ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ทั่วไป กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ✦
ความปลอดภัย สลด! 2 พี่น้องจมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่มในคลองสำโรง ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบางบาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน ✦
กีฬา นักชกอเมริกันวัย 15 ปี เซ็นสัญญามวยไทยอาชีพกับ RWS ✦
เศรษฐกิจ กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจายักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มการลงทุนผลิตในไทย ✦
กฎหมาย ตำรวจกรุงเทพฯ ยึดยาไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม ✦
กีฬา กิจกรรมเชียร์สดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' ที่สามย่านมิตรทาวน์ ✦
เหตุการณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดประกวด “วิศวกรสังคม” ✦
สุขภาพ สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนแก่สาธารณชน ✦
เทคโนโลยี ไทยคมเปลี่ยนชื่อเป็น Gulf Space Technology เพื่อขยายธุรกิจด้านอวกาศ ✦
ทั่วไป

กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

แหล่งข่าวเดียว
กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

ทางการไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยมุ่งเน้นลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมชลประทานกำลังดำเนินการติดตามระดับน้ำฝนทั่วประเทศไทยอย่างเข้มงวด โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและบริหารจัดการการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

กลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนที่ตั้งอยู่ท้ายเขื่อน โดยการปรับอัตราการระบายน้ำตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ เจ้าหน้าที่มุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลระหว่างความจุของอ่างเก็บน้ำและความปลอดภัยของประชาชนรวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำตอนล่าง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข่าวนี้นับว่ามีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการป้องกันผลกระทบจากน้ำในช่วงฤดูกาล แม้ว่าแผนการบริหารจัดการในปัจจุบันจะถูกออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด แต่ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางใกล้ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาควรติดตามข้อมูลอัปเดตจากทางการอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ยังต้องรอการยืนยันว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินต่อไปนานเท่าใด เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในอนาคตและความรุนแรงของฤดูมรสุมที่เหลืออยู่ ขณะนี้ทางการยังไม่ได้ออกคำเตือนเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ขอแนะนำให้ผู้ที่วางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำติดตามรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:15 UTC

ความปลอดภัย

สลด! 2 พี่น้องจมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่มในคลองสำโรง

แหล่งข่าวเดียว
สลด! 2 พี่น้องจมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่มในคลองสำโรง

พี่น้องวัย 17 และ 20 ปี ประสบอุบัติเหตุเรือล่มเสียชีวิตขณะกำลังขนกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เกิดอุบัติเหตุสลดในคลองสำโรง ส่งผลให้พี่น้องสองคนอายุ 17 และ 20 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำ โดยทั้งคู่กำลังพายเรือเพื่อไปซื้อกระสอบทรายสำหรับนำมาใช้ป้องกันน้ำท่วมที่บ้านพัก

ในระหว่างการเดินทาง เรือเกิดล่มทำให้ทั้งสองคนจมน้ำเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและทีมกู้ภัยได้รับแจ้งเหตุและเข้าช่วยเหลือ แต่โชคร้ายที่พบว่าผู้ประสบเหตุทั้งสองเสียชีวิตแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการสัญจรทางน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วม ระดับน้ำในคลองอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกระแสน้ำอาจมีความรุนแรงจนคาดเดาไม่ได้ ทำให้การใช้เรือขนาดเล็กมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ

แม้ว่าจะมีการรายงานถึงเหตุการณ์เรือล่มในเบื้องต้นแล้ว แต่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาพของคลองในขณะเกิดเหตุและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่อไป ขอแนะนำให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่ออยู่ใกล้พื้นที่น้ำท่วม และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุดในการใช้บริการขนส่งทางน้ำในช่วงฤดูมรสุม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 06:57 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบางบาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบางบาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

ชาวบ้านในอำเภอบางบาลรายงานเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในช่วงกลางดึก ทำให้เก็บของไม่ทัน สร้างความกังวลต่อระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ชาวบ้านในอำเภอบางบาลได้รับผลกระทบอย่างหนักจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงกลางดึก ทำให้ชาวบ้านหลายคนตั้งตัวไม่ทันและไม่มีเวลาเพียงพอในการขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง ชาวบ้านจำนวนมากรายงานว่าต้องจ้างคนมาช่วยขนย้ายทรัพย์สินไปไว้ในที่ปลอดภัยเนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ของน้ำท่วมตามฤดูกาลในภูมิภาคนี้ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้แม่น้ำหรือวางแผนจะเดินทางไปเยือนควรเฝ้าระวัง ติดตามการแจ้งเตือนสภาพอากาศในท้องถิ่น และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพถนนหรือการเข้าถึงพื้นที่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

แม้ว่าผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนในพื้นที่จะชัดเจน แต่ขอบเขตความเสียหายทั้งหมดและระยะเวลาที่น้ำจะท่วมขังยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่น ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามีกี่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบหรือจะมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกหรือไม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข้อมูลอัปเดตจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและเส้นทางอพยพที่อาจเกิดขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:15 UTC

กีฬา

นักชกอเมริกันวัย 15 ปี เซ็นสัญญามวยไทยอาชีพกับ RWS

แหล่งข่าวเดียว
นักชกอเมริกันวัย 15 ปี เซ็นสัญญามวยไทยอาชีพกับ RWS

ตีโต้ จอห์นสัน นักชกชาวอเมริกันวัย 15 ปี ได้เซ็นสัญญานักมวยอาชีพเป็นเวลา 5 ปีกับรายการ Rajadamnern World Series (RWS) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพมวยไทยของเขา

ตามรายงานจาก Khaosod Online ตีโต้ จอห์นสัน นักชกชาวอเมริกันวัย 15 ปี ได้เซ็นสัญญานักมวยอาชีพอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 ปีกับรายการ Rajadamnern World Series (RWS) โดยพิธีเซ็นสัญญาจัดขึ้นที่เวทีมวยราชดำเนินอันเก่าแก่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจสำหรับนักกีฬาเยาวชนรายนี้ โดยมีภาพที่เขาหลั่งน้ำตาขณะกอดคอพ่อและโปรโมเตอร์ผู้จัดงาน

จอห์นสันฝึกฝนศิลปะมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก และเคยผ่านการชกมวยไทย 5 ยกในสังกัดเพชรยินดีมาก่อน การก้าวเข้าสู่เวที RWS ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอาชีพของเขา จอห์นสันได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นแชมป์เวทีราชดำเนินและต้องการเผยแพร่ศิลปะมวยไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในวงการกีฬาในท้องถิ่น เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมระดับสากลที่เพิ่มขึ้นของกีฬามวยไทย และความสำคัญของเวทีมวยราชดำเนินในฐานะศูนย์กลางระดับโลกของกีฬานี้ ทั้งนี้ จอห์นสันมีกำหนดการขึ้นชกเปิดตัวในรายการ RWS ในศึก 'RWS KNOCKTOBERFEST' วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคมนี้ แม้เส้นทางอาชีพของเขาจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ผู้ชมยังคงต้องติดตามผลงานในการขึ้นชกรายการใหญ่ครั้งแรกของเขาต่อไป โดยรายละเอียดเกี่ยวกับคู่ชกและตารางการแข่งขันทั้งหมดสำหรับรายการในเดือนตุลาคมยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:18 UTC

เศรษฐกิจ

กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจายักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มการลงทุนผลิตในไทย

แหล่งข่าวเดียว
กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจายักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มการลงทุนผลิตในไทย

กรมการค้าต่างประเทศของไทยกำลังเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีน 2 แห่ง เพื่อเพิ่มการลงทุนในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 กรมการค้าต่างประเทศของไทยได้เริ่มหารือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำจากจีน 2 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเหล่านี้ขยายฐานการลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นไปที่การเพิ่มกำลังการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการนำชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเข้ามาใช้ในห่วงโซ่อุปทานให้มากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นสัญญาณของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค การเพิ่มการผลิตในประเทศอาจนำไปสู่ระบบนิเวศยานยนต์ที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนสำหรับผู้บริโภคและสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ๆ ในภาคการผลิต สำหรับนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อความพร้อมและความหลากหลายของตัวเลือกการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศในอนาคต

แม้ว่าการเจรจาเหล่านี้จะเป็นก้าวเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลไทยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าบริษัทรถยนต์รายใดบ้างที่เกี่ยวข้องในการหารือ และยังไม่มีการสรุปข้อตกลงอย่างเป็นทางการหรือกำหนดการลงทุนที่แน่ชัด ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าการเจรจาเหล่านี้จะนำไปสู่ข้อผูกพันที่เป็นรูปธรรมจากบริษัทจีนหรือไม่ ซึ่งจะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

กฎหมาย

ตำรวจกรุงเทพฯ ยึดยาไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจกรุงเทพฯ ยึดยาไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม

เจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย พร้อมยึดยาไอซ์ 519 กิโลกรัม ซึ่งเตรียมขนส่งไปยังภาคใต้ของประเทศไทย

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้แถลงผลการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดในกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นยาไอซ์น้ำหนักรวม 519 กิโลกรัม

นอกจากยาเสพติดแล้ว ตำรวจยังได้ยึดอาวุธปืนและรถบรรทุกที่คาดว่าเตรียมไว้สำหรับขนส่งยาเสพติดดังกล่าวลงสู่พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ไทยในการสกัดกั้นการขนส่งยาเสพติดรายใหญ่ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดในประเทศไทย การครอบครองและค้ายาเสพติดมีบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง รวมถึงการจำคุกระยะยาวและในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นประหารชีวิต แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายในประเทศ

ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อตรวจสอบเครือข่ายอาชญากรรมทั้งหมดและติดตามผู้ต้องหาที่อาจยังหลบหนีอยู่ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของยาเสพติดหรือตัวการสำคัญเบื้องหลังปฏิบัติการนี้ นักท่องเที่ยวควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติดทุกชนิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

กีฬา

กิจกรรมเชียร์สดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' ที่สามย่านมิตรทาวน์

แหล่งข่าวเดียว
กิจกรรมเชียร์สดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' ที่สามย่านมิตรทาวน์

แฟนกีฬาสามารถร่วมชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' นักกีฬาชาวไทยผ่านจอขนาดยักษ์ที่สามย่านมิตรทาวน์ได้ในวันนี้

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาในกรุงเทพฯ มีโอกาสมารวมตัวกันเพื่อร่วมเชียร์นักกีฬาไทยในวันนี้ โดยมีการติดตั้งจอขนาดยักษ์ที่สามย่านมิตรทาวน์เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันชิงเหรียญทองของนักกีฬาชื่อดังที่รู้จักกันในชื่อ 'บิว'

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองขณะนี้ กิจกรรมนี้มอบบรรยากาศที่คึกคักในการร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาทีมชาติไปพร้อมกับแฟนกีฬาคนอื่นๆ สามย่านมิตรทาวน์ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่มีชื่อเสียง สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกผ่านสถานีรถไฟฟ้า MRT สามย่าน ทำให้เป็นสถานที่ที่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในความตื่นเต้นของกิจกรรมกีฬาในท้องถิ่น

แม้ว่ากิจกรรมนี้จะเป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผู้สนับสนุน แต่ผู้ที่วางแผนจะเข้าร่วมควรทราบว่ารายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเวลาการแข่งขันที่แน่นอนหรือมาตรการจัดการฝูงชนไม่ได้ระบุไว้ในการประกาศเบื้องต้น เช่นเดียวกับการรวมตัวในที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่น ผู้เข้าร่วมควรมาถึงก่อนเวลาเพื่อจับจองพื้นที่รับชมที่ดี ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าจะมีกิจกรรมเสริมหรือแขกรับเชิญพิเศษร่วมในงานหรือไม่ กิจกรรมนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อความสำเร็จด้านกีฬาของชาติ และบทบาทของพื้นที่ในเมืองในการส่งเสริมจิตวิญญาณของชุมชน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

เหตุการณ์

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดประกวด “วิศวกรสังคม”

แหล่งข่าวเดียว
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดประกวด “วิศวกรสังคม”

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดการประกวดเพื่อคัดเลือกตัวแทนนักศึกษาเข้าสู่เวที “วิศวกรสังคม” ระดับภูมิภาค

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้จัดการประกวด “วิศวกรสังคม” ขึ้น ตามรายงานจาก Matichon Online กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อค้นหาและคัดเลือกตัวแทนนักศึกษาที่มีความสามารถโดดเด่นของมหาวิทยาลัย เพื่อก้าวเข้าสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป

โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมความเป็นผู้นำและทักษะการแก้ปัญหาเพื่อชุมชนในหมู่นักศึกษา การเข้าร่วมในกรอบแนวคิด “วิศวกรสังคม” ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษานำความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมในท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความสำคัญมากขึ้นในภาคการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงบทบาทเชิงรุกของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในการพัฒนาภูมิภาคและการเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชน แม้ว่าการประกวดจะเป็นเวทีสำหรับการเติบโตของนักศึกษา แต่ก็ยังสะท้อนถึงแนวโน้มในแวดวงวิชาการไทยที่มุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและเน้นชุมชนเป็นฐาน ในขณะนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเฉพาะที่นักศึกษานำเสนอหรือกำหนดการสำหรับเวทีระดับภูมิภาคที่กำลังจะมาถึงยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้ที่สนใจผลกระทบต่อชุมชนของมหาวิทยาลัยสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของกองพัฒนานักศึกษาของสถาบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

สุขภาพ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนแก่สาธารณชน

แหล่งข่าวเดียว
สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนแก่สาธารณชน

สถาบันวัคซีนแห่งชาติของไทยได้จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) ได้จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ นักวิชาการ และนักสื่อสาร ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการเปลี่ยนความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนให้เป็นความเชื่อมั่นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานด้านสาธารณสุขในการสร้างมาตรฐานการสื่อสารเรื่องวัคซีนและจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือน การส่งเสริมการสนทนาระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และสาธารณชนเป็นสิ่งที่ สวช. มุ่งหวังเพื่อให้แน่ใจว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพยังคงเป็นลำดับความสำคัญในระบบสาธารณสุขของประเทศ

แม้ว่าเวทีเสวนาจะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการหารือเหล่านี้จะถูกนำไปปรับใช้เป็นนโยบายสาธารณสุขที่เฉพาะเจาะจงหรือการเปลี่ยนแปลงในโครงการรณรงค์การฉีดวัคซีนอย่างไร กิจกรรมนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการด้านสุขภาพเชิงรุก อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ส่วนตัวหรือช่องทางสาธารณสุขที่เป็นทางการของรัฐบาลต่อไป เพื่อรับคำแนะนำทางการแพทย์หรือข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับตารางการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ สวช. ยังไม่ได้เผยแพร่แผนงานโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ในแคมเปญสาธารณสุขในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

เทคโนโลยี

ไทยคมเปลี่ยนชื่อเป็น Gulf Space Technology เพื่อขยายธุรกิจด้านอวกาศ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยคมเปลี่ยนชื่อเป็น Gulf Space Technology เพื่อขยายธุรกิจด้านอวกาศ

ไทยคมประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการเป็น Gulf Space Technology เพื่อสะท้อนการปรับกลยุทธ์จากผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารไปสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีอวกาศที่ครอบคลุมมากขึ้น

ตามรายงานจาก Khaosod Online บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศการรีแบรนด์องค์กรครั้งใหญ่ โดยตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะดำเนินงานภายใต้ชื่อใหม่ว่า 'บริษัท กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)' หรือ Gulf Space Technology Public Company Limited การเปลี่ยนแปลงนี้ซึ่งจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจของบริษัท จากบทบาทเดิมในฐานะผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสาร ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีอวกาศอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการคว้าโอกาสใหม่ๆ ในภาคอวกาศระดับโลก ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัทได้รับการปรับปรุงเป็น 'GST' เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์องค์กรใหม่

แม้ว่าการรีแบรนด์จะส่งสัญญาณถึงการปรับกลยุทธ์ที่ชัดเจน แต่รายละเอียดเฉพาะของบริการเทคโนโลยีอวกาศใหม่ที่จะนำเสนอนั้นยังคงต้องรอการเปิดเผยเพิ่มเติม ผู้อยู่อาศัยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศจากบริษัทในอนาคตเพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบริการผ่านดาวเทียมในท้องถิ่นอย่างไร ในขณะนี้บริษัทยืนยันเพียงการเปลี่ยนชื่อและชื่อย่อหลักทรัพย์ใหม่เท่านั้น โดยคาดว่ารายละเอียดการดำเนินงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับพอร์ตโฟลิโอการบริการที่ขยายตัวจะมีการเปิดเผยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:18 UTC

ข้อกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ข้อกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย

นายกรณ์ จาติกวนิช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยกข้อกังวลสำคัญ 7 ประการเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนในศูนย์ข้อมูลของรัฐบาล โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์ของชาติและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ข้อกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย

นายกรณ์ จาติกวนิช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยกข้อกังวลสำคัญ 7 ประการเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนในศูนย์ข้อมูลของรัฐบาล โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์ของชาติและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายกรณ์ จาติกวนิช สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวในรัฐสภาเกี่ยวกับกระแสการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ นายกรณ์โต้แย้งว่าการจัดการโครงการเหล่านี้ของรัฐบาลในปัจจุบันเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและขาดการกำกับดูแลที่เพียงพอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาวต่อประชาชนและประเทศชาติ

นายกรณ์ได้ระบุข้อกังวลหลัก 7 ประการ โดยเน้นย้ำถึงการขาดธรรมาภิบาลที่ชัดเจนและการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เขาระบุว่าแม้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะให้สิทธิพิเศษทางภาษี แต่ยังไม่มีหน่วยงานกลางในการจัดการกรอบกฎระเบียบ นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยระบุว่าความเสี่ยงด้านมลพิษที่เกี่ยวข้องกับสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

นอกเหนือจากนโยบายภายในประเทศ นายกรณ์ยังกล่าวอ้างว่าสหรัฐอเมริกาได้ระบุว่าประเทศไทยเป็นจุดผ่านที่เป็นไปได้สำหรับจีนในการเข้าถึงชิประดับสูง ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ เขาได้เรียกร้องให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พิจารณาข้อสังเกตเหล่านี้ในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการศูนย์ข้อมูลที่เพิ่งจัดตั้งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนาเหล่านี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายอุตสาหกรรมและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม แม้ว่ารัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลภาคส่วนนี้แล้ว แต่ประสิทธิภาพของคณะกรรมการและผลกระทบที่เฉพาะเจาะจงต่อความมั่นคงของชาติและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่คณะกรรมการเริ่มการพิจารณา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 08:18 UTC

กรณ์ จาติกวณิช เผยข้อกังวลต่อการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

กรณ์ จาติกวณิช เผยข้อกังวลต่อการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย

กรณ์ จาติกวณิช อดีตนักการเมือง ได้สรุปข้อกังวลสำคัญ 7 ประการเกี่ยวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยเตือนถึงภาระที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพยากรสาธารณะ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กรณ์ จาติกวณิช เผยข้อกังวลต่อการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
กรณ์ จาติกวณิช เผยข้อกังวลต่อการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย

กรณ์ จาติกวณิช อดีตนักการเมือง ได้สรุปข้อกังวลสำคัญ 7 ประการเกี่ยวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยเตือนถึงภาระที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพยากรสาธารณะ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 มติชนออนไลน์รายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช นักการเมืองชื่อดัง ได้ออกมาตั้งคำถามต่อแนวทางของรัฐบาลในการรับมือกับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังเติบโตในประเทศไทย โดยกรณ์ได้นำเสนอประเด็นข้อกังวล 7 ข้อ โดยโต้แย้งว่าการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้อย่างรวดเร็วมีความเสี่ยงที่จะผลักภาระการใช้ทรัพยากรที่จำเป็น โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ ไปให้กับประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงมลพิษที่อาจตามมาจากการดำเนินงานขนาดใหญ่เหล่านี้

คำวิจารณ์ของกรณ์มุ่งเน้นไปที่การยืนยันว่ารัฐบาลกำลังเดินตามหลังในการกำกับดูแลภาคส่วนนี้ และล้มเหลวในการคาดการณ์ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว เขาใช้สุภาษิตไทยที่ว่า "วัวยังไม่หนี ล้อมคอกตอนนี้ยังทัน" เพื่อเน้นย้ำว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายเชิงรุกยังคงสามารถทำได้เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาเชิงระบบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การอภิปรายนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของบริการสาธารณูปโภคและการจัดการสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางอุตสาหกรรม แม้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้จะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้นหรือการขาดแคลนทรัพยากรยังคงเป็นประเด็นที่สาธารณชนถกเถียงกัน ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อคำวิจารณ์เหล่านี้อย่างไร และจะมีการนำกรอบการกำกับดูแลใหม่ๆ มาใช้เพื่อแก้ไขข้อกังวลเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่กรณ์ได้หยิบยกขึ้นมาหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 07:55 UTC

ไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค

ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่สำคัญในเอเชียแปซิฟิก โดยคาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค

แหล่งข่าวเดียว
ไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค

ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่สำคัญในเอเชียแปซิฟิก โดยคาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

รายงานจาก Cushman & Wakefield Thailand ระบุว่าประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยได้รับแรงหนุนจากการนำระบบคลาวด์คอมพิวติ้งและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มมากขึ้น นางสาวนิตา อรรถไกวัลวที ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายที่ปรึกษาและธุรกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของ Cushman & Wakefield Thailand กล่าวว่า ความน่าสนใจของประเทศมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ แรงงานที่มีทักษะ และต้นทุนการพัฒนาที่แข่งขันได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การขยายตัวนี้แสดงถึงการบูรณาการที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก แม้ว่าการเติบโตนี้จะนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่รัฐบาลกำลังปรับปรุงนโยบายเพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนานี้จะมีความยั่งยืน กฎระเบียบที่จะออกมานี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการทางอุตสาหกรรมกับความมั่นคงด้านพลังงานและน้ำของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับภาคเกษตรกรรมหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่นได้นำมาใช้แล้ว

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยันคือโครงสร้างที่ชัดเจนของนโยบายรัฐบาลชุดใหม่นี้ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบการดำเนินงานและแนวทางระยะยาวภายในสิ้นปีนี้ เมื่อนโยบายเหล่านี้เป็นรูปธรรม จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะจัดการการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้นำด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาคอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 07:57 UTC

กระทรวงกลาโหมไทยจับมือ AIS และ DGA รับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจาก AI
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงกลาโหมไทยจับมือ AIS และ DGA รับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจาก AI

กระทรวงกลาโหมไทยร่วมมือกับ AIS และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ หลังมีความกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลผ่าน AI

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กระทรวงกลาโหมไทยจับมือ AIS และ DGA รับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจาก AI

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงกลาโหมไทยจับมือ AIS และ DGA รับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจาก AI

กระทรวงกลาโหมไทยร่วมมือกับ AIS และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ หลังมีความกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลผ่าน AI

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 มติชนออนไลน์รายงานว่ากระทรวงกลาโหมไทยได้เริ่มความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ AIS และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เพื่อยกระดับความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น ChatGPT ในการรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลทางทหารที่ละเอียดอ่อน

ตามรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่าฟังก์ชันการค้นหาของ AI อาจถูกนำไปใช้เพื่อระบุรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกองทัพไทย รวมถึงขีดความสามารถในการรบในปัจจุบัน ตลอดจนจำนวนรถถังและปืนใหญ่ที่แม่นยำ ความคิดริเริ่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และใช้มาตรการป้องกันทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งขึ้น เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลเชิงกลยุทธ์โดยไม่ได้รับอนุญาตผ่านแพลตฟอร์ม AI ที่สาธารณะเข้าถึงได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับอธิปไตยทางดิจิทัลและการปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แม้ว่าความร่วมมือนี้จะมีเป้าหมายเพื่อรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่กว้างขึ้นในการกระชับโปรโตคอลความปลอดภัยทางดิจิทัลภายในประเทศ ทั้งนี้ยังคงต้องยืนยันว่าจะมีมาตรการทางเทคนิคเฉพาะใดบ้างที่จะนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI เหล่านี้ และการอัปเกรดความปลอดภัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการเข้าถึงบริการดิจิทัลหรือเครือข่ายข้อมูลบางอย่างของสาธารณชนในอนาคตหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 07:57 UTC

ชัยชนกแจงปมความคลาดเคลื่อนของระบบ TH-AI Passport
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ชัยชนกแจงปมความคลาดเคลื่อนของระบบ TH-AI Passport

ชัยชนก ชิดชอบ ระบุว่าความไม่ถูกต้องของระบบ TH-AI Passport เกิดจากข้อผิดพลาดของโมเดล พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการปกปิดข้อมูล

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ชัยชนกแจงปมความคลาดเคลื่อนของระบบ TH-AI Passport

แหล่งข่าวเดียว
ชัยชนกแจงปมความคลาดเคลื่อนของระบบ TH-AI Passport

ชัยชนก ชิดชอบ ระบุว่าความไม่ถูกต้องของระบบ TH-AI Passport เกิดจากข้อผิดพลาดของโมเดล พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการปกปิดข้อมูล

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 ชัยชนก ชิดชอบ ได้ออกมาตอบข้อกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับระบบ TH-AI Passport โดยรายงานก่อนหน้านี้ระบุว่าระบบแสดงผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งนำไปสู่การคาดเดาเกี่ยวกับความโปร่งใสของข้อมูลที่ถูกประมวลผล

ชัยชนกชี้แจงว่าความคลาดเคลื่อนในผลลัพธ์ของระบบน่าจะเกิดจากข้อผิดพลาดทางเทคนิคภายในโมเดลที่ใช้งาน มากกว่าการจงใจบิดเบือนข้อมูล เขายืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามปกปิดจำนวนผู้ใช้งานจริงหรือปรับแต่งสถิติการใช้งาน

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยที่ใช้งานหรือพึ่งพาระบบ TH-AI Passport ในขณะนี้ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เสถียรทางเทคนิคของแพลตฟอร์ม แม้ว่าท่าทีอย่างเป็นทางการจะระบุว่าเป็นปัญหาด้านประสิทธิภาพของโมเดล แต่ผู้ใช้อาจพบกับผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกันหรือความล่าช้าในการใช้งานระบบ

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยันคือกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการปรับปรุงทางเทคนิคของโมเดล และความไม่ถูกต้องเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการประมวลผลเอกสารการเดินทางอย่างเป็นทางการหรือไม่ ผู้ใช้งานควรติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของระบบ เนื่องจากเป็นประเด็นทางเทคนิคที่กำลังดำเนินการอยู่ ผู้ที่วางแผนเกี่ยวกับเอกสารการเดินทางหรือการพำนักควรตระหนักว่าแพลตฟอร์มกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องในการดำเนินงาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 07:35 UTC

รัฐบาลไทยจัดประชุมด่วนเพื่อหารือเรื่องกฎระเบียบสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยจัดประชุมด่วนเพื่อหารือเรื่องกฎระเบียบสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เรียกประชุมฉุกเฉินร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านพลังงานและมหาดไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับการกำกับดูแลศูนย์ข้อมูลในกรุงเทพมหานคร

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

รัฐบาลไทยจัดประชุมด่วนเพื่อหารือเรื่องกฎระเบียบสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยจัดประชุมด่วนเพื่อหารือเรื่องกฎระเบียบสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เรียกประชุมฉุกเฉินร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านพลังงานและมหาดไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับการกำกับดูแลศูนย์ข้อมูลในกรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 Thai Post รายงานว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เป็นประธานในการประชุมด่วนเพื่อกำหนดกรอบกฎระเบียบสำหรับศูนย์ข้อมูลที่ดำเนินงานในกรุงเทพมหานคร โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม

ตามรายงานระบุว่า การหารือมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดการเรื่องการกำกับดูแลและโปรโตคอลความปลอดภัยสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ นายไชยชนกเน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่นโยบายการบริหารจัดการอย่างเคร่งครัดและไม่มีวาระทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยระบุว่ามีสมาชิกจากพรรคประชาชน (ปชน.) เข้าร่วมในการหารือด้วย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในเมืองหลวง การเพิ่มกฎระเบียบอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของบริการดิจิทัลในท้องถิ่น หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวิธีการบูรณาการโครงการเทคโนโลยีขนาดใหญ่เข้ากับการวางผังเมือง

ในขั้นตอนนี้ มาตรการกำกับดูแลที่เฉพาะเจาะจงหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่ยังคงต้องรอการยืนยัน รัฐบาลยังไม่ได้เผยแพร่แผนงานโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการนำนโยบายการกำกับดูแลใหม่เหล่านี้ไปปฏิบัติ หรือว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการในปัจจุบันหรือไม่ โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมในขณะที่คณะกรรมการดำเนินการหารือต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 07:41 UTC

รมว.ดีอี ชี้แจงกรณีตัวเลขผู้ใช้งาน TH-AI Passport คลาดเคลื่อน
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

รมว.ดีอี ชี้แจงกรณีตัวเลขผู้ใช้งาน TH-AI Passport คลาดเคลื่อน

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับระบบ TH-AI Passport โดยระบุว่าปัญหาความล่าช้าในการรายงานข้อมูลเกิดจากความผิดพลาดของโมเดลทางเทคนิค

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

รมว.ดีอี ชี้แจงกรณีตัวเลขผู้ใช้งาน TH-AI Passport คลาดเคลื่อน

แหล่งข่าวเดียว
รมว.ดีอี ชี้แจงกรณีตัวเลขผู้ใช้งาน TH-AI Passport คลาดเคลื่อน

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับระบบ TH-AI Passport โดยระบุว่าปัญหาความล่าช้าในการรายงานข้อมูลเกิดจากความผิดพลาดของโมเดลทางเทคนิค

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ชี้แจงต่อข้อกังวลของสาธารณชนและรัฐสภาเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม TH-AI Passport โดยการชี้แจงดังกล่าวสืบเนื่องมาจากคำถามของ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน เกี่ยวกับความล่าช้าในการอัปเดตสถิติผู้ใช้งานเป็นเวลา 3 วัน และความโปร่งใสของตัวเลข 'ผู้ใช้งานจริง' (Active User)

นายไชยชนกอธิบายว่าความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่รายงานน่าจะเกิดจากการใช้โมเดล AI ที่ไม่ถูกต้องในการติดตามผล ไม่ใช่การจงใจบิดเบือนข้อมูลแต่อย่างใด โดยระบุว่าตัวเลขที่ฝ่ายค้านกล่าวถึงก่อนหน้านี้เป็นเพียงข้อมูลในช่วงเวลาสั้นๆ ของวันเปิดใช้งานแพลตฟอร์มเท่านั้น ทั้งนี้ นายไชยชนกยืนยันว่าจำนวนผู้ใช้งานจริงมีประมาณ 5 แสนคน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง 'ยอดผี' หรือการตกแต่งตัวเลขอย่างหนักแน่น โดยเน้นย้ำว่าตัวชี้วัดทั้งหมดของระบบสามารถตรวจสอบได้ และทีมงานกำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์จะแสดงผลได้อย่างถูกต้อง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับปรุงทางเทคนิคที่กำลังดำเนินอยู่ภายในโครงสร้างพื้นฐานของระบบพาสปอร์ตดิจิทัลใหม่ แม้รัฐมนตรีจะยืนยันกับสาธารณชนว่าระบบมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่สิ่งที่ยังคงต้องรอการยืนยันคือความสำเร็จในการปรับปรุงอินเทอร์เฟซการรายงานข้อมูล ผู้ใช้งานควรติดตามช่องทางทางการของรัฐบาลเพื่อรับสถิติการให้บริการที่ถูกต้อง ในขณะที่กระทรวงยังคงดำเนินการปรับปรุงความสามารถในการแสดงผลข้อมูลของแพลตฟอร์มต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 07:39 UTC

หารือเร่งด่วนปมโครงการดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

หารือเร่งด่วนปมโครงการดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง

บุคคลสำคัญทางการเมืองได้หารือเกี่ยวกับข้อเสนอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันพรุ่งนี้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

หารือเร่งด่วนปมโครงการดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง

แหล่งข่าวเดียว
หารือเร่งด่วนปมโครงการดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง

บุคคลสำคัญทางการเมืองได้หารือเกี่ยวกับข้อเสนอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันพรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า ไชยชนกและเอกนัฏได้เรียกประชุมด่วนร่วมกับศุภณัฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อกังวลเรื่องโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในเมืองหลวง ดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็นต่อการเชื่อมต่อทางดิจิทัล แต่การตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองชั้นในมักเกี่ยวข้องกับข้อพิจารณาที่ซับซ้อน ทั้งในด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การใช้พลังงาน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น การประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบโครงการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางดิจิทัลและสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมือง

แม้ว่าการประชุมจะบ่งชี้ว่าโครงการกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างจริงจัง แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ขณะนี้ความสนใจมุ่งไปที่การประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการหรือแนวทางเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าคณะกรรมการจะอนุมัติข้อเสนอ ขอให้มีการปรับปรุง หรือชะลอโครงการออกไปเพื่อรอการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือสังคมเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งนี้ ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคและสถานที่ตั้งที่แน่ชัดในกรุงเทพฯ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะในรายงานเบื้องต้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 07:16 UTC

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของ กสทช. ในประเทศไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของ กสทช. ในประเทศไทย

Thai Post รายงานถึงความท้าทายด้านการบริหารงานที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังเผชิญอยู่

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของ กสทช. ในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของ กสทช. ในประเทศไทย

Thai Post รายงานถึงความท้าทายด้านการบริหารงานที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังเผชิญอยู่

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 กองบรรณาธิการ Thai Post ได้เน้นย้ำถึงข้อกังวลที่สำคัญเกี่ยวกับสถานะการดำเนินงานในปัจจุบันของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รายงานระบุว่าหน่วยงานกำกับดูแลกำลังเผชิญกับทางตันที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการกำกับดูแลในอนาคตและความสามารถในการตัดสินใจขององค์กร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย กสทช. มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม บริการอินเทอร์เน็ต และมาตรฐานการออกอากาศ ความขัดแย้งหรือภาวะชะงักงันในการบริหารงานภายในคณะกรรมการนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของบริการดิจิทัล การออกใบอนุญาตเครือข่ายมือถือ หรือการเปิดตัวเทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่ๆ ทั่วประเทศ แม้ว่ารายงานจะชี้ให้เห็นถึง 'ทางตัน' แต่ก็ไม่ได้ระบุลักษณะที่แน่ชัดของความขัดแย้งภายในหรือการดำเนินการทางกฎระเบียบเฉพาะที่กำลังหยุดชะงักอยู่ในขณะนี้

ในขั้นตอนนี้ สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ยังไม่มีการยืนยันว่าอุปสรรคด้านการบริหารนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายโทรคมนาคมในทันที หรือจะส่งผลให้มีการระงับการทำงานบางอย่างของหน่วยงานชั่วคราวหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอคำแถลงอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมจากคณะกรรมการหรือหน่วยงานรัฐบาลเพื่อชี้แจงขอบเขตของปัญหา ผู้อยู่อาศัยที่ต้องพึ่งพาบริการโทรคมนาคมอย่างต่อเนื่องควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบระยะยาวต่อภาคส่วนนี้ยังคงต้องติดตามต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 07:18 UTC

การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของไทย: จากการ “ปรับใช้” สู่ “การสร้าง” AI
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของไทย: จากการ “ปรับใช้” สู่ “การสร้าง” AI

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่การพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของไทย: จากการ “ปรับใช้” สู่ “การสร้าง” AI

แหล่งข่าวเดียว
การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของไทย: จากการ “ปรับใช้” สู่ “การสร้าง” AI

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่การพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีของประเทศไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นเสาหลักพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก และกำลังเปลี่ยนวิธีที่องค์กรต่างๆ สร้างคุณค่าอย่างสิ้นเชิง

ดร.ธีระพล เน้นย้ำว่าการแข่งขันในระยะต่อไปของโลกจะไม่ถูกตัดสินเพียงแค่ว่าใครเป็นผู้ใช้ AI เท่านั้น แต่จะวัดกันที่ว่าประเทศและองค์กรใดมีความสามารถในการสร้าง AI ขึ้นมาเอง สิ่งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยจากการเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี AI ไปสู่การเป็นผู้พัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างขีดความสามารถระดับชาติที่สามารถสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ว่าประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แม้ว่าผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันยังคงต้องติดตามต่อไป แต่การมุ่งสู่การสร้าง AI ภายในประเทศอาจนำไปสู่บริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์เฉพาะพื้นที่มากขึ้นและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ยังคงต้องยืนยันว่านโยบายของรัฐบาลหรือการลงทุนจากภาคเอกชนจะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างไร และประเทศได้กำหนดกรอบเวลาไว้อย่างไรในการบรรลุเป้าหมายทางเทคโนโลยีเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 06:38 UTC

ไทยเสนอเครือข่าย 'Trusted Connector' ในอาเซียนเพื่อเร่งการบูรณาการ AI
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ไทยเสนอเครือข่าย 'Trusted Connector' ในอาเซียนเพื่อเร่งการบูรณาการ AI

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สนับสนุนการสร้างเครือข่าย 'Trusted Connector' ทั่วอาเซียนเพื่อเร่งการพัฒนา AI ในระดับภูมิภาค

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ไทยเสนอเครือข่าย 'Trusted Connector' ในอาเซียนเพื่อเร่งการบูรณาการ AI

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเสนอเครือข่าย 'Trusted Connector' ในอาเซียนเพื่อเร่งการบูรณาการ AI

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สนับสนุนการสร้างเครือข่าย 'Trusted Connector' ทั่วอาเซียนเพื่อเร่งการพัฒนา AI ในระดับภูมิภาค

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้เสนอให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการริเริ่มจัดตั้งเครือข่าย 'Trusted Connector' ในอาเซียน กรอบยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ๆ โดยการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI)

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความคิดริเริ่มนี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นไปสู่โครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคที่มีการบูรณาการทางดิจิทัลมากขึ้น หากมีการนำไปปฏิบัติ เครือข่าย 'Trusted Connector' อาจช่วยปรับปรุงบริการดิจิทัลข้ามพรมแดน ซึ่งอาจส่งผลต่อวิธีการดำเนินงานของธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและวิธีการจัดการข้อมูลดิจิทัลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ประเทศไทยวางตำแหน่งตนเองเป็นศูนย์กลางสำหรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ ผู้ใช้อาจได้เห็นการปรับปรุงในการเชื่อมต่อทางดิจิทัลและความพร้อมใช้งานของบริการที่ได้รับการปรับปรุงด้วย AI ภายในประเทศในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการผลักดัน รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินการทางเทคนิค กรอบเวลาสำหรับการยอมรับโดยรัฐสมาชิกอาเซียนอื่นๆ และกรอบการกำกับดูแลที่จะควบคุม 'Trusted Connector' นี้ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่าพันธมิตรในภูมิภาคจะตอบสนองต่อข้อเสนอนี้อย่างไร และนโยบายที่เป็นรูปธรรมใดที่จะถูกร่างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลนี้ ณ ปัจจุบัน ความคิดริเริ่มนี้ทำหน้าที่เป็นวิสัยทัศน์สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคในอนาคต ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่มีผลบังคับใช้แล้ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 05:55 UTC

รมว.กลาโหมเตือนภัยความมั่นคงจาก AI
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

รมว.กลาโหมเตือนภัยความมั่นคงจาก AI

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เรียกร้องให้กองทัพเร่งพัฒนาทักษะด้าน AI หลังมีความกังวลเรื่องการเข้าถึงข้อมูลความมั่นคงที่ละเอียดอ่อนผ่านโมเดล AI สาธารณะ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

รมว.กลาโหมเตือนภัยความมั่นคงจาก AI

แหล่งข่าวเดียว
รมว.กลาโหมเตือนภัยความมั่นคงจาก AI

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เรียกร้องให้กองทัพเร่งพัฒนาทักษะด้าน AI หลังมีความกังวลเรื่องการเข้าถึงข้อมูลความมั่นคงที่ละเอียดอ่อนผ่านโมเดล AI สาธารณะ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวในระหว่างพิธีเปิดโครงการความร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และเสริมศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยเน้นย้ำว่าแม้ปัญญาประดิษฐ์จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจ แต่ก็นำมาซึ่งภัยคุกคามรูปแบบใหม่ต่อความมั่นคง

ตามรายงานของ Khaosod Online รัฐมนตรีแสดงความกังวลว่าโมเดล AI สาธารณะ เช่น ChatGPT สามารถสืบค้นข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับขีดความสามารถทางทหารของไทยได้ รวมถึงจำนวนรถถังและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เขาเตือนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การจดจำใบหน้า การติดตามตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูง หรือการประสานงานโจมตีด้วยโดรน ดังนั้น เขาจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่กำลังพลต้องพัฒนาทักษะความรู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์และการบิดเบือนข้อมูล

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยกำลังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางดิจิทัลมากขึ้น และอาจนำไปสู่การกำกับดูแลการเข้าถึงข้อมูลที่เข้มงวดขึ้น แม้คำกล่าวของรัฐมนตรีจะชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในการประมวลผลข้อมูลความมั่นคงผ่านเครื่องมือ AI สาธารณะ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงกลาโหมจะมีการกำหนดนโยบายหรือข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงที่ระบุไว้เหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 05:57 UTC

เปิดงาน CACF-Thailand 2026 ชูประเด็นการค้าด้วย AI
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

เปิดงาน CACF-Thailand 2026 ชูประเด็นการค้าด้วย AI

งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 13 (CACF-Thailand 2026) เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นการนำ SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกผ่านกลยุทธ์ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

เปิดงาน CACF-Thailand 2026 ชูประเด็นการค้าด้วย AI

แหล่งข่าวเดียว
เปิดงาน CACF-Thailand 2026 ชูประเด็นการค้าด้วย AI

งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 13 (CACF-Thailand 2026) เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นการนำ SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกผ่านกลยุทธ์ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 13 (CACF-Thailand 2026) ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยจัดโดยทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังงานแคนตันแฟร์ของจีน ร่วมกับบริษัท เอ็กซ์มาเนีย 2019 จำกัด งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด 'อยากเป็นเถ้าแก่ใหม่ ในยุค AI Commerce'

ตามรายงานของ Thai Post วัตถุประสงค์หลักของงานในปีนี้คือการมอบเครื่องมือและความรู้ที่จำเป็นให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย เพื่อให้สามารถบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกได้ การมุ่งเน้นไปที่การค้าที่บูรณาการด้วย AI มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นให้ทันสมัย และส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและภูมิภาคอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางที่สนใจด้านธุรกิจ งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับการสร้างเครือข่ายและการสำรวจความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการค้า งานนี้เน้นย้ำถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ในภาคการค้าปลีกและการส่งออก ซึ่งอาจส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำตลาดและการจัดจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นในระดับสากล

แม้ว่างานจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อราคาสินค้าในตลาดท้องถิ่นหรือความพร้อมของบริการผู้บริโภคใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI นั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้เข้าร่วมงานควรติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของงานเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับเวิร์กชอปและโอกาสทางการค้าตลอดระยะเวลาการจัดงาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 05:18 UTC

สส. พรรคประชาชน ชี้แนวทางยุทธศาสตร์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

สส. พรรคประชาชน ชี้แนวทางยุทธศาสตร์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของไทย

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ จากพรรคประชาชน เสนอ 3 เกณฑ์ในการประเมินการลงทุนศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงอำนาจต่อรอง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

สส. พรรคประชาชน ชี้แนวทางยุทธศาสตร์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของไทย

แหล่งข่าวเดียว
สส. พรรคประชาชน ชี้แนวทางยุทธศาสตร์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของไทย

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ จากพรรคประชาชน เสนอ 3 เกณฑ์ในการประเมินการลงทุนศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงอำนาจต่อรอง

มุมมองที่เปลี่ยนไปต่อศูนย์ข้อมูล

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตผู้บริหารบริษัทด้านเทคโนโลยี ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทย ตามรายงานของ ประชาชาติธุรกิจ นายอิสริยะได้เสนอเกณฑ์สำคัญ 3 ประการในการประเมินว่าประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้หรือไม่ โดยระบุว่าแม้ศูนย์ข้อมูลจะไม่ได้เป็นอันตรายโดยเนื้อแท้ แต่เป็นธุรกิจที่ต้องมีการกำกับดูแลอย่างรอบคอบ

ยุคใหม่ของการเจรจา

นายอิสริยะเน้นย้ำว่ายุคที่รัฐบาลไทยต้องคอยง้อบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติด้วยสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปกำลังจะสิ้นสุดลง เขาระบุว่าตลาดได้เติบโตจนถึงจุดที่บริษัทระหว่างประเทศต้องแข่งขันกันเพื่อเสนอผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทย เพื่อรักษาตำแหน่งของตนในตลาดท้องถิ่น

ผลกระทบและแนวโน้ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงในวาทกรรมทางการเมืองนี้บ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางของรัฐบาลในการจัดการโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ หากรัฐบาลใช้แนวทางที่คัดสรรมากขึ้น อาจส่งผลต่อความเร็วของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและประเภทของบริการเทคโนโลยีที่มีให้บริการในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าเกณฑ์เหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นนโยบายระดับชาติอย่างเป็นทางการหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายฝ่ายค้าน ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามการอภิปรายในสภาในอนาคตเพื่อดูว่ามุมมองเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อกฎระเบียบการลงทุนที่จะเกิดขึ้นหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 04:38 UTC

หญิง รฐา กับการเรียนจบปริญญาโทและภาระงานที่ต้องพึ่งพา AI
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

หญิง รฐา กับการเรียนจบปริญญาโทและภาระงานที่ต้องพึ่งพา AI

หญิง รฐา ศิลปินชื่อดังของไทยเรียนจบปริญญาโทแล้ว แต่ต้องเผชิญกับตารางงานที่แน่นขนัด ทำให้เธอหันมาทดลองใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยจัดการภาระงานในอาชีพ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

หญิง รฐา กับการเรียนจบปริญญาโทและภาระงานที่ต้องพึ่งพา AI

แหล่งข่าวเดียว
หญิง รฐา กับการเรียนจบปริญญาโทและภาระงานที่ต้องพึ่งพา AI

หญิง รฐา ศิลปินชื่อดังของไทยเรียนจบปริญญาโทแล้ว แต่ต้องเผชิญกับตารางงานที่แน่นขนัด ทำให้เธอหันมาทดลองใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยจัดการภาระงานในอาชีพ

ตามรายงานจาก Matichon Online ศิลปินชื่อดังชาวไทย รฐา 'หญิง' โพธิ์งาม ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้จะประสบความสำเร็จด้านการศึกษา แต่ปัจจุบันเธอกำลังเผชิญกับภาระงานที่หนักหน่วงอย่างมาก

เพื่อจัดการกับความรับผิดชอบในงานอาชีพ หญิงได้หันมาใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยศิลปินสาวได้แชร์ปฏิกิริยาขำขันต่อผลลัพธ์ของภาพที่สร้างจาก AI พร้อมตั้งคำถามถึงตัวตนของบุคคลในภาพว่า "ใครคะเนี่ย?"

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมบันเทิงท้องถิ่น ในขณะที่บุคคลสาธารณะพยายามสร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จส่วนตัวกับความกดดันในอาชีพการงาน แม้ว่าการใช้ AI สำหรับงานส่งเสริมการขายหรือการจัดการงานธุรการจะเริ่มเป็นเรื่องปกติมากขึ้น แต่ความแม่นยำและคุณภาพของเครื่องมือเหล่านี้ยังคงเป็นหัวข้อสนทนาเบาๆ ในหมู่คนดัง

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าหญิงตั้งใจที่จะนำเครื่องมือ AI เหล่านี้มาใช้ในกระบวนการทำงานระยะยาวอย่างไร หรือนี่เป็นเพียงการทดลองใช้เพียงครั้งเดียว ในขณะที่ภูมิทัศน์ดิจิทัลในประเทศไทยยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้สังเกตการณ์ต่างรอดูว่าดาราคนอื่นๆ ในท้องถิ่นจะนำเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตารางงานที่แน่นขนัดของตนอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 04:57 UTC

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ในห้องเก็บเอกสารบนชั้น 8 ของอาคารมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

แหล่งข่าวเดียว
เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ในห้องเก็บเอกสารบนชั้น 8 ของอาคารมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี

ตามรายงานจาก Khaosod English เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2026 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีการแจ้งเหตุไปยังสายด่วนฉุกเฉิน 199 เมื่อเวลา 06:47 น.

ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในห้องเก็บเอกสารซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 8 ของอาคารสูง 9 ชั้น บนถนนประชาราษฎร์สาย 1 เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่มาเยือนในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงทางออกฉุกเฉินและระเบียบปฏิบัติด้านความปลอดภัยเมื่อเข้าใช้บริการอาคารขนาดใหญ่ แม้ว่าเพลิงไหม้จะถูกจำกัดอยู่ในห้องเก็บเอกสารเฉพาะจุด แต่เหตุการณ์เช่นนี้อาจทำให้เกิดการหยุดชะงักชั่วคราวต่อการจราจรในท้องถิ่นหรือการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย

ในขณะนี้ ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของเพลิงไหม้หรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ คาดว่าจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของต้นเพลิงและประเมินผลกระทบต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของมหาวิทยาลัย ผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังมหาวิทยาลัยหรือพื้นที่โดยรอบถนนประชาราษฎร์สาย 1 ควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับข้อจำกัดในการเข้าถึงหรือการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 02:35 UTC

นักวิชาการสิ่งแวดล้อมกังวลการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ในไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

นักวิชาการสิ่งแวดล้อมกังวลการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ในไทย

นักวิชาการไทยเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการพัฒนาศูนย์ข้อมูล AI โดยอ้างถึงการแข่งขันด้านทรัพยากรกับชุมชนท้องถิ่น

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

นักวิชาการสิ่งแวดล้อมกังวลการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ในไทย

แหล่งข่าวเดียว
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมกังวลการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ในไทย

นักวิชาการไทยเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการพัฒนาศูนย์ข้อมูล AI โดยอ้างถึงการแข่งขันด้านทรัพยากรกับชุมชนท้องถิ่น

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยกำลังเรียกร้องให้มีการทบทวนกรอบกฎหมายที่ควบคุมการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ โดยอ้างอิงบทเรียนจากสหรัฐอเมริกา นักวิชาการเน้นย้ำถึงความกังวลว่าสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้อาจสร้างภาระอย่างมากต่อโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการใช้น้ำและไฟฟ้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนระยะยาว การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลต่อความยั่งยืนของบริการสาธารณูปโภคในพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายสำหรับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญโต้แย้งว่าหากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด ความต้องการพลังงานและน้ำที่สูงของศูนย์ข้อมูลเหล่านี้อาจนำไปสู่การขาดแคลนหรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสำหรับชุมชนโดยรอบ

แม้ว่าการอภิปรายในปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่นโยบายและช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลไทยจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องสำหรับการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นอย่างไร ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณของการยกเลิกโครงการเฉพาะหรือการเปลี่ยนแปลงราคาค่าสาธารณูปโภคในทันที ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอติดตามว่ากฎหมายการแบ่งเขตอุตสาหกรรมในอนาคตจะรวมมาตรการป้องกันทางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความมั่นคงของทรัพยากรชุมชนหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 03:36 UTC

กรุงเทพฯ สั่งระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ หลังพบความกังวลเรื่องการกักตุนเชื้อเพลิง
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

กรุงเทพฯ สั่งระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ หลังพบความกังวลเรื่องการกักตุนเชื้อเพลิง

ทางการกรุงเทพฯ ได้ระงับการอนุมัติก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เพื่อทบทวนผังเมือง หลังมีรายงานการกักตุนเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาลในพื้นที่อยู่อาศัย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กรุงเทพฯ สั่งระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ หลังพบความกังวลเรื่องการกักตุนเชื้อเพลิง

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ สั่งระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ หลังพบความกังวลเรื่องการกักตุนเชื้อเพลิง

ทางการกรุงเทพฯ ได้ระงับการอนุมัติก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เพื่อทบทวนผังเมือง หลังมีรายงานการกักตุนเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาลในพื้นที่อยู่อาศัย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ทางการกรุงเทพมหานครได้ระงับการอนุมัติโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งใหม่ โดยการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการทบทวนกฎระเบียบผังเมืองและความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่เดิม

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากสาธารณชนหลังจากมีรายงานว่าศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งในเขตรามคำแหงมีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงหลายแสนลิตรเพื่อใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟสำรอง การค้นพบนี้กระตุ้นให้ทางการต้องตรวจสอบศูนย์ข้อมูลทั้ง 45 แห่งที่กำลังดำเนินงานอยู่ในเมืองหลวง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงปัญหาด้านความปลอดภัยและการจัดโซนพื้นที่ในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น แม้ว่าผลกระทบในทันทีคือการระงับการก่อสร้างใหม่ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและมาตรฐานความปลอดภัยของเมืองยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ขณะนี้เมืองกำลังอยู่ในกระบวนการประเมินกรอบผังเมืองใหม่ รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการกำกับดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่เดิม หรือการปรับปรุงโปรโตคอลความปลอดภัยสำหรับศูนย์ที่เปิดดำเนินการอยู่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้อยู่อาศัยที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางเทคนิคขนาดใหญ่ควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการตรวจสอบความปลอดภัยและการปรับเปลี่ยนผังโซนพื้นที่ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 09:17 UTC