ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
เศรษฐกิจ นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง ✦
เศรษฐกิจ Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท ✦
ความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน ✦
วัฒนธรรม พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค ✦
ความปลอดภัย ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง ✦
ความปลอดภัย นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ ✦
กฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช' ✦
กฎหมาย เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี ✦
เศรษฐกิจ

นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงกรุงลอนดอนเพื่อหารือในประเด็นการค้า การลงทุน และบริการด้านการบิน

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีของไทยได้เดินทางถึงกรุงลอนดอนเพื่อเข้าร่วมการหารือที่มีกำหนดการแน่นขนัด โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการเจรจาระดับสูงกับตัวแทนจากภาคการค้า ภาคธุรกิจ และภาคการลงทุน

นอกจากนี้ วาระการประชุมยังรวมถึงการหารือเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับภาคบริการและอุตสาหกรรมการบิน การหารือเหล่านี้มีความสำคัญต่อทั้งผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง เนื่องจากข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นในด้านการบินและการค้าอาจส่งผลต่อการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรในอนาคต รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศไทย

แม้จะมีการยืนยันว่ากำหนดการของนายกรัฐมนตรีมุ่งเน้นไปที่เสาหลักทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แต่ยังไม่มีการประกาศผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง ข้อตกลงที่ลงนาม หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกิดจากการประชุมเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่าการหารือเหล่านี้จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมหรือข้อเสนอการบริการใหม่ๆ สำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศหรือไม่ SawaLife จะติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการเจรจาทางการทูตเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

เศรษฐกิจ

Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท

Asset World Corp (AWC) เตรียมยื่นจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ใหม่ในชื่อ AWR วันที่ 29 กันยายนนี้ โดยนำสินทรัพย์หลัก 5 แห่งเข้าร่วม

จากรายงานของ Khaosod Online บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เตรียมยื่นแบบไฟลิ่งเพื่อจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ใหม่ในชื่อ AWR ในวันที่ 29 กันยายนนี้ โดยบริษัทตั้งเป้านำสินทรัพย์ประเภทฟรีโฮลด์ 5 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม 4 แห่งและอาคารสำนักงานเกรดเอ 1 แห่ง เข้าร่วมกองทรัสต์ โดยมีมูลค่าเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ AWC เปิดเผยว่า ความคิดริเริ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อวางตำแหน่งให้ AWR เป็น REIT ชั้นนำที่เน้นการลงทุนในประเทศไทย 100% โดย AWC จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก (Sponsor) และมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อให้มั่นใจว่านักลงทุนไทยจะถือครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของกองทรัสต์ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมแผนงานสำหรับสินทรัพย์อีก 9 แห่งเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการรวมกลุ่มและการยกระดับความเป็นมืออาชีพอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของไทย แม้ว่าการยื่นไฟลิ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างสินทรัพย์ของ AWC แต่การอนุมัติขั้นสุดท้ายจากหน่วยงานกำกับดูแลยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการยื่นเอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อกำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะของกองทรัสต์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

ความปลอดภัย

กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน

รัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้หน่วยงานคมนาคมทุกแห่งยกระดับการเฝ้าระวังน้ำท่วมและเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคมนาคมทุกแห่งยกระดับมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม โดยกำชับให้หน่วยงานต่างๆ อยู่ในสถานะเฝ้าระวังสูงสุดเพื่อติดตามความเสี่ยงจากน้ำท่วม และตรวจสอบให้แน่ใจว่าทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำสั่งนี้แสดงถึงความพร้อมที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วประเทศ แม้ว่ากระทรวงฯ จะมุ่งเน้นการลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด แต่ผู้ที่วางแผนเดินทางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตารางการเดินทางหรือสภาพถนน เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดการกับผลกระทบจากน้ำท่วม ขอแนะนำให้ติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับเส้นทางหรือบริการขนส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้น

ในขณะนี้ พื้นที่เฉพาะที่ได้รับความสำคัญสำหรับการเข้าช่วยเหลือทันทีและการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของบริการขนส่งที่แน่ชัดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารผ่านสื่อท้องถิ่นและช่องทางของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าความปลอดภัยและแผนการเดินทางจะไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:17 UTC

วัฒนธรรม

พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค

แหล่งข่าวเดียว
พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค

พระพยอม เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ออกมาปฏิเสธข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าท่านผลิตยาสมุนไพรรักษาได้ทุกโรค

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ได้ออกมาเตือนภัยประชาชนเกี่ยวกับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จบนโซเชียลมีเดีย โดยมีการนำภาพของท่านไปตัดต่อด้วย AI และโฆษณาชวนเชื่อว่าทางวัดผลิตยาสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ ได้จนหายขาด ส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาที่วัดเพื่อขอยา ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

พระพยอมชี้แจงว่า ท่านเป็นเพียงพระนักเทศน์และนักพัฒนา ไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกร และทางวัดไม่มีการผลิตยารักษาโรคใดๆ ทั้งสิ้น โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการสร้างเรื่องของกลุ่มมิจฉาชีพที่ทำให้ประชาชนเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ ท่านยังเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพมีการแอบอ้างชื่อกระทรวงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าปลอม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพที่พบในโซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางศาสนาหรือการอ้างสรรพคุณรักษาโรคปาฏิหาริย์ ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่แอบอ้างชื่ออย่างไร ขอให้ประชาชนงดเว้นการเดินทางมาที่วัดเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจากทางวัดไม่มีบริการดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

ความปลอดภัย

ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เซ็นทรัล โคราช และเดอะมอลล์ โคราช เปิดพื้นที่จอดรถให้ประชาชนนำรถมาจอดเพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่น ตามรายงานของ Thai Post ทั้งเซ็นทรัล โคราช และเดอะมอลล์ โคราช ได้เปิดพื้นที่จอดรถอย่างเป็นทางการเพื่อให้บริการพื้นที่จอดรถฟรีในจุดที่สูงและปลอดภัยสำหรับยานพาหนะของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้ประชาชนปกป้องทรัพย์สินจากความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม ในขณะที่ระดับน้ำในพื้นที่โดยรอบกำลังเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในภูมิภาคนี้ ถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยในการเก็บรักษายานพาหนะให้พ้นจากน้ำท่วม

แม้ว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเจ้าของรถได้ในทันที แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือรายงานนี้เน้นเฉพาะเรื่องความพร้อมของพื้นที่จอดรถเท่านั้น ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยติดตามช่องทางข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปิดถนน ความคืบหน้าของสถานการณ์น้ำท่วม และบริการฉุกเฉินอื่นๆ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ประชาชนควรตรวจสอบสถานะปัจจุบันของพื้นที่จอดรถเหล่านี้โดยตรงกับฝ่ายบริหารของห้างสรรพสินค้าก่อนที่จะนำรถไปจอด เนื่องจากความจุอาจมีจำกัดและสภาพการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:18 UTC

ความปลอดภัย

ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระบายน้ำในพื้นที่คลองรังสิตเพื่อบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้กรมชลประทานเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในคลองรังสิต เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว อธิบดีกรมชลประทานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและปรับปรุงระบบการจัดการน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่รังสิต โครงการนี้ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการสะสมของน้ำและเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลนี้ แม้ว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงความสามารถในการระบายน้ำ แต่ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้คลองควรติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เทศบาลเกี่ยวกับระดับน้ำ

ในขณะนี้ ประสิทธิภาพของความพยายามในการระบายน้ำเหล่านี้ในการป้องกันน้ำล้นตลิ่งยังคงต้องรอการยืนยัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมชลประทานเพื่อรับทราบความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการน้ำในพื้นที่ดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:15 UTC

ความปลอดภัย

เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง

แหล่งข่าวเดียว
เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง

เวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดบุรีรัมย์ถูกยกเลิกกะทันหันหลังเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ ต้องยุติลงก่อนกำหนดเนื่องจากเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรง ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ความตึงเครียดเริ่มขึ้นระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนโครงการประมาณ 800 คน กับสมาชิกกลุ่ม “โอโซนรักบ้านเกิด อ.ชำนิ” ซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการมาโดยตลอดเนื่องจากความกังวลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์เริ่มวุ่นวายเมื่อผู้เข้าร่วมเริ่มขว้างปาก้อนหินและก้อนดินใส่กันบริเวณหน้าเวที แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองร้อยควบคุมฝูงชนจะพยายามเข้าห้ามปราม แต่เหตุการณ์ก็บานปลายจนเกิดความโกลาหล ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างน้อย 1 รายจากการถูกของแข็ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรวมถึงนายอำเภอนางรองและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนางรองได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ แต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงตัดสินใจยุติเวทีดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสการคัดค้านโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ความรุนแรงจะยุติลงแล้ว แต่อนาคตของโครงการยังคงมีความไม่แน่นอน ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นจะถูกจัดขึ้นใหม่เมื่อใด หรือทางการจะมีมาตรการอย่างไรในการจัดการกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะขนาดใหญ่หรือการประชุมชุมชนที่มีความตึงเครียด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:17 UTC

ความปลอดภัย

นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยงานรัฐเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน โดยเน้นย้ำความพร้อมของแผนอพยพและเครื่องสูบน้ำ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีของไทยได้ออกคำสั่งจากต่างประเทศ โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยกระดับความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน คำสั่งดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผนการอพยพมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องสูบน้ำ ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้และพร้อมสำหรับการนำไปติดตั้งใช้งานทันที

นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังกำหนดให้บุคลากรที่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ประกาศนี้ถือเป็นการเตือนให้ติดตามรายงานสภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากสถานการณ์เลวร้ายลง แม้ว่ารัฐบาลกำลังระดมทรัพยากรเพื่อจัดการกับเหตุฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับน้ำ แต่ในคำสั่งเบื้องต้นนี้ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าภูมิภาคใดมีความเสี่ยงสูงสุด ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเตรียมการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติในระดับจังหวัดอย่างไร และพื้นที่ใดจะได้รับความสำคัญในการจัดสรรอุปกรณ์ ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยควรติดตามช่องทางข่าวสารอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับคำเตือนสภาพอากาศและขั้นตอนความปลอดภัยในพื้นที่ของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:16 UTC

กฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช'

แหล่งข่าวเดียว
ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช'

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนยันคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายแดเนียล ซานโช บรอนชาโล ชาวสเปน ในคดีฆาตกรรมนายเอ็ดวิน อาร์เรียตา อาร์เตอากา เมื่อปี 2023

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้อ่านคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย โดยยืนตามคำพิพากษาเดิมให้จำคุกตลอดชีวิต นายแดเนียล ซานโช บรอนชาโล ชาวสเปน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและปิดบังซ่อนเร้นศพ นายเอ็ดวิน อาร์เรียตา อาร์เตอากา ศัลยแพทย์ตกแต่งชาวโคลอมเบีย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนเกาะพะงันเมื่อปี 2023

ศาลอุทธรณ์ได้ยกคำร้องอุทธรณ์ของทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจทก์ ส่งผลให้คำพิพากษาเดิมยังคงมีผลบังคับใช้ คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อต่างประเทศเนื่องจากตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องและลักษณะของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คำพิพากษานี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในคดีที่สื่อต่างประเทศติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอาญาของไทยอย่างเคร่งครัดในคดีความรุนแรง แม้ว่าคำตัดสินของศาลอุทธรณ์จะทำให้คดีมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าฝ่ายจำเลยจะยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาของประเทศไทยหรือไม่ ทั้งนี้ ขอเตือนให้นักท่องเที่ยวในประเทศไทยทราบว่าประเทศมีมาตรฐานทางกฎหมายที่เข้มงวดต่อการกระทำความผิดทางอาญา และกระบวนการยุติธรรมในท้องถิ่นจะถูกบังคับใช้อย่างเสมอภาคโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:15 UTC

กฎหมาย

เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี

ตำรวจจับกุมผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ฐานลักลอบขายคลิปวิดีโออนาจารเด็กชายวัย 16 ปีผ่านกลุ่มลับ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ได้จับกุมบุคคลข้ามเพศรายหนึ่งซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้บัญชี X (ทวิตเตอร์เดิม) ในการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมาย โดยผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าได้ถ่ายคลิปวิดีโอขณะมีเพศสัมพันธ์กับเด็กชายวัย 16 ปี และนำไปขายเพื่อเข้าถึงกลุ่มลับที่มีการเรียกเก็บเงิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากผู้เยาว์และการเผยแพร่สื่อลามกผิดกฎหมาย การจับกุมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลทางกฎหมายที่รุนแรงเกี่ยวกับการผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กตามกฎหมายไทย

เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย จึงยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงข้อหาเฉพาะที่ผู้ต้องหาจะต้องเผชิญในชั้นศาลและขอบเขตทั้งหมดของเครือข่ายการเผยแพร่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะของผู้เสียหายหรือระยะเวลาที่ผู้ต้องหาได้กระทำการดังกล่าว ประชาชนควรตระหนักถึงกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลในท้องถิ่น และรายงานกิจกรรมออนไลน์ที่น่าสงสัยต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:16 UTC

การวางแผนการเงินสำหรับผู้สูงวัย: การประเมินความจำเป็นของเงินสำรองฉุกเฉิน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การวางแผนการเงินสำหรับผู้สูงวัย: การประเมินความจำเป็นของเงินสำรองฉุกเฉิน

Thai Post ตรวจสอบความจำเป็นในการรักษาเงินออมฉุกเฉินสำหรับบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การวางแผนการเงินสำหรับผู้สูงวัย: การประเมินความจำเป็นของเงินสำรองฉุกเฉิน

แหล่งข่าวเดียว
การวางแผนการเงินสำหรับผู้สูงวัย: การประเมินความจำเป็นของเงินสำรองฉุกเฉิน

Thai Post ตรวจสอบความจำเป็นในการรักษาเงินออมฉุกเฉินสำหรับบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

รายงานล่าสุดจาก Thai Post เน้นย้ำถึงความต้องการทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับบุคคลที่เข้าสู่วัย 60 ปี แม้ว่าแนวคิดทั่วไปที่ว่าควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่ากับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต 6 เดือนจะช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ที่ยังอยู่ในวัยทำงาน แต่สิ่งพิมพ์ดังกล่าวเสนอแนะว่าผู้เกษียณอายุจำเป็นต้องประเมินเกณฑ์เหล่านี้ใหม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในประเทศไทย การอภิปรายนี้มีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ เนื่องจากการวางแผนเกษียณอายุนั้นมักเกี่ยวข้องกับการจัดการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่แตกต่างกันและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต รายงานกระตุ้นให้ผู้อ่านพิจารณาว่าตาข่ายรองรับทางการเงินควรมีโครงสร้างอย่างไรเมื่อรายได้จากเงินเดือนประจำสิ้นสุดลง โดยเน้นย้ำว่าคำจำกัดความของ 'เหตุฉุกเฉิน' อาจเปลี่ยนไปในช่วงเกษียณอายุ ซึ่งอาจต้องใช้วิธีการที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นในการจัดการสภาพคล่องและการจัดสรรสินทรัพย์

แม้ว่าบทความนี้จะให้กรอบแนวคิดในการพิจารณาการเงินหลังเกษียณ แต่ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการลงทุนที่เฉพาะเจาะจงหรือตัวเลขที่เป็นมาตรฐานสากลซึ่งใช้ได้กับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล ผู้อ่านควรประเมินค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตส่วนบุคคล ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่อาจเกิดขึ้น และโครงสร้างเงินบำนาญที่มีอยู่ ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานเดียวสำหรับเงินออมฉุกเฉินที่ใช้กับผู้เกษียณอายุทุกคนในประเทศไทย และแต่ละบุคคลควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อกำหนดกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์และเป้าหมายระยะยาวของตนเอง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 06:37 UTC

หุ้น AAV ฟื้นตัวท่ามกลางการจับตาหนี้สินของ AirAsia Group
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

หุ้น AAV ฟื้นตัวท่ามกลางการจับตาหนี้สินของ AirAsia Group

หุ้นของ Asia Aviation (AAV) ปรับตัวสูงขึ้น 2.44% หลังจากลดลงติดต่อกันสองวัน ในขณะที่นักลงทุนกำลังรอคำแถลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AirAsia Group Berhad

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

หุ้น AAV ฟื้นตัวท่ามกลางการจับตาหนี้สินของ AirAsia Group

แหล่งข่าวเดียว
หุ้น AAV ฟื้นตัวท่ามกลางการจับตาหนี้สินของ AirAsia Group

หุ้นของ Asia Aviation (AAV) ปรับตัวสูงขึ้น 2.44% หลังจากลดลงติดต่อกันสองวัน ในขณะที่นักลงทุนกำลังรอคำแถลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AirAsia Group Berhad

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ราคาหุ้นของ Asia Aviation (AAV) ฟื้นตัวขึ้น 2.44% หลังจากที่เผชิญกับการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสองวันที่ผ่านมา ตลาดกำลังให้ความสนใจกับการแถลงการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากทางบริษัท ซึ่งคาดว่าจะช่วยชี้แจงสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยระบุว่า AAV มีลูกหนี้สุทธิจาก AirAsia Group Berhad อยู่ที่ 1.14 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์ประเมินว่า AAV อาจจำเป็นต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญตั้งแต่ 600 ล้านถึง 1.2 พันล้านบาท เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากหนี้ก้อนนี้ ส่งผลให้การคาดการณ์การฟื้นตัวของกำไรของบริษัทถูกเลื่อนออกไปเป็นปี 2570

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ติดตามภาคการบินของไทย สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในสายการบินราคาประหยัดรายใหญ่ของประเทศ แม้ว่าราคาหุ้นจะมีการฟื้นตัวในระยะสั้น แต่สุขภาพทางการเงินในระยะยาวของสายการบินยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนกังวล ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าบริษัทจะให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจงอย่างไรในการแถลงข่าวที่กำหนดไว้ และการปรับเปลี่ยนทางการเงินเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในอนาคตหรือกลยุทธ์การตั้งราคาตั๋วอย่างไร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการจากบริษัทเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะหนี้และแนวโน้มกำไรที่ปรับปรุงใหม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 06:58 UTC

เจ้าของรถในไทยยังคงภักดีต่อแบรนด์เดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการเลือกขุมพลังใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เจ้าของรถในไทยยังคงภักดีต่อแบรนด์เดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการเลือกขุมพลังใหม่

ผลวิจัยใหม่เผยว่า แม้เจ้าของรถชาวไทยถึง 64% ตั้งใจจะซื้อรถแบรนด์เดิม แต่การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีเครื่องยนต์ยังคงมีความไม่แน่นอน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เจ้าของรถในไทยยังคงภักดีต่อแบรนด์เดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการเลือกขุมพลังใหม่

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าของรถในไทยยังคงภักดีต่อแบรนด์เดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการเลือกขุมพลังใหม่

ผลวิจัยใหม่เผยว่า แม้เจ้าของรถชาวไทยถึง 64% ตั้งใจจะซื้อรถแบรนด์เดิม แต่การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีเครื่องยนต์ยังคงมีความไม่แน่นอน

จากรายงานของ Khaosod Online ผลการวิจัยล่าสุดจากบริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าสนใจในตลาดรถยนต์ของไทย โดยผลการศึกษาจาก '2026 Thailand Service Customer Experience Index' และ '2026 Thailand Product Customer Experience Index' ซึ่งสำรวจจากเจ้าของรถยนต์จำนวน 2,651 ราย ระบุว่าความภักดีต่อแบรนด์รถยนต์ในประเทศกำลังฟื้นตัว โดยเจ้าของรถปัจจุบันถึง 64% แสดงความตั้งใจที่จะซื้อรถคันต่อไปจากผู้ผลิตรายเดิม

อย่างไรก็ตาม นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ ดิฟเฟอเรนเชียล (ประเทศไทย) ระบุว่า แม้ความชอบในแบรนด์จะยังคงที่ แต่กระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับ 'ขุมพลัง' ของรถยนต์ในอนาคตกลับมีความซับซ้อนมากขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่าน ผู้บริโภคเริ่มชั่งน้ำหนักทางเลือกระหว่างเครื่องยนต์แบบดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น แม้ว่าจะยังคงพึงพอใจในแบรนด์เดิมของตนก็ตาม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้ตลาดรถยนต์จะแสดงสัญญาณของความมั่นคง แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์พลังงานใหม่หรือขุมพลังทางเลือกกำลังสร้างช่วงเวลาแห่งความลังเลใจให้กับผู้ซื้อ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าความชอบที่เปลี่ยนไปนี้จะส่งผลต่อยอดขายระยะยาวของผู้ผลิตแต่ละรายอย่างไร หรือตลาดจะเปลี่ยนไปสู่เครื่องยนต์รูปแบบใหม่ได้รวดเร็วเพียงใด โดยผลการศึกษานี้สะท้อนข้อมูลที่รวบรวมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในภาคยานยนต์ของไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 06:36 UTC

สมาคมเอสเอ็มอีขอขยายเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สมาคมเอสเอ็มอีขอขยายเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2'

สมาคมเอสเอ็มอีไทยได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลเพื่อขอปรับเพิ่มเพดานรายได้สำหรับธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2'

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สมาคมเอสเอ็มอีขอขยายเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2'

แหล่งข่าวเดียว
สมาคมเอสเอ็มอีขอขยายเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2'

สมาคมเอสเอ็มอีไทยได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลเพื่อขอปรับเพิ่มเพดานรายได้สำหรับธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2'

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 สมาคมเอสเอ็มอีไทยได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โดยทางสมาคมต้องการให้มีการปรับเพิ่มเพดานรายได้สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2'

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก แต่ทางสมาคมให้เหตุผลว่าการปรับเพิ่มเกณฑ์รายได้ให้ครอบคลุมร้านค้าที่มีรายได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท จะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปรับนโยบายสนับสนุนทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบันของร้านค้าท้องถิ่น หากข้อเสนอนี้ได้รับการอนุมัติ อาจส่งผลให้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความพร้อมใช้งานของโปรโมชั่นหรือบริการเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

ทั้งนี้ ยังคงต้องรอการยืนยันว่ารัฐบาลจะยอมรับข้อเสนอนี้หรือไม่ หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกอย่างไร ในขณะนี้คำขอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีการประกาศการตัดสินใจอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการขยายเพดานรายได้ของโครงการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 06:36 UTC

บางจากแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทคนใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บางจากแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทคนใหม่

บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของบางจาก

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บางจากแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทคนใหม่

แหล่งข่าวเดียว
บางจากแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทคนใหม่

บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของบางจาก

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้แต่งตั้ง บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่อย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับหนึ่งในกลุ่มบริษัทพลังงานและปิโตรเลียมรายใหญ่ของประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ติดตามสถานการณ์ทางธุรกิจในประเทศไทย การแต่งตั้งครั้งนี้มีความสำคัญเนื่องจากบางจากมีบทบาทหลักในภาคพลังงานของประเทศ รวมถึงการจัดจำหน่ายเชื้อเพลิงและโครงการด้านพลังงานหมุนเวียน การเปลี่ยนแปลงในระดับบริหารสูงสุดขององค์กรขนาดใหญ่มักส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์องค์กร ซึ่งอาจส่งผลต่อพลวัตของตลาดและนโยบายราคาพลังงานในระยะยาว

แม้ว่าจะมีการประกาศแต่งตั้งแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนที่คุณบัณฑิตตั้งใจจะนำมาใช้กับบริษัทนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสาธารณชนกำลังรอการสื่อสารเพิ่มเติมจากบริษัทเกี่ยวกับลำดับความสำคัญเร่งด่วนและวิสัยทัศน์ระยะยาวสำหรับการขยายตัวของกลุ่มบริษัท ทั้งนี้ บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยแผนงานโดยละเอียดสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน และผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่จะถึงนี้ เพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 06:37 UTC

การเจรจา FTA ไทย-EU มุ่งผลักดันการเติบโตของ GDP
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเจรจา FTA ไทย-EU มุ่งผลักดันการเติบโตของ GDP

เจ้าหน้าที่ไทยมีความมั่นใจว่าข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปจะช่วยผลักดันการเติบโตของ GDP ประเทศให้สูงกว่า 3%

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเจรจา FTA ไทย-EU มุ่งผลักดันการเติบโตของ GDP

แหล่งข่าวเดียว
การเจรจา FTA ไทย-EU มุ่งผลักดันการเติบโตของ GDP

เจ้าหน้าที่ไทยมีความมั่นใจว่าข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปจะช่วยผลักดันการเติบโตของ GDP ประเทศให้สูงกว่า 3%

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้แสดงความมั่นใจว่าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรปที่กำลังดำเนินอยู่ จะเป็นตัวเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจผลักดันให้การเติบโตของ GDP ไทยสูงกว่าระดับ 3%

เพื่อขับเคลื่อนความคืบหน้าดังกล่าว เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมการสำหรับการเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการปิดข้อบทการเจรจาทั้งหมดที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ กรอบการเจรจาในปัจจุบันได้ยกเว้นกลุ่มสินค้าอ่อนไหวออกจากการหารือ หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจา คาดว่ากระบวนการจัดทำเอกสารทางกฎหมายเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาจะใช้เวลาประมาณหนึ่งปี

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย ข้อตกลงนี้คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างภาคการส่งออก ซึ่งอาจสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น แม้ว่าแนวโน้มทางเศรษฐกิจจะดูเป็นบวก แต่ผลกระทบสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของกระบวนการให้สัตยาบันทางกฎหมาย ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอผลการประชุมที่ภูเก็ตเพื่อยืนยันว่าข้อบทการเจรจาทั้งหมดจะสามารถปิดลงได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 06:59 UTC

เปิดรายละเอียดโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เปิดรายละเอียดโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

รัฐบาลไทยเผยรายละเอียดเบื้องต้นของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟสที่ 2 โดยจะมอบเงินสนับสนุน 1,000 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เปิดรายละเอียดโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

แหล่งข่าวเดียว
เปิดรายละเอียดโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

รัฐบาลไทยเผยรายละเอียดเบื้องต้นของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟสที่ 2 โดยจะมอบเงินสนับสนุน 1,000 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟสที่ 2 ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ โดยรัฐบาลตั้งใจจะมอบเงินสนับสนุน 1,000 บาท ให้แก่ผู้ที่มีสิทธิ์ ซึ่งสามารถใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยคาดว่าจะใช้เกณฑ์การร่วมจ่ายแบบ 60:40 เช่นเดียวกับโครงการในเฟสก่อนหน้า

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนที่จะเติมเงินเครดิตเพิ่มอีก 700 บาท ให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อรวมกับสิทธิ์ปกติเดือนละ 300 บาท จะทำให้ผู้ถือบัตรได้รับเงินสนับสนุนรวมเป็น 1,000 บาทในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับประชาชนและผู้ที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ มาตรการเหล่านี้ถือเป็นความต่อเนื่องของความพยายามจากภาครัฐในการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือรายละเอียดเหล่านี้ยังไม่ถือเป็นข้อสรุปสุดท้าย นพ.เอกภพ ย้ำว่าข้อเสนอดังกล่าวยังคงต้องรอการพิจารณาและอนุมัติขั้นสุดท้ายจากคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จากพระราชกำหนด นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังต้องดำเนินการประเมินผลขั้นสุดท้ายก่อนที่โครงการจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับกรอบเวลาและเงื่อนไขการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าวต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 06:18 UTC

BCPG ให้ความร่วมมือ DSI ตรวจสอบโครงการคลังน้ำมันและท่าเรือที่เพชรบุรี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

BCPG ให้ความร่วมมือ DSI ตรวจสอบโครงการคลังน้ำมันและท่าเรือที่เพชรบุรี

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในจังหวัดเพชรบุรี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

BCPG ให้ความร่วมมือ DSI ตรวจสอบโครงการคลังน้ำมันและท่าเรือที่เพชรบุรี

แหล่งข่าวเดียว
BCPG ให้ความร่วมมือ DSI ตรวจสอบโครงการคลังน้ำมันและท่าเรือที่เพชรบุรี

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในจังหวัดเพชรบุรี

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าบริษัทได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอให้จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในจังหวัดเพชรบุรี โดยรายงานจาก Khaosod Online ระบุว่าบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับ DSI อย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่

ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 BCPG เน้นย้ำว่ายังไม่มีข้อสรุปหรือคำวินิจฉัยใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ บริษัทระบุว่าการดำเนินธุรกิจยังคงเป็นไปตามปกติ และยังไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อฐานะทางการเงินหรือผลการดำเนินงานของบริษัทจากกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ BCPG ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล กฎหมาย และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน เหตุการณ์นี้ถือเป็นกระบวนการทางธุรการที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่การดำเนินการทางกฎหมายที่สิ้นสุด แม้บริษัทจะยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในทันที แต่สถานการณ์ยังคงขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบของ DSI การอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการสอบสวนและการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทตามข้อกำหนดของกฎหมาย ในขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อกล่าวหาใดๆ และบริษัทยังคงดำเนินงานตามนโยบายมาตรฐานของบริษัทต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 06:18 UTC

รัฐบาลเสนอโครงการช่วยเหลือทางการเงิน 'ไทยช่วยไทย พลัส 2'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลเสนอโครงการช่วยเหลือทางการเงิน 'ไทยช่วยไทย พลัส 2'

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาโครงการช่วยเหลือทางการเงินใหม่จำนวน 1,000 บาท โดยยังคงใช้เกณฑ์การแบ่งค่าใช้จ่าย 60:40 เป็นระยะเวลา 2 เดือน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลเสนอโครงการช่วยเหลือทางการเงิน 'ไทยช่วยไทย พลัส 2'

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลเสนอโครงการช่วยเหลือทางการเงิน 'ไทยช่วยไทย พลัส 2'

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาโครงการช่วยเหลือทางการเงินใหม่จำนวน 1,000 บาท โดยยังคงใช้เกณฑ์การแบ่งค่าใช้จ่าย 60:40 เป็นระยะเวลา 2 เดือน

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 โฆษกรัฐบาล ดร.เอก ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ชื่อ 'ไทยช่วยไทย พลัส 2' โดยโครงการที่เสนอนี้มีเป้าหมายเพื่อมอบเงินช่วยเหลือทางการเงินแบบครั้งเดียวจำนวน 1,000 บาท ให้แก่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับ

คุณสมบัติหลักของข้อเสนอนี้รวมถึงระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน และการคงไว้ซึ่งเกณฑ์การแบ่งค่าใช้จ่าย 60:40 แบบเดิม ซึ่งเคยใช้ในโครงการสนับสนุนของรัฐบาลก่อนหน้านี้ โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดด้านคุณสมบัติที่เฉพาะเจาะจงและวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการยังไม่ได้ข้อสรุป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนระยะยาว การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือ กระบวนการสมัคร และสถานะการอนุมัติอย่างเป็นทางการยังคงต้องรอการยืนยันจากช่องทางของรัฐบาล ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศจากรัฐบาลในอนาคตเพื่อตรวจสอบว่าตนเองเข้าข่ายโครงการที่มีศักยภาพนี้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 06:17 UTC

ก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์: การเปิดตัว Denza Z9GT และความสำเร็จด้านการผลิตของ Chery
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์: การเปิดตัว Denza Z9GT และความสำเร็จด้านการผลิตของ Chery

ภาคยานยนต์ของไทยมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญด้วยการเปิดตัว Denza Z9GT สมรรถนะสูง และการที่ Chery บรรลุเป้าหมายการผลิตในระยอง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์: การเปิดตัว Denza Z9GT และความสำเร็จด้านการผลิตของ Chery

แหล่งข่าวเดียว
ก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์: การเปิดตัว Denza Z9GT และความสำเร็จด้านการผลิตของ Chery

ภาคยานยนต์ของไทยมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญด้วยการเปิดตัว Denza Z9GT สมรรถนะสูง และการที่ Chery บรรลุเป้าหมายการผลิตในระยอง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ตลาดรถยนต์ของไทยได้เห็นการพัฒนาที่น่าสนใจหลายประการ Denza ได้เปิดตัว Z9GT อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นรุ่นสมรรถนะสูงที่มีกำลังถึง 1,156 แรงม้า โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ไฟฟ้าพลังแรง

นอกเหนือจากการเปิดตัวรุ่นใหม่แล้ว อุตสาหกรรมยังได้เฉลิมฉลองความสำเร็จอื่นๆ โดย Mazda ได้มอบรางวัลให้กับตัวแทนจำหน่ายยอดเยี่ยม 15 แห่งในประเทศไทยสำหรับผลการดำเนินงาน ในขณะที่ Changan ได้จัดแสดงระบบขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงรุ่นล่าสุด นอกจากนี้ โรงงานผลิตของ Chery ในจังหวัดระยองยังได้บรรลุเป้าหมายการผลิตที่สำคัญด้วยการผลิตรถยนต์ครบ 20,000 คัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลเหล่านี้เน้นย้ำถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วและความหลากหลายทางเทคโนโลยีของภูมิทัศน์ยานยนต์ในประเทศไทย การมีอยู่ของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงและเทคโนโลยีการขับขี่ขั้นสูงบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนจุดเน้นของตลาดไปสู่นวัตกรรมและความยั่งยืน

แม้ว่าความสำเร็จเหล่านี้จะสะท้อนถึงการเติบโตเชิงบวกสำหรับผู้ผลิตที่เกี่ยวข้อง แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับความพร้อมจำหน่ายในท้องถิ่น ราคา และโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการสำหรับ Denza Z9GT ที่เพิ่งเปิดตัวนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากทางแบรนด์ เช่นเดียวกับผลกระทบระยะยาวของกำลังการผลิตของ Chery ต่ออุปทานรถยนต์ในท้องถิ่นและราคาสำหรับผู้บริโภคที่ยังต้องรอดูกันต่อไป พัฒนาการเหล่านี้ตอกย้ำถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับการผลิตและเทคโนโลยียานยนต์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:55 UTC

ไทยเริ่มระดมสมองจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเริ่มระดมสมองจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

หน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรทางวิชาการของไทยได้เริ่มหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและวางแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเริ่มระดมสมองจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเริ่มระดมสมองจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

หน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรทางวิชาการของไทยได้เริ่มหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและวางแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ภาคส่วนต่างๆ ในประเทศไทยได้เริ่มจัดกิจกรรมระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยความร่วมมือกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เพื่อมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว การดำเนินการนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์การพัฒนาระดับภูมิภาค การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะก้าวข้ามการกำหนดนโยบายแบบเดิม เพื่อหาแนวทางที่ยั่งยืนในการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชากรต่างๆ ทั่วประเทศ การดึงพันธมิตรจากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมถือเป็นความหวังของรัฐบาลในการสร้างกรอบการทำงานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตของชาติ

แม้ว่ากระบวนการวางแผนจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว แต่รายละเอียดหลายประการยังคงต้องรอการยืนยัน ทั้งในส่วนของนโยบายเฉพาะ การจัดสรรงบประมาณ และกรอบเวลาในการดำเนินงานของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตามองว่าการหารือระดับสูงเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างไร ซึ่งจะส่งผลต่อค่าครองชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะมีข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมในขณะที่คณะกรรมการชุดต่างๆ ดำเนินการทำงานต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:55 UTC

DPU จับมือ Thaimart เชื่อมโยงระบบนิเวศธุรกิจเข้าสู่การศึกษา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

DPU จับมือ Thaimart เชื่อมโยงระบบนิเวศธุรกิจเข้าสู่การศึกษา

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ Thaimart เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างการเรียนรู้ทางวิชาการและการปฏิบัติงานจริงในภาคธุรกิจ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

DPU จับมือ Thaimart เชื่อมโยงระบบนิเวศธุรกิจเข้าสู่การศึกษา

แหล่งข่าวเดียว
DPU จับมือ Thaimart เชื่อมโยงระบบนิเวศธุรกิจเข้าสู่การศึกษา

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ Thaimart เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างการเรียนรู้ทางวิชาการและการปฏิบัติงานจริงในภาคธุรกิจ

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการกับ Thaimart เพื่อนำระบบนิเวศธุรกิจไทยเข้าสู่ห้องเรียนโดยตรง ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพของนักศึกษาผ่านการเข้าถึงโจทย์ธุรกิจจริง กลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการจัดการอีเวนต์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในแวดวงการศึกษาของไทย ความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของมหาวิทยาลัยในการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม การนำประสบการณ์จริงและเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้ในการเรียนการสอนจะช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษารับมือกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดแรงงานสมัยใหม่ โครงการนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทฤษฎีทางวิชาการและสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ซึ่งอาจช่วยสร้างกลุ่มบุคลากรที่มีทักษะสูงในท้องถิ่นได้มากขึ้น

แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะวางกรอบความร่วมมือไว้แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในระยะยาวหรือขอบเขตของการบูรณาการ AI ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าโครงการธุรกิจจริงเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติภายในโครงสร้างทางวิชาการที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และโมเดลนี้จะถูกนำไปใช้โดยสถาบันอื่นๆ ในอนาคตหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:58 UTC

Gastech 2026 ปิดฉากที่กรุงเทพฯ ด้วยข้อตกลงด้านพลังงานมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Gastech 2026 ปิดฉากที่กรุงเทพฯ ด้วยข้อตกลงด้านพลังงานมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

งาน Gastech 2026 ระยะเวลา 4 วันในกรุงเทพฯ ปิดฉากลงด้วยข้อตกลงด้านพลังงานระดับโลกมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลาง LNG ระดับภูมิภาค

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Gastech 2026 ปิดฉากที่กรุงเทพฯ ด้วยข้อตกลงด้านพลังงานมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

แหล่งข่าวเดียว
Gastech 2026 ปิดฉากที่กรุงเทพฯ ด้วยข้อตกลงด้านพลังงานมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

งาน Gastech 2026 ระยะเวลา 4 วันในกรุงเทพฯ ปิดฉากลงด้วยข้อตกลงด้านพลังงานระดับโลกมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลาง LNG ระดับภูมิภาค

การประชุมด้านพลังงาน Gastech 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการโดยประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย เปิดเผยว่างานนี้ดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติกว่า 50,000 คน และนำไปสู่ข้อตกลงทางธุรกิจรวมมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อตกลงเหล่านี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยมีเงินหมุนเวียนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทจากการก่อสร้างโครงการใหม่และการจ้างงาน ประเด็นสำคัญของงานคือการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และศูนย์กลางไฟฟ้าสีเขียวเชิงยุทธศาสตร์ ในระหว่างการประชุม เจ้าหน้าที่ไทยได้หารือทวิภาคีกับตัวแทนจาก 17 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา รัสเซีย สิงคโปร์ บรูไน โอมาน และลิเบีย โดยประเด็นหลักครอบคลุมถึงความมั่นคงทางพลังงานระหว่างประเทศและกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบจากความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่อาจส่งผลต่อการจัดหาพลังงาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ตอกย้ำบทบาทที่เพิ่มขึ้นของไทยในภาคพลังงานระดับโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายอุตสาหกรรมในอนาคต แม้ว่าตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจจะได้รับการรายงานโดยกระทรวงพลังงานแล้ว แต่รายละเอียดการดำเนินการระยะยาวของข้อตกลงทวิภาคีเหล่านี้และผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานในท้องถิ่นหรือความเสถียรของสาธารณูปโภคยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:57 UTC

ไทยผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นในงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ที่จีน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นในงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ที่จีน

กระทรวงพาณิชย์นำผู้ประกอบการไทย 109 รายเข้าร่วมงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ที่นครหนานหนิง เพื่อจัดแสดงสินค้าไทยและเจรจาลดขั้นตอนกฎระเบียบด้านสินค้าสุขภาพ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นในงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ที่จีน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นในงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ที่จีน

กระทรวงพาณิชย์นำผู้ประกอบการไทย 109 รายเข้าร่วมงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ที่นครหนานหนิง เพื่อจัดแสดงสินค้าไทยและเจรจาลดขั้นตอนกฎระเบียบด้านสินค้าสุขภาพ

กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตัวโครงการส่งเสริมการค้าครั้งสำคัญ โดยนำคณะผู้ประกอบการไทย 109 รายเข้าร่วมงาน China-ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 23 ซึ่งจัดขึ้นที่นครหนานหนิง ประเทศจีน ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ศาลาไทยได้จัดแสดงสินค้าที่หลากหลาย รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม สินค้าแฟชั่น และของตกแต่งบ้าน

นอกเหนือจากการส่งเสริมสินค้าแล้ว กระทรวงฯ ยังใช้เวทีนี้ในการหารือระดับสูงกับเจ้าหน้าที่จากเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยมีเป้าหมายหลักคือการขอให้มีการลดขั้นตอนการจดทะเบียนและลดข้อกำหนดด้านกฎระเบียบสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามของไทยที่จะเข้าสู่ตลาดจีน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของไทยในการเสริมสร้างเศรษฐกิจการส่งออกและปรับปรุงการเข้าถึงตลาดสำหรับแบรนด์ท้องถิ่น แม้ว่างานนิทรรศการจะเป็นเวทีสำคัญในการจัดแสดงสินค้าไทย แต่ผลลัพธ์ของการเจรจาเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าการหารือเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในกระบวนการนำเข้าสินค้าสุขภาพของไทยไปยังจีนหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อความพร้อมจำหน่ายและราคาของสินค้าเหล่านี้ในอนาคต โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำเร็จของการเจรจาการค้าครั้งนี้หลังจากงานสิ้นสุดลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:58 UTC

ข้าวไทยครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในออสเตรเลีย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้าวไทยครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในออสเตรเลีย

ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย โดยครองส่วนแบ่งตลาด 34% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเครือข่ายร้านอาหารไทยที่แข็งแกร่งและเทรนด์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้าวไทยครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในออสเตรเลีย

แหล่งข่าวเดียว
ข้าวไทยครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในออสเตรเลีย

ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย โดยครองส่วนแบ่งตลาด 34% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเครือข่ายร้านอาหารไทยที่แข็งแกร่งและเทรนด์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ ประเทศไทยได้ตอกย้ำตำแหน่งแหล่งนำเข้าข้าวอันดับ 1 ของออสเตรเลีย โดยปัจจุบันข้าวไทยมีสัดส่วนประมาณ 34% ของปริมาณการนำเข้ารวมต่อปี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 240,000 ตัน

เจ้าหน้าที่จากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่าความสำเร็จนี้มาจากปัจจัยสำคัญหลายประการ การมีร้านอาหารไทยกว่า 3,500 แห่งทั่วออสเตรเลียทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการที่สำคัญ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังได้รับประโยชน์จากฐานผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มชุมชนชาวเอเชีย และการเปลี่ยนแปลงของตลาดในวงกว้างไปสู่ทางเลือกด้านอาหารที่คำนึงถึงสุขภาพ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในออสเตรเลีย การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงความพร้อมและความนิยมอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์อาหารไทยแท้ ขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังมองหาโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากกระแสนี้โดยการส่งเสริมพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพเพิ่มเติม แม้ว่าส่วนแบ่งการตลาดในปัจจุบันจะแข็งแกร่ง แต่ยังคงต้องติดตามว่านโยบายการค้าในอนาคตหรือการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานโลกอาจส่งผลกระทบต่อตัวเลขเหล่านี้อย่างไร กรมการค้าต่างประเทศยังคงติดตามแนวโน้มเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าข้าวไทยจะยังคงรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดออสเตรเลียต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:58 UTC

กบข. ส่งเงินสำรองส่วนเกิน 1.789 พันล้านบาทคืนคลังเป็นครั้งแรก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กบข. ส่งเงินสำรองส่วนเกิน 1.789 พันล้านบาทคืนคลังเป็นครั้งแรก

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้นำส่งเงินสำรองส่วนเกินจำนวน 1.789 พันล้านบาทคืนให้แก่กระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินการดังกล่าว

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กบข. ส่งเงินสำรองส่วนเกิน 1.789 พันล้านบาทคืนคลังเป็นครั้งแรก

แหล่งข่าวเดียว
กบข. ส่งเงินสำรองส่วนเกิน 1.789 พันล้านบาทคืนคลังเป็นครั้งแรก

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้นำส่งเงินสำรองส่วนเกินจำนวน 1.789 พันล้านบาทคืนให้แก่กระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินการดังกล่าว

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้ดำเนินการนำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองส่วนเกินจำนวน 1.789 พันล้านบาทคืนให้แก่กระทรวงการคลังของไทย การดำเนินการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองทุนมีการสะสมเงินสำรองเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 3 เท่าของจำนวนที่จำเป็น

สำหรับประชาชนและผู้ที่ติดตามสถานะทางการคลังของไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ กบข. ได้ส่งคืนเงินส่วนเกินเข้าสู่คลังหลวง ทั้งนี้ กบข. ได้ย้ำว่าการโอนเงินครั้งนี้จำกัดเฉพาะเงินสำรองส่วนเกินเท่านั้น และจะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินออมหรือสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคลของสมาชิก กองทุนยืนยันว่าภารกิจหลักในการบริหารจัดการเงินสะสมของสมาชิกยังคงมีความมั่นคงและไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนทางการคลังในครั้งนี้

แม้ว่าการโอนเงินดังกล่าวจะได้รับการยืนยันว่าเป็นมาตรการเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบทางการเงินว่าด้วยเกณฑ์เงินสำรอง แต่ผู้สังเกตการณ์อาจมองว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานล่าสุดของกองทุนในการบริหารพอร์ตการลงทุน ทั้งนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่ากระทรวงการคลังจะจัดสรรเงินที่ได้รับคืนนี้อย่างไร และยังไม่มีข้อบ่งชี้ถึงการโอนเงินในลักษณะนี้ในอนาคต สถานการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องของการบริหารจัดการทางการคลังภายใน และขอให้สมาชิกติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก กบข. เพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับบัญชีส่วนบุคคลของตนต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:16 UTC

ธนาคารกรุงไทยแจ้งปิดปรับปรุงระบบ Krungthai NEXT ชั่วคราว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารกรุงไทยแจ้งปิดปรับปรุงระบบ Krungthai NEXT ชั่วคราว

ธนาคารกรุงไทยประกาศช่วงเวลาปิดปรับปรุงระบบธนาคารดิจิทัล Krungthai NEXT ชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบริการบางรายการ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารกรุงไทยแจ้งปิดปรับปรุงระบบ Krungthai NEXT ชั่วคราว

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารกรุงไทยแจ้งปิดปรับปรุงระบบ Krungthai NEXT ชั่วคราว

ธนาคารกรุงไทยประกาศช่วงเวลาปิดปรับปรุงระบบธนาคารดิจิทัล Krungthai NEXT ชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบริการบางรายการ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ธนาคารกรุงไทยได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการปิดปรับปรุงระบบแอปพลิเคชันธนาคารดิจิทัล Krungthai NEXT ชั่วคราว

ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ใช้งานจะไม่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันสำคัญบางประการได้ โดยธนาคารระบุว่าบริการเติมเงินเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัล 'เป๋าตัง' จะไม่สามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ บริการถอนเงินสดแบบไม่ใช้บัตร (Cardless ATM) ซึ่งต้องอาศัยการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน จะถูกระงับไว้ชั่วคราวในระหว่างการปรับปรุงระบบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ใช้บริการ Krungthai NEXT ในการทำธุรกรรมทางการเงินในชีวิตประจำวัน การหยุดให้บริการนี้อาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกได้ ผู้ที่วางแผนจะใช้กระเป๋าเงินเป๋าตังสำหรับบริการภาครัฐหรือการชำระเงินในท้องถิ่นควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เติมเงินไว้ล่วงหน้าแล้ว ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่มักใช้แอปพลิเคชันเพื่อถอนเงินสดควรพกบัตรเดบิตหรือเตรียมวิธีการชำระเงินทางเลือกอื่นไว้ เพื่อป้องกันปัญหาการไม่มีเงินสดใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว

แม้ว่าธนาคารจะแจ้งถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบเพื่อเพิ่มเสถียรภาพ แต่ในประกาศเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาที่แน่นอนของการปิดปรับปรุง หรือเวลาที่ระบบจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ผู้ใช้งานควรติดตามข้อมูลอัปเดตผ่านช่องทางที่เป็นทางการของธนาคารกรุงไทย เพื่อยืนยันสถานะการใช้งานของระบบอีกครั้ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:16 UTC

SAM เปิดโครงการช่วยลดภาระหนี้สำหรับชาวฝั่งธนบุรีและนนทบุรี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

SAM เปิดโครงการช่วยลดภาระหนี้สำหรับชาวฝั่งธนบุรีและนนทบุรี

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่ศาลแพ่งตลิ่งชันในวันที่ 19-20 กันยายน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีหนี้เสียรายย่อย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

SAM เปิดโครงการช่วยลดภาระหนี้สำหรับชาวฝั่งธนบุรีและนนทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
SAM เปิดโครงการช่วยลดภาระหนี้สำหรับชาวฝั่งธนบุรีและนนทบุรี

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่ศาลแพ่งตลิ่งชันในวันที่ 19-20 กันยายน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีหนี้เสียรายย่อย

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ได้ร่วมมือกับศาลแพ่งตลิ่งชันจัดกิจกรรม "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ครั้งที่ 3 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนประชาชนในพื้นที่ฝั่งธนบุรีและจังหวัดนนทบุรีที่กำลังประสบปัญหาหนี้เสียต่ำกว่า 100,000 บาท

กิจกรรมนี้มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19-20 กันยายน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถเจรจาลดเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยได้ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนในภูมิภาค สำหรับผู้อยู่อาศัยหรือชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวและมีภาระทางการเงินในท้องถิ่น กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นช่องทางที่เป็นระบบในการเจรจาเงื่อนไขโดยตรงกับตัวแทนบริหารสินทรัพย์

แม้ว่ากิจกรรมนี้จะเป็นช่องทางในการปรับโครงสร้างหนี้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าการเข้าร่วมขึ้นอยู่กับเกณฑ์คุณสมบัติเฉพาะที่กำหนดโดย SAM และศาล ผู้ที่สนใจควรตรวจสอบเอกสารที่จำเป็นและสถานะหนี้ของตนเองก่อนเข้าร่วมงาน เนื่องจากเป็นกิจกรรมเฉพาะพื้นที่ ผู้ที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลตลิ่งชันควรตรวจสอบว่ามีโครงการที่คล้ายคลึงกันในพื้นที่ของตนหรือไม่ ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของหนี้ที่ครอบคลุมและเอกสารที่ต้องใช้ในการเจรจาหน้างานยังคงต้องรอการยืนยันจากผู้จัดงานต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:56 UTC