสาธารณชนเป็นสิ่งที่ สวช. มุ่งหวังเพื่อให้แน่ใจว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพยังคงเป็นลำดับความสำคัญในระบบสาธารณสุขของประเทศ

แม้ว่าเวทีเสวนาจะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการหารือเหล่านี้จะถูกนำไปปรับใช้เป็นนโยบายสาธารณสุขที่เฉพาะเจาะจงหรือการเปลี่ยนแปลงในโครงการรณรงค์การฉีดวัคซีนอย่างไร กิจกรรมนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการด้านสุขภาพเชิงรุก อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ส่วนตัวหรือช่องทางสาธารณสุขที่เป็นทางการของรัฐบาลต่อไป เพื่อรับคำแนะนำทางการแพทย์หรือข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับตารางการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ สวช. ยังไม่ได้เผยแพร่แผนงานโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ในแคมเปญสาธารณสุขในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

เทคโนโลยี

ไทยคมเปลี่ยนชื่อเป็น Gulf Space Technology เพื่อขยายธุรกิจด้านอวกาศ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยคมเปลี่ยนชื่อเป็น Gulf Space Technology เพื่อขยายธุรกิจด้านอวกาศ

ไทยคมประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการเป็น Gulf Space Technology เพื่อสะท้อนการปรับกลยุทธ์จากผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารไปสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีอวกาศที่ครอบคลุมมากขึ้น

ตามรายงานจาก Khaosod Online บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศการรีแบรนด์องค์กรครั้งใหญ่ โดยตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะดำเนินงานภายใต้ชื่อใหม่ว่า 'บริษัท กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)' หรือ Gulf Space Technology Public Company Limited การเปลี่ยนแปลงนี้ซึ่งจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจของบริษัท จากบทบาทเดิมในฐานะผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสาร ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีอวกาศอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการคว้าโอกาสใหม่ๆ ในภาคอวกาศระดับโลก ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัทได้รับการปรับปรุงเป็น 'GST' เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์องค์กรใหม่

แม้ว่าการรีแบรนด์จะส่งสัญญาณถึงการปรับกลยุทธ์ที่ชัดเจน แต่รายละเอียดเฉพาะของบริการเทคโนโลยีอวกาศใหม่ที่จะนำเสนอนั้นยังคงต้องรอการเปิดเผยเพิ่มเติม ผู้อยู่อาศัยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศจากบริษัทในอนาคตเพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบริการผ่านดาวเทียมในท้องถิ่นอย่างไร ในขณะนี้บริษัทยืนยันเพียงการเปลี่ยนชื่อและชื่อย่อหลักทรัพย์ใหม่เท่านั้น โดยคาดว่ารายละเอียดการดำเนินงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับพอร์ตโฟลิโอการบริการที่ขยายตัวจะมีการเปิดเผยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:18 UTC

เปิดตัวเทคโนโลยีผลิตน้ำปลอดสารหนูแห่งใหม่ในลุ่มน้ำกก
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

เปิดตัวเทคโนโลยีผลิตน้ำปลอดสารหนูแห่งใหม่ในลุ่มน้ำกก

หน่วยงานรัฐบาลไทยได้ส่งมอบระบบผลิตน้ำประปาต้นแบบที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดสารหนูออกจากน้ำประปาในหมู่บ้านบริเวณลุ่มน้ำกก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

เปิดตัวเทคโนโลยีผลิตน้ำปลอดสารหนูแห่งใหม่ในลุ่มน้ำกก

แหล่งข่าวเดียว
เปิดตัวเทคโนโลยีผลิตน้ำปลอดสารหนูแห่งใหม่ในลุ่มน้ำกก

หน่วยงานรัฐบาลไทยได้ส่งมอบระบบผลิตน้ำประปาต้นแบบที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดสารหนูออกจากน้ำประปาในหมู่บ้านบริเวณลุ่มน้ำกก

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) ได้จัดพิธีส่งมอบแม่แบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านเพื่อกำจัดสารหนูให้แก่ชุมชนริมลำน้ำกกอย่างเป็นทางการ

โครงการดังกล่าวซึ่งรู้จักกันในชื่อ A-QUALITY มุ่งเน้นการจัดหาน้ำประปาที่ปลอดภัยและปราศจากสารหนูสำหรับการอุปโภคบริโภคในท้องถิ่น ความคิดริเริ่มนี้เป็นการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำที่มีมาอย่างยาวนานในภูมิภาค ซึ่งการปนเปื้อนของสารหนูได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในอดีต ด้วยการใช้เทคโนโลยีการกรองขั้นสูงที่พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือของสถาบันทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้มั่นใจว่าน้ำประปาระดับหมู่บ้านจะเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนระยะยาวในพื้นที่ลุ่มน้ำกก การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข การเข้าถึงน้ำสะอาดที่ผ่านการบำบัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต และเทคโนโลยีนี้อาจสามารถขยายผลไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ที่เผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันได้

แม้ว่าการส่งมอบต้นแบบจะเป็นความสำเร็จที่สำคัญ แต่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบในระยะยาวและกรอบเวลาสำหรับการขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพน้ำในพื้นที่ของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 02:36 UTC

ย้ายคลังน้ำมัน 2 แสนลิตรออกจากดาต้าเซนเตอร์ย่านพระราม 9 แล้ว
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ย้ายคลังน้ำมัน 2 แสนลิตรออกจากดาต้าเซนเตอร์ย่านพระราม 9 แล้ว

ทางการได้ดำเนินการย้ายคลังเก็บน้ำมันขนาด 200,000 ลิตรออกจากศูนย์ข้อมูลในย่านพระราม 9 แล้ว หลังมีความกังวลด้านความปลอดภัย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ย้ายคลังน้ำมัน 2 แสนลิตรออกจากดาต้าเซนเตอร์ย่านพระราม 9 แล้ว

แหล่งข่าวเดียว
ย้ายคลังน้ำมัน 2 แสนลิตรออกจากดาต้าเซนเตอร์ย่านพระราม 9 แล้ว

ทางการได้ดำเนินการย้ายคลังเก็บน้ำมันขนาด 200,000 ลิตรออกจากศูนย์ข้อมูลในย่านพระราม 9 แล้ว หลังมีความกังวลด้านความปลอดภัย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 คลังน้ำมันขนาด 200,000 ลิตร ซึ่งเดิมตั้งอยู่ในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในย่านพระราม 9 กรุงเทพมหานคร ได้ถูกย้ายออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีการตรวจสอบจากทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเก็บรักษาเชื้อเพลิงปริมาณมากในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในย่านพระราม 9 การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงด้านอัคคีภัยและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเชื้อเพลิงอุตสาหกรรมในพื้นที่เชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย การมีคลังเชื้อเพลิงขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับอาคารสำนักงานและเส้นทางคมนาคมเคยเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความพร้อมในการรับมือเหตุฉุกเฉินและมาตรฐานการวางผังเมือง

แม้ว่าจะมีการยืนยันการย้ายคลังน้ำมันแล้ว แต่รัฐบาลได้นัดประชุมด่วนในวันพรุ่งนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการป้องกันเพิ่มเติมและการกำกับดูแลสำหรับสถานที่ในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีมาตรการความปลอดภัยเฉพาะเจาะจงใดบ้างที่จะนำมาใช้กับศูนย์ข้อมูลหรือพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ดำเนินงานอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยคาดว่าทางการจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานที่เหล่านี้ในระยะยาวหลังจากการประชุมดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 01:55 UTC

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องเก็บเอกสารบนชั้น 8 ของอาคาร 9 ชั้น ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

แหล่งข่าวเดียว
เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องเก็บเอกสารบนชั้น 8 ของอาคาร 9 ชั้น ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ถนนประชาราษฎร์ สาย 1 เขตบางซื่อ เมื่อเวลา 06.47 น. ของวันที่ 3 กันยายน 2569

เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางโพได้รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากชั้น 8 ของอาคารสูง 9 ชั้น โดยเพลิงได้ลุกไหม้ภายในห้องเก็บเอกสาร เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จและเร่งระบายควันออกจากชั้น 7 และ 8 ของอาคารดังกล่าว

ทางการยืนยันว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ แม้ว่าเพลิงจะสงบลงแล้ว แต่สาเหตุที่แน่ชัดของเพลิงไหม้ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่อยู่ในบริเวณเขตบางซื่อ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของมาตรการความปลอดภัยจากอัคคีภัยในอาคารสูงของสถานศึกษา แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะยังคงเปิดทำการตามปกติ แต่ผู้มาติดต่อควรทราบว่าบางพื้นที่อาจมีการจำกัดการเข้าถึงในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการประเมินความเสียหายและหาสาเหตุของเพลิงไหม้ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตสถานะของอาคารที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมเมื่อการสอบสวนมีความคืบหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 00:55 UTC

ผู้ว่าฯ กทม. เดินหน้าตรวจสอบการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์และการจัดการทรัพยากร
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ผู้ว่าฯ กทม. เดินหน้าตรวจสอบการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์และการจัดการทรัพยากร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เริ่มการตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 3 แห่งของเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำและไฟฟ้าในพื้นที่

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ผู้ว่าฯ กทม. เดินหน้าตรวจสอบการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์และการจัดการทรัพยากร

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. เดินหน้าตรวจสอบการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์และการจัดการทรัพยากร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เริ่มการตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 3 แห่งของเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำและไฟฟ้าในพื้นที่

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 3 แห่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ไม่ได้สร้างภาระเกินควรต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคที่จำเป็นของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกคำสั่งให้ระงับการออกใบอนุญาตใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมในพื้นที่กรุงเทพฯ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อจัดการการจัดสรรทรัพยากรในเขตเมืองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่ากระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านการสำรองน้ำมัน โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มีกำหนดการหารือเรื่องนี้กับคณะกรรมการในวันที่ 4 กันยายน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่เมืองให้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าบริการสาธารณูปโภคในปัจจุบันจะได้รับผลกระทบ แต่การตัดสินใจระงับการออกใบอนุญาตใหม่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ระมัดระวังต่อการขยายตัวทางอุตสาหกรรมในเมืองหลวง ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในอนาคตของกรุงเทพฯ อย่างไร และจะมีกฎระเบียบเพิ่มเติมออกมาภายหลังการหารือของคณะกรรมการหรือไม่ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก กทม. เพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับกลยุทธ์การจัดการทรัพยากรเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 16:15 UTC

กระทรวงพลังงานบุกตรวจสอบการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ศูนย์ข้อมูลในกรุงเทพฯ
เทคโนโลยี ได้รับการยืนยัน

กระทรวงพลังงานบุกตรวจสอบการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ศูนย์ข้อมูลในกรุงเทพฯ

เจ้าหน้าที่ตรวจพบน้ำมันดีเซลกว่า 200,000 ลิตรที่เก็บไว้โดยไม่มีใบอนุญาตในศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังจากมีประชาชนร้องเรียน

Prachachat Business + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กระทรวงพลังงานบุกตรวจสอบการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ศูนย์ข้อมูลในกรุงเทพฯ

ได้รับการยืนยัน
กระทรวงพลังงานบุกตรวจสอบการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ศูนย์ข้อมูลในกรุงเทพฯ

เจ้าหน้าที่ตรวจพบน้ำมันดีเซลกว่า 200,000 ลิตรที่เก็บไว้โดยไม่มีใบอนุญาตในศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังจากมีประชาชนร้องเรียน

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ กระทรวงพลังงานของไทยได้เข้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งในย่านพระราม 9 กรุงเทพมหานคร โดยการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนเกี่ยวกับกลิ่นน้ำมันที่รุนแรง ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยในพื้นที่ชุมชน

ในระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบว่าสถานที่ดังกล่าวมีการเก็บสำรองน้ำมันดีเซลไว้มากกว่า 200,000 ลิตรโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ในการนี้ กระทรวงพลังงานได้สั่งให้มีการขนย้ายน้ำมันทั้งหมดออกจากพื้นที่โดยทันที นอกจากนี้ ทางการยังประกาศแผนที่จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 3 กันยายน 2569 เพื่อเริ่มกระบวนการทางกฎหมาย โดยตามกฎระเบียบปัจจุบัน การกระทำความผิดในลักษณะนี้อาจมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยทางอุตสาหกรรมในเขตเมืองอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าความเสี่ยงในทันทีจะได้รับการแก้ไขด้วยการขนย้ายน้ำมันออกไปแล้ว แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ทั้งนี้ยังต้องมีการยืนยันเพิ่มเติมว่าทางศูนย์ข้อมูลสามารถดำเนินการโดยมีปริมาณน้ำมันจำนวนมากเช่นนี้โดยไม่มีใบอนุญาตได้อย่างไร และมีการละเลยโปรโตคอลความปลอดภัยใดบ้าง โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อกระบวนการทางกฎหมายมีความคืบหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 13:16 UTC

ไทยเตรียมยกเครื่องระบบใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ไทยเตรียมยกเครื่องระบบใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่

ทางการไทยเตรียมปรับโครงสร้างกระบวนการออกใบอนุญาตสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคาดว่าจะมีการระงับการออกใบอนุญาตใหม่ชั่วคราว

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ไทยเตรียมยกเครื่องระบบใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเตรียมยกเครื่องระบบใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่

ทางการไทยเตรียมปรับโครงสร้างกระบวนการออกใบอนุญาตสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคาดว่าจะมีการระงับการออกใบอนุญาตใหม่ชั่วคราว

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ประกาศแผนการยกเครื่องระบบการออกใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ระดับชาติ โดยความคิดริเริ่มนี้เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะเพื่อทบทวนระเบียบปฏิบัติในปัจจุบัน และคาดว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเข้าร่วมในการหารือด้วย

การเปลี่ยนแปลงทางปกครองนี้มีความสำคัญต่อผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจ เนื่องจากรัฐบาลตั้งใจที่จะระงับการออกใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ในระหว่างที่มีการปรับโครงสร้างกรอบการกำกับดูแล สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหรือผู้ที่วางแผนการลงทุนที่เกี่ยวข้อง ความเคลื่อนไหวนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาของความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในการอนุมัติโครงการ

แม้ว่าความตั้งใจในการปฏิรูประบบจะมีความชัดเจน แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะเวลาของการระงับใบอนุญาตและเกณฑ์ที่แน่ชัดที่จะกำหนดข้อกำหนดในการออกใบอนุญาตใหม่นั้นยังไม่มีการเปิดเผย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อคำขอที่มีอยู่หรือแผนการพัฒนาในอนาคตอย่างไร เนื่องจากกระบวนการนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการทางปกครอง จึงคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่การประชุมคณะกรรมการสิ้นสุดลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 17:17 UTC

ศิลปินหนุ่ม 'ไรอัล กาจบัณฑิต' ฉลองสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ศิลปินหนุ่ม 'ไรอัล กาจบัณฑิต' ฉลองสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

นักร้องหนุ่ม ไรอัล กาจบัณฑิต สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ถือเป็นบัณฑิตคนแรกของตระกูล

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ศิลปินหนุ่ม 'ไรอัล กาจบัณฑิต' ฉลองสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

แหล่งข่าวเดียว
ศิลปินหนุ่ม 'ไรอัล กาจบัณฑิต' ฉลองสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

นักร้องหนุ่ม ไรอัล กาจบัณฑิต สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ถือเป็นบัณฑิตคนแรกของตระกูล

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ไรอัล กาจบัณฑิต ศิลปินจากค่ายยุ้งข้าวเรคคอร์ด ได้ฉลองความสำเร็จในการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม โดยเขาสามารถแบ่งเวลาจากการทำงานในวงการบันเทิงมามุ่งมั่นกับการเรียนตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ แฟนคลับกว่า 300 คนได้รวมตัวกันจัดงานฉลองให้แก่ศิลปินที่ห้องประชุมกฤษฎา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยแฟนคลับได้มอบมาลัยเงินสดมูลค่ารวมกว่า 7 หลักเพื่อแสดงความยินดี ทั้งนี้ ไรอัลได้มอบทุนการศึกษาให้กับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเพื่อสนับสนุนสถานศึกษา และได้ขับร้องเพลง “แด่ลมใต้ปีก” เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่เป็นแรงผลักดันให้เขา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังการสนับสนุนจากแฟนคลับที่มีต่อศิลปินในประเทศไทย แม้ว่าการสำเร็จการศึกษาจะเป็นความสำเร็จส่วนบุคคลที่ได้รับการยืนยันแล้ว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าวุฒิการศึกษานี้จะมีบทบาทอย่างไรต่อเส้นทางอาชีพในวงการบันเทิงของเขา หรือการก้าวเข้าสู่สายงานด้านเทคโนโลยีในอนาคต เหตุการณ์นี้ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของความมุ่งมั่นที่ศิลปินไทยต้องใช้ในการศึกษาต่อควบคู่ไปกับการทำงานในวงการบันเทิง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 15:55 UTC

ข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการ AI Passport ของไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการ AI Passport ของไทย

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. ฝ่ายค้าน ได้ตั้งคำถามถึงความถูกต้องทางเทคนิคและความโปร่งใสของโครงการ 'TH-AI Passport' ของรัฐบาล

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการ AI Passport ของไทย

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการ AI Passport ของไทย

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. ฝ่ายค้าน ได้ตั้งคำถามถึงความถูกต้องทางเทคนิคและความโปร่งใสของโครงการ 'TH-AI Passport' ของรัฐบาล

ความท้าทายทางเทคนิคในการนำ AI มาใช้

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความกังวลต่อสาธารณะเกี่ยวกับโครงการ 'TH-AI Passport' โดยจากการสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Thai Post ระบุว่าโครงการนี้ประสบปัญหาทางเทคนิค โดยเฉพาะการที่ภาพที่สร้างจาก AI ของระบบแสดงข้อความที่ไม่สามารถอ่านได้ หรือที่เรียกว่า 'ภาษามนุษย์ต่างดาว'

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สิ่งนี้เน้นย้ำถึงปัญหาความน่าเชื่อถือที่อาจเกิดขึ้นกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐบาล นายภาวุธเสนอว่าข้อผิดพลาดเหล่านี้เกิดจากการใช้โมเดล AI พื้นฐานที่มีราคาไม่แพง ซึ่งขาดความเชี่ยวชาญในภาษาไทยอย่างเพียงพอ เนื่องจากบริการดิจิทัลเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและกระบวนการบริหารจัดการในประเทศไทยมากขึ้น ความแม่นยำของเครื่องมือเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้และประโยชน์ใช้สอย

ความโปร่งใสและการตรวจสอบ

นายภาวุธได้เรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) สร้างความโปร่งใสเกี่ยวกับสถิติผู้ใช้งานจริงของโครงการ โดยแนะนำให้รัฐบาลดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่เป็นอิสระเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบและรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบได้มาตรฐานระดับมืออาชีพ

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยัน

ยังคงต้องติดตามว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะตอบสนองต่อคำวิจารณ์เหล่านี้อย่างไร และจะมีการดำเนินการตรวจสอบโดยบุคคลที่สามตามที่แนะนำหรือไม่ นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเลขการใช้งานจริงของแพลตฟอร์ม ทำให้ตัวชี้วัดประสิทธิภาพปัจจุบันของโครงการยังคงต้องรอการตรวจสอบเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 12:36 UTC

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดอบรมรับมือความเสี่ยงไซเบอร์ในยุคดิจิทัล
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดอบรมรับมือความเสี่ยงไซเบอร์ในยุคดิจิทัล

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้จัดโครงการอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้กับสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำว่าการรั่วไหลของข้อมูลและการถูกแฮกเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวมากขึ้น

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดอบรมรับมือความเสี่ยงไซเบอร์ในยุคดิจิทัล

แหล่งข่าวเดียว
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดอบรมรับมือความเสี่ยงไซเบอร์ในยุคดิจิทัล

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้จัดโครงการอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้กับสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำว่าการรั่วไหลของข้อมูลและการถูกแฮกเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวมากขึ้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้จัดโครงการอบรมในหัวข้อ 'Protecting Sources, Investigating Power: ความปลอดภัยไซเบอร์และการทำข่าวในยุคดิจิทัล' ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กิจกรรมนี้มุ่งเน้นไปที่ความเปราะบางขององค์กรสื่อที่เพิ่มมากขึ้นต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์และการรั่วไหลของข้อมูล

ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้เน้นย้ำว่าการแฮกและการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทันทีสำหรับผู้ที่ทำงานในภาคส่วนข้อมูลดิจิทัล การอบรมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักข่าวด้วยเครื่องมือที่จำเป็นในการปกป้องแหล่งข่าวและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ละเอียดอ่อนในระหว่างการสืบสวน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความคิดริเริ่มนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญระดับชาติที่เพิ่มขึ้นในด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล ในขณะที่สื่อและสถาบันต่างๆ เผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล ประชาชนควรตระหนักว่าความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลและความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการอภิปรายสาธารณะของไทย แม้ว่าการอบรมจะให้ความรู้ที่จำเป็นแก่ผู้เชี่ยวชาญแล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวต่อมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับชาติและมาตรการเฉพาะที่องค์กรสื่อจะนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป กิจกรรมนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงภูมิทัศน์ดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงและความสำคัญของการเฝ้าระวังข้อมูลในสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีปัจจุบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 12:17 UTC

อดีตวิศวกรหนุ่มผันตัวเปิดร้านไอศกรีมโฮมเมดสุดพิเศษในลพบุรี
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

อดีตวิศวกรหนุ่มผันตัวเปิดร้านไอศกรีมโฮมเมดสุดพิเศษในลพบุรี

อดีตวิศวกรโทรคมนาคมตัดสินใจลาออกจากงานประจำเงินเดือนหลักแสนในกรุงเทพฯ เพื่อมาเปิดร้านไอศกรีมฟิวชั่นระดับพรีเมียมในจังหวัดลพบุรี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

อดีตวิศวกรหนุ่มผันตัวเปิดร้านไอศกรีมโฮมเมดสุดพิเศษในลพบุรี

แหล่งข่าวเดียว
อดีตวิศวกรหนุ่มผันตัวเปิดร้านไอศกรีมโฮมเมดสุดพิเศษในลพบุรี

อดีตวิศวกรโทรคมนาคมตัดสินใจลาออกจากงานประจำเงินเดือนหลักแสนในกรุงเทพฯ เพื่อมาเปิดร้านไอศกรีมฟิวชั่นระดับพรีเมียมในจังหวัดลพบุรี

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นายนนธณัท ตุนสมคิด หรือแจ๊ค อดีตวิศวกรโทรคมนาคม ได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่มีเงินเดือนหลักแสนในกรุงเทพฯ เพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัวในจังหวัดลพบุรี โดยเปิดร้านไอศกรีมระดับพรีเมียมชื่อว่า “ไอติมไทย ชัยบุรี” ซึ่งมีความโดดเด่นในการผสมผสานรสชาติไทยดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคการทำไอศกรีมเจลาโต้สไตล์อิตาเลียน

ร้านมีการตกแต่งในสไตล์มินิมอล โดยไอศกรีมของทางร้านมีเอกลักษณ์คือเนื้อสัมผัสที่เนียน แน่น หนืด และละลายในปากได้เร็ว ชื่อร้าน “ไอติมไทย ชัยบุรี” มาจากการผสมผสานระหว่างจังหวัดชัยภูมิซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจ้าของร้าน กับจังหวัดลพบุรีซึ่งเป็นสถานที่ตั้งธุรกิจในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ร้านนี้ถือเป็นทางเลือกใหม่ในการสัมผัสประสบการณ์ทางอาหารที่ผสมผสานวัตถุดิบไทยเข้ากับมาตรฐานเจลาโต้ระดับสากล ร้านถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ต้อนรับลูกค้าทุกเพศทุกวัย แม้ว่าร้านจะได้รับผลตอบรับที่ดีในช่วงแรกเกี่ยวกับเนื้อสัมผัสและรสชาติ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าธุรกิจจะเติบโตอย่างไรในตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่มีการแข่งขันสูงในท้องถิ่น ผู้ที่สนใจขนมหวานสไตล์โฮมเมดอาจพบว่าร้านนี้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจในแวดวงอาหารของลพบุรี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 11:36 UTC

ไทยสั่งระงับจ่ายน้ำประปาให้ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' แห่งใหม่ชั่วคราว หวั่นกระทบทรัพยากรน้ำ
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ไทยสั่งระงับจ่ายน้ำประปาให้ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' แห่งใหม่ชั่วคราว หวั่นกระทบทรัพยากรน้ำ

กระทรวงมหาดไทยสั่งระงับการจ่ายน้ำประปาให้โครงการศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาความมั่นคงด้านน้ำประปาสำหรับประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ไทยสั่งระงับจ่ายน้ำประปาให้ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' แห่งใหม่ชั่วคราว หวั่นกระทบทรัพยากรน้ำ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยสั่งระงับจ่ายน้ำประปาให้ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' แห่งใหม่ชั่วคราว หวั่นกระทบทรัพยากรน้ำ

กระทรวงมหาดไทยสั่งระงับการจ่ายน้ำประปาให้โครงการศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาความมั่นคงด้านน้ำประปาสำหรับประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ได้ออกคำสั่งให้การประปานครหลวง (กปน.) ชะลอการจ่ายน้ำประปาให้แก่โครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งใหม่เป็นการชั่วคราว โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ชัดเจน

วัตถุประสงค์หลักของการระงับจ่ายน้ำในครั้งนี้คือเพื่อรักษาเสถียรภาพของน้ำประปาสำหรับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ทางการมีความกังวลว่าความต้องการใช้น้ำในปริมาณมากของศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่และส่งผลเสียต่อความต้องการใช้น้ำในชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตอย่างรวดเร็วของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับความจำเป็นด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน แม้ว่ามาตรการนี้จะมุ่งป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ก็อาจส่งผลต่อกรอบเวลาของการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ ยังคงต้องรอการยืนยันว่าการระงับจ่ายน้ำจะดำเนินไปนานเท่าใด และจะมีเกณฑ์เฉพาะเจาะจงอย่างไรเพื่อให้ศูนย์ข้อมูลสามารถกลับมาใช้น้ำหรือเริ่มใช้น้ำได้ในอนาคต โดยขณะนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกำลังรอแนวทางเพิ่มเติมจากกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับนโยบายการจัดสรรน้ำในระยะยาว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 11:20 UTC

CMDF เปิดตัว PE Trust 1,000 ล้านบาท หนุนสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดทุน
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

CMDF เปิดตัว PE Trust 1,000 ล้านบาท หนุนสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดทุน

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เผยแผนกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2569 มุ่งเน้นการจัดตั้ง PE Trust มูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ทอัพและการเข้าสู่ตลาดทุน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

CMDF เปิดตัว PE Trust 1,000 ล้านบาท หนุนสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดทุน

แหล่งข่าวเดียว
CMDF เปิดตัว PE Trust 1,000 ล้านบาท หนุนสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดทุน

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เผยแผนกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2569 มุ่งเน้นการจัดตั้ง PE Trust มูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ทอัพและการเข้าสู่ตลาดทุน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ได้ประกาศแผนกลยุทธ์สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคล (PE Trust) ที่มีเป้าหมายมูลค่าอย่างน้อย 1,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันสามารถระดมทุนเริ่มต้นได้แล้วกว่า 600 ล้านบาท

โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับสตาร์ทอัพ โดยมุ่งเน้นไปที่ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใน 'New Economy' การสนับสนุนทางการเงินนี้มีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจเหล่านี้สำหรับการควบรวมกิจการ (M&A) หรือการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในอนาคต นอกจากนี้ กองทุนยังส่งเสริมโครงการ TISA-JUMP+ เพื่อกระตุ้นการออมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทจดทะเบียน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในภูมิทัศน์ทางธุรกิจของไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความพยายามร่วมกันในการเสริมสร้างระบบนิเวศของสตาร์ทอัพในท้องถิ่นและพัฒนาความพร้อมของตลาดทุน แม้ว่ากองทุนจะได้รับเงินทุนเริ่มต้นจำนวนมากแล้ว แต่เกณฑ์เฉพาะสำหรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรม New Economy และกรอบเวลาสำหรับการลงทุนรอบแรกยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความพยายามในวงกว้างเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศไทยและสนับสนุนอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่มีการเติบโตสูง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 11:21 UTC

นักวิชาการ มธ. เสนอออกกฎหมายเฉพาะควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

นักวิชาการ มธ. เสนอออกกฎหมายเฉพาะควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย

อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสนอให้มีการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับดูแลศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เนื้อหาดิจิทัลในประเทศ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

นักวิชาการ มธ. เสนอออกกฎหมายเฉพาะควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย

แหล่งข่าวเดียว
นักวิชาการ มธ. เสนอออกกฎหมายเฉพาะควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย

อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสนอให้มีการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับดูแลศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เนื้อหาดิจิทัลในประเทศ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติเฉพาะสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย โดยอาจารย์ให้เหตุผลว่ากรอบกฎหมายในปัจจุบันยังมีช่องว่างที่ขัดขวางการใช้เนื้อหาดิจิทัลในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดโครงสร้างทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับศูนย์ข้อมูลจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น และส่งเสริมการเติบโตของผู้ให้บริการเนื้อหาภายในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและกลุ่มดิจิทัลโนแมดในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและอธิปไตยทางข้อมูล แม้ว่าข้อเสนอนี้จะเป็นเพียงคำแนะนำทางวิชาการและยังไม่ใช่แนวนโยบายที่ประกาศใช้ แต่ก็เป็นสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการบริหารจัดการอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลที่กำลังเติบโต หากมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว อาจส่งผลต่อความพร้อมและความเร็วของบริการดิจิทัล รวมถึงสภาพแวดล้อมทางกฎหมายสำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศ

ในขณะนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลไทยจะรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาหรือเริ่มกระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นทางการหรือไม่ ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกรอบเวลาที่ชัดเจนหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปและบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับความคืบหน้าในการร่างกฎระเบียบด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 10:35 UTC

ข้อกังวลเรื่องข้อความผิดพลาดจาก AI ในระบบพาสปอร์ตของไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ข้อกังวลเรื่องข้อความผิดพลาดจาก AI ในระบบพาสปอร์ตของไทย

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. ฝ่ายค้าน วิจารณ์โครงการ 'TH-AI Passport' ของรัฐบาล โดยระบุว่าการใช้โมเดล AI ราคาถูกเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อความที่อ่านไม่รู้เรื่องในภาพที่สร้างขึ้น

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ข้อกังวลเรื่องข้อความผิดพลาดจาก AI ในระบบพาสปอร์ตของไทย

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลเรื่องข้อความผิดพลาดจาก AI ในระบบพาสปอร์ตของไทย

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. ฝ่ายค้าน วิจารณ์โครงการ 'TH-AI Passport' ของรัฐบาล โดยระบุว่าการใช้โมเดล AI ราคาถูกเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อความที่อ่านไม่รู้เรื่องในภาพที่สร้างขึ้น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ณ รัฐสภาไทย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้กล่าวถึงปัญหาทางเทคนิคของโครงการ 'TH-AI Passport' ของรัฐบาล โดยระบุว่าระบบได้สร้างภาพที่มีข้อความที่ไม่สามารถอ่านได้ หรือที่เรียกว่า 'ภาษามนุษย์ต่างดาว' เขาชี้ว่าข้อผิดพลาดเหล่านี้เกิดจากการที่รัฐบาลเลือกใช้โมเดล AI ราคาถูก แทนที่จะเลือกใช้โมเดลที่มีความสามารถทางภาษาดีกว่า เช่น Nano ของ Google หรือ ChatGPT

นายภาวุธโต้แย้งว่าความพยายามของรัฐบาลในการลดต้นทุนการดำเนินงานโดยเลือกใช้เครื่องมือสร้างภาพที่มีราคาถูกและประสิทธิภาพต่ำกว่า ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลลัพธ์ เขาเสนอว่าหากโครงการใช้โมเดลที่ก้าวหน้ากว่านี้ ความแม่นยำทางภาษาก็จะสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ นายภาวุธได้เรียกร้องให้รัฐบาลดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบและรับมอบเทคโนโลยีดังกล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับข้อมูลและการดำเนินโครงการ

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย พัฒนาการนี้เน้นย้ำถึงปัญหาความน่าเชื่อถือที่อาจเกิดขึ้นกับบริการ AI ที่รัฐบาลนำมาใช้ แม้ว่ามีการปรับลดงบประมาณโครงการจาก 1.6 พันล้านบาทเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง แต่ข้อบกพร่องทางเทคนิคเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบในปัจจุบัน ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อคำวิจารณ์เหล่านี้อย่างไร และจะมีการนำโมเดล AI ที่ก้าวหน้ากว่ามาใช้เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในการสร้างข้อความในการอัปเดตครั้งต่อไปหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 10:20 UTC

ผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์โมเดล TH-AI Passport เหตุความไม่ถูกต้องทางภาษา
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์โมเดล TH-AI Passport เหตุความไม่ถูกต้องทางภาษา

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องพื้นฐานในโมเดล TH-AI Passport โดยเสนอว่าวิธีการฝึกฝนในปัจจุบันอาจไม่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพทางภาษาของระบบ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์โมเดล TH-AI Passport เหตุความไม่ถูกต้องทางภาษา

แหล่งข่าวเดียว
ผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์โมเดล TH-AI Passport เหตุความไม่ถูกต้องทางภาษา

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องพื้นฐานในโมเดล TH-AI Passport โดยเสนอว่าวิธีการฝึกฝนในปัจจุบันอาจไม่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพทางภาษาของระบบ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชื่อดัง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข้อกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับความไม่ถูกต้องทางภาษาที่พบในระบบปัญญาประดิษฐ์ 'TH-AI Passport'

ภาวุธโต้แย้งว่าปัญหาของระบบเกิดจากข้อผิดพลาดพื้นฐานในการตั้งค่าโมเดลตั้งแต่ต้น เขาเสนอว่าแนวทางการฝึกฝน AI ในปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอ โดยระบุว่าการป้อนข้อมูลเข้าสู่โครงสร้างเดิมต่อไปเรื่อยๆ นั้นไม่น่าจะส่งผลให้เกิดการปรับปรุงความสามารถทางภาษาอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย คำวิจารณ์นี้เน้นย้ำถึงปัญหาความน่าเชื่อถือที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใช้เครื่องมือนี้สำหรับงานสื่อสารที่เป็นทางการหรือซับซ้อน หากสถาปัตยกรรมพื้นฐานมีข้อบกพร่องจริง ผู้ใช้อาจพบข้อผิดพลาดอย่างต่อเนื่องในการแปลหรือการประมวลผลข้อมูล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในการติดต่อราชการหรือการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

ในขณะนี้ ยังคงต้องรอการยืนยันว่าผู้พัฒนาจะยอมรับคำวิจารณ์เชิงโครงสร้างเหล่านี้หรือไม่ หรือมีแผนที่จะปรับปรุงพื้นฐานของโมเดลใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ยังไม่มีการตอบกลับอย่างเป็นทางการจากผู้ดูแลโครงการเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว ขอแนะนำให้ผู้ใช้ใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลสำคัญผ่านช่องทางอื่นจนกว่าความถูกต้องของระบบจะได้รับการยืนยันจากการตรวจสอบโดยอิสระหรือการอัปเดตอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 10:16 UTC

ExxonMobil ประเทศไทย จัดงานประชุมประจำปีเสริมแกร่งอู่พันธมิตร
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ExxonMobil ประเทศไทย จัดงานประชุมประจำปีเสริมแกร่งอู่พันธมิตร

ExxonMobil Marketing (ประเทศไทย) จัดงาน 'Mobil Exclusive Conference' เพื่อยกระดับอู่พันธมิตรสู่การเป็น 'Brand Advocate' ในยุคดิจิทัล

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ExxonMobil ประเทศไทย จัดงานประชุมประจำปีเสริมแกร่งอู่พันธมิตร

แหล่งข่าวเดียว
ExxonMobil ประเทศไทย จัดงานประชุมประจำปีเสริมแกร่งอู่พันธมิตร

ExxonMobil Marketing (ประเทศไทย) จัดงาน 'Mobil Exclusive Conference' เพื่อยกระดับอู่พันธมิตรสู่การเป็น 'Brand Advocate' ในยุคดิจิทัล

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand บริษัท เอ็กซอนโมบิล มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานสัมมนาประจำปี 'Mobil Exclusive Conference' ภายใต้แนวคิด 'Driven to Win as One' โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายอู่พันธมิตรของบริษัทด้วยการมอบเครื่องมือเพื่อรองรับการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล

นายเกล้า ห้าวเจริญ กรรมการและผู้จัดการฝ่ายขายของ ExxonMobil Marketing (ประเทศไทย) เน้นย้ำว่าบริษัทมุ่งหวังที่จะเป็นพันธมิตรที่เติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่าการเป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายน้ำมันเครื่อง ไฮไลต์สำคัญของงานคือการนำกลยุทธ์ 'Dealerfluencer Marketing' มาใช้ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้เจ้าของอู่เปลี่ยนผ่านจากการให้บริการแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็น 'Brand Advocate' ที่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลกออนไลน์ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนธุรกิจ (Business Transformation) และเทคนิคการตลาดดิจิทัล เพื่อช่วยให้พันธมิตรปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้บ่งชี้ว่าศูนย์บริการรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ Mobil อาจมีการปรับตัวสู่การให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้นและอาจช่วยให้การเข้าถึงบริการมีความสะดวกมากขึ้น แม้ว่างานสัมมนาจะวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าอู่แต่ละแห่งจะนำกลยุทธ์การตลาดเหล่านี้ไปปรับใช้ได้รวดเร็วเพียงใด และจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ในด้านคุณภาพหรือการเข้าถึงบริการบำรุงรักษารถยนต์สำหรับสาธารณชนหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 10:00 UTC

ซีอีโอ True Corporation หารือเรื่อง AI อย่างมีความรับผิดชอบเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ซีอีโอ True Corporation หารือเรื่อง AI อย่างมีความรับผิดชอบเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของไทย

ศุภชัย เจียรวนนท์ (ซิกเว่ เบรกเก้) ซีอีโอของ True Corporation เน้นย้ำถึงความจำเป็นของ 'AI อย่างมีความรับผิดชอบ' เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของไทย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ซีอีโอ True Corporation หารือเรื่อง AI อย่างมีความรับผิดชอบเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของไทย

แหล่งข่าวเดียว
ซีอีโอ True Corporation หารือเรื่อง AI อย่างมีความรับผิดชอบเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของไทย

ศุภชัย เจียรวนนท์ (ซิกเว่ เบรกเก้) ซีอีโอของ True Corporation เน้นย้ำถึงความจำเป็นของ 'AI อย่างมีความรับผิดชอบ' เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของไทย

ในบทความที่เผยแพร่โดยประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 ศุภชัย เจียรวนนท์ (ซิกเว่ เบรกเก้) ซีอีโอของกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เปรียบเทียบความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์กับเครื่องยนต์ของซูเปอร์คาร์สมรรถนะสูง โดยเขาระบุว่าเพื่อให้ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศชาติต้องให้ความสำคัญกับกรอบการทำงานของ 'AI อย่างมีความรับผิดชอบ'

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักธุรกิจในประเทศไทย มุมมองนี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่การบูรณาการมาตรฐานทางจริยธรรมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ในขณะที่ AI กลายเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจระดับชาติ การมุ่งเน้นที่ความปลอดภัยและความยั่งยืนบ่งชี้ว่าบริการดิจิทัลในอนาคตอาจถูกควบคุมด้วยมาตรการความรับผิดชอบที่เข้มงวดขึ้น แนวทางนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนความไว้วางใจของสาธารณชนให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยวางตำแหน่งตนเองในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ว่าวิสัยทัศน์ของซีอีโอจะกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์สำหรับนโยบายดิจิทัลขององค์กรและระดับชาติ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแนวทางปฏิบัติ 'AI อย่างมีความรับผิดชอบ' ไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่อาจตามมานั้นยังไม่มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่าหลักการเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรมสำหรับธุรกิจที่ดำเนินงานในประเทศอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 11:22 UTC

เจ้าหน้าที่บุกตรวจศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังพบการลักลอบเก็บเชื้อเพลิง
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่บุกตรวจศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังพบการลักลอบเก็บเชื้อเพลิง

เจ้าหน้าที่พลังงานเข้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในย่านพระราม 9 หลังได้รับรายงานเรื่องการเก็บน้ำมันดีเซลโดยไม่ได้รับอนุญาต

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

เจ้าหน้าที่บุกตรวจศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังพบการลักลอบเก็บเชื้อเพลิง

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่บุกตรวจศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังพบการลักลอบเก็บเชื้อเพลิง

เจ้าหน้าที่พลังงานเข้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในย่านพระราม 9 หลังได้รับรายงานเรื่องการเก็บน้ำมันดีเซลโดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า เจ้าหน้าที่พลังงานได้เข้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเขตพระราม 9 กรุงเทพมหานคร การปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งระบุว่าต้องทนกับกลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงที่รุนแรงมาเป็นเวลาประมาณสองเดือน

ตามรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่พบว่าสถานที่ดังกล่าวมีการลักลอบเก็บน้ำมันดีเซลไว้ในพื้นที่จำนวน 200,000 ลิตร โดยรายงานระบุว่าน้ำมันดังกล่าวมีไว้เพื่อใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่มาเยือนในย่านพระราม 9 เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีคลังเชื้อเพลิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับเขตที่อยู่อาศัย กลิ่นที่รุนแรงซึ่งชาวบ้านแจ้งเข้ามาบ่งชี้ว่าวิธีการจัดเก็บอาจไม่เหมาะสมหรือมีการระบายอากาศที่ไม่ดีพอ ส่งผลให้เกิดปัญหาคุณภาพอากาศในบริเวณใกล้เคียง

ในขณะนี้ ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสถานะทางกฎหมายของใบอนุญาตการจัดเก็บเชื้อเพลิง ผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนโดยรอบ และมาตรการทางกฎหมายที่รัฐบาลจะดำเนินการกับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่การสอบสวนเรื่องการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านพลังงานและความปลอดภัยของศูนย์ข้อมูลดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 09:35 UTC