ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
กีฬา 6 แข้งเยาวชน GLO STAR 2026 ออกเดินทางสู่ญี่ปุ่นเพื่อฝึกซ้อม ✦
ความปลอดภัย กรมอุตุฯ ออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักทั่วไทย ✦
กีฬา GULF และ AIS จับมือยกระดับวงการฟุตบอลไทย มอบทุนสนับสนุนเยาวชนไทยลีก 3 ✦
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ชี้แจงกฎระเบียบเรื่องการแต่งกาย ✦
ความปลอดภัย ไฟไหม้บ้านศิลปินโนราชื่อดังในพัทลุง เสียหายหนัก ✦
การขนส่ง ฝนตกหนักทำน้ำท่วมขังและการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ✦
ความปลอดภัย สทนช. ออกประกาศอัปเดตสถานการณ์น้ำและปริมาณฝนทั่วประเทศ ✦
กีฬา ชาบี้ เอร์นานเดซ ประเดิมคุมทีมไม่แพ้ในนัดแรก ✦
การเมือง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เสนอ 3 หลักการเพื่ออนาคตของอาเซียน ✦
ทั่วไป ดิว อริสรา ประกาศข่าวดีหมั้นหมายที่อิตาลี ✦
กีฬา

6 แข้งเยาวชน GLO STAR 2026 ออกเดินทางสู่ญี่ปุ่นเพื่อฝึกซ้อม

แหล่งข่าวเดียว
6 แข้งเยาวชน GLO STAR 2026 ออกเดินทางสู่ญี่ปุ่นเพื่อฝึกซ้อม

นักฟุตบอลเยาวชนไทย 6 คนเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมโปรแกรมฝึกซ้อมเข้มข้นเป็นเวลา 6 เดือนกับสโมสรอวิสป้า ฟุกุโอกะ

ตามรายงานจาก Matichon Online นักฟุตบอลเยาวชน 6 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ GLO STAR 2026 ได้ออกเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ โดยกลุ่มนักเตะมีกำหนดเข้ารับการฝึกซ้อมฟุตบอลอาชีพเป็นเวลา 6 เดือนกับสโมสรอวิสป้า ฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นสโมสรที่แข่งขันในเจลีก 1

โครงการนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักกีฬาเยาวชนที่จะได้สัมผัสมาตรฐานฟุตบอลระดับนานาชาติและพัฒนาทักษะในสภาพแวดล้อมของสโมสรฟุตบอลอาชีพในญี่ปุ่น สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยและผู้ติดตามวงการกีฬาไทย โครงการนี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและเปิดโอกาสให้นักเตะท้องถิ่นได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในลีกต่างประเทศที่มีการแข่งขันสูง

แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกซ้อม แต่รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรการฝึกซ้อมที่เฉพาะเจาะจงและแผนการสนับสนุนนักเตะเหล่านี้หลังจากเดินทางกลับประเทศไทยยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้ติดตามวงการกีฬาจะคอยจับตาดูว่าประสบการณ์นี้จะส่งผลต่อพัฒนาการและการมีส่วนร่วมในวงการฟุตบอลไทยในอนาคตอย่างไร โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:20 UTC

ความปลอดภัย

กรมอุตุฯ ออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
กรมอุตุฯ ออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักทั่วไทย

ร่องมรสุมกำลังแรงกำลังพาดผ่านประเทศไทย ส่งผลให้มีการออกประกาศเตือนภัยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่ม

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนภัยทั่วประเทศเกี่ยวกับร่องมรสุมกำลังแรงที่กำลังพาดผ่านประเทศไทย ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ระบบสภาพอากาศนี้คาดว่าจะทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เฝ้าระวังความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติเหล่านี้ ความรุนแรงของฝนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางในพื้นที่และกิจกรรมกลางแจ้ง

สำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศไทยหรือวางแผนจะเดินทางท่องเที่ยว จำเป็นต้องติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด แม้ว่ากรมอุตุนิยมวิทยาจะระบุถึงภัยคุกคามโดยรวมแล้ว แต่จังหวัดหรือเขตพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการเคลื่อนตัวของระบบสภาพอากาศ นักท่องเที่ยวควรสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสภาพถนนและมาตรการความปลอดภัยจากหน่วยงานท้องถิ่นหรือที่พักของท่าน ทั้งนี้ ระยะเวลาของสภาพอากาศดังกล่าวขึ้นอยู่กับการประกาศเพิ่มเติมจากช่องทางของกรมอุตุนิยมวิทยา โปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่ลุ่มต่ำในช่วงเวลานี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:20 UTC

กีฬา

GULF และ AIS จับมือยกระดับวงการฟุตบอลไทย มอบทุนสนับสนุนเยาวชนไทยลีก 3

แหล่งข่าวเดียว
GULF และ AIS จับมือยกระดับวงการฟุตบอลไทย มอบทุนสนับสนุนเยาวชนไทยลีก 3

GULF และ AIS เปิดตัวโครงการใหม่เพื่อมอบทุนสนับสนุนทางการเงินแก่นักฟุตบอลเยาวชนในทุกสโมสรของไทยลีก 3

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน GULF และผู้ให้บริการโทรคมนาคม AIS ได้ประกาศความร่วมมือในโครงการที่มุ่งยกระดับมาตรฐานวงการฟุตบอลไทย โดยโครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การมอบทุนสนับสนุนทางการเงินให้กับนักฟุตบอลเยาวชนที่สังกัดสโมสรในไทยลีก 3 ทั่วประเทศ

โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมศักยภาพของนักกีฬาในระดับรากหญ้า เพื่อให้มั่นใจว่านักกีฬาเยาวชนจะมีทรัพยากรที่จำเป็นในการพัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพภายใต้โครงสร้างของลีกในประเทศ การมุ่งเน้นไปที่ไทยลีก 3 ซึ่งถือเป็นระดับการพัฒนาที่สำคัญสำหรับนักเตะดาวรุ่ง ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศโดยรวมของกีฬาฟุตบอลในประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่สนใจในแวดวงกีฬาในท้องถิ่น ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อวงการกีฬาในประเทศมากขึ้น แม้ว่าโครงการนี้จะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ทีมเยาวชนในทันที แต่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัครขอรับทุนและผลกระทบระยะยาวต่อการรักษาตัวผู้เล่นในลีกนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้ที่ติดตามวงการฟุตบอลไทยคงต้องจับตาดูกันว่าเงินทุนสนับสนุนนี้จะส่งผลต่อผลงานและความมั่นคงของสโมสรในระดับภูมิภาคอย่างไรในฤดูกาลต่อๆ ไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:20 UTC

การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ชี้แจงกฎระเบียบเรื่องการแต่งกาย

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ชี้แจงกฎระเบียบเรื่องการแต่งกาย

เหลือเวลาอีกเพียง 2 วันก่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เจ้าหน้าที่ได้ตอบข้อสงสัยของประชาชนว่าสามารถสวมเสื้อที่มีชื่อหรือหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาเลือกตั้งได้หรือไม่

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าใกล้การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับมารยาทในการเข้าคูหาเลือกตั้ง ตามรายงานของมติชนออนไลน์ ได้มีคำถามทั่วไปเกิดขึ้นว่าอนุญาตให้บุคคลสวมเสื้อที่แสดงชื่อหรือหมายเลขของผู้สมัครเฉพาะรายเข้าคูหาเลือกตั้งได้หรือไม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่เข้าร่วมในระบบประกันสังคม การทำความเข้าใจกฎระเบียบเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้กระบวนการลงคะแนนเป็นไปอย่างราบรื่นและหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้น ณ หน่วยเลือกตั้ง โดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งจะบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับสื่อรณรงค์หาเสียงและการแสดงออกทางการเมืองในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ลงคะแนน เพื่อรักษาความเป็นกลางและป้องกันการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

แม้ว่ารายงานจะเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของคำถามนี้โดยเหลือเวลาอีกเพียง 2 วันก่อนเปิดหีบเลือกตั้ง แต่ขอแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ความระมัดระวัง โดยทั่วไปแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่อาจถูกตีความว่าเป็นการรณรงค์ทางการเมืองหรือการสนับสนุนผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบการเลือกตั้ง ในขณะนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักงานประกันสังคมเพื่อรับคำแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งของต้องห้าม การปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้จะช่วยรักษาความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้งสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:21 UTC

ความปลอดภัย

ไฟไหม้บ้านศิลปินโนราชื่อดังในพัทลุง เสียหายหนัก

แหล่งข่าวเดียว
ไฟไหม้บ้านศิลปินโนราชื่อดังในพัทลุง เสียหายหนัก

เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านชั้นเดียวในจังหวัดพัทลุง ส่งผลให้ทรัพย์สินและอุปกรณ์ของศิลปินโนราชื่อดังได้รับความเสียหายอย่างมาก

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 02.30 น. เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในจังหวัดพัทลุงได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านพักในตำบลควนมะพร้าว ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุงได้รุดไปยังที่เกิดเหตุหลังจากได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มควันและเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากบ้านชั้นเดียว

ต้นเพลิงเกิดขึ้นในห้องกลางซึ่งใช้เป็นห้องเก็บของ โดยภายในมีสิ่งของต่าง ๆ เช่น เครื่องบูชา ธูปเทียน ผ้าม่าน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รวมถึงคอมพิวเตอร์ ความรุนแรงของเพลิงทำให้ฝ้าเพดานพังถล่มลงมาและสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อทรัพย์สิน รวมถึงเครื่องปรับอากาศและสิ่งของอื่น ๆ ที่เก็บไว้ภายใน เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้หลังจากใช้เวลาดำเนินการไประยะหนึ่ง

การประเมินเบื้องต้นพบว่ามูลค่าความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท แม้เหตุการณ์นี้จะสร้างความสูญเสียและผลกระทบอย่างมากต่อผู้อยู่อาศัยซึ่งเป็นศิลปินโนราที่มีชื่อเสียง แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บในทันที สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการป้องกันอัคคีภัยและการจัดเก็บวัสดุที่ติดไฟได้ภายในบ้านอย่างเหมาะสม ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดของเพลิงไหม้ ซึ่งยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:21 UTC

การขนส่ง

ฝนตกหนักทำน้ำท่วมขังและการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
ฝนตกหนักทำน้ำท่วมขังและการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงเช้าวันศุกร์ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังและการจราจรติดขัดในหลายพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณเขตดอนเมืองและถนนพหลโยธิน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานครเผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักหลายสาย ฝนที่ตกลงมาทำให้เกิดความล่าช้าในการเดินทางอย่างมากสำหรับประชาชนและผู้ที่สัญจรไปมาในเมือง

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ บริเวณเขตหลักสี่และเขตดอนเมือง รวมถึงตลอดแนวถนนพหลโยธิน ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเผชิญกับการจราจรที่เคลื่อนตัวได้ช้าและอาจเกิดการหยุดชะงักของแผนการเดินทางเนื่องจากสภาพน้ำท่วมขัง ฝนที่ตกหนักส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของเส้นทางขนส่งสาธารณะและการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลในพื้นที่ทางตอนเหนือของเมืองหลวง

สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือกำลังเดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าว ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารการจราจรในพื้นที่และเผื่อเวลาในการเดินทางหากต้องมุ่งหน้าไปยังเขตดอนเมือง แม้ว่าผลกระทบในเบื้องต้นจะชัดเจน แต่ระยะเวลาของน้ำท่วมขังและกำหนดการที่แน่ชัดในการระบายน้ำยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่น ขอแนะนำให้ผู้เดินทางตรวจสอบแอปพลิเคชันรายงานสภาพจราจรแบบเรียลไทม์หรือประกาศจากทางเทศบาลก่อนออกเดินทาง เนื่องจากสภาพการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วขึ้นอยู่กับความสามารถในการระบายน้ำและสภาพอากาศที่เกิดขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:00 UTC

ความปลอดภัย

สทนช. ออกประกาศอัปเดตสถานการณ์น้ำและปริมาณฝนทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
สทนช. ออกประกาศอัปเดตสถานการณ์น้ำและปริมาณฝนทั่วประเทศ

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เผยแพร่รายงานสรุปสถานการณ์น้ำและปริมาณฝนในปัจจุบันของประเทศไทย พร้อมระบุพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวัง

ณ เวลา 7.00 น. ของวันที่ 25 กันยายน 2569 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ให้ข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำทั่วประเทศไทย รายงานดังกล่าวซึ่งอ้างอิงโดย Thai Post ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณฝนในปัจจุบันและระบุภูมิภาคเฉพาะที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการน้ำและสภาพอากาศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการติดตามสภาพการณ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดน้ำท่วมตามฤดูกาลหรือฝนตกหนัก การติดตามข้อมูลอัปเดตเหล่านี้จะช่วยในการวางแผนเส้นทางการเดินทางและรับรองความปลอดภัยส่วนบุคคลในช่วงที่มีกิจกรรมทางน้ำสูง

แม้ว่า สทนช. จะให้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เพื่อช่วยให้ประชาชนเตรียมพร้อม แต่สถานการณ์ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่ารายงานนี้เป็นเพียงภาพรวมของสถานการณ์น้ำในระดับประเทศ ณ เวลาที่เผยแพร่ การพัฒนาในอนาคต รวมถึงคำเตือนเฉพาะสำหรับแต่ละจังหวัดหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จะขึ้นอยู่กับการติดตามอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวติดตามช่องทางที่เป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์และคำแนะนำด้านความปลอดภัยในพื้นที่ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดทั้งวัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:01 UTC

กีฬา

ชาบี้ เอร์นานเดซ ประเดิมคุมทีมไม่แพ้ในนัดแรก

แหล่งข่าวเดียว
ชาบี้ เอร์นานเดซ ประเดิมคุมทีมไม่แพ้ในนัดแรก

ชาบี้ เอร์นานเดซ ประสบความสำเร็จในการประเดิมคุมทีมในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนโดยไม่แพ้ใคร หลังจากเนเธอร์แลนด์ตีเสมอเยอรมนีได้ในช่วงท้ายเกม

ในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติเมื่อเร็วๆ นี้ ชาบี้ เอร์นานเดซ ได้ประเดิมการทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนนัดแรกด้วยผลเสมอ ตามรายงานจาก Matichon Online ระบุว่าเนเธอร์แลนด์สามารถทำประตูตีเสมอเยอรมนีได้ในช่วงท้ายเกม ช่วยให้ทีมภายใต้การนำของชาบี้รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ไปได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ชื่นชอบฟุตบอลในประเทศไทย ผลการแข่งขันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจของการเปลี่ยนผ่านอดีตตำนานนักเตะบาร์เซโลน่าเข้าสู่เวทีการเป็นโค้ชระดับนานาชาติ แม้ว่าเกมจะจบลงด้วยการแบ่งแต้ม แต่การที่ทีมสามารถเก็บคะแนนได้ในช่วงเวลาสำคัญถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีสำหรับวาระการทำงานของเขา

ในขณะนี้ ผลกระทบระยะยาวของแนวทางการทำทีมของชาบี้ต่อประสิทธิภาพของทีมยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป แฟนบอลและนักวิเคราะห์ต่างรอดูว่าทีมจะมีการพัฒนาอย่างไรภายใต้การดูแลของเขาในนัดต่อๆ ไป ผลการแข่งขันนี้เป็นเพียงตัวบ่งชี้เบื้องต้นถึงอิทธิพลของเขาเท่านั้น โดยจำเป็นต้องมีการแข่งขันอีกหลายนัดเพื่อประเมินความสม่ำเสมอและประสิทธิภาพของสไตล์การทำทีมของเขาในระดับโลก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:01 UTC

การเมือง

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เสนอ 3 หลักการเพื่ออนาคตของอาเซียน

แหล่งข่าวเดียว
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เสนอ 3 หลักการเพื่ออนาคตของอาเซียน

อดีตนักการทูต สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้นำเสนอกลยุทธ์ 3 ประการเพื่อรักษาบทบาทที่สร้างสรรค์ของอาเซียนท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตนักการทูตไทย ได้เสนอแนวทาง 3 ประการเพื่อรักษาอิทธิพลของอาเซียนในโลกที่กำลังแตกแยกมากขึ้น กลยุทธ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่กลุ่มอาเซียนต้องรักษาความเป็นอิสระและกำหนดอนาคตของตนเอง แทนที่จะถูกชักจูงโดยแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์จากภายนอก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของประเทศต่อการทูตระดับภูมิภาคและความปรารถนาที่จะยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่มีเสถียรภาพในกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าข้อเสนอนี้จะมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระดับสูง แต่ก็เน้นย้ำถึงความตั้งใจเชิงกลยุทธ์ของไทยในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้สำหรับความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าหลักการทั้ง 3 ประการนี้จะถูกบูรณาการเข้ากับนโยบายอย่างเป็นทางการของอาเซียนอย่างไร หรือจะได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกอื่นๆ หรือไม่ ในขณะนี้ ข้อเสนอดังกล่าวทำหน้าที่เป็นวิสัยทัศน์ทางการทูตสำหรับการนำทางผ่านความซับซ้อนของการเมืองโลกสมัยใหม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่าหลักการเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคที่จะเกิดขึ้นหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแนวทางการต่างประเทศของไทยหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ทั่วไป

ดิว อริสรา ประกาศข่าวดีหมั้นหมายที่อิตาลี

แหล่งข่าวเดียว
ดิว อริสรา ประกาศข่าวดีหมั้นหมายที่อิตาลี

ดิว อริสรา นักแสดงสาวชาวไทย ได้แชร์ข่าวการหมั้นหมายกับ วู้ดดี้ ล่ำซำ หลังจากได้รับการขอแต่งงานสุดโรแมนติกที่เมืองโคโม่ ประเทศอิตาลี

ดิว อริสรา นักแสดงสาวชาวไทย ได้ประกาศข่าวการหมั้นหมายกับ วู้ดดี้ ล่ำซำ แฟนหนุ่ม ผ่านทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว โดยรายงานจาก Khaosod Online ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างทริปท่องเที่ยวสุดโรแมนติกที่ทะเลสาบโคโม่ ประเทศอิตาลี ซึ่งฝ่ายชายได้มอบแหวนเพชรเม็ดโตเพื่อขอแต่งงาน

ดิว อริสรา ได้แชร์ความรู้สึกผ่านโพสต์ดังกล่าว โดยแสดงความขอบคุณต่อความสัมพันธ์และช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ ข่าวดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากแฟนคลับและสื่อมวลชนที่ร่วมแสดงความยินดีกับทั้งคู่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจข่าวบันเทิงไทย เหตุการณ์นี้ถือเป็นข่าวการหมั้นหมายของบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงไทย แม้ว่าทั้งคู่จะเปิดเผยช่วงเวลาสุดพิเศษนี้ต่อสาธารณะแล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการแต่งงานหรือแผนการในอนาคตอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับข่าวบันเทิงทั่วไป ข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิวาห์ของทั้งคู่คาดว่าจะมีการแจ้งให้ทราบผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของทั้งสองคนในเวลาที่เหมาะสมต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:01 UTC

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 24 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 24 กันยายน 2569

ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.94 บาท และดีเซล B7 อยู่ที่ 41.44 บาทต่อลิตร

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 24 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 24 กันยายน 2569

ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.94 บาท และดีเซล B7 อยู่ที่ 41.44 บาทต่อลิตร

ตามข้อมูลที่รายงานโดย ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ผู้ขับขี่ในประเทศไทยต้องเผชิญกับราคาขายปลีกน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก ณ วันนี้ แก๊สโซฮอล์ 95 มีราคาอยู่ที่ 39.94 บาทต่อลิตร ในขณะที่แก๊สโซฮอล์ 91 จำหน่ายในราคา 39.57 บาทต่อลิตร สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ดีเซล น้ำมันดีเซลพื้นฐาน B7 มีราคาอยู่ที่ 41.44 บาทต่อลิตร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ราคาเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนขับรถท่องเที่ยวหรือพึ่งพาการเช่ารถส่วนบุคคล ราคาน้ำมันในประเทศไทยมีความผันผวนตามสภาวะตลาดโลกและการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหมายความว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลเฉพาะสำหรับวันที่ปัจจุบันและอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ยังคงต้องยืนยันว่าราคาเหล่านี้เปรียบเทียบกันอย่างไรในแต่ละยี่ห้อน้ำมันและแต่ละภูมิภาค เนื่องจากต้นทุนขายปลีกอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานีบริการเฉพาะและโลจิสติกส์ในพื้นที่ ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบป้ายราคาที่สถานีบริการน้ำมันเพื่อรับข้อมูลราคาที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุดก่อนเติมน้ำมัน รายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลที่จัดทำโดย ประชาชาติธุรกิจ และไม่ได้สะท้อนถึงค่าเฉลี่ยระดับประเทศทั้งหมด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 00:47 UTC

ไทยประกาศกรอบวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยประกาศกรอบวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

รัฐบาลไทยเปิดเผยเกณฑ์ 8 ข้อสำหรับโครงการเงินกู้มูลค่า 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยประกาศกรอบวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยประกาศกรอบวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

รัฐบาลไทยเปิดเผยเกณฑ์ 8 ข้อสำหรับโครงการเงินกู้มูลค่า 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ รัฐบาลไทยได้กำหนดกรอบเกณฑ์ 8 ข้อเพื่อใช้ในการจัดสรรเงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์หลัก 6 ประการ

สำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อผู้อยู่อาศัยและภาคธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณถึงการลงทุนครั้งใหญ่ของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ยั่งยืน แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการจัดสรรเงินทุนในแต่ละภาคส่วนยังคงต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม แต่โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ด้านพลังงานให้ทันสมัย การแทรกแซงทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่มักส่งผลต่อต้นทุนสาธารณูปโภค การพัฒนาอุตสาหกรรม และความพร้อมของบริการพลังงานสะอาดในระยะยาว

ในขณะนี้ สาธารณชนกำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินงานและโครงการเฉพาะที่จะได้รับสิทธิ์ในการรับเงินทุนนี้ ในขณะที่รัฐบาลเดินหน้าจัดสรรงบประมาณ 2 แสนล้านบาทนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังติดตามว่าเกณฑ์เหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน คาดว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติมเพื่อชี้แจงกลไกการดำเนินงานของโครงการเงินกู้นี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 23:50 UTC

แมนฯ ยูไนเต็ด เผยรายรับทำสถิติใหม่ แต่ยังคงขาดทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 7
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แมนฯ ยูไนเต็ด เผยรายรับทำสถิติใหม่ แต่ยังคงขาดทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 7

แม้จะทำรายรับได้สูงเป็นประวัติการณ์ในปีงบประมาณ 2026 แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงประสบภาวะขาดทุนสุทธิเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน โดยมียอดหนี้สินรวมสูงกว่า 1 พันล้านปอนด์

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แมนฯ ยูไนเต็ด เผยรายรับทำสถิติใหม่ แต่ยังคงขาดทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 7

แหล่งข่าวเดียว
แมนฯ ยูไนเต็ด เผยรายรับทำสถิติใหม่ แต่ยังคงขาดทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 7

แม้จะทำรายรับได้สูงเป็นประวัติการณ์ในปีงบประมาณ 2026 แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงประสบภาวะขาดทุนสุทธิเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน โดยมียอดหนี้สินรวมสูงกว่า 1 พันล้านปอนด์

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เปิดเผยผลประกอบการทางการเงินสำหรับปีงบประมาณ 2026 โดยสโมสรในพรีเมียร์ลีกแห่งนี้ทำรายรับได้สูงเป็นสถิติใหม่ที่ 677.6 ล้านปอนด์ ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิมที่ 666.5 ล้านปอนด์ในปี 2025 แม้ว่าทีมจะไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลที่ผ่านมาก็ตาม

แม้ว่าสโมสรจะมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 22.6 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากยอดขาดทุน 18.4 ล้านปอนด์ในปีที่แล้ว อันเป็นผลมาจากการลดต้นทุนและการทำผลงานในลีกที่ดีขึ้น แต่ภาพรวมทางการเงินยังคงมีความท้าทาย โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มียอดขาดทุนก่อนหักภาษีอยู่ที่ 43 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจากยอดขาดทุน 33 ล้านปอนด์ในปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันที่สโมสรประสบภาวะขาดทุน โดยมียอดหนี้สินรวมยังคงสูงกว่า 1 พันล้านปอนด์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและแฟนบอลในประเทศไทยที่ติดตามฟุตบอลต่างประเทศ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ทางการเงินที่ซับซ้อนของสโมสรฟุตบอลชั้นนำในยุโรป แม้การเติบโตของรายรับจะบ่งบอกถึงความน่าสนใจในเชิงพาณิชย์ แต่ภาระหนี้สินที่ยังคงอยู่และผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่องเน้นย้ำถึงแรงกดดันทางการเงินที่สโมสรต้องเผชิญ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าผลประกอบการเหล่านี้จะส่งผลต่อกลยุทธ์การลงทุนหรือแผนการเสริมทัพนักเตะในฤดูกาลหน้าอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 17:57 UTC

แนะ SME ไทยปรับกลยุทธ์ 'Taste & Trust' รับมือการเปลี่ยนแปลงในตลาดอีคอมเมิร์ซ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แนะ SME ไทยปรับกลยุทธ์ 'Taste & Trust' รับมือการเปลี่ยนแปลงในตลาดอีคอมเมิร์ซ

ผู้เชี่ยวชาญ อนิศ โอสถานุเคราะห์ แนะนำให้ SME ไทยมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์และการสร้างชุมชนเพื่อความอยู่รอดจากการแข่งขันของอีคอมเมิร์ซจีนและภาวะตลาดที่เต็มไปด้วย AI

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แนะ SME ไทยปรับกลยุทธ์ 'Taste & Trust' รับมือการเปลี่ยนแปลงในตลาดอีคอมเมิร์ซ

แหล่งข่าวเดียว
แนะ SME ไทยปรับกลยุทธ์ 'Taste & Trust' รับมือการเปลี่ยนแปลงในตลาดอีคอมเมิร์ซ

ผู้เชี่ยวชาญ อนิศ โอสถานุเคราะห์ แนะนำให้ SME ไทยมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์และการสร้างชุมชนเพื่อความอยู่รอดจากการแข่งขันของอีคอมเมิร์ซจีนและภาวะตลาดที่เต็มไปด้วย AI

ในงานมหกรรม Trade Exponenti ที่ผ่านมา อนิศ โอสถานุเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ได้กล่าวถึงภูมิทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทย โดยอ้างอิงจาก Prachachat Business ระบุว่า อนิศได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของทุนจีนในภาคอีคอมเมิร์ซของไทย ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นสถานการณ์ที่ธุรกิจอาจเผชิญกับการหยุดชะงักอย่างกะทันหัน

เพื่อให้ยังคงความสามารถในการแข่งขันในสิ่งที่เขาเรียกว่า 'New Economy' อนิศเสนอว่า SME ไทยต้องปรับตัวไปสู่กลยุทธ์ 'Taste & Trust' (รสชาติและความเชื่อมั่น) แนวทางนี้เน้นการพัฒนาการสร้างแบรนด์ของ CEO ให้แข็งแกร่งและการสร้างชุมชนผู้บริโภคที่เหนียวแน่น โดยเขามองว่าการมุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางนี้ จะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นสามารถรับมือกับความท้าทายของ 'AI Overload' ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะที่เนื้อหาอัตโนมัติและการแข่งขันด้วยอัลกอริทึมกำลังคุกคามที่จะบดบังผู้เล่นในตลาดแบบดั้งเดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการสร้างความแตกต่างในตลาดที่กลายเป็นดิจิทัลและมีความเป็นสากลมากขึ้น แม้ว่ากลยุทธ์นี้จะเสนอแนวทางที่เป็นไปได้เพื่อความยืดหยุ่น แต่ประสิทธิภาพในระยะยาวของความพยายามในการสร้างแบรนด์เหล่านี้เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มระหว่างประเทศขนาดใหญ่ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่า SME ท้องถิ่นจะนำกลยุทธ์ที่เน้นชุมชนนี้ไปปฏิบัติจริงอย่างไรในขณะที่ภูมิทัศน์ดิจิทัลยังคงพัฒนาต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 14:25 UTC

กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงกรณีการปรับภาษีของสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงกรณีการปรับภาษีของสหรัฐฯ

กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงว่าตัวเลขภาษีสหรัฐฯ 12.5% ที่ปรากฏเป็นผลมาจากการไต่สวนด้านแรงงานที่กำลังดำเนินอยู่ โดยย้ำว่ายังไม่มีข้อสรุปขั้นสุดท้าย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงกรณีการปรับภาษีของสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงกรณีการปรับภาษีของสหรัฐฯ

กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงว่าตัวเลขภาษีสหรัฐฯ 12.5% ที่ปรากฏเป็นผลมาจากการไต่สวนด้านแรงงานที่กำลังดำเนินอยู่ โดยย้ำว่ายังไม่มีข้อสรุปขั้นสุดท้าย

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ตอบสนองต่อความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีของสหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าตัวเลข 12.5% ที่ปรากฏในรายงานข่าวขณะนี้เป็นผลมาจากการไต่สวนด้านแรงงานที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่การกำหนดนโยบายการค้าที่สิ้นสุดแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในภูมิทัศน์ทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา กระทรวงฯ ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพิจารณาที่จะคงกรอบภาษีไว้ที่ 19% เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าไทยยังคงมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในระดับสากล

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน กระทรวงพาณิชย์ระบุชัดเจนว่ายังไม่มีข้อสรุปขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการปรับภาษีเหล่านี้ ในขณะนี้ อัตรา 12.5% ยังคงเป็นประเด็นของการไต่สวน และกลยุทธ์ของรัฐบาลในการรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการค้าที่ 19% เป็นเพียงกรอบข้อเสนอเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่มีผลบังคับใช้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากผลลัพธ์สุดท้ายของการไต่สวนด้านแรงงานของสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อต้นทุนการส่งออกและสภาวะตลาดในอนาคต SawaLife จะติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการต่อไปเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 14:17 UTC

ไทยปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 0.75 บาทต่อลิตร
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 0.75 บาทต่อลิตร

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีมติลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซล ส่งผลให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นเป็น 41.44 บาทต่อลิตร

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 0.75 บาทต่อลิตร

แหล่งข่าวเดียว
ไทยปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 0.75 บาทต่อลิตร

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีมติลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซล ส่งผลให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นเป็น 41.44 บาทต่อลิตร

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้มีมติอย่างเป็นทางการในการปรับลดเงินชดเชยสำหรับน้ำมันดีเซล การปรับเปลี่ยนนโยบายนี้ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นทันที โดยราคาเพิ่มขึ้น 0.75 บาทต่อลิตร

ภายหลังการตัดสินใจดังกล่าว ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลได้ถูกปรับเป็น 41.44 บาทต่อลิตร การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลของราคาพลังงานในประเทศให้สอดคล้องกับความผันผวนของตลาดโลก

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การปรับราคาครั้งนี้อาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและขนส่งสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับระบบโลจิสติกส์ รถโดยสารสาธารณะ และรถยนต์เชิงพาณิชย์ แม้ว่าราคาหน้าปั๊มในขณะนี้จะอยู่ที่ 41.44 บาท แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการปรับขึ้นราคาครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการที่ต้องพึ่งพาการขนส่งด้วยน้ำมันดีเซลอย่างไร ทั้งนี้ ยังไม่มีการประกาศอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคต และขอแนะนำให้ผู้บริโภคตรวจสอบราคาที่ป้ายแสดงราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่เพื่อรับทราบข้อมูลราคาล่าสุด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 13:55 UTC

ไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ หวังลดผลกระทบภาษีมาตรา 301
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ หวังลดผลกระทบภาษีมาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์ไทยกำลังเร่งเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ เพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าที่ปัจจุบันอยู่ที่ 12.5%

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ หวังลดผลกระทบภาษีมาตรา 301

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ หวังลดผลกระทบภาษีมาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์ไทยกำลังเร่งเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ เพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าที่ปัจจุบันอยู่ที่ 12.5%

รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐอเมริกา เพื่อตอบสนองต่อการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ในประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง

ปัจจุบันสหรัฐฯ ได้ประกาศอัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าไทยที่ 12.5% จากผลการไต่สวนเรื่องแรงงานบังคับ อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับหรือมีข้อตกลง ART อาจได้รับสิทธิใช้อัตราภาษีที่ 10% นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่ารัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับข้อตกลงนี้เพื่อให้สินค้าไทยยังคงความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคได้

สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ ความคืบหน้านี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนสินค้าและสภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่างสองประเทศ แม้ว่าอัตราภาษี 12.5% จะยังมีผลบังคับใช้ในขณะนี้ แต่กระทรวงฯ ระบุว่าสินค้าบางรายการได้รับข้อยกเว้นแล้ว ทั้งนี้ ผลสรุปของการไต่สวนและการเจรจา ART ยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงอาจส่งผลต่อราคาสินค้าและระบบโลจิสติกส์ในอนาคตอันใกล้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 13:57 UTC

ไทยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 0.75 บาทต่อลิตร
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 0.75 บาทต่อลิตร

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 โดยอ้างถึงแรงกดดันจากตลาดโลก

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 0.75 บาทต่อลิตร

แหล่งข่าวเดียว
ไทยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 0.75 บาทต่อลิตร

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 โดยอ้างถึงแรงกดดันจากตลาดโลก

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซล ส่งผลให้ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้น 0.75 บาทต่อลิตร โดยการปรับเปลี่ยนนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ทำให้ราคาน้ำมันดีเซล B7 ปรับขึ้นเป็น 41.44 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล B20 ปรับขึ้นเป็น 36.44 บาทต่อลิตร

การตัดสินใจดังกล่าวเป็นผลมาจากการลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเงินชดเชยสำหรับดีเซล B7 ถูกปรับลดจาก 4.62 บาท เหลือ 4.43 บาทต่อลิตร ในขณะที่เงินชดเชยสำหรับ B20 ถูกปรับเป็น 8.54 บาทต่อลิตร เจ้าหน้าที่ของ กบน. ระบุว่ามาตรการนี้มีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพสภาพคล่องของกองทุนฯ และปรับราคาในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดพลังงานโลกที่มีความผันผวน โดยคณะกรรมการได้อ้างถึงปัจจัยกดดันภายนอก เช่น ความเสี่ยงจากการแบนการส่งออกและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการขายพลังงานของรัสเซีย เป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจครั้งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ แม้ว่าราคาใหม่จะมีผลบังคับใช้ทันที แต่เสถียรภาพในระยะยาวของราคาเหล่านี้ยังคงขึ้นอยู่กับความผันผวนของตลาดน้ำมันโลกและการตัดสินใจเชิงนโยบายของคณะกรรมการในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 13:36 UTC

Thai Plastic Recycle Group จับมือสวิตเซอร์แลนด์นำร่องธุรกิจรีไซเคิลพลาสติกสีเขียว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Thai Plastic Recycle Group จับมือสวิตเซอร์แลนด์นำร่องธุรกิจรีไซเคิลพลาสติกสีเขียว

กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับพันธมิตรสวิตเซอร์แลนด์เพื่อนำร่องโครงการรีไซเคิลพลาสติก เตรียมความพร้อมให้ SMEs ท้องถิ่นรองรับข้อตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Thai Plastic Recycle Group จับมือสวิตเซอร์แลนด์นำร่องธุรกิจรีไซเคิลพลาสติกสีเขียว

แหล่งข่าวเดียว
Thai Plastic Recycle Group จับมือสวิตเซอร์แลนด์นำร่องธุรกิจรีไซเคิลพลาสติกสีเขียว

กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับพันธมิตรสวิตเซอร์แลนด์เพื่อนำร่องโครงการรีไซเคิลพลาสติก เตรียมความพร้อมให้ SMEs ท้องถิ่นรองรับข้อตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA

ตามรายงานจาก Thai Post กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้เปิดตัวความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับหน่วยงานจากสวิตเซอร์แลนด์เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน โดยมี Thai Plastic Recycle Group เป็น SMEs ต้นแบบที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจสีเขียวและเทคนิคการรีไซเคิลพลาสติกขั้นสูง

ความร่วมมือนี้ออกแบบมาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจไทยสำหรับการบังคับใช้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งมีกำหนดเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2570 การปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยในตลาดยุโรป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยต่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน แม้ว่าความร่วมมือนี้จะเป็นเพียงโครงการนำร่อง แต่ก็เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อมาตรฐานการผลิตในท้องถิ่นและความพร้อมของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับขนาดของการดำเนินงานรีไซเคิลและรายชื่อบริษัทสวิตเซอร์แลนด์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติมในขณะที่โครงการดำเนินไปสู่กำหนดการ FTA ในเดือนมกราคม 2570

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 12:58 UTC

ชาวสวนมะพร้าวประจวบคีรีขันธ์ประท้วงราคาตกต่ำ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ชาวสวนมะพร้าวประจวบคีรีขันธ์ประท้วงราคาตกต่ำ

ชาวสวนมะพร้าวในอำเภอบางสะพานรวมตัวประท้วงปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำและนโยบายการนำเข้าของรัฐบาล

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ชาวสวนมะพร้าวประจวบคีรีขันธ์ประท้วงราคาตกต่ำ

แหล่งข่าวเดียว
ชาวสวนมะพร้าวประจวบคีรีขันธ์ประท้วงราคาตกต่ำ

ชาวสวนมะพร้าวในอำเภอบางสะพานรวมตัวประท้วงปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำและนโยบายการนำเข้าของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ชาวสวนมะพร้าวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รวมตัวประท้วงที่ที่ว่าการอำเภอบางสะพาน ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ โดยมีการเผาหุ่นจำลองเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาราคามะพร้าวที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกษตรกรมองว่าไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตจริงหรือสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน

นายพงษ์ศักดิ์ บุตรรักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวระบุว่า ราคามะพร้าวขาวลดลงเหลือประมาณ 14 บาทต่อกิโลกรัม และราคามะพร้าวลูกเล็กก็ลดลงเช่นกันแม้ผลผลิตจะน้อยลงตามฤดูกาล เกษตรกรกังวลว่าจะต้องเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำนี้ไปตลอดเดือนตุลาคม ข้อเรียกร้องสำคัญของกลุ่มคือการหยุดนำเข้ามะพร้าว กะทิแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว เนื่องจากเชื่อว่าส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลไกราคาในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ การประท้วงดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดในบางจุดหรือมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้สถานที่ราชการ แม้การชุมนุมจะเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการนำเข้ายังคงต้องติดตามต่อไป ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการรวมตัวในอนาคตที่อาจส่งผลต่อเส้นทางการเดินทางในพื้นที่อำเภอบางสะพานและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 12:58 UTC

กรมศุลกากรเผยรายได้ปี 2569 ทะลุ 6.3 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมศุลกากรเผยรายได้ปี 2569 ทะลุ 6.3 แสนล้านบาท

กรมศุลกากรประกาศผลการจัดเก็บรายได้รวมเกิน 6.3 แสนล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2569 พร้อมรายงานความสำเร็จในการสกัดกั้นยาเสพติด

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมศุลกากรเผยรายได้ปี 2569 ทะลุ 6.3 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
กรมศุลกากรเผยรายได้ปี 2569 ทะลุ 6.3 แสนล้านบาท

กรมศุลกากรประกาศผลการจัดเก็บรายได้รวมเกิน 6.3 แสนล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2569 พร้อมรายงานความสำเร็จในการสกัดกั้นยาเสพติด

ตามรายงานจาก Matichon Online กรมศุลกากรประสบความสำเร็จในการจัดเก็บรายได้สำหรับปีงบประมาณ 2569 โดยมียอดรวมเกิน 6.3 แสนล้านบาท ซึ่งรวมถึงการจัดเก็บภาษีเบื้องต้นได้ 8 พันล้านบาท

นอกเหนือจากตัวเลขทางการเงินแล้ว กรมศุลกากรยังเน้นย้ำถึงความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนและการบังคับใช้กฎหมาย โดยรายงานการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษได้มากกว่า 1.22 ตัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการของรัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบการนำเข้าและส่งออก แม้ว่าการจัดเก็บรายได้จะบ่งชี้ถึงกิจกรรมทางการค้าที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกรมศุลกากรในการตรวจสอบสินค้าที่เข้าและออกจากประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามว่าตัวเลขรายได้ดังกล่าวเปรียบเทียบกับประมาณการเบื้องต้นของรัฐบาลอย่างไร และการมุ่งเน้นที่การสกัดกั้นยาเสพติดจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระเบียบการตรวจค้นของศุลกากรที่ท่าเรือและสนามบินนานาชาติเพิ่มเติมหรือไม่ นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบกฎระเบียบศุลกากรและรายการสิ่งของต้องห้ามในปัจจุบันเมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 12:35 UTC

GRAND ขายโรงแรม Westin ให้ Rabbit ท่ามกลางปัญหาขาดสภาพคล่อง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

GRAND ขายโรงแรม Westin ให้ Rabbit ท่ามกลางปัญหาขาดสภาพคล่อง

Grand Asset Hotels and Property (GRAND) ได้ขายโรงแรม Westin Grande Sukhumvit ให้กับ Rabbit Holdings ในราคา 494.6 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

GRAND ขายโรงแรม Westin ให้ Rabbit ท่ามกลางปัญหาขาดสภาพคล่อง

แหล่งข่าวเดียว
GRAND ขายโรงแรม Westin ให้ Rabbit ท่ามกลางปัญหาขาดสภาพคล่อง

Grand Asset Hotels and Property (GRAND) ได้ขายโรงแรม Westin Grande Sukhumvit ให้กับ Rabbit Holdings ในราคา 494.6 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ได้ดำเนินการขายโรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ให้กับ Rabbit Holdings เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวม 494.6 ล้านบาท

การขายสินทรัพย์ในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก การจำหน่ายสินทรัพย์ที่มีชื่อเสียงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับสถานะทางการเงินของบริษัท สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ยังคงเป็นสถานที่สำคัญในภูมิทัศน์ธุรกิจโรงแรมของกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเจ้าของครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างทางการเงินที่กำลังดำเนินอยู่ในภาคธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย

แม้ว่าจะมีการประกาศการทำธุรกรรมดังกล่าวแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของโรงแรมภายใต้เจ้าของใหม่ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้ที่มีการจองห้องพักล่วงหน้าหรือผู้ที่กำลังพิจารณาเข้าพักที่โรงแรมนี้ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางโรงแรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารหรือมาตรฐานการบริการ การขายครั้งนี้ถือเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ด้านการบริการขนาดใหญ่ในเมืองหลวง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 12:35 UTC

ETDA ออกกฎใหม่ บังคับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ชัดเจน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ETDA ออกกฎใหม่ บังคับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ชัดเจน

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ของไทย ได้ประกาศแนวทางใหม่ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ต้องแสดงโครงสร้างค่าธรรมเนียม 'Total Take Rate' ให้ผู้ค้าทราบอย่างโปร่งใส

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ETDA ออกกฎใหม่ บังคับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ชัดเจน

แหล่งข่าวเดียว
ETDA ออกกฎใหม่ บังคับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ชัดเจน

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ของไทย ได้ประกาศแนวทางใหม่ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ต้องแสดงโครงสร้างค่าธรรมเนียม 'Total Take Rate' ให้ผู้ค้าทราบอย่างโปร่งใส

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ประกาศแนวทางใหม่ภายใต้กฎระเบียบการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) อย่างเป็นทางการ โดยอ้างอิงจาก Prachachat Business นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ระบุว่า แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (e-Marketplace) จำเป็นต้องแสดงรายละเอียดของ 'Total Take Rate' หรือต้นทุนรวมของค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้ผู้ค้าทราบอย่างชัดเจนก่อนที่จะเข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขาย

การปรับปรุงกฎระเบียบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความโปร่งใสในเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขายจะรับทราบต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับบริการของแพลตฟอร์มอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมการขาย สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินที่คาดการณ์ได้มากขึ้นสำหรับการค้าออนไลน์ การบังคับให้เปิดเผยต้นทุนเหล่านี้ล่วงหน้าจะช่วยป้องกันการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแอบแฝงและปรับปรุงความเป็นธรรมในระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซโดยรวม

แม้ว่าจะมีการประกาศแนวทางดังกล่าวแล้ว แต่กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการบังคับใช้กับทุกแพลตฟอร์มหลักและรูปแบบทางเทคนิคที่แน่นอนสำหรับการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้ค้าควรติดตามการอัปเดตผ่านแดชบอร์ดของแพลตฟอร์มที่ตนใช้งานอยู่ เพื่อดูว่าโครงสร้างค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะถูกนำเสนออย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 12:30 UTC

LAWSON 108 เปิดตัว 2 คอนเซปต์ร้านใหม่ในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

LAWSON 108 เปิดตัว 2 คอนเซปต์ร้านใหม่ในไทย

LAWSON 108 ร้านสะดวกซื้อสไตล์ญี่ปุ่น เปิดตัวดีไซน์ร้านใหม่ 2 รูปแบบ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนทำงานและคนรุ่นใหม่

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

LAWSON 108 เปิดตัว 2 คอนเซปต์ร้านใหม่ในไทย

แหล่งข่าวเดียว
LAWSON 108 เปิดตัว 2 คอนเซปต์ร้านใหม่ในไทย

LAWSON 108 ร้านสะดวกซื้อสไตล์ญี่ปุ่น เปิดตัวดีไซน์ร้านใหม่ 2 รูปแบบ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนทำงานและคนรุ่นใหม่

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ บริษัท สห ลอว์สัน จำกัด ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ LAWSON 108 ในประเทศไทย ได้เปิดตัวคอนเซปต์ร้านใหม่ 2 รูปแบบ ได้แก่ 'Black Neo' และ 'Modern Japanese Luxury' โดยคุณคิมิฮิโกะ ชินากาว่า กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่าการริเริ่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขันในตลาดร้านสะดวกซื้อที่มีการแข่งขันสูงในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ดีไซน์ร้านใหม่เหล่านี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของประสบการณ์การค้าปลีกที่ก้าวข้ามความสะดวกสบายแบบมาตรฐานไปสู่สภาพแวดล้อมที่เน้นความสวยงามและเฉพาะตัวมากขึ้น คอนเซปต์ 'Black Neo' น่าจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนเมืองที่ทันสมัย ในขณะที่แนวทาง 'Modern Japanese Luxury' มุ่งเน้นการมอบบรรยากาศที่ดูพรีเมียมยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่กว้างขึ้นของร้านสะดวกซื้อในไทยที่พยายามปรับเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ เช่น พนักงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้งความสะดวกสบายและบรรยากาศภายในร้าน

แม้ว่าทางบริษัทจะประกาศเปิดตัวคอนเซปต์ทั้งสองนี้แล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งเฉพาะของร้านใหม่เหล่านี้และกรอบเวลาสำหรับการขยายสาขาเพิ่มเติมทั่วประเทศยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้บริโภคสามารถคาดหวังว่าจะได้เห็นรูปแบบร้านใหม่เหล่านี้ปรากฏในพื้นที่เมืองสำคัญๆ ในขณะที่แบรนด์พยายามสร้างความแตกต่างจากเครือร้านสะดวกซื้อรายใหญ่อื่นๆ ที่ดำเนินกิจการอยู่ในภูมิภาคนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 12:31 UTC

ธอส. ฉลองครบรอบ 73 ปี เดินหน้าขยายโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

ธอส. ฉลองครบรอบ 73 ปี เดินหน้าขยายโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ฉลองครบรอบ 73 ปี ด้วยการขยายโครงการสร้างผลกระทบทางสังคมเพื่อสนับสนุนประชาชนกว่า 57,000 ราย ผ่านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและอาชีพ

Prachachat Business + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธอส. ฉลองครบรอบ 73 ปี เดินหน้าขยายโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม

ได้รับการยืนยัน
ธอส. ฉลองครบรอบ 73 ปี เดินหน้าขยายโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ฉลองครบรอบ 73 ปี ด้วยการขยายโครงการสร้างผลกระทบทางสังคมเพื่อสนับสนุนประชาชนกว่า 57,000 ราย ผ่านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและอาชีพ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ประกาศปรับกลยุทธ์ในโอกาสครบรอบ 73 ปี โดยมุ่งเน้นบทบาทที่มากกว่าการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิม ไปสู่การพัฒนาสังคมในวงกว้าง ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ สถาบันการเงินของรัฐแห่งนี้กำลังขยายโครงการ 'Beyond CSR' ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับประชาชนชาวไทย

การดำเนินงานในปัจจุบันของธนาคารมุ่งเน้นไปที่ 3 เสาหลัก ได้แก่ ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การฝึกอบรมวิชาชีพ และการพัฒนาชุมชน โดยการบูรณาการโครงการทางสังคมเหล่านี้เข้ากับรูปแบบธุรกิจหลัก ธอส. รายงานว่าได้ช่วยเหลือประชาชนไปแล้วกว่า 57,000 ราย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีเส้นทางอาชีพที่ยั่งยืน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจท้องถิ่น การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปของธนาคารในฐานะผู้สนับสนุนสวัสดิการสังคมมากกว่าเพียงแค่ผู้ให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย โครงการเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความมั่นคงของชุมชนในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดที่อยู่อาศัยในท้องถิ่นและการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แม้ว่าธนาคารจะยืนยันถึงขอบเขตการดำเนินงานในปัจจุบันแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการขยายโครงการเหล่านี้ในอนาคต หรือการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อสำหรับประชาชนทั่วไปนั้นยังคงต้องรอความชัดเจน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก ธอส. เพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าโครงการทางสังคมเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือบริการสนับสนุนชุมชนในอนาคตอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 08:31 UTC

กรมศุลกากรตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 6.4 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมศุลกากรตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 6.4 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2569

กรมศุลกากรคาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้รวมไว้ที่ 6.4 แสนล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2569

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมศุลกากรตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 6.4 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2569

แหล่งข่าวเดียว
กรมศุลกากรตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 6.4 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2569

กรมศุลกากรคาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้รวมไว้ที่ 6.4 แสนล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2569

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 กรมศุลกากรได้แสดงความเชื่อมั่นต่อผลการดำเนินงานด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศรวมจะทะลุ 25 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญที่กรมฯ เชื่อว่าจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการจัดเก็บรายได้รวมที่ 6.4 แสนล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ แนวโน้มทางเศรษฐกิจนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีกิจกรรมทางการค้าที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อความพร้อมจำหน่ายและราคาของสินค้านำเข้า ผลการดำเนินงานที่ดีของรายได้ศุลกากรมักสะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่สูงและภาคโลจิสติกส์ที่มีความเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของสุขภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามว่าการคาดการณ์เหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่ เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศมีความผันผวนตามตลาดโลกและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่ากรมศุลกากรจะมั่นใจในทิศทางปัจจุบัน แต่ตัวเลขสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับปริมาณการค้าจริงตลอดช่วงปีงบประมาณที่จะถึงนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบการปรับเปลี่ยนการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ต่อไปในระหว่างที่ปีงบประมาณดำเนินไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 11:21 UTC

NIDA เปิดตัว 'ALIGNMENT 2026' เสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจ Executive MBA
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

NIDA เปิดตัว 'ALIGNMENT 2026' เสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจ Executive MBA

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้เปิดตัวโครงการ 'ALIGNMENT 2026' เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่าหลักสูตร Executive MBA และผู้นำทางธุรกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

NIDA เปิดตัว 'ALIGNMENT 2026' เสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจ Executive MBA

แหล่งข่าวเดียว
NIDA เปิดตัว 'ALIGNMENT 2026' เสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจ Executive MBA

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้เปิดตัวโครงการ 'ALIGNMENT 2026' เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่าหลักสูตร Executive MBA และผู้นำทางธุรกิจ

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 มติชนออนไลน์รายงานว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้เปิดตัวโครงการ 'ALIGNMENT 2026' อย่างเป็นทางการ โดยโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงเครือข่าย Executive MBA ของสถาบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างระหว่างความรู้ทางวิชาการและการประยุกต์ใช้ในธุรกิจจริง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักธุรกิจในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความพยายามร่วมกันในการยกระดับขีดความสามารถด้านความเป็นผู้นำและการมองการณ์ไกลทางเศรษฐกิจภายในภาคธุรกิจท้องถิ่น การอำนวยความสะดวกในการสนทนาระหว่างผู้นำที่มีชื่อเสียงและผู้บริหารรุ่นใหม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศทางวิชาชีพที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โครงการสร้างเครือข่ายดังกล่าวมีอิทธิพลต่อแนวโน้มธุรกิจในท้องถิ่นและแนวทางการจัดการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

แม้ว่าโครงการจะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างเครือข่ายภายใน แต่ยังคงต้องติดตามดูว่าความพยายามร่วมมือเหล่านี้จะส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในนโยบายเศรษฐกิจหรือนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมที่จับต้องได้จริงอย่างไร ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการนำกรอบงาน 'ALIGNMENT 2026' ไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ และจะนำไปสู่โครงการธุรกิจที่เปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ สำหรับผู้ที่สนใจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย การพัฒนานี้ถือเป็นเครื่องหมายของการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับการศึกษาสำหรับผู้บริหารและการสร้างเครือข่ายเชิงกลยุทธ์ในเมืองหลวงของประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 13:35 UTC

ไทยเดินหน้าผลักดันนโยบายไม้เศรษฐกิจยั่งยืนในเวที GLSTF 2026
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเดินหน้าผลักดันนโยบายไม้เศรษฐกิจยั่งยืนในเวที GLSTF 2026

รัฐบาลไทยส่งเสริมการผลิตไม้ที่ถูกกฎหมายและยั่งยืนเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเดินหน้าผลักดันนโยบายไม้เศรษฐกิจยั่งยืนในเวที GLSTF 2026

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเดินหน้าผลักดันนโยบายไม้เศรษฐกิจยั่งยืนในเวที GLSTF 2026

รัฐบาลไทยส่งเสริมการผลิตไม้ที่ถูกกฎหมายและยั่งยืนเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้าผลักดันนโยบายส่งเสริมการผลิตไม้เศรษฐกิจที่ถูกกฎหมายและยั่งยืนอย่างจริงจัง โดยประเด็นดังกล่าวได้รับการเน้นย้ำในเวทีการประชุม Global Sustainable Timber Forum (GLSTF) 2026 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แสดงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงภาคส่วนป่าไม้ของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สำหรับประชาชนและนักลงทุน การปรับเปลี่ยนนโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มที่สำคัญให้กับอุตสาหกรรมไม้ของไทย โดยการเชื่อมโยงผู้ผลิตในท้องถิ่นเข้ากับตลาดโลก การจัดระเบียบภาคส่วนนี้ให้เป็นทางการจะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับประกันได้ว่าผลิตภัณฑ์ไม้มีที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและยั่งยืน ซึ่งอาจส่งผลต่อกฎระเบียบทางการค้าและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในอนาคต

แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงเจตจำนงในการบูรณาการแนวทางปฏิบัติเหล่านี้เข้ากับกรอบเศรษฐกิจระดับชาติแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการ ข้อกำหนดในการรับรองสำหรับเจ้าของที่ดินรายย่อย และกลไกที่ชัดเจนสำหรับการเชื่อมโยงสู่ตลาดโลกนั้นยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศจากทางรัฐบาลอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตว่านโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อการดำเนินงานด้านป่าไม้และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 11:36 UTC