ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
วัฒนธรรม งาน ICONIC Craft Coffee Expo ปลุกกระแสวงการกาแฟไทยให้คึกคัก ✦
ความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมหนักตัดขาดหลายพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ✦
การขนส่ง เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ ✦
การท่องเที่ยว ททท. เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' กระตุ้นการท่องเที่ยวจีน ✦
เทคโนโลยี อินฟินีออนเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในสมุทรปราการ ✦
ความปลอดภัย กลุ่มเซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมใน 4 สาขา ✦
การขนส่ง การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนขบวนรถนอน ✦
ความปลอดภัย เซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถ 4 สาขา ช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วม ✦
เทคโนโลยี กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ เขตห้วยขวาง ✦
วัฒนธรรม

งาน ICONIC Craft Coffee Expo ปลุกกระแสวงการกาแฟไทยให้คึกคัก

แหล่งข่าวเดียว
งาน ICONIC Craft Coffee Expo ปลุกกระแสวงการกาแฟไทยให้คึกคัก

งาน ICONIC Craft Coffee Expo ที่ไอคอนสยามรายงานยอดขายและจำนวนผู้เข้าชมที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ตอกย้ำความนิยมที่เพิ่มขึ้นของวัฒนธรรมกาแฟพิเศษในประเทศไทย

จากรายงานของมติชนออนไลน์ งาน 'ICONIC Craft Coffee Expo' ที่จัดขึ้น ณ ไอคอนสยาม ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยทำหน้าที่เป็นจุดรวมพลังสำคัญสำหรับชุมชนคนรักกาแฟในท้องถิ่น ผู้จัดงานรายงานว่ายอดขายเพิ่มขึ้น 30% และมีจำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อประสบการณ์กาแฟพิเศษในกรุงเทพฯ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความมีชีวิตชีวาของวงการกาแฟในประเทศไทยที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไอคอนสยามซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยายังคงวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์และเทรนด์อาหาร ความสำเร็จของงานแสดงสินค้าครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากาแฟคราฟต์กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งสำหรับการค้าในท้องถิ่นและการดึงดูดนักท่องเที่ยวในเมืองหลวง

แม้ตัวเลขที่รายงานจะบ่งชี้ถึงการตอบรับที่ดีจากสาธารณชน แต่ผลกระทบในระยะยาวต่ออุตสาหกรรมกาแฟในภาพรวมนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป ยังไม่มีการยืนยันว่างานแสดงสินค้านี้จะกลายเป็นกิจกรรมประจำปีหรือจะมีการขยายงานในลักษณะเดียวกันไปยังสถานที่อื่นๆ หรือไม่ ผู้ที่สนใจวัฒนธรรมกาแฟในท้องถิ่นควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากไอคอนสยามสำหรับนิทรรศการไลฟ์สไตล์และการรวมตัวของชุมชนในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ความปลอดภัย

กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

รัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้กระทรวงคมนาคมดำเนินมาตรการรับมือน้ำท่วมอย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยในการเดินทางทั่วประเทศ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้กระทรวงคมนาคมปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้น โดยคำสั่งดังกล่าวเน้นย้ำให้มีการเฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้สัญจรและนักท่องเที่ยว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย คำสั่งนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายการขนส่งทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำในช่วงฤดูฝน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับมอบหมายให้ระบุพื้นที่เสี่ยงภัยและตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่ากระทรวงจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคม แต่นักท่องเที่ยวควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตารางการเดินทางหรือการสัญจรบนท้องถนน

ในขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจังหวัดหรือเส้นทางคมนาคมใดที่อยู่ในระดับเฝ้าระวังสูงสุด นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานท้องถิ่นก่อนออกเดินทางไกล ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อบริการขนส่งสาธารณะอย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและความสามารถในการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมหนักตัดขาดหลายพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมหนักตัดขาดหลายพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่งผลให้หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ระบบสื่อสารขัดข้อง และพื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายอย่างหนัก

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมทางหลวงหมายเลข 3076 ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ สถานการณ์ในขณะนี้อยู่ในระดับวิกฤต โดยชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่หนักที่สุดในรอบ 50 ปี

หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและกลายเป็นเกาะเนื่องจากเส้นทางคมนาคมถูกน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ระบบโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตไม่สามารถใช้งานได้ พื้นที่สวนเกษตรกรรมจมอยู่ใต้น้ำ และสัตว์เศรษฐกิจ เช่น วัวและควาย หลายร้อยตัวยังคงติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม

นายบุญนาค พรพจน์ธนมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองตะเกรา กำลังควบคุมการปฏิบัติงานช่วยเหลือด้วยตนเอง เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ทางการจึงต้องใช้เรือท้องแบนและรถยนต์ขนาดใหญ่ในการเร่งอพยพกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็ก โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่สำนักงาน อบต.คลองตะเกรา

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานยังคงได้รับความเสียหายและระบบสื่อสารยังไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ แม้ว่าการช่วยเหลือจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสียหายต่อทรัพย์สินและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

การขนส่ง

เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

แหล่งข่าวเดียว
เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

หัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนชนเข้ากับรถไฟตู้นอน CNR ที่จอดนิ่งอยู่ในย่านบางซื่อ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2026 เกิดอุบัติเหตุทางรางในพื้นที่ย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเกี่ยวข้องกับหัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนและรถไฟตู้นอน CNR ตามรายงานจาก Khaosod English ระบุว่าหัวรถจักรดังกล่าวได้พุ่งชนเข้ากับขบวนรถไฟตู้นอนที่จอดนิ่งอยู่ ส่งผลให้รถไฟทั้งสองขบวนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ชนกันในครั้งนี้

ทางการยืนยันว่ามีพนักงานรถไฟได้รับบาดเจ็บหนึ่งรายในระหว่างการปะทะ ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บหรือสาเหตุที่แน่ชัดของความผิดพลาดในการสับเปลี่ยนขบวนในขณะนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการเดินรถไฟที่ผ่านศูนย์กลางบางซื่อ แม้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลกระทบต่อเส้นทางเดินรถตามตารางเวลา แต่ขอแนะนำให้ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความล่าช้าหรือการปรับเปลี่ยนการให้บริการ

ขณะนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเหตุการณ์ชนกันดังกล่าวจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการให้บริการของขบวนรถที่ได้รับความเสียหายอย่างไร และเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชั่วคราวในตารางเดินรถท้องถิ่นหรือไม่ การสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดของการปฏิบัติงานสับเปลี่ยนขบวนยังคงดำเนินอยู่ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเดินทางของท่าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:45 UTC

การท่องเที่ยว

ททท. เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' กระตุ้นการท่องเที่ยวจีน

แหล่งข่าวเดียว
ททท. เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' กระตุ้นการท่องเที่ยวจีน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชิญ 31 อินฟลูเอนเซอร์จีนมาโปรโมตประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย เพื่อรักษาแรงส่งด้านการท่องเที่ยวต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีนปี 2570

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' อย่างเป็นทางการ โดยต้อนรับ 31 อินฟลูเอนเซอร์ (KOLs) ชื่อดังจากจีนเพื่อให้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยด้วยตนเอง โครงการนี้เปิดตัวในงาน 'Amazing Thailand Mid-Autumn Celebration 2026' ณ One Bangkok โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน

ตามรายงานของ Khaosod Online โครงการนี้มุ่งเน้นการใช้คอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยสู่สายตาชาวจีน โดยการแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางส่วนตัว คาดว่าเหล่าครีเอเตอร์เหล่านี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางและกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมภายใต้แนวคิด 'จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน'

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย แคมเปญนี้แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในตลาดจีน ซึ่งอาจนำไปสู่กิจกรรมส่งเสริมการขายและงานอีเวนต์ต่างๆ ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 จนถึงเทศกาลตรุษจีนปี 2570 แม้ว่าแคมเปญนี้จะออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความสนใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวหรือนโยบายวีซ่ายังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ ททท. ยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือทางดิจิทัลเหล่านี้ในการรักษาความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

เทคโนโลยี

อินฟินีออนเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในสมุทรปราการ

แหล่งข่าวเดียว
อินฟินีออนเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในสมุทรปราการ

อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ ผู้ผลิตชิปจากเยอรมนี เตรียมเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาทในประเทศไทย วันที่ 1 ตุลาคม 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ ผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี มีกำหนดเปิดโรงงานผลิตแห่งใหม่อย่างเป็นทางการในจังหวัดสมุทรปราการ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญมูลค่ากว่า 48,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปสู่การผลิตชิปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

โรงงานแห่งใหม่นี้จะเป็นฐานการผลิต Power Module แห่งที่ 3 ของอินฟินีออนต่อจากเยอรมนีและจีน ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน และดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากส่วนการผลิตแล้ว โรงงานแห่งนี้ยังรวมถึงการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์วิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่แห่งแรกของบริษัทในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ติดตามอุตสาหกรรม การพัฒนานี้แสดงถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาค คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เน้นย้ำว่าโครงการนี้รวมถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยตั้งเป้าการใช้วัตถุดิบในประเทศไว้ที่ 60% นอกจากนี้ ข้อตกลงยังกำหนดให้มีการพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน

แม้ว่าพิธีเปิดจะได้รับการยืนยันสำหรับวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อการจ้างงานในท้องถิ่นและกำหนดการที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานเต็มรูปแบบของศูนย์วิจัยนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

ความปลอดภัย

กลุ่มเซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมใน 4 สาขา

แหล่งข่าวเดียว
กลุ่มเซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมใน 4 สาขา

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลในอยุธยา โคราช ชลบุรี และศรีราชา เปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวในการปกป้องยานพาหนะจากสถานการณ์น้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กลุ่มเซ็นทรัลได้ประกาศเปิดพื้นที่จอดรถที่กำหนดไว้ในศูนย์การค้า 4 แห่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดหาสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าของรถในการนำรถไปจอดให้พ้นจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

สาขาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ เซ็นทรัล อยุธยา, เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล ชลบุรี และเซ็นทรัล ศรีราชา โดยบริการนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ มาตรการนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับยานพาหนะจากน้ำท่วม

แม้ว่าจะมีพื้นที่จอดรถให้บริการ แต่รายงานระบุว่าผู้ที่สนใจใช้บริการควรตรวจสอบขั้นตอนและข้อกำหนดเฉพาะสำหรับการเข้าใช้ในแต่ละสาขา ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับความจุที่แน่นอนของพื้นที่จอดรถและระยะเวลาในการให้บริการยังไม่ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจน ผู้ที่วางแผนจะใช้บริการดังกล่าวควรติดต่อสอบถามข้อมูลล่าสุดโดยตรงกับศูนย์การค้าแต่ละแห่ง เพื่อให้แน่ใจว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียนยานพาหนะเมื่อเดินทางไปถึง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

การขนส่ง

การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนขบวนรถนอน

แหล่งข่าวเดียว
การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนขบวนรถนอน

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนกับขบวนรถนอน โดยยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินรถตามปกติ

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการหลังจากเกิดเหตุรถจักรเฉี่ยวชนกับขบวนรถนอน ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการสับเปลี่ยนขบวนหรือการเคลื่อนย้ายรถ ส่งผลให้เกิดการเฉี่ยวชนกันเล็กน้อยระหว่างรถทั้งสองขบวน

เจ้าหน้าที่การรถไฟยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่ส่งผลกระทบต่อตารางการเดินรถทั่วประเทศ เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว การรถไฟฯ ได้ออกคำสั่งกำชับให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความท้าทายด้านการบำรุงรักษาและการปฏิบัติงานภายในเครือข่ายรถไฟ แม้ว่าการรถไฟฯ จะยืนยันว่าการให้บริการยังคงมีความเสถียรและปลอดภัย แต่ปัจจัยทางเทคนิคหรือความผิดพลาดจากบุคคลที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้ การรถไฟฯ ยังไม่ได้เปิดเผยกำหนดการที่ชัดเจนว่าจะมีการเผยแพร่รายงานการสอบสวนฉบับสมบูรณ์เมื่อใด ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการรถไฟฯ เพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดต แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการรายงานการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในการเดินรถก็ตาม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ความปลอดภัย

เซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถ 4 สาขา ช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
เซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถ 4 สาขา ช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วม

เซ็นทรัลพัฒนาเปิดพื้นที่จอดรถในศูนย์การค้า 4 แห่ง เพื่อเป็นจุดจอดรถสำรองสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเปิดพื้นที่จอดรถภายในศูนย์การค้า 4 แห่ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนสามารถนำรถยนต์มาจอดในพื้นที่ปลอดภัยและห่างไกลจากจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วม

ศูนย์การค้าที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ เซ็นทรัล อยุธยา, เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล ชลบุรี และเซ็นทรัล ศรีราชา โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Khaosod Online ได้มีการจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับโครงการนี้ เช่น อาคารจอดรถชั้น 1.5 ที่เซ็นทรัล อยุธยา และอาคารจอดรถ Parking B ชั้น 2.5 ที่เซ็นทรัล โคราช

สำหรับประชาชนที่ต้องการใช้บริการจำเป็นต้องลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ ณ จุดรับฝากรถ โดยต้องเตรียมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาคู่มือรถมาแสดง หากมานอกเวลาทำการ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าศูนย์การค้าเพื่อขอลงทะเบียนได้

ทั้งนี้ บริษัทได้ระบุเงื่อนไขว่าพื้นที่จอดรถจำกัดเฉพาะจุดที่กำหนดไว้เท่านั้น และทางศูนย์การค้าจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นกับรถที่นำมาฝากภายใต้โครงการนี้ ประชาชนควรติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือตรวจสอบความพร้อมของพื้นที่กับทางศูนย์การค้าโดยตรงก่อนเดินทาง เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในแต่ละพื้นที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

เทคโนโลยี

กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ เขตห้วยขวาง

แหล่งข่าวเดียว
กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ เขตห้วยขวาง

กรมควบคุมมลพิษของไทยได้ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ในกรุงเทพฯ โดยยืนยันว่าการระบายน้ำทิ้งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ประกาศผลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ (Telehouse) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร การตรวจสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชิงรุกเพื่อติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ภายในเมือง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ เจ้าหน้าที่ได้มุ่งเน้นไปที่ระบบจัดการน้ำทิ้งของสถานที่ดังกล่าวเป็นพิเศษ โดยกรมควบคุมมลพิษยืนยันว่าน้ำที่ระบายออกจากพื้นที่ไม่มีร่องรอยของการปนเปื้อนน้ำมันและยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนในพื้นที่เขตห้วยขวาง การตรวจสอบนี้ถือเป็นการสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในการดำเนินงานของศูนย์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในเมืองหลวง ท่าทีเชิงรุกของกรมควบคุมมลพิษบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยีจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

แม้ว่าผลการตรวจสอบในปัจจุบันจะระบุว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่รายงานไม่ได้ระบุว่าการตรวจสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของตารางการตรวจสอบประจำสำหรับศูนย์ข้อมูลทั้งหมดในภูมิภาคหรือไม่ หรือมีการวางแผนที่จะติดตามตรวจสอบสถานที่อื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้หรือไม่ ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่ของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:15 UTC

รัฐบาลไทยยืนยันไม่นำความร่วมมือทางทหารมาแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยยืนยันไม่นำความร่วมมือทางทหารมาแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

รัฐบาลไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่าไทยมีความตั้งใจที่จะใช้ความร่วมมือทางทหารเป็นเครื่องมือต่อรองในการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยยืนยันไม่นำความร่วมมือทางทหารมาแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยยืนยันไม่นำความร่วมมือทางทหารมาแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

รัฐบาลไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่าไทยมีความตั้งใจที่จะใช้ความร่วมมือทางทหารเป็นเครื่องมือต่อรองในการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 รัฐบาลไทยได้ออกคำชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศบางแห่งที่ระบุว่าไทยอาจนำความร่วมมือทางทหารมาใช้เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงื่อนไขทางการค้าที่เอื้อประโยชน์กับสหรัฐอเมริกา โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารายงานดังกล่าวไม่เป็นความจริง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลไทยยึดถือแนวทางในการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลักในการเจรจาระหว่างประเทศทุกครั้ง รัฐบาลเน้นย้ำว่าความร่วมมือทางทหารและข้อตกลงทางการค้าถือเป็นนโยบายที่แยกออกจากกัน และไม่มีเจตนาที่จะนำเรื่องหนึ่งมาแลกเปลี่ยนกับอีกเรื่องหนึ่ง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย คำชี้แจงนี้ช่วยรักษาเสถียรภาพในความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการยอมลดทอนอธิปไตยหรือความมั่นคงของชาติเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

แม้รัฐบาลจะแสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการเช่นนี้ แต่บริบทของการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเด็นที่นานาชาติติดตามอย่างใกล้ชิด ผู้สังเกตการณ์จะยังคงติดตามความคืบหน้าของการเจรจาทวิภาคีเหล่านี้ต่อไป เนื่องจากรายละเอียดเฉพาะของข้อตกลงทางการค้าในอนาคตยังไม่มีการสรุปหรือเปิดเผยต่อสาธารณะ คำแถลงของรัฐบาลถือเป็นกรอบนโยบายในปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงจากการดำเนินงานทางการทูตในอนาคตยังคงต้องติดตามต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 06:57 UTC

ตระกูลศรีวัฒนประภาเตรียมหาผู้ร่วมทุนใหม่ให้สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตระกูลศรีวัฒนประภาเตรียมหาผู้ร่วมทุนใหม่ให้สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้

ตระกูลศรีวัฒนประภาได้ว่าจ้างซิตี้กรุ๊ปเพื่อหาผู้ซื้อที่มีศักยภาพสำหรับสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ โดยมีการประเมินมูลค่าไว้ที่ประมาณ 9,900 ล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตระกูลศรีวัฒนประภาเตรียมหาผู้ร่วมทุนใหม่ให้สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้

แหล่งข่าวเดียว
ตระกูลศรีวัฒนประภาเตรียมหาผู้ร่วมทุนใหม่ให้สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้

ตระกูลศรีวัฒนประภาได้ว่าจ้างซิตี้กรุ๊ปเพื่อหาผู้ซื้อที่มีศักยภาพสำหรับสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ โดยมีการประเมินมูลค่าไว้ที่ประมาณ 9,900 ล้านบาท

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ตระกูลศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ในอังกฤษ ได้เริ่มกระบวนการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยมีรายงานว่าทางครอบครัวได้แต่งตั้งซิตี้กรุ๊ป (Citi Group) วาณิชธนกิจระดับโลก ให้จัดทำโบรชัวร์นำเสนอข้อมูลสโมสร ซึ่งเคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2016

การประเมินมูลค่าตลาดระบุว่าการขายสโมสร “จิ้งจอกสยาม” ในครั้งนี้อาจมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 9,900 ล้านบาท ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโครงสร้างความเป็นเจ้าของของสโมสร ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มทุนไทยมาเป็นเวลาหลายปี

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ข่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลระดับโลกของกลุ่มธุรกิจไทยในวงการกีฬาระหว่างประเทศ แม้ว่าสโมสรจะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยจำนวนมาก แต่การเปลี่ยนเจ้าของอาจส่งผลต่อทิศทางในอนาคตของสโมสรและความสัมพันธ์กับรากเหง้าความเป็นไทย

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากการรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับการว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากตระกูลศรีวัฒนประภาหรือสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เกี่ยวกับข้อตกลงการขายที่เสร็จสมบูรณ์หรือเงื่อนไขเฉพาะของการทำธุรกรรมใดๆ ผู้ติดตามข่าวสารกำลังรอการอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าการเจรจาจะดำเนินต่อไปหรือไม่ หรือนี่เป็นเพียงขั้นตอนการสำรวจอนาคตทางการเงินของสโมสรเท่านั้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 06:58 UTC

ข้อกังวลเรื่องคุณภาพโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำ 'พรุคลองควาย' งบประมาณ 150 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้อกังวลเรื่องคุณภาพโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำ 'พรุคลองควาย' งบประมาณ 150 ล้านบาท

อดีต ส.ส. วัชระ เพชรทอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำพรุคลองควายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยตั้งข้อสังเกตถึงคุณภาพการก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐานและความไม่โปร่งใสของงบประมาณ 150 ล้านบาท

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้อกังวลเรื่องคุณภาพโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำ 'พรุคลองควาย' งบประมาณ 150 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลเรื่องคุณภาพโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำ 'พรุคลองควาย' งบประมาณ 150 ล้านบาท

อดีต ส.ส. วัชระ เพชรทอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำพรุคลองควายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยตั้งข้อสังเกตถึงคุณภาพการก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐานและความไม่โปร่งใสของงบประมาณ 150 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 อดีต ส.ส. วัชระ เพชรทอง ได้นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำพรุคลองควาย จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังจากสมาชิกสภาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีจำนวน 12 คน ไม่เห็นชอบในการรับมอบงานก่อสร้าง เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพและความคุ้มค่าของโครงการ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่ามีการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานหลายจุด รวมถึงรอยแตกระหว่างแผ่นคอนกรีตที่มีการนำโฟมมาอุดแทนที่จะใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม นายวัชระและนายกิตติชัย ตัวแทนในพื้นที่ได้แสดงความกังวลว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ 150 ล้านบาทที่จ่ายไป นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังขาดอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น ราวกันตก ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่มาเล่นบริเวณริมน้ำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่ การขาดแคลนรั้วกั้นความปลอดภัยที่เหมาะสมถือเป็นข้อกังวลสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสาธารณะ นายวัชระ เพชรทอง ระบุว่าจะนำเรื่องนี้เสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป ในขณะนี้ สถานะอย่างเป็นทางการของโครงการยังคงเป็นข้อพิพาท และยังไม่มีความชัดเจนว่าการก่อสร้างจะได้รับการซ่อมแซมหรือจะมีการดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 05:57 UTC

ค่าไฟฟ้าในไทยเตรียมปรับลดลงในเดือนกันยายน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ค่าไฟฟ้าในไทยเตรียมปรับลดลงในเดือนกันยายน

ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยจะปรับลดลง 6 สตางค์ต่อหน่วย เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 3.89 บาทต่อหน่วย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ค่าไฟฟ้าในไทยเตรียมปรับลดลงในเดือนกันยายน

แหล่งข่าวเดียว
ค่าไฟฟ้าในไทยเตรียมปรับลดลงในเดือนกันยายน

ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยจะปรับลดลง 6 สตางค์ต่อหน่วย เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 3.89 บาทต่อหน่วย

ตามรายงานจาก Matichon Online ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยจะมีการปรับลดลงเล็กน้อยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 โดยอัตราค่าไฟฟ้าจะลดลง 6 สตางค์ ส่งผลให้ราคาใหม่เหลืออยู่ที่ 3.89 บาทต่อหน่วย

การปรับเปลี่ยนนี้เป็นผลมาจากการตัดค่าไฟฟ้าส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าทางออกออกจากการคำนวณ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการลดค่าใช้จ่ายรายเดือนลงเล็กน้อย แม้ว่าการลดลงจะไม่มากนัก แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ในขณะนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะนี้จะมีผลบังคับใช้นานเท่าใด หรือจะมีการปรับโครงสร้างอัตราค่าพลังงานเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้เดินทางและผู้อยู่อาศัยตรวจสอบใบแจ้งหนี้ค่าสาธารณูปโภคอย่างใกล้ชิดเมื่อรอบการเรียกเก็บเงินใหม่เริ่มขึ้นในเดือนกันยายน เพื่อดูผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการบริโภคส่วนบุคคลของแต่ละท่าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 05:55 UTC

กกร. ชื่นชมรัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบทางธุรกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กกร. ชื่นชมรัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบทางธุรกิจ

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชมรัฐบาลไทยสำหรับความคืบหน้าในการขจัดอุปสรรคทางธุรกิจ พร้อมระบุ 11 ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการให้มีการปฏิรูปเพิ่มเติม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กกร. ชื่นชมรัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบทางธุรกิจ

แหล่งข่าวเดียว
กกร. ชื่นชมรัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบทางธุรกิจ

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชมรัฐบาลไทยสำหรับความคืบหน้าในการขจัดอุปสรรคทางธุรกิจ พร้อมระบุ 11 ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการให้มีการปฏิรูปเพิ่มเติม

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อชื่นชมรัฐบาลไทยสำหรับความพยายามล่าสุดในการลดกฎระเบียบในภาคธุรกิจ โดยคณะกรรมการระบุว่ารัฐบาลได้ตอบสนองต่อข้อเสนอของภาคเอกชนที่มุ่งเน้นการลดอุปสรรคทางราชการ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาโดยตลอด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนไปสู่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การบริการที่ดีขึ้นและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่คึกคักยิ่งขึ้น กรอบกฎระเบียบที่คล่องตัวมักจะช่วยให้การทำธุรกิจมีความสะดวกง่ายดายขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าหรือการลงทุนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการตอบรับในเชิงบวก แต่ กกร. ได้ระบุประเด็นเฉพาะ 11 เรื่องที่ถือว่ามีความเร่งด่วนและต้องการความสนใจเพิ่มเติมจากรัฐบาล แม้คณะกรรมการจะแสดงความพึงพอใจต่อแนวทางในปัจจุบัน แต่รายละเอียดที่ชัดเจนของประเด็นเร่งด่วนทั้ง 11 เรื่องและกรอบเวลาที่รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่าอุปสรรคทางกฎระเบียบที่เหลืออยู่จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วเพียงใด และรัฐบาลจะสามารถรักษาจังหวะการปฏิรูปในปัจจุบันไว้ได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 04:16 UTC

บล.กสิกรไทย คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ PTT แข็งแกร่ง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บล.กสิกรไทย คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ PTT แข็งแกร่ง

บล.กสิกรไทย คาดการณ์กำไรไตรมาส 2 ของ PTT แตะ 4 หมื่นล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจสำรวจและผลิต

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บล.กสิกรไทย คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ PTT แข็งแกร่ง

แหล่งข่าวเดียว
บล.กสิกรไทย คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ PTT แข็งแกร่ง

บล.กสิกรไทย คาดการณ์กำไรไตรมาส 2 ของ PTT แตะ 4 หมื่นล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจสำรวจและผลิต

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ บล.กสิกรไทย ได้เผยแพร่แนวโน้มเชิงบวกสำหรับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยประเมินกำไรไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ไว้ที่ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 56% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นักวิเคราะห์ระบุว่าผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากความแข็งแกร่งของธุรกิจสำรวจและผลิต (E&P) รวมถึงการเติบโตของบริษัทในเครือ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย การคาดการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาแห่งเสถียรภาพทางการเงินของผู้ให้บริการพลังงานรายใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ บล.กสิกรไทย ยังคาดการณ์ว่า ปตท. จะประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 1.10 บาทต่อหุ้นสำหรับครึ่งปีแรก

แม้ว่าการคาดการณ์เหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงินที่มั่นคงของยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินจากบริษัทหลักทรัพย์เท่านั้น ผลประกอบการทางการเงินที่แท้จริงและการจ่ายเงินปันผลขั้นสุดท้ายยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการของ ปตท. และการเปิดเผยงบการเงินรายไตรมาสที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรพิจารณาตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงความคาดหวังของตลาด ไม่ใช่การดำเนินการของบริษัทที่สรุปผลแล้ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 06:59 UTC

ไทยวางแผนใช้ความสัมพันธ์ทางทหารเป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยวางแผนใช้ความสัมพันธ์ทางทหารเป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้า

ไทยวางแผนที่จะใช้ความร่วมมือทางทหารที่มีมายาวนานกับสหรัฐฯ เพื่อรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยวางแผนใช้ความสัมพันธ์ทางทหารเป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้า

แหล่งข่าวเดียว
ไทยวางแผนใช้ความสัมพันธ์ทางทหารเป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้า

ไทยวางแผนที่จะใช้ความร่วมมือทางทหารที่มีมายาวนานกับสหรัฐฯ เพื่อรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

ตามรายงานของ Prachachat Business ซึ่งอ้างอิงจาก Bloomberg รัฐบาลไทยกำลังพัฒนาแผนกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความท้าทายทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นจากสหรัฐอเมริกา ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการกำแพงภาษีที่สูงขึ้น เจ้าหน้าที่ไทยกำลังพยายามใช้ความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับวอชิงตัน รวมถึงการซ้อมรบร่วมคอบบร้าโกลด์ประจำปี มาเป็นเครื่องมือทางการทูตในการเจรจาการค้าที่กำลังจะมาถึง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงท่าทีเชิงรุกของไทยในการปกป้องเศรษฐกิจจากแรงกดดันทางการค้าภายนอก แม้ว่าการขึ้นภาษีอาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้าหรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่ารายงานเหล่านี้อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง และรายละเอียดเฉพาะเจาะจงว่าความสัมพันธ์ทางทหารเหล่านี้จะถูกนำไปรวมอยู่ในการเจรจาการค้าอย่างไรนั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทย ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อทำความเข้าใจว่าการดำเนินงานทางการทูตเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 06:59 UTC

จากความกลัวสู่รายได้: ความสำเร็จของเกษตรกรเมืองตรังกับการเลี้ยงผึ้งโพรง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

จากความกลัวสู่รายได้: ความสำเร็จของเกษตรกรเมืองตรังกับการเลี้ยงผึ้งโพรง

เกษตรกรวัย 65 ปีในจังหวัดตรังเปลี่ยนความกลัวในวัยเด็กให้กลายเป็นอาชีพเสริมที่ประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันดูแลรังผึ้งโพรงพื้นเมืองถึง 140 ลัง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

จากความกลัวสู่รายได้: ความสำเร็จของเกษตรกรเมืองตรังกับการเลี้ยงผึ้งโพรง

แหล่งข่าวเดียว
จากความกลัวสู่รายได้: ความสำเร็จของเกษตรกรเมืองตรังกับการเลี้ยงผึ้งโพรง

เกษตรกรวัย 65 ปีในจังหวัดตรังเปลี่ยนความกลัวในวัยเด็กให้กลายเป็นอาชีพเสริมที่ประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันดูแลรังผึ้งโพรงพื้นเมืองถึง 140 ลัง

จากรายงานของข่าวสดออนไลน์ นางปทุมชาติ ดำคง เกษตรกรวัย 65 ปี จากตำบลบางรัก อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างอาชีพเสริมจากการเลี้ยงผึ้งโพรง หรือที่ชาวใต้เรียกว่า “มิ้นโต” ซึ่งเป็นผึ้งพื้นเมืองขนาดเล็ก

เส้นทางของป้าทุมเริ่มต้นขึ้นในปี 2552 แม้จะมีประสบการณ์ถูกผึ้งต่อยจนทำให้รู้สึกหวาดกลัว แต่เธอก็ตัดสินใจเอาชนะความกลัวหลังจากได้เห็นวิธีการเลี้ยงของเกษตรกรรายอื่น เธอเริ่มต้นจากลังไม้ล่อผึ้งเพียง 3 ลัง ซึ่งมีผึ้งมาทำรังเพียงลังเดียว และใช้เวลาหลายปีในการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจากการสังเกตและสอบถามผู้รู้ ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา เธอได้ขยายจำนวนรังผึ้งจนมีถึง 140 ลัง โดยระบุว่าในช่วงเดือน 5 ซึ่งเป็นช่วงพีคของการผลิต น้ำผึ้งของเธอสามารถสร้างรายได้หลักหมื่นบาทต่อสัปดาห์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีเกษตรกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ในภาคใต้ของไทย ผึ้ง “มิ้นโต” มีขนาดเล็กกว่าผึ้งป่าและเป็นที่ต้องการเนื่องจากน้ำผึ้งมีกลิ่นหอมและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจำหน่ายทั้งแบบบรรจุขวดและรังสด แม้ความสำเร็จของฟาร์มแห่งนี้จะได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจน แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารูปแบบการเลี้ยงผึ้งแบบดั้งเดิมในระดับครัวเรือนเช่นนี้ จะส่งผลต่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือความพร้อมของผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งพื้นบ้านในภูมิภาคนี้อย่างไรในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 05:56 UTC

เคมีแมนรายงานกำไรเติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เคมีแมนรายงานกำไรเติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก

เคมีแมน (CMAN) ผู้ผลิตปูนไลม์และเคมีภัณฑ์ของไทย ประกาศกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2569 เติบโต 7.6% แม้รายได้รวมจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เคมีแมนรายงานกำไรเติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก

แหล่งข่าวเดียว
เคมีแมนรายงานกำไรเติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก

เคมีแมน (CMAN) ผู้ผลิตปูนไลม์และเคมีภัณฑ์ของไทย ประกาศกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2569 เติบโต 7.6% แม้รายได้รวมจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) หรือ CMAN ได้เปิดเผยผลประกอบการทางการเงินในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยบริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตปูนไลม์และผลิตภัณฑ์เคมีระดับโลก มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 256 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ผลการดำเนินงานนี้เกิดขึ้นแม้ว่ารายได้จากการขายและบริการรวมจะลดลง 4.6% อยู่ที่ 1,888 ล้านบาท

หม่อมหลวงจันทรจุฑา จันทรทัต ประธานกรรมการบริษัท ระบุว่าการเติบโตของกำไรมาจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นเป็น 40.1% จาก 36.6% ในปีก่อนหน้า สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 บริษัทมีรายได้ 907 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 84 ล้านบาท ซึ่งลดลง 4.5% ในไตรมาสดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ติดตามภาคอุตสาหกรรมของไทย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของบริษัทท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันเคมีแมนกำลังมุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีและดิจิทัล รวมถึงการขยายฐานตลาดเข้าสู่ภูมิภาคอินโดแปซิฟิก แม้บริษัทจะยังคงมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการขยายธุรกิจในระยะยาวอย่างไร และแนวโน้มการเติบโตของกำไรในปัจจุบันจะสามารถรักษาไว้ได้ตลอดช่วงที่เหลือของปีหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 05:57 UTC

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยเติบโตในเดือนมิถุนายน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยเติบโตในเดือนมิถุนายน

ภาคอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมียอดส่งออกเพิ่มขึ้น 15.73% ในเดือนมิถุนายน แม้ว่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ จะเริ่มลดลงก็ตาม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยเติบโตในเดือนมิถุนายน

แหล่งข่าวเดียว
การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยเติบโตในเดือนมิถุนายน

ภาคอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมียอดส่งออกเพิ่มขึ้น 15.73% ในเดือนมิถุนายน แม้ว่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ จะเริ่มลดลงก็ตาม

ตามรายงานจาก Matichon Online ภาคการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีการขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดในเดือนมิถุนายน โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 15.73% ผลการดำเนินงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการทั่วโลกที่มีต่อฝีมือช่างและวัสดุมีค่าของไทยอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุถึงการเปลี่ยนแปลงในพลวัตทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งในอดีตถือเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับสินค้าเหล่านี้ การส่งออกไปยังสหรัฐฯ เริ่มแสดงแนวโน้มที่ลดลง ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมกำลังจับตาดูผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการทางการค้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณการส่งออกไปยังภูมิภาคนั้นในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่นและตลาดค้าปลีก แม้ว่าภาคส่วนโดยรวมจะยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่การชะลอตัวของตลาดสหรัฐฯ ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามสุขภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมของไทย

ในขั้นตอนนี้ ผลกระทบระยะยาวของมาตรการมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอติดตามว่านโยบายการค้าเหล่านี้จะพัฒนาไปอย่างไร และจะนำไปสู่การลดลงอย่างต่อเนื่องของการส่งออกไปยังตลาดอเมริกา หรือจะมีตลาดต่างประเทศอื่นๆ เข้ามาทดแทนการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 05:16 UTC

การบินไทยเผยกำไรไตรมาส 2/2569 ลดลงจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การบินไทยเผยกำไรไตรมาส 2/2569 ลดลงจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น

การบินไทยประกาศกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยระบุว่าราคาเชื้อเพลิงอากาศยานที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรลดลง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การบินไทยเผยกำไรไตรมาส 2/2569 ลดลงจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
การบินไทยเผยกำไรไตรมาส 2/2569 ลดลงจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น

การบินไทยประกาศกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยระบุว่าราคาเชื้อเพลิงอากาศยานที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรลดลง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ตัวเลขดังกล่าวถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยสายการบินระบุว่าแนวโน้มขาลงนี้มีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับนักเดินทางและผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลทางการเงินนี้สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนที่ยังคงเกิดขึ้นในภาคการบิน แม้ว่าสายการบินจะยังคงให้บริการตามเส้นทางบินปกติ แต่ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงมักส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อราคาตั๋วโดยสารและความพร้อมในการให้บริการ ผู้โดยสารควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากสายการบินเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานหรือโครงสร้างราคาค่าโดยสาร

ในขณะนี้ ผลกระทบระยะยาวของต้นทุนเชื้อเพลิงเหล่านี้ต่อปีงบประมาณของสายการบินยังคงต้องติดตามต่อไป แม้ว่าผลประกอบการไตรมาสที่ 2 จะเป็นภาพสะท้อนของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าสายการบินมีแผนอย่างไรในการบรรเทาค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในช่วงที่เหลือของปี 2569 นักเดินทางควรตรวจสอบสถานะการจองของตนโดยตรงผ่านช่องทางที่เป็นทางการ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุดเกี่ยวกับแผนการเดินทางของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 05:16 UTC

CMAN เผยกำไรครึ่งปีแรก 2026 โต 7.6%
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

CMAN เผยกำไรครึ่งปีแรก 2026 โต 7.6%

สมาคมผู้ผลิตเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย (CMAN) รายงานกำไรเพิ่มขึ้น 7.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยระบุว่ามาจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

CMAN เผยกำไรครึ่งปีแรก 2026 โต 7.6%

แหล่งข่าวเดียว
CMAN เผยกำไรครึ่งปีแรก 2026 โต 7.6%

สมาคมผู้ผลิตเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย (CMAN) รายงานกำไรเพิ่มขึ้น 7.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยระบุว่ามาจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก

ตามรายงานจาก Matichon Online สมาคมผู้ผลิตเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย (CMAN) ได้ประกาศการเติบโตของกำไร 7.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยบริษัทระบุว่าผลประกอบการทางการเงินนี้มาจากกลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การเติบโตนี้เป็นสัญญาณของความมั่นคงในภาคอุตสาหกรรมเคมี ซึ่งมักใช้เป็นตัวชี้วัดสุขภาพโดยรวมของภาคการผลิต แม้ว่าปัจจุบันบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานตลาดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก แต่ผลกระทบโดยตรงต่อราคาผู้บริโภคในท้องถิ่นหรือการจ้างงานนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป

จนถึงขณะนี้ บริษัทยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาสำหรับโครงการขยายธุรกิจเหล่านี้ รวมถึงอิทธิพลที่อาจเกิดขึ้นต่อห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังจับตามองว่าแนวโน้มการเติบโตนี้จะสามารถรักษาไว้ได้ตลอดช่วงที่เหลือของปีหรือไม่ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 05:17 UTC

ธนาคารกรุงไทยฉลองครบรอบ 60 ปี มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารกรุงไทยฉลองครบรอบ 60 ปี มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน

ธนาคารกรุงไทยฉลองการดำเนินงานครบ 6 ทศวรรษ โดยเน้นย้ำบทบาทในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารกรุงไทยฉลองครบรอบ 60 ปี มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารกรุงไทยฉลองครบรอบ 60 ปี มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน

ธนาคารกรุงไทยฉลองการดำเนินงานครบ 6 ทศวรรษ โดยเน้นย้ำบทบาทในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศไทย

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ธนาคารกรุงไทยได้เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีอย่างเป็นทางการ โดยสถาบันกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับทศวรรษใหม่ของการดำเนินงาน พร้อมเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนทั่วประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำถึงสถานะที่มั่นคงของธนาคารภายในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ ในฐานะสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาครัฐ การมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์ของธนาคารกรุงไทยในการพัฒนาที่ยั่งยืนมักส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในท้องถิ่น ระบบนิเวศการชำระเงินดิจิทัล และความพร้อมของบริการทางการเงินที่สนับสนุนทั้งการค้าภายในประเทศและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

แม้ว่าธนาคารจะเปิดเผยวิสัยทัศน์สำหรับทศวรรษหน้าต่อสาธารณะแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงบริการสำหรับผู้บริโภคนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่ากลยุทธ์ "ทศวรรษใหม่" นี้จะแปลออกมาเป็นการอัปเดตที่จับต้องได้สำหรับลูกค้าธนาคารอย่างไร เช่น การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในฟีเจอร์ธนาคารดิจิทัล หรือโครงการริเริ่มใหม่ๆ ที่มุ่งสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ในขณะนี้ ธนาคารยังคงดำเนินงานตามปกติพร้อมส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวในฐานะเสาหลักของเศรษฐกิจระดับชาติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 04:59 UTC

บางกอกแอร์เวย์สเผยกำไรครึ่งปีแรก 2569 พุ่ง 16.3%
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บางกอกแอร์เวย์สเผยกำไรครึ่งปีแรก 2569 พุ่ง 16.3%

บางกอกแอร์เวย์สประกาศผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 2.43 พันล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บางกอกแอร์เวย์สเผยกำไรครึ่งปีแรก 2569 พุ่ง 16.3%

แหล่งข่าวเดียว
บางกอกแอร์เวย์สเผยกำไรครึ่งปีแรก 2569 พุ่ง 16.3%

บางกอกแอร์เวย์สประกาศผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 2.43 พันล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ สายการบินบางกอกแอร์เวย์สมีผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่งในช่วงต้นปี โดยสายการบินประกาศว่ากำไรในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แตะระดับ 2.43 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

สำหรับนักเดินทางและผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การเติบโตนี้เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญถึงความมั่นคงในการดำเนินงานของสายการบินและการฟื้นตัวของภาคการบินในภูมิภาค ในฐานะสายการบินหลักที่เชื่อมต่อจุดหมายปลายทางยอดนิยม เช่น สมุย ภูเก็ต และเชียงใหม่ ความมั่นคงทางการเงินของบางกอกแอร์เวย์สมักจะมีความสัมพันธ์กับความสม่ำเสมอของตารางบินและคุณภาพการบริการสำหรับผู้ที่เดินทางภายในประเทศ

แม้ว่าตัวเลขกำไรที่รายงานจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกต่อสถานะทางการเงินของบริษัท แต่ยังมีปัจจัยหลายประการที่ต้องรอการยืนยันเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของการเติบโตนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่ารายได้เหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาตั๋วในอนาคต การขยายเส้นทางบิน หรือการลงทุนในการปรับปรุงฝูงบินอย่างไร นอกจากนี้ สายการบินยังไม่ได้ให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจงว่าตัวแปรทางเศรษฐกิจภายนอก เช่น ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงหรือความต้องการด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค จะส่งผลต่อผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างไร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้โดยสารควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากสายการบินต่อไปเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนบริการหรือการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 04:56 UTC

ไทยผลักดันมาตรการภาษีโซเดียมและเครื่องมือวัดความเค็ม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยผลักดันมาตรการภาษีโซเดียมและเครื่องมือวัดความเค็ม

เครือข่ายลดบริโภคเค็มผลักดันมาตรการภาษีโซเดียมในสินค้าที่มีปริมาณสูงและการใช้เครื่องวัดความเค็มทั่วประเทศ หลังจากการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 24

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยผลักดันมาตรการภาษีโซเดียมและเครื่องมือวัดความเค็ม

แหล่งข่าวเดียว
ไทยผลักดันมาตรการภาษีโซเดียมและเครื่องมือวัดความเค็ม

เครือข่ายลดบริโภคเค็มผลักดันมาตรการภาษีโซเดียมในสินค้าที่มีปริมาณสูงและการใช้เครื่องวัดความเค็มทั่วประเทศ หลังจากการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 24

ในการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 24 (CDoH) เครือข่ายลดบริโภคเค็มได้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการจัดการกับข้อกังวลด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น ภายใต้สโลแกนของงาน "หวาน เค็ม เมา ควัน" องค์กรได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นสำหรับมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น โดยเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูงโดยเฉพาะ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความคิดริเริ่มนี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในภูมิทัศน์ของอาหารและเครื่องดื่ม หากมีการนำมาตรการนี้มาใช้ อาจนำไปสู่การปรับราคาอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยวที่พบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้ ทางเครือข่ายยังแสดงความเชื่อมั่นว่าอุปกรณ์วัดความเค็มหรือ "Salt Meter" อาจถูกนำมาใช้ทั่วประเทศภายใน 2-5 ปีข้างหน้า เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบปริมาณการบริโภคของตนเองได้

แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการหารือภายใต้กรอบนโยบายสุขภาพแห่งชาติ แต่ยังคงต้องยืนยันว่ารัฐบาลจะประกาศใช้ภาษีดังกล่าวอย่างเป็นทางการหรือกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการแจกจ่ายเทคโนโลยีการวัดความเค็มหรือไม่ ในขณะนี้มาตรการเหล่านี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนของการรณรงค์และวางแผน ผู้มาเยือนควรทราบว่าแม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาหรือความพร้อมจำหน่ายของอาหารในทันที แต่การสนทนาระดับชาติเกี่ยวกับสุขภาพด้านโภชนาการกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 05:00 UTC

การบินไทยเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การบินไทยเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง

การบินไทยประกาศกำไรสุทธิ 11,645 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นก็ตาม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การบินไทยเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง

แหล่งข่าวเดียว
การบินไทยเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง

การบินไทยประกาศกำไรสุทธิ 11,645 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นก็ตาม

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ การบินไทย (THAI) ได้ประกาศผลการดำเนินงานทางการเงินสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมสำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 11,645 ล้านบาท

รายได้รวมในไตรมาสที่ 2 (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 48,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การเติบโตนี้ส่วนใหญ่มาจากรายได้ผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น 20.3% หลังจากที่บริษัทได้ปรับอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมันให้สอดคล้องกับแนวโน้มราคาน้ำมันอากาศยานโลกและสภาวะการแข่งขันในตลาด

อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เพิ่มขึ้น 29.7% เป็น 44,930 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันอากาศยานเฉลี่ยถึง 104.6% อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 3,691 ล้านบาท

สำหรับนักเดินทางและผู้อยู่อาศัย ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มการดำเนินงานที่มั่นคงของสายการบินแห่งชาติ แม้ว่าความผันผวนของราคาน้ำมันโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ แม้ว่าบริษัทจะบริหารจัดการสภาพคล่องได้สำเร็จเพื่อสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืน แต่ผลกระทบจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ภายนอกที่มีต่อราคาตั๋วโดยสารและต้นทุนการดำเนินงานในอนาคตนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 04:58 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 1,250 บาท โดยทองรูปพรรณมีราคาขายออกอยู่ที่ 69,900 บาทต่อบาททองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 1,250 บาท โดยทองรูปพรรณมีราคาขายออกอยู่ที่ 69,900 บาทต่อบาททองคำ

ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำที่เผยแพร่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ณ เวลา 09.03 น. ราคาปรับเพิ่มขึ้น 1,250 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

สำหรับผู้ที่อาศัยหรือเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของตลาดโลหะมีค่าในท้องถิ่น ปัจจุบันทองรูปพรรณมีการขายออกอยู่ที่ 69,900 บาทต่อบาททองคำ แม้ว่าการพุ่งขึ้นของราคาจะสะท้อนถึงแนวโน้มของตลาดในภาพรวม แต่สิ่งสำคัญสำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนคือการติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากสมาคมค้าทองคำ เนื่องจากราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันทำการตามสภาวะตลาดโลกและความผันผวนของค่าเงิน

ในขณะนี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อการปรับตัวขึ้นของราคาในวันนี้ยังคงอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ของตลาด นักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อทองรูปพรรณหรือทองคำแท่งควรทราบว่าราคาขายปลีกอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละร้านค้า และตัวเลขปัจจุบันถือเป็นราคาอ้างอิงอย่างเป็นทางการจากสมาคมฯ ทั้งนี้ การยืนยันความยั่งยืนของระดับราคานี้จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของตลาดระหว่างประเทศในรอบถัดไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 02:37 UTC

ศุภาลัยเผยกำไรครึ่งปีแรกโต 36% พร้อมเดินหน้าเปิด 19 โครงการใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ศุภาลัยเผยกำไรครึ่งปีแรกโต 36% พร้อมเดินหน้าเปิด 19 โครงการใหม่

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ศุภาลัยประกาศกำไรสุทธิครึ่งปีแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 36% และมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 19 แห่ง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ศุภาลัยเผยกำไรครึ่งปีแรกโต 36% พร้อมเดินหน้าเปิด 19 โครงการใหม่

แหล่งข่าวเดียว
ศุภาลัยเผยกำไรครึ่งปีแรกโต 36% พร้อมเดินหน้าเปิด 19 โครงการใหม่

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ศุภาลัยประกาศกำไรสุทธิครึ่งปีแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 36% และมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 19 แห่ง

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ศุภาลัยได้เปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,049 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวมอยู่ที่ 11,081 ล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าวบริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ไปแล้ว 9 โครงการ

สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี ศุภาลัยตั้งเป้าลงทุน 22,660 ล้านบาท เพื่อเปิดตัวโครงการใหม่อีก 19 โครงการ โดยเน้นไปที่โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นหลัก ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมทั้งปีไว้ที่ 27,000 ล้านบาท และปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 15,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น บริษัทได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.55 บาทต่อหุ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการขยายตัวที่แข็งแกร่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความพร้อมของที่อยู่อาศัยและกิจกรรมการพัฒนาในพื้นที่ต่างๆ แม้ว่าบริษัทจะยืนยันผลประกอบการและการจ่ายเงินปันผลแล้ว แต่ความสำเร็จของโครงการใหม่ทั้ง 19 แห่งจะขึ้นอยู่กับอัตราการดูดซับของตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าบริษัทจะสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ประจำปีที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ ในขณะที่โครงการใหม่เหล่านี้เริ่มเข้าสู่ตลาด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 05:00 UTC