ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
วัฒนธรรม งาน ICONIC Craft Coffee Expo ปลุกกระแสวงการกาแฟไทยให้คึกคัก ✦
ความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมหนักตัดขาดหลายพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ✦
การขนส่ง เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ ✦
การท่องเที่ยว ททท. เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' กระตุ้นการท่องเที่ยวจีน ✦
เทคโนโลยี อินฟินีออนเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในสมุทรปราการ ✦
ความปลอดภัย กลุ่มเซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมใน 4 สาขา ✦
การขนส่ง การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนขบวนรถนอน ✦
ความปลอดภัย เซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถ 4 สาขา ช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วม ✦
เทคโนโลยี กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ เขตห้วยขวาง ✦
วัฒนธรรม

งาน ICONIC Craft Coffee Expo ปลุกกระแสวงการกาแฟไทยให้คึกคัก

แหล่งข่าวเดียว
งาน ICONIC Craft Coffee Expo ปลุกกระแสวงการกาแฟไทยให้คึกคัก

งาน ICONIC Craft Coffee Expo ที่ไอคอนสยามรายงานยอดขายและจำนวนผู้เข้าชมที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ตอกย้ำความนิยมที่เพิ่มขึ้นของวัฒนธรรมกาแฟพิเศษในประเทศไทย

จากรายงานของมติชนออนไลน์ งาน 'ICONIC Craft Coffee Expo' ที่จัดขึ้น ณ ไอคอนสยาม ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยทำหน้าที่เป็นจุดรวมพลังสำคัญสำหรับชุมชนคนรักกาแฟในท้องถิ่น ผู้จัดงานรายงานว่ายอดขายเพิ่มขึ้น 30% และมีจำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อประสบการณ์กาแฟพิเศษในกรุงเทพฯ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความมีชีวิตชีวาของวงการกาแฟในประเทศไทยที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไอคอนสยามซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยายังคงวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์และเทรนด์อาหาร ความสำเร็จของงานแสดงสินค้าครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากาแฟคราฟต์กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งสำหรับการค้าในท้องถิ่นและการดึงดูดนักท่องเที่ยวในเมืองหลวง

แม้ตัวเลขที่รายงานจะบ่งชี้ถึงการตอบรับที่ดีจากสาธารณชน แต่ผลกระทบในระยะยาวต่ออุตสาหกรรมกาแฟในภาพรวมนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป ยังไม่มีการยืนยันว่างานแสดงสินค้านี้จะกลายเป็นกิจกรรมประจำปีหรือจะมีการขยายงานในลักษณะเดียวกันไปยังสถานที่อื่นๆ หรือไม่ ผู้ที่สนใจวัฒนธรรมกาแฟในท้องถิ่นควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากไอคอนสยามสำหรับนิทรรศการไลฟ์สไตล์และการรวมตัวของชุมชนในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ความปลอดภัย

กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

รัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้กระทรวงคมนาคมดำเนินมาตรการรับมือน้ำท่วมอย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยในการเดินทางทั่วประเทศ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้กระทรวงคมนาคมปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้น โดยคำสั่งดังกล่าวเน้นย้ำให้มีการเฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้สัญจรและนักท่องเที่ยว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย คำสั่งนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายการขนส่งทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำในช่วงฤดูฝน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับมอบหมายให้ระบุพื้นที่เสี่ยงภัยและตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่ากระทรวงจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคม แต่นักท่องเที่ยวควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตารางการเดินทางหรือการสัญจรบนท้องถนน

ในขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจังหวัดหรือเส้นทางคมนาคมใดที่อยู่ในระดับเฝ้าระวังสูงสุด นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานท้องถิ่นก่อนออกเดินทางไกล ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อบริการขนส่งสาธารณะอย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและความสามารถในการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมหนักตัดขาดหลายพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมหนักตัดขาดหลายพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่งผลให้หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ระบบสื่อสารขัดข้อง และพื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายอย่างหนัก

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมทางหลวงหมายเลข 3076 ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ สถานการณ์ในขณะนี้อยู่ในระดับวิกฤต โดยชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่หนักที่สุดในรอบ 50 ปี

หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและกลายเป็นเกาะเนื่องจากเส้นทางคมนาคมถูกน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ระบบโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตไม่สามารถใช้งานได้ พื้นที่สวนเกษตรกรรมจมอยู่ใต้น้ำ และสัตว์เศรษฐกิจ เช่น วัวและควาย หลายร้อยตัวยังคงติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม

นายบุญนาค พรพจน์ธนมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองตะเกรา กำลังควบคุมการปฏิบัติงานช่วยเหลือด้วยตนเอง เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ทางการจึงต้องใช้เรือท้องแบนและรถยนต์ขนาดใหญ่ในการเร่งอพยพกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็ก โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่สำนักงาน อบต.คลองตะเกรา

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานยังคงได้รับความเสียหายและระบบสื่อสารยังไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ แม้ว่าการช่วยเหลือจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสียหายต่อทรัพย์สินและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

การขนส่ง

เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

แหล่งข่าวเดียว
เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

หัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนชนเข้ากับรถไฟตู้นอน CNR ที่จอดนิ่งอยู่ในย่านบางซื่อ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2026 เกิดอุบัติเหตุทางรางในพื้นที่ย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเกี่ยวข้องกับหัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนและรถไฟตู้นอน CNR ตามรายงานจาก Khaosod English ระบุว่าหัวรถจักรดังกล่าวได้พุ่งชนเข้ากับขบวนรถไฟตู้นอนที่จอดนิ่งอยู่ ส่งผลให้รถไฟทั้งสองขบวนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ชนกันในครั้งนี้

ทางการยืนยันว่ามีพนักงานรถไฟได้รับบาดเจ็บหนึ่งรายในระหว่างการปะทะ ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บหรือสาเหตุที่แน่ชัดของความผิดพลาดในการสับเปลี่ยนขบวนในขณะนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการเดินรถไฟที่ผ่านศูนย์กลางบางซื่อ แม้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลกระทบต่อเส้นทางเดินรถตามตารางเวลา แต่ขอแนะนำให้ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความล่าช้าหรือการปรับเปลี่ยนการให้บริการ

ขณะนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเหตุการณ์ชนกันดังกล่าวจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการให้บริการของขบวนรถที่ได้รับความเสียหายอย่างไร และเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชั่วคราวในตารางเดินรถท้องถิ่นหรือไม่ การสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดของการปฏิบัติงานสับเปลี่ยนขบวนยังคงดำเนินอยู่ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเดินทางของท่าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:45 UTC

การท่องเที่ยว

ททท. เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' กระตุ้นการท่องเที่ยวจีน

แหล่งข่าวเดียว
ททท. เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' กระตุ้นการท่องเที่ยวจีน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชิญ 31 อินฟลูเอนเซอร์จีนมาโปรโมตประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย เพื่อรักษาแรงส่งด้านการท่องเที่ยวต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีนปี 2570

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' อย่างเป็นทางการ โดยต้อนรับ 31 อินฟลูเอนเซอร์ (KOLs) ชื่อดังจากจีนเพื่อให้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยด้วยตนเอง โครงการนี้เปิดตัวในงาน 'Amazing Thailand Mid-Autumn Celebration 2026' ณ One Bangkok โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน

ตามรายงานของ Khaosod Online โครงการนี้มุ่งเน้นการใช้คอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยสู่สายตาชาวจีน โดยการแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางส่วนตัว คาดว่าเหล่าครีเอเตอร์เหล่านี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางและกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมภายใต้แนวคิด 'จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน'

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย แคมเปญนี้แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในตลาดจีน ซึ่งอาจนำไปสู่กิจกรรมส่งเสริมการขายและงานอีเวนต์ต่างๆ ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 จนถึงเทศกาลตรุษจีนปี 2570 แม้ว่าแคมเปญนี้จะออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความสนใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวหรือนโยบายวีซ่ายังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ ททท. ยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือทางดิจิทัลเหล่านี้ในการรักษาความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

เทคโนโลยี

อินฟินีออนเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในสมุทรปราการ

แหล่งข่าวเดียว
อินฟินีออนเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในสมุทรปราการ

อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ ผู้ผลิตชิปจากเยอรมนี เตรียมเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาทในประเทศไทย วันที่ 1 ตุลาคม 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ ผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี มีกำหนดเปิดโรงงานผลิตแห่งใหม่อย่างเป็นทางการในจังหวัดสมุทรปราการ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญมูลค่ากว่า 48,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปสู่การผลิตชิปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

โรงงานแห่งใหม่นี้จะเป็นฐานการผลิต Power Module แห่งที่ 3 ของอินฟินีออนต่อจากเยอรมนีและจีน ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน และดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากส่วนการผลิตแล้ว โรงงานแห่งนี้ยังรวมถึงการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์วิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่แห่งแรกของบริษัทในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ติดตามอุตสาหกรรม การพัฒนานี้แสดงถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาค คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เน้นย้ำว่าโครงการนี้รวมถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยตั้งเป้าการใช้วัตถุดิบในประเทศไว้ที่ 60% นอกจากนี้ ข้อตกลงยังกำหนดให้มีการพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน

แม้ว่าพิธีเปิดจะได้รับการยืนยันสำหรับวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อการจ้างงานในท้องถิ่นและกำหนดการที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานเต็มรูปแบบของศูนย์วิจัยนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

ความปลอดภัย

กลุ่มเซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมใน 4 สาขา

แหล่งข่าวเดียว
กลุ่มเซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมใน 4 สาขา

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลในอยุธยา โคราช ชลบุรี และศรีราชา เปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวในการปกป้องยานพาหนะจากสถานการณ์น้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กลุ่มเซ็นทรัลได้ประกาศเปิดพื้นที่จอดรถที่กำหนดไว้ในศูนย์การค้า 4 แห่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดหาสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าของรถในการนำรถไปจอดให้พ้นจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

สาขาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ เซ็นทรัล อยุธยา, เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล ชลบุรี และเซ็นทรัล ศรีราชา โดยบริการนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ มาตรการนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับยานพาหนะจากน้ำท่วม

แม้ว่าจะมีพื้นที่จอดรถให้บริการ แต่รายงานระบุว่าผู้ที่สนใจใช้บริการควรตรวจสอบขั้นตอนและข้อกำหนดเฉพาะสำหรับการเข้าใช้ในแต่ละสาขา ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับความจุที่แน่นอนของพื้นที่จอดรถและระยะเวลาในการให้บริการยังไม่ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจน ผู้ที่วางแผนจะใช้บริการดังกล่าวควรติดต่อสอบถามข้อมูลล่าสุดโดยตรงกับศูนย์การค้าแต่ละแห่ง เพื่อให้แน่ใจว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียนยานพาหนะเมื่อเดินทางไปถึง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

การขนส่ง

การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนขบวนรถนอน

แหล่งข่าวเดียว
การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนขบวนรถนอน

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนกับขบวนรถนอน โดยยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินรถตามปกติ

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการหลังจากเกิดเหตุรถจักรเฉี่ยวชนกับขบวนรถนอน ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการสับเปลี่ยนขบวนหรือการเคลื่อนย้ายรถ ส่งผลให้เกิดการเฉี่ยวชนกันเล็กน้อยระหว่างรถทั้งสองขบวน

เจ้าหน้าที่การรถไฟยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่ส่งผลกระทบต่อตารางการเดินรถทั่วประเทศ เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว การรถไฟฯ ได้ออกคำสั่งกำชับให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความท้าทายด้านการบำรุงรักษาและการปฏิบัติงานภายในเครือข่ายรถไฟ แม้ว่าการรถไฟฯ จะยืนยันว่าการให้บริการยังคงมีความเสถียรและปลอดภัย แต่ปัจจัยทางเทคนิคหรือความผิดพลาดจากบุคคลที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้ การรถไฟฯ ยังไม่ได้เปิดเผยกำหนดการที่ชัดเจนว่าจะมีการเผยแพร่รายงานการสอบสวนฉบับสมบูรณ์เมื่อใด ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการรถไฟฯ เพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดต แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการรายงานการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในการเดินรถก็ตาม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ความปลอดภัย

เซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถ 4 สาขา ช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
เซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถ 4 สาขา ช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วม

เซ็นทรัลพัฒนาเปิดพื้นที่จอดรถในศูนย์การค้า 4 แห่ง เพื่อเป็นจุดจอดรถสำรองสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเปิดพื้นที่จอดรถภายในศูนย์การค้า 4 แห่ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนสามารถนำรถยนต์มาจอดในพื้นที่ปลอดภัยและห่างไกลจากจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วม

ศูนย์การค้าที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ เซ็นทรัล อยุธยา, เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล ชลบุรี และเซ็นทรัล ศรีราชา โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Khaosod Online ได้มีการจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับโครงการนี้ เช่น อาคารจอดรถชั้น 1.5 ที่เซ็นทรัล อยุธยา และอาคารจอดรถ Parking B ชั้น 2.5 ที่เซ็นทรัล โคราช

สำหรับประชาชนที่ต้องการใช้บริการจำเป็นต้องลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ ณ จุดรับฝากรถ โดยต้องเตรียมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาคู่มือรถมาแสดง หากมานอกเวลาทำการ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าศูนย์การค้าเพื่อขอลงทะเบียนได้

ทั้งนี้ บริษัทได้ระบุเงื่อนไขว่าพื้นที่จอดรถจำกัดเฉพาะจุดที่กำหนดไว้เท่านั้น และทางศูนย์การค้าจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นกับรถที่นำมาฝากภายใต้โครงการนี้ ประชาชนควรติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือตรวจสอบความพร้อมของพื้นที่กับทางศูนย์การค้าโดยตรงก่อนเดินทาง เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในแต่ละพื้นที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

เทคโนโลยี

กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ เขตห้วยขวาง

แหล่งข่าวเดียว
กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ เขตห้วยขวาง

กรมควบคุมมลพิษของไทยได้ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ในกรุงเทพฯ โดยยืนยันว่าการระบายน้ำทิ้งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ประกาศผลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ (Telehouse) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร การตรวจสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชิงรุกเพื่อติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ภายในเมือง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ เจ้าหน้าที่ได้มุ่งเน้นไปที่ระบบจัดการน้ำทิ้งของสถานที่ดังกล่าวเป็นพิเศษ โดยกรมควบคุมมลพิษยืนยันว่าน้ำที่ระบายออกจากพื้นที่ไม่มีร่องรอยของการปนเปื้อนน้ำมันและยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนในพื้นที่เขตห้วยขวาง การตรวจสอบนี้ถือเป็นการสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในการดำเนินงานของศูนย์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในเมืองหลวง ท่าทีเชิงรุกของกรมควบคุมมลพิษบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยีจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

แม้ว่าผลการตรวจสอบในปัจจุบันจะระบุว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่รายงานไม่ได้ระบุว่าการตรวจสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของตารางการตรวจสอบประจำสำหรับศูนย์ข้อมูลทั้งหมดในภูมิภาคหรือไม่ หรือมีการวางแผนที่จะติดตามตรวจสอบสถานที่อื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้หรือไม่ ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่ของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:15 UTC

SAM ร่วมกับศาลแพ่งตลิ่งชันเปิดตัวโครงการช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

SAM ร่วมกับศาลแพ่งตลิ่งชันเปิดตัวโครงการช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาหนี้สินในวันที่ 19-20 กันยายน 2569 โดยเสนอทางเลือกการลดหนี้ NPL สำหรับประชาชนในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

SAM ร่วมกับศาลแพ่งตลิ่งชันเปิดตัวโครงการช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน

แหล่งข่าวเดียว
SAM ร่วมกับศาลแพ่งตลิ่งชันเปิดตัวโครงการช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาหนี้สินในวันที่ 19-20 กันยายน 2569 โดยเสนอทางเลือกการลดหนี้ NPL สำหรับประชาชนในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ร่วมกับศาลแพ่งตลิ่งชัน ประกาศจัดกิจกรรม 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' ครั้งที่ 3 โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19-20 กันยายน 2569 เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาหนี้เสีย (NPL)

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ประชาชนในเขตบางพลัด เขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน และจังหวัดนนทบุรี โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกทางเลือกได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ โครงการ 'จ่าย ปิด จบ' ซึ่งจะลดเงินต้นให้ 50% หรือการผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ยโดยลดเงินต้นให้ 30%

สำหรับประชาชนทั่วไป กิจกรรมนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างทางการเงินส่วนบุคคลและแก้ไขประวัติหนี้เสีย ทั้งนี้ SAM ระบุว่าเงื่อนไขดังกล่าวมีผลในปัจจุบัน แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้ในปี 2570

แม้ว่ากิจกรรมนี้จะเป็นช่องทางที่เป็นระบบในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน แต่ผู้ที่สนใจควรตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ของ SAM ในวันจัดงาน ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการได้จำนวนเท่าใดในช่วงเวลา 2 วันดังกล่าว และจะมีโครงการในลักษณะนี้ขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ในอนาคตหรือไม่ กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:56 UTC

GPSC คว้าสัญญาโครงการพลังงานสะอาด 105 เมกะวัตต์ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

GPSC คว้าสัญญาโครงการพลังงานสะอาด 105 เมกะวัตต์ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้รับสัญญาโครงการพลังงานหมุนเวียน 6 โครงการ รวมกำลังการผลิต 105 เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แก่หน่วยงานรัฐของไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

GPSC คว้าสัญญาโครงการพลังงานสะอาด 105 เมกะวัตต์ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

แหล่งข่าวเดียว
GPSC คว้าสัญญาโครงการพลังงานสะอาด 105 เมกะวัตต์ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้รับสัญญาโครงการพลังงานหมุนเวียน 6 โครงการ รวมกำลังการผลิต 105 เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แก่หน่วยงานรัฐของไทย

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้รับสัญญาโครงการพลังงานหมุนเวียนจำนวน 6 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตรวม 105 เมกะวัตต์ โครงการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดหาพลังงานสะอาดให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

บริษัทประกาศว่าโครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2571 และ 2573 การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร การขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างบทบาทของ GPSC ในระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและภาคธุรกิจในประเทศไทย การขยายตัวนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและมาตรฐานความยั่งยืนในอนาคต แม้ว่าจะมีการลงนามในสัญญาแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของโครงการและมูลค่าการลงทุนรวมยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังรอการอัปเดตเพิ่มเติมในขณะที่บริษัทดำเนินงานตามกำหนดการที่วางไว้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:37 UTC

ทีมเศรษฐกิจไทยหารือรับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทีมเศรษฐกิจไทยหารือรับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง

ทางการไทยกำลังเตรียมมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นต่อค่าครองชีพและสินค้าเกษตร

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทีมเศรษฐกิจไทยหารือรับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ทีมเศรษฐกิจไทยหารือรับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง

ทางการไทยกำลังเตรียมมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นต่อค่าครองชีพและสินค้าเกษตร

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 คุณศุภจีและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ประชุมหารือเพื่อรับมือกับความท้าทายจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยการหารือมุ่งเน้นไปที่การวางกลยุทธ์เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพและสนับสนุนภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงเป็นพิเศษ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงส่งผลโดยตรงต่อค่าโดยสารการขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค หากรัฐบาลมีการดำเนินมาตรการอุดหนุนหรือควบคุมราคา อาจช่วยให้ค่าใช้จ่ายรายวันมีเสถียรภาพมากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเฉพาะของมาตรการเหล่านี้ยังคงต้องรอการสรุปผล

คาดว่าทีมเศรษฐกิจจะนำเสนอข้อเสนออย่างเป็นทางการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในสัปดาห์หน้า จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะตรวจสอบและอนุมัติแผนงานเหล่านี้ ลักษณะที่แน่ชัดของมาตรการช่วยเหลือ รวมถึงการพิจารณาว่าจะมีการกำหนดเพดานราคาโดยตรงหรือการสนับสนุนทางเศรษฐกิจในวงกว้างหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศจากรัฐบาลในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตว่านโยบายเหล่านี้อาจส่งผลต่อราคาสินค้าในตลาดท้องถิ่นและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:36 UTC

รัฐบาลไทยหารือมาตรการรับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยหารือมาตรการรับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังเตรียมมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อค่าครองชีพและภาคการเกษตร

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยหารือมาตรการรับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยหารือมาตรการรับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังเตรียมมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อค่าครองชีพและภาคการเกษตร

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยกำลังเร่งกำหนดแนวทางเพื่อรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกับทีมเศรษฐกิจระดับสูง ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

การหารือมุ่งเน้นไปที่การพัฒนามาตรการที่ครอบคลุมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและสนับสนุนประชาชนรวมถึงภาคการเกษตร ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาแหล่งเงินทุนต่าง ๆ เช่น งบกลาง เงินกู้ และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินมาตรการเหล่านี้

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีความสำคัญเนื่องจากอาจนำไปสู่การควบคุมราคาโดยรัฐบาลหรือมาตรการช่วยเหลือเพื่อชะลอภาวะเงินเฟ้อและรักษาความสามารถในการซื้อสินค้าจำเป็นและค่าเดินทาง

แม้ว่ารัฐบาลจะระบุว่าจะมีการนำเสนอแผนที่ชัดเจนต่อคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับงบประมาณและลักษณะของมาตรการช่วยเหลือยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ ประชาชนควรติดตามประกาศจากรัฐบาลในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตว่านโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและราคาสินค้าในตลาดอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:36 UTC

สมาพันธ์ SME ไทย ชงขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพิ่มเพดานรายได้ร้านค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สมาพันธ์ SME ไทย ชงขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพิ่มเพดานรายได้ร้านค้า

สมาพันธ์ SME ไทย ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” พร้อมเสนอปรับเกณฑ์รายได้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้สูงขึ้น

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สมาพันธ์ SME ไทย ชงขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพิ่มเพดานรายได้ร้านค้า

แหล่งข่าวเดียว
สมาพันธ์ SME ไทย ชงขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพิ่มเพดานรายได้ร้านค้า

สมาพันธ์ SME ไทย ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” พร้อมเสนอปรับเกณฑ์รายได้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้สูงขึ้น

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 สมาพันธ์ SME ไทย นำโดยนายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ฯ ได้ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” โดยมีเป้าหมายเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

สาระสำคัญของข้อเสนอคือการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการ โดยขอขยายเพดานรายได้ของผู้ประกอบการร้านค้าจากเดิม 1.8 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย (Micro และ Small) ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ทางสมาพันธ์ฯ ให้เหตุผลว่าผู้ประกอบการยังคงต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าสาธารณูปโภค ค่าแรง และราคาวัตถุดิบ

สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศไทย ข้อเสนอนี้สะท้อนถึงความพยายามในการกระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่นและสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก หากข้อเสนอนี้ได้รับการอนุมัติ อาจส่งผลให้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากขึ้นและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอการยืนยันจากรัฐบาลว่าจะยอมรับข้อเสนอดังกล่าวหรือมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์รายได้ตามที่เสนอหรือไม่ ในขณะนี้มาตรการดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อเสนอจากทางสมาพันธ์ฯ และยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:18 UTC

ไทยมุ่งยกระดับสู่การเป็น 'Creative Nation' หรือชาติแห่งความคิดสร้างสรรค์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยมุ่งยกระดับสู่การเป็น 'Creative Nation' หรือชาติแห่งความคิดสร้างสรรค์

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมและบุคลากรที่มีความสามารถในท้องถิ่นเพื่อขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าถึง 1.7 ล้านล้านบาท

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยมุ่งยกระดับสู่การเป็น 'Creative Nation' หรือชาติแห่งความคิดสร้างสรรค์

แหล่งข่าวเดียว
ไทยมุ่งยกระดับสู่การเป็น 'Creative Nation' หรือชาติแห่งความคิดสร้างสรรค์

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมและบุคลากรที่มีความสามารถในท้องถิ่นเพื่อขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าถึง 1.7 ล้านล้านบาท

ตามรายงานของ Khaosod English รัฐบาลไทยกำลังส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างจริงจังเพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในอนาคต โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กำลังดำเนินโครงการต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น ความสามารถของบุคคล และอัตลักษณ์เฉพาะตัวของเมืองให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เป้าหมายหลักของกลยุทธ์นี้คือการดึงดูดทั้งการลงทุนจากต่างประเทศและการท่องเที่ยวระดับโลก

ปัจจุบัน CEA ประเมินว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านบาทต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนเหล่านี้ ทางการหวังว่าจะยกระดับสถานะของประเทศให้เป็น 'Creative Nation' หรือชาติแห่งความคิดสร้างสรรค์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางวัฒนธรรม การฟื้นฟูย่านเมือง และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับจังหวัดต่างๆ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวหลักแบบดั้งเดิม

แม้ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ 1.7 ล้านล้านบาทจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาคส่วนนี้ในปัจจุบัน แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายใหม่หรือกรอบเวลาสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เหล่านี้จะเปลี่ยนไปสู่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างไร และจะสามารถสร้างความหลากหลายให้กับข้อเสนอทางการท่องเที่ยวของประเทศได้สำเร็จหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 07:30 UTC

รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจรับมือราคาพลังงานพุ่ง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจรับมือราคาพลังงานพุ่ง

รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เตรียมเสนอแผนช่วยเหลือทางเศรษฐกิจชุดใหม่ต่อคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นและสนับสนุนภาคการเกษตร

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจรับมือราคาพลังงานพุ่ง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจรับมือราคาพลังงานพุ่ง

รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เตรียมเสนอแผนช่วยเหลือทางเศรษฐกิจชุดใหม่ต่อคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นและสนับสนุนภาคการเกษตร

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังเตรียมนำเสนอแผนต่อคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อค่าครองชีพและภาคการเกษตร มาตรการที่เสนอนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลกำลังติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการแทรกแซงจากภาครัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าและบริการที่จำเป็น แม้ว่ารัฐบาลจะชี้แจงว่าไม่มีอำนาจในการควบคุมราคาน้ำมันโดยตรง แต่คาดว่าการหารือในคณะรัฐมนตรีจะมุ่งเน้นไปที่กลไกการสนับสนุนในวงกว้างเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ โดยทางการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปีจะยังคงไม่เกิน 3%

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยันคือรายละเอียดเฉพาะของมาตรการช่วยเหลือ รวมถึงสินค้าเกษตรหรือสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทใดที่จะได้รับความสำคัญในการสนับสนุน ผู้อยู่อาศัยควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อทำความเข้าใจว่านโยบายเหล่านี้อาจส่งผลต่อราคาตลาดในท้องถิ่นและความพร้อมของเงินอุดหนุนอย่างไร สถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลงในขณะที่รัฐบาลพยายามรักษาสมดุลระหว่างนโยบายการคลังกับแรงกดดันจากตลาดพลังงานโลก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:00 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งแตะ 70,000 บาทต่อบาททองคำ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งแตะ 70,000 บาทต่อบาททองคำ

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยเพิ่มขึ้น 1,100 บาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งแตะ 70,000 บาทต่อบาททองคำ

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งแตะ 70,000 บาทต่อบาททองคำ

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยเพิ่มขึ้น 1,100 บาท

ข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำระบุว่า ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดย ณ เวลา 14.30 น. ราคาทองรูปพรรณอยู่ที่ 70,000 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเพิ่มขึ้น 1,100 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพุ่งขึ้นของราคานี้สะท้อนถึงความผันผวนอย่างมากในตลาดโลหะมีค่าในท้องถิ่น ผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ทองคำหรือกำลังพิจารณาซื้อควรตระหนักว่าการปรับราคาที่รวดเร็วเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อตลาดค้าปลีกในท้องถิ่นและการประเมินมูลค่าเครื่องประดับ

แม้ว่าสมาคมค้าทองคำจะยืนยันตัวเลขดังกล่าวในการอัปเดตช่วงบ่าย แต่สภาวะตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน ต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มขาขึ้นนี้จะคงที่หรือไม่ หรือจะมีความผันผวนเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ผู้ที่สนใจการซื้อขายหรือลงทุนในทองคำควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากสมาคมค้าทองคำเพื่อรับทราบราคาที่เป็นปัจจุบันที่สุด เนื่องจากอัตราตลาดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวันทำการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:00 UTC

รัฐบาลไทยยืนยันไม่จ่ายค่าโง่ 4 พันล้านบาท ปมข้อพิพาทท่าเรือแหลมฉบัง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยยืนยันไม่จ่ายค่าโง่ 4 พันล้านบาท ปมข้อพิพาทท่าเรือแหลมฉบัง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยืนยันว่ารัฐบาลจะคัดค้านการเรียกร้องค่าชดเชย 4 พันล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยยืนยันไม่จ่ายค่าโง่ 4 พันล้านบาท ปมข้อพิพาทท่าเรือแหลมฉบัง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยยืนยันไม่จ่ายค่าโง่ 4 พันล้านบาท ปมข้อพิพาทท่าเรือแหลมฉบัง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยืนยันว่ารัฐบาลจะคัดค้านการเรียกร้องค่าชดเชย 4 พันล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่ารัฐบาลไทยจะไม่จ่ายค่าชดเชยจำนวน 4 พันล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โดยข้อพิพาทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการถมทะเลในพื้นที่โครงการ ซึ่งรัฐบาลยังคงยืนยันจุดยืนในการไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบโลจิสติกส์และขีดความสามารถทางการค้าของประเทศไทย ท่าเรือแหลมฉบังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ และความล่าช้าหรือข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับการขยายท่าเรืออาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้ รัฐมนตรียังได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปิดท่าเรือคลองเตยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดระเบียบระบบโลจิสติกส์ในกรุงเทพฯ

แม้ว่ารัฐบาลจะปฏิเสธข้อเรียกร้องค่าชดเชยดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่กระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทนี้ยังคงดำเนินอยู่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่ารัฐบาลมีแนวทางอย่างไรในการแก้ไขความขัดแย้งโดยไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือความล่าช้าของโครงการ ทั้งนี้ กลไกทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงในการต่อสู้กับข้อเรียกร้องนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ และกรอบเวลาสำหรับการยุติข้อพิพาทท่าเรือแหลมฉบังยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 07:56 UTC

BCPG ชี้แจงกรณี DSI ขอเอกสารโครงการลงทุนคลังน้ำมันและท่าเรือในเพชรบุรี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

BCPG ชี้แจงกรณี DSI ขอเอกสารโครงการลงทุนคลังน้ำมันและท่าเรือในเพชรบุรี

BCPG ยืนยันความพร้อมในการให้ความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในจังหวัดเพชรบุรี โดยระบุว่าการดำเนินธุรกิจยังคงเป็นไปตามปกติ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

BCPG ชี้แจงกรณี DSI ขอเอกสารโครงการลงทุนคลังน้ำมันและท่าเรือในเพชรบุรี

แหล่งข่าวเดียว
BCPG ชี้แจงกรณี DSI ขอเอกสารโครงการลงทุนคลังน้ำมันและท่าเรือในเพชรบุรี

BCPG ยืนยันความพร้อมในการให้ความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในจังหวัดเพชรบุรี โดยระบุว่าการดำเนินธุรกิจยังคงเป็นไปตามปกติ

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการขอเอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ของประเทศไทย โดยการตรวจสอบดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการลงทุนของบริษัทในโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในจังหวัดเพชรบุรี

ตามข้อมูลของบริษัท BCPG มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการให้ข้อมูลที่ร้องขอแก่เจ้าหน้าที่เพื่อความโปร่งใส ทั้งนี้ บริษัทเน้นย้ำว่าในปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายหรือผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ BCPG ยังระบุว่าคำร้องขอทางธุรการนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินหรือการดำเนินธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใด

สำหรับประชาชนและนักลงทุน ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบที่กำลังดำเนินอยู่สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี แม้ว่าบริษัทจะยืนยันว่ากิจกรรมทางธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปตามแผน แต่สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบเพิ่มเติมจาก DSI ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากทั้งบริษัทและ DSI เพื่อทำความเข้าใจว่าจะมีกฎระเบียบใหม่หรือการปรับเปลี่ยนโครงการในอนาคตหรือไม่ ในขณะนี้ บริษัทยังคงดำเนินงานตามปกติโดยไม่มีการหยุดชะงัก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:00 UTC

นายกฯ อนุมัติโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นายกฯ อนุมัติโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

รัฐบาลไทยอนุมัติการขยายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' โดยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นายกฯ อนุมัติโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ อนุมัติโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

รัฐบาลไทยอนุมัติการขยายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' โดยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีไทยได้ยืนยันอย่างเป็นทางการถึงการอนุมัติโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟสที่ 2 แล้ว โดยรัฐบาลเน้นย้ำว่าโครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่ค่าครองชีพสูง ไม่ใช่การดำเนินนโยบายประชานิยม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากแสดงให้เห็นถึงการแทรกแซงของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเพื่อจัดการกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสนับสนุนกำลังซื้อในท้องถิ่น แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะยืนยันการอนุมัติในหลักการแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินการ เกณฑ์การคัดเลือก และลักษณะของสิทธิประโยชน์ที่แน่ชัดยังคงต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติม โดยรัฐบาลระบุว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะเป็นผู้แถลงรายละเอียดของเฟสที่ 2 อย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้

ในขณะนี้ ประชาชนกำลังรอการสื่อสารอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าการขยายโครงการนี้จะมีรูปแบบอย่างไรและใครจะมีสิทธิ์เข้าร่วมบ้าง ผู้อยู่อาศัยควรติดตามช่องทางข่าวสารของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเริ่มดำเนินโครงการอาจส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจในท้องถิ่นและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 07:38 UTC

การเจรจา FTA ไทย-EU เข้าสู่โค้งสุดท้าย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเจรจา FTA ไทย-EU เข้าสู่โค้งสุดท้าย

เจ้าหน้าที่ไทยรายงานว่าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-EU ดำเนินการไปแล้ว 2 ใน 3 ของข้อบททั้งหมด โดยเตรียมเปิดโต๊ะเจรจารอบถัดไปปลายเดือนกันยายนนี้

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเจรจา FTA ไทย-EU เข้าสู่โค้งสุดท้าย

แหล่งข่าวเดียว
การเจรจา FTA ไทย-EU เข้าสู่โค้งสุดท้าย

เจ้าหน้าที่ไทยรายงานว่าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-EU ดำเนินการไปแล้ว 2 ใน 3 ของข้อบททั้งหมด โดยเตรียมเปิดโต๊ะเจรจารอบถัดไปปลายเดือนกันยายนนี้

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรปได้เข้าสู่ขั้นตอนสำคัญแล้ว ภายหลังการประชุมที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าขณะนี้สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของข้อบททั้งหมด

รัฐบาลเน้นย้ำว่าเป้าหมายหลักของการเจรจาคือการสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุดให้กับประเทศไทย โดยยังคงรักษาเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติไว้ ทั้งนี้ การเจรจารอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตในวันที่ 28 กันยายน 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความคืบหน้านี้มีความสำคัญเนื่องจากหาก FTA บรรลุผลสำเร็จ อาจนำไปสู่การลดภาษีศุลกากร การเพิ่มความพร้อมของสินค้าจากยุโรป และการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางธุรกิจในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายและการลงนามอย่างเป็นทางการจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี

แม้จะมีความคืบหน้าที่น่าสังเกต แต่ข้อบทส่วนสุดท้ายยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะนี้สาธารณชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอผลการประชุมสุดยอดที่ภูเก็ต เพื่อดูว่าข้อบทที่เหลือจะสามารถตกลงกันได้สำเร็จตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 07:58 UTC

สคร. ปฏิเสธข่าวการควบรวมกิจการ อสมท และ ไทยพีบีเอส
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สคร. ปฏิเสธข่าวการควบรวมกิจการ อสมท และ ไทยพีบีเอส

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ปฏิเสธกระแสข่าวการควบรวมกิจการระหว่าง อสมท และ ไทยพีบีเอส โดยระบุว่าติดขัดด้านข้อกฎหมาย พร้อมเตรียมเสนอ ครม. ทบทวนบทบาทรัฐวิสาหกิจ 8 แห่ง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สคร. ปฏิเสธข่าวการควบรวมกิจการ อสมท และ ไทยพีบีเอส

แหล่งข่าวเดียว
สคร. ปฏิเสธข่าวการควบรวมกิจการ อสมท และ ไทยพีบีเอส

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ปฏิเสธกระแสข่าวการควบรวมกิจการระหว่าง อสมท และ ไทยพีบีเอส โดยระบุว่าติดขัดด้านข้อกฎหมาย พร้อมเตรียมเสนอ ครม. ทบทวนบทบาทรัฐวิสาหกิจ 8 แห่ง

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) โดยนายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. ชี้แจงว่าการควบรวมดังกล่าวไม่สามารถทำได้เนื่องจากทั้งสององค์กรมีกรอบกฎหมายที่แตกต่างกัน

สำหรับประชาชนและผู้ที่ติดตามสถานการณ์สื่อในประเทศไทย ประกาศนี้ช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตขององค์กรสื่อหลักทั้งสองแห่ง แม้ว่าจะไม่มีการควบรวมกิจการ แต่ สคร. กำลังเดินหน้าโครงการทบทวนบทบาทการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจจำนวน 8 แห่ง โดยจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป เพื่อประเมินว่ารัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์สาธารณะและทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ สำหรับผู้ที่อาศัยหรือเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย องค์กรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารของประเทศ แม้ความกังวลเรื่องการควบรวมกิจการจะถูกระงับไปแล้ว แต่การทบทวนบทบาทของรัฐวิสาหกิจทั้ง 8 แห่งยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยยังต้องรอการยืนยันว่ารัฐวิสาหกิจใดบ้างที่จะถูกรวมอยู่ในข้อเสนอนี้ และจะมีการแนะนำการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างไรบ้างหลังจากที่รัฐบาลได้ดำเนินการประเมินเสร็จสิ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:00 UTC

ไทยเฝ้าระวังความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเฝ้าระวังความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเตือนถึงความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออกและความผันผวนของตลาด หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเฝ้าระวังความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเฝ้าระวังความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเตือนถึงความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออกและความผันผวนของตลาด หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แสดงความกังวลต่อมติของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ทางการไทยต้องเร่งประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงเรื่องเงินทุนไหลออกและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับตลาดต่างประเทศที่กว้างขึ้น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้อาจบ่งชี้ถึงความผันผวนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น สศช. เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางแผนการลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศ รัฐบาลกำลังมุ่งเน้นการรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งอาจซ้ำเติมแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากภายนอก นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล แม้ว่ารัฐบาลจะใช้กลไกกองทุนที่มีอยู่เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิง แต่ทางการยอมรับว่าราคาพลังงานตามกลไกตลาดจะยังคงส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งและค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับนโยบายการเงินอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงระดับโลกเหล่านี้ และจะมีมาตรการทางการคลังใดบ้างที่จะนำมาใช้เพื่อสนับสนุนภาคส่วนที่เปราะบาง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 07:36 UTC

ทำความเข้าใจการคำนวณสินเชื่อรถมือสองในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทำความเข้าใจการคำนวณสินเชื่อรถมือสองในประเทศไทย

Thai Post ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยและเงื่อนไขสำหรับสินเชื่อรถมือสอง โดยเน้นความแตกต่างระหว่างสัญญาเช่าซื้อและสินเชื่อที่มีรถยนต์เป็นหลักประกัน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทำความเข้าใจการคำนวณสินเชื่อรถมือสองในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ทำความเข้าใจการคำนวณสินเชื่อรถมือสองในประเทศไทย

Thai Post ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยและเงื่อนไขสำหรับสินเชื่อรถมือสอง โดยเน้นความแตกต่างระหว่างสัญญาเช่าซื้อและสินเชื่อที่มีรถยนต์เป็นหลักประกัน

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 ผู้บริโภคได้รับการสนับสนุนให้ประเมินกลไกทางการเงินเบื้องหลังสินเชื่อรถมือสองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจทำสัญญา รายงานระบุชัดเจนว่าในขณะที่หลายคนมักเชื่อมโยงการจัดไฟแนนซ์รถมือสองเข้ากับสัญญาเช่าซื้อเพื่อซื้อรถยนต์เป็นอันดับแรก แต่ยังมีสินเชื่ออีกประเภทหนึ่งสำหรับผู้ที่มีรถมือสองอยู่แล้วและต้องการนำรถมาเป็นหลักประกันเพื่อขอรับเงินก้อน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการจัดการด้านการเงินในท้องถิ่น การคำนวณอัตราดอกเบี้ยผิดพลาดหรือไม่เข้าใจเงื่อนไขเฉพาะของสัญญาเงินกู้ อาจนำไปสู่ภาระทางการเงินในระยะยาว รายงานเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบสูตรการคำนวณเพื่อให้แน่ใจว่าตารางการชำระคืนมีความโปร่งใส

แม้ว่าข้อมูลนี้จะเป็นแนวทางทั่วไปสำหรับการให้ความรู้ทางการเงิน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขการมีสิทธิ์ และข้อกำหนดในการให้สินเชื่อมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละสถาบันการเงิน ผู้ที่สนใจกู้ยืมควรปรึกษาโดยตรงกับธนาคารหรือผู้ให้บริการสินเชื่อที่ได้รับอนุญาตเพื่อยืนยันเงื่อนไขที่ถูกต้องสำหรับสถานการณ์เฉพาะของตน จนถึงขณะนี้ รายงานไม่ได้จัดเตรียมเครื่องคำนวณที่เป็นสากลและไม่ได้สนับสนุนผู้ให้กู้รายใดรายหนึ่ง ดังนั้นความรับผิดชอบในการตรวจสอบข้อมูลจึงขึ้นอยู่กับผู้บริโภคแต่ละราย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 07:18 UTC

ธนาคารกสิกรไทยออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารกสิกรไทยออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารกสิกรไทยประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิอายุ 10 ปี มูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 6.278% เพื่อเสริมเงินกองทุนชั้นที่ 2

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารกสิกรไทยออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารกสิกรไทยออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารกสิกรไทยประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิอายุ 10 ปี มูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 6.278% เพื่อเสริมเงินกองทุนชั้นที่ 2

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ได้ดำเนินการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอายุ 10 ปี เครื่องมือทางการเงินดังกล่าวมีอัตราดอกเบี้ยรายปีอยู่ที่ 6.278% ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างเงินกองทุนชั้นที่ 2 ของธนาคารให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย ระบุว่าการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ โดยมียอดจองซื้อรวมสูงถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึงสามเท่า ความต้องการที่แข็งแกร่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินของธนาคาร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นกลยุทธ์ทางการเงินขององค์กรเพื่อเพิ่มความเพียงพอของเงินกองทุนในระยะยาวของธนาคาร แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริการธนาคารในชีวิตประจำวันหรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไป แต่ก็แสดงให้เห็นถึงแนวทางเชิงรุกของธนาคารในการรักษาความมั่นคงของงบดุลท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน

ในขณะนี้ ธนาคารได้ยืนยันความสำเร็จในการจัดสรรหุ้นกู้ดังกล่าวแล้ว ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อขีดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร หรือการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์ธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อยนั้น ยังคงต้องติดตามต่อไปในขณะที่ธนาคารนำเงินทุนเหล่านี้เข้าสู่โครงสร้างเงินกองทุนของธนาคาร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 08:01 UTC

กลุ่ม ปตท. ขยายฐานตลาด LNG ระดับโลกด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กลุ่ม ปตท. ขยายฐานตลาด LNG ระดับโลกด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่

กลุ่ม ปตท. ของไทยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาวกับพันธมิตรในเกาหลีใต้และนอร์เวย์ระหว่างงาน Gastech 2026 เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานระดับโลก

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กลุ่ม ปตท. ขยายฐานตลาด LNG ระดับโลกด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่

แหล่งข่าวเดียว
กลุ่ม ปตท. ขยายฐานตลาด LNG ระดับโลกด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่

กลุ่ม ปตท. ของไทยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาวกับพันธมิตรในเกาหลีใต้และนอร์เวย์ระหว่างงาน Gastech 2026 เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานระดับโลก

ในระหว่างการประชุม Gastech 2026 กลุ่ม ปตท. ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับสถานะการเป็นผู้เล่นระดับโลกในตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยผ่านบริษัทในเครืออย่าง บริษัท ปตท. ค้าสากล จำกัด (PTTT) ซึ่งได้บรรลุข้อตกลงสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึง GS Energy Trading Singapore Pte. Ltd. (GSETS) จากสาธารณรัฐเกาหลี

ข้อตกลงเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานของ ปตท. ทำให้บริษัทสามารถจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น การขยายพอร์ตโฟลิโอ LNG นี้จะช่วยให้ ปตท. สามารถรับมือกับสถานการณ์พลังงานระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสร้างความมั่นใจในอุปทานที่มั่นคงเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาวของบริษัทในตลาดพลังงานโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศในการสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาบริการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง แม้ว่าข้อตกลงเหล่านี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจระหว่างประเทศของ ปตท. แต่ปริมาณก๊าซที่จะจัดหาและเงื่อนไขทางการเงินที่แน่ชัดของสัญญายังคงไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเหล่านี้จะส่งผลต่อราคาพลังงานภายในประเทศและความน่าเชื่อถือของอุปทานอย่างไรในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 07:38 UTC

กบข. เตรียมนำส่งผลตอบแทนส่วนเกิน 1.78 พันล้านบาทเข้าคลัง ยันไม่กระทบเงินออมสมาชิก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กบข. เตรียมนำส่งผลตอบแทนส่วนเกิน 1.78 พันล้านบาทเข้าคลัง ยันไม่กระทบเงินออมสมาชิก

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ประกาศแผนนำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองส่วนเกินจำนวน 1.78 พันล้านบาทเข้าสู่กระทรวงการคลัง โดยยืนยันว่าเงินออมส่วนบุคคลของสมาชิกจะไม่ได้รับผลกระทบ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กบข. เตรียมนำส่งผลตอบแทนส่วนเกิน 1.78 พันล้านบาทเข้าคลัง ยันไม่กระทบเงินออมสมาชิก

แหล่งข่าวเดียว
กบข. เตรียมนำส่งผลตอบแทนส่วนเกิน 1.78 พันล้านบาทเข้าคลัง ยันไม่กระทบเงินออมสมาชิก

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ประกาศแผนนำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองส่วนเกินจำนวน 1.78 พันล้านบาทเข้าสู่กระทรวงการคลัง โดยยืนยันว่าเงินออมส่วนบุคคลของสมาชิกจะไม่ได้รับผลกระทบ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กำลังเตรียมโอนเงินผลตอบแทนส่วนเกินจากการบริหารเงินสำรองจำนวน 1.78 พันล้านบาทเข้าสู่คลังหลวง การดำเนินการนี้เป็นไปตามการประเมินภายในของกองทุนเกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านการลงทุนและความต้องการเงินสำรอง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับรัฐอย่างต่อเนื่อง กบข. ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าการโอนเงินครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินออมส่วนบุคคลหรือสิทธิประโยชน์บำนาญของสมาชิก กองทุนยืนยันว่าส่วนเกินดังกล่าวเป็นผลตอบแทนที่เกินกว่าเกณฑ์เงินสำรองที่จำเป็น ซึ่งช่วยให้สามารถนำส่งเข้าสู่งบประมาณแผ่นดินได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของกองทุน

แม้ว่า กบข. จะให้ความมั่นใจเกี่ยวกับเสถียรภาพของบัญชีสมาชิก แต่กรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการโอนเงินครั้งนี้และผลกระทบในวงกว้างต่อกลยุทธ์การลงทุนในอนาคตของกองทุนยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามว่าการนำส่งเงินดังกล่าวอาจส่งผลต่อการจัดสรรสินทรัพย์ระยะยาวของกองทุนอย่างไร เนื่องจากเป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในเกี่ยวกับกองทุนบำนาญภาครัฐ จึงไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของนักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยือนระยะสั้น แต่ยังคงเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงสุขภาพของภาคการเงินสาธารณะของประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 07:18 UTC