ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
กีฬา มันชินี่มั่นใจในอนาคตของอิตาลีแม้พ่ายแพ้ต่อเบลเยียม ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมหนักในเขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ✦
เศรษฐกิจ ไทยเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF และธนาคารโลก เพื่อยกระดับโปรไฟล์ทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ✦
การเมือง รัฐบาลสั่งการคุมเข้มสินค้าจำเป็นรับมือสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ ✦
ความปลอดภัย กทม. ยกระดับการจัดการเหตุอุทกภัย ขยายพื้นที่รับมือครอบคลุมทั้ง 50 เขต ✦
เศรษฐกิจ โครงการภาคธุรกิจที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย ✦
ความปลอดภัย นายกฯ สั่งการเร่งด่วนรับมืออุทกภัยใน 11 จังหวัดเสี่ยงภัย ✦
ความปลอดภัย การประปาส่วนภูมิภาคสาขาสระแก้วแจ้งหยุดจ่ายน้ำชั่วคราวเนื่องจากน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย เกิดเหตุสลด หญิงวัย 58 ปีถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิตขณะน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ ✦
ความปลอดภัย เหตุยิงกันเสียชีวิตบนถนนพระพรหม-ร่อนพิบูลย์ ✦
กีฬา

มันชินี่มั่นใจในอนาคตของอิตาลีแม้พ่ายแพ้ต่อเบลเยียม

แหล่งข่าวเดียว
มันชินี่มั่นใจในอนาคตของอิตาลีแม้พ่ายแพ้ต่อเบลเยียม

โรแบร์โต มันชินี่ ผู้จัดการทีมชาติอิตาลี แสดงความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาของทีมหลังจากความพ่ายแพ้ต่อเบลเยียมเมื่อเร็วๆ นี้

ภายหลังความพ่ายแพ้ต่อเบลเยียมเมื่อเร็วๆ นี้ โรแบร์โต มันชินี่ ผู้จัดการทีมชาติอิตาลี ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานของทีมต่อสาธารณะ ตามรายงานจาก Matichon Online มันชินี่ยังคงมั่นใจว่าทีมจะแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงที่ดีขึ้นในการแข่งขันนัดต่อๆ ไป เขาเน้นย้ำถึงแนวทางการมองไปข้างหน้า โดยระบุว่าทีมกำลังมุ่งเน้นไปที่การก้าวข้ามผลการแข่งขันล่าสุดแทนที่จะจมอยู่กับอดีต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ชื่นชอบฟุตบอลในประเทศไทย ข้อมูลอัปเดตนี้เน้นย้ำถึงสถานะปัจจุบันของทีมชาติอิตาลีในขณะที่กำลังแข่งขันในระดับนานาชาติ แม้ว่าความพ่ายแพ้ต่อเบลเยียมจะเป็นอุปสรรค แต่ความมุ่งมั่นของผู้จัดการทีมต่อการพัฒนาทางแท็กติกชี้ให้เห็นว่าทีมกำลังให้ความสำคัญกับการเติบโตในระยะยาวมากกว่าผลลัพธ์ในทันที

ในขั้นตอนนี้ ยังคงต้องติดตามดูว่าการปรับเปลี่ยนเหล่านี้จะส่งผลอย่างไรในการแข่งขันนัดถัดไปของทีม แฟนบอลและผู้สังเกตการณ์กำลังรอชมว่าความมั่นใจของมันชินี่จะเปลี่ยนเป็นผลงานที่ดีขึ้นในสนามในช่วงหน้าต่างการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งต่อไปหรือไม่ ในขณะที่สถานการณ์ดำเนินไป ผู้สนับสนุนจะคอยติดตามว่าทีมจะสามารถนำการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นมาใช้เพื่อเรียกคืนความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลกได้สำเร็จหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:21 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมหนักในเขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมหนักในเขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

ฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมขังในเขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยชาวแฟลตเคหะคลองจั่นรายงานว่าระดับน้ำสูงเกือบมิดรถยนต์

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เขตบางกะปิในกรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังอย่างหนักหลังจากมีฝนตกต่อเนื่อง ภาพที่เผยแพร่จากพื้นที่แสดงให้เห็นว่าระดับน้ำสูงขึ้นจนเกือบมิดรถยนต์ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวแฟลตเคหะคลองจั่นได้ร้องขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมยังคงไม่คลี่คลาย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายอย่างมากต่อการเดินทางและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน การสัญจรผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังอาจเป็นอันตรายเนื่องจากมีสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็น ความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้า และความเสี่ยงต่อโรคที่มากับน้ำ ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและประกาศจากทางเทศบาลอย่างใกล้ชิดเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการระบายน้ำและสภาพการจราจร

ในขณะนี้ ความเสียหายทั้งหมดต่อโครงสร้างพื้นฐานและระยะเวลาที่น้ำจะท่วมขังยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางการยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าน้ำจะลดลงเมื่อใด หรือจะมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงอย่างไรสำหรับที่พักอาศัยที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เขตบางกะปิหรือวางแผนจะเดินทางไปเยือนควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุดและหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังลึก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:22 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF และธนาคารโลก เพื่อยกระดับโปรไฟล์ทางเศรษฐกิจในเวทีโลก

ได้รับการยืนยัน
ไทยเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF และธนาคารโลก เพื่อยกระดับโปรไฟล์ทางเศรษฐกิจในเวทีโลก

ประเทศไทยกำลังใช้บทบาทการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และธนาคารโลก เพื่อส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น การท่องเที่ยว และโอกาสในการลงทุนในระดับสากล

กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และธนาคารโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่จุดสนใจของเศรษฐกิจโลก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เจ้าหน้าที่ระดับสูงกล่าวว่า งานนี้เป็นประตูสำคัญในการนำเสนอสินค้าไทย ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว และโอกาสในการลงทุนแก่ผู้นำทางการเงินระหว่างประเทศ

ส่วนหนึ่งของการเตรียมการคือการเปิดตัว 'Royal Pavilion' ในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งนิทรรศการนี้ออกแบบมาเพื่อเชิดชูพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และเผยแพร่แนวพระราชดำริสู่ผู้นำระดับโลก โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการทูตทางวัฒนธรรมและการเข้าถึงทางเศรษฐกิจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้รับความสนใจในระดับสูง แม้ว่าการประชุมจะมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวและสร้างความสนใจจากนานาชาติ แต่ผู้อยู่อาศัยควรเตรียมพร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนด้านโลจิสติกส์หรือมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นในพื้นที่รอบสถานที่จัดงาน นักท่องเที่ยวอาจพบเห็นการแสดงออกถึงมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่โดดเด่นขึ้นในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการจัดการจราจร การเข้าถึงพื้นที่บางส่วนของสาธารณชน หรือกำหนดการจัดงานคู่ขนานฉบับสมบูรณ์ ยังคงต้องรอการยืนยันจากทางการต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:00 UTC

การเมือง

รัฐบาลสั่งการคุมเข้มสินค้าจำเป็นรับมือสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลสั่งการคุมเข้มสินค้าจำเป็นรับมือสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ

กระทรวงพาณิชย์ได้รับคำสั่งให้ดูแลปริมาณและราคาสินค้าจำเป็นให้เพียงพอและเป็นธรรมในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศมาตรการเชิงรุกเพื่อจัดการปริมาณและราคาสินค้าจำเป็นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้น โดยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

เป้าหมายหลักของคำสั่งนี้คือการป้องกันปัญหาการขาดแคลนสินค้าและการขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรมสำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดได้รับมอบหมายให้ประสานงานกับผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการเติมสต็อกสินค้าอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เส้นทางการขนส่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดช่องทางการสื่อสารโดยตรงกับสำนักงานในพื้นที่เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการกระจายสินค้าอย่างรวดเร็ว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดในช่วงฤดูน้ำท่วม แม้ว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่ประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานอาจแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเฝ้าระวังนี้จะมีผลบังคับใช้นานเท่าใด และจะมีพื้นที่ใดที่ประสบปัญหาความล่าช้าในการขนส่งชั่วคราวหรือไม่ ประชาชนควรติดตามข่าวสารในพื้นที่เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความพร้อมของสินค้าในจังหวัดของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:21 UTC

ความปลอดภัย

กทม. ยกระดับการจัดการเหตุอุทกภัย ขยายพื้นที่รับมือครอบคลุมทั้ง 50 เขต

แหล่งข่าวเดียว
กทม. ยกระดับการจัดการเหตุอุทกภัย ขยายพื้นที่รับมือครอบคลุมทั้ง 50 เขต

กรุงเทพมหานครได้ยกระดับโปรโตคอลการจัดการอุทกภัยอย่างเป็นทางการ โดยขยายมาตรการตอบโต้เหตุฉุกเฉินให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของเมืองหลวง

ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ปรับปรุงโปรโตคอลการจัดการอุทกภัยและการตอบโต้เหตุฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจเชิงบริหารนี้เป็นการขยายขอบเขตการดำเนินงานด้านการจัดการสาธารณภัยให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ประกาศนี้บ่งชี้ว่าทางการกำลังเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากอุทกภัยทั่วทั้งพื้นที่เมืองหลวง แม้ว่าการขยายมาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการประสานงานและการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ก็เป็นสัญญาณว่าเมืองกำลังเตรียมรับมือกับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือวางแผนจะเดินทางมาเยือนควรติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและช่องทางอย่างเป็นทางการของ กทม. เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับคำเตือนเรื่องน้ำท่วม การปิดถนน หรือการหยุดชะงักของบริการสาธารณะในพื้นที่ใกล้เคียง

ในขั้นตอนนี้ รายละเอียดการปฏิบัติงานเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับวิธีการนำมาตรการเหล่านี้ไปใช้ในแต่ละเขตยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม นอกจากนี้ แม้ว่าเมืองจะขยายขอบเขตการรับมือเหตุฉุกเฉินแล้ว แต่ความรุนแรงของน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในบางโซนยังไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้ในประกาศเบื้องต้นนี้ ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวใช้ความระมัดระวัง ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และคอยสังเกตสถานการณ์รอบตัวในช่วงฤดูมรสุม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:20 UTC

เศรษฐกิจ

โครงการภาคธุรกิจที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
โครงการภาคธุรกิจที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย

รายงานล่าสุดจาก Matichon Online เน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของโครงการภาคเอกชนในการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ตามรายงานของ Matichon Online ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 มีการให้ความสำคัญมากขึ้นว่าภาคธุรกิจกำลังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการพัฒนาและสร้างเสถียรภาพให้กับชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทยอย่างไร ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน โครงการขององค์กรเหล่านี้กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนระดับรากหญ้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ แนวโน้มนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการจัดการตลาดท้องถิ่นและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หากธุรกิจยังคงบูรณาการกลยุทธ์ที่เน้นชุมชนเข้ากับการดำเนินงานของตนต่อไป อาจนำไปสู่ห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ดีขึ้นในจังหวัดต่างๆ สำหรับนักท่องเที่ยว สิ่งนี้อาจหมายถึงโอกาสในการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่แท้จริงมากขึ้นและสภาพแวดล้อมที่มั่นคงยิ่งขึ้นในภูมิภาคที่พวกเขาไปเยือน

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะยาวของโครงการชุมชนที่นำโดยภาคธุรกิจเหล่านี้ยังคงต้องได้รับการยืนยัน แม้ว่ารายงานจะระบุถึงแนวโน้มเชิงบวก แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับขนาดของโครงการเหล่านี้หรืออุตสาหกรรมใดที่เป็นผู้นำในความพยายามนี้ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่าความพยายามด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงโครงการขนาดเล็กในท้องถิ่นเท่านั้น จำเป็นต้องมีการอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่ารูปแบบธุรกิจเหล่านี้จะพัฒนาไปอย่างไรและจะมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทยในวงกว้างหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:21 UTC

ความปลอดภัย

นายกฯ สั่งการเร่งด่วนรับมืออุทกภัยใน 11 จังหวัดเสี่ยงภัย

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ สั่งการเร่งด่วนรับมืออุทกภัยใน 11 จังหวัดเสี่ยงภัย

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางใน 11 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งเร่งด่วนไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยเน้นย้ำให้การปฏิบัติการช่วยเหลือต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของกลุ่มเปราะบางใน 11 จังหวัดที่ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูงในขณะนี้

เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้รายงานสถานการณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อให้เกิดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนกับประชาชนเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีการกำหนดประชุมฉุกเฉินระดับสูงในวันพรุ่งนี้เพื่อสรุปยุทธศาสตร์การรับมือทันทีหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับถึงประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำสั่งนี้ถือเป็นสัญญาณของการเฝ้าระวังระดับสูงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จังหวัดอย่างเคร่งครัด เนื่องจากสภาพอากาศอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่ารัฐบาลจะกำลังระดมทรัพยากรเพื่อลดความเสี่ยง แต่รายชื่อจังหวัดที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงและขอบเขตที่แน่ชัดของมาตรการฉุกเฉินยังคงต้องรอการอัปเดตอย่างเป็นทางการเพิ่มเติม นักท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ควรใช้ความระมัดระวังและวางแผนการเดินทางให้มีความยืดหยุ่นจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:20 UTC

ความปลอดภัย

การประปาส่วนภูมิภาคสาขาสระแก้วแจ้งหยุดจ่ายน้ำชั่วคราวเนื่องจากน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
การประปาส่วนภูมิภาคสาขาสระแก้วแจ้งหยุดจ่ายน้ำชั่วคราวเนื่องจากน้ำท่วม

การประปาส่วนภูมิภาคสาขาสระแก้วประกาศหยุดจ่ายน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอเขาฉกรรจ์ รวมถึงตำบลท่าเกษม เนื่องจากน้ำป่าไหลเข้าท่วมสถานีสูบน้ำแรงต่ำ

กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยรายงานว่า การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาสระแก้ว ได้ออกประกาศด่วนเรื่องการหยุดจ่ายน้ำประปาชั่วคราว โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอเมืองสระแก้ว อำเภอเขาฉกรรจ์ และตำบลท่าเกษม

ตามประกาศอย่างเป็นทางการ การหยุดจ่ายน้ำมีความจำเป็นเนื่องจากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมสถานีสูบน้ำแรงต่ำ ส่งผลให้สถานีไม่สามารถดำเนินการสูบน้ำเพื่อจ่ายเข้าสู่ระบบได้ตามปกติ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานนี้ทำให้การให้บริการน้ำประปาในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว การหยุดจ่ายน้ำนี้หมายถึงการขาดแคลนน้ำประปาสำหรับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ขอแนะนำให้สำรองน้ำไว้ใช้และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับความคืบหน้าในการกู้คืนระบบ ทั้งนี้ จนถึงรายงานล่าสุด กปภ. ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าสถานีสูบน้ำจะกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบเมื่อใด เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการจัดการสถานการณ์ แต่ระยะเวลาในการหยุดจ่ายน้ำยังขึ้นอยู่กับระดับน้ำที่ลดลงและการซ่อมแซมที่จำเป็น โปรดติดตามช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของจังหวัดเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:20 UTC

ความปลอดภัย

เกิดเหตุสลด หญิงวัย 58 ปีถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิตขณะน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
เกิดเหตุสลด หญิงวัย 58 ปีถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิตขณะน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ

หญิงวัย 58 ปีเสียชีวิตจากเหตุไฟฟ้าดูดในพื้นที่น้ำท่วมขังบริเวณลานจอดรถแฟลตเคหะคลองจั่น กรุงเทพฯ

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 กันยายน 2569 พบร่างหญิงวัย 58 ปี ทราบชื่อคือนางสุรีย์ เสียชีวิตในพื้นที่น้ำท่วมขังบริเวณลานจอดรถแฟลตการเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยรายงานจากข่าวสดออนไลน์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น.

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าผู้เสียชีวิตซึ่งมีอาชีพเก็บของเก่าและพักอาศัยอยู่ในแฟลตดังกล่าว ได้ถูกกระแสไฟฟ้าดูดขณะเดินลุยน้ำท่วมขัง โดยมีพยานพบเห็นผู้เสียชีวิตล้มลงในบริเวณลานจอดรถเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วในบริเวณดังกล่าว จึงต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือและนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาอย่างปลอดภัย

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงร้ายแรงจากการเดินลุยน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะในบริเวณใกล้เคียงกับโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าหรือลานจอดรถที่อาจมีอันตรายซ่อนอยู่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะแจ้งให้ญาติของผู้เสียชีวิตทราบแล้ว แต่สาเหตุที่แน่ชัดของการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้ายังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการรั่วไหลหรือมาตรการความปลอดภัยที่จะดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าว ประชาชนควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมขังในช่วงที่มีฝนตกหนัก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:21 UTC

ความปลอดภัย

เหตุยิงกันเสียชีวิตบนถนนพระพรหม-ร่อนพิบูลย์

แหล่งข่าวเดียว
เหตุยิงกันเสียชีวิตบนถนนพระพรหม-ร่อนพิบูลย์

หญิงสาวเสียชีวิตและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจากเหตุยิงกันโดยมีรถกระบะเกี่ยวข้องบนถนนสาธารณะ

ตามรายงานจาก Thai Post เกิดเหตุรุนแรงบนถนนพระพรหม-ร่อนพิบูลย์ โดยมีรถเก๋งและรถกระบะเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่รายงานว่าผู้ก่อเหตุที่ขับรถกระบะได้ขับประกบรถเก๋งก่อนจะยิงใส่ฝั่งคนขับหลายนัด ส่งผลให้หญิงสาวที่เป็นคนขับรถเก๋งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งมาในรถได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นบนถนนสาธารณะ แม้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการมีสติและระมัดระวังขณะขับขี่ ในขณะนี้ แรงจูงใจเบื้องหลังการโจมตียังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ รายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ต้องสงสัย สถานที่หลบหนีในปัจจุบัน และสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเผชิญหน้ายังไม่ได้รับการยืนยัน คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดต่อไปเพื่อระบุตัวผู้ก่อเหตุ ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมในขณะที่การสอบสวนดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 04:02 UTC

โก โฮลเซลล์ ผนึกกำลังซัพพลายเออร์ลดขยะอาหาร
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โก โฮลเซลล์ ผนึกกำลังซัพพลายเออร์ลดขยะอาหาร

โก โฮลเซลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวโครงการเปลี่ยนเศษผักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อสนับสนุนภาคเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โก โฮลเซลล์ ผนึกกำลังซัพพลายเออร์ลดขยะอาหาร

แหล่งข่าวเดียว
โก โฮลเซลล์ ผนึกกำลังซัพพลายเออร์ลดขยะอาหาร

โก โฮลเซลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวโครงการเปลี่ยนเศษผักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อสนับสนุนภาคเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2026 โก โฮลเซลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือกับซัพพลายเออร์และเกษตรกรในท้องถิ่นเพื่อจัดการกับปัญหาขยะอาหาร โดยโครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดการขยะที่เกิดขึ้นในกระบวนการเตรียมและคัดแต่งวัตถุดิบ มากกว่าเพียงแค่เศษอาหารที่เหลือจากการบริโภค

ด้วยการเปลี่ยนเศษผักให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ บริษัทตั้งใจที่จะหมุนเวียนทรัพยากรกลับคืนสู่ภาคเกษตรกรรมและลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ความคิดริเริ่มนี้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงที่ผลิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางการค้าปลีกที่ยั่งยืนมากขึ้นภายในห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศ แม้ว่าโครงการนี้จะมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ขนาดของการลดขยะในระยะยาวและขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงของการแจกจ่ายปุ๋ยนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป เมื่อโครงการดำเนินไป อาจส่งผลต่อวิธีการที่ตลาดและผู้ค้าปลีกในท้องถิ่นจัดการกับรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมของตน ซึ่งอาจส่งผลต่อความพร้อมจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ที่มาจากแหล่งที่ยั่งยืนในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 08:32 UTC

ธนาคารไทยเครดิตตั้งเป้าสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารไทยเครดิตตั้งเป้าสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านบาท

ธนาคารไทยเครดิตรายงานการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวม 2 แสนล้านบาท และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 20%

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารไทยเครดิตตั้งเป้าสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารไทยเครดิตตั้งเป้าสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านบาท

ธนาคารไทยเครดิตรายงานการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวม 2 แสนล้านบาท และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 20%

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) ได้ประกาศเป้าหมายทางการเงินที่ท้าทายสำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 หลังจากประสบความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งพอร์ตสินเชื่อของธนาคารแตะระดับ 1.94 แสนล้านบาท และมีกำไรเติบโต 17.8% ขณะนี้ธนาคารกำลังมุ่งสู่เป้าหมายสินเชื่อรวมที่ 2 แสนล้านบาท

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่าธนาคารตั้งใจที่จะรักษาจุดเน้นเชิงกลยุทธ์ในการรุกกลุ่ม Micro SMEs และกลุ่มลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน นอกจากนี้ ธนาคารยังตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ใกล้เคียง 20% ในขณะที่ควบคุมอัตราหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ที่ประมาณ 4%

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย การขยายตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการให้บริการทางการเงินแก่ธุรกิจขนาดเล็กที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงธนาคารแบบดั้งเดิม ในขณะที่ธนาคารขยายการดำเนินงาน ยังคงต้องติดตามว่าเป้าหมายการเติบโตที่รุกคืบนี้จะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยและการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นักลงทุนและลูกค้าควรติดตามรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในอนาคต เพื่อยืนยันว่าธนาคารจะสามารถรักษาเป้าหมาย NPL พร้อมกับบรรลุเป้าหมาย ROE ที่คาดการณ์ไว้ได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 09:00 UTC

Absolute Group ประกาศขยายธุรกิจครั้งใหญ่พร้อมเปิดตัวแบรนด์เวลเนสระดับหรู
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Absolute Group ประกาศขยายธุรกิจครั้งใหญ่พร้อมเปิดตัวแบรนด์เวลเนสระดับหรู

Absolute Group กำลังปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยเปิดตัวแบรนด์ฟิตเนสใหม่และคลับสุขภาพระดับไฮเอนด์ในกรุงเทพฯ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Absolute Group ประกาศขยายธุรกิจครั้งใหญ่พร้อมเปิดตัวแบรนด์เวลเนสระดับหรู

แหล่งข่าวเดียว
Absolute Group ประกาศขยายธุรกิจครั้งใหญ่พร้อมเปิดตัวแบรนด์เวลเนสระดับหรู

Absolute Group กำลังปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยเปิดตัวแบรนด์ฟิตเนสใหม่และคลับสุขภาพระดับไฮเอนด์ในกรุงเทพฯ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ Absolute Group กำลังดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดฟิตเนส โดยบริษัทกำลังขยายพอร์ตโฟลิโอด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่หลายแบรนด์ ได้แก่ The Reformer Society, AARMY Bootcamp และ Pop Pilates เพื่อรองรับเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังเติบโต

หัวใจสำคัญของการขยายธุรกิจครั้งนี้คือการเปิดตัว BELFINN Wellness Club ซึ่งเป็นคลับสุขภาพระดับหรูที่ออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ในใจกลางกรุงเทพฯ โดยกลุ่มบริษัทได้ประกาศแผนการเปิดสาขาเพิ่มอีก 3 แห่งภายในสิ้นปี 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ การพัฒนาเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณของการเพิ่มขึ้นของตัวเลือกด้านสุขภาพและฟิตเนสระดับพรีเมียมภายในเมือง การขยายตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของบริการระดับหรูในภาคสุขภาพของเมืองหลวง แม้ว่ากลุ่มบริษัทจะระบุทิศทางเชิงกลยุทธ์และชื่อของธุรกิจใหม่แล้ว แต่สถานที่ตั้งเฉพาะสำหรับสาขาใหม่ทั้ง 3 แห่งและวันเปิดทำการที่แน่นอนของแต่ละแห่งยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก Absolute Group เพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสมัครสมาชิกและการเข้าใช้บริการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 09:00 UTC

วิริยะประกันภัยตั้งเป้าขยายพอร์ตประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

วิริยะประกันภัยตั้งเป้าขยายพอร์ตประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์

วิริยะประกันภัยตั้งเป้าการเติบโตของพอร์ตประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) ไว้ที่ 18% โดยคาดว่าจะทำเบี้ยประกันได้ถึง 6 พันล้านบาทภายในสิ้นปีนี้

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

วิริยะประกันภัยตั้งเป้าขยายพอร์ตประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์

แหล่งข่าวเดียว
วิริยะประกันภัยตั้งเป้าขยายพอร์ตประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์

วิริยะประกันภัยตั้งเป้าการเติบโตของพอร์ตประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) ไว้ที่ 18% โดยคาดว่าจะทำเบี้ยประกันได้ถึง 6 พันล้านบาทภายในสิ้นปีนี้

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ วิริยะประกันภัยกำลังเร่งขยายฐานธุรกิจประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) อย่างจริงจัง โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 18% ในปีนี้ เพื่อให้มียอดเบี้ยประกันแตะระดับ 6,000 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการขยายตัวนี้ ได้แก่ ประกันภัยที่อยู่อาศัยซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึง 29% และประกันภัยวิศวกรรมที่คาดว่าจะเติบโตเกิน 20%

นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กล่าวว่า บริษัทกำลังดำเนินการเพื่อผลักดันสัดส่วนพอร์ต Non-Motor ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 20% ของธุรกิจทั้งหมด โดยกลยุทธ์ระยะยาวนี้มีเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดเบี้ยประกันให้ได้เกือบ 1 หมื่นล้านบาทภายใน 5-6 ปีข้างหน้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่กว้างขึ้นในตลาดประกันภัยท้องถิ่น ซึ่งผู้ให้บริการกำลังกระจายความเสี่ยงออกไปนอกเหนือจากการประกันภัยรถยนต์แบบดั้งเดิม แม้ว่าการเติบโตนี้จะบ่งชี้ถึงการขยายตัวของบริการที่แข็งแกร่ง แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าเป้าหมายเหล่านี้จะส่งผลต่อราคาเบี้ยประกันและตัวเลือกความคุ้มครองสำหรับผู้บริโภครายย่อยอย่างไรในอนาคต ในขณะที่บริษัทเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ประกันภัยวิศวกรรมและที่อยู่อาศัย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรจับตาดูว่าเป้าหมายการเติบโตภายในเหล่านี้จะนำไปสู่โซลูชันประกันภัยที่แข่งขันได้หรือมีความเฉพาะตัวมากขึ้นสำหรับสาธารณชนหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 08:00 UTC

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในเดือนกรกฎาคม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในเดือนกรกฎาคม

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังรายงานผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่เป็นบวกในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่แข็งแกร่ง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในเดือนกรกฎาคม

แหล่งข่าวเดียว
เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในเดือนกรกฎาคม

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังรายงานผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่เป็นบวกในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่แข็งแกร่ง

ตามรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เศรษฐกิจไทยมีผลการดำเนินงานที่ดีตลอดเดือนกรกฎาคม โดย สศค. ระบุว่าการเติบโตนี้มีสาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวและการขยายตัวที่แข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับตัวเลขการส่งออกที่อยู่ในเกณฑ์ดี

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย ข้อมูลทางเศรษฐกิจนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาแห่งความมั่นคงในภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจระดับประเทศ การไหลเวียนของนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อสุขภาพทางการเงินของประเทศในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สศค. ยังได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ทางการกำลังติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษีอย่างใกล้ชิด แม้ว่าแนวโน้มในปัจจุบันจะเป็นบวก แต่ผลกระทบระยะยาวจากปัจจัยระหว่างประเทศเหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรติดตามข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมต่อไปในขณะที่สภาวะตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 08:12 UTC

Anri Bakery ฉลองครบรอบ 11 ปี พร้อมขยายสาขาและกลยุทธ์ Co-Creation
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Anri Bakery ฉลองครบรอบ 11 ปี พร้อมขยายสาขาและกลยุทธ์ Co-Creation

Anri Bakery ร้านเบเกอรี่จากโอซาก้า ฉลองครบรอบ 11 ปี ด้วยการขยายสาขาเป็น 8 แห่ง และเปิดตัวโมเดลความร่วมมือใหม่เพื่อยกระดับวัตถุดิบไทย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Anri Bakery ฉลองครบรอบ 11 ปี พร้อมขยายสาขาและกลยุทธ์ Co-Creation

แหล่งข่าวเดียว
Anri Bakery ฉลองครบรอบ 11 ปี พร้อมขยายสาขาและกลยุทธ์ Co-Creation

Anri Bakery ร้านเบเกอรี่จากโอซาก้า ฉลองครบรอบ 11 ปี ด้วยการขยายสาขาเป็น 8 แห่ง และเปิดตัวโมเดลความร่วมมือใหม่เพื่อยกระดับวัตถุดิบไทย

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand แบรนด์เบเกอรี่ญี่ปุ่นระดับพรีเมียม Anri Bakery กำลังฉลองครบรอบ 11 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2558 ที่อิเซตัน เซ็นทรัลเวิลด์ แบรนด์ได้เติบโตจากร้านยอดนิยมที่ขึ้นชื่อเรื่องพายแอปเปิ้ลอาโอโมริ (ทำจากแอปเปิ้ลสายพันธุ์ซันสึการุและฟูจิ) จนกลายเป็นแบรนด์ที่มีสาขารวม 8 แห่งทั้งในไทยและสิงคโปร์

เพื่อเป็นการฉลองโอกาสสำคัญนี้ บริษัทกำลังมุ่งเน้นไปที่โมเดลธุรกิจแบบ 'Co-Creation' ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ร่วมมือกับผู้ผลิตวัตถุดิบไทยและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อนำศาสตร์การทำขนมแบบญี่ปุ่นมาผสานกับวัตถุดิบไทยคุณภาพสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ ปัจจุบันแบรนด์เปิดให้บริการ 'Anri Cafe' ซึ่งเป็นแฟลกชิปคาเฟ่แห่งแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ รวมถึงสาขาที่สยามพารากอน, ดิเอ็มโพเรียม และวัน แบงค็อก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การขยายตัวนี้ช่วยให้เข้าถึงสินค้าเบเกอรี่ของแบรนด์ได้ง่ายขึ้นในศูนย์การค้าชั้นนำ แม้ว่าบริษัทจะประกาศความมุ่งมั่นต่อโมเดลความร่วมมือใหม่นี้แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับผู้ผลิตท้องถิ่นที่จะเข้าร่วมหรือกำหนดการที่แน่ชัดในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 08:11 UTC

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่งตั้ง “เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งรองผู้จัดการ คุมกลยุทธ์-การเงินองค์กร
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่งตั้ง “เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งรองผู้จัดการ คุมกลยุทธ์-การเงินองค์กร

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แต่งตั้งนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่งตั้ง “เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งรองผู้จัดการ คุมกลยุทธ์-การเงินองค์กร

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่งตั้ง “เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งรองผู้จัดการ คุมกลยุทธ์-การเงินองค์กร

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แต่งตั้งนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ประกาศแต่งตั้งนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงินอย่างเป็นทางการ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ การแต่งตั้งดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อการแต่งตั้งครั้งนี้ โดยอ้างถึงประสบการณ์กว่า 17 ปีของนายเบญจรงค์ในภาคการเงินและธนาคาร รวมถึงการทำงานทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดหวังว่าความเป็นผู้นำของเขาจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์องค์กร การบริหารจัดการการลงทุนทางการเงิน และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงระดับบริหารนี้ถือเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ในการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ทันต่อแนวโน้มทางการเงินระดับโลก แม้ว่าการแต่งตั้งจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับการปรับนโยบายระยะยาวหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของเขายังคงต้องติดตามต่อไป โดยนักสังเกตการณ์จะจับตาดูว่าประสบการณ์ของเขาในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาและการเข้าถึงตลาดในอนาคตอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 07:51 UTC

TrueMoney ชี้แจงกรณีมิจฉาชีพหลอกโอนเงินกว่าล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

TrueMoney ชี้แจงกรณีมิจฉาชีพหลอกโอนเงินกว่าล้านบาท

TrueMoney ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีการฉ้อโกงที่รายงานว่ามีการสูญเสียเงินกว่าล้านบาท โดยชี้แจงว่าระบบภายในของบริษัทไม่พบประวัติการใช้งานแพลตฟอร์มในเหตุการณ์ดังกล่าว

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

TrueMoney ชี้แจงกรณีมิจฉาชีพหลอกโอนเงินกว่าล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
TrueMoney ชี้แจงกรณีมิจฉาชีพหลอกโอนเงินกว่าล้านบาท

TrueMoney ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีการฉ้อโกงที่รายงานว่ามีการสูญเสียเงินกว่าล้านบาท โดยชี้แจงว่าระบบภายในของบริษัทไม่พบประวัติการใช้งานแพลตฟอร์มในเหตุการณ์ดังกล่าว

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2026 ผู้ให้บริการชำระเงินดิจิทัล TrueMoney ได้ตอบกลับข่าวล่าสุดเกี่ยวกับผู้เสียหายที่อ้างว่าสูญเสียเงินกว่าหนึ่งล้านบาทให้กับมิจฉาชีพ โดยบริษัทได้ดำเนินการตรวจสอบภายในหลังจากได้รับรายงานและระบุว่าไม่พบประวัติการใช้งานแพลตฟอร์ม TrueMoney ในการทำธุรกรรมตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของการฉ้อโกงทางการเงินที่ซับซ้อนซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล แม้ว่า TrueMoney จะปฏิเสธความเกี่ยวข้องของแพลตฟอร์มในกรณีนี้ แต่สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ ผู้ใช้ควรตรวจสอบความถูกต้องของคำขอชำระเงินและระมัดระวังการติดต่อที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งเรียกร้องให้มีการโอนเงินอย่างเร่งด่วน

ในขณะนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการโอนเงินที่แท้จริงยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่การสอบสวนคดียังคงดำเนินต่อไป ยังไม่ชัดเจนว่ามิจฉาชีพแอบอ้างชื่อระบบ TrueMoney หรือผู้เสียหายถูกหลอกลวงผ่านช่องทางอื่น ทั้งนี้ บริษัทได้แสดงความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 07:50 UTC

ข้อเสนอพักการโอนเงินเกิน 5 หมื่นบาทเป็นเวลา 6 ชั่วโมงเพื่อสกัดกั้นแก๊งสแกมเมอร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้อเสนอพักการโอนเงินเกิน 5 หมื่นบาทเป็นเวลา 6 ชั่วโมงเพื่อสกัดกั้นแก๊งสแกมเมอร์

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ นักการเมืองไทย ได้เสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดระยะเวลาพักการโอนเงินดิจิทัลที่เกิน 50,000 บาท เป็นเวลา 6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการฉ้อโกง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้อเสนอพักการโอนเงินเกิน 5 หมื่นบาทเป็นเวลา 6 ชั่วโมงเพื่อสกัดกั้นแก๊งสแกมเมอร์

แหล่งข่าวเดียว
ข้อเสนอพักการโอนเงินเกิน 5 หมื่นบาทเป็นเวลา 6 ชั่วโมงเพื่อสกัดกั้นแก๊งสแกมเมอร์

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ นักการเมืองไทย ได้เสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดระยะเวลาพักการโอนเงินดิจิทัลที่เกิน 50,000 บาท เป็นเวลา 6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการฉ้อโกง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ได้เสนอมาตรการรักษาความปลอดภัยใหม่ต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างเป็นทางการ เพื่อมุ่งสกัดกั้นภัยคุกคามจากการฉ้อโกงทางการเงินทางดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อเสนอดังกล่าวระบุว่า การโอนเงินทางดิจิทัลที่มีมูลค่าเกิน 50,000 บาท ควรถูกพักไว้เป็นระยะเวลาตรวจสอบ 6 ชั่วโมงก่อนที่เงินจะถูกโอนไปยังผู้รับ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ข้อเสนอนี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรวดเร็วในการทำธุรกรรมทางการเงินขนาดใหญ่ หากมีการนำมาตรการนี้มาใช้ ผู้ที่โอนเงินจำนวนมาก เช่น เพื่อชำระค่าเช่า เงินมัดจำอสังหาริมทรัพย์ หรือการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ จะต้องคำนึงถึงความล่าช้านี้ในการวางแผนทางการเงิน มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้หน่วยงานหรือผู้เสียหายมีช่วงเวลาในการแจ้งเตือนกิจกรรมที่น่าสงสัยและอาจระงับธุรกรรมที่ฉ้อโกงก่อนที่จะเสร็จสมบูรณ์

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ปัจจุบันนี้เป็นเพียงข้อเสนอที่นำเสนอโดยนักการเมืองเท่านั้น และยังไม่ได้ถูกประกาศใช้เป็นนโยบายอย่างเป็นทางการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าธนาคารกลางจะรับมาตรการนี้ไปพิจารณาหรือไม่ หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับประเภทบัญชีหรือวิธีการตรวจสอบธุรกรรมที่แตกต่างกัน ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับการอัปเดตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการโอนเงินทางดิจิทัล

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 06:50 UTC

ไทยเตรียมเปิดตัวโครงการเงินกู้ด้านพลังงานและทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเตรียมเปิดตัวโครงการเงินกู้ด้านพลังงานและทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยว่าโครงการที่ได้รับเงินกู้จากรัฐบาล รวมถึงโครงการโซลาร์เซลล์ในครัวเรือนและการยกระดับขนส่งสาธารณะ จะเริ่มดำเนินการในเดือนกันยายน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมเปิดตัวโครงการเงินกู้ด้านพลังงานและทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเตรียมเปิดตัวโครงการเงินกู้ด้านพลังงานและทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยว่าโครงการที่ได้รับเงินกู้จากรัฐบาล รวมถึงโครงการโซลาร์เซลล์ในครัวเรือนและการยกระดับขนส่งสาธารณะ จะเริ่มดำเนินการในเดือนกันยายน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ระบุถึงโครงการสำคัญ 3 โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินกู้รัฐบาล โดยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฟสแรกของโครงการนี้มีกำหนดจะเริ่มในเดือนกันยายน ซึ่งจะเน้นไปที่ระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับครัวเรือน

นอกเหนือจากโครงการโซลาร์เซลล์แล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงยานพาหนะขนส่งสาธารณะและการพัฒนาทักษะของแรงงาน ส่วนประกอบสำคัญของการปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ของประเทศให้มีความชัดเจน แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวิธีการนำการเปลี่ยนแปลงทางภาษีเหล่านี้ไปปฏิบัติยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนา แต่การประกาศดังกล่าวส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวทางการจัดการนโยบายการคลังที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะของรัฐบาลในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนาเหล่านี้มีความน่าสนใจเนื่องจากอาจส่งผลต่อต้นทุนการเป็นเจ้าของรถยนต์และความพร้อมของทางเลือกด้านพลังงานที่ยั่งยืนในประเทศในอนาคต นอกจากนี้ นายเอกนิติยังระบุว่ามีการประชุมคณะกรรมการเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง

ในขณะนี้ ผลกระทบที่แน่ชัดต่ออัตราภาษีรถยนต์ส่วนบุคคลและกลไกเฉพาะของการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเพื่อชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหล่านี้จะส่งผลต่อตลาดรถยนต์และต้นทุนพลังงานอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 08:01 UTC

ไทยจัดสรรงบ 2 พันล้านบาท รับมือผลกระทบเอลนีโญต่อภาคเกษตรกรรม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยจัดสรรงบ 2 พันล้านบาท รับมือผลกระทบเอลนีโญต่อภาคเกษตรกรรม

รัฐบาลอนุมัติกรอบงบประมาณ 2 พันล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2570 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยจัดสรรงบ 2 พันล้านบาท รับมือผลกระทบเอลนีโญต่อภาคเกษตรกรรม

แหล่งข่าวเดียว
ไทยจัดสรรงบ 2 พันล้านบาท รับมือผลกระทบเอลนีโญต่อภาคเกษตรกรรม

รัฐบาลอนุมัติกรอบงบประมาณ 2 พันล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2570 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อกำหนดกลยุทธ์สำหรับปีงบประมาณ 2570 ตามรายงานของ Khaosod Online Thailand คณะกรรมการได้อนุมัติกรอบงบประมาณ 2 พันล้านบาทสำหรับกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อดำเนิน 6 มาตรการสำคัญที่ครอบคลุมด้านการผลิต การบริหารจัดการตลาด และเสถียรภาพราคา

โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยการกำหนดราคาเป้าหมายและสร้างกรอบการตอบสนองที่รวดเร็ว รัฐบาลมุ่งหวังที่จะปกป้องรายได้ของเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางอาหาร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว นโยบายนี้มีความสำคัญเนื่องจากมุ่งป้องกันการพุ่งสูงขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและการขาดแคลนสินค้าที่มักเกิดขึ้นในช่วงสภาพอากาศสุดขั้วในประเทศไทย แม้ว่ากรอบของกองทุนจะได้รับการอนุมัติแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกำหนดการดำเนินงานของทั้ง 6 มาตรการและกลไกที่แน่ชัดในการแทรกแซงราคายังคงต้องรอการยืนยันเมื่อใกล้ถึงปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลเน้นย้ำว่ามาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาวให้กับภาคเกษตรกรรม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 07:31 UTC

การยางแห่งประเทศไทยตั้งคณะอนุกรรมการวิจัยชุดใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การยางแห่งประเทศไทยตั้งคณะอนุกรรมการวิจัยชุดใหม่

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเพื่อปรับปรุงการวิจัยและนวัตกรรมยางพารา โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรม

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การยางแห่งประเทศไทยตั้งคณะอนุกรรมการวิจัยชุดใหม่

แหล่งข่าวเดียว
การยางแห่งประเทศไทยตั้งคณะอนุกรรมการวิจัยชุดใหม่

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเพื่อปรับปรุงการวิจัยและนวัตกรรมยางพารา โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรม

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2026 คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้อนุมัติอย่างเป็นทางการให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ที่มุ่งเน้นด้านการบริหารจัดการงานวิจัย ความคิดริเริ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกรอบการทำงานที่เป็นระบบสำหรับการศึกษาและพัฒนายางพารา

เบญจพล ตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ได้แสดงความคาดหวังว่าความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยผลักดันผลงานวิจัยไปสู่นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง เป้าหมายหลักของคณะอนุกรรมการชุดนี้คือการเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรม การรวมศูนย์ความพยายามด้านการวิจัยจะช่วยให้ กยท. สามารถยกระดับภาคส่วนนี้ให้ทันสมัยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคเกษตรกรรมของไทย การพัฒนานี้ถือเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ไปสู่การผลิตยางพาราที่มีมูลค่าสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในท้องถิ่นและการเติบโตของอุตสาหกรรม สำหรับนักท่องเที่ยว แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางบริหารนี้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยว แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการยกระดับสินค้าส่งออกทางการเกษตรที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของไทย

ในขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือจำนวนงบประมาณที่จัดสรรให้กับโครงการวิจัยเหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป สาธารณชนกำลังรอประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการดำเนินโครงการวิจัยเหล่านี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 07:32 UTC

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่งตั้งรองผู้จัดการคนใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่งตั้งรองผู้จัดการคนใหม่

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศแต่งตั้งนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่งตั้งรองผู้จัดการคนใหม่

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่งตั้งรองผู้จัดการคนใหม่

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศแต่งตั้งนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้มีมติแต่งตั้งนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการ โดยในบทบาทใหม่นี้ นายเบญจรงค์จะรับหน้าที่เป็นหัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน

การเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยการตัดสินใจดังกล่าวได้ข้อสรุปในการประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการอัปเดตด้านการบริหารที่สำคัญภายในสถาบันการเงินหลักของประเทศ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ การเปลี่ยนแปลงในทีมผู้บริหารระดับสูงมักส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์องค์กรและการกำกับดูแลทางการเงินในระยะยาว แม้ว่าการแต่งตั้งนี้จะเน้นไปที่โครงสร้างองค์กรภายใน แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของการกำกับดูแลทางการเงินของไทย

ในขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันถึงรายละเอียดของแผนงานเชิงกลยุทธ์ที่นายเบญจรงค์จะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ผู้ที่ติดตามตลาดการเงินไทยน่าจะคอยจับตาดูว่าการเปลี่ยนผ่านผู้นำครั้งนี้จะมีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายในอนาคตของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างไร ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบในวงกว้างของการแต่งตั้งครั้งนี้ในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 08:01 UTC

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอในส่วนของสหรัฐฯ เป็น 'ทะเลสาบอเมริกา' หลังจากเกิดข้อพิพาททางการค้ากับแคนาดา

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า

แหล่งข่าวเดียว
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอในส่วนของสหรัฐฯ เป็น 'ทะเลสาบอเมริกา' หลังจากเกิดข้อพิพาททางการค้ากับแคนาดา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเปลี่ยนชื่อส่วนของทะเลสาบออนแทรีโอที่อยู่ในสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการให้เป็น 'ทะเลสาบอเมริกา' (Lake America) ภายในระบบการตั้งชื่อทางภูมิศาสตร์ของประเทศ ตามรายงานของ Khaosod English การดำเนินการทางปกครองนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งในข้อพิพาททางการค้าปัจจุบันระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

สำหรับนักเดินทางและผู้อยู่อาศัย พัฒนาการนี้เน้นย้ำถึงช่วงเวลาของความขัดแย้งทางการทูตที่เพิ่มขึ้นระหว่างเพื่อนบ้านในอเมริกาเหนือทั้งสองประเทศ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะจำกัดอยู่เพียงแค่ในบันทึกทางภูมิศาสตร์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ก็แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติที่ผันผวนของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน ผู้ที่วางแผนการเดินทางหรือการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อพิพาททางการค้าอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายชายแดนหรือกฎระเบียบทางเศรษฐกิจได้ในบางครั้ง

ในขั้นตอนนี้ ยังคงต้องยืนยันว่าคำสั่งฝ่ายบริหารนี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการอัปเดตแผนที่ทางกายภาพและระบบนำทางดิจิทัล นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่าความเคลื่อนไหวนี้จะกระตุ้นให้เกิดมาตรการตอบโต้จากทางการแคนาดาหรือไม่ หรือจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าและผู้คนข้ามพรมแดนในแต่ละวันหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่ากระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการอย่างไรกับรายละเอียดทางเทคนิคของคำสั่งเปลี่ยนชื่อนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 04:30 UTC

แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยส่งสัญญาณการเติบโตเชิงบวก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยส่งสัญญาณการเติบโตเชิงบวก

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเชิงบวกสำหรับภูมิภาคต่างๆ ของไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยส่งสัญญาณการเติบโตเชิงบวก

แหล่งข่าวเดียว
แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยส่งสัญญาณการเติบโตเชิงบวก

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเชิงบวกสำหรับภูมิภาคต่างๆ ของไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) ประจำเดือนสิงหาคม 2569 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยภาคตะวันออกนำหน้าด้วยดัชนี 76.2 ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 73.3 และภาคเหนือที่ 71.1

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษก สศค. ระบุว่าการเติบโตนี้ได้รับแรงสนับสนุนหลักจากภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวตามฤดูกาลของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังมีส่วนช่วยให้เกิดการคาดการณ์ในเชิงบวกนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย สิ่งนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีกิจกรรมเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเหล่านี้ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับการปรับปรุงบริการและการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง

อย่างไรก็ตาม สศค. เตือนว่าแนวโน้มนี้ยังคงมีความเสี่ยง โดยทางการกำลังติดตามปัจจัยหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจโลก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความผันผวนของสภาพอากาศ แม้ว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันจะเป็นบวก แต่การเติบโตที่แท้จริงยังคงขึ้นอยู่กับตัวแปรภายนอกเหล่านี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 06:51 UTC

ผลการศึกษา UOB Business Outlook 2026: ธุรกิจไทยเร่งปรับตัวด้วย AI และมาตรฐาน ESG
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ผลการศึกษา UOB Business Outlook 2026: ธุรกิจไทยเร่งปรับตัวด้วย AI และมาตรฐาน ESG

ผลการศึกษาล่าสุดจาก UOB เน้นย้ำความจำเป็นที่ธุรกิจไทยต้องบูรณาการ AI และแนวทางปฏิบัติ ESG เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ผลการศึกษา UOB Business Outlook 2026: ธุรกิจไทยเร่งปรับตัวด้วย AI และมาตรฐาน ESG

แหล่งข่าวเดียว
ผลการศึกษา UOB Business Outlook 2026: ธุรกิจไทยเร่งปรับตัวด้วย AI และมาตรฐาน ESG

ผลการศึกษาล่าสุดจาก UOB เน้นย้ำความจำเป็นที่ธุรกิจไทยต้องบูรณาการ AI และแนวทางปฏิบัติ ESG เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเกี่ยวกับเวที UOB Business Outlook 2026 ภาคธุรกิจไทยกำลังได้รับการสนับสนุนให้เร่งการปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยผลการศึกษาระบุว่าความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระดับโลก

เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้ผลักดันให้มีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้โดยเร็ว เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่าองค์กรที่สามารถปรับตัวเข้ากับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ได้รวดเร็ว จะได้รับความได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญในตลาดต่างประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงความพยายามในวงกว้างเพื่อความทันสมัยภายในภาคธุรกิจของไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการจ้างงานในท้องถิ่นและภูมิทัศน์ของบริการดิจิทัล แม้ว่ารายงานจะระบุทิศทางเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจแล้ว แต่กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการนำไปปฏิบัติอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะสามารถปรับตัวเข้ากับข้อกำหนดทางการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ได้รวดเร็วเพียงใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 10:16 UTC

ไทยเร่งเจรจาส่งออกข้าวไปยังจีน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเร่งเจรจาส่งออกข้าวไปยังจีน

กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งสรุปการขายข้าวจำนวน 60,000 ตันให้กับจีน โดยตั้งเป้าให้ยอดส่งออกรวมแบบรัฐต่อรัฐอยู่ที่ 500,000 ตัน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเร่งเจรจาส่งออกข้าวไปยังจีน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเร่งเจรจาส่งออกข้าวไปยังจีน

กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งสรุปการขายข้าวจำนวน 60,000 ตันให้กับจีน โดยตั้งเป้าให้ยอดส่งออกรวมแบบรัฐต่อรัฐอยู่ที่ 500,000 ตัน

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กรมการค้าต่างประเทศของไทยกำลังเร่งเจรจาขายข้าวเพิ่มเติมอีก 60,000 ตันให้กับบริษัท COFCO Corporation ของจีน ความพยายามนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการส่งมอบและชำระเงินข้าวจำนวน 40,000 ตันไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเดิมที่มีอยู่ 280,000 ตัน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีไทยได้อนุมัติให้ขยายปริมาณการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) เพิ่มขึ้นอีก 220,000 ตัน เพื่อรองรับเป้าหมายรวม 500,000 ตันตามที่รัฐบาลจีนต้องการ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสรุปราคาที่แข่งขันได้สำหรับข้าวล็อตใหม่ 60,000 ตัน โดยระบุว่าช่วงเวลานี้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์เนื่องจากจีนมีความต้องการข้าวในฤดูกาลใหม่ ในขณะที่ผลผลิตข้าวนาปีของไทยคาดว่าจะทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของภาคการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งยังคงเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจระดับประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะผลักดันให้เกิดข้อตกลงโดยเร็ว แต่ราคาขั้นสุดท้ายและกำหนดการส่งมอบข้าวส่วนที่เหลืออีก 460,000 ตันภายใต้สัญญาที่ขยายเพิ่มนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน กิจกรรมทางการค้าเหล่านี้โดยทั่วไปสะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยวในชีวิตประจำวันหรือราคาขายปลีกข้าวในท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 06:31 UTC

พลวัตตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยและข้อพิจารณาด้านนโยบายภาษี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

พลวัตตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยและข้อพิจารณาด้านนโยบายภาษี

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของโครงสร้างภาษีภายใต้ ACFTA ต่อการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

พลวัตตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยและข้อพิจารณาด้านนโยบายภาษี

แหล่งข่าวเดียว
พลวัตตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยและข้อพิจารณาด้านนโยบายภาษี

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของโครงสร้างภาษีภายใต้ ACFTA ต่อการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย โดยระบุว่าการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลดีต่อผู้บริโภคในด้านราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นและคุณภาพที่ดีขึ้น ในขณะที่ค่ายรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) แบบดั้งเดิมกำลังอยู่ในระหว่างการปรับตัว

นายพชรชี้ให้เห็นว่าความได้เปรียบในการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในไทยมีรากฐานมาจากความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ซึ่งภายใต้กรอบนี้ รถยนต์ไฟฟ้าล้วนได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าจากจีนมาตั้งแต่ปี 2553 ในขณะที่รถยนต์สันดาปภายใน รวมถึงรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด ยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวสูง ซึ่งมีการลดภาษีนำเข้าได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 50

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ติดตามภาคยานยนต์ของไทย สถานการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของอำนาจในตลาด นายพชรเสนอว่าก่อนที่รัฐบาลจะดำเนินการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ จำเป็นต้องตอบโจทย์นโยบายสำคัญ 3 ประการ เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการค้า คุณภาพสินค้า และกำลังซื้อของผู้บริโภค แม้เขาจะตั้งข้อสังเกตว่าอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในลักษณะเดียวกัน แต่เขาย้ำว่าระบบนิเวศยานยนต์ที่แข็งแกร่งของไทยยังคงเป็นรากฐานที่มั่นคง ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะตอบโจทย์ทั้ง 3 ประการนี้อย่างไร หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 สิงหาคม 2026, 06:11 UTC