ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ ✦
เทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ✦
เศรษฐกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ ✦
การเมือง ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม ✦
เศรษฐกิจ ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง ✦
เศรษฐกิจ รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ✦
กฎหมาย ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง ✦
เหตุการณ์ ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' ✦
การขนส่ง

รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

แหล่งข่าวเดียว
รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนขบวนรถนอนในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนกันในย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนรถนอนซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงกระแทก

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ามีพนักงานการรถไฟได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แม้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัดและสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาของรถไฟที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ ผู้โดยสารควรตรวจสอบความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงการให้บริการกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนวางแผนการเดินทาง

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเฉี่ยวชน อาการปัจจุบันของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ และกรอบเวลาที่คาดว่าจะสามารถเคลียร์เส้นทางและกลับมาให้บริการตามปกติได้ ทางการยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความผิดพลาดของมนุษย์ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและการกลับมาให้บริการตามปกติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เทคโนโลยี

กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าศูนย์ข้อมูล Telehouse ในเขตห้วยขวางผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศแล้ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

การตรวจสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในวงกว้างเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทยนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ภายหลังการประเมิน กระทรวงฯ ยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขตห้วยขวาง ประกาศนี้ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสถานที่ดังกล่าวมีการดำเนินงานภายใต้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกำหนด การกำกับดูแลเช่นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

แม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันแล้ว แต่รายงานไม่ได้ระบุว่ามีการกำหนดการตรวจสอบเป็นระยะในอนาคตหรือไม่ หรือมีการประเมินในลักษณะเดียวกันสำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งอื่นๆ ในเมืองหลวงหรือไม่ ประชาชนที่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

ทางการยกระดับการเฝ้าระวังและจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิด 'วอร์รูม' ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังติดตามพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทางการจะมีการบริหารจัดการระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพการจราจรในพื้นที่อยู่เสมอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

รัฐบาลไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนในภาคกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลางของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลได้วางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุมเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้ระดมเครื่องจักรและจัดสรรเจ้าหน้าที่ประจำจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยทีมงานเหล่านี้มีหน้าที่ติดตามระดับน้ำและพร้อมตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามฤดูกาล แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันการจัดสรรทรัพยากรแล้ว แต่ในรายงานเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุรายละเอียดพื้นที่เฉพาะที่อาจเผชิญกับน้ำท่วมขังหรือความล่าช้าในการเดินทาง

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินไปนานเท่าใด และจะมีจังหวัดใดที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางหรือมีแผนการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว ควรติดตามพยากรณ์อากาศในท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพถนนหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำ รัฐบาลยังคงเน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เศรษฐกิจ

แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

แหล่งข่าวเดียว
แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

Her Hyness เพิ่มงบการตลาดและแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งในตลาดมาสก์และโทนเนอร์แพดของไทยที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness กำลังขยายงบประมาณด้านการตลาดอย่างจริงจังเพื่อตอกย้ำตำแหน่งในอุตสาหกรรมมาสก์และโทนเนอร์แพด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของรายได้ และคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคชาย

เพื่อสนับสนุนการขยายตัวนี้ แบรนด์ได้แต่งตั้งนักแสดง ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าผู้ชายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ HYPER T เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งกำลังตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าแบรนด์จะประกาศกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว แต่ผลกระทบที่ชัดเจนต่อความพร้อมจำหน่ายในร้านค้าปลีกและประสิทธิภาพในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่บริษัทเริ่มดำเนินแคมเปญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:57 UTC

การเมือง

ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ได้รับการยืนยัน
ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนตุลาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศว่าฝ่ายค้านกำลังสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งคาดว่าจะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคมนี้ โดยนายณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมเนื้อหาจากทุกพรรคเพื่อสร้างข้อมูลที่หนักแน่น

ญัตติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งหมายถึงอิทธิพลของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่มีต่อการดำเนินงานของรัฐ องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าพรรคได้รวบรวมหลักฐานสำคัญไว้แล้ว รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการล็อกสเปกในโครงการของรัฐ และยังคงเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางรัฐสภาตามปกติในประเทศไทย แต่บ่อยครั้งก็นำไปสู่การถกเถียงในสังคมและการเปลี่ยนแปลงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย และยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่ชัดสำหรับการประชุมสภาฯ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:38 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการนำเข้าทองคำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้า

ข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่า กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569) โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่ามูลค่าการค้ารวมอยู่ที่กว่า 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% จากปีก่อน

มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 26.30% รวมกว่า 12.8 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าทองคำจำนวนมาก นอกเหนือจากสินค้าหลักอื่นๆ เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ และอุปกรณ์สื่อสาร แม้ว่าไทยจะยังคงมีการส่งออกที่แข็งแกร่งในกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ปริมาณการนำเข้าทองคำที่สูงขึ้นได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางศุลกากรหรือนโยบายการนำเข้าในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า แม้ว่ากรมศุลกากรจะกำลังพิจารณามาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้าเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่หรือผลกระทบต่อตลาดทองคำยังคงต้องรอการยืนยัน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้ารวมตลอดปีงบประมาณจะอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อดูว่าการปรับเปลี่ยนทางการค้าเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาวะตลาดในประเทศหรือเสถียรภาพของค่าเงินอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เศรษฐกิจ

รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทุนหมุนเวียนในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวในงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569' โดยเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ของกองทุนหมุนเวียนภาครัฐในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งมอบคุณค่าให้กับประชาชนชาวไทย ตามรายงานจาก Matichon Online รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากลไกทางการเงินเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสนับสนุนความเป็นอยู่ของประชาชน

งานดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับการยกย่องความเป็นเลิศในการบริหารจัดการกองทุน และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักกีฬาชื่อดัง 4 ท่านที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงาน สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่บริหารจัดการโดยรัฐเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปรับปรุงบริการสาธารณะ

แม้ว่างานนี้จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการขยายกองทุนในอนาคตหรือผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่วนต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการนำนักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเศรษฐกิจนี้สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะเข้ากับการมีส่วนร่วมทางสังคมที่กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะของการประเมินกองทุนปี 2569 ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการกำกับดูแลทางการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

กฎหมาย

ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

แหล่งข่าวเดียว
ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) วางแผนที่จะเชิญพิธีกรโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชน โดยเฉพาะ หนุ่ม กรรชัย และ พุทธอภิวรรณ มาให้ข้อมูล การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่เงินบริจาคทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสขององค์กรการกุศลและบทบาทของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชนในการระดมทุนสาธารณะ แม้ว่า DSI จะระบุถึงความตั้งใจในการรวบรวมข้อมูล แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นขั้นตอนการสอบสวนไม่ใช่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ บุคคลที่กล่าวถึงยังไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในขั้นตอนนี้ แต่ถูกเรียกตัวในฐานะแหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพเพื่อช่วย DSI ในการตรวจสอบกิจกรรมทางการเงินของมูลนิธิที่กำลังดำเนินอยู่

สิ่งที่ยังต้องยืนยันคือกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสัมภาษณ์เหล่านี้ และข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก DSI เพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้อยู่อาศัยควรเชื่อถือคำแถลงอย่างเป็นทางการมากกว่ารายงานเชิงคาดเดาเกี่ยวกับลักษณะกิจกรรมของมูลนิธิหรือการมีส่วนร่วมของบุคคลในสื่อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เหตุการณ์

ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

M STUDIO และช่อง 3 เผยภาคต่อของแฟรนไชส์สยองขวัญ 'ธี่หยด' โดยจะพาผู้ชมไปสำรวจจุดเริ่มต้นของตัวละคร 'ยักษ์'

ตามรายงานจาก Khaosod Online ทาง M STUDIO และช่อง 3 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' โดยมี 'แป๊ป' ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, 'ต้อม' ธนเดช ประดิษฐ์ และ 'เต้ย' ชาลิต ไกรเลิศมงคล รับหน้าที่กำกับ ซึ่งถือเป็นภาคก่อนหน้าของซีรีส์สยองขวัญยอดนิยม

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ติดตามตัวละคร 'ยักษ์' และ 'จ่าปพันธ์' ในขณะที่พวกเขานำกองกำลังทหารเข้าสู่ป่าเขาขวางเพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหาย พล็อตเรื่องเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับตำนานเสือสมิงกินคนที่มีชื่อว่า 'ไอ้โหง' ซึ่งมีความสามารถในการจำแลงร่าง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งลี้ลับและสัตว์ป่าพร่าเลือนไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการขยายจักรวาลของแฟรนไชส์สยองขวัญท้องถิ่นครั้งสำคัญ โดยจะมีการสำรวจภูมิหลังของตัวละครหลักและเจาะลึกตำนานพื้นบ้าน แม้ว่าทีมงานจะยืนยันเนื้อเรื่องและสถานที่ถ่ายทำแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการหรือแผนการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ แฟนๆ ของภาพยนตร์แนวนี้ควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจาก M STUDIO และช่อง 3 เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569

สมาคมค้าทองคำรายงานการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาทองคำในประเทศ โดยเพิ่มขึ้น 450 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดของวันก่อนหน้า

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569

สมาคมค้าทองคำรายงานการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาทองคำในประเทศ โดยเพิ่มขึ้น 450 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดของวันก่อนหน้า

ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสมาคมค้าทองคำในช่วงเช้าของวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยนับจากการประกาศครั้งแรกเมื่อเวลา 09.04 น. ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 450 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดของวันที่ 7 สิงหาคม

สำหรับผู้ที่อาศัยหรือเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนนี้มีความสำคัญเนื่องจากทองคำยังคงเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมและเป็นสิ่งสำคัญทางวัฒนธรรม ปัจจุบันทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 67,650 บาท และขายออกที่บาทละ 67,850 บาท ในขณะที่ทองรูปพรรณ 96.5% ขายออกที่บาทละ 68,650 บาท โดยมีราคารับซื้ออยู่ที่ 66,294.68 บาท ส่วนราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,343.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเป็นภาพรวมของตลาดในปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาทองคำมีความผันผวนสูงและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวันตามปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกและความต้องการของตลาดในท้องถิ่น นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยที่สนใจซื้อทองคำควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากสมาคมค้าทองคำ เนื่องจากราคาเหล่านี้ไม่ใช่ราคาคงที่และอาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ทั้งนี้ รายงานเบื้องต้นไม่ได้ระบุถึงแนวโน้มระยะยาวหรือสาเหตุที่แน่ชัดสำหรับการพุ่งขึ้นของราคาในครั้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 05:37 UTC

เรียกร้องให้มี 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เรียกร้องให้มี 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น

ธนกร วังบุญคงชนะ เผยถึงความสนใจของประชาชนในการขยายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เพื่อสนับสนุนการบริโภคในท้องถิ่น

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เรียกร้องให้มี 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น

แหล่งข่าวเดียว
เรียกร้องให้มี 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น

ธนกร วังบุญคงชนะ เผยถึงความสนใจของประชาชนในการขยายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เพื่อสนับสนุนการบริโภคในท้องถิ่น

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ธนกร วังบุญคงชนะ ได้เปิดเผยว่าประชาชนกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลริเริ่มโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟสที่ 2 โดยธนกรระบุว่าประชาชนเชื่อว่าการสานต่อโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่นและสนับสนุนเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่นำโดยรัฐบาลมักเกี่ยวข้องกับเครดิตในกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือเงินอุดหนุนที่สามารถนำไปใช้กับธุรกิจในท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และผู้ให้บริการต่างๆ หากมีการดำเนินการจริง เฟสที่ 2 อาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อและส่งผลต่อกิจกรรมในตลาดท้องถิ่น ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าและบริการได้ในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอการยืนยันว่ารัฐบาลจะอนุมัติเฟสที่ 2 ของโครงการอย่างเป็นทางการหรือไม่ รายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณ เกณฑ์การคัดเลือก และกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเปิดตัวยังไม่มีการสรุปหรือประกาศโดยรัฐบาล ผู้ที่สนใจใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตว่าโครงการจะดำเนินต่อไปหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวันอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 03:55 UTC

รัฐมนตรี ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ มุ่งเน้นแรงงาน 45 ล้านคนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐมนตรี ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ มุ่งเน้นแรงงาน 45 ล้านคนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ให้ความสำคัญกับการระดมกำลังแรงงาน 45 ล้านคนของไทยเพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐมนตรี ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ มุ่งเน้นแรงงาน 45 ล้านคนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

แหล่งข่าวเดียว
รัฐมนตรี ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ มุ่งเน้นแรงงาน 45 ล้านคนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ให้ความสำคัญกับการระดมกำลังแรงงาน 45 ล้านคนของไทยเพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งดำรงตำแหน่งแกนนำสำคัญในพรรคเพื่อไทย กำลังเน้นย้ำถึงบทบาทของแรงงานไทยจำนวน 45 ล้านคนในฐานะกลไกหลักสำหรับการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่เรียกว่ารัฐบาล “อนุทิน 2” กำลังเข้าสู่ช่วงครบ 5 เดือน รัฐมนตรีจุลพันธ์กำลังเร่งบูรณาการนโยบายที่ผลักดันโดยพรรคเข้ากับกรอบนโยบายของรัฐบาลในวงกว้าง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การมุ่งเน้นไปที่การระดมกำลังแรงงานนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในวิธีการที่รัฐบาลบริหารจัดการภาคการจ้างงานและผลิตภาพทางเศรษฐกิจ หากนโยบายเหล่านี้ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้นหรือโครงการจ้างงานใหม่ๆ ก็อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในท้องถิ่นและการให้บริการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกลไกที่เป็นรูปธรรมหรือกฎระเบียบใหม่ที่มุ่งเน้นการระดมกำลังแรงงานนี้ยังคงต้องรอการยืนยัน แม้ว่ารัฐมนตรีจะแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากกำลังแรงงานเพื่อการพัฒนาประเทศ แต่สาธารณชนยังคงรอการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติจริง และผลกระทบเฉพาะเจาะจงที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินงานประจำวันของธุรกิจหรือตลาดแรงงานโดยรวม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 03:56 UTC

รัฐบาลไทยประกาศเงินอุดหนุน 50,000 บาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยประกาศเงินอุดหนุน 50,000 บาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือน

รัฐบาลไทยเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อมอบเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือนสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป โดยตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมถึงหนึ่งล้านครัวเรือน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยประกาศเงินอุดหนุน 50,000 บาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือน

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยประกาศเงินอุดหนุน 50,000 บาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือน

รัฐบาลไทยเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อมอบเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือนสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป โดยตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมถึงหนึ่งล้านครัวเรือน

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ประกาศถึงโครงการของรัฐบาลที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในที่อยู่อาศัย โดยโครงการนี้เสนอเงินอุดหนุนจำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป

รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการเข้าถึงครัวเรือนจำนวนหนึ่งล้านแห่งผ่านโครงการนี้ สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โครงการนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในระยะยาวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น

แม้ว่าการประกาศดังกล่าวจะระบุถึงแรงจูงใจทางการเงินและเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อตรวจสอบเกณฑ์การคัดเลือก กระบวนการสมัคร และกำหนดเวลาที่เงินอุดหนุนเหล่านี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วม เนื่องจากเป็นนโยบายที่เพิ่งประกาศออกมา ผู้ที่สนใจควรอดใจรอแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการทางการเงินใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภายใต้โครงการนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 05:16 UTC

ไทยจำกัดวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยจำกัดวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

กระทรวงการคลังยืนยันว่าวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทจะถูกสงวนไว้สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเท่านั้น ในขณะที่สถานะของโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยจำกัดวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยจำกัดวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

กระทรวงการคลังยืนยันว่าวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทจะถูกสงวนไว้สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเท่านั้น ในขณะที่สถานะของโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการจัดสรรเงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลได้ล็อกเงินทุนส่วนนี้ไว้เพื่อสนับสนุนความพยายามในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและการพัฒนาพลังงานสะอาด แม้ว่าการมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะมีความชัดเจน แต่อนาคตของโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ยังคงมีความไม่แน่นอน นายเอกนิติระบุว่ารัฐบาลยังคงประเมินความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าสถานะการดำเนินงานหรือการจัดสรรงบประมาณยังไม่ได้รับการยืนยัน

ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงลำดับความสำคัญทางการคลังของรัฐบาลในปัจจุบัน ผู้ที่ติดตามนโยบายเศรษฐกิจในท้องถิ่นควรทราบว่าในขณะที่เงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีความมั่นคง แต่โครงการสนับสนุนทางสังคมหรือเศรษฐกิจอื่นๆ ยังคงอยู่ในช่วงรอการพิจารณา จำเป็นต้องมีการประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงการคลังเพื่อตัดสินใจว่าโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' จะดำเนินการต่อไปหรือไม่ หรือจะมีการปรับเปลี่ยนขอบเขตของโครงการ ในขณะนี้ ประเด็นสำคัญคือการให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายทางการคลังที่เกี่ยวข้องกับพลังงานมากกว่าข้อเสนออื่นๆ ที่ยังค้างอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 03:35 UTC

ข้อกังวลกรณีธนบัตร 1,000 บาท หายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้อกังวลกรณีธนบัตร 1,000 บาท หายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยื่นหนังสือขอพบผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับกรณีธนบัตรใบละ 1,000 บาท มูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ที่ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงิน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้อกังวลกรณีธนบัตร 1,000 บาท หายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลกรณีธนบัตร 1,000 บาท หายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยื่นหนังสือขอพบผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับกรณีธนบัตรใบละ 1,000 บาท มูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ที่ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงิน

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยื่นหนังสือขอเข้าพบผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยสืบเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับธนบัตรใบละ 1,000 บาท มูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ที่มีรายงานว่าไม่ได้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ

นพ.วรงค์ ได้แสดงความสงสัยว่าเงินจำนวนที่หายไปนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันหรือกิจกรรมทางธุรกิจที่ผิดกฎหมาย โดยเขาตั้งใจที่จะหารือเกี่ยวกับข้อสังเกตเหล่านี้กับธนาคารกลางเพื่อหาความชัดเจนและแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบที่สำคัญเกี่ยวกับระบบหมุนเวียนเงินตราของประเทศ แม้ว่าจะยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวันหรือความถูกต้องของสกุลเงินในปัจจุบัน แต่สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบความโปร่งใสทางการเงินและการจัดการกระแสเงินสดขนาดใหญ่ภายในเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ยังคงต้องรอการยืนยันว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะอนุญาตให้มีการเข้าพบหรือไม่ และจะมีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการอย่างไรเกี่ยวกับสถานะของธนบัตรดังกล่าว ในขณะนี้ข้อเรียกร้องดังกล่าวยังคงเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่นำเสนอโดย นพ.วรงค์ และธนาคารกลางยังไม่ได้ออกคำตอบอย่างเป็นทางการหรือการยืนยันเกี่ยวกับเงินที่หายไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 03:37 UTC

การจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอน Scope 3 ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอน Scope 3 ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย

รายงานล่าสุดเน้นย้ำถึงความท้าทายที่สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน Scope 3 ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอน Scope 3 ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย

แหล่งข่าวเดียว
การจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอน Scope 3 ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย

รายงานล่าสุดเน้นย้ำถึงความท้าทายที่สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน Scope 3 ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทย

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2026 ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญในด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม นั่นคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน Scope 3 แม้ว่ารอยเท้าคาร์บอนของบ้านหนึ่งหลังมักจะถูกประเมินต่ำเกินไป แต่อุตสาหกรรมกำลังตระหนักมากขึ้นว่าการปล่อยก๊าซที่ซ่อนอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจัดอยู่ในประเภท Scope 3 นั้น เป็นอุปสรรคที่ยากที่สุดแต่สำคัญที่สุดที่ต้องเอาชนะ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อผู้พัฒนาเริ่มให้ความสำคัญกับการปล่อยก๊าซที่ซับซ้อนเหล่านี้ เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงในวัสดุก่อสร้าง การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานการก่อสร้างโดยรวม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นให้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนระดับโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อมูลค่าระยะยาวและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโครงการที่อยู่อาศัยใหม่

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องยืนยันว่าความพยายามด้านความยั่งยืนเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติทั่วทั้งอุตสาหกรรมอย่างไร ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ากฎระเบียบเฉพาะหรือมาตรฐานอุตสาหกรรมใดที่จะถูกนำมาใช้เพื่อติดตามและลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าความคิดริเริ่มเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อราคาอสังหาริมทรัพย์หรือระยะเวลาการก่อสร้างสำหรับโครงการในอนาคตอย่างไร ในขณะที่ภาคส่วนนี้กำลังจัดการกับความซับซ้อนเหล่านี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าผู้พัฒนาจะสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนที่สูงของการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนกับความต้องการที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 03:36 UTC

ไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวท่ามกลางความผันผวนของโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวท่ามกลางความผันผวนของโลก

ในขณะที่ไตรมาสที่ 3 ดำเนินไป ประเทศไทยกำลังดำเนินแผนยุทธศาสตร์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโลกที่สูงขึ้นต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวท่ามกลางความผันผวนของโลก

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวท่ามกลางความผันผวนของโลก

ในขณะที่ไตรมาสที่ 3 ดำเนินไป ประเทศไทยกำลังดำเนินแผนยุทธศาสตร์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโลกที่สูงขึ้นต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ประเทศไทยกำลังรับมือกับความท้าทายในช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งมีลักษณะของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวน แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานเหล่านี้จะเป็นประเด็นที่น่ากังวล แต่รัฐบาลไทยได้ระบุว่าได้เตรียมแผนรับมือเพื่อจัดการกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไว้แล้ว

หัวใจสำคัญของความพยายามเหล่านี้คือโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' หรือที่เรียกว่าโครงการ 60-40 โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและเสริมสร้างเศรษฐกิจ โดยทำหน้าที่เป็นกันชนต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากภายนอก สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย มาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าตลาดพลังงานโลกจะมีความไม่แน่นอนก็ตาม

แม้ว่ารัฐบาลได้วางกรอบการทำงานเหล่านี้เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น แต่ประสิทธิภาพในระยะยาวของโครงการ 60-40 ในการชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามว่าโครงการเหล่านี้จะถูกดำเนินการอย่างไรในช่วงที่เหลือของไตรมาส เพื่อให้มั่นใจว่าจะสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยว รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตและกำหนดการดำเนินงานของมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจเหล่านี้คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อไตรมาสดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 03:57 UTC

9 บริษัทใหญ่ในไทยเสนอขายหุ้นกู้ชูดอกเบี้ยสูง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

9 บริษัทใหญ่ในไทยเสนอขายหุ้นกู้ชูดอกเบี้ยสูง

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เป็นตัวกลางในการเสนอขายหุ้นกู้จาก 9 บริษัทไทยในหลากหลายธุรกิจ โดยเสนออัตราดอกเบี้ยระหว่าง 2.75% ถึง 6.95% สำหรับนักลงทุนรายใหญ่และประชาชนทั่วไป

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

9 บริษัทใหญ่ในไทยเสนอขายหุ้นกู้ชูดอกเบี้ยสูง

แหล่งข่าวเดียว
9 บริษัทใหญ่ในไทยเสนอขายหุ้นกู้ชูดอกเบี้ยสูง

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เป็นตัวกลางในการเสนอขายหุ้นกู้จาก 9 บริษัทไทยในหลากหลายธุรกิจ โดยเสนออัตราดอกเบี้ยระหว่าง 2.75% ถึง 6.95% สำหรับนักลงทุนรายใหญ่และประชาชนทั่วไป

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ได้ประกาศเตรียมเสนอขายหุ้นกู้จาก 9 บริษัทชั้นนำของไทย ซึ่งครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ ทั้งภาคการเงิน ร้านค้าทองคำ ธุรกิจโรงแรม การส่งออกผลไม้ และบริษัทโฮลดิ้ง โดยหุ้นกู้เหล่านี้มีกำหนดเสนอขายให้กับนักลงทุนรายใหญ่ (HNW) และประชาชนทั่วไป (PO) ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569

อัตราดอกเบี้ยของตราสารทางการเงินเหล่านี้อยู่ในช่วง 2.75% ถึง 6.95% สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาของการระดมทุนที่คึกคักในภาคธุรกิจท้องถิ่น แม้ว่าข้อเสนอเหล่านี้จะเป็นช่องทางการลงทุนสำหรับผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมในตลาดหุ้นกู้ไทย แต่ก็ยังสะท้อนถึงกลยุทธ์ด้านสภาพคล่องของบริษัทใหญ่ในประเทศในปัจจุบันด้วย

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ข้อมูลนี้อ้างอิงจากการประกาศเบื้องต้นของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส นักลงทุนที่สนใจควรทราบว่าเงื่อนไขเฉพาะ อันดับความน่าเชื่อถือของแต่ละบริษัท และวันที่เสนอขายที่แน่นอนของหุ้นกู้แต่ละชุดนั้น ขึ้นอยู่กับหนังสือชี้ชวนอย่างเป็นทางการที่ออกโดยผู้ออกตราสาร เช่นเดียวกับการลงทุนทางการเงินอื่นๆ บุคคลทั่วไปควรดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองหรือปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากรายละเอียดเกี่ยวกับโปรไฟล์ความเสี่ยงของทั้ง 9 บริษัทนี้ยังไม่ได้ระบุไว้อย่างครบถ้วนในรายงานฉบับเบื้องต้นนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 02:56 UTC

ราคาทองคำในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 2,050 บาท เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 2,050 บาท เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

ในช่วงเช้าของวันที่ 6 สิงหาคม 2569 สมาคมค้าทองคำรายงานว่าราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเวลา 09.07 น. ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 2,050 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยประชาชาติธุรกิจ ทองรูปพรรณมีการขายออกอยู่ที่บาทละ 68,100 บาท ในขณะที่ทองคำแท่งมีการรับซื้ออยู่ที่บาทละ 67,100 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของตลาดทองคำในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เนื่องจากทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญและเป็นรูปแบบการลงทุนหรือการออมที่นิยมในประเทศ ผู้ที่วางแผนจะซื้อหรือขายเครื่องประดับทองควรทราบว่าราคาเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันทำการ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโลกและความต้องการในท้องถิ่น

แม้ว่าตัวเลขปัจจุบันจะเป็นภาพรวมของตลาดในช่วงเช้าวันพุธ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าราคาเหล่านี้จะมีความผันผวนอย่างไรในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ขอแนะนำให้นักลงทุนและผู้บริโภคติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากสมาคมค้าทองคำตลอดทั้งวัน เพื่อให้ได้ราคาที่แม่นยำที่สุดก่อนดำเนินการทำธุรกรรมใดๆ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 06 สิงหาคม 2026, 02:16 UTC

Central Retail Corporation เข้าซื้อกิจการ MaxValu จำนวน 30 สาขา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Central Retail Corporation เข้าซื้อกิจการ MaxValu จำนวน 30 สาขา

Central Retail Corporation (CRC) ได้ขยายธุรกิจค้าปลีกอาหารด้วยการเข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu จำนวน 30 สาขาจาก AEON (ประเทศไทย)

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Central Retail Corporation เข้าซื้อกิจการ MaxValu จำนวน 30 สาขา

แหล่งข่าวเดียว
Central Retail Corporation เข้าซื้อกิจการ MaxValu จำนวน 30 สาขา

Central Retail Corporation (CRC) ได้ขยายธุรกิจค้าปลีกอาหารด้วยการเข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu จำนวน 30 สาขาจาก AEON (ประเทศไทย)

ในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของวงการค้าปลีกในประเทศไทย Central Retail Corporation (CRC) ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu จำนวน 30 สาขา โดยการดำเนินการดังกล่าวทำผ่านบริษัทลูกของ CRC คือ Central Food Retail ซึ่งได้เข้าซื้อกิจการมาจาก AEON (ประเทศไทย)

ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้ถือเป็นการขยายธุรกิจครั้งใหญ่ของ CRC เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาดค้าปลีกอาหารที่มีการแข่งขันสูง สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เดินทางมายังประเทศไทยบ่อยครั้ง การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เนื่องจากร้าน MaxValu เป็นที่รู้จักมายาวนานในด้านความสะดวกสบายและมักเป็นศูนย์กลางของชุมชนสำหรับการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภครายวันและอาหารพร้อมทาน

แม้ว่าจะมีการยืนยันการเข้าซื้อกิจการทั้ง 30 สาขาแล้ว แต่รายละเอียดหลายประการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านยังคงต้องรอความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าการสร้างแบรนด์ของร้านเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรภายใต้เจ้าของใหม่ หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงทันทีในส่วนของสินค้าและเวลาทำการที่ลูกค้าคุ้นเคยหรือไม่ ในขณะที่ CRC กำลังรวมสินทรัพย์ใหม่เหล่านี้เข้ากับเครือข่ายค้าปลีกที่มีอยู่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างเฝ้าติดตามว่าการรวมกิจการครั้งนี้จะส่งผลต่อภาพรวมของตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศอย่างไร ทั้งนี้คาดว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมจาก Central Food Retail ในขณะที่กระบวนการรวมกิจการดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 02:56 UTC

ไทยประกาศเน้นเปลี่ยนผ่านพลังงานสำหรับวงเงินกู้ใหม่ 2 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยประกาศเน้นเปลี่ยนผ่านพลังงานสำหรับวงเงินกู้ใหม่ 2 แสนล้านบาท

รัฐบาลไทยจัดสรรวงเงินกู้ใหม่ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในขณะที่เงินกู้ก้อนแรกยังเหลืออีก 4 หมื่นล้านบาทสำหรับกระตุ้นการท่องเที่ยว

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยประกาศเน้นเปลี่ยนผ่านพลังงานสำหรับวงเงินกู้ใหม่ 2 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ไทยประกาศเน้นเปลี่ยนผ่านพลังงานสำหรับวงเงินกู้ใหม่ 2 แสนล้านบาท

รัฐบาลไทยจัดสรรวงเงินกู้ใหม่ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในขณะที่เงินกู้ก้อนแรกยังเหลืออีก 4 หมื่นล้านบาทสำหรับกระตุ้นการท่องเที่ยว

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ระบุถึงกลยุทธ์ของรัฐบาลสำหรับการจัดสรรเงินกู้ก้อนใหม่จำนวน 2 แสนล้านบาท โดยเงินทุนนี้มุ่งเน้นไปที่โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นหลัก รวมถึงการอุดหนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณของการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในประเทศไทย แม้จะเน้นไปที่ด้านพลังงาน แต่รัฐบาลยังยืนยันว่าเงินกู้จากเฟสแรกจำนวน 2 แสนล้านบาทนั้นยังคงเหลืออยู่ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินส่วนที่เหลือนี้จะนำไปใช้สนับสนุนโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการเตรียมการสำหรับโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟสที่ 2

ความคืบหน้าเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับผู้ที่ติดตามนโยบายเศรษฐกิจและทิศทางด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กำหนดการที่ชัดเจนสำหรับการเริ่มใช้เงินอุดหนุนด้านพลังงานและกลไกการกระจายเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวที่แน่นอนนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลต่อไปเพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเงินทุนเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรและเมื่อใดที่จะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 02:57 UTC

การลงทุนจากต่างชาติในอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่และภูเก็ตพุ่งสูงขึ้น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การลงทุนจากต่างชาติในอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่และภูเก็ตพุ่งสูงขึ้น

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยกำลังรุกตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติในเชียงใหม่และภูเก็ตอย่างหนัก โดยเสนอผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การลงทุนจากต่างชาติในอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่และภูเก็ตพุ่งสูงขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
การลงทุนจากต่างชาติในอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่และภูเก็ตพุ่งสูงขึ้น

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยกำลังรุกตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติในเชียงใหม่และภูเก็ตอย่างหนัก โดยเสนอผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูง

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่และภูเก็ตกำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวต่างชาติ โดยนักลงทุนต่างถูกดึงดูดเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ด้วยผลตอบแทนต่อปีที่คาดการณ์ไว้ระหว่าง 7% ถึง 13%

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยกำลังปรับกลยุทธ์เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาด โดยบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ กำลังจัดโรดโชว์ในไต้หวัน ในขณะที่ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กำลังขยายช่องทางผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีน นอกจากนี้ บริษัทยังเพิ่มความพยายามในด้านอื่นๆ เช่น อรสิริน ที่เสนอค่าคอมมิชชั่น 7% ให้กับเอเย่นต์เพื่อกระตุ้นยอดขาย และ แสนสิริ ที่เน้นบริการหลังการขายเพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว แนวโน้มนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาของการพัฒนาที่รวดเร็วและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในภาคที่อยู่อาศัยและคอนโดมิเนียมในท้องถิ่น แม้ว่าผลตอบแทนที่สูงจะเป็นปัจจัยหลักสำหรับนักลงทุน แต่ผลกระทบระยะยาวต่อความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนในพื้นที่และความพร้อมของที่พักให้เช่าระยะสั้นยังคงต้องติดตามต่อไป นอกจากนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของเหล่านี้จะส่งผลต่อภาพรวมการท่องเที่ยวในจังหวัดเหล่านี้อย่างไร ผู้ที่สนใจซื้อหรือผู้ที่สนใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นควรติดตามการพัฒนาของกลยุทธ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิดในขณะที่ผู้พัฒนาต่างแข่งขันกันเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 01:56 UTC

บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในไทยประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในไทยประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล โดย ADVANC นำทัพจ่ายสูงสุดที่ 8.69 บาทต่อหุ้น

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในไทยประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

แหล่งข่าวเดียว
บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในไทยประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล โดย ADVANC นำทัพจ่ายสูงสุดที่ 8.69 บาทต่อหุ้น

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เริ่มประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล โดยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตรา 8.69 บาทต่อหุ้น

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำอื่นๆ อีกหลายแห่ง ได้แก่ TRUE, SCC, PTTEP, TU, SCCC, GPSC, DIF และ MRDIY ที่มีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD (Ex-Dividend) ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 โดยเครื่องหมาย XD เป็นสัญลักษณ์ที่ระบุว่าผู้ที่ซื้อหุ้นในวันดังกล่าวหรือหลังจากนั้นจะไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลในรอบที่จะถึงนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ประกาศเหล่านี้สะท้อนถึงกิจกรรมทางการเงินของบริษัทในประเทศรายใหญ่ แม้ว่าการจ่ายเงินปันผลจะเป็นแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจตามปกติ แต่ก็มักส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและความผันผวนของราคาหุ้น สำหรับผู้ที่มีการลงทุนในตลาดไทย สิ่งสำคัญคือต้องติดตามการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะของแต่ละบริษัทเพื่อตรวจสอบวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD และกำหนดการจ่ายเงินที่แน่นอน เนื่องจากรายละเอียดเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท ณ ขณะนี้ วันที่จ่ายเงินที่ชัดเจนสำหรับบริษัทอื่นๆ นอกเหนือจาก ADVANC ยังคงต้องรอการประกาศจากแต่ละบริษัท โดยนักลงทุนควรปรึกษาโบรกเกอร์หรือตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุดเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่ถือครองอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 01:56 UTC

ยักษ์ค้าปลีกพลิกโฉมหัวหมาก-รามคำแหงสู่ย่าน CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตะวันออก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ยักษ์ค้าปลีกพลิกโฉมหัวหมาก-รามคำแหงสู่ย่าน CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตะวันออก

กลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่กำลังลงทุนอย่างหนักในย่านหัวหมาก-รามคำแหง เพื่อสร้างย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แห่งใหม่ในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ยักษ์ค้าปลีกพลิกโฉมหัวหมาก-รามคำแหงสู่ย่าน CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตะวันออก

แหล่งข่าวเดียว
ยักษ์ค้าปลีกพลิกโฉมหัวหมาก-รามคำแหงสู่ย่าน CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตะวันออก

กลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่กำลังลงทุนอย่างหนักในย่านหัวหมาก-รามคำแหง เพื่อสร้างย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แห่งใหม่ในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ระบุว่าพื้นที่ย่านหัวหมาก-รามคำแหงกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยกลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ อาทิ เครือซี.พี., กลุ่มเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เริ่มโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้สอดคล้องกับแผนการขยายโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีเหลือง

การพัฒนาที่สำคัญรวมถึงความร่วมมือระหว่างเครือซี.พี. และโอสถสภาในการเช่าที่ดิน 45 ไร่ เพื่อสร้างแลนด์มาร์กใหม่ในชื่อ 'Happy Life Style Community' ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่าเดอะมอลล์ กรุ๊ป กำลังวางแผนปรับโฉมสาขาที่มีอยู่ในพื้นที่ โครงการเหล่านี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูและศูนย์กลางเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะส่งผลให้ย่านนี้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตะวันออกอย่างเต็มตัว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ตัวเลือกการช้อปปิ้งที่เพิ่มขึ้น และการเชื่อมต่อที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่านเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ อย่างไรก็ตาม กำหนดการแล้วเสร็จของแลนด์มาร์กค้าปลีกเหล่านี้และผลกระทบโดยรวมต่อรูปแบบการจราจรในพื้นที่ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ในระหว่างที่การก่อสร้างดำเนินไป ผู้ที่มาเยือนย่านนี้ควรเตรียมพร้อมรับมือกับกิจกรรมการพัฒนาที่ต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 00:56 UTC

ค่าธรรมเนียมอีคอมเมิร์ซที่พุ่งสูงขึ้นสร้างความท้าทายให้ผู้ค้าชาวไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ค่าธรรมเนียมอีคอมเมิร์ซที่พุ่งสูงขึ้นสร้างความท้าทายให้ผู้ค้าชาวไทย

การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกำไรขั้นต้น (GP) บ่อยครั้งโดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกำลังสร้างความกังวลอย่างมากให้กับเจ้าของธุรกิจในไทย นำไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ค่าธรรมเนียมอีคอมเมิร์ซที่พุ่งสูงขึ้นสร้างความท้าทายให้ผู้ค้าชาวไทย

แหล่งข่าวเดียว
ค่าธรรมเนียมอีคอมเมิร์ซที่พุ่งสูงขึ้นสร้างความท้าทายให้ผู้ค้าชาวไทย

การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกำไรขั้นต้น (GP) บ่อยครั้งโดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกำลังสร้างความกังวลอย่างมากให้กับเจ้าของธุรกิจในไทย นำไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2026 ผู้ค้าชาวไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม 'กำไรขั้นต้น' (GP) หรือค่าคอมมิชชั่นการขายที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เรียกเก็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนี้กลายเป็นภาระหนักสำหรับผู้ประกอบการในท้องถิ่น ซึ่งโต้แย้งว่าต้นทุนที่สูงขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจของพวกเขา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่พึ่งพาแพลตฟอร์มเหล่านี้ในการซื้อของใช้ประจำวันหรือการดำเนินธุรกิจ แนวโน้มนี้อาจนำไปสู่ราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้ขายพยายามชดเชยต้นทุนค่าคอมมิชชั่นที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังเน้นให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างผู้ให้บริการตลาดดิจิทัลและชุมชนธุรกิจในท้องถิ่น

แม้ว่าผู้ค้าจะเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจัดทำกลไกการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้นและกำหนดบทลงโทษสำหรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม แต่ปัญหาก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างไรเพื่อจัดการกับข้อกังวลเหล่านี้ หรือจะมีการนำกรอบการกำกับดูแลใหม่มาใช้หรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าทางการจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและผู้ขายที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 สิงหาคม 2026, 00:56 UTC

ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนประเทศไทยเมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2569

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนประเทศไทยเมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2569

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เขาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2569 และเป็นการเยือนต่อจากการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ประเด็นหลักของการหารือระหว่างทั้งสองประเทศมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการค้าและการลงทุนทวิภาคี สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การมีส่วนร่วมทางการทูตนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณถึงความพยายามในการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบโลจิสติกส์ในภูมิภาค นโยบายการค้าข้ามพรมแดน และบรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมในจังหวัดชายแดน

แม้ว่าการเยือนครั้งนี้จะเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการกระชับความสัมพันธ์ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าใหม่หรือโครงการลงทุนที่เป็นรูปธรรมยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าการหารือระดับสูงเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายในทางปฏิบัติหรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร ในขณะนี้ การเยือนดังกล่าวถือเป็นก้าวพื้นฐานในกลยุทธ์การเข้าถึงระดับภูมิภาคของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 23:55 UTC

ส่องนวัตกรรมเกษตรไทย: จากน้อยหน่าเพชรปากช่อง สู่มะปี๊ดจันทบุรี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ส่องนวัตกรรมเกษตรไทย: จากน้อยหน่าเพชรปากช่อง สู่มะปี๊ดจันทบุรี

รายการโทรทัศน์ไทยนำเสนอเรื่องราวความสำเร็จของเกษตรกรท้องถิ่น โดยเน้นเทคนิคการปลูกน้อยหน่าที่เป็นเอกลักษณ์และโมเดลธุรกิจชุมชนของอุตสาหกรรมมะปี๊ดในจังหวัดจันทบุรี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ส่องนวัตกรรมเกษตรไทย: จากน้อยหน่าเพชรปากช่อง สู่มะปี๊ดจันทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
ส่องนวัตกรรมเกษตรไทย: จากน้อยหน่าเพชรปากช่อง สู่มะปี๊ดจันทบุรี

รายการโทรทัศน์ไทยนำเสนอเรื่องราวความสำเร็จของเกษตรกรท้องถิ่น โดยเน้นเทคนิคการปลูกน้อยหน่าที่เป็นเอกลักษณ์และโมเดลธุรกิจชุมชนของอุตสาหกรรมมะปี๊ดในจังหวัดจันทบุรี

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ รายการโทรทัศน์ไทยกำลังนำเสนอความสามารถของเกษตรกรท้องถิ่น โดยรายการ 'เกษตรสุข' ทางช่อง 7HD ได้นำเสนอเรื่องราวของ 'น้อยหน่าเพชรปากช่อง' พร้อมเผยเคล็ดลับการใช้ 'น้ำฮอร์โมน' ที่เกษตรกรใช้เพื่อเพิ่มความหวานและปรับปรุงเนื้อสัมผัสของผลไม้

ในขณะเดียวกัน รายการ 'คนไทยหัวใจไม่ท้อ' ทางช่อง 5 ได้นำเสนอความสำเร็จของแบรนด์ 'แรบบิทจันท์' ในจังหวัดจันทบุรี โดยเน้นไปที่ความพยายามของคุณวรพชร วงษ์เจริญ ผู้พลิกโฉมธุรกิจ 'มะปี๊ด' ในท้องถิ่นให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจระดับชุมชน การเปลี่ยนผลไม้ตระกูลส้มนี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ยั่งยืนได้ช่วยสร้างรายได้และสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของภาคเกษตรกรรมไทย ซึ่งมีการนำการทำฟาร์มแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับการสร้างแบรนด์สมัยใหม่และเทคนิคการเพาะปลูกเฉพาะทาง ข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจสำรวจตลาดอาหารท้องถิ่นหรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แม้ว่ารายการเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรดังกล่าว แต่ความสามารถในการขยายผลของโมเดลธุรกิจเหล่านี้ในระยะยาวและการนำเทคนิคการเพาะปลูกเหล่านี้ไปใช้ในภูมิภาคอื่นๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 23:55 UTC