ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ทั่วไป กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ✦
ความปลอดภัย สลด! 2 พี่น้องจมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่มในคลองสำโรง ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบางบาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน ✦
กีฬา นักชกอเมริกันวัย 15 ปี เซ็นสัญญามวยไทยอาชีพกับ RWS ✦
เศรษฐกิจ กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจายักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มการลงทุนผลิตในไทย ✦
กฎหมาย ตำรวจกรุงเทพฯ ยึดยาไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม ✦
กีฬา กิจกรรมเชียร์สดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' ที่สามย่านมิตรทาวน์ ✦
เหตุการณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดประกวด “วิศวกรสังคม” ✦
สุขภาพ สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนแก่สาธารณชน ✦
เทคโนโลยี ไทยคมเปลี่ยนชื่อเป็น Gulf Space Technology เพื่อขยายธุรกิจด้านอวกาศ ✦
ทั่วไป

กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

แหล่งข่าวเดียว
กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

ทางการไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยมุ่งเน้นลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมชลประทานกำลังดำเนินการติดตามระดับน้ำฝนทั่วประเทศไทยอย่างเข้มงวด โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและบริหารจัดการการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

กลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนที่ตั้งอยู่ท้ายเขื่อน โดยการปรับอัตราการระบายน้ำตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ เจ้าหน้าที่มุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลระหว่างความจุของอ่างเก็บน้ำและความปลอดภัยของประชาชนรวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำตอนล่าง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข่าวนี้นับว่ามีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการป้องกันผลกระทบจากน้ำในช่วงฤดูกาล แม้ว่าแผนการบริหารจัดการในปัจจุบันจะถูกออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด แต่ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางใกล้ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาควรติดตามข้อมูลอัปเดตจากทางการอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ยังต้องรอการยืนยันว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินต่อไปนานเท่าใด เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในอนาคตและความรุนแรงของฤดูมรสุมที่เหลืออยู่ ขณะนี้ทางการยังไม่ได้ออกคำเตือนเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ขอแนะนำให้ผู้ที่วางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำติดตามรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:15 UTC

ความปลอดภัย

สลด! 2 พี่น้องจมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่มในคลองสำโรง

แหล่งข่าวเดียว
สลด! 2 พี่น้องจมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่มในคลองสำโรง

พี่น้องวัย 17 และ 20 ปี ประสบอุบัติเหตุเรือล่มเสียชีวิตขณะกำลังขนกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เกิดอุบัติเหตุสลดในคลองสำโรง ส่งผลให้พี่น้องสองคนอายุ 17 และ 20 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำ โดยทั้งคู่กำลังพายเรือเพื่อไปซื้อกระสอบทรายสำหรับนำมาใช้ป้องกันน้ำท่วมที่บ้านพัก

ในระหว่างการเดินทาง เรือเกิดล่มทำให้ทั้งสองคนจมน้ำเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและทีมกู้ภัยได้รับแจ้งเหตุและเข้าช่วยเหลือ แต่โชคร้ายที่พบว่าผู้ประสบเหตุทั้งสองเสียชีวิตแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการสัญจรทางน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วม ระดับน้ำในคลองอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกระแสน้ำอาจมีความรุนแรงจนคาดเดาไม่ได้ ทำให้การใช้เรือขนาดเล็กมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ

แม้ว่าจะมีการรายงานถึงเหตุการณ์เรือล่มในเบื้องต้นแล้ว แต่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาพของคลองในขณะเกิดเหตุและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่อไป ขอแนะนำให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่ออยู่ใกล้พื้นที่น้ำท่วม และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุดในการใช้บริการขนส่งทางน้ำในช่วงฤดูมรสุม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 06:57 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบางบาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบางบาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

ชาวบ้านในอำเภอบางบาลรายงานเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในช่วงกลางดึก ทำให้เก็บของไม่ทัน สร้างความกังวลต่อระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ชาวบ้านในอำเภอบางบาลได้รับผลกระทบอย่างหนักจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงกลางดึก ทำให้ชาวบ้านหลายคนตั้งตัวไม่ทันและไม่มีเวลาเพียงพอในการขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง ชาวบ้านจำนวนมากรายงานว่าต้องจ้างคนมาช่วยขนย้ายทรัพย์สินไปไว้ในที่ปลอดภัยเนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ของน้ำท่วมตามฤดูกาลในภูมิภาคนี้ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้แม่น้ำหรือวางแผนจะเดินทางไปเยือนควรเฝ้าระวัง ติดตามการแจ้งเตือนสภาพอากาศในท้องถิ่น และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพถนนหรือการเข้าถึงพื้นที่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

แม้ว่าผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนในพื้นที่จะชัดเจน แต่ขอบเขตความเสียหายทั้งหมดและระยะเวลาที่น้ำจะท่วมขังยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่น ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามีกี่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบหรือจะมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกหรือไม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข้อมูลอัปเดตจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและเส้นทางอพยพที่อาจเกิดขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:15 UTC

กีฬา

นักชกอเมริกันวัย 15 ปี เซ็นสัญญามวยไทยอาชีพกับ RWS

แหล่งข่าวเดียว
นักชกอเมริกันวัย 15 ปี เซ็นสัญญามวยไทยอาชีพกับ RWS

ตีโต้ จอห์นสัน นักชกชาวอเมริกันวัย 15 ปี ได้เซ็นสัญญานักมวยอาชีพเป็นเวลา 5 ปีกับรายการ Rajadamnern World Series (RWS) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพมวยไทยของเขา

ตามรายงานจาก Khaosod Online ตีโต้ จอห์นสัน นักชกชาวอเมริกันวัย 15 ปี ได้เซ็นสัญญานักมวยอาชีพอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 ปีกับรายการ Rajadamnern World Series (RWS) โดยพิธีเซ็นสัญญาจัดขึ้นที่เวทีมวยราชดำเนินอันเก่าแก่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจสำหรับนักกีฬาเยาวชนรายนี้ โดยมีภาพที่เขาหลั่งน้ำตาขณะกอดคอพ่อและโปรโมเตอร์ผู้จัดงาน

จอห์นสันฝึกฝนศิลปะมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก และเคยผ่านการชกมวยไทย 5 ยกในสังกัดเพชรยินดีมาก่อน การก้าวเข้าสู่เวที RWS ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอาชีพของเขา จอห์นสันได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นแชมป์เวทีราชดำเนินและต้องการเผยแพร่ศิลปะมวยไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในวงการกีฬาในท้องถิ่น เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมระดับสากลที่เพิ่มขึ้นของกีฬามวยไทย และความสำคัญของเวทีมวยราชดำเนินในฐานะศูนย์กลางระดับโลกของกีฬานี้ ทั้งนี้ จอห์นสันมีกำหนดการขึ้นชกเปิดตัวในรายการ RWS ในศึก 'RWS KNOCKTOBERFEST' วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคมนี้ แม้เส้นทางอาชีพของเขาจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ผู้ชมยังคงต้องติดตามผลงานในการขึ้นชกรายการใหญ่ครั้งแรกของเขาต่อไป โดยรายละเอียดเกี่ยวกับคู่ชกและตารางการแข่งขันทั้งหมดสำหรับรายการในเดือนตุลาคมยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:18 UTC

เศรษฐกิจ

กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจายักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มการลงทุนผลิตในไทย

แหล่งข่าวเดียว
กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจายักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มการลงทุนผลิตในไทย

กรมการค้าต่างประเทศของไทยกำลังเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีน 2 แห่ง เพื่อเพิ่มการลงทุนในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 กรมการค้าต่างประเทศของไทยได้เริ่มหารือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำจากจีน 2 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเหล่านี้ขยายฐานการลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นไปที่การเพิ่มกำลังการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการนำชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเข้ามาใช้ในห่วงโซ่อุปทานให้มากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นสัญญาณของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค การเพิ่มการผลิตในประเทศอาจนำไปสู่ระบบนิเวศยานยนต์ที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนสำหรับผู้บริโภคและสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ๆ ในภาคการผลิต สำหรับนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อความพร้อมและความหลากหลายของตัวเลือกการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศในอนาคต

แม้ว่าการเจรจาเหล่านี้จะเป็นก้าวเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลไทยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าบริษัทรถยนต์รายใดบ้างที่เกี่ยวข้องในการหารือ และยังไม่มีการสรุปข้อตกลงอย่างเป็นทางการหรือกำหนดการลงทุนที่แน่ชัด ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าการเจรจาเหล่านี้จะนำไปสู่ข้อผูกพันที่เป็นรูปธรรมจากบริษัทจีนหรือไม่ ซึ่งจะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

กฎหมาย

ตำรวจกรุงเทพฯ ยึดยาไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจกรุงเทพฯ ยึดยาไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม

เจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย พร้อมยึดยาไอซ์ 519 กิโลกรัม ซึ่งเตรียมขนส่งไปยังภาคใต้ของประเทศไทย

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้แถลงผลการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดในกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นยาไอซ์น้ำหนักรวม 519 กิโลกรัม

นอกจากยาเสพติดแล้ว ตำรวจยังได้ยึดอาวุธปืนและรถบรรทุกที่คาดว่าเตรียมไว้สำหรับขนส่งยาเสพติดดังกล่าวลงสู่พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ไทยในการสกัดกั้นการขนส่งยาเสพติดรายใหญ่ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดในประเทศไทย การครอบครองและค้ายาเสพติดมีบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง รวมถึงการจำคุกระยะยาวและในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นประหารชีวิต แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายในประเทศ

ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อตรวจสอบเครือข่ายอาชญากรรมทั้งหมดและติดตามผู้ต้องหาที่อาจยังหลบหนีอยู่ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของยาเสพติดหรือตัวการสำคัญเบื้องหลังปฏิบัติการนี้ นักท่องเที่ยวควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติดทุกชนิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

กีฬา

กิจกรรมเชียร์สดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' ที่สามย่านมิตรทาวน์

แหล่งข่าวเดียว
กิจกรรมเชียร์สดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' ที่สามย่านมิตรทาวน์

แฟนกีฬาสามารถร่วมชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันชิงเหรียญทองของ 'บิว' นักกีฬาชาวไทยผ่านจอขนาดยักษ์ที่สามย่านมิตรทาวน์ได้ในวันนี้

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาในกรุงเทพฯ มีโอกาสมารวมตัวกันเพื่อร่วมเชียร์นักกีฬาไทยในวันนี้ โดยมีการติดตั้งจอขนาดยักษ์ที่สามย่านมิตรทาวน์เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันชิงเหรียญทองของนักกีฬาชื่อดังที่รู้จักกันในชื่อ 'บิว'

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองขณะนี้ กิจกรรมนี้มอบบรรยากาศที่คึกคักในการร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาทีมชาติไปพร้อมกับแฟนกีฬาคนอื่นๆ สามย่านมิตรทาวน์ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่มีชื่อเสียง สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกผ่านสถานีรถไฟฟ้า MRT สามย่าน ทำให้เป็นสถานที่ที่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในความตื่นเต้นของกิจกรรมกีฬาในท้องถิ่น

แม้ว่ากิจกรรมนี้จะเป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผู้สนับสนุน แต่ผู้ที่วางแผนจะเข้าร่วมควรทราบว่ารายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเวลาการแข่งขันที่แน่นอนหรือมาตรการจัดการฝูงชนไม่ได้ระบุไว้ในการประกาศเบื้องต้น เช่นเดียวกับการรวมตัวในที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่น ผู้เข้าร่วมควรมาถึงก่อนเวลาเพื่อจับจองพื้นที่รับชมที่ดี ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าจะมีกิจกรรมเสริมหรือแขกรับเชิญพิเศษร่วมในงานหรือไม่ กิจกรรมนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อความสำเร็จด้านกีฬาของชาติ และบทบาทของพื้นที่ในเมืองในการส่งเสริมจิตวิญญาณของชุมชน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

เหตุการณ์

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดประกวด “วิศวกรสังคม”

แหล่งข่าวเดียว
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดประกวด “วิศวกรสังคม”

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจัดการประกวดเพื่อคัดเลือกตัวแทนนักศึกษาเข้าสู่เวที “วิศวกรสังคม” ระดับภูมิภาค

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้จัดการประกวด “วิศวกรสังคม” ขึ้น ตามรายงานจาก Matichon Online กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อค้นหาและคัดเลือกตัวแทนนักศึกษาที่มีความสามารถโดดเด่นของมหาวิทยาลัย เพื่อก้าวเข้าสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป

โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมความเป็นผู้นำและทักษะการแก้ปัญหาเพื่อชุมชนในหมู่นักศึกษา การเข้าร่วมในกรอบแนวคิด “วิศวกรสังคม” ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษานำความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมในท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความสำคัญมากขึ้นในภาคการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงบทบาทเชิงรุกของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในการพัฒนาภูมิภาคและการเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชน แม้ว่าการประกวดจะเป็นเวทีสำหรับการเติบโตของนักศึกษา แต่ก็ยังสะท้อนถึงแนวโน้มในแวดวงวิชาการไทยที่มุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและเน้นชุมชนเป็นฐาน ในขณะนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเฉพาะที่นักศึกษานำเสนอหรือกำหนดการสำหรับเวทีระดับภูมิภาคที่กำลังจะมาถึงยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้ที่สนใจผลกระทบต่อชุมชนของมหาวิทยาลัยสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของกองพัฒนานักศึกษาของสถาบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

สุขภาพ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนแก่สาธารณชน

แหล่งข่าวเดียว
สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนแก่สาธารณชน

สถาบันวัคซีนแห่งชาติของไทยได้จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) ได้จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ นักวิชาการ และนักสื่อสาร ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการเปลี่ยนความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนให้เป็นความเชื่อมั่นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานด้านสาธารณสุขในการสร้างมาตรฐานการสื่อสารเรื่องวัคซีนและจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือน การส่งเสริมการสนทนาระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และสาธารณชนเป็นสิ่งที่ สวช. มุ่งหวังเพื่อให้แน่ใจว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพยังคงเป็นลำดับความสำคัญในระบบสาธารณสุขของประเทศ

แม้ว่าเวทีเสวนาจะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการหารือเหล่านี้จะถูกนำไปปรับใช้เป็นนโยบายสาธารณสุขที่เฉพาะเจาะจงหรือการเปลี่ยนแปลงในโครงการรณรงค์การฉีดวัคซีนอย่างไร กิจกรรมนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการด้านสุขภาพเชิงรุก อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ส่วนตัวหรือช่องทางสาธารณสุขที่เป็นทางการของรัฐบาลต่อไป เพื่อรับคำแนะนำทางการแพทย์หรือข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับตารางการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ สวช. ยังไม่ได้เผยแพร่แผนงานโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ในแคมเปญสาธารณสุขในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:16 UTC

เทคโนโลยี

ไทยคมเปลี่ยนชื่อเป็น Gulf Space Technology เพื่อขยายธุรกิจด้านอวกาศ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยคมเปลี่ยนชื่อเป็น Gulf Space Technology เพื่อขยายธุรกิจด้านอวกาศ

ไทยคมประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการเป็น Gulf Space Technology เพื่อสะท้อนการปรับกลยุทธ์จากผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารไปสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีอวกาศที่ครอบคลุมมากขึ้น

ตามรายงานจาก Khaosod Online บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศการรีแบรนด์องค์กรครั้งใหญ่ โดยตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะดำเนินงานภายใต้ชื่อใหม่ว่า 'บริษัท กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)' หรือ Gulf Space Technology Public Company Limited การเปลี่ยนแปลงนี้ซึ่งจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจของบริษัท จากบทบาทเดิมในฐานะผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสาร ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีอวกาศอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการคว้าโอกาสใหม่ๆ ในภาคอวกาศระดับโลก ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัทได้รับการปรับปรุงเป็น 'GST' เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์องค์กรใหม่

แม้ว่าการรีแบรนด์จะส่งสัญญาณถึงการปรับกลยุทธ์ที่ชัดเจน แต่รายละเอียดเฉพาะของบริการเทคโนโลยีอวกาศใหม่ที่จะนำเสนอนั้นยังคงต้องรอการเปิดเผยเพิ่มเติม ผู้อยู่อาศัยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศจากบริษัทในอนาคตเพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบริการผ่านดาวเทียมในท้องถิ่นอย่างไร ในขณะนี้บริษัทยืนยันเพียงการเปลี่ยนชื่อและชื่อย่อหลักทรัพย์ใหม่เท่านั้น โดยคาดว่ารายละเอียดการดำเนินงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับพอร์ตโฟลิโอการบริการที่ขยายตัวจะมีการเปิดเผยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:18 UTC

ไทยชูภาคดิจิทัล เอไอ และพลังงาน เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ไทยชูภาคดิจิทัล เอไอ และพลังงาน เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เผยแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการมุ่งเน้นเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ไทยชูภาคดิจิทัล เอไอ และพลังงาน เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยชูภาคดิจิทัล เอไอ และพลังงาน เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เผยแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการมุ่งเน้นเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต

ในการสัมมนาที่จัดโดยประชาชาติเมื่อเร็วๆ นี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาคพลังงาน ตามรายงานของมติชนออนไลน์ เสาหลักทั้งสามประการนี้กำลังถูกวางให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยให้ทันสมัย เมื่อประเทศมีการบูรณาการ AI และโซลูชันดิจิทัลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้มาเยือนอาจได้เห็นการปรับปรุงบริการดิจิทัล การเชื่อมต่อ และแนวทางปฏิบัติด้านพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้นในเขตเมือง ความก้าวหน้าเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของชาติให้มีความสามารถในการแข่งขันและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ว่ารัฐบาลจะระบุว่าภาคส่วนเหล่านี้เป็นลำดับความสำคัญ แต่กรอบเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจนและผลกระทบที่จับต้องได้ต่อชีวิตประจำวันยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป การประกาศนี้ถือเป็นแนวทางนโยบายระดับสูงมากกว่าการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือบริการในปัจจุบันในทันที ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการจัดหาเงินทุนและการบูรณาการโครงการเหล่านี้เข้ากับกรอบการทำงานที่มีอยู่ทั้งในภาครัฐและเอกชน สำหรับตอนนี้ ความสนใจยังคงอยู่ที่วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่นำเสนอในการสัมมนา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 23:15 UTC

กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังพบน้ำมันรั่วไหล
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังพบน้ำมันรั่วไหล

เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูลในพื้นที่พระราม 9 หลังมีรายงานเรื่องกลิ่นเหม็นและการปนเปื้อนในน้ำ โดยยืนยันว่ามีการรั่วไหลของน้ำมันลงสู่ระบบระบายน้ำ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังพบน้ำมันรั่วไหล

แหล่งข่าวเดียว
กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลย่านพระราม 9 หลังพบน้ำมันรั่วไหล

เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูลในพื้นที่พระราม 9 หลังมีรายงานเรื่องกลิ่นเหม็นและการปนเปื้อนในน้ำ โดยยืนยันว่ามีการรั่วไหลของน้ำมันลงสู่ระบบระบายน้ำ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เข้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งในเขตพระราม 9 กรุงเทพมหานคร การตรวจสอบนี้เกิดขึ้นหลังจากมีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นรุนแรงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตามรายงานของมติชนออนไลน์ เจ้าหน้าที่พบน้ำขุ่นและคราบน้ำมันระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสอบ

ผู้ประกอบการของศูนย์ข้อมูลยอมรับว่ามีการรั่วไหลของน้ำมันเกิดขึ้น ซึ่งน้ำมันดังกล่าวได้ไหลลงสู่ระบบระบายน้ำในพื้นที่ เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้ กรมควบคุมมลพิษได้ออกคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ผู้ประกอบการเร่งแก้ไขปัญหาและดำเนินมาตรการป้องกันทางสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นภายในระยะเวลา 7 วัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในย่านพระราม 9 เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมในเขตเมือง แม้ว่าจะระบุแหล่งที่มาของกลิ่นได้แล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพน้ำในพื้นที่และประสิทธิภาพของการทำความสะอาดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของน้ำมันที่รั่วไหลหรือผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาการแก้ไขปัญหา 7 วันนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 13:55 UTC

โรงเรียนในนิวยอร์กประกาศห้ามใช้ AI เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับประถมและมัธยมต้นเป็นเวลาหนึ่งปี
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

โรงเรียนในนิวยอร์กประกาศห้ามใช้ AI เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับประถมและมัธยมต้นเป็นเวลาหนึ่งปี

นายกเทศมนตรี Zohran Mamdani ประกาศระงับการใช้เครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์ชั่วคราวสำหรับนักเรียนในระบบโรงเรียนรัฐบาลของนิวยอร์ก

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

โรงเรียนในนิวยอร์กประกาศห้ามใช้ AI เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับประถมและมัธยมต้นเป็นเวลาหนึ่งปี

แหล่งข่าวเดียว
โรงเรียนในนิวยอร์กประกาศห้ามใช้ AI เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับประถมและมัธยมต้นเป็นเวลาหนึ่งปี

นายกเทศมนตรี Zohran Mamdani ประกาศระงับการใช้เครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์ชั่วคราวสำหรับนักเรียนในระบบโรงเรียนรัฐบาลของนิวยอร์ก

ตามรายงานจาก Khaosod English ระบบโรงเรียนรัฐบาลของนิวยอร์กซึ่งเป็นระบบที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา กำลังเริ่มใช้มาตรการห้ามใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) สำหรับนักเรียนจนถึงเกรด 8 เป็นเวลาหนึ่งปี นายกเทศมนตรี Zohran Mamdani ได้ประกาศนโยบายนี้เมื่อวันพุธ โดยระบุว่าการระงับการใช้งานจะมีผลตลอดปีการศึกษาที่จะถึงนี้

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการหยุดพักเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้เขตการศึกษาได้ดำเนินการประเมินอย่างครอบคลุมว่าเด็กๆ มีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยี AI ที่เกิดขึ้นใหม่อย่างไร การจำกัดการเข้าถึงในช่วงเวลานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของเครื่องมือเหล่านี้ต่อสภาพแวดล้อมทางการศึกษาก่อนที่จะกำหนดนโยบายระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยหรือชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กและมีบุตรหลานในระบบโรงเรียนรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนมาตรฐานเทคโนโลยีในห้องเรียนที่สำคัญ ผู้ปกครองควรเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าถึงเครื่องมือการเรียนรู้ที่ใช้ AI ช่วยเหลือที่จำกัดสำหรับบุตรหลานตลอดปีการศึกษานี้

แม้ว่าการระงับการใช้งานจะกำหนดไว้ที่หนึ่งปีในขณะนี้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อหลักสูตรยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ยังไม่มีความชัดเจนว่าเขตการศึกษาจะใช้เกณฑ์ใดในการประเมินเทคโนโลยี หรือการห้ามนี้จะถูกขยายเวลา ปรับเปลี่ยน หรือยกเลิกหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการประเมิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 11:50 UTC

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้รับนโยบายยกระดับเทคโนโลยีรีไซเคิลแร่
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้รับนโยบายยกระดับเทคโนโลยีรีไซเคิลแร่

รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา มอบนโยบายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ปรับปรุงแผนการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าแร่ผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้รับนโยบายยกระดับเทคโนโลยีรีไซเคิลแร่

แหล่งข่าวเดียว
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้รับนโยบายยกระดับเทคโนโลยีรีไซเคิลแร่

รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา มอบนโยบายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ปรับปรุงแผนการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าแร่ผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มอบนโยบายใหม่ให้กับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยรัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมฯ ปรับปรุงแผนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรแร่ผ่านการนำเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูงมาใช้และขยายผล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ส่งสัญญาณถึงแนวโน้มการมุ่งสู่แนวปฏิบัติทางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนมากขึ้น และการใช้แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในการบริหารจัดการแร่ แม้ว่านโยบายจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงวิธีการบริหารจัดการสำรองแร่ของประเทศให้ทันสมัย แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการยกระดับทางเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างไร หรืออุตสาหกรรมใดที่จะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับโครงการรีไซเคิลเหล่านี้

ในขณะนี้ ประกาศดังกล่าวถือเป็นคำสั่งเชิงนโยบายระดับสูง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบเวลาสำหรับการยกระดับเหล่านี้ เทคโนโลยีเฉพาะที่จะนำมาใช้ และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากแผนการบริหารจัดการใหม่นี้ ยังไม่มีการเปิดเผยจาก กพร. โดยผู้สังเกตการณ์กำลังรอให้ทางกรมฯ เผยแพร่แผนงานโดยละเอียดที่ระบุถึงวิธีการบูรณาการเป้าหมายการรีไซเคิลเหล่านี้เข้ากับกรอบการบริหารจัดการแร่แห่งชาติที่มีอยู่ในปัจจุบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 11:57 UTC

‘กรณ์’ ตั้ง 7 ประเด็น รัฐบาลเดินตามหลัง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จี้ ‘เอกนิติ’ ตอบให้ชัดเจน
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

‘กรณ์’ ตั้ง 7 ประเด็น รัฐบาลเดินตามหลัง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จี้ ‘เอกนิติ’ ตอบให้ชัดเจน

นายกรณ์ จาติกวนิช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกต 7 ประเด็นต่อแนวทางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงที่ชัดเจน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

‘กรณ์’ ตั้ง 7 ประเด็น รัฐบาลเดินตามหลัง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จี้ ‘เอกนิติ’ ตอบให้ชัดเจน

แหล่งข่าวเดียว
‘กรณ์’ ตั้ง 7 ประเด็น รัฐบาลเดินตามหลัง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จี้ ‘เอกนิติ’ ตอบให้ชัดเจน

นายกรณ์ จาติกวนิช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกต 7 ประเด็นต่อแนวทางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงที่ชัดเจน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการนโยบายการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของรัฐบาลไทย โดยอ้างอิงจากรายงานของ Thai Post นายกรณ์ระบุว่าแนวทางของรัฐบาลในปัจจุบันเป็นการแก้ปัญหาแบบตามหลังเหตุการณ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเสียหายต่อประเทศไทยและประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นายกรณ์ได้ตั้ง 7 ประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดการโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่เหล่านี้ และได้เรียกร้องอย่างเป็นทางการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ออกมาชี้แจงรายละเอียดและกลยุทธ์ของรัฐบาลให้มีความชัดเจนและโปร่งใส โดยนายกรณ์มองว่าการขาดวิสัยทัศน์ในการวางแผนนโยบายอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสภาพแวดล้อมทางกฎหมายสำหรับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แม้ว่าการลงทุนเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ข้อวิจารณ์จากฝ่ายค้านชี้ให้เห็นว่าการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายอาจยังไม่พร้อมรองรับการดำเนินงานในระดับนี้

สิ่งที่ยังต้องติดตามต่อไปคือการตอบสนองของรัฐบาลต่อทั้ง 7 ประเด็นดังกล่าว และการพิจารณาปรับปรุงกรอบนโยบายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต ขณะนี้สถานการณ์ยังคงเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง และยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 11:18 UTC

ไทยถกกรอบกฎหมายรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ไทยถกกรอบกฎหมายรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์

ข่าวสดออนไลน์รายงานถึงความท้าทายในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความกังวลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความซ้ำซ้อนของระบบราชการ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ไทยถกกรอบกฎหมายรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์

แหล่งข่าวเดียว
ไทยถกกรอบกฎหมายรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์

ข่าวสดออนไลน์รายงานถึงความท้าทายในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความกังวลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความซ้ำซ้อนของระบบราชการ

ตามบทบรรณาธิการของข่าวสดออนไลน์ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ รายงานระบุว่าเนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมใหม่ กฎหมายที่มีอยู่เดิมจึงมักไม่ครอบคลุมถึงการกำกับดูแลโดยตรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายจดทะเบียนสถานประกอบการเป็นคลังสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบเฉพาะทาง แม้ว่าจะมีการดำเนินงานเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ก็ตาม

สำหรับผู้อยู่อาศัยในประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญเนื่องจากการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก เช่น ไฟฟ้า น้ำ และเชื้อเพลิง บทบรรณาธิการเน้นย้ำว่ากระบวนการทางราชการที่แยกส่วนกัน โดยแต่ละหน่วยงานดูแลเรื่องผังเมือง กฎหมายอาคาร และผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างอิสระ ได้สร้างช่องว่างในการกำกับดูแล ทั้งนี้มีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาวหากอุตสาหกรรมยังคงเติบโตโดยไม่มีกรอบการทำงานที่เป็นเอกภาพ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมีการเสนอให้จัดตั้ง 'คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์' เพื่อบูรณาการการกำกับดูแลระหว่างหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังมีการหารือเกี่ยวกับร่าง 'พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์' และการกำหนดมาตรฐาน 'ดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว' แม้ว่าข้อเสนอเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน แต่ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายการลงทุนในปัจจุบันกับความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมและผังเมืองที่เข้มงวดขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะสำหรับสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 11:37 UTC

เวทีเขาใหญ่จุดประเด็นถกเถียงเรื่อง AI ในการศึกษาไทย
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

เวทีเขาใหญ่จุดประเด็นถกเถียงเรื่อง AI ในการศึกษาไทย

การประชุมด้านการศึกษาที่เขาใหญ่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ให้กับนักเรียนก่อนที่จะนำเครื่องมือ AI มาใช้ในห้องเรียน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

เวทีเขาใหญ่จุดประเด็นถกเถียงเรื่อง AI ในการศึกษาไทย

แหล่งข่าวเดียว
เวทีเขาใหญ่จุดประเด็นถกเถียงเรื่อง AI ในการศึกษาไทย

การประชุมด้านการศึกษาที่เขาใหญ่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ให้กับนักเรียนก่อนที่จะนำเครื่องมือ AI มาใช้ในห้องเรียน

การอภิปรายด้านการศึกษาที่จัดขึ้นที่เขาใหญ่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้นำบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียนไทยมาสู่จุดสนใจของสังคม ตามรายงานของ Thai Post นักการศึกษากำลังเปลี่ยนจุดเน้นจากการเพียงแค่ยอมรับเทคโนโลยี AI ไปสู่การสร้างความมั่นใจว่านักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการคิดเชิงวิพากษ์ก่อน

เวทีดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงกรอบการเรียนรู้แบบ 'Active Learning' และ 'GPAS 5 Steps' ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความคิดที่เป็นอิสระ ผู้เชี่ยวชาญโต้แย้งว่าความท้าทายหลักสำหรับระบบการศึกษาไทยไม่ใช่ความเร็วในการนำ AI มาใช้ แต่เป็นความเสี่ยงที่นักเรียนจะพึ่งพาระบบอัตโนมัติก่อนที่จะเรียนรู้วิธีคิดด้วยตนเอง ข้อความสำคัญคือ AI ควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมมากกว่าที่จะมาแทนที่การพัฒนาทางสติปัญญา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การถกเถียงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในวงกว้างในประเทศไทยเกี่ยวกับการเตรียมคนรุ่นต่อไปให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล แม้ว่าการบูรณาการเทคโนโลยีในโรงเรียนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางยังคงเป็นลำดับความสำคัญของผู้กำหนดนโยบาย

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากรอบการเรียนรู้เหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติในเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ อย่างไร และจะมีแนวทางปฏิบัติระดับชาติที่เฉพาะเจาะจงเพื่อควบคุมการใช้ AI ในห้องเรียนหรือไม่ ในขณะนี้ การอภิปรายยังคงเป็นคำเรียกร้องให้นักการศึกษาให้ความสำคัญกับทักษะพื้นฐานท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 10:57 UTC

กระทรวงพลังงานเดินหน้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วกรุงเทพฯ
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงพลังงานเดินหน้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วกรุงเทพฯ

ทางการไทยได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบศูนย์ข้อมูลทั่วกรุงเทพมหานครอย่างครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กระทรวงพลังงานเดินหน้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงพลังงานเดินหน้าตรวจสอบศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วกรุงเทพฯ

ทางการไทยได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบศูนย์ข้อมูลทั่วกรุงเทพมหานครอย่างครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 กระทรวงพลังงานของไทยได้เปิดตัวโครงการตรวจสอบและจัดระเบียบศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ตั้งอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร ความเคลื่อนไหวนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำศูนย์ข้อมูลเหล่านี้เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านพลังงานและการดำเนินงานของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ การดำเนินการนี้ถือเป็นเรื่องทางบริหารและอุตสาหกรรมเป็นหลัก แม้ว่าจะไม่น่าส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันหรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในทันที แต่โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลในการจัดการความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากศูนย์ข้อมูลเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก การตรวจสอบเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อสร้างเสถียรภาพในการกระจายพลังงาน และรับประกันว่าสถานประกอบการที่มีความต้องการใช้พลังงานสูงจะดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนดไว้

ในขณะนี้ เกณฑ์เฉพาะสำหรับการตรวจสอบเหล่านี้และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ให้บริการที่มีอยู่ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะใช้ข้อกำหนดด้านใบอนุญาตใหม่หรือไม่ หรือมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ผู้สังเกตการณ์กำลังรอประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับกำหนดการตรวจสอบเหล่านี้ และขอบเขตของการกำกับดูแลจะขยายออกไปนอกเขตเมืองหลวงในอนาคตหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 10:39 UTC

สยามโกลบอลเฮ้าส์ปรับกลยุทธ์ใช้ AI รับมือความท้าทายในธุรกิจค้าปลีก
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

สยามโกลบอลเฮ้าส์ปรับกลยุทธ์ใช้ AI รับมือความท้าทายในธุรกิจค้าปลีก

สยามโกลบอลเฮ้าส์กำลังบูรณาการระบบ AI และหลักการ ESG เพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาดวัสดุก่อสร้างและกำลังซื้อที่ลดลงในประเทศไทย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

สยามโกลบอลเฮ้าส์ปรับกลยุทธ์ใช้ AI รับมือความท้าทายในธุรกิจค้าปลีก

แหล่งข่าวเดียว
สยามโกลบอลเฮ้าส์ปรับกลยุทธ์ใช้ AI รับมือความท้าทายในธุรกิจค้าปลีก

สยามโกลบอลเฮ้าส์กำลังบูรณาการระบบ AI และหลักการ ESG เพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาดวัสดุก่อสร้างและกำลังซื้อที่ลดลงในประเทศไทย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ สยามโกลบอลเฮ้าส์ได้ประกาศกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงในภาคธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารระบุว่า บริษัทกำลังนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ควบคู่ไปกับกรอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยพบว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อตอบสนองต่อสภาวะตลาดดังกล่าว บริษัทได้แนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการรักษากระแสเงินสดเพื่อความอยู่รอดในตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้างที่มีการแข่งขันสูง แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ แต่สยามโกลบอลเฮ้าส์ยังคงมุ่งเน้นเป้าหมายการขยายสาขา โดยมีแผนเพิ่มจำนวนสาขาให้ทะลุ 100 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่น การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงการควบรวมกิจการและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังดำเนินอยู่ในภาคค้าปลีกของไทย แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลภายในองค์กรจะกำลังดำเนินการอยู่ แต่ผลกระทบระยะยาวของประสิทธิภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI ต่อราคาผู้บริโภคและความพร้อมในการให้บริการนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่ากลยุทธ์นี้จะสามารถชดเชยความท้าทายทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 11:39 UTC

การจอดเทียบท่าของเรือ USS Abraham Lincoln ที่แหลมฉบังเน้นย้ำถึงเทคโนโลยี SMR
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

การจอดเทียบท่าของเรือ USS Abraham Lincoln ที่แหลมฉบังเน้นย้ำถึงเทคโนโลยี SMR

การมาถึงของเรือ USS Abraham Lincoln ที่ท่าเรือแหลมฉบังได้ดึงดูดความสนใจไปที่ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

การจอดเทียบท่าของเรือ USS Abraham Lincoln ที่แหลมฉบังเน้นย้ำถึงเทคโนโลยี SMR

แหล่งข่าวเดียว
การจอดเทียบท่าของเรือ USS Abraham Lincoln ที่แหลมฉบังเน้นย้ำถึงเทคโนโลยี SMR

การมาถึงของเรือ USS Abraham Lincoln ที่ท่าเรือแหลมฉบังได้ดึงดูดความสนใจไปที่ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ เรือ USS Abraham Lincoln ได้เข้าจอดเทียบท่าที่แหลมฉบัง ประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ การปรากฏตัวของเรือลำนี้ได้กลายเป็นจุดสนใจสำหรับการอภิปรายเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูง โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) หัวข้อนี้ได้รับการเน้นย้ำในงานสัมมนาประจำปี 'Beyond ESG: Thailand Transition' ซึ่งจัดโดยประชาชาติธุรกิจที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ โดยผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมอภิปรายถึงผลกระทบของระบบพลังงานดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ชลบุรี การจอดเทียบท่าของเรือที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นเหตุการณ์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญ แม้ว่าการปรากฏตัวของเรือจะเป็นเรื่องของความสนใจทางทะเลและการป้องกันประเทศเป็นหลัก แต่การอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับเทคโนโลยี SMR ก็ตอกย้ำถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในการสำรวจโซลูชันด้านพลังงานที่หลากหลายสำหรับอนาคต

ในขั้นตอนนี้ รายละเอียดการปฏิบัติงานเฉพาะเกี่ยวกับการเข้าจอดของเรือและการบูรณาการเทคโนโลยี SMR เข้ากับกรอบพลังงานแห่งชาติของไทยในวงกว้างยังคงเป็นหัวข้อที่มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่าแม้การสัมมนาจะเป็นเวทีสำหรับการอภิปรายทางเทคนิค แต่ยังไม่มีการยืนยันการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นทางการหรือแผนการดำเนินงานที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการนำ SMR มาใช้ในประเทศไทย ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางทะเลหรือนโยบายพลังงานควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการต่อไปเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการออกเดินทางของเรือและผลลัพธ์ของการหารือด้านพลังงานเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 10:39 UTC

คณะกรรมการศูนย์ข้อมูลแห่งชาติของไทยเตรียมประชุมนัดแรก
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

คณะกรรมการศูนย์ข้อมูลแห่งชาติของไทยเตรียมประชุมนัดแรก

รองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นประธานในการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการศูนย์ข้อมูลแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในวันที่ 4 กันยายน 2569

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

คณะกรรมการศูนย์ข้อมูลแห่งชาติของไทยเตรียมประชุมนัดแรก

แหล่งข่าวเดียว
คณะกรรมการศูนย์ข้อมูลแห่งชาติของไทยเตรียมประชุมนัดแรก

รองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นประธานในการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการศูนย์ข้อมูลแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในวันที่ 4 กันยายน 2569

ในวันที่ 4 กันยายน 2569 คณะกรรมการศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจะจัดการประชุมนัดแรก ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ โดยรองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งคาดว่าจะทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม ได้ยืนยันว่าสมาชิกคณะกรรมการทุกคนมีความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรวมศูนย์และกำกับดูแลการจัดเก็บข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาค การตัดสินใจของคณะกรรมการชุดนี้อาจส่งผลต่อเสถียรภาพ ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการดิจิทัลที่ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต้องพึ่งพาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่แอปพลิเคชันธนาคารไปจนถึงบริการอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ

แม้ว่าคณะกรรมการจะเริ่มปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการแล้ว แต่แผนงานนโยบายที่เฉพาะเจาะจงยังคงต้องรอการยืนยัน ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทินปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นไปที่การเริ่มต้นด้านการบริหารของคณะกรรมการชุดนี้แทน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าคณะกรรมการจะสร้างสมดุลระหว่างอธิปไตยทางข้อมูลกับความต้องการด้านการลงทุนทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศอย่างไร คาดว่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจในการกำกับดูแลของคณะกรรมการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อมาตรฐานความเป็นส่วนตัวของข้อมูลจะปรากฏให้เห็นหลังจากการประชุมนัดแรกนี้สิ้นสุดลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 09:55 UTC

กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูล (Data Center) หลังชาวบ้านร้องเรียนเรื่องกลิ่น
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูล (Data Center) หลังชาวบ้านร้องเรียนเรื่องกลิ่น

เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมไทยกำลังตรวจสอบศูนย์ข้อมูลในย่านพระราม 9 หลังมีรายงานเรื่องกลิ่นน้ำมันรุนแรงในชุมชนโดยรอบ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูล (Data Center) หลังชาวบ้านร้องเรียนเรื่องกลิ่น

แหล่งข่าวเดียว
กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูล (Data Center) หลังชาวบ้านร้องเรียนเรื่องกลิ่น

เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมไทยกำลังตรวจสอบศูนย์ข้อมูลในย่านพระราม 9 หลังมีรายงานเรื่องกลิ่นน้ำมันรุนแรงในชุมชนโดยรอบ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ (PCD) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งหนึ่งในย่านพระราม 9 หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกลิ่นน้ำมันที่รุนแรงและต่อเนื่องในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ดังกล่าว

ในระหว่างการปฏิบัติงานนาน 3 ชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมได้ตรวจสอบระบบจัดเก็บน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำของศูนย์ข้อมูล เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดฝาท่อระบายน้ำด้านนอกอาคาร พบว่ามีกลิ่นน้ำมันลอยขึ้นมาอย่างชัดเจน การตรวจวัดเบื้องต้นในพื้นที่พบก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) นายจตุรงค์ อัศวโสวรรณ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมระบุว่า ได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อพักน้ำของศูนย์ข้อมูลและจุดระบายน้ำโดยรอบเพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อระบุประเภทและระดับของมลพิษที่แน่ชัด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เดินทางมายังย่านพระราม 9 การตรวจสอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมในเขตที่อยู่อาศัย แม้ว่าจะตรวจพบไอระเหยของสารเคมีแล้ว แต่ผลกระทบต่อสุขภาพและแหล่งที่มาที่แน่ชัดของการรั่วไหลยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ขณะนี้กรมควบคุมมลพิษกำลังรอผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนกว่าจะมีผลสรุปอย่างเป็นทางการ ขอให้ประชาชนติดตามรายงานคุณภาพอากาศในพื้นที่และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 09:57 UTC

การประชุมบอร์ด กสทช. ล่มครั้งที่ 8 ท่ามกลางความขัดแย้งภายใน
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

การประชุมบอร์ด กสทช. ล่มครั้งที่ 8 ท่ามกลางความขัดแย้งภายใน

การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถูกยกเลิกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน หลังจากกรรมการ 'สรณ' ไม่ได้เข้าร่วมประชุม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

การประชุมบอร์ด กสทช. ล่มครั้งที่ 8 ท่ามกลางความขัดแย้งภายใน

แหล่งข่าวเดียว
การประชุมบอร์ด กสทช. ล่มครั้งที่ 8 ท่ามกลางความขัดแย้งภายใน

การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถูกยกเลิกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน หลังจากกรรมการ 'สรณ' ไม่ได้เข้าร่วมประชุม

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถูกยกเลิกเป็นครั้งที่ 8 โดยการประชุมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เนื่องจากกรรมการ 'สรณ' ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบตามกำหนด

เพื่อตอบสนองต่อภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้น กรรมการ 3 ท่านได้เสนอให้มีการประชุมร่วมกับกรรมการอีก 6 ท่านที่เหลือในวันพรุ่งนี้ เพื่อเดินหน้าหารือเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม ความขัดแย้งภายในนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางการบริหารที่สำคัญภายในหน่วยงานกำกับดูแลซึ่งรับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารของประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้ถือเป็นเรื่องทางธุรการเป็นหลัก แม้ว่า กสทช. จะกำกับดูแลบริการที่สำคัญ เช่น การออกใบอนุญาตเครือข่ายมือถือและมาตรฐานโทรคมนาคม แต่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ในทันทีว่าข้อพิพาทระดับบอร์ดนี้จะส่งผลกระทบต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือบริการสื่อสารเคลื่อนที่ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การที่คณะกรรมการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการดำเนินนโยบายหรือการปรับปรุงกฎระเบียบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคโทรคมนาคมในอนาคต

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการประชุมของกรรมการ 6 ท่านที่เสนอไว้นั้นจะเกิดขึ้นตามกำหนดในวันพรุ่งนี้หรือไม่ และจะได้รับการยอมรับทางกฎหมายให้เป็นการประชุมที่ถูกต้องเพื่อดำเนินการตามวาระทางการหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าบอร์ดจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าร่วมประชุมภายในเพื่อกลับมาดำเนินงานตามปกติได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 09:56 UTC

กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9

เจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศจากศูนย์ข้อมูลในย่านพระราม 9 โดยระบุถึงสารเคมีเฉพาะบางชนิด แต่ยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9

แหล่งข่าวเดียว
กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9

เจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศจากศูนย์ข้อมูลในย่านพระราม 9 โดยระบุถึงสารเคมีเฉพาะบางชนิด แต่ยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย

สืบเนื่องจากความกังวลเมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในเขตพระราม 9 กรมควบคุมมลพิษได้เปิดเผยผลการตรวจสอบภายในสถานที่ดังกล่าว ตามรายงานของมติชนออนไลน์ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทดสอบคุณภาพอากาศภายในอาคารเพื่อตอบสนองต่อความกังวลของสาธารณชน

การตรวจสอบพบการปรากฏของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า "ก๊าซไข่เน่า" ควบคู่ไปกับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่เกี่ยวข้องกับสารกลุ่มน้ำมัน แม้จะมีการตรวจพบสารเคมีเหล่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าระดับที่พบไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดไฟ โดยยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอัคคีภัยในขณะนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในย่านพระราม 9 รายงานฉบับนี้ถือเป็นการชี้แจงเกี่ยวกับลักษณะของกลิ่นหรือข้อกังวลที่เคยมีการรายงานไปก่อนหน้านี้ แม้ว่าทางการจะตัดประเด็นเรื่องความเสี่ยงจากอัคคีภัยในทันทีออกไปแล้ว แต่การปรากฏของสารเคมีเหล่านี้อาจยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีความไวต่อคุณภาพอากาศในบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้ แหล่งที่มาที่แน่ชัดของการปล่อยสารเหล่านี้และแผนการบรรเทาผลกระทบระยะยาวสำหรับสถานที่ดังกล่าวยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของสถานที่ดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 09:15 UTC

กรมการขนส่งทางบกเร่งคุมเข้มรถแอปพลิเคชัน ต้องมีใบขับขี่สาธารณะภายใน 30 ก.ย. นี้
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

กรมการขนส่งทางบกเร่งคุมเข้มรถแอปพลิเคชัน ต้องมีใบขับขี่สาธารณะภายใน 30 ก.ย. นี้

กรมการขนส่งทางบกกำหนดเส้นตายวันที่ 30 กันยายน ให้ผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทุกคนต้องลงทะเบียนเพื่อรับใบขับขี่สาธารณะ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

กรมการขนส่งทางบกเร่งคุมเข้มรถแอปพลิเคชัน ต้องมีใบขับขี่สาธารณะภายใน 30 ก.ย. นี้

แหล่งข่าวเดียว
กรมการขนส่งทางบกเร่งคุมเข้มรถแอปพลิเคชัน ต้องมีใบขับขี่สาธารณะภายใน 30 ก.ย. นี้

กรมการขนส่งทางบกกำหนดเส้นตายวันที่ 30 กันยายน ให้ผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทุกคนต้องลงทะเบียนเพื่อรับใบขับขี่สาธารณะ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กำลังเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลบริการรถรับจ้างที่ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ โดยหน่วยงานได้ออกคำสั่งให้ผู้ขับขี่ทุกคนที่ให้บริการดังกล่าวต้องลงทะเบียนเพื่อรับใบขับขี่สาธารณะอย่างเป็นทางการ

ความคิดริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างของกรมการขนส่งทางบกในการจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานให้กับภาคส่วนรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย โดยผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ในปัจจุบันจะต้องดำเนินการลงทะเบียนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการกำกับดูแลภาคการขนส่ง การตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ขับขี่มีใบอนุญาตสาธารณะที่เหมาะสมมีจุดประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการและความรับผิดชอบภายในอุตสาหกรรมรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน

ในขั้นตอนนี้ ยังคงต้องติดตามว่ากรมการขนส่งทางบกจะบังคับใช้คำสั่งนี้อย่างไรหลังจากพ้นกำหนดเส้นตาย และจะมีบทลงโทษหรือข้อจำกัดในการดำเนินงานอย่างไรบ้างสำหรับผู้ขับขี่หรือแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดการลงทะเบียนใหม่ นักท่องเที่ยวควรทราบว่าการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบนี้อาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมให้บริการของรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน หากผู้ขับขี่จำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์การลงทะเบียนได้ภายในสิ้นเดือนนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 08:57 UTC

ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

แหล่งข่าวเดียว
ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

รายงานจากมติชนออนไลน์ระบุว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นจุดสนใจสำคัญสำหรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 1.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมเศรษฐกิจของไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การเชื่อมต่อทางดิจิทัลที่ดีขึ้น ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น และระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยวางตำแหน่งตนเองเป็นผู้เล่นหลักในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค การไหลเข้าของเงินทุนสู่ดาต้าเซ็นเตอร์อาจช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริการเทคโนโลยีในท้องถิ่นและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติใช้งานในชีวิตประจำวัน

แม้ว่าตัวเลขการลงทุนเหล่านี้จะเน้นย้ำถึงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายงานไม่ได้ระบุรายละเอียดการกระจายตัวของการลงทุนเหล่านี้ในแต่ละจังหวัด หรือกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินโครงการแต่ละแห่งให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ ผลกระทบระยะยาวของการขยายโครงสร้างพื้นฐานนี้ต่อการใช้พลังงานในท้องถิ่นและราคาค่าสาธารณูปโภคยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป ในขณะที่ภาคส่วนนี้ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะคอยจับตาดูว่าคำมั่นสัญญาด้านเงินทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนไปสู่ขีดความสามารถในการดำเนินงานและการปรับปรุงบริการดิจิทัลของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ธนาคารกรุงเทพสนับสนุนศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งใหม่ที่ มจพ.
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารกรุงเทพสนับสนุนศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งใหม่ที่ มจพ.

ธนาคารกรุงเทพได้มอบเงินสนับสนุนแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งใหม่สำหรับคณะแพทยศาสตร์

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

ธนาคารกรุงเทพสนับสนุนศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งใหม่ที่ มจพ.

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารกรุงเทพสนับสนุนศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งใหม่ที่ มจพ.

ธนาคารกรุงเทพได้มอบเงินสนับสนุนแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งใหม่สำหรับคณะแพทยศาสตร์

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้จัดพิธีรับมอบเงินสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยเงินทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้ง 'ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล' ภายในคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้และส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการศึกษาทางการแพทย์ การวิจัย และการพัฒนากำลังคน โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี ให้การต้อนรับ คุณพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่าการสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาคการเงินในการยกระดับสภาพแวดล้อมทางการศึกษา และเตรียมความพร้อมให้บุคลากรทางการแพทย์มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านวิชาชีพและนวัตกรรมดิจิทัล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในระบบสาธารณสุขของไทย การพัฒนานี้ถือเป็นความพยายามในระยะยาวที่จะนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาบูรณาการเข้ากับระบบบริการสุขภาพของประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยในอนาคต อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการรับมอบเงินสนับสนุนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวันเปิดทำการของศูนย์ ขอบเขตของหลักสูตรเทคโนโลยี และกำหนดการรับนักศึกษาหรือนักวิจัยนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากทางมหาวิทยาลัยต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 08:18 UTC

‘ไชยชนก’ แจงประเด็นยอดลงทะเบียน AI Pass ชะลอตัว ยันข้อมูลโปร่งใส
เทคโนโลยี แหล่งข่าวเดียว

‘ไชยชนก’ แจงประเด็นยอดลงทะเบียน AI Pass ชะลอตัว ยันข้อมูลโปร่งใส

ไชยชนกปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการแต่งตัวเลขผู้ใช้งาน AI Pass โดยระบุว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางอินเทอร์เน็ตเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดลงทะเบียนชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เทคโนโลยี

‘ไชยชนก’ แจงประเด็นยอดลงทะเบียน AI Pass ชะลอตัว ยันข้อมูลโปร่งใส

แหล่งข่าวเดียว
‘ไชยชนก’ แจงประเด็นยอดลงทะเบียน AI Pass ชะลอตัว ยันข้อมูลโปร่งใส

ไชยชนกปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการแต่งตัวเลขผู้ใช้งาน AI Pass โดยระบุว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางอินเทอร์เน็ตเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดลงทะเบียนชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 ไชยชนกได้ชี้แจงข้อกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับระบบ TH-AI Passport ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ออนไลน์เกี่ยวกับความไม่แม่นยำของผลลัพธ์จาก AI โดยไชยชนกชี้แจงว่าปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากการใช้โมเดลผิดประเภท และแนะนำให้ผู้ใช้งานเชื่อมต่อกับข้อมูล AI ที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้

ในส่วนของประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม ไชยชนกยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการแต่งตัวเลขผู้ใช้งาน โดยระบุว่าข้อมูลทั้งหมดมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ปัจจุบันระบบมีผู้ลงทะเบียนแล้ว 1.3 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ไชยชนกยอมรับว่ายอดการลงทะเบียนใหม่ในช่วงนี้มีการชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางอินเทอร์เน็ต เนื่องจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง แพลตฟอร์มยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มประชาชนด้อยโอกาสที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตราคาถูกใช้งานได้อย่างทั่วถึง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย แม้ว่า AI Pass จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่การเข้าถึงยังคงจำกัดเนื่องจากปัญหาการเชื่อมต่อ ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะมีแผนการอย่างไรในการลดช่องว่างทางดิจิทัลเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลหรือผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ผู้ใช้งานควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการปรับปรุงประสิทธิภาพและการเข้าถึงระบบในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 08:00 UTC