ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ ✦
ความปลอดภัย เหตุสลดในภูเก็ต: ตำรวจทำปืนลั่นใส่แม่เสียชีวิต ✦
การเมือง บทบาททางการทูตของเผิง ลี่หยวน ในการเยือนสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ✦
ทั่วไป กรุงเทพฯ อนุมัติ 5 โครงการพัฒนาพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ✦
วัฒนธรรม ภูเก็ตเตรียมจัดขบวนแห่ต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' ผู้ชนะจากรายการ America’s Got Talent ✦
การเมือง ‘อาจารย์เชน’ ได้รับพรจากหลวงพ่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างลงพื้นที่สกลนคร ✦
ความปลอดภัย ฝนถล่มหนักทำน้ำป่าหลากในนครราชสีมา คาเฟ่ดังเขาใหญ่ต้องปิดให้บริการ ✦
ความปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุขไทยออกคำสั่งเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม ✦
เหตุการณ์ มะลิ โคทส์ ประกาศหมั้นกับ อั้ม ถิร ✦
ความปลอดภัย รังสิตขึ้นธงแดงเตือนภัย ระดับน้ำสูง 1.81 เมตร ✦
การขนส่ง

เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

แหล่งข่าวเดียว
เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

หัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนชนเข้ากับรถไฟตู้นอน CNR ที่จอดนิ่งอยู่ในย่านบางซื่อ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2026 เกิดอุบัติเหตุทางรางในพื้นที่ย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเกี่ยวข้องกับหัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนและรถไฟตู้นอน CNR ตามรายงานจาก Khaosod English ระบุว่าหัวรถจักรดังกล่าวได้พุ่งชนเข้ากับขบวนรถไฟตู้นอนที่จอดนิ่งอยู่ ส่งผลให้รถไฟทั้งสองขบวนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ชนกันในครั้งนี้

ทางการยืนยันว่ามีพนักงานรถไฟได้รับบาดเจ็บหนึ่งรายในระหว่างการปะทะ ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บหรือสาเหตุที่แน่ชัดของความผิดพลาดในการสับเปลี่ยนขบวนในขณะนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการเดินรถไฟที่ผ่านศูนย์กลางบางซื่อ แม้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลกระทบต่อเส้นทางเดินรถตามตารางเวลา แต่ขอแนะนำให้ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความล่าช้าหรือการปรับเปลี่ยนการให้บริการ

ขณะนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเหตุการณ์ชนกันดังกล่าวจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการให้บริการของขบวนรถที่ได้รับความเสียหายอย่างไร และเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชั่วคราวในตารางเดินรถท้องถิ่นหรือไม่ การสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดของการปฏิบัติงานสับเปลี่ยนขบวนยังคงดำเนินอยู่ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเดินทางของท่าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:45 UTC

ความปลอดภัย

เหตุสลดในภูเก็ต: ตำรวจทำปืนลั่นใส่แม่เสียชีวิต

แหล่งข่าวเดียว
เหตุสลดในภูเก็ต: ตำรวจทำปืนลั่นใส่แม่เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจทำปืนประจำกายลั่นใส่แม่เสียชีวิตภายในบ้านพักที่จังหวัดภูเก็ต

เมื่อคืนวันที่ 24 กันยายน 2569 เกิดเหตุสลดในพื้นที่ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ตามรายงานจาก Thai Post โดยพันตำรวจโทสากล ไกรนรา สารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งเหตุยิงกันเสียชีวิตภายในบ้านพักซอยเกาะแก้ว 3 ถนนเทพกระษัตรี เมื่อเวลาประมาณ 21.45 น.

รายงานเบื้องต้นระบุว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยศสิบตำรวจโทกำลังตรวจสอบปืนประจำกาย Glock 19 ภายในบ้านพัก ปืนได้เกิดลั่นขึ้น ส่งผลให้กระสุนถูกมารดาที่อยู่ในเหตุการณ์จนเสียชีวิต

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เป็นโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นภายในที่พักอาศัย และไม่ได้บ่งชี้ถึงภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะในวงกว้างของจังหวัดภูเก็ต อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการจัดการอาวุธปืน เนื่องจากขณะนี้คดียังอยู่ในระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่คาดว่าจะดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดทั้งในที่เกิดเหตุและตัวอาวุธปืนเพื่อยืนยันสาเหตุที่แน่ชัด ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนายดังกล่าวจะถูกดำเนินการโดยสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตตามกระบวนการสอบสวนต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:38 UTC

การเมือง

บทบาททางการทูตของเผิง ลี่หยวน ในการเยือนสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้

แหล่งข่าวเดียว
บทบาททางการทูตของเผิง ลี่หยวน ในการเยือนสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้

Matichon Online รายงานถึงอิทธิพลทางการทูตของเผิง ลี่หยวน ภริยาของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน ระหว่างการเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้

ตามรายงานจาก Matichon Online เผิง ลี่หยวน ภริยาของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องมือ 'ซอฟต์พาวเวอร์' ที่สำคัญของจีนระหว่างการเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้ รายงานเน้นย้ำถึงบทบาทของเธอในการทูตระหว่างประเทศและการแสดงออกถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมของจีนบนเวทีโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง การเยือนครั้งนี้ตอกย้ำถึงการมีส่วนร่วมทางการทูตระดับสูงที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา แม้ว่าการเยือนดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเป็นหลัก แต่ก็มักส่งผลต่อบรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อนโยบายการเดินทางระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ทางการค้า และบรรยากาศทั่วไปสำหรับชาวต่างชาติหรือผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในภูมิภาคนี้

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าความพยายามทางการทูตเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เฉพาะเจาะจงหรือข้อตกลงทวิภาคีในระยะยาวอย่างไร ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตามองว่าการเยือนครั้งนี้เป็นสัญญาณของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นในการที่จีนใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงทางวัฒนธรรมเพื่อจัดการภาพลักษณ์ในระดับสากลหรือไม่ ในขณะนี้ รายงานมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบเชิงสัญลักษณ์จากการปรากฏตัวของเธอมากกว่าผลลัพธ์ทางกฎหมายหรือเศรษฐกิจที่เฉพาะเจาะจง นักเดินทางควรติดตามช่องทางทางการทูตอย่างเป็นทางการต่อไปสำหรับการอัปเดตใดๆ ที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือกฎระเบียบการเดินทางระหว่างสองประเทศนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:35 UTC

ทั่วไป

กรุงเทพฯ อนุมัติ 5 โครงการพัฒนาพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ อนุมัติ 5 โครงการพัฒนาพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุมัติ 5 โครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ประวัติศาสตร์เกาะรัตนโกสินทร์ รวมถึงการย้ายสถานีดับเพลิงภูเขาทอง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนแผนการพัฒนาพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ในกรุงเทพมหานคร โดยคณะกรรมการได้อนุมัติ 5 โครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในพื้นที่

โครงการที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่ การย้ายสถานีดับเพลิงภูเขาทองและการบูรณะพื้นที่สะพานเทเวศร์ โครงการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาความสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมของย่านประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งปรับปรุงการเข้าถึงของสาธารณะและความปลอดภัย การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและการบูรณะสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์จะช่วยปรับปรุงความสวยงามและการไหลเวียนของการจราจรในเขตเมืองเก่าของเมืองหลวง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้อาจนำไปสู่การก่อสร้างชั่วคราวและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจราจรหรือเส้นทางเดินเท้าใกล้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การบูรณะสะพานเทเวศร์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มาเยือนพื้นที่นี้เนื่องจากบรรยากาศริมน้ำและความสำคัญทางประวัติศาสตร์

แม้ว่าคณะกรรมการจะอนุมัติโครงการทั้ง 5 โครงการแล้ว แต่กำหนดการเริ่มต้นก่อสร้างและสถานที่ตั้งใหม่ของสถานีดับเพลิงยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเดินทางในชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมการท่องเที่ยวในเขตเกาะรัตนโกสินทร์อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:35 UTC

วัฒนธรรม

ภูเก็ตเตรียมจัดขบวนแห่ต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' ผู้ชนะจากรายการ America’s Got Talent

แหล่งข่าวเดียว
ภูเก็ตเตรียมจัดขบวนแห่ต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' ผู้ชนะจากรายการ America’s Got Talent

ทางการภูเก็ตเตรียมจัดขบวนแห่รอบเมืองเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ 'เนเน่ รอยัล' เยาวชนวัย 16 ปี ผู้ชนะการประกวด America’s Got Talent ซีซั่นที่ 21

จังหวัดภูเก็ตกำลังเตรียมจัดขบวนแห่เพื่อเป็นเกียรติแก่ 'เนเน่ รอยัล' เยาวชนวัย 16 ปี ซึ่งเป็นชาวภูเก็ตที่เพิ่งชนะการประกวดรายการโทรทัศน์ 'America’s Got Talent' ซีซั่นที่ 21 ตามรายงานของ Khaosod Online นายรอมดอน หะยีอาเแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่าทางจังหวัดตั้งใจจะจัดขบวนรถแห่ไปรอบเทศบาลนครภูเก็ต เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความยินดีกับศิลปินรุ่นเยาว์ผู้นี้

ในส่วนของการเตรียมการ มีรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้จัดเตรียมชุดไทยเพื่อให้เนเน่สวมใส่ในระหว่างงานต้อนรับ ทางการมองว่าชัยชนะของเธอเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของทั้งชาวภูเก็ตและชาวไทย โดยมุ่งหวังที่จะใช้ความสำเร็จของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนในพื้นที่กล้าทำตามความฝันของตนเอง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น แม้ว่าเส้นทางของขบวนแห่และกำหนดการที่ชัดเจนกำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับทีมงานของเนเน่ แต่ทางจังหวัดยืนยันว่ากำลังมีการวางแผนต้อนรับอย่างสมเกียรติ รายละเอียดเกี่ยวกับวันที่เดินทางกลับถึงประเทศไทยและกำหนดการสุดท้ายของขบวนแห่ยังคงต้องรอการยืนยัน เนื่องจากขณะนี้ศิลปินยังมีภารกิจที่ต่างประเทศ โดยจะมีการแจ้งข้อมูลอัปเดตให้ทราบอีกครั้งเมื่อกำหนดการชัดเจนแล้ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:36 UTC

การเมือง

‘อาจารย์เชน’ ได้รับพรจากหลวงพ่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างลงพื้นที่สกลนคร

แหล่งข่าวเดียว
‘อาจารย์เชน’ ได้รับพรจากหลวงพ่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างลงพื้นที่สกลนคร

ระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร นักการเมืองที่รู้จักกันในชื่อ 'อาจารย์เชน' ได้รับคำอวยพรจากพระสงฆ์ในพื้นที่ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดสกลนคร บุคคลที่รู้จักกันในชื่อ 'อาจารย์เชน' ได้พบกับเหตุการณ์ที่น่าสนใจเมื่อพระสงฆ์รูปหนึ่งในพื้นที่ได้ให้พรต่อหน้าสาธารณชนว่าขอให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่นักการเมืองกำลังพบปะกับชุมชนท้องถิ่น ท่าทีดังกล่าวดูเหมือนจะทำให้นักการเมืองประหลาดใจจนแสดงอาการเขินอายต่อการสนับสนุนที่ไม่คาดคิดนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดตัดระหว่างวัฒนธรรมทางศาสนาแบบดั้งเดิมกับภูมิทัศน์ทางการเมืองในปัจจุบัน แม้ว่าการให้พรจากพระสงฆ์จะเป็นวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในไทย แต่การที่คำอวยพรนี้เกิดขึ้นในบริบททางการเมืองและมีการกล่าวถึงตำแหน่งระดับสูงจึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าเหตุการณ์นี้เป็นการปฏิสัมพันธ์ส่วนบุคคลและไม่ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเป็นทางการหรือการรับรองจากสถาบันทางศาสนาแต่อย่างใด จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าคำอวยพรนี้มีน้ำหนักทางกฎหมายหรือส่งผลต่อทิศทางการหาเสียงของนักการเมืองแต่อย่างใด ผู้สังเกตการณ์ควรพิจารณาเรื่องนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นมากกว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีนัยสำคัญ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการในอนาคตของนักการเมืองหรือบริบทเฉพาะของการลงพื้นที่ครั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันจากแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของทีมหาเสียงต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:35 UTC

ความปลอดภัย

ฝนถล่มหนักทำน้ำป่าหลากในนครราชสีมา คาเฟ่ดังเขาใหญ่ต้องปิดให้บริการ

แหล่งข่าวเดียว
ฝนถล่มหนักทำน้ำป่าหลากในนครราชสีมา คาเฟ่ดังเขาใหญ่ต้องปิดให้บริการ

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในบางพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้คาเฟ่ชื่อดังในเขาใหญ่ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องทั่วทั้งจังหวัดนครราชสีมาส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในเขตเขาใหญ่ โดยรายงานจากข่าวสดออนไลน์ระบุว่าคาเฟ่ชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ต้องปิดให้บริการเนื่องจากน้ำป่าไหลเข้าท่วมฉับพลัน

นายกฤษฏิ์ พูนเกษม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าทั้ง 32 อำเภอของจังหวัดมีสภาพอากาศมืดครึ้มและมีปริมาณฝนตกในระดับที่แตกต่างกัน ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่ามีปริมาณฝนตกหนัก โดยที่อำเภอปากช่องวัดได้ 160 มิลลิเมตร ตามด้วยอำเภอพระทองคำ (56.5 มม.) อำเภอวังน้ำเขียว (55 มม.) และอำเภอครบุรี (25 มม.)

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สภาพอากาศเช่นนี้จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่ลุ่มต่ำที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน แม้สถานการณ์จะสร้างความเดือดร้อน แต่สำนักงานชลประทานจังหวัดนครราชสีมาได้ให้ข้อมูลเพื่อความมั่นใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ โดยระบุว่าเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่งของจังหวัด ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน และเขื่อนลำแชะ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกันไม่ถึง 50% ของความจุ ซึ่งหมายความว่ายังมีพื้นที่รองรับน้ำได้อีกมากเพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่เขื่อน

เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปเขาใหญ่หรือพื้นที่ใกล้เคียงควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศและสภาพเส้นทางก่อนออกเดินทาง เนื่องจากผลกระทบจากฝนตกยังคงเป็นเหตุการณ์เฉพาะจุดและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:36 UTC

ความปลอดภัย

กระทรวงสาธารณสุขไทยออกคำสั่งเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงสาธารณสุขไทยออกคำสั่งเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม

กระทรวงสาธารณสุขสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกำหนดมาตรการฉุกเฉินสำหรับโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงภัย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคำสั่ง 8 ข้อเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ โดยมาตรการเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 ในขณะที่หน่วยงานต่างๆ กำลังเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศ

คำสั่งหลักมุ่งเน้นไปที่ความพร้อมของโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยสถานพยาบาลที่ระบุว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมจะต้องสำรองไฟฟ้าและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นไว้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่าบริการดูแลผู้ป่วยวิกฤตจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องแม้โครงสร้างพื้นฐานจะได้รับผลกระทบชั่วคราวจากระดับน้ำที่สูงขึ้น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำสั่งนี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ของน้ำท่วมในบางพื้นที่ ผู้ที่อยู่ในหรือวางแผนจะเดินทางไปยังภูมิภาคที่มีความเสี่ยงควรติดตามรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะเป็นการป้องกันล่วงหน้า แต่ความรุนแรงที่แท้จริงของน้ำท่วมยังคงขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ขอแนะนำให้ติดตามข้อมูลผ่านช่องทางของรัฐบาลและสื่อท้องถิ่นเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับความปลอดภัยและการหยุดชะงักของบริการในพื้นที่นั้นๆ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:16 UTC

เหตุการณ์

มะลิ โคทส์ ประกาศหมั้นกับ อั้ม ถิร

แหล่งข่าวเดียว
มะลิ โคทส์ ประกาศหมั้นกับ อั้ม ถิร

มะลิ โคทส์ นักแสดงสาวชาวไทย ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการหมั้นหมายกับ อั้ม ถิร แฟนหนุ่มที่คบหากันมานาน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญหลังจากคบหาดูใจกันมา 7 ปี

มะลิ โคทส์ นักแสดงและนางแบบสาวชาวไทย ได้ประกาศข่าวการหมั้นหมายกับ อั้ม ถิร แฟนหนุ่ม ระหว่างงานเปิดตัวแพลตฟอร์มความงามแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ การขอแต่งงานเกิดขึ้นริมทะเลในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 35 ปีของมะลิ ซึ่งเป็นการทำตามสัญญาที่อั้มเคยให้ไว้ว่าจะขอแต่งงานก่อนที่เธอจะอายุครบ 35 ปี

ทั้งคู่ซึ่งคบหากันมานานถึง 7 ปี ได้แบ่งปันความตื่นเต้นระหว่างงานเปิดตัว Premium Beauty Booking Platform ที่ The Corner House ถนนเจริญกรุง มะลิบรรยายถึงช่วงเวลานั้นว่าตื่นเต้นจนหูดับและมือไม้สั่น ส่วนอั้มซึ่งมาร่วมงานเพื่อเป็นกำลังใจให้แฟนสาว ได้แสดงความมุ่งมั่นและชื่นชมในบุคลิกที่ตรงไปตรงมาของมะลิ พร้อมกล่าวติดตลกว่า "ลูกผู้ชายตัวจริงต้องกลัวแฟน"

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจวงการบันเทิงไทย ข่าวนี้นับเป็นก้าวสำคัญในชีวิตส่วนตัวของบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียง แม้ว่าทั้งคู่จะยืนยันเรื่องการหมั้นหมายและตั้งใจจะแต่งงานกันแล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับวันหรือสถานที่จัดงานแต่งงาน แฟนๆ ต่างรอคอยการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการในอนาคตของทั้งคู่ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:36 UTC

ความปลอดภัย

รังสิตขึ้นธงแดงเตือนภัย ระดับน้ำสูง 1.81 เมตร

แหล่งข่าวเดียว
รังสิตขึ้นธงแดงเตือนภัย ระดับน้ำสูง 1.81 เมตร

เทศบาลนครรังสิตประกาศเตือนภัยระดับธงแดงเนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เทศบาลนครรังสิตได้ขึ้นธงแดงอย่างเป็นทางการเพื่อแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมในระดับสูง ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ระดับน้ำในพื้นที่ได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 1.81 เมตร ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วมขัง เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ผู้นำท้องถิ่นรวมถึง 'บิ๊กแจ๊ส' (คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง) ได้ลงพื้นที่ประสบภัยเพื่อติดตามสถานการณ์ด้วยตนเองและประสานงานการเฝ้าระวัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่รังสิต สถานการณ์นี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ธงแดงทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนอย่างเป็นทางการว่าสภาพการณ์มีความเสี่ยงและควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ริมฝั่งคลองควรติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางของเทศบาลอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกิจวัตรประจำวันหรือแผนการเดินทาง

แม้ว่าการตอบสนองต่อสถานการณ์ในเบื้องต้นจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานะธงแดงจะมีผลบังคับใช้นานเท่าใด หรือจำเป็นต้องมีการอพยพหรือใช้มาตรการฉุกเฉินเพิ่มเติมหรือไม่ ทางการยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใด ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องเพื่อรับทราบการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์หรือคำแนะนำใหม่จากเทศบาลนครรังสิต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:36 UTC

ความพยายามฟื้นฟูจังหวัดน่านมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ความพยายามฟื้นฟูจังหวัดน่านมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกำลังเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดน่าน รวมถึงหน่วยผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่และแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ความพยายามฟื้นฟูจังหวัดน่านมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน

แหล่งข่าวเดียว
ความพยายามฟื้นฟูจังหวัดน่านมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกำลังเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดน่าน รวมถึงหน่วยผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่และแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว

หลังจากความท้าทายที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในจังหวัดน่าน นายเจเศรษฐ์ ตัวแทนจากรัฐบาลได้ประกาศแผนการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทย โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับจังหวัดและพันธมิตรสื่อเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและฟื้นฟูการค้าในภูมิภาค

ในส่วนของมาตรการบรรเทาทุกข์เร่งด่วน รัฐบาลได้จัดส่งหน่วยผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดได้ การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับชีวิตประจำวันในขณะที่จังหวัดกำลังดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจในวงกว้าง สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความพยายามเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำภูมิภาคกลับสู่สภาวะปกติและส่งเสริมให้มีการเดินทางกลับเข้ามาในพื้นที่

แม้ว่ารัฐบาลจะให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบระยะยาวของมาตรการเหล่านี้ต่อภาคการท่องเที่ยวในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยัน นักท่องเที่ยวที่วางแผนจะเดินทางไปจังหวัดน่านควรติดตามข่าวสารในพื้นที่เกี่ยวกับสถานะของโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากความพยายามในการฟื้นฟูยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ คาดว่าหน่วยงานระดับจังหวัดจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาของบริการช่วยเหลือเหล่านี้และแรงจูงใจด้านการท่องเที่ยวเฉพาะเจาะจงต่อไปเมื่อสถานการณ์มีความคืบหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 10:52 UTC

รัฐบาลไทยเตรียมคลอดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเตรียมคลอดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังจัดทำแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่เพื่อรับมือกับค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยคาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเตรียมคลอดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเตรียมคลอดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังจัดทำแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่เพื่อรับมือกับค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยคาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังเร่งจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ต่อเนื่องจากมาตรการ 'ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2'

ขณะนี้รัฐบาลกำลังประสานงานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางรับมือกับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยกำลังพิจารณาแหล่งงบประมาณที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นงบกลาง เงินกู้ หรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร โดยคาดว่าจะมีการเสนอแนวทางที่ชัดเจนต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามผลกระทบจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐหรือการควบคุมราคาสินค้าจำเป็นและพลังงาน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่ชัดเจนของแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจและกลไกการใช้งบประมาณยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 11:04 UTC

ไทยได้รับสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยได้รับสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก

แนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยได้รับการปรับเป็น 'มีเสถียรภาพ' โดย Fitch Ratings ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Moody’s และ S&P Global Ratings

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยได้รับสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก

แหล่งข่าวเดียว
ไทยได้รับสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก

แนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยได้รับการปรับเป็น 'มีเสถียรภาพ' โดย Fitch Ratings ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Moody’s และ S&P Global Ratings

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยเปิดเผยว่า Fitch Ratings ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก 'เชิงลบ' เป็น 'มีเสถียรภาพ' โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ BBB+ การปรับเปลี่ยนนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นระหว่างประเทศที่ดีขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มหนี้สาธารณะในระยะกลาง และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของประเทศ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการปรับมุมมองครั้งนี้ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings ต่างมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระดับ 'มีเสถียรภาพ' ทั้งหมด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ได้มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน การมีอันดับความน่าเชื่อถือที่มั่นคงมักช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินและลดต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ ซึ่งสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภาพรวมได้ทางอ้อม

แม้รัฐบาลจะมองว่านี่เป็นตัวบ่งชี้เชิงบวกของความก้าวหน้าของประเทศ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการปรับอันดับที่ดีขึ้นนี้จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวและโครงการลงทุนเฉพาะเจาะจงอย่างไร ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามประกาศนโยบายเพิ่มเติมจากรัฐบาลเพื่อดูว่าเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตลาดแรงงานท้องถิ่นและค่าครองชีพอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 11:05 UTC

กขค. สั่งปรับยักษ์อีคอมเมิร์ซ 3.47 ล้านบาท ฐานใช้อำนาจตลาดไม่เป็นธรรม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กขค. สั่งปรับยักษ์อีคอมเมิร์ซ 3.47 ล้านบาท ฐานใช้อำนาจตลาดไม่เป็นธรรม

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สั่งปรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เป็นเงิน 3.47 ล้านบาท กรณีนำร้านค้าเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กขค. สั่งปรับยักษ์อีคอมเมิร์ซ 3.47 ล้านบาท ฐานใช้อำนาจตลาดไม่เป็นธรรม

แหล่งข่าวเดียว
กขค. สั่งปรับยักษ์อีคอมเมิร์ซ 3.47 ล้านบาท ฐานใช้อำนาจตลาดไม่เป็นธรรม

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สั่งปรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เป็นเงิน 3.47 ล้านบาท กรณีนำร้านค้าเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

รายงานจากประชาชาติธุรกิจระบุว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้มีมติวินิจฉัยสั่งปรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำเป็นเงิน 3.47 ล้านบาท โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการตรวจสอบกรณีที่บริษัทได้นำร้านค้าเข้าร่วมแคมเปญ 'ส่งฟรีพิเศษ' และ 'คืนคอยน์ 10%' โดยไม่มีการแจ้งให้ร้านค้าทราบล่วงหน้าอย่างเหมาะสม

คณะกรรมการฯ วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการใช้อำนาจตลาดอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการดำเนินงานของผู้ขายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้งานบริการอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย คำวินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงการกำกับดูแลตลาดดิจิทัลในปัจจุบันเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม แม้ว่าค่าปรับนี้จะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในอดีตเกี่ยวกับการนำร้านค้าเข้าร่วมโปรแกรม แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแพลตฟอร์มจะปรับปรุงระเบียบการสื่อสารสำหรับแคมเปญส่งเสริมการขายในอนาคตอย่างไร นอกจากนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อของ 'ยักษ์อีคอมเมิร์ซ' ดังกล่าว และขอบเขตการติดตามตรวจสอบในระยะยาวของคณะกรรมการฯ ยังคงเป็นประเด็นที่ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมให้ความสนใจ ผู้บริโภคควรตระหนักว่าเงื่อนไขการส่งเสริมการขายบนแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 11:08 UTC

ภาคเอกชนแสดงความผิดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ภาคเอกชนแสดงความผิดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ผู้นำธุรกิจไทยวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ว่าขาดนวัตกรรม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ภาคเอกชนแสดงความผิดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

แหล่งข่าวเดียว
ภาคเอกชนแสดงความผิดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ผู้นำธุรกิจไทยวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ว่าขาดนวัตกรรม

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2026 ตัวแทนจากภาคเอกชนได้แสดงความผิดหวังเกี่ยวกับแนวทางปัจจุบันของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยประเด็นหลักของการวิพากษ์วิจารณ์คือโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ซึ่งผู้นำธุรกิจโต้แย้งว่าไม่ได้นำเสนอมาตรการใหม่หรือมาตรการที่มีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแต่อย่างใด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่ากลยุทธ์ทางการคลังในปัจจุบันของรัฐบาลอาจไม่ได้สร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งหรือการฟื้นตัวของตลาดตามที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมหลายฝ่ายคาดหวัง แม้ว่าโครงการนี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนการค้าในท้องถิ่น แต่การขาดกลไกเชิงนโยบายที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในระยะยาวของมาตรการเหล่านี้ในการจัดการกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อคำวิจารณ์เหล่านี้ด้วยการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่ครอบคลุมมากขึ้น หรือจะยังคงพึ่งพากรอบการทำงานเดิมต่อไป สำหรับผู้ที่อาศัยหรือทำธุรกิจในประเทศไทย การติดตามประกาศของรัฐบาลในอนาคตเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนทางการคลังจะเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดท้องถิ่นและค่าครองชีพ ในขณะนี้ภาคเอกชนยังคงมีความกังขาต่อทิศทางการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 10:58 UTC

ตระกูลดังประกาศขายที่ดินแปลงใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะ มูลค่า 6.7 พันล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตระกูลดังประกาศขายที่ดินแปลงใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะ มูลค่า 6.7 พันล้านบาท

ที่ดินแปลงใหญ่ในย่านแจ้งวัฒนะถูกประกาศขายโดยตระกูลดัง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตระกูลดังประกาศขายที่ดินแปลงใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะ มูลค่า 6.7 พันล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ตระกูลดังประกาศขายที่ดินแปลงใหญ่ย่านแจ้งวัฒนะ มูลค่า 6.7 พันล้านบาท

ที่ดินแปลงใหญ่ในย่านแจ้งวัฒนะถูกประกาศขายโดยตระกูลดัง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2026 ตระกูลดังของไทยได้ประกาศขายที่ดินแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพสูงในย่านแจ้งวัฒนะในราคา 6.7 พันล้านบาท การเสนอขายอสังหาริมทรัพย์ครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังอยู่ในโหมดฟื้นตัว ซึ่งส่งผลให้เจ้าของที่ดินบางรายตัดสินใจเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดเพื่อรักษาสภาพคล่อง

นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมระบุว่าการตัดสินใจขายครั้งนี้ได้รับอิทธิพลจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นปัจจัยเร่งให้มีการขายที่ดินเปล่า สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน การขายครั้งนี้ตอกย้ำถึงมูลค่าที่ดินที่สูงในย่านแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่มีทั้งหน่วยงานราชการและโครงการที่อยู่อาศัยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าการขายที่ดินแปลงใหญ่เช่นนี้จะเป็นที่น่าจับตามอง แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าหน่วยงานหรือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใดจะเป็นผู้เข้าซื้อ และจะมีแผนการพัฒนาที่ดินดังกล่าวอย่างไรในอนาคต สำหรับผู้ที่อาศัยหรือทำงานในบริเวณใกล้เคียง ธุรกรรมนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การถือครองอสังหาริมทรัพย์ในเขตชานเมืองทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ซื้อหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนของการทำธุรกรรมดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 11:09 UTC

สุนทร สถาพร ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรต่ออีกสมัย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สุนทร สถาพร ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรต่ออีกสมัย

สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) มีมติเลือก สุนทร สถาพร ให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมต่อในวาระปี 2569-2571 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและการจัดระเบียบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สุนทร สถาพร ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรต่ออีกสมัย

แหล่งข่าวเดียว
สุนทร สถาพร ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรต่ออีกสมัย

สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) มีมติเลือก สุนทร สถาพร ให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมต่อในวาระปี 2569-2571 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและการจัดระเบียบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) ได้จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยสมาชิกมีมติเลือก สุนทร สถาพร ให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมต่อเป็นวาระที่สองติดต่อกัน ระหว่างปี 2569-2571 ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับภาครัฐในการฟื้นฟูตลาดที่อยู่อาศัย

วิสัยทัศน์ของนายสุนทรสำหรับวาระใหม่นี้มุ่งเน้นไปที่สองเสาหลักสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการจัดระเบียบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนที่มีศักยภาพ ความคิดริเริ่มเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนไปสู่มาตรฐานที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และแนวทางที่เป็นระบบมากขึ้นสำหรับการลงทุนระหว่างประเทศในภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย สมาคมตั้งเป้าที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการทุกขนาดเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด

แม้ว่าสมาคมจะกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ไว้แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่เสนอสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติโดยประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ความต่อเนื่องของผู้นำนี้บ่งชี้ถึงแนวทางที่มั่นคงในการจัดการกับความท้าทายในปัจจุบันของอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในทางปฏิบัติที่มีต่อราคาอสังหาริมทรัพย์และความพร้อมสำหรับชาวต่างชาติจะขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนทางกฎหมายและระเบียบการบริหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 11:09 UTC

รัฐบาลหนุน 64 SMEs บุกตลาด FTA สร้างมูลค่า 571 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลหนุน 64 SMEs บุกตลาด FTA สร้างมูลค่า 571 ล้านบาท

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 64 ราย ให้เข้าถึงตลาดภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 571 ล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลหนุน 64 SMEs บุกตลาด FTA สร้างมูลค่า 571 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลหนุน 64 SMEs บุกตลาด FTA สร้างมูลค่า 571 ล้านบาท

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 64 ราย ให้เข้าถึงตลาดภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 571 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 64 ราย ที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจภายใต้โครงการ “Boost” ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเข้าถึงและขยายตลาดในกลุ่มประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลคาดหวังว่าโครงการนี้จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 571 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจเหล่านี้ในการเตรียมความพร้อมแข่งขันในตลาดโลก โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือ FTA เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและเปิดช่องทางให้สินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาค SMEs ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย การเพิ่มกิจกรรมการส่งออกอาจนำไปสู่ความหลากหลายของสินค้าและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะได้รับการสนับสนุนในระยะยาวอย่างไร และภูมิภาคใดภายใต้ FTA ที่จะถูกจัดลำดับความสำคัญสำหรับการขยายตลาดในระยะแรก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 05:05 UTC

เอสเอ็มอีไทยรับแรงหนุนขยายตลาดสู่ FTA
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เอสเอ็มอีไทยรับแรงหนุนขยายตลาดสู่ FTA

รัฐบาลไทยชู 64 เอสเอ็มอีต้นแบบ พร้อมอำนวยความสะดวกในการเจรจาการค้ามูลค่า 571 ล้านบาท เพื่อช่วยให้เข้าถึงตลาดข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้ดียิ่งขึ้น

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เอสเอ็มอีไทยรับแรงหนุนขยายตลาดสู่ FTA

แหล่งข่าวเดียว
เอสเอ็มอีไทยรับแรงหนุนขยายตลาดสู่ FTA

รัฐบาลไทยชู 64 เอสเอ็มอีต้นแบบ พร้อมอำนวยความสะดวกในการเจรจาการค้ามูลค่า 571 ล้านบาท เพื่อช่วยให้เข้าถึงตลาดข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ทางการไทยได้นำเสนอผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 64 รายที่ได้รับคัดเลือกเป็นต้นแบบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ตามรายงานจาก Matichon Online โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 'Boost Up' หรือยกระดับบริษัทเหล่านี้ให้สามารถนำทางและใช้ประโยชน์จากโอกาสในตลาดข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในระหว่างกิจกรรมดังกล่าว ธุรกิจเหล่านี้ได้เข้าร่วมการเจรจาการค้าซึ่งส่งผลให้เกิดมูลค่ารวมถึง 571 ล้านบาท สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางที่สนใจด้านธุรกิจ การพัฒนานี้ถือเป็นสัญญาณของความพยายามเชิงกลยุทธ์ของไทยในการบูรณาการธุรกิจท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ซึ่งอาจเพิ่มความพร้อมของสินค้าไทยคุณภาพสูงในต่างประเทศและส่งเสริมระบบนิเวศทางธุรกิจในท้องถิ่นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แม้จะเห็นความสำเร็จในทันทีจากการเจรจาเหล่านี้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อการเติบโตของเอสเอ็มอีทั้ง 64 รายนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าบริษัทเหล่านี้จะใช้การสนับสนุนดังกล่าวเพื่อขยายการดำเนินงานอย่างไร และโมเดลนี้จะถูกขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอนาคตหรือไม่ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและกำหนดการสำหรับขั้นตอนต่อไปของโครงการนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 05:01 UTC

กรมปศุสัตว์เปิดตัวมาตรฐานไข่ไก่ 'สุพรรณหงส์' ยกระดับคุณภาพสินค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมปศุสัตว์เปิดตัวมาตรฐานไข่ไก่ 'สุพรรณหงส์' ยกระดับคุณภาพสินค้า

ทางการไทยเปิดตัวแบรนด์ไข่ไก่ 'สุพรรณหงส์' เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของไข่ไก่ทั่วประเทศ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมปศุสัตว์เปิดตัวมาตรฐานไข่ไก่ 'สุพรรณหงส์' ยกระดับคุณภาพสินค้า

แหล่งข่าวเดียว
กรมปศุสัตว์เปิดตัวมาตรฐานไข่ไก่ 'สุพรรณหงส์' ยกระดับคุณภาพสินค้า

ทางการไทยเปิดตัวแบรนด์ไข่ไก่ 'สุพรรณหงส์' เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของไข่ไก่ทั่วประเทศ

กรมปศุสัตว์ได้เปิดตัวโครงการไข่ไก่ 'สุพรรณหงส์' อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างมาตรฐานและปรับปรุงคุณภาพของไข่ไก่ในประเทศไทย ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่สูงขึ้นสำหรับการผลิตไข่ไก่ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามเกณฑ์ความปลอดภัยและคุณภาพที่เข้มงวด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความคิดริเริ่มนี้มีความสำคัญเนื่องจากแสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น การส่งเสริมแบรนด์สุพรรณหงส์มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การรับรองคุณภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับไข่ไก่ที่วางจำหน่ายในตลาดและร้านค้าปลีก คาดว่าความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกในประเทศ

แม้ว่าการเปิดตัวจะเป็นก้าวที่เป็นทางการไปสู่การสร้างมาตรฐานระดับชาติ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าฉลากสุพรรณหงส์จะถูกนำไปใช้ในห่วงโซ่อุปทานทั่วประเทศได้รวดเร็วเพียงใด หรือผู้ผลิตจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์เฉพาะใดบ้างจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการรับรองนี้ นอกจากนี้ยังไม่มีการเปิดเผยผลกระทบต่อราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภค ในขณะที่โครงการเริ่มดำเนินการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะคอยติดตามดูว่ามาตรฐานใหม่เหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใดในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 05:01 UTC

กลยุทธ์การตลาดเงาะโรงเรียน GI จ.สุราษฎร์ธานี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กลยุทธ์การตลาดเงาะโรงเรียน GI จ.สุราษฎร์ธานี

สหกรณ์การเกษตรบ้านนาสารกำลังบริหารจัดการการกระจายผลผลิตเงาะที่ได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อรักษาความต่อเนื่องในตลาด

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กลยุทธ์การตลาดเงาะโรงเรียน GI จ.สุราษฎร์ธานี

แหล่งข่าวเดียว
กลยุทธ์การตลาดเงาะโรงเรียน GI จ.สุราษฎร์ธานี

สหกรณ์การเกษตรบ้านนาสารกำลังบริหารจัดการการกระจายผลผลิตเงาะที่ได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อรักษาความต่อเนื่องในตลาด

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ เงาะโรงเรียนจาก อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ยังคงเป็นสินค้าเกษตรท้องถิ่นที่สำคัญ ในฐานะสินค้าที่ได้รับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ผลไม้ชนิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างสูงในด้านคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

สำหรับฤดูกาลผลิตปี 2569 สหกรณ์การเกษตรบ้านนาสารรายงานว่าผลผลิตเงาะกว่า 500 ตันจากสมาชิกไม่ได้เข้าสู่ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) แต่ทางสหกรณ์กำลังดำเนินกลยุทธ์ทางเลือกเพื่อให้มั่นใจว่าผลไม้เหล่านี้จะเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความพยายามนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์กรเกษตรกรในท้องถิ่นที่ต้องการสนับสนุนเกษตรกรในการรับมือกับความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทานและรักษาชื่อเสียงของผลผลิตคุณภาพสูง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข่าวนี้นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของภาคเกษตรกรรมใน จ.สุราษฎร์ธานี แม้ช่องทางการกระจายสินค้าในฤดูกาลนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ความพร้อมของผลไม้คุณภาพสูงที่ได้รับการรับรอง GI ยังคงเป็นจุดสนใจของภูมิภาค ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากลยุทธ์การกระจายสินค้าทางเลือกเหล่านี้จะส่งผลต่อราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภคอย่างไร และทางสหกรณ์จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโลจิสติกส์สำหรับรอบการเก็บเกี่ยวในอนาคตหรือไม่ นักท่องเที่ยวที่สนใจผลไม้ท้องถิ่นควรสังเกตฉลากรับรอง GI เมื่อเลือกซื้อผลไม้ในพื้นที่เพื่อรับประกันความถูกต้องของสินค้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 05:05 UTC

รัฐมนตรีผลักดันโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐมนตรีผลักดันโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐมนตรีผลักดันโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม

แหล่งข่าวเดียว
รัฐมนตรีผลักดันโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยถึงโครงการเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปให้กับประชาชนทั่วไป โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้รวม 10,000 เมกะวัตต์ (MW)

โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังรวมถึงข้อกำหนดที่จะอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับคืนสู่ระบบสายส่งของรัฐได้ รัฐบาลมองว่านี่เป็นก้าวสำคัญในการกระจายศูนย์กลางการผลิตพลังงานและเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในระบบพลังงานของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การพัฒนานี้อาจนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ในการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคในครัวเรือนและมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงกรอบกฎระเบียบเฉพาะสำหรับการเชื่อมต่อกับสายส่ง โครงสร้างราคาสำหรับการขายไฟฟ้าคืนให้แก่รัฐ และกรอบเวลาในการดำเนินโครงการ ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเข้าร่วมโครงการนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 04:41 UTC

ไทยส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกาศนโยบายลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อให้ประชาชนผลิตและขายไฟฟ้าได้เอง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกาศนโยบายลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อให้ประชาชนผลิตและขายไฟฟ้าได้เอง

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยกล่าวในรายการ 'คุยกับ ครม. อนุทิน' ว่านโยบายนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสู่การพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างสะดวก รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎระเบียบที่เคยยุ่งยากและใช้เวลานาน โดยประชาชนสามารถยื่นขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้โดยตรงที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการติดต่อหลายหน่วยงาน นโยบายนี้มีเป้าหมายเปลี่ยนครัวเรือนให้เป็น 'ผู้ผลิตและผู้ขายไฟฟ้า' (Prosumer) เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในกรณีที่เกิดปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ

สำหรับประชาชน นโยบายนี้อาจเป็นช่องทางในการลดค่าใช้จ่ายรายเดือนและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนยังคงต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม แม้รัฐบาลจะแสดงเจตจำนงในการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน แต่ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เกี่ยวกับเงื่อนไขทางการเงินและข้อกำหนดทางเทคนิคในการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 04:41 UTC

Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นเป็นระดับ 'มีเสถียรภาพ'
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นเป็นระดับ 'มีเสถียรภาพ'

Fitch Ratings ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยขึ้นเป็น 'มีเสถียรภาพ' โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+ โดยอ้างถึงความเชื่อมั่นในทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

Thai Post + 2 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นเป็นระดับ 'มีเสถียรภาพ'

ได้รับการยืนยัน
Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นเป็นระดับ 'มีเสถียรภาพ'

Fitch Ratings ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยขึ้นเป็น 'มีเสถียรภาพ' โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+ โดยอ้างถึงความเชื่อมั่นในทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ Fitch Ratings ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยขึ้นเป็นระดับ 'มีเสถียรภาพ' อย่างเป็นทางการ โดยสถาบันตัดสินใจคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไว้ที่ระดับ BBB+

Fitch Ratings ระบุว่าการปรับเปลี่ยนในเชิงบวกนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในทิศทางนโยบายปัจจุบันของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของความพยายามในการกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การปรับปรุงนี้บ่งชี้ถึงการประเมินการบริหารจัดการทางการคลังและเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการประเมินครั้งก่อนๆ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การปรับเพิ่มนี้มักถูกมองว่าเป็นตัวบ่งชี้เชิงบวกของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งอาจส่งผลต่อความแข็งแกร่งของค่าเงินและบรรยากาศการลงทุนโดยรวม สำหรับนักท่องเที่ยว แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวในแต่ละวัน แต่มุมมองทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมักจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ แม้มุมมองจะถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่อันดับความน่าเชื่อถือยังคงอยู่ที่ระดับ BBB+ ทั้งนี้ พัฒนาการในอนาคตเกี่ยวกับประสิทธิผลระยะยาวของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลและผลกระทบต่อระดับหนี้สาธารณะนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากรายงานทางการคลังในอนาคตและการทบทวนโดยสถาบันจัดอันดับระหว่างประเทศต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 2 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 11:16 UTC

ไทยประกาศโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อลดค่าไฟฟ้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยประกาศโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อลดค่าไฟฟ้า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เปิดเผยแผนปรับโครงสร้างพลังงานใหม่ โดยจัดสรรโควตา 10,000 เมกะวัตต์ สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคประชาชน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยประกาศโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อลดค่าไฟฟ้า

แหล่งข่าวเดียว
ไทยประกาศโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อลดค่าไฟฟ้า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เปิดเผยแผนปรับโครงสร้างพลังงานใหม่ โดยจัดสรรโควตา 10,000 เมกะวัตต์ สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคประชาชน

ตามรายงานจาก Thai Post นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าไฟฟ้าด้วยการจัดสรรโควตา 10,000 เมกะวัตต์ สำหรับระบบโซลาร์รูฟท็อปในภาคประชาชนโดยเฉพาะ

นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล พร้อมทั้งมีช่องทางในการขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบสายส่งได้ การกระจายศูนย์กลางการผลิตพลังงานนี้ รัฐบาลมุ่งหวังที่จะช่วยลดภาระทางการเงินจากค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับครัวเรือน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว การพัฒนานี้อาจนำไปสู่ต้นทุนพลังงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม กลไกการกำกับดูแลเฉพาะ เช่น อัตราค่ารับซื้อไฟฟ้าคืน (Feed-in Tariff) และข้อกำหนดทางเทคนิคสำหรับการติดตั้ง ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพลังงานเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับวิธีการเข้าร่วมโครงการนี้และกำหนดการในการดำเนินการต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 03:25 UTC

การลงทุนครั้งใหญ่ขับเคลื่อนการพัฒนา EEC และโครงการเมืองอัจฉริยะ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การลงทุนครั้งใหญ่ขับเคลื่อนการพัฒนา EEC และโครงการเมืองอัจฉริยะ

การลงทุนขนาดใหญ่กำลังขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ด้วยแผนการสร้างเมืองอัจฉริยะแห่งใหม่ในห้วยใหญ่และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การลงทุนครั้งใหญ่ขับเคลื่อนการพัฒนา EEC และโครงการเมืองอัจฉริยะ

แหล่งข่าวเดียว
การลงทุนครั้งใหญ่ขับเคลื่อนการพัฒนา EEC และโครงการเมืองอัจฉริยะ

การลงทุนขนาดใหญ่กำลังขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ด้วยแผนการสร้างเมืองอัจฉริยะแห่งใหม่ในห้วยใหญ่และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายสนามบินอู่ตะเภาและสิ่งอำนวยความสะดวกท่าเรือ องค์ประกอบสำคัญของโครงการนี้คือการพัฒนา 'เมืองอัจฉริยะ' ในพื้นที่ห้วยใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ไร่ โครงการนี้แบ่งออกเป็น 6 โซน โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเฟสแรกมีกำหนดจะเริ่มในปี 2571

แผนโครงสร้างพื้นฐานยังรวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งขณะนี้กำลังรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐบาล โดยมีการหารือเพื่อปรับความเร็วรถไฟให้เหลือ 160 กม./ชม. นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) สำหรับระบบสาธารณูปโภค ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท การพัฒนาเหล่านี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นและดึงดูดการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) เข้าสู่ภูมิภาค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการเหล่านี้เป็นสัญญาณของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวและการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นในภาคตะวันออก อย่างไรก็ตาม กำหนดการสำหรับรถไฟความเร็วสูงยังคงต้องรอการยืนยันขั้นสุดท้ายจากรัฐบาล และขอบเขตการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการหาพันธมิตรจากภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับการสรุปโครงการรถไฟและการเปิดตัวโซนเมืองอัจฉริยะห้วยใหญ่อย่างเป็นรูปธรรม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 04:05 UTC

ไทยคงอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจในระดับ 'Stable Outlook' จากสถาบันจัดอันดับโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยคงอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจในระดับ 'Stable Outlook' จากสถาบันจัดอันดับโลก

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก 3 แห่งยืนยันมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในระดับ 'Stable Outlook' สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยคงอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจในระดับ 'Stable Outlook' จากสถาบันจัดอันดับโลก

แหล่งข่าวเดียว
ไทยคงอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจในระดับ 'Stable Outlook' จากสถาบันจัดอันดับโลก

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก 3 แห่งยืนยันมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในระดับ 'Stable Outlook' สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก 3 แห่ง ได้คงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ในระดับ 'Stable Outlook' (แนวโน้มคงที่) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อการบริหารจัดการทางการคลังและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การจัดอันดับที่มั่นคงนี้บ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่คาดการณ์ได้ ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องและเสถียรภาพของค่าเงิน สำหรับนักท่องเที่ยว เศรษฐกิจระดับชาติที่มีเสถียรภาพมักจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากการลงทุนของภาครัฐ ทั้งนี้ รัฐบาลระบุว่ามุมมองเชิงบวกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าที่จะนำไปสู่การสร้างงานและเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับประชาชนทั่วไป

แม้ว่าการจัดอันดับนี้จะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าสภาวะทางเศรษฐกิจยังคงขึ้นอยู่กับความผันผวนของตลาดโลก ผลกระทบระยะยาวของการจัดอันดับเหล่านี้ต่อภาคส่วนเฉพาะ เช่น ราคาขายปลีกหรือการเติบโตของการจ้างงาน ยังคงต้องติดตามต่อไปในขณะที่รัฐบาลยังคงพยายามใช้ประโยชน์จากเสถียรภาพนี้เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมุมมองนี้ในการแถลงข่าวของรัฐบาลในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 03:21 UTC

กระทรวงพลังงานไทยประกาศแผนใหม่ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงพลังงานไทยประกาศแผนใหม่ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยแผนใหม่เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าไฟฟ้าและปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงพลังงานไทยประกาศแผนใหม่ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงพลังงานไทยประกาศแผนใหม่ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยแผนใหม่เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าไฟฟ้าและปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อลดค่าไฟฟ้าผ่านโครงการโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านพักอาศัย โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการติดตั้งกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ให้ได้ 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้กับระบบโครงข่ายได้ ส่วนประกอบสำคัญของข้อเสนอนี้คือการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าคงที่ที่ 3 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เพื่อให้แหล่งพลังงานมีความสะอาด มั่นคง และเป็นธรรมมากขึ้น สำหรับผู้อยู่อาศัย สิ่งนี้อาจนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายรายเดือนและเพิ่มความเป็นอิสระทางพลังงานในระยะยาว สำหรับนักท่องเที่ยว แม้นโยบายนี้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยวในทันที แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงกรอบเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินโครงการ ข้อกำหนดทางเทคนิคสำหรับครัวเรือนที่ต้องการเข้าร่วม และระเบียบข้อบังคับอย่างเป็นทางการสำหรับการขายไฟฟ้าคืนให้แก่รัฐ ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพลังงานเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเข้าร่วมโครงการนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 กันยายน 2026, 04:05 UTC