ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
กีฬา ไทยเบฟและเอสโคล่ามอบเงิน 20 ล้านบาทให้ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ✦
ความปลอดภัย ผบ.ตร.กัมพูชายอมรับ คนในประเทศตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์พุ่งสูง ✦
กีฬา เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทยลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ✦
กฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปนคดีฆ่าหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบีย ✦
วัฒนธรรม ภูเก็ตเตรียมจัดงานต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' แชมป์ America’s Got Talent ✦
ความปลอดภัย เหตุไฟไหม้และพบอาวุธร้ายแรงในเขตบางพลัด กรุงเทพฯ ✦
เทคโนโลยี กรรมการ ก.ล.ต. เรียกร้องให้ไทยเร่งวางกรอบกฎหมายกำกับดูแล AI ✦
กีฬา การท่าเรือ เอฟซี แต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ ✦
การเมือง พรรคเพื่อไทยรับหนังสือคัดค้านอนุสัญญา UPOV 1991 ✦
เทคโนโลยี โครงการ 'บ้านฉาง ทอล์ค' เดินหน้าจัดการการอยู่ร่วมกันของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยอง ✦
กีฬา

ไทยเบฟและเอสโคล่ามอบเงิน 20 ล้านบาทให้ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเบฟและเอสโคล่ามอบเงิน 20 ล้านบาทให้ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

ไทยเบฟและเอสโคล่ามอบเงินรางวัล 20 ล้านบาทแก่ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เพื่อฉลองความสำเร็จในการคว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 และการผ่านเข้าสู่การแข่งขันโอลิมปิก

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ไทยเบฟและเอสโคล่าได้มอบเงินรางวัลจำนวน 20 ล้านบาทให้แก่ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เพื่อร่วมฉลองความสำเร็จในเวทีระดับนานาชาติ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์เอเชียเป็นสมัยที่ 4 ซึ่งทำให้ทีมได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในกีฬานี้ นอกจากนี้ ทีมยังได้รับรางวัลจากการคว้าเหรียญทองแดงในการแข่งขันกีฬาเอเชียน เกมส์ 2026 ณ เมืองไอจิ – นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น

คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้นำคณะผู้บริหารร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬาสำหรับความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์กว่า 60 ปีของทีม สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกีฬาไทยในระดับโลกและการสนับสนุนจากภาคเอกชนที่มีต่อโครงการกีฬาของชาติ

แม้ว่าเงินรางวัลและการผ่านเข้าสู่โอลิมปิกจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับตารางการเตรียมความพร้อมของทีมสำหรับการแข่งขันโอลิมปิก 2028 ที่ลอสแอนเจลิสยังไม่มีการประกาศออกมา แฟนกีฬาและผู้ติดตามต่างรอคอยที่จะเห็นว่าทีมจะใช้ทรัพยากรเหล่านี้เพื่อพัฒนาผลงานในการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งต่อไปอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:56 UTC

ความปลอดภัย

ผบ.ตร.กัมพูชายอมรับ คนในประเทศตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์พุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ผบ.ตร.กัมพูชายอมรับ คนในประเทศตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์พุ่งสูง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชายอมรับว่าประเทศไม่ได้เป็นเพียงฐานที่มั่นของขบวนการฉ้อโกงเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ประชาชนในประเทศตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางการเงินเพิ่มมากขึ้นด้วย

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชาได้ออกมายอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในสถานการณ์อาชญากรรมทางไซเบอร์ภายในประเทศ แม้ว่ากัมพูชาจะถูกระบุในระดับสากลว่าเป็นศูนย์กลางของปฏิบัติการฉ้อโกงมานาน แต่ขณะนี้ทางการยืนยันว่าประชาชนในท้องถิ่นกำลังตกเป็นเป้าหมายของเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลทางการที่อ้างโดยผู้บัญชาการตำรวจระบุว่า ความสูญเสียทางการเงินรวมของเหยื่อชาวกัมพูชาสูงถึงประมาณ 875 ล้านบาท การยอมรับนี้เน้นย้ำว่าภัยคุกคามจากกลุ่มมิจฉาชีพไม่ได้จำกัดอยู่แค่เป้าหมายชาวต่างชาติหรือปฏิบัติการภายนอกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปัญหาความปลอดภัยภายในประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรในท้องถิ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ พัฒนาการดังกล่าวตอกย้ำถึงลักษณะที่แพร่หลายขององค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ แม้ว่ารายงานจะมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบภายในกัมพูชา แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความซับซ้อนและขอบเขตของปฏิบัติการฉ้อโกงที่กำลังดำเนินอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลกัมพูชาจะดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงอย่างไรเพื่อยับยั้งกิจกรรมภายในประเทศเหล่านี้ และความพยายามดังกล่าวจะนำไปสู่การลดขีดความสามารถในการปฏิบัติการโดยรวมของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้หรือไม่ ทางการยังคงแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังการติดต่อที่ไม่พึงประสงค์และคำขอทางการเงินที่น่าสงสัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:55 UTC

กีฬา

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทยลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทยลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาขี่ม้าในเอเชียนเกมส์ 2026 ในฐานะตัวแทนทีมชาติไทย

ตามรายงานจาก Matichon Online เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงเข้าร่วมทีมขี่ม้าไทยอย่างเป็นทางการเพื่อลงแข่งขันในเอเชียนเกมส์ 2026 โดยพระองค์ทรงเป็นนักกีฬาขี่ม้าที่มีความสามารถและทรงนำทัพนักกีฬาทีมชาติไทยในการแข่งขันระดับภูมิภาคครั้งสำคัญนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียนเกมส์ 2026 กีฬาขี่ม้ามักได้รับความสนใจอย่างมาก และการที่สมาชิกราชวงศ์ทรงเข้าร่วมการแข่งขันยังช่วยเพิ่มความสง่างามให้กับผลงานของทีมไทย ผู้ที่สนใจติดตามความคืบหน้าของนักกีฬาไทยควรติดตามช่องทางการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการของเอเชียนเกมส์และข่าวสารกีฬาในท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับอันดับของทีมและตารางการแข่งขัน

แม้ว่าจะมีการยืนยันการเข้าร่วมของพระองค์แล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทกีฬาขี่ม้าที่พระองค์ทรงลงแข่งขันและตารางการแข่งขันที่เหลือของทีมไทยยังคงมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ผู้ชมควรตรวจสอบข้อมูลจากพอร์ทัลอย่างเป็นทางการของการแข่งขันเพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเวลาการแข่งขันและการเข้าชมสถานที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 23:16 UTC

กฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปนคดีฆ่าหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบีย

แหล่งข่าวเดียว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปนคดีฆ่าหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบีย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปนในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบีย

ตามรายงานของมติชนออนไลน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปน ซึ่งมีความผิดในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบียบนเกาะพะงัน

คดีดังกล่าวได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมากเนื่องจากลักษณะของอาชญากรรมและสัญชาติของผู้เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้คดีได้ผ่านกระบวนการอุทธรณ์และศาลยังคงยืนตามคำตัดสินเดิม สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงจุดยืนที่เข้มงวดของกระบวนการยุติธรรมไทยต่ออาชญากรรมรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในประเทศ กระบวนการทางกฎหมายนี้แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาของไทยอย่างเคร่งครัดในคดีที่มีความผิดร้ายแรง

แม้ว่าศาลอุทธรณ์จะยืนโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาของประเทศไทยหรือไม่ ในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามสถานการณ์เพื่อดูว่าจะมีการยื่นคำร้องทางกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่ คดีนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบทางกฎหมายที่ร้ายแรงจากการกระทำความผิดในประเทศไทย และขอแนะนำให้ผู้ที่พำนักหรือเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศควรตระหนักถึงกฎหมายท้องถิ่นและความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:55 UTC

วัฒนธรรม

ภูเก็ตเตรียมจัดงานต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' แชมป์ America’s Got Talent

แหล่งข่าวเดียว
ภูเก็ตเตรียมจัดงานต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' แชมป์ America’s Got Talent

ทางการภูเก็ตเตรียมจัดงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ให้กับ 'เนเน่ รอยัล' นักร้องและมือกีตาร์วัย 16 ปี หลังคว้าแชมป์รายการ America’s Got Talent 2026

จังหวัดภูเก็ตเตรียมเฉลิมฉลองความสำเร็จทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญ โดยทางการท้องถิ่นกำลังเตรียมจัดงานต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' ศิลปินวัย 16 ปี ซึ่งเป็นนักร้องและมือกีตาร์ชาวภูเก็ตที่เพิ่งคว้าตำแหน่งแชมป์จากรายการ America’s Got Talent 2026 มาครองได้สำเร็จ

ตามรายงานจาก Khaosod English มีการประกาศเรื่องนี้ระหว่างการแถลงข่าวที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยนายรอมดอน ฮาจิ-อาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นตัวแทนของนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ยืนยันว่าทางจังหวัดกำลังประสานงานเพื่อจัดงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จในระดับสากลของเยาวชนรายนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ และอาจส่งผลให้เกิดกิจกรรมหรือการรวมตัวของผู้คนในตัวเมืองภูเก็ตขณะที่ชุมชนเตรียมต้อนรับดาวรุ่งดวงใหม่กลับบ้าน แม้ว่าจะมีการยืนยันการรับรองอย่างเป็นทางการจากทางจังหวัดแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวันและเวลาที่แน่ชัดของงานฉลองยังคงต้องรอการสรุปอีกครั้ง นักท่องเที่ยวในพื้นที่ควรติดตามประกาศจากทางจังหวัดเพื่อตรวจสอบการปรับเปลี่ยนเส้นทางการจราจรหรือกิจกรรมสาธารณะที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับประเทศไทยในวงการบันเทิงระดับโลก ซึ่งช่วยดึงดูดความสนใจจากนานาชาติมาสู่ศิลปินท้องถิ่นจากภูเก็ต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 06:50 UTC

ความปลอดภัย

เหตุไฟไหม้และพบอาวุธร้ายแรงในเขตบางพลัด กรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
เหตุไฟไหม้และพบอาวุธร้ายแรงในเขตบางพลัด กรุงเทพฯ

ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของตำรวจในกรุงเทพฯ จบลงด้วยการพบชายเสียชีวิต พร้อมอาวุธหนักและวัตถุระเบิดหลังเกิดเหตุไฟไหม้บ้านพักอาศัย

เมื่อเช้าวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดปฏิบัติการครั้งสำคัญของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ตามรายงานจาก Khaosod English เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านพักอาศัยและมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ตำรวจพบชายผู้ก่อเหตุมีอาวุธอยู่ภายในบ้าน สถานการณ์จบลงด้วยการพบร่างของผู้เสียชีวิต หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดอาวุธหนักและวัตถุระเบิดจำนวนมากจากสถานที่ดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นได้ยากแต่มีความร้ายแรง แม้ว่าภัยคุกคามโดยตรงจะถูกระงับไปแล้ว แต่การพบสิ่งของเหล่านี้ในย่านที่พักอาศัยเป็นเรื่องที่น่ากังวล ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวตนของผู้เสียชีวิต แรงจูงใจ หรือที่มาของอาวุธที่ตรวจยึดได้

ขณะนี้การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุไฟไหม้และที่มาของวัตถุระเบิด ผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเขตบางพลัดควรติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตในขณะที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป ในขั้นตอนนี้ยังคงต้องยืนยันว่าผู้ก่อเหตุลงมือเพียงลำพังหรือไม่ หรือมีผลกระทบด้านความปลอดภัยอื่นๆ ต่อชุมชนหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 06:50 UTC

เทคโนโลยี

กรรมการ ก.ล.ต. เรียกร้องให้ไทยเร่งวางกรอบกฎหมายกำกับดูแล AI

แหล่งข่าวเดียว
กรรมการ ก.ล.ต. เรียกร้องให้ไทยเร่งวางกรอบกฎหมายกำกับดูแล AI

พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งจัดทำกรอบกฎหมายสำหรับปัญญาประดิษฐ์ เพื่อรองรับการเติบโตทางเทคโนโลยีและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ตั้งคำถามต่อสาธารณะว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยควรเริ่มวางกรอบกฎหมายเพื่อกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยอ้างอิงจากรายงานของข่าวสดออนไลน์ นายพชรเน้นย้ำว่าประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูล (data center) จำนวนมาก โดยระบุว่าการมีหรือไม่มีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนจะมีผลโดยตรงต่อความสามารถของประเทศในการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนเหล่านี้

นายพชรได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายหลัก 3 ประการที่ไทยต้องเผชิญเช่นเดียวกับทั่วโลก ประการแรกคือเทคโนโลยี AI มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วกว่ากฎระเบียบในยุคอุตสาหกรรมเดิมมาก ประการที่สองคือการใช้มาตรฐานเดียวสำหรับทุกกรณีนั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก AI มีการใช้งานที่หลากหลายตั้งแต่เกมทั่วไปไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ จึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การกำกับดูแลที่อิงตามระดับความเสี่ยง ประการที่สามคือรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดหน่วยงานที่จะเป็นเจ้าภาพในการกำกับดูแล หรือเครื่องมือทางกฎหมายที่เหมาะสม เช่น การออกใบอนุญาต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน ความเคลื่อนไหวนี้เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ดิจิทัล แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศใช้กฎหมายเฉพาะเจาะจง แต่การเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลบ่งชี้ว่าการดำเนินธุรกิจในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจต้องเผชิญกับมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าหน่วยงานรัฐใดจะเป็นผู้นำในโครงการนี้ และจะมีกลไกทางกฎหมายใดบ้างที่ถูกเสนอเพื่อสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:57 UTC

กีฬา

การท่าเรือ เอฟซี แต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่

แหล่งข่าวเดียว
การท่าเรือ เอฟซี แต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่

การท่าเรือ เอฟซี ประกาศแต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือชาวเซอร์เบีย เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่อย่างเป็นทางการ แทนที่ สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ก่อนการแข่งขัน Shopee Cup

การท่าเรือ เอฟซี ได้ประกาศแต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือชาวเซอร์เบีย เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ของสโมสรอย่างเป็นทางการ โดยเข้ามารับหน้าที่แทน สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กุนซือวัย 57 ปี ผู้ถือใบอนุญาต ยูฟ่า โปร ไลเซนส์ และมีประสบการณ์คุมทีมในไทยลีกกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาก่อน มีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 26 กันยายน 2569 โดยจะมี ซึรดัน สตอยเชฟสกี ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน เดินทางตามมาสมทบในวันที่ 27 กันยายน 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและแฟนบอลในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารทีมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยบททดสอบแรกของ บันโดวิช คือการคุมทีมลงเล่นในศึกชิงแชมป์สโมสรอาเซียน 2026/27 (Shopee Cup) รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก พบกับ เปอร์ซิบ บันดุง ในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ สนามเหย้าของการท่าเรือ เอฟซี

แม้ว่าจะมีการยืนยันการแต่งตั้งแล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงกุนซือครั้งนี้ต่อฟอร์มการเล่นของทีมในไทยลีกยังคงต้องติดตามกันต่อไป แฟนบอลต่างจับตามองว่าทีมงานสต๊าฟโค้ชชุดใหม่จะสามารถปรับจูนแท็กติกได้รวดเร็วเพียงใดก่อนการแข่งขันระดับทวีปจะเริ่มขึ้น ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของสัญญาหรือเป้าหมายผลงานที่ชัดเจนในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:57 UTC

การเมือง

พรรคเพื่อไทยรับหนังสือคัดค้านอนุสัญญา UPOV 1991

แหล่งข่าวเดียว
พรรคเพื่อไทยรับหนังสือคัดค้านอนุสัญญา UPOV 1991

พรรคเพื่อไทยได้รับหนังสือคัดค้านจากกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยอาจเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยได้รับหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการจากองค์กรต่างๆ ที่แสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อการที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมอนุสัญญาของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ฉบับปี 1991 โดยผู้ประท้วงได้แสดงความกังวลว่าข้อตกลงระหว่างประเทศนี้อาจส่งผลกระทบต่อวิถีเกษตรกรรมในท้องถิ่นและอธิปไตยทางเมล็ดพันธุ์

ในการตอบรับหนังสือดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของพรรคระบุว่าพรรคพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยพรรคเน้นย้ำว่าข้อกังวลที่สาธารณชนหยิบยกขึ้นมานั้นกำลังถูกนำไปพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบที่กำลังดำเนินอยู่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคเกษตรกรรม ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงระดับชาติที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาด้านการเกษตรและการกำกับดูแลพันธุ์พืช แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงความเต็มใจที่จะเปิดรับการเจรจา แต่ยังคงต้องยืนยันว่าหนังสือคัดค้านนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงท่าทีของรัฐบาลอย่างเป็นทางการหรือไม่ หรือกระบวนการเข้าเป็นภาคีจะดำเนินต่อไปตามที่ได้หารือกันไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ยังไม่มีการตัดสินใจเชิงนโยบายขั้นสุดท้าย และรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนุสัญญาดังกล่าว ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:55 UTC

เทคโนโลยี

โครงการ 'บ้านฉาง ทอล์ค' เดินหน้าจัดการการอยู่ร่วมกันของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยอง

แหล่งข่าวเดียว
โครงการ 'บ้านฉาง ทอล์ค' เดินหน้าจัดการการอยู่ร่วมกันของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยอง

โครงการที่นำโดยชุมชนในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง กำลังสร้างรูปแบบการตรวจสอบร่วมกันเพื่อจัดการการบูรณาการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ให้เข้ากับชุมชนท้องถิ่น

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง กำลังริเริ่มกรอบการทำงานใหม่ภายใต้ชื่อ 'บ้านฉาง ทอล์ค' เพื่อรับมือกับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ 6 ประเด็นร้อนที่ชาวบ้านในพื้นที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยการนำระบบ 'การตรวจสอบร่วมกัน' มาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าศูนย์เทคโนโลยีเหล่านี้จะดำเนินงานอย่างโปร่งใสและสามารถอยู่ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ได้ รูปแบบนี้เน้นย้ำถึงการสื่อสารเชิงรุกและความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้พัฒนาโครงการและชุมชน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่การวางแผนอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับชุมชนมากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตในภูมิภาคนี้อาจต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากสาธารณะและการกำกับดูแลแบบร่วมมือที่เข้มงวดขึ้น

สิ่งที่ยังคงต้องติดตามคือระบบ 'การตรวจสอบร่วมกัน' นี้จะมีผลผูกพันทางกฎหมายเพียงใด หรือจะเป็นเพียงกรอบการทำงานโดยสมัครใจสำหรับผู้พัฒนา นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่ารูปแบบนี้จะถูกนำไปปรับใช้กับเขตอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั่วประเทศไทยอย่างไร ในขณะที่ประเทศยังคงเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 06:16 UTC

แผนเงินกู้เปลี่ยนผ่านพลังงานชะงัก หลังปรับงบประมาณใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แผนเงินกู้เปลี่ยนผ่านพลังงานชะงัก หลังปรับงบประมาณใหม่

คณะอนุกรรมการกลั่นกรองเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานรายงานความล่าช้าในการดำเนินโครงการ หลังจากมีคำสั่งให้ตัดงบดูงานต่างประเทศและปรับแผนไปสนับสนุนกลุ่ม SME แทน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แผนเงินกู้เปลี่ยนผ่านพลังงานชะงัก หลังปรับงบประมาณใหม่

แหล่งข่าวเดียว
แผนเงินกู้เปลี่ยนผ่านพลังงานชะงัก หลังปรับงบประมาณใหม่

คณะอนุกรรมการกลั่นกรองเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานรายงานความล่าช้าในการดำเนินโครงการ หลังจากมีคำสั่งให้ตัดงบดูงานต่างประเทศและปรับแผนไปสนับสนุนกลุ่ม SME แทน

ตามรายงานจาก Matichon Online คณะอนุกรรมการที่รับผิดชอบการกลั่นกรองเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ประกาศว่าโครงการกำลังประสบความล่าช้า โดยความหยุดชะงักนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำสั่งที่ส่งไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ตัดงบประมาณที่เคยจัดสรรไว้สำหรับการดูงานในต่างประเทศ

แทนที่จะเป็นการดูงานในต่างประเทศ คณะกรรมการได้กำหนดให้มีการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ในงบประมาณ โดยกำหนดให้ต้องนำทรัพยากรไปสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน การปรับเปลี่ยนนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดลำดับความสำคัญให้กับการสนับสนุนเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางเชิงบริหาร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในวิธีการจัดสรรเงินทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากภาครัฐ แม้ว่าการมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม SME อาจเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจท้องถิ่นเข้าถึงเงินทุนสำหรับการปรับปรุงเพื่อความยั่งยืน แต่กรอบเวลาโดยรวมสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานในวงกว้างยังคงมีความไม่แน่นอน

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการปรับงบประมาณเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายเฉพาะของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างไร หรือเมื่อใดที่กรอบโครงการที่ปรับปรุงใหม่จะเริ่มดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงมหาดไทยและคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับเกณฑ์การสมัครที่อัปเดตและความพร้อมของเงินทุน ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการกลับมาดำเนินโครงการเงินกู้ดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 11:40 UTC

ตลาดบ้านมือสองในไทยพบยอดธนาคารประกาศขายพุ่งสูงขึ้น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดบ้านมือสองในไทยพบยอดธนาคารประกาศขายพุ่งสูงขึ้น

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์รายงานยอดบ้านมือสองที่ธนาคารนำออกมาประกาศขายเพิ่มขึ้น 122.9% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 โดยมีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในแต่ละภูมิภาค

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดบ้านมือสองในไทยพบยอดธนาคารประกาศขายพุ่งสูงขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดบ้านมือสองในไทยพบยอดธนาคารประกาศขายพุ่งสูงขึ้น

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์รายงานยอดบ้านมือสองที่ธนาคารนำออกมาประกาศขายเพิ่มขึ้น 122.9% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 โดยมีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในแต่ละภูมิภาค

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่าตลาดบ้านมือสองของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มจำนวนการประกาศขายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ขึ้นถึง 122.9% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

การวิเคราะห์ตลาดชี้ให้เห็นว่าบ้านหรูที่มีราคาตั้งแต่ 7.5 ถึง 10 ล้านบาท กำลังเผชิญกับอัตราการขายที่ช้าที่สุดในขณะนี้ ผลการดำเนินงานในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยนครราชสีมา (โคราช) มียอดการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงตลาดท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ภูเก็ตกำลังแสดงสัญญาณของการชะลอตัวของตลาด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนที่มีศักยภาพ แนวโน้มนี้เน้นย้ำถึงช่วงเวลาของการชะลอตัวสำหรับสินทรัพย์ที่อยู่อาศัยระดับบน และอาจเพิ่มจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่มีให้เลือกสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน การเพิ่มขึ้นของยอดประกาศขายจากธนาคารมักสะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อหนี้ครัวเรือนและการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย

สิ่งที่ยังคงต้องติดตามต่อไปคือแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของยอดประกาศขายจากธนาคารนี้จะดำเนินต่อไปตลอดช่วงที่เหลือของปีหรือไม่ หรือเป็นเพียงการปรับตัวชั่วคราวในภาคอสังหาริมทรัพย์ ผู้ที่สนใจซื้อควรติดตามสภาวะตลาดในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความแตกต่างระหว่างจังหวัดอย่างโคราชและภูเก็ตชี้ให้เห็นว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของย่านหรือประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่เฉพาะเจาะจง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 12:02 UTC

Zeekr Thailand แต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ภายใต้กลยุทธ์ “One Geely”
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Zeekr Thailand แต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ภายใต้กลยุทธ์ “One Geely”

Zeekr Thailand ได้แต่งตั้ง Erwin Ye เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่เพื่อนำการบูรณาการการดำเนินธุรกิจของ Geely Auto Group ในประเทศ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Zeekr Thailand แต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ภายใต้กลยุทธ์ “One Geely”

แหล่งข่าวเดียว
Zeekr Thailand แต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ภายใต้กลยุทธ์ “One Geely”

Zeekr Thailand ได้แต่งตั้ง Erwin Ye เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่เพื่อนำการบูรณาการการดำเนินธุรกิจของ Geely Auto Group ในประเทศ

ตามรายงานจาก Prachachat Business บริษัท Zeekr Thailand ได้แต่งตั้ง Erwin Ye เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่อย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มระดับองค์กรที่กว้างขึ้นภายใต้กลยุทธ์ “One Geely” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Geely Auto Group ในตลาดไทยผ่านการประสานโมเดลธุรกิจสองรูปแบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ การดำเนินงานของบริษัทลูกโดยตรงและเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายในท้องถิ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การพัฒนานี้ถือเป็นสัญญาณของการรวมศูนย์เชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ การบูรณาการโมเดลการดำเนินงานเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างโครงสร้างการขายและการบริการที่แข็งแกร่งและเป็นเอกภาพมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การสนับสนุนลูกค้าที่ดีขึ้น ความพร้อมของรถยนต์ที่สม่ำเสมอ และประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์

แม้ว่าการแต่งตั้ง Erwin Ye จะได้รับการยืนยันแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการดำเนินการบูรณาการ “One Geely” อย่างเต็มรูปแบบ หรือผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ต่อศูนย์บริการที่มีอยู่และโปรโตคอลการรับประกันสำหรับเจ้าของรถยนต์ในปัจจุบัน ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าแนวทางโมเดลคู่แบบนี้จะพัฒนาไปอย่างไร ในขณะที่บริษัทพยายามสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งทางการแข่งขันในภาคส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 12:03 UTC

กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดตัวโครงการสีเขียวสำหรับ SMEs
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดตัวโครงการสีเขียวสำหรับ SMEs

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกับ SME D Bank และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในการปรับตัวสู่แนวทาง 'อุตสาหกรรมสีเขียว' ที่ยั่งยืน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดตัวโครงการสีเขียวสำหรับ SMEs

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดตัวโครงการสีเขียวสำหรับ SMEs

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกับ SME D Bank และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในการปรับตัวสู่แนวทาง 'อุตสาหกรรมสีเขียว' ที่ยั่งยืน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดตัวโครงการความร่วมมือกับ SME D Bank และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืน โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมแนวคิด 'อุตสาหกรรมสีเขียว' (Green Industry) ซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

เพื่ออำนวยความสะดวกในการปรับตัวนี้ โครงการได้จัดเตรียมแหล่งเงินทุนให้กับ SMEs ที่เข้าร่วมผ่านสินเชื่อพิเศษที่มีอัตราดอกเบี้ย 3% นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านการเงินแล้ว โครงการยังรวมถึงการจัดกิจกรรมแบ่งปันความรู้เพื่อช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถบูรณาการแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานของตน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวในตลาด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย โครงการนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างไปสู่ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและบริการในท้องถิ่นที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น แม้ว่าโครงการจะให้แรงจูงใจทางการเงินในทันที แต่ผลกระทบระยะยาวต่อราคาตลาดในท้องถิ่นและเกณฑ์เฉพาะสำหรับธุรกิจที่จะได้รับสินเชื่อเหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงอุตสาหกรรมหรือ SME D Bank เพื่อดูรายละเอียดแนวทางการสมัครและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 11:20 UTC

ไทยเร่งเจรจาการค้ากับ USTR เพื่อคงอัตราภาษีศุลกากร
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเร่งเจรจาการค้ากับ USTR เพื่อคงอัตราภาษีศุลกากร

เจ้าหน้าที่ไทยกำลังสรุปกรอบการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อให้มั่นใจว่าอัตราภาษีปัจจุบันจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเร่งเจรจาการค้ากับ USTR เพื่อคงอัตราภาษีศุลกากร

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเร่งเจรจาการค้ากับ USTR เพื่อคงอัตราภาษีศุลกากร

เจ้าหน้าที่ไทยกำลังสรุปกรอบการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อให้มั่นใจว่าอัตราภาษีปัจจุบันจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำลังนำความพยายามในการสรุปกรอบการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการหารือคือการรักษาอัตราภาษีที่มีอยู่เดิมให้อยู่ในกรอบที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ความมั่นคงในโครงสร้างภาษีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพในท้องถิ่นและต้นทุนการดำเนินงานสำหรับธุรกิจที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ หากการเจรจาเหล่านี้ประสบความสำเร็จ อาจสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้ามพรมแดนได้

ในขั้นตอนนี้ รายละเอียดเฉพาะของกรอบการเจรจายังคงอยู่ระหว่างการพัฒนา ยังไม่มีการยืนยันว่า USTR จะยอมรับเงื่อนไขที่เสนอหรือไม่ หรือจะมีการปรับเปลี่ยนข้อตกลงภาษีปัจจุบันหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจาเหล่านี้ เนื่องจากผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 11:21 UTC

NETBAY แต่งตั้ง ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี เป็นซีอีโอคนใหม่
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

NETBAY แต่งตั้ง ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี เป็นซีอีโอคนใหม่

คณะกรรมการบริษัท NETBAY ได้แต่งตั้ง ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของบริษัทอย่างเป็นทางการ โดยเข้ามารับช่วงต่อจากผู้บริหารชุดเดิม

Matichon Online + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

NETBAY แต่งตั้ง ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี เป็นซีอีโอคนใหม่

ได้รับการยืนยัน
NETBAY แต่งตั้ง ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี เป็นซีอีโอคนใหม่

คณะกรรมการบริษัท NETBAY ได้แต่งตั้ง ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของบริษัทอย่างเป็นทางการ โดยเข้ามารับช่วงต่อจากผู้บริหารชุดเดิม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 คณะกรรมการของ NETBAY ได้อนุมัติการแต่งตั้ง ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ โดย ดร.ฉัตรชัย จะเข้ามารับผิดชอบภารกิจในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อไป

ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้นำครั้งนี้ คุณกอบกาญจนาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของบริษัท เพื่อให้มั่นใจถึงความต่อเนื่องในการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การเปลี่ยนแปลงในระดับบริหารนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับบริษัทซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านโซลูชันธุรกิจดิจิทัล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักธุรกิจในประเทศไทย การแต่งตั้งครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของช่วงเวลาใหม่ในกลยุทธ์องค์กรและการให้บริการของบริษัท แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านผู้นำจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเฉพาะเจาะจงในด้านการดำเนินงานหรือข้อเสนอการบริการในอนาคตนั้น ยังคงต้องรอการชี้แจงจากทีมบริหารชุดใหม่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากบริษัทเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพันธมิตรทางธุรกิจหรือความพร้อมในการให้บริการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 03:20 UTC

ไทยเร่งปิดดีลข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเร่งปิดดีลข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษี

รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำลังเร่งสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯ จะตัดสินใจเรื่องภาษีส่วนเกินกำลังการผลิต

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเร่งปิดดีลข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษี

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเร่งปิดดีลข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษี

รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำลังเร่งสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯ จะตัดสินใจเรื่องภาษีส่วนเกินกำลังการผลิต

ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 ณ กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 19–20 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ยืนยันความคืบหน้าของข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐอเมริกา หลังจากที่มีการเจรจาเบื้องต้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำทางกฎหมายของข้อตกลงเพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกัน

นางศุภจี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีที่ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่ารัฐบาลตั้งเป้าที่จะประกาศผลการเจรจาให้ได้ก่อนที่สหรัฐฯ จะตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับภาษีส่วนเกินกำลังการผลิต ทั้งนี้ คณะผู้แทนยังมีกำหนดการเดินทางไปนครนิวยอร์กเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และภาคเอกชนรายสำคัญ เพื่อผลักดันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวต่อไป

สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศไทย ความคืบหน้านี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการค้าและต้นทุนสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการนำเข้าของสหรัฐฯ แม้ว่ากรอบของ ART จะถูกกำหนดไว้แล้ว แต่เงื่อนไขสุดท้ายและกำหนดเวลาที่ชัดเจนของการตัดสินใจเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในขณะที่ทีมงานของนายกรัฐมนตรียังคงดำเนินการหารือระดับสูงนี้ต่อไปในสหรัฐอเมริกา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:42 UTC

คณะผู้บริหารระดับสูงเยี่ยมชมสถาบัน SIMTEC เพื่อผลักดันการพัฒนากำลังคน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

คณะผู้บริหารระดับสูงเยี่ยมชมสถาบัน SIMTEC เพื่อผลักดันการพัฒนากำลังคน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTEC) เพื่อติดตามโครงการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

คณะผู้บริหารระดับสูงเยี่ยมชมสถาบัน SIMTEC เพื่อผลักดันการพัฒนากำลังคน

แหล่งข่าวเดียว
คณะผู้บริหารระดับสูงเยี่ยมชมสถาบัน SIMTEC เพื่อผลักดันการพัฒนากำลังคน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTEC) เพื่อติดตามโครงการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายณฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้เข้าเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTEC) ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง โดยเน้นย้ำถึงโครงการ 'Skill Bridge' ซึ่งเป็นมาตรการยกระดับทักษะบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่

ในระหว่างการเยี่ยมชม นายนริศได้กล่าวถึงบทบาทของจังหวัดชลบุรีในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยระบุว่าความสำเร็จของการลงทุนในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ผู้บริหารของ SIMTEC ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง พร้อมรายงานความคืบหน้าการขอรับการส่งเสริมจาก BOI ภายใต้มาตรการ Skill Bridge เพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมขั้นสูง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเยี่ยมชมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเสริมสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก แม้ว่าโครงการนี้จะมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินโครงการ Skill Bridge อย่างเต็มรูปแบบและผลกระทบต่ออัตราการจ้างงานในพื้นที่นั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:42 UTC

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 400 บาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 400 บาท

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 400 บาท

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 400 บาท

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยรายงานว่าราคาทองคำมีการปรับตัวลดลง 400 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า โดย ณ เวลา 13.32 น. ตามเวลาท้องถิ่น ราคาขายออกทองรูปพรรณอยู่ที่ 69,450 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำมักถูกจับตามองในฐานะดัชนีชี้วัดความรู้สึกทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในท้องถิ่น แม้ว่าทองคำจะมักถูกซื้อเพื่อเป็นการลงทุนแบบดั้งเดิมหรือเพื่อเป็นเครื่องประดับส่วนตัว แต่การเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างมีนัยสำคัญอาจส่งผลกระทบต่อตลาดค้าปลีกในท้องถิ่นและกิจกรรมการค้าในอุตสาหกรรมอัญมณี

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับปรุงข้อมูลบ่อยครั้งตลอดทั้งวันตามแนวโน้มของตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ตัวเลขที่ระบุนี้สะท้อนถึงข้อมูลที่มีอยู่ในขณะที่สมาคมค้าทองคำออกรายงาน ผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายทองคำควรตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมหรือติดต่อร้านทองที่ได้รับอนุญาตเพื่อรับราคาที่เป็นปัจจุบันที่สุด เนื่องจากสภาวะตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ รายงานเบื้องต้นไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่เฉพาะเจาะจงซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับตัวลดลงในครั้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 07:04 UTC

ไทยตอกย้ำผู้นำอาหารทะเลโลก ดันยอดส่งออกพุ่งแตะ 6.7 พันล้านดอลลาร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยตอกย้ำผู้นำอาหารทะเลโลก ดันยอดส่งออกพุ่งแตะ 6.7 พันล้านดอลลาร์

ไทยรายงานยอดส่งออกอาหารทะเลมูลค่า 6.7 พันล้านดอลลาร์ พร้อมชูบทบาทผู้นำด้านการจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนในงาน GSA Responsible Seafood Summit 2026

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยตอกย้ำผู้นำอาหารทะเลโลก ดันยอดส่งออกพุ่งแตะ 6.7 พันล้านดอลลาร์

แหล่งข่าวเดียว
ไทยตอกย้ำผู้นำอาหารทะเลโลก ดันยอดส่งออกพุ่งแตะ 6.7 พันล้านดอลลาร์

ไทยรายงานยอดส่งออกอาหารทะเลมูลค่า 6.7 พันล้านดอลลาร์ พร้อมชูบทบาทผู้นำด้านการจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนในงาน GSA Responsible Seafood Summit 2026

รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่า ประเทศไทยได้ตอกย้ำสถานะการเป็นมหาอำนาจด้านอาหารทะเลของโลกด้วยยอดส่งออกสูงถึง 6.7 พันล้านดอลลาร์ ในระหว่างการประชุม GSA Responsible Seafood Summit 2026 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ นางสาวอิงอร ปัญญากิจ ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำถึงการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ของประเทศ จากการเป็นเพียงศูนย์กลางการแปรรูปไปสู่การเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับการปกป้องระบบนิเวศชายฝั่ง การฟื้นฟูป่าชายเลน และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ความพยายามเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อให้มั่นใจว่าอาหารทะเลทุกชิ้นที่ส่งออกได้มาตรฐานสากล ทั้งในด้านความปลอดภัยของอาหาร ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกและความผันผวนของตลาด โดยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและวิธีการผลิตที่ยั่งยืน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของไทยต่อความมั่นคงทางอาหารและการดูแลสิ่งแวดล้อม แม้ตัวเลขการส่งออกจะแสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ความสำเร็จในระยะยาวของโครงการเหล่านี้ยังคงขึ้นอยู่กับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศโลกและการนำระบบติดตามดิจิทัลมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎระเบียบและผลกระทบต่อราคาในตลาดท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:43 UTC

กระทรวงการคลังผนึก กกร. เปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังผนึก กกร. เปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand'

กระทรวงการคลังและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมมือกันเปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังผนึก กกร. เปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand'

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังผนึก กกร. เปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand'

กระทรวงการคลังและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมมือกันเปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อผลักดันโครงการ 'Reinvent Thailand' โดยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งเน้นไปที่ 7 ภาคส่วนหลักที่ถูกระบุว่าเป็นกลไกสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต

โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างกรอบเศรษฐกิจใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ได้กำหนดกรอบเวลา 1 เดือนในการสรุปกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการสำหรับทั้ง 7 ภาคส่วนดังกล่าว สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โอกาสในการลงทุน และสภาวะตลาดในท้องถิ่นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แม้ว่าจะมีการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ 7 ภาคส่วนที่ได้รับเลือกสำหรับโครงการนี้อย่างเป็นทางการ รวมถึงยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการจูงใจหรือการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่จะตามมา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอผลสรุปจากช่วงเวลาการวางแผน 1 เดือนนี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างไรและจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:41 UTC

Proud Real Estate คว้า 4 รางวัลใหญ่ ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีเพื่อสุขภาพ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Proud Real Estate คว้า 4 รางวัลใหญ่ ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีเพื่อสุขภาพ

Proud Real Estate ได้รับการยอมรับด้วยรางวัลอันทรงเกียรติ 4 รางวัล ตอกย้ำบทบาทผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีเพื่อสุขภาพในประเทศไทย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Proud Real Estate คว้า 4 รางวัลใหญ่ ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีเพื่อสุขภาพ

แหล่งข่าวเดียว
Proud Real Estate คว้า 4 รางวัลใหญ่ ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีเพื่อสุขภาพ

Proud Real Estate ได้รับการยอมรับด้วยรางวัลอันทรงเกียรติ 4 รางวัล ตอกย้ำบทบาทผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีเพื่อสุขภาพในประเทศไทย

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 บริษัท Proud Real Estate ได้รับรางวัลสำคัญในอุตสาหกรรมถึง 4 รางวัล รางวัลเหล่านี้เป็นการยอมรับสถานะของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในกลุ่มลักชัวรีเพื่อสุขภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการยกระดับมาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ระดับสากล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การยอมรับนี้เน้นย้ำถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการรวมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เน้นสุขภาพเข้ากับโครงการที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ในประเทศไทย การพัฒนาเช่นนี้มักให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นสุขภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์และคุณภาพชีวิตในพื้นที่เมืองและแหล่งท่องเที่ยวระดับพรีเมียม สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนหรืออยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู การที่บริษัทให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เน้นสุขภาพอาจแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ความสำคัญกับมูลค่าระยะยาวและการบูรณาการวิถีชีวิต

แม้ว่ารางวัลเหล่านี้จะยืนยันถึงสถานะปัจจุบันของบริษัทในตลาดระดับหรู แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเกณฑ์การตัดสินของแต่ละรางวัลและผลกระทบระยะยาวต่อโครงการในอนาคตของบริษัทยังคงต้องรอการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากบริษัทเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่ารางวัลเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาโครงการและบริการในอนาคตอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:21 UTC

กกร. จี้รัฐบาลกระจายการลงทุนสู่ระดับจังหวัดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กกร. จี้รัฐบาลกระจายการลงทุนสู่ระดับจังหวัดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในระดับจังหวัด

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กกร. จี้รัฐบาลกระจายการลงทุนสู่ระดับจังหวัดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
กกร. จี้รัฐบาลกระจายการลงทุนสู่ระดับจังหวัดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในระดับจังหวัด

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประกาศผลักดันเชิงกลยุทธ์เพื่อกระจายความพยายามในการลงทุนไปทั่วประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาฐานการลงทุนเดิมมานานกว่าสองทศวรรษ และจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ในขณะนี้

คณะกรรมการกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเชื่อมช่องว่างระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานระดับจังหวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการวัดผลการจ้างงาน การเข้าถึงสินเชื่อ และการสร้างรายได้ในระดับภูมิภาค การผลักดันการลงทุนลงสู่ระดับจังหวัดมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกันมากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจ ความคิดริเริ่มนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นท้องถิ่นมากขึ้น และอาจนำไปสู่การปรับปรุงโอกาสในการจ้างงานในระดับภูมิภาค สำหรับนักท่องเที่ยว แม้นโยบายนี้จะเน้นที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจระยะยาว แต่อาจนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการในจังหวัดรองในอนาคต ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะมีกลไกการประสานงานระหว่าง BOI และหน่วยงานระดับจังหวัดอย่างไร และจะมีมาตรการจูงใจใดบ้างเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่พื้นที่เหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 11:03 UTC

กนอ. จับมือ GULF และ GPSC เปิดตัวโซลาร์ฟาร์มในนิคมฯ มาบตาพุด
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กนอ. จับมือ GULF และ GPSC เปิดตัวโซลาร์ฟาร์มในนิคมฯ มาบตาพุด

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นที่อุตสาหกรรม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กนอ. จับมือ GULF และ GPSC เปิดตัวโซลาร์ฟาร์มในนิคมฯ มาบตาพุด

แหล่งข่าวเดียว
กนอ. จับมือ GULF และ GPSC เปิดตัวโซลาร์ฟาร์มในนิคมฯ มาบตาพุด

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นที่อุตสาหกรรม

ตามรายงานจาก Matichon Online การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ GULF1 และ GPSC เพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ 'Re-nergy' โดยบริษัทร่วมทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อก่อสร้างและดำเนินงานโซลาร์ฟาร์มบนพื้นที่บ่อกักตะกอนภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดระยอง การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่หัวใจสำคัญทางอุตสาหกรรมของประเทศไทย โครงการนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีอยู่สำหรับการผลิตพลังงานที่ยั่งยืน ซึ่งอาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้

แม้ว่าประกาศดังกล่าวจะยืนยันถึงการจัดตั้งความร่วมมือและสถานที่ตั้งของโซลาร์ฟาร์มแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ยังต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาธารณชนยังไม่ได้รับกำหนดการที่ชัดเจนสำหรับระยะเวลาการก่อสร้าง กำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดที่คาดการณ์ไว้ หรือวันที่แน่นอนที่โรงไฟฟ้าจะเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบสายส่ง ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรมในท้องถิ่นและห่วงโซ่อุปทานพลังงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในขณะที่โครงการมีความคืบหน้าต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:21 UTC

ไทยเสนอ 3 แนวทางยุทธศาสตร์บนเวทีเอเปค
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเสนอ 3 แนวทางยุทธศาสตร์บนเวทีเอเปค

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอ 3 แนวทางสำคัญสำหรับประเทศไทยบนเวทีเอเปค โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานและหลักประกันทางสังคมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเสนอ 3 แนวทางยุทธศาสตร์บนเวทีเอเปค

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเสนอ 3 แนวทางยุทธศาสตร์บนเวทีเอเปค

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอ 3 แนวทางสำคัญสำหรับประเทศไทยบนเวทีเอเปค โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานและหลักประกันทางสังคมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก

ในการประชุมเอเปคเมื่อเร็วๆ นี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ข้อเสนอดังกล่าวประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน การยกระดับหลักประกันทางสังคม และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกที่รวดเร็ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความคิดริเริ่มนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวและการลงทุนในทุนมนุษย์ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะมีเป้าหมายเพื่อให้แรงงานในประเทศยังคงมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมากขึ้น การเน้นย้ำเรื่องหลักประกันทางสังคมบ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายที่อาจมุ่งเน้นการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับประชาชน ซึ่งอาจส่งผลต่อกฎระเบียบด้านแรงงานและโครงการสวัสดิการสังคมในอนาคต

แม้ว่าข้อเสนอเหล่านี้จะเน้นย้ำถึงวาระทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของรัฐบาล แต่กรอบเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจนและรายละเอียดที่แน่ชัดของการปฏิรูปหลักประกันทางสังคมยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะถูกบูรณาการเข้ากับนโยบายภายในประเทศอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างไรบ้าง ในขณะที่สถานการณ์มีความคืบหน้า ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตว่ากลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเอเปคเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นกฎหมายระดับชาติอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:22 UTC

รัฐบาลไทยและภาคเอกชนเปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยและภาคเอกชนเปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand'

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมมือกับ กกร. เพื่อผลักดันการเติบโตของ GDP ให้ถึง 3% ผ่านกลยุทธ์การลงทุนใหม่ใน 7 อุตสาหกรรม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยและภาคเอกชนเปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand'

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยและภาคเอกชนเปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand'

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมมือกับ กกร. เพื่อผลักดันการเติบโตของ GDP ให้ถึง 3% ผ่านกลยุทธ์การลงทุนใหม่ใน 7 อุตสาหกรรม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกาศเปิดตัวโครงการ 'Reinvent Thailand' โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ถึง 30% ของ GDP เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลก ซึ่งเป็นการสนับสนุนวิสัยทัศน์ระยะยาวในการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็น 'กองหน้า' ในการขับเคลื่อนการลงทุน การสร้างงาน และสร้างรายได้ ได้แก่ เกษตรและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การค้าปลีกและการค้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามรายงานของ Khaosod Online รัฐบาลมีแผนที่จะนำเสนอแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมนี้ต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 1 เดือน ความเคลื่อนไหวนี้ยังมุ่งเน้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล ในขณะที่ประเทศไทยเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟที่จะถึงนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการนี้ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในทิศทางอุตสาหกรรมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าแผนงานนี้จะมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลไกนโยบายที่เฉพาะเจาะจงและกรอบเวลาในการดำเนินการยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:23 UTC

กรมประมงไทยฉลองครบรอบ 100 ปี ชูบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมประมงไทยฉลองครบรอบ 100 ปี ชูบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ

กรมประมงฉลองครบรอบ 100 ปี พร้อมเผยข้อมูลอุตสาหกรรมประมงที่แข็งแกร่งด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 2.23 แสนล้านบาทในปี 2568

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมประมงไทยฉลองครบรอบ 100 ปี ชูบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
กรมประมงไทยฉลองครบรอบ 100 ปี ชูบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ

กรมประมงฉลองครบรอบ 100 ปี พร้อมเผยข้อมูลอุตสาหกรรมประมงที่แข็งแกร่งด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 2.23 แสนล้านบาทในปี 2568

กรมประมงไทยกำลังเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี ด้วยการจัดงานเปิดบ้านเพื่อแสดงผลงานวิจัย นวัตกรรม และสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ หน่วยงานได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคการประมงที่มีต่อเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งเป็นแหล่งอาหาร การจ้างงาน และรายได้ที่สำคัญ

ข้อมูลที่เผยแพร่สำหรับปี 2568 ระบุว่าประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงประมาณ 1.67 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 223,145.21 ล้านบาท ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของภาคส่วนนี้และการมีส่วนร่วมต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ นิทรรศการที่จัดขึ้นยังมีการนำเสนอนวัตกรรมและสินค้าหลากหลายประเภทที่ผลิตโดยเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนจากทั่วทุกภูมิภาค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารทะเลในท้องถิ่น ซึ่งยังคงเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมอาหารและศักยภาพในการส่งออกของไทย แม้ตัวเลขจะสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในปีที่ผ่านมา แต่ผลกระทบระยะยาวของโครงการวิจัยเหล่านี้ต่อการเติบโตของตลาดในอนาคตยังคงต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ กรมประมงยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเฉพาะด้านหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่จะเกิดขึ้นจากโครงการวิจัยเหล่านี้อย่างครบถ้วน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:03 UTC

เอกนิติ ผนึก กกร. เปิดแผน 'Reinvent Thailand' ดันเศรษฐกิจโต
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เอกนิติ ผนึก กกร. เปิดแผน 'Reinvent Thailand' ดันเศรษฐกิจโต

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ 'Reinvent Thailand' มุ่งเป้าผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 3% และยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เอกนิติ ผนึก กกร. เปิดแผน 'Reinvent Thailand' ดันเศรษฐกิจโต

แหล่งข่าวเดียว
เอกนิติ ผนึก กกร. เปิดแผน 'Reinvent Thailand' ดันเศรษฐกิจโต

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ 'Reinvent Thailand' มุ่งเป้าผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 3% และยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

ตามรายงานจาก Matichon Online เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อเปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ 'Reinvent Thailand' โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตมากกว่า 3%

วัตถุประสงค์หลักของแผนงานนี้คือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 โดยกลยุทธ์ดังกล่าวเน้นการใช้ปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาเชิงโครงสร้าง สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ แผนนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของรัฐบาลในการปรับปรุงเศรษฐกิจให้ทันสมัย ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และค่าครองชีพโดยรวม ในขณะที่ประเทศพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

แม้ว่าการประกาศดังกล่าวจะเน้นย้ำถึงเป้าหมายที่ท้าทายในการบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงภายในทศวรรษหน้า แต่รายละเอียดเฉพาะในการดำเนินการ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่แน่ชัดหรือนโยบายทางการคลังที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอความชัดเจนเพิ่มเติมว่าแผน 'Reinvent Thailand' จะถูกบูรณาการเข้ากับกรอบการพัฒนาประเทศที่มีอยู่อย่างไร และจะมีผลกระทบโดยตรงต่อภาคเอกชนอย่างไรบ้าง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 10:01 UTC