ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
กีฬา เนเธอร์แลนด์เสมอกับเยอรมนีในศึกยูฟ่า เนชันส์ ลีก นัดเปิดสนาม ✦
ทั่วไป พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์มติชน ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569 ✦
กีฬา อาดิดาสเปิดตัวรองเท้าวิ่ง Adizero Adios Pro 5 ✦
กีฬา มือวางอันดับต้นผ่านเข้ารอบในการแข่งขันเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ✦
ความปลอดภัย หมอพื้นบ้านถูกลอบยิงเสียชีวิตในจังหวัดพัทลุง ✦
กฎหมาย ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้าน 6 ปี คดีผสมน้ำยาเดทตอลในนมเด็ก ✦
ความปลอดภัย รถกระบะเสียหลักพุ่งชนร้านซักผ้าในบุรีรัมย์ ✦
กีฬา อินโดนีเซียคว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์แบดมินตันชายเอเชียนเกมส์ ✦
กีฬา ยืนยันรายชื่อทีมผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม ศึกเซปักตะกร้อนักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2026 ✦
การเมือง บทบาทที่โดดเด่นขึ้นของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลลิดา เพริศวัฒนา ✦
กีฬา

เนเธอร์แลนด์เสมอกับเยอรมนีในศึกยูฟ่า เนชันส์ ลีก นัดเปิดสนาม

แหล่งข่าวเดียว
เนเธอร์แลนด์เสมอกับเยอรมนีในศึกยูฟ่า เนชันส์ ลีก นัดเปิดสนาม

เนเธอร์แลนด์และเยอรมนีเสมอกันในการแข่งขันยูฟ่า เนชันส์ ลีก ฤดูกาล 2026-27 ซึ่งเป็นการประเดิมคุมทีมของเฮดโค้ชคนใหม่อย่าง ชาบี เอร์นานเดซ และ เยอร์เกน คล็อปป์

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2026 เนเธอร์แลนด์เปิดสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีนา ต้อนรับการมาเยือนของเยอรมนีในการแข่งขันยูฟ่า เนชันส์ ลีก ฤดูกาล 2026-27 นัดเปิดสนาม เกมนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเนื่องจากเป็นการประเดิมคุมทีมของเฮดโค้ชคนใหม่อย่าง ชาบี เอร์นานเดซ สำหรับฝั่งเนเธอร์แลนด์ และ เยอร์เกน คล็อปป์ สำหรับฝั่งเยอรมนี

เกมมีความตื่นเต้นตั้งแต่ช่วงต้นเมื่อลูกโหม่งของ เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ถูกผู้ตัดสินริบประตูคืนหลังจากการตรวจสอบ VAR ซึ่งระบุว่า ไบรอัน บรอบบีย์ ได้ขวางการเล่นของ มาร์ก-อังเดร แทร์ สเทเกน ผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมนี นอกจากนี้ เยอรมนียังต้องพบกับข่าวร้ายในนาทีที่ 29 เมื่อ ไค ฮาแวร์ตซ์ ได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในเนเธอร์แลนด์ การแข่งขันระดับนานาชาติรายการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของฟุตบอลยุโรป แม้ว่าผลการแข่งขันจะจบลงด้วยการเสมอกัน แต่การปรับเปลี่ยนแท็กติกภายใต้การนำของ เอร์นานเดซ และ คล็อปป์ ยังคงเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับแฟนบอล ในช่วงที่ทัวร์นาเมนต์ดำเนินต่อไป แฟนๆ จะคอยติดตามดูว่ากลยุทธ์ใหม่เหล่านี้จะพัฒนาไปอย่างไร โดยคาดว่าทางทีมงานจะมีการยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของ ไค ฮาแวร์ตซ์ และตารางคะแนนอย่างเป็นทางการของกลุ่ม 2 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 21:16 UTC

ทั่วไป

พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์มติชน ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์มติชน ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569

มติชนออนไลน์ได้เผยแพร่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับประจำวันที่ 24 กันยายน 2569 โดยนำเสนอพาดหัวข่าวสำคัญระดับประเทศล่าสุด

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 สื่อมวลชนไทยชั้นนำอย่างมติชนออนไลน์ได้เผยแพร่ภาพหน้าปกดิจิทัลของหนังสือพิมพ์ฉบับพิมพ์รายวัน โดยหน้าหนึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลหลักสำหรับข่าวที่สำคัญที่สุดของวัน ซึ่งครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ที่กำหนดทิศทางของกระแสสังคมในประเทศไทยปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายใหญ่เช่นมติชนถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการติดตามนโยบายของรัฐบาล การพัฒนาทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การติดตามพาดหัวข่าวเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับประเด็นที่สื่อไทยและสาธารณชนให้ความสำคัญในขณะนี้

เนื่องจากรายงานฉบับนี้อ้างอิงจากการเผยแพร่หน้าปกของหนังสือพิมพ์ จึงไม่มีการระบุรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบทความแต่ละชิ้นที่ปรากฏบนหน้าหนึ่งในที่นี้ ผู้อ่านที่สนใจบริบทที่ครบถ้วนของข่าวเหล่านี้สามารถติดตามอ่านรายงานฉบับเต็มได้จากสื่อมติชนออนไลน์ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าพาดหัวข่าวเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อการถกเถียงในสังคมหรือการตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคตอย่างไรในช่วงวันข้างหน้า การเผยแพร่หน้าปกรายวันยังคงเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานของสื่อเพื่อสรุปภาพรวมของข่าวในแต่ละวัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 22:15 UTC

กีฬา

อาดิดาสเปิดตัวรองเท้าวิ่ง Adizero Adios Pro 5

แหล่งข่าวเดียว
อาดิดาสเปิดตัวรองเท้าวิ่ง Adizero Adios Pro 5

อาดิดาสเปิดตัว Adizero Adios Pro 5 อย่างเป็นทางการ โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงจากรุ่น Pro Evo 3 มาใช้

ตามรายงานจาก Matichon Online อาดิดาสได้เปิดตัวรองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูงรุ่นล่าสุด Adizero Adios Pro 5 อย่างเป็นทางการ โดยรุ่นใหม่นี้ได้นำเทคโนโลยีเฉพาะทางที่ต่อยอดมาจากซีรีส์ Pro Evo 3 ของบริษัทมาใช้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกลุ่มผลิตภัณฑ์ "ซูเปอร์ชูส์" (super shoe) ของแบรนด์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทยที่อยู่ในแวดวงนักวิ่ง การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นวิวัฒนาการล่าสุดของรองเท้าสำหรับการแข่งขันที่มีวางจำหน่ายในตลาด โดย Adizero Adios Pro 5 ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักกีฬาที่มองหาอุปกรณ์ที่เน้นประสิทธิภาพซึ่งใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าล่าสุดทางวิศวกรรมกีฬา

แม้ว่าจะมีการยืนยันการเปิดตัวแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวันวางจำหน่ายที่แน่ชัดในแต่ละจังหวัดของไทยและโครงสร้างราคาอย่างเป็นทางการสำหรับตลาดในประเทศนั้น ทางแบรนด์ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดทั้งหมด ผู้บริโภคที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตได้จากช่องทางอย่างเป็นทางการของ Adidas Thailand เพื่อดูว่ารองเท้ารุ่นนี้จะวางจำหน่ายในร้านค้าหรือช่องทางออนไลน์เมื่อใด เช่นเดียวกับอุปกรณ์กีฬาประสิทธิภาพสูงทั่วไป ผู้ที่สนใจซื้อควรตรวจสอบขนาดและข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคกับตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตอีกครั้งเมื่อสินค้าวางจำหน่ายในร้านค้าท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 21:15 UTC

กีฬา

มือวางอันดับต้นผ่านเข้ารอบในการแข่งขันเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

ได้รับการยืนยัน
มือวางอันดับต้นผ่านเข้ารอบในการแข่งขันเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

มือวางอันดับ 1 และ 2 ผ่านเข้ารอบตามคาดในการแข่งขันเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ซึ่งมีเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท

การแข่งขันเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยมือวางอันดับ 1 และ 2 ของรายการสามารถผ่านเข้ารอบในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยวได้สำเร็จ ตามรายงานของ Thai Post การแข่งขันกำลังดำเนินไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยผู้เล่นที่มีอันดับสูงสุดยังคงรักษาฟอร์มการเล่นเพื่อมุ่งสู่ตำแหน่งแชมป์

การแข่งขันรายการนี้มีเงินรางวัลรวมสูงถึง 1 ล้านบาท ถือเป็นไฮไลท์สำคัญในปฏิทินกีฬาของท้องถิ่น สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่สนใจวงการเทนนิส การแข่งขันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ชมการแข่งขันระดับประเทศที่มีคุณภาพสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของนักเทนนิสอาชีพในประเทศไทย

แม้ว่ามือวางอันดับต้นๆ จะสามารถรักษาตำแหน่งในรอบปัจจุบันไว้ได้ แต่ผลการแข่งขันสุดท้ายของรายการยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้ชมและผู้ที่ติดตามการแข่งขันควรตรวจสอบข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดการแข่งขันเพื่อทราบตารางการแข่งขันในรอบถัดไปและการตัดสินว่าใครจะเป็นผู้คว้าแชมป์ชายเดี่ยว ทั้งนี้ ฝ่ายจัดการแข่งขันจะมีการยืนยันรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรอบชิงชนะเลิศและการจัดสรรเงินรางวัลในลำดับต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 08:06 UTC

ความปลอดภัย

หมอพื้นบ้านถูกลอบยิงเสียชีวิตในจังหวัดพัทลุง

แหล่งข่าวเดียว
หมอพื้นบ้านถูกลอบยิงเสียชีวิตในจังหวัดพัทลุง

หมอพื้นบ้านชื่อดังถูกลอบยิงเสียชีวิตที่บ้านพักในจังหวัดพัทลุง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 กันยายน 2569 นายจักรกฤษณ์ สุวรรณรัตน์ อายุ 40 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอบอย” หมอพื้นบ้านด้านสมุนไพร ถูกลอบยิงเสียชีวิตขณะกำลังรับประทานอาหารที่บ้านพักในตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 21.53 น.

เจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ใต้โต๊ะรับประทานอาหาร โดยมีบาดแผลถูกยิงที่บริเวณกกหูด้านขวา 2 แผล จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าคนร้ายอาจใช้อาวุธปืนติดลำกล้องซุ่มยิงมาจากสวนยางพาราใกล้เคียงในขณะที่ผู้เสียชีวิตกำลังนั่งพูดคุยกับกลุ่มเพื่อน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุรุนแรงที่น่าตกใจ แม้จะดูเหมือนเป็นการมุ่งเป้าสังหารโดยเฉพาะเจาะจงมากกว่าเหตุการณ์สุ่มทำร้ายทั่วไป ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและกำลังเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดรวมถึงสอบปากคำพยานเพื่อหามูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุ เนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุตัวผู้ต้องสงสัยหรือยืนยันรายละเอียดที่แน่ชัดของเหตุการณ์ดังกล่าว ขอให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ความระมัดระวังและติดตามข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิดต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 19:00 UTC

กฎหมาย

ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้าน 6 ปี คดีผสมน้ำยาเดทตอลในนมเด็ก

แหล่งข่าวเดียว
ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้าน 6 ปี คดีผสมน้ำยาเดทตอลในนมเด็ก

ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้านเป็นเวลา 6 ปี ในข้อหาพยายามฆ่าเด็กวัย 2 ขวบ ด้วยการผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงในนม

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ศาลไทยได้มีคำพิพากษาในคดีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก กรณีแม่บ้านที่ถูกกล้องวงจรปิดบันทึกภาพขณะเทน้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอลลงในขวดนมของเด็กวัย 2 ขวบ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 โดยคุณแม่ของเด็กที่รู้จักกันในชื่อ "แม่หยก" เป็นผู้แจ้งความ

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ศาลได้ตัดสินลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 12 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ โทษจึงลดลงเหลือ 6 ปี ในระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย จำเลยพยายามกลับคำให้การโดยอ้างว่าทำตามคำสั่งสามีและมีปัญหาด้านสุขภาพจิต แต่สุดท้ายก็ยังคงยืนยันรับสารภาพ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่าจำเลยมีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับการลักทรัพย์ในโรงพยาบาลและคอนโดมิเนียมมาก่อน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย กรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวดเมื่อจ้างพนักงานในบ้าน คุณแม่ระบุว่าแรงจูงใจที่แท้จริงของจำเลยยังคงไม่ชัดเจน เนื่องจากคำให้การตลอดการสอบสวนมีความสับสนและไม่สอดคล้องกัน แม้จะมีคำพิพากษาออกมาแล้ว แต่สาเหตุที่แท้จริงของการกระทำดังกล่าวยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ครอบครัวต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยภายในบ้านและการตรวจสอบประวัติพนักงานในบ้านอย่างละเอียด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 18:40 UTC

ความปลอดภัย

รถกระบะเสียหลักพุ่งชนร้านซักผ้าในบุรีรัมย์

แหล่งข่าวเดียว
รถกระบะเสียหลักพุ่งชนร้านซักผ้าในบุรีรัมย์

ชายวัย 23 ปีเสียหลักขับรถกระบะพุ่งชนรถที่จอดอยู่และร้านซักผ้าหยอดเหรียญท่ามกลางฝนตกหนักในจังหวัดบุรีรัมย์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 เกิดอุบัติเหตุทางถนนในอำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อชายวัย 23 ปีเสียหลักขับรถกระบะขณะสัญจรบนถนนสายห้วยราช–บ้านสนวน รายงานจากข่าวสดออนไลน์ระบุว่าคนขับกำลังเดินทางกลับจากการไปโรงพยาบาลท่ามกลางฝนตกหนักก่อนที่รถจะเสียหลัก

รถกระบะคันดังกล่าวได้พุ่งชนรถที่จอดอยู่ 2 คันก่อนจะพุ่งเข้าไปในร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ส่งผลให้หญิงสาววัย 24 ปีที่กำลังรอผ้าอยู่ภายในร้านถูกรถชนและได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทก เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์ได้เข้าให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลห้วยราชเพื่อทำการรักษาต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงในการขับขี่ยานพาหนะท่ามกลางฝนตกหนักในเขตร้อน ซึ่งอาจลดทัศนวิสัยและการยึดเกาะถนนได้อย่างมาก แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุแล้ว แต่ตำรวจท้องที่ยังคงดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดของอุบัติเหตุครั้งนี้ ทั้งนี้ยังต้องรอการยืนยันว่าคนขับจะต้องเผชิญกับข้อหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความเสียหายต่อทรัพย์สินและการบาดเจ็บของผู้เสียหายหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้ขับขี่ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อสัญจรบนถนนในชนบทในช่วงที่มีสภาพอากาศเลวร้าย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 18:01 UTC

กีฬา

อินโดนีเซียคว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์แบดมินตันชายเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
อินโดนีเซียคว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์แบดมินตันชายเอเชียนเกมส์

อินโดนีเซียพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะจีนในรอบชิงชนะเลิศแบดมินตันทีมชายเอเชียนเกมส์ 2026 ได้สำเร็จ ยุติการรอคอยเหรียญทองในรายการนี้มานานถึง 28 ปี

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ทีมชาติอินโดนีเซียคว้าเหรียญทองแบดมินตันทีมชายในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเนื่องจากเป็นเหรียญทองแรกของประเทศในรายการนี้ในรอบ 28 ปี

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเริ่มต้นขึ้นโดยทีมจีนซึ่งเป็นแชมป์เก่าสองสมัยซ้อนขึ้นนำไปก่อน 2-0 คู่ โดยฉือ หยู่ฉี เอาชนะ โจนาทาน คริสตี (21-13, 21-18) ตามด้วยประเภทคู่ เหลียง เหว่ยเคิง และหวัง ฉ่าง เอาชนะ ฟาจาร์ อัลฟิอัน และมูฮัมหมัด โชฮิบูล ฟิครี (22-20, 19-21, 21-14) อย่างไรก็ตาม ทีมอินโดนีเซียสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาตีเสมอเป็น 2-2 ก่อนจะคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงระดับการแข่งขันที่เข้มข้นของกีฬาแบดมินตันในเอเชีย ซึ่งเป็นกีฬาที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บรรยากาศรอบการแข่งขันระดับภูมิภาคที่สำคัญเช่นนี้มักนำไปสู่ความสนใจในท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นและอาจส่งผลต่อการเดินทางของแฟนกีฬาที่จะเข้าร่วมชมการแข่งขันในอนาคต แม้ผลการแข่งขันจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่คาดว่าฝ่ายจัดการแข่งขันจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแมตช์การแข่งขันแต่ละคู่ที่นำไปสู่ผลรวม 3-2 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 18:11 UTC

กีฬา

ยืนยันรายชื่อทีมผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม ศึกเซปักตะกร้อนักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2026

แหล่งข่าวเดียว
ยืนยันรายชื่อทีมผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม ศึกเซปักตะกร้อนักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2026

มีการประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มของการแข่งขันเซปักตะกร้อนักเรียน แชมป์กีฬา 7HD ประจำปี 2026 อย่างเป็นทางการแล้ว

ตามรายงานจาก Matichon Online รอบคัดเลือกสำหรับการแข่งขันเซปักตะกร้อนักเรียน แชมป์กีฬา 7HD ประจำปี 2026 ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยมีการยืนยันรายชื่อทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มอย่างเป็นทางการ ทัวร์นาเมนต์นี้ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักกีฬาเยาวชนทั่วประเทศไทยในการแสดงทักษะในกีฬาพื้นบ้านอย่างเซปักตะกร้อ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในวัฒนธรรมกีฬาในท้องถิ่น เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงระดับความสามารถของเยาวชนที่กำลังพัฒนาอยู่ในระบบโรงเรียนของไทย การแข่งขันแชมป์กีฬา 7HD ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในบทบาทของการส่งเสริมจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันและสนับสนุนกีฬาในกลุ่มคนรุ่นใหม่

แม้ว่าจะมีการเปิดเผยรายชื่อทีมที่ผ่านเข้ารอบแล้ว แต่ตารางการแข่งขันที่ชัดเจนสำหรับรอบแบ่งกลุ่มที่กำลังจะมาถึงนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป ผู้ชมและผู้สนับสนุนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางทัวร์นาเมนต์เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสถานที่และเวลาการแข่งขัน เมื่อการแข่งขันดำเนินต่อไป คาดว่าความเข้มข้นของเกมจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ชื่นชอบกีฬาในท้องถิ่นได้มากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าผู้จัดงานจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสายการแข่งขันและข้อมูลการถ่ายทอดสดสำหรับรอบแบ่งกลุ่มในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 17:56 UTC

การเมือง

บทบาทที่โดดเด่นขึ้นของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลลิดา เพริศวัฒนา

แหล่งข่าวเดียว
บทบาทที่โดดเด่นขึ้นของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลลิดา เพริศวัฒนา

ลลิดา เพริศวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังได้รับความสนใจและคำชื่นชมอย่างมากภายใต้รัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล

ตามรายงานจาก Thai Post ลลิดา เพริศวัฒนา ซึ่งดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจและคำชื่นชมจากสาธารณชนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมักถูกเรียกด้วยชื่อเล่นว่า 'รองกิฟท์' เธอได้รับความสนใจจากบทบาทเชิงรุกในการสื่อสารของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การมีบทบาทที่โดดเด่นขึ้นของโฆษกรัฐบาลมักเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของการเปลี่ยนแปลงข้อความทางการเมืองและลำดับความสำคัญในการบริหาร ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่อย่างคุณลลิดาช่วยให้เห็นภาพว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมกับสาธารณชนและจัดการภาพลักษณ์ของตนอย่างไร

แม้ว่าความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเธอจะถูกบันทึกไว้ในสื่อท้องถิ่น แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าบทบาทสาธารณะที่เพิ่มขึ้นนี้จะมีอิทธิพลต่อเส้นทางการเมืองในอนาคตของเธอหรือกลยุทธ์การสื่อสารเฉพาะของรัฐบาลอนุทินอย่างไร ผู้สังเกตการณ์ยังคงติดตามการปรากฏตัวต่อสาธารณะและแถลงการณ์ของเธอเพื่อประเมินจุดยืนของรัฐบาลในประเด็นระดับชาติหลายประการ จนถึงขณะนี้ รายงานได้เน้นย้ำถึงสถานะปัจจุบันของเธอในฐานะบุคคลสำคัญภายในฝ่ายบริหาร แม้ว่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลงานเชิงนโยบายที่เฉพาะเจาะจงหรือเป้าหมายทางการเมืองระยะยาวของเธอยังไม่ได้มีการระบุไว้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 17:58 UTC

ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้าน 6 ปี คดีผสมน้ำยาเดทตอลในนมเด็ก
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้าน 6 ปี คดีผสมน้ำยาเดทตอลในนมเด็ก

ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้านเป็นเวลา 6 ปี ในข้อหาพยายามฆ่าเด็กวัย 2 ขวบ ด้วยการผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงในนม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้าน 6 ปี คดีผสมน้ำยาเดทตอลในนมเด็ก

แหล่งข่าวเดียว
ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้าน 6 ปี คดีผสมน้ำยาเดทตอลในนมเด็ก

ศาลตัดสินจำคุกแม่บ้านเป็นเวลา 6 ปี ในข้อหาพยายามฆ่าเด็กวัย 2 ขวบ ด้วยการผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงในนม

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ศาลไทยได้มีคำพิพากษาในคดีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก กรณีแม่บ้านที่ถูกกล้องวงจรปิดบันทึกภาพขณะเทน้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอลลงในขวดนมของเด็กวัย 2 ขวบ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 โดยคุณแม่ของเด็กที่รู้จักกันในชื่อ "แม่หยก" เป็นผู้แจ้งความ

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ศาลได้ตัดสินลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 12 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ โทษจึงลดลงเหลือ 6 ปี ในระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย จำเลยพยายามกลับคำให้การโดยอ้างว่าทำตามคำสั่งสามีและมีปัญหาด้านสุขภาพจิต แต่สุดท้ายก็ยังคงยืนยันรับสารภาพ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่าจำเลยมีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับการลักทรัพย์ในโรงพยาบาลและคอนโดมิเนียมมาก่อน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย กรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวดเมื่อจ้างพนักงานในบ้าน คุณแม่ระบุว่าแรงจูงใจที่แท้จริงของจำเลยยังคงไม่ชัดเจน เนื่องจากคำให้การตลอดการสอบสวนมีความสับสนและไม่สอดคล้องกัน แม้จะมีคำพิพากษาออกมาแล้ว แต่สาเหตุที่แท้จริงของการกระทำดังกล่าวยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ครอบครัวต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยภายในบ้านและการตรวจสอบประวัติพนักงานในบ้านอย่างละเอียด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 18:40 UTC

สภาผู้แทนราษฎรไทยผ่านร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวในวาระแรก
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

สภาผู้แทนราษฎรไทยผ่านร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวในวาระแรก

สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อเสริมสร้างความคุ้มครองแก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎรไทยผ่านร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวในวาระแรก

แหล่งข่าวเดียว
สภาผู้แทนราษฎรไทยผ่านร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวในวาระแรก

สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อเสริมสร้างความคุ้มครองแก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 สภาผู้แทนราษฎรไทยได้ลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่าร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 434 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 4 เสียง

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีในการประชุมครั้งนี้ กล่าวว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำอย่างครอบคลุม ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุความรุนแรง ในระหว่างการอภิปราย สมาชิกสภาฯ ได้ร่วมกันเสนอความเห็นในประเด็นสำคัญ เช่น มาตรการป้องกัน การคุ้มครองเด็ก การเข้าถึงบริการช่วยเหลือ และความชัดเจนของนิยามทางกฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความคืบหน้านี้สะท้อนถึงแนวโน้มการปรับปรุงกรอบกฎหมายด้านความปลอดภัยในครอบครัวให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น แม้ร่างกฎหมายจะผ่านขั้นตอนแรกมาได้แล้ว แต่ขณะนี้ยังต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบและปรับปรุงรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ ขอบเขตความคุ้มครองที่ชัดเจน กลไกการบังคับใช้ และกรอบเวลาในการประกาศใช้กฎหมายยังคงต้องรอการยืนยันในขั้นตอนต่อไปของกระบวนการนิติบัญญัติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 17:49 UTC

รวบหนุ่มวัย 27 ปี ก่อเหตุฆาตกรรมชายวัย 67 ปี ปมขโมยฟักทองในเชียงใหม่
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รวบหนุ่มวัย 27 ปี ก่อเหตุฆาตกรรมชายวัย 67 ปี ปมขโมยฟักทองในเชียงใหม่

ชายวัย 27 ปีถูกจับกุมในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ หลังก่อเหตุฆาตกรรมชายวัย 67 ปี เนื่องจากไม่พอใจที่ผู้ตายขโมยฟักทองไป 3 ลูก

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รวบหนุ่มวัย 27 ปี ก่อเหตุฆาตกรรมชายวัย 67 ปี ปมขโมยฟักทองในเชียงใหม่

แหล่งข่าวเดียว
รวบหนุ่มวัย 27 ปี ก่อเหตุฆาตกรรมชายวัย 67 ปี ปมขโมยฟักทองในเชียงใหม่

ชายวัย 27 ปีถูกจับกุมในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ หลังก่อเหตุฆาตกรรมชายวัย 67 ปี เนื่องจากไม่พอใจที่ผู้ตายขโมยฟักทองไป 3 ลูก

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้จับกุมนายกฤษฎา อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมนายสมเกียรติ อายุ 67 ปี ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับสุสานบ้านป่าจี้วังแดง โดยพบร่างผู้เสียชีวิตมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะและใบหน้า

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่าตนทำสวนฟักทองในพื้นที่ร่วมกับบิดา และรู้สึกโกรธแค้นเนื่องจากถูกขโมยฟักทองไปหลายครั้ง จึงตัดสินใจมานอนเฝ้าสวนเพื่อจับตัวหัวขโมย ในเช้าวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาอ้างว่าพบผู้ตายกำลังขโมยฟักทองไป 3 ลูก จึงเข้าไปสอบถามถึงการขโมยครั้งก่อนๆ แต่ผู้ตายไม่ยอมตอบโต้ ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทจนนำไปสู่เหตุสลดดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินในท้องถิ่น แม้ว่าผู้ต้องหาจะถูกควบคุมตัวแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่และโอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าในพื้นที่ชนบท ทั้งนี้ คาดว่าสถานีตำรวจภูธรแม่แตงจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อหาและขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 17:46 UTC

เตรียมจัดงานรำลึกครบ 3 ปี การคุมขัง 'อานนท์ นำภา'
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เตรียมจัดงานรำลึกครบ 3 ปี การคุมขัง 'อานนท์ นำภา'

มีการวางแผนจัดงานในวันที่ 26 กันยายน เพื่อรำลึกถึงการถูกคุมขังครบ 3 ปี ของทนายความด้านสิทธิมนุษยชน อานนท์ นำภา

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เตรียมจัดงานรำลึกครบ 3 ปี การคุมขัง 'อานนท์ นำภา'

แหล่งข่าวเดียว
เตรียมจัดงานรำลึกครบ 3 ปี การคุมขัง 'อานนท์ นำภา'

มีการวางแผนจัดงานในวันที่ 26 กันยายน เพื่อรำลึกถึงการถูกคุมขังครบ 3 ปี ของทนายความด้านสิทธิมนุษยชน อานนท์ นำภา

ตามรายงานจาก Matichon Online นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้เชิญชวนสาธารณชนเข้าร่วมงานรำลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี การถูกคุมขังของทนายความด้านสิทธิมนุษยชน นายอานนท์ นำภา โดยงานดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26 กันยายน 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ยังคงดำเนินอยู่ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมือง แม้ว่าการรวมตัวดังกล่าวส่วนใหญ่มักจะเป็นไปอย่างสงบ แต่อาจดึงดูดให้มีการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมาก และอาจนำไปสู่การจราจรติดขัดในพื้นที่หรือมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงสถานที่จัดงาน ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่คอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวและติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการควบคุมฝูงชนหรือการเปลี่ยนแปลงกำหนดการของงาน

ในขณะนี้ สถานที่จัดงานที่เฉพาะเจาะจงและกำหนดการโดยละเอียดของงานรำลึกยังไม่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงานเบื้องต้น ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่าสถานะทางกฎหมายของบุคคลดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมากและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการชุมนุมทางการเมืองหรือการรวมตัวเพื่อรำลึก เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่นเดียวกับการชุมนุมสาธารณะทุกแห่งในประเทศไทย ขอแนะนำให้วางตัวเป็นกลางและปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 17:36 UTC

เหตุทะเลาะวิวาทในครอบครัวจนเสียชีวิตที่จันทบุรี
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เหตุทะเลาะวิวาทในครอบครัวจนเสียชีวิตที่จันทบุรี

พบชายวัย 64 ปีเสียชีวิตหลังเกิดเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรงกับภรรยาภายในห้องเช่าที่จังหวัดจันทบุรี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เหตุทะเลาะวิวาทในครอบครัวจนเสียชีวิตที่จันทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
เหตุทะเลาะวิวาทในครอบครัวจนเสียชีวิตที่จันทบุรี

พบชายวัย 64 ปีเสียชีวิตหลังเกิดเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรงกับภรรยาภายในห้องเช่าที่จังหวัดจันทบุรี

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดจันทบุรีได้รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตภายในห้องเช่าแห่งหนึ่งในตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบศพนายกิตติศักดิ์ อายุ 64 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ใกล้ห้องน้ำ โดยมีรอยฟกช้ำตามใบหน้าและศีรษะ รวมถึงมีรอยแผลเก่าที่หน้าท้อง

ภายในห้องเดียวกัน เจ้าหน้าที่พบภรรยาของผู้เสียชีวิตวัย 60 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บแขนหัก นอกจากนี้ยังพบท่อนเหล็กยาวประมาณ 60 เซนติเมตรวางพิงผนังและมีรอยเลือดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ รายงานเบื้องต้นระบุว่าทั้งคู่คบหากันมา 3 เดือนและมักมีปากเสียงกันบ่อยครั้งขณะมึนเมา ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่าการเสียชีวิตของชายดังกล่าวเกิดจากการบาดเจ็บสะสมที่ได้รับระหว่างการทะเลาะวิวาทซ้ำซากหรือไม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัวและการดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งส่วนตัว แม้ว่าเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและแพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลพระปกเกล้าจะเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว แต่สาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม คดีนี้อยู่ในความดูแลของสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี และคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายต่อไปในขณะที่การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 17:36 UTC

จับกุมชายชาวจีนในกรุงเทพฯ ข้อหาอยู่เกินกำหนดวีซ่าและครอบครองอาวุธปืนและยาเสพติดโดยผิดกฎหมาย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

จับกุมชายชาวจีนในกรุงเทพฯ ข้อหาอยู่เกินกำหนดวีซ่าและครอบครองอาวุธปืนและยาเสพติดโดยผิดกฎหมาย

ชายชาวจีนวัย 50 ปีถูกควบคุมตัวในกรุงเทพฯ หลังพบอาวุธปืน ยาเสพติด และการอยู่เกินกำหนดวีซ่าเป็นเวลานาน

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

จับกุมชายชาวจีนในกรุงเทพฯ ข้อหาอยู่เกินกำหนดวีซ่าและครอบครองอาวุธปืนและยาเสพติดโดยผิดกฎหมาย

แหล่งข่าวเดียว
จับกุมชายชาวจีนในกรุงเทพฯ ข้อหาอยู่เกินกำหนดวีซ่าและครอบครองอาวุธปืนและยาเสพติดโดยผิดกฎหมาย

ชายชาวจีนวัย 50 ปีถูกควบคุมตัวในกรุงเทพฯ หลังพบอาวุธปืน ยาเสพติด และการอยู่เกินกำหนดวีซ่าเป็นเวลานาน

ตามรายงานของ Khaosod English เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจวังทองหลางได้จับกุมชายชาวจีนวัย 50 ปีในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 การจับกุมเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่พบว่าบุคคลดังกล่าวครอบครองปืนลูกโม่และยาไอซ์น้ำหนัก 4.8 กรัม

จากการตรวจสอบสถานะการเข้าเมืองเพิ่มเติมพบว่าผู้ต้องหารายนี้อยู่เกินกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยถึง 586 วัน ขณะนี้ผู้ต้องหากำลังเผชิญกับข้อหาครอบครองอาวุธปืนและยาเสพติดโดยผิดกฎหมาย นอกเหนือจากการละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองของไทยอย่างเข้มงวด และบทลงโทษที่รุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองสารผิดกฎหมายและอาวุธ แม้ว่าการจับกุมจะได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแล้ว แต่กระบวนการทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงและกำหนดเวลาสำหรับการเนรเทศที่เป็นไปได้นั้นยังคงต้องรอการพิจารณาจากศาล นักท่องเที่ยวควรทราบว่ากฎระเบียบด้านวีซ่ามีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และการอยู่เกินกำหนดวีซ่าถือเป็นความผิดร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การถูกควบคุมตัว การปรับ และการห้ามเข้าประเทศในระยะยาว ข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้จะขึ้นอยู่กับแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสถานีตำรวจวังทองหลาง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 10:35 UTC

ผอ. JIC โต้กัมพูชาปมทุ่นระเบิด ย้ำข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์
กฎหมาย ได้รับการยืนยัน

ผอ. JIC โต้กัมพูชาปมทุ่นระเบิด ย้ำข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์

ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลร่วม (JIC) ได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาเกี่ยวกับทุ่นระเบิดอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเพียงอย่างเดียวไม่ถือเป็นหลักฐาน

Matichon Online + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ผอ. JIC โต้กัมพูชาปมทุ่นระเบิด ย้ำข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์

ได้รับการยืนยัน
ผอ. JIC โต้กัมพูชาปมทุ่นระเบิด ย้ำข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์

ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลร่วม (JIC) ได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาเกี่ยวกับทุ่นระเบิดอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเพียงอย่างเดียวไม่ถือเป็นหลักฐาน

ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลร่วม (JIC) ได้ออกแถลงการณ์โต้แย้งข้อกล่าวหาล่าสุดจากกัมพูชาในประเด็นเรื่องทุ่นระเบิด ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2026 ผู้อำนวยการ JIC เน้นย้ำว่าข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชาเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายหรือข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันข้อกล่าวอ้างที่นำเสนอได้

ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทคือการกล่าวถึงเงินทุนจากสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งผู้อำนวยการ JIC ชี้แจงว่าไม่ได้เทียบเท่ากับคำตัดสินอย่างเป็นทางการหรือข้อสรุปชี้ขาดในเรื่องนี้ ทั้งนี้ JIC ได้เรียกร้องให้ทางการกัมพูชาเปิดเผยหลักฐานที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน แทนที่จะพึ่งพาเพียงวาทกรรม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความขัดแย้งทางการทูตและกฎหมายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับความมั่นคงตามแนวชายแดนและความพยายามในการกู้ระเบิดในอดีต แม้ว่าสถานการณ์นี้จะยังคงเป็นเรื่องของการหารือในระดับบริหารและทางการทูตระดับสูง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ชายแดน ในขณะนี้ยังคงต้องติดตามว่าฝ่ายกัมพูชาจะนำเสนอหลักฐานเฉพาะเจาะจงใดๆ หรือไม่ และผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศหรือ EU จะตอบสนองต่อการเรียกร้องความโปร่งใสนี้อย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามช่องทางข่าวสารอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 12:41 UTC

เจ้าหน้าที่จับกุมยาบ้ากว่า 3.3 แสนเม็ดในบุรีรัมย์
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่จับกุมยาบ้ากว่า 3.3 แสนเม็ดในบุรีรัมย์

หญิงวัย 28 ปีถูกจับกุมในจังหวัดบุรีรัมย์ หลังพบซุกซ่อนยาบ้าจำนวนมากไว้ใต้เล้าไก่

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เจ้าหน้าที่จับกุมยาบ้ากว่า 3.3 แสนเม็ดในบุรีรัมย์

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่จับกุมยาบ้ากว่า 3.3 แสนเม็ดในบุรีรัมย์

หญิงวัย 28 ปีถูกจับกุมในจังหวัดบุรีรัมย์ หลังพบซุกซ่อนยาบ้าจำนวนมากไว้ใต้เล้าไก่

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 Thai Post รายงานว่าฝ่ายปกครองอำเภอคูเมืองร่วมกับชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เข้าจับกุมหญิงวัย 28 ปี ผู้ต้องหารายนี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติดของบุคคลที่รู้จักกันในชื่อ 'บอล' ซึ่งเป็นอดีตนักโทษที่เพิ่งพ้นโทษออกมาได้เพียงสองเดือน

เจ้าหน้าที่ตรวจพบยาบ้าจำนวนประมาณ 333,000 เม็ดถูกฝังดินไว้ใต้เล้าไก่ ซึ่งเป็นกลวิธีที่ใช้เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ จากรายงานระบุว่ายาเสพติดดังกล่าวถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งขยายผลเพื่อติดตามจับกุม 'บอล' และสมาชิกเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ไทยในการปราบปรามการลักลอบค้ายาเสพติดข้ามพรมแดน แม้ว่าปฏิบัติการเหล่านี้มักมุ่งเป้าไปที่กลุ่มอาชญากร แต่ก็เป็นการย้ำเตือนถึงการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดในประเทศไทย ซึ่งการครอบครองและจำหน่ายมีโทษหนัก ขณะนี้การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ และเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ยืนยันขอบเขตทั้งหมดของเครือข่ายหรือสถานที่ที่ตั้งใจจะนำยาเสพติดไปกระจาย ทั้งนี้ ขอเตือนนักท่องเที่ยวว่าประเทศไทยมีนโยบายไม่ยอมรับต่อสารเสพติดผิดกฎหมายทุกชนิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 12:22 UTC

อดีตนายก อบต. ถูกกล่าวหาฉ้อโกงเงินแลกบรรจุข้าราชการ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

อดีตนายก อบต. ถูกกล่าวหาฉ้อโกงเงินแลกบรรจุข้าราชการ

หญิงวัย 43 ปี เรียกร้องเงินคืน 550,000 บาท หลังจากอดีตนายก อบต. ไม่สามารถช่วยให้เธอได้บรรจุเป็นข้าราชการตามที่ตกลงไว้

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

อดีตนายก อบต. ถูกกล่าวหาฉ้อโกงเงินแลกบรรจุข้าราชการ

แหล่งข่าวเดียว
อดีตนายก อบต. ถูกกล่าวหาฉ้อโกงเงินแลกบรรจุข้าราชการ

หญิงวัย 43 ปี เรียกร้องเงินคืน 550,000 บาท หลังจากอดีตนายก อบต. ไม่สามารถช่วยให้เธอได้บรรจุเป็นข้าราชการตามที่ตกลงไว้

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ หญิงวัย 43 ปี ได้เข้าร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรม อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี โดยกล่าวหาว่าถูกอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ฉ้อโกง หญิงรายนี้อ้างว่าได้จ่ายเงินจำนวน 550,000 บาท ให้กับอดีตนายก อบต. ที่ระบุชื่อว่า นายประเวศ โดยได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะสามารถช่วยให้เธอสอบเข้าทำงานในตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายใน สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ในช่วงปี 2565-2567

แม้จะมีการจ่ายเงินไปแล้ว แต่หญิงรายนี้กลับไม่ได้รับงานตามที่สัญญาไว้และไม่สามารถเรียกเงินคืนได้ ในระหว่างการไกล่เกลี่ยที่ศูนย์ดำรงธรรมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 อดีตนายก อบต. รายดังกล่าวระบุว่าเงินได้ถูกใช้ไปหมดแล้วและยืนยันว่าจะไม่มีการจ่ายคืน โดยมีปลัดอำเภอเขมราฐร่วมเป็นพยานในการไกล่เกลี่ย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ กรณีนี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ช่องทางที่ไม่เป็นทางการในการสมัครงานภาครัฐ นี่เป็นเครื่องเตือนใจว่าการรับสมัครงานของรัฐในประเทศไทยมีขั้นตอนที่เข้มงวดและโปร่งใส ข้อเสนอใดๆ ที่อ้างว่าสามารถลัดขั้นตอนเหล่านี้ได้โดยการจ่ายเงินถือเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องเงินและข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกง ผลทางกฎหมายขั้นสุดท้ายยังคงต้องรอการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอแนะนำให้พึ่งพาช่องทางการรับสมัครงานผ่านเว็บไซต์ทางการของรัฐบาลเท่านั้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 12:21 UTC

ชายสิงคโปร์ถูกตัดสินจำคุกฐานทิ้งแมว 71 ตัว
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ชายสิงคโปร์ถูกตัดสินจำคุกฐานทิ้งแมว 71 ตัว

ชายวัย 37 ปีถูกตัดสินจำคุก 16 สัปดาห์ หลังจากทิ้งแมว 71 ตัวไว้ในห้องพักนานเกือบ 2 ปี ส่งผลให้แมวตาย 9 ตัว

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ชายสิงคโปร์ถูกตัดสินจำคุกฐานทิ้งแมว 71 ตัว

แหล่งข่าวเดียว
ชายสิงคโปร์ถูกตัดสินจำคุกฐานทิ้งแมว 71 ตัว

ชายวัย 37 ปีถูกตัดสินจำคุก 16 สัปดาห์ หลังจากทิ้งแมว 71 ตัวไว้ในห้องพักนานเกือบ 2 ปี ส่งผลให้แมวตาย 9 ตัว

ตามรายงานของ Khaosod Online ชายชาวสิงคโปร์วัย 37 ปี ถูกตัดสินจำคุก 16 สัปดาห์จากคดีทารุณกรรมสัตว์อย่างร้ายแรง ชายคนดังกล่าวซึ่งระบุชื่อว่า มูฮัมหมัด ไคร์รุล ไนม์ ซาอินอล ได้รับสารภาพในข้อหาทิ้งแมว 71 ตัวไว้ในห้องพักในเขตบูกิต ปันจัง

การสอบสวนเปิดเผยว่าชายคนนี้และอดีตภรรยาเริ่มเลี้ยงแมวตั้งแต่ปี 2019 แต่เนื่องจากไม่ได้ทำหมันทำให้จำนวนแมวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเดือนเมษายน 2022 ทั้งคู่ย้ายออกไปอยู่กับพ่อแม่ของฝ่ายชายและทิ้งแมวไว้ในห้องพัก โดยปล่อยให้สัตว์อยู่โดยไม่มีผู้ดูแลเป็นเวลาประมาณ 22 เดือน เมื่อมีการตรวจสอบพบว่าแมว 9 ใน 71 ตัวได้ตายลงเนื่องจากการถูกทอดทิ้ง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในภูมิภาคนี้ กรณีนี้เน้นย้ำถึงผลทางกฎหมายที่เข้มงวดเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์และความรับผิดชอบในการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง แม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษาแล้ว แต่คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการจัดการสัตว์เลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีการดำเนินคดีทางกฎหมายเพิ่มเติมกับอดีตภรรยาที่เกี่ยวข้องในคดีนี้หรือไม่ เนื่องจากรายงานปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การตัดสินโทษของชายคนดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 12:01 UTC

ข้อพิพาทกรณีมูลนิธิฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับปมปลาสลิด 1.2 ตัน
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ข้อพิพาทกรณีมูลนิธิฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับปมปลาสลิด 1.2 ตัน

ผู้เสียหายในคดีข้อพิพาทที่ดินได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มูลนิธิชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือตามที่ตกลงไว้ หลังจากลงทุนไป 400,000 บาทในโครงการปลาสลิด 1.2 ตัน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ข้อพิพาทกรณีมูลนิธิฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับปมปลาสลิด 1.2 ตัน

แหล่งข่าวเดียว
ข้อพิพาทกรณีมูลนิธิฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับปมปลาสลิด 1.2 ตัน

ผู้เสียหายในคดีข้อพิพาทที่ดินได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มูลนิธิชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือตามที่ตกลงไว้ หลังจากลงทุนไป 400,000 บาทในโครงการปลาสลิด 1.2 ตัน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 บุคคลสองรายที่ระบุชื่อว่า 'แอม' และ 'ดรีม' ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่อาคารมาลีนนท์ เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทเรื่องปลาสลิดจำนวน 1.2 ตัน โดยแอมซึ่งมีคดีข้อพิพาทที่ดินในจังหวัดตราดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 อ้างว่าเธอถูกคุกคามหลังจากปฏิเสธที่จะถอนเรื่องร้องเรียนทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่รัฐ

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ แอมได้ขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิชื่อดังแห่งหนึ่งหลังจากพบเหตุการณ์น่าสงสัย เธออ้างว่ามูลนิธิดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำขอของเธอในตอนแรก แต่ได้ติดต่อกลับมาในภายหลังเมื่อคดีที่ดินเริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณชนมากขึ้น แอมระบุว่าทีมงานของมูลนิธิได้เจรจาเพื่อขยายโครงการจากเดิมที่เกี่ยวข้องกับปลาสลิด 30 กิโลกรัม ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก ท้ายที่สุด แอมรายงานว่าเธอได้ลงทุนเงินส่วนตัวไป 400,000 บาทในโครงการปลาสลิด 1.2 ตัน แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือตามที่องค์กรสัญญาไว้ ปัจจุบันเธอได้ประกาศว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากมูลนิธิดังกล่าวอีกต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ติดตามข่าวสาร กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการขอความช่วยเหลือจากองค์กรเอกชนระหว่างการต่อสู้ทางกฎหมาย ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าทางมูลนิธิจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร และจะมีการสอบสวนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการนี้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 11:41 UTC

กฎ ก.ตร. ฉบับใหม่ว่าด้วยการโยกย้ายตำรวจมีผลบังคับใช้แล้ว
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

กฎ ก.ตร. ฉบับใหม่ว่าด้วยการโยกย้ายตำรวจมีผลบังคับใช้แล้ว

กฎระเบียบใหม่ที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอนุญาตให้มีการโยกย้ายหรือสำรองราชการตำรวจภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

กฎ ก.ตร. ฉบับใหม่ว่าด้วยการโยกย้ายตำรวจมีผลบังคับใช้แล้ว

แหล่งข่าวเดียว
กฎ ก.ตร. ฉบับใหม่ว่าด้วยการโยกย้ายตำรวจมีผลบังคับใช้แล้ว

กฎระเบียบใหม่ที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอนุญาตให้มีการโยกย้ายหรือสำรองราชการตำรวจภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกกฎระเบียบใหม่ตามรายงานของ Matichon Online ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วอย่างเป็นทางการภายหลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษา กฎระเบียบดังกล่าวได้กำหนดขั้นตอนที่เป็นทางการสำหรับการโยกย้ายบุคลากรตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ หรือการสำรองราชการตามสถานการณ์ที่ระบุไว้ล่วงหน้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การพัฒนานี้ถือเป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหลัก แม้ว่าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของตำรวจให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น กฎระเบียบนี้ได้ระบุเกณฑ์ที่เจ้าหน้าที่อาจถูกโยกย้าย เพื่อให้กรอบกฎหมายที่กำกับดูแลการบริหารงานบุคคลภายในหน่วยงานมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

ในขณะนี้ ผลกระทบเชิงปฏิบัติของการโยกย้ายเหล่านี้ต่อสถานีตำรวจในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ากฎเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ในแต่ละภูมิภาคหรือไม่ เนื่องจากเป็นการปรับปรุงนโยบายภายใน จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงทันทีในด้านบริการสาธารณะหรือข้อกำหนดทางกฎหมายสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักหรือท่องเที่ยวในประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 11:21 UTC

สมาคมชาวนาไทยคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

สมาคมชาวนาไทยคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช

สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยห่วงกระทบต่อสิทธิในการเก็บและใช้เมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

สมาคมชาวนาไทยคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช

แหล่งข่าวเดียว
สมาคมชาวนาไทยคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช

สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยห่วงกระทบต่อสิทธิในการเก็บและใช้เมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร

สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นำโดยนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมฯ ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยเรียกร้องให้ภาครัฐเปิดเผยรายละเอียดให้ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสิทธิของเกษตรกรในการเก็บ แลกเปลี่ยน และนำเมล็ดพันธุ์กลับมาปลูกใหม่

ข้อกังวลหลักอยู่ที่ความเป็นไปได้ที่บริษัทเอกชนอาจอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาเหนือพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหลังจากนำไปวิจัยและพัฒนา เกษตรกรเกรงว่าการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายดังกล่าวจะจำกัดวิถีปฏิบัติแบบดั้งเดิมและบีบให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันภาครัฐยังไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการปีละ 1-1.2 ล้านตัน ซึ่งสร้างคำถามว่ารัฐจะมีมาตรการปกป้องพันธุ์ข้าวพื้นเมืองและรับประกันการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรได้อย่างไร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจภาคเกษตรกรรมของไทย ประเด็นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาด้านเกษตรกับการรักษาอิสระของเกษตรกรรายย่อย ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อกังวลเหล่านี้อย่างไร และร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มการคุ้มครองเกษตรกรรายย่อยหรือไม่ โดยทางสมาคมฯ ยังคงเรียกร้องให้มีการชี้แจงผลได้ผลเสียต่อภาคเกษตรกรรมอย่างชัดเจนก่อนที่จะมีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ เพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 11:03 UTC

ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่นิวยอร์ก
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่นิวยอร์ก

อดีตโปรดิวเซอร์ฮอลลีวูด ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี หลังจากมีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศอดีตผู้ช่วย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่นิวยอร์ก

แหล่งข่าวเดียว
ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่นิวยอร์ก

อดีตโปรดิวเซอร์ฮอลลีวูด ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี หลังจากมีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศอดีตผู้ช่วย

ตามรายงานจาก Khaosod Online นายฮาร์วีย์ ไวน์สตีน อดีตโปรดิวเซอร์ฮอลลีวูดวัย 74 ปี ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี โดยคณะลูกขุนศาลสูงสุดประจำนิวยอร์กเคาน์ตีมีมติว่าเขามีความผิดจริงในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ น.ส.มิเรียม เฮลีย์ อดีตผู้ช่วยของเขา ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าล่าสุดในกระบวนการทางกฎหมายที่มีต่ออดีตผู้บริหารค่ายมิราแม็กซ์รายนี้

นายไวน์สตีนซึ่งปรากฏตัวในศาลโดยนั่งรถเข็น ยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาในคดีนี้ แต่ได้กล่าวขอโทษทุกคนที่อาจได้รับผลกระทบจากการกระทำของเขา ปัจจุบันเขาถูกควบคุมตัวอยู่ในหอผู้ป่วยของเรือนจำภายในโรงพยาบาลเบลล์วิว นครนิวยอร์ก คำตัดสินนี้เกิดขึ้นหลังจากประวัติทางคดีที่ซับซ้อน รวมถึงคำพิพากษาในปี 2563 ที่ถูกกลับคำตัดสินในปี 2567 ตามด้วยการพิจารณาคดีใหม่และถูกตัดสินว่ามีความผิดอีกครั้งในปี 2568 นอกจากนี้ นายไวน์สตีนยังเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาชญากรรมทางเพศอีกคดีที่นครลอสแอนเจลิส

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติผิดทางเพศในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าคำตัดสินนี้จะมีนัยสำคัญ แต่ผลกระทบในวงกว้างของคดีความเหล่านี้ยังคงต้องติดตามต่อไป โดยยังคงต้องยืนยันว่าการควบคุมตัวที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพและการอุทธรณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจะส่งผลต่อสถานะการจำคุกของเขาอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 11:03 UTC

รวบหนุ่มเมียนมาวิ่งราวสร้อยทองในเขตบางนา
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รวบหนุ่มเมียนมาวิ่งราวสร้อยทองในเขตบางนา

ชายชาวเมียนมาวัย 25 ปี ถูกกลุ่มวินจักรยานยนต์รับจ้างช่วยกันจับกุมตัวไว้ได้ หลังก่อเหตุวิ่งราวสร้อยคอทองคำในเขตบางนา กรุงเทพฯ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รวบหนุ่มเมียนมาวิ่งราวสร้อยทองในเขตบางนา

แหล่งข่าวเดียว
รวบหนุ่มเมียนมาวิ่งราวสร้อยทองในเขตบางนา

ชายชาวเมียนมาวัย 25 ปี ถูกกลุ่มวินจักรยานยนต์รับจ้างช่วยกันจับกุมตัวไว้ได้ หลังก่อเหตุวิ่งราวสร้อยคอทองคำในเขตบางนา กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นาย SAI LOOT อายุ 25 ปี ชาวเมียนมา ถูกจับกุมตัวได้หลังก่อเหตุวิ่งราวสร้อยคอทองคำจากร้านทองเพชรี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ซอยอุดมสุข 1 เขตบางนา กรุงเทพฯ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ขับขี่วินจักรยานยนต์รับจ้างบริเวณปากซอยอุดมสุข 1 ได้เข้าช่วยเหลือและล็อกตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ในขณะที่พยายามหลบหนี ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.บางนา จะเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ ตำรวจรายงานว่าพบสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 2 บาท อยู่ในมือขวาของผู้ต้องหาขณะเข้าจับกุม ร.ต.อ.ณัฐธนนท์ นับงามธนเศรษฐ์ รอง สว.(สอบสวน) สน.บางนา ยืนยันว่าได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของคนในชุมชนในการช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย แม้ว่าผู้ต้องหาจะอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่แล้ว แต่การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายหรือข้อหาที่แน่ชัดของผู้ต้องหา ผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงอุดมสุขควรใช้ความระมัดระวังและสังเกตสิ่งรอบข้าง แม้ว่าเหตุการณ์นี้ดูจะเป็นเหตุอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะจุดก็ตาม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 10:42 UTC

ตำรวจบุกช่วยนักศึกษาตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินกว่า 7 แสนบาท
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจบุกช่วยนักศึกษาตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินกว่า 7 แสนบาท

เจ้าหน้าที่ในนครราชสีมาเข้าช่วยเหลือและระงับเหตุแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงนักศึกษาจนสูญเงินไปกว่า 7 แสนบาท

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจบุกช่วยนักศึกษาตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินกว่า 7 แสนบาท

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจบุกช่วยนักศึกษาตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินกว่า 7 แสนบาท

เจ้าหน้าที่ในนครราชสีมาเข้าช่วยเหลือและระงับเหตุแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงนักศึกษาจนสูญเงินไปกว่า 7 แสนบาท

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดนครราชสีมา (หรือที่รู้จักในชื่อ 'ย่าโม') ได้เข้าช่วยเหลือและระงับเหตุในกรณีนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยกลุ่มมิจฉาชีพได้หลอกลวงนักศึกษาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ซึ่งเป็นกลวิธีที่มักใช้เพื่อสร้างความตื่นตระหนกและบีบบังคับให้เหยื่อทำตามคำสั่ง

ภายใต้แรงกดดันจากคำขู่ดังกล่าว นักศึกษาได้ขอเงินจากผู้ปกครองและโอนเงินไปให้มิจฉาชีพรวมกว่า 700,000 บาท จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ใช้เอกสารปลอมเพื่อหลอกลวงครอบครัวของนักศึกษา ผู้กำกับการตำรวจในพื้นที่ได้ออกคำเตือนประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ โดยระบุว่ากลุ่มนักศึกษากำลังตกเป็นเป้าหมายมากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่จากการหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่ซับซ้อน ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ 'บัญชีม้า' ที่ใช้ในการโอนเงินดังกล่าว แม้ว่าการเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจะช่วยป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมได้ แต่ขอบเขตทั้งหมดของเครือข่ายอาชญากรรมและการติดตามเงินคืนยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ขอแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังการรับสายจากบุคคลที่ไม่รู้จักที่เรียกร้องเงินหรืออ้างว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากหน่วยงานรัฐบาลไม่มีนโยบายดำเนินการสอบสวนหรือเรียกเก็บเงินผ่านทางโทรศัพท์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 10:24 UTC

เริ่มสอบสวนสายปริศนาหลังบุกทลายบ่อนพนันย่านดินแดง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เริ่มสอบสวนสายปริศนาหลังบุกทลายบ่อนพนันย่านดินแดง

นายชัยชนะ นักการเมืองไทย ได้เรียกร้องให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบสายโทรศัพท์ที่น่าสงสัยซึ่งโทรเข้ามาในระหว่างการบุกทลายบ่อนพนันในเขตดินแดงเมื่อเร็วๆ นี้

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เริ่มสอบสวนสายปริศนาหลังบุกทลายบ่อนพนันย่านดินแดง

แหล่งข่าวเดียว
เริ่มสอบสวนสายปริศนาหลังบุกทลายบ่อนพนันย่านดินแดง

นายชัยชนะ นักการเมืองไทย ได้เรียกร้องให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบสายโทรศัพท์ที่น่าสงสัยซึ่งโทรเข้ามาในระหว่างการบุกทลายบ่อนพนันในเขตดินแดงเมื่อเร็วๆ นี้

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2026 นายชัยชนะได้ยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการต่อผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อให้ตรวจสอบสายโทรศัพท์ปริศนาที่เจ้าหน้าที่ได้รับในระหว่างการบุกทลายบ่อนพนันในพื้นที่ดินแดง

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งระบุตัวตนของผู้โทรและตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับบุคคลที่ถูกเรียกว่า 'เสี่ย ป.888' หรือไม่ การสอบสวนนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดเผยว่าบุคคลดังกล่าวมีอิทธิพลเหนือการดำเนินงานที่ผิดกฎหมายนี้หรือไม่ หรือการโทรดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะแทรกแซงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการไทยในการปราบปรามการพนันผิดกฎหมายในกรุงเทพฯ แม้ว่าการบุกทลายดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานตามปกติของเจ้าหน้าที่ แต่การที่นักการเมืองระดับสูงเข้ามาเรียกร้องความโปร่งใสบ่งชี้ถึงความพยายามที่กว้างขึ้นในการสร้างความรับผิดชอบภายในสำนักงานตำรวจ

ในขณะนี้ ตัวตนของ 'เสี่ย ป.888' และเนื้อหาที่แน่ชัดของการสนทนาทางโทรศัพท์ยังไม่ได้รับการยืนยัน ประชาชนกำลังรอการอัปเดตเพิ่มเติมจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลเกี่ยวกับความคืบหน้าของการสอบสวน และว่าจะมีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับบ่อนพนันหรือผู้ที่โทรเข้ามาอย่างปริศนาหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 10:24 UTC

ศาลปัตตานีตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 4 ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดสายบุรีปี 65
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศาลปัตตานีตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 4 ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดสายบุรีปี 65

ศาลจังหวัดปัตตานีตัดสินจำคุกตลอดชีวิตผู้ต้องหา 4 รายในคดีวางระเบิดที่อำเภอสายบุรีเมื่อปี 2565 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศาลปัตตานีตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 4 ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดสายบุรีปี 65

แหล่งข่าวเดียว
ศาลปัตตานีตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 4 ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดสายบุรีปี 65

ศาลจังหวัดปัตตานีตัดสินจำคุกตลอดชีวิตผู้ต้องหา 4 รายในคดีวางระเบิดที่อำเภอสายบุรีเมื่อปี 2565 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ศาลจังหวัดปัตตานีได้อ่านคำพิพากษาในคดีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่หมู่ 8 ต.แป้น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อปี 2565 ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ศาลได้ตัดสินลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้ง 4 รายในเบื้องต้นจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2565 ซึ่งส่งผลให้นายนาวี ปะมนต์ เสียชีวิต และทำให้เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) จำนวน 3 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกลวงให้เข้าตรวจสอบพื้นที่

จำเลยถูกฟ้องในหลายข้อหาหนัก ได้แก่ ความผิดฐานก่อการร้าย, ซ่องโจร, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน และความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ศาลจึงลดโทษจากประหารชีวิตเหลือจำคุกตลอดชีวิต

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คำพิพากษานี้ถือเป็นความคืบหน้าทางกฎหมายที่สำคัญในการจัดการกับเหตุการณ์ความไม่สงบในอดีต แม้กระบวนการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่พื้นที่ดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังด้านความปลอดภัย นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางการและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ยังต้องรอติดตามต่อไปว่าจำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 10:23 UTC