ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
เศรษฐกิจ ‘TIP อัพทูไมล์’ จากทิพยประกันภัย คว้ารางวัล ‘BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026’ ✦
ความปลอดภัย อุบัติเหตุรถชนรุนแรงระหว่างตายายและหลานท่ามกลางฝนตกหนัก ✦
ความปลอดภัย GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย ✦
การท่องเที่ยว ททท. ชูแนวคิด 'Healing is the New Luxury' ในงาน Tourism Expo Japan 2026 ✦
การท่องเที่ยว ภูเก็ตคว้าอันดับ 1 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวแคนาดา ✦
เศรษฐกิจ กนอ. เผยยอดขายที่ดินพุ่งและความคืบหน้าโครงการ Smart Park ✦
เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยชี้แจงเกณฑ์การคืนเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ✦
ความปลอดภัย พัทยาประกาศธงแดงเตือนภัยหลังพายุฝนถล่มตลอดคืน ✦
เศรษฐกิจ นายกฯ ไทยพบปะนักลงทุนสหรัฐฯ ในเวทีของ Jefferies Group ✦
เศรษฐกิจ เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป แต่งตั้ง 'ชาญชัย พันธุ์โสภา' ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ✦
เศรษฐกิจ

‘TIP อัพทูไมล์’ จากทิพยประกันภัย คว้ารางวัล ‘BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026’

แหล่งข่าวเดียว
‘TIP อัพทูไมล์’ จากทิพยประกันภัย คว้ารางวัล ‘BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026’

ทิพยประกันภัยได้รับรางวัล 'BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026' สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ 'TIP อัพทูไมล์'

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล 'BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026' สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ 'TIP อัพทูไมล์' รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาโซลูชันด้านประกันภัยที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปและความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การได้รับรางวัลนี้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ในขณะที่ตลาดประกันภัยยังคงปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการขับขี่ใหม่ๆ และความต้องการในยุคดิจิทัล รางวัลดังกล่าวถือเป็นตัวบ่งชี้ถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่มุ่งไปสู่รูปแบบประกันภัยที่ยืดหยุ่นและอิงตามการใช้งานจริงมากขึ้น

แม้ว่ารางวัลนี้จะเป็นการยืนยันถึงการตอบรับของตลาดและปรัชญาการออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้ถือเป็นการรับรองเงื่อนไขกรมธรรม์เฉพาะเจาะจงหรือความเหมาะสมของความคุ้มครองสำหรับผู้ขับขี่แต่ละราย ผู้ที่สนใจควรทราบว่ารางวัลนี้สะท้อนถึงแนวทางทั่วไปของบริษัทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่การรับประกันประสิทธิภาพการบริการในกรณีการเคลมเฉพาะเจาะจง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนด เงื่อนไข และความเหมาะสมสำหรับกรมธรรม์ 'TIP อัพทูไมล์' ควรตรวจสอบโดยตรงผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของทิพยประกันภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 04:01 UTC

ความปลอดภัย

อุบัติเหตุรถชนรุนแรงระหว่างตายายและหลานท่ามกลางฝนตกหนัก

แหล่งข่าวเดียว
อุบัติเหตุรถชนรุนแรงระหว่างตายายและหลานท่ามกลางฝนตกหนัก

รถกระบะที่บรรทุกตายายและหลานชนเข้ากับรถสไลด์ใกล้จุดกลับรถนวนคร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บ 2 ราย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดอุบัติเหตุทางถนนรุนแรงในช่วงที่มีฝนตกหนักใกล้จุดกลับรถนวนคร รถกระบะซึ่งมีผู้โดยสารเป็นตายายและหลานได้เสียหลักชนเข้ากับรถสไลด์ แรงปะทะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สัญจรผ่านในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่สำคัญของการขับขี่ในช่วงฝนตกหนัก ซึ่งอาจลดทัศนวิสัยและการยึดเกาะถนนลงอย่างมาก นวนครเป็นเส้นทางอุตสาหกรรมและการจราจรที่หนาแน่น และจุดกลับรถมักถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ผู้ขับขี่ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ลดความเร็ว และเว้นระยะห่างให้มากขึ้นเมื่อขับขี่ผ่านเส้นทางเหล่านี้ในช่วงที่มีพายุ

แม้ว่าจะมีการรายงานรายละเอียดเบื้องต้นของการชนแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับตัวผู้เสียชีวิตหรือสาเหตุอย่างเป็นทางการที่ทำให้รถเสียหลัก ขณะนี้การสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุยังคงดำเนินอยู่ ขอแนะนำให้ผู้เดินทางติดตามรายงานสภาพการจราจรและพยากรณ์อากาศในพื้นที่ก่อนออกเดินทางผ่านภูมิภาคนี้เพื่อความปลอดภัยในการสัญจร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 04:00 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

หน่วยงานอวกาศของไทยระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงในการเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศไทย ตามรายงานของ Khaosod English ระบุว่าทางหน่วยงานกำลังใช้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อติดตามผลกระทบจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงโอกาสที่น้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่ GISTDA ได้แนะนำเป็นพิเศษให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็น 'โซนสีแดง' เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการ

แม้ว่าข้อมูลดาวเทียมจะให้ภาพรวมที่ชัดเจนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในปัจจุบัน แต่ขอบเขตผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวัง ตรวจสอบรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นบ่อยครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัด ในขณะนี้ทางหน่วยงานยังคงประมวลผลข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของการเดินทางและกิจกรรมประจำวัน แม้ว่าคำสั่งอพยพเฉพาะเจาะจงหรือรายงานความเสียหายในพื้นที่นั้นจะอยู่ภายใต้การติดตามอย่างต่อเนื่องโดยหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:00 UTC

การท่องเที่ยว

ททท. ชูแนวคิด 'Healing is the New Luxury' ในงาน Tourism Expo Japan 2026

แหล่งข่าวเดียว
ททท. ชูแนวคิด 'Healing is the New Luxury' ในงาน Tourism Expo Japan 2026

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมแก่ผู้เข้าชมชาวญี่ปุ่นในงาน Tourism Expo Japan 2026

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเข้าร่วมงาน Tourism Expo Japan 2026 โดยส่งเสริมประเทศไทยภายใต้แนวคิด 'Healing is the New Luxury' (การเยียวยาคือความหรูหราใหม่) ตามรายงานจากข่าว ททท. ระบุว่าโครงการนี้มุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่มีคุณภาพ โดยเน้นย้ำถึงข้อเสนอเชิงสุขภาพ ความลึกซึ้งทางวัฒนธรรม และประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดื่มด่ำในประเทศไทย

แคมเปญนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้เกิดการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำและเพิ่มระยะเวลาการพำนักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น เป้าหมายสำคัญของกลยุทธ์นี้คือการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้กว้างขวางขึ้นโดยส่งเสริมการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางรองทั่วประเทศไทย เพื่อสนับสนุนเป้าหมายเหล่านี้ ททท. กำลังสร้างความร่วมมือกับสายการบินและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในตลาดญี่ปุ่นอย่างแข็งขัน

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงและเน้นด้านสุขภาพ แม้ว่าแคมเปญนี้จะมุ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับจังหวัดที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเส้นทางบินใหม่หรือแพ็คเกจสุขภาพสุดพิเศษที่เกิดจากความร่วมมือทางการค้านี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ททท. ยังคงวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การพักผ่อนที่ฟื้นฟูร่างกายและเต็มไปด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Tourism Authority of Thailand Newsroom
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:55 UTC

การท่องเที่ยว

ภูเก็ตคว้าอันดับ 1 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวแคนาดา

ได้รับการยืนยัน
ภูเก็ตคว้าอันดับ 1 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวแคนาดา

ภูเก็ตครองอันดับ 1 ในฐานะจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวแคนาดาชื่นชอบมากที่สุด ตามข้อมูลล่าสุดที่รัฐบาลไทยเปิดเผย

ภูเก็ตได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวแคนาดา ตามรายงานจาก Thai Post โดยอ้างคำกล่าวของนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังจากงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ 'Air Canada Vacations Toronto' ซึ่งจังหวัดภูเก็ตได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากนักท่องเที่ยวชาวแคนาดา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การยอมรับนี้เน้นย้ำถึงเสน่ห์ที่ยั่งยืนของภูเก็ตในตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงความต้องการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านการท่องเที่ยวบนเกาะ รัฐบาลแสดงความพึงพอใจต่อการจัดอันดับดังกล่าว โดยมองว่าเป็นตัวบ่งชี้เชิงบวกถึงสถานะการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของไทย

แม้ว่าการจัดอันดับนี้จะสะท้อนถึงความชอบของผู้ที่ได้รับการสำรวจในงานที่โตรอนโต แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าความรู้สึกนี้จะส่งผลต่อแนวโน้มการจองหรือการปรับเปลี่ยนนโยบายสำหรับช่วงไฮซีซั่นที่จะถึงนี้อย่างไร นักท่องเที่ยวควรทราบว่าแม้ภูเก็ตจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูง แต่รางวัลนี้อ้างอิงจากความรู้สึกของผู้บริโภคในงานส่งเสริมการขายเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่สถิติการเดินทางเข้าประเทศประจำปีที่ครอบคลุม ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์เฉพาะที่ใช้ในกระบวนการลงคะแนนเสียงในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 01:21 UTC

เศรษฐกิจ

กนอ. เผยยอดขายที่ดินพุ่งและความคืบหน้าโครงการ Smart Park

แหล่งข่าวเดียว
กนอ. เผยยอดขายที่ดินพุ่งและความคืบหน้าโครงการ Smart Park

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประกาศยอดขายที่ดิน 6,000 ไร่ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 พร้อมเน้นย้ำความคืบหน้าของโครงการ Smart Park และมาบตาพุด เฟส 3

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รายงานผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยมียอดขายที่ดินรวม 6,000 ไร่ ตามรายงานจาก Thai Post ระบุว่า กนอ. กำลังใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค

ความคืบหน้าสำคัญรวมถึงโครงการมาบตาพุด เฟส 3 ที่ยังคงดำเนินไปตามแผนงาน นอกจากนี้ กนอ. ยังเดินหน้าส่งเสริมโครงการ 'Smart Park' ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมต้นแบบสีเขียวที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการดำเนินงานแบบคาร์บอนต่ำและรองรับการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนาเหล่านี้บ่งชี้ถึงการขยายตัวทางอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องและการมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนในพื้นที่ภาคตะวันออก การเติบโตของยอดขายที่ดินชี้ให้เห็นถึงกิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสในการจ้างงานในท้องถิ่นและการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค แม้ว่า กนอ. จะยืนยันตัวเลขและสถานะของโครงการเหล่านี้แล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวต่อสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นและกำหนดการที่ชัดเจนสำหรับการเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบของ Smart Park ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่โครงการมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:41 UTC

เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยชี้แจงเกณฑ์การคืนเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยชี้แจงเกณฑ์การคืนเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

กฎระเบียบใหม่ระบุว่าผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องคืนเงินอุดหนุนหากผู้ผลิตไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการชดเชยการผลิตได้ แม้ว่าบริษัทผู้ผลิตจะต้องเผชิญกับบทลงโทษก็ตาม

ตามรายงานจาก Matichon Online รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยภายใต้กฎเกณฑ์นี้ ผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้โครงการส่งเสริมของรัฐบาลจะไม่ต้องคืนเงินอุดหนุนหากบริษัทผู้ผลิตไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันในการชดเชยการผลิตได้

นโยบายนี้ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะไม่ต้องรับผิดชอบทางการเงินต่อความบกพร่องของผู้ผลิต อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบดังกล่าวได้กำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดสำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้อง หากผู้ผลิตไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตที่กำหนดไว้ จะต้องถูกเรียกคืนเงินอุดหนุนพร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ให้แก่รัฐบาล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า การชี้แจงนี้ช่วยสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับเสถียรภาพของสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างรัฐและบริษัทรถยนต์ แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดพารามิเตอร์ที่ชัดเจนสำหรับการเรียกคืนเงินและบทลงโทษแล้ว แต่ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศเพิ่มเติมเพื่อดูว่ากฎเหล่านี้จะถูกบังคับใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อราคาหรือความพร้อมจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดไทยหรือไม่ ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 04:00 UTC

ความปลอดภัย

พัทยาประกาศธงแดงเตือนภัยหลังพายุฝนถล่มตลอดคืน

แหล่งข่าวเดียว
พัทยาประกาศธงแดงเตือนภัยหลังพายุฝนถล่มตลอดคืน

ฝนที่ตกหนักและลมแรงตลอดทั้งคืนส่งผลให้เรือหลายลำในพัทยาได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่จึงประกาศชักธงแดงห้ามเรือออกจากฝั่งโดยเด็ดขาด

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เมืองพัทยาเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรงตลอดทั้งคืน ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องและลมกระโชกแรงส่งผลให้เกิดคลื่นลมแรงในทะเล ทำให้เรือหลายลำที่จอดอยู่ในพื้นที่ได้รับความเสียหาย

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เป็นอันตราย เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ประกาศชักธงแดงตลอดแนวชายฝั่ง สัญญาณนี้ถือเป็นการห้ามเรือทุกชนิดออกจากฝั่งอย่างเป็นทางการ เนื่องจากสภาพทะเลในปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัยทางทะเล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน ผู้ที่วางแผนจะเดินทางทางทะเลหรือล่องเรือควรเตรียมพร้อมรับมือกับการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางจนกว่าสภาพอากาศจะดีขึ้นและมีการยกเลิกประกาศธงแดงอย่างเป็นทางการ สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารจากท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางทะเลอย่างเคร่งครัด

ในขณะนี้ ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเรือในพื้นที่ยังอยู่ระหว่างการประเมิน แม้ว่าความปลอดภัยของผู้ที่อยู่ในน้ำจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะอนุญาตให้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางทะเลได้เมื่อใด นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสภาพทะเลกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อนวางแผนกิจกรรมชายฝั่งทุกครั้ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 04:01 UTC

เศรษฐกิจ

นายกฯ ไทยพบปะนักลงทุนสหรัฐฯ ในเวทีของ Jefferies Group

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ ไทยพบปะนักลงทุนสหรัฐฯ ในเวทีของ Jefferies Group

นายกรัฐมนตรีไทยได้พบปะกับกองทุนการลงทุนชั้นนำของสหรัฐฯ ในเวทีที่จัดโดย Jefferies Group LLC เพื่อหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนโอกาสทางเศรษฐกิจให้เป็นการเติบโตทางธุรกิจที่จับต้องได้

ตามรายงานจาก Thai Post นายกรัฐมนตรีไทยได้เข้าร่วมเวทีเสวนาที่จัดโดยบริษัทบริการทางการเงินระดับโลก Jefferies Group LLC เมื่อเร็วๆ นี้ โดยงานดังกล่าวเป็นเวทีให้นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยโดยตรงกับตัวแทนจากกองทุนการลงทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา

เป้าหมายหลักของการหารือคือการสำรวจกลยุทธ์ในการเปลี่ยนศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันให้กลายเป็นการดำเนินธุรกิจที่จับต้องได้ รัฐบาลเน้นย้ำว่าความพยายามเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทยและปรับปรุงคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชน การดึงความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งถือเป็นความหวังของรัฐบาลในการดึงดูดเงินทุนที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณถึงความพยายามเชิงรุกของรัฐบาลในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศผ่านการลงทุนจากต่างชาติ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่โอกาสในการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าภาคส่วนใดจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับการลงทุนเหล่านี้ และจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้างเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับความร่วมมือทางธุรกิจเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์จะคอยดูว่าการหารือระดับสูงเหล่านี้จะส่งผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:41 UTC

เศรษฐกิจ

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป แต่งตั้ง 'ชาญชัย พันธุ์โสภา' ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่

แหล่งข่าวเดียว
เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป แต่งตั้ง 'ชาญชัย พันธุ์โสภา' ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่

บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศแต่งตั้งนายชาญชัย พันธุ์โสภา เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การเติบโตของบริษัท

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศแต่งตั้งนายชาญชัย พันธุ์โสภา ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ การเปลี่ยนแปลงผู้นำในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

นายชาญชัยนำประสบการณ์กว่า 30 ปีในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาสู่บทบาทนี้ โดยบริษัทระบุว่าการแต่งตั้งครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้กับองค์กรเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตและการเปลี่ยนแปลงของตลาด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจค้าปลีกและบริการของไทย โดยเป็นผู้ดำเนินงานสถานที่สำคัญ เช่น เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ และโรงแรมต่างๆ การเปลี่ยนแปลงในระดับบริหารระดับสูงมักเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนทิศทางองค์กร ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาหรือทิศทางการดำเนินงานของศูนย์การค้าที่เป็นที่นิยมเหล่านี้ในอนาคต

ในขณะนี้ บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับโครงการใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินงานค้าปลีกที่มีอยู่ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสาธารณชนจะต้องรอประกาศเพิ่มเติมจากบริษัทเพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนผ่านผู้นำครั้งนี้จะส่งผลต่อกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในอนาคตของกลุ่มบริษัทอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:42 UTC

ท่าเรือศาลาลอยในอยุธยาเตรียมรับการปรับปรุงครั้งใหญ่
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

ท่าเรือศาลาลอยในอยุธยาเตรียมรับการปรับปรุงครั้งใหญ่

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ท่าเรือศาลาลอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาการขนส่งทางน้ำ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

ท่าเรือศาลาลอยในอยุธยาเตรียมรับการปรับปรุงครั้งใหญ่

แหล่งข่าวเดียว
ท่าเรือศาลาลอยในอยุธยาเตรียมรับการปรับปรุงครั้งใหญ่

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ท่าเรือศาลาลอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาการขนส่งทางน้ำ

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ท่าเรือศาลาลอย อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการปรับปรุงท่าเรือ ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการปรับปรุงท่าเรือให้รองรับเรือขนาดใหญ่ได้

ปัจจุบันพื้นที่ท่าเรือขนาด 56 ไร่กำลังเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ ท่าเรือรองรับได้เฉพาะเรือที่มีขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส และโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน รวมถึงอาคารสำนักงานและพื้นที่พักสินค้า มีสภาพทรุดโทรมจากการใช้งานมานานกว่า 13 ปี นอกจากนี้ ความต่างของระดับความสูงระหว่างท่าเรือกับตัวเรือที่ประมาณ 6–7 เมตร ยังเป็นอุปสรรคต่อการขนถ่ายสินค้าเทกอง เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาประเด็นเรื่องค่าเช่าที่สูงและระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักที่ไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ

สำหรับประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ในพื้นที่ การปรับปรุงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้การขนส่งสินค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น กระทรวงคมนาคมกำลังประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนพระราม 6 โดยตั้งเป้าหมายรักษาระดับน้ำให้มีความลึกประมาณ 4.5 เมตร เพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับโครงการนี้ แต่กำหนดการสุดท้ายสำหรับการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการแล้วเสร็จของการปรับปรุงโครงสร้างยังคงต้องรอการยืนยัน นอกจากนี้ กระทรวงยังอยู่ระหว่างการทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมเพื่อลดภาระทางการเงินของผู้ใช้งานท่าเรือ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 10:56 UTC

กรุงเทพฯ เตรียมใช้ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบปรับตัว (Adaptive Control) บริเวณสะพานตากสินและไอคอนสยาม
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

กรุงเทพฯ เตรียมใช้ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบปรับตัว (Adaptive Control) บริเวณสะพานตากสินและไอคอนสยาม

ผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประกาศเริ่มใช้ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบปรับตัวเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณสะพานตากสินและไอคอนสยาม ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน เป็นต้นไป

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

กรุงเทพฯ เตรียมใช้ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบปรับตัว (Adaptive Control) บริเวณสะพานตากสินและไอคอนสยาม

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ เตรียมใช้ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบปรับตัว (Adaptive Control) บริเวณสะพานตากสินและไอคอนสยาม

ผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประกาศเริ่มใช้ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบปรับตัวเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณสะพานตากสินและไอคอนสยาม ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน เป็นต้นไป

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตคลองสาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพการจราจรบริเวณสะพานตากสินและศูนย์การค้าไอคอนสยาม หลังจากพบปัญหาการจราจรติดขัดสะสมในพื้นที่ดังกล่าว กรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงได้ตัดสินใจปรับปรุงระบบการจัดการสัญญาณไฟจราจรใหม่

โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ทาง กทม. จะเริ่มใช้ระบบ 'Adaptive Control' หรือระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบปรับตัวในจุดดังกล่าว ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปรับระยะเวลาของสัญญาณไฟให้สอดคล้องกับปริมาณรถที่ไหลเวียนจริงแบบเรียลไทม์ แทนการใช้การตั้งเวลาแบบคงที่เดิม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายรถและลดระยะเวลาการรอคอยในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน แม้ว่า กทม. คาดหวังว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาคอขวดในปัจจุบันได้ แต่ประสิทธิภาพในระยะยาวของระบบในการจัดการปริมาณรถหนาแน่นริมแม่น้ำยังคงต้องติดตามผลต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนคอยติดตามข้อมูลการจราจรในพื้นที่อย่างใกล้ชิดในช่วงที่ระบบเริ่มทำงาน เนื่องจากในช่วงแรกอาจมีการปรับจูนซอฟต์แวร์ให้เข้ากับสภาพการจราจรจริง ซึ่งอาจส่งผลให้จังหวะสัญญาณไฟมีการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 09:55 UTC

วิน จยย. สุดเฮง ซื้อของเก่าจากตลาดนัดรังสิต พบเป็นทองและเงินแท้ ขายได้เงินแสน
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

วิน จยย. สุดเฮง ซื้อของเก่าจากตลาดนัดรังสิต พบเป็นทองและเงินแท้ ขายได้เงินแสน

วินมอเตอร์ไซค์ในไทยพบว่าของที่ซื้อมาในราคา 150 บาทจากตลาดนัดเป็นทองและเงินแท้ ทำให้ได้รับกำไรก้อนโต

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

วิน จยย. สุดเฮง ซื้อของเก่าจากตลาดนัดรังสิต พบเป็นทองและเงินแท้ ขายได้เงินแสน

แหล่งข่าวเดียว
วิน จยย. สุดเฮง ซื้อของเก่าจากตลาดนัดรังสิต พบเป็นทองและเงินแท้ ขายได้เงินแสน

วินมอเตอร์ไซค์ในไทยพบว่าของที่ซื้อมาในราคา 150 บาทจากตลาดนัดเป็นทองและเงินแท้ ทำให้ได้รับกำไรก้อนโต

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ข่าวสดออนไลน์รายงานเรื่องราวการค้นพบที่ไม่คาดคิดของนายโชคเชิด ด้วงเงิน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างวัย 45 ปี โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายโชคเชิดได้ไปเดินตลาดนัดริมทางรถไฟย่านรังสิต และได้ซื้อกล่องเงินเก่าในราคา 100 บาท พร้อมกับสร้อยข้อมือที่มีลักษณะคล้ายทองปลอมในราคา 50 บาท

เพื่อความแน่ใจ นายโชคเชิดได้นำของดังกล่าวไปตรวจสอบที่ร้าน 'มังกรหลอมทอง' หน้าหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยมีนายศิรศักดิ์ บุตรไชย พนักงานและช่างหลอมของร้านเป็นผู้ตรวจสอบ ซึ่งผลปรากฏว่าเป็นทองและเงินแท้ ทำให้การขายของดังกล่าวสร้างรายได้ให้นายโชคเชิดมากกว่า 100,000 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการพบของมีค่าในตลาดมือสองของไทย แม้เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าที่อาจซ่อนอยู่ในสินค้าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่าสินค้าอื่นๆ ที่วางขายในตลาดเดียวกันจะมีมูลค่าเช่นนี้หรือไม่ หรือนี่เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะที่ผู้ขายไม่ทราบมูลค่าของสินค้าที่ตนมีอยู่ ผู้ที่สนใจเดินตลาดนัดควรใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากความแท้ของสินค้าในสถานที่เหล่านี้มักไม่ได้รับการรับประกัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 07:55 UTC

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 76 ราย
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 76 ราย

ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปหลังเกิดเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์ โดยมีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 76 ราย และยังคงสูญหายอีก 13 ราย

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 76 ราย

แหล่งข่าวเดียว
ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 76 ราย

ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปหลังเกิดเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์ โดยมีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 76 ราย และยังคงสูญหายอีก 13 ราย

ตามรายงานจาก Khaosod English ทีมกู้ภัยได้กู้ร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมจากเรือเฟอร์รี่โดยสารที่เกิดเหตุไฟไหม้นอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ ณ วันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2026 ยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้นเป็น 76 ราย ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 13 ราย เรือลำดังกล่าวออกเดินทางจากกรุงมะนิลาและอยู่ห่างจากจุดหมายปลายทางประมาณ 39 กิโลเมตร (24 ไมล์) เมื่อเกิดเหตุขึ้นในคืนวันพุธ จากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 132 คนบนเรือ มีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 43 คน

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ในการเดินทางทางทะเลในหมู่เกาะ แม้ว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้จะเกิดขึ้นในน่านน้ำฟิลิปปินส์ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าเศร้าถึงความสำคัญของการตรวจสอบโปรโตคอลความปลอดภัยและขั้นตอนฉุกเฉินเมื่อใช้บริการเรือเฟอร์รี่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในขณะนี้ การสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ยังคงดำเนินอยู่ ทางการยังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าอะไรเป็นชนวนเหตุของเพลิงไหม้ และความพยายามในการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปเพื่อค้นหาผู้โดยสารที่ยังสูญหาย คาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 05:55 UTC

เร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 ราย หลังเรือโดยสารขาดการติดต่อในอินโดนีเซีย
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

เร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 ราย หลังเรือโดยสารขาดการติดต่อในอินโดนีเซีย

ทีมกู้ภัยอินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 ราย หลังจากเรือ Virgo Transport 8 ขาดการติดต่อในทะเลชวา

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

เร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 ราย หลังเรือโดยสารขาดการติดต่อในอินโดนีเซีย

แหล่งข่าวเดียว
เร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 ราย หลังเรือโดยสารขาดการติดต่อในอินโดนีเซีย

ทีมกู้ภัยอินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 ราย หลังจากเรือ Virgo Transport 8 ขาดการติดต่อในทะเลชวา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2026 ได้มีการเริ่มปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในทะเลชวา หลังจากการหายไปของเรือโดยสาร Virgo Transport 8 ตามรายงานจาก Khaosod English ระบุว่าเรือลำดังกล่าวได้ขาดการติดต่อขณะบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวมทั้งสิ้น 243 คน

เจ้าหน้าที่สามารถอพยพผู้ประสบภัยได้ 103 คน อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันว่าหนึ่งในผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะนี้ยังมีผู้สูญหายอีก 140 ราย ซึ่งทีมกู้ภัยกำลังเร่งดำเนินการค้นหาอย่างเต็มที่

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทางทางทะเลในทะเลชวาในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอน แม้ว่า Virgo Transport 8 จะเป็นเรือของอินโดนีเซีย แต่เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบประวัติความปลอดภัยและสถานะการดำเนินงานของผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลเมื่อวางแผนการเดินทางในภูมิภาค

ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการขาดการติดต่อและสถานะปัจจุบันของผู้สูญหายทั้ง 140 ราย ทางการยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสำหรับการสิ้นสุดภารกิจการค้นหา นักท่องเที่ยวควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางทะเลของอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับบริการเรือข้ามฟากในภูมิภาค

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 06:30 UTC

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ จี้ผู้รับเหมาเร่งงานระบบระบายน้ำเสีย หลังล่าช้ากระทบชาวบ้าน
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ จี้ผู้รับเหมาเร่งงานระบบระบายน้ำเสีย หลังล่าช้ากระทบชาวบ้าน

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กดดันผู้รับเหมาให้เร่งดำเนินโครงการจัดการน้ำเสียที่ล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อคลอง 31 แห่ง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ จี้ผู้รับเหมาเร่งงานระบบระบายน้ำเสีย หลังล่าช้ากระทบชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ จี้ผู้รับเหมาเร่งงานระบบระบายน้ำเสีย หลังล่าช้ากระทบชาวบ้าน

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กดดันผู้รับเหมาให้เร่งดำเนินโครงการจัดการน้ำเสียที่ล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อคลอง 31 แห่ง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมด้วย ส.ก. วิรัช ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการก่อสร้างระบบรวมน้ำเสียบริเวณถนนพาณิชยการธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความล่าช้าของโครงการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงการจัดการน้ำในคลอง 31 แห่งในพื้นที่

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ โครงการดังกล่าวประสบปัญหาความล่าช้าอย่างมาก โดยงานก่อสร้างเสร็จสิ้นเพียง 3 คลองจากที่วางแผนไว้ทั้งหมด การหยุดชะงักของการก่อสร้างส่งผลให้น้ำไหลเวียนไม่สะดวก ซึ่งชาวบ้านรายงานว่าทำให้เกิดปัญหาการแพร่พันธุ์ของยุงและสร้างความเดือดร้อนแก่ครัวเรือนหลายร้อยหลังคาเรือนในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ การก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่อาจทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดในท้องถิ่นและอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากน้ำนิ่ง แม้ว่าผู้ว่าฯ จะได้สั่งการโดยตรงให้ผู้รับเหมาเร่งดำเนินการส่วนที่เหลือ แต่กำหนดการที่ชัดเจนสำหรับการก่อสร้างคลองอีก 28 แห่งที่เหลือยังคงต้องรอการยืนยัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าผู้รับเหมาจะแก้ไขความล่าช้าและลดผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 06:35 UTC

บางจากยืนยันไม่พบรอยรั่วหลังตรวจสอบท่อส่งน้ำมันบริเวณถนนเชื้อเพลิง
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

บางจากยืนยันไม่พบรอยรั่วหลังตรวจสอบท่อส่งน้ำมันบริเวณถนนเชื้อเพลิง

กลุ่มบริษัทบางจากยืนยันว่าการตรวจสอบท่อส่งน้ำมันบริเวณถนนเชื้อเพลิงไม่พบร่องรอยของการรั่วไหลแต่อย่างใด

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

บางจากยืนยันไม่พบรอยรั่วหลังตรวจสอบท่อส่งน้ำมันบริเวณถนนเชื้อเพลิง

แหล่งข่าวเดียว
บางจากยืนยันไม่พบรอยรั่วหลังตรวจสอบท่อส่งน้ำมันบริเวณถนนเชื้อเพลิง

กลุ่มบริษัทบางจากยืนยันว่าการตรวจสอบท่อส่งน้ำมันบริเวณถนนเชื้อเพลิงไม่พบร่องรอยของการรั่วไหลแต่อย่างใด

อัปเดตการตรวจสอบท่อส่งน้ำมัน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 กลุ่มบริษัทบางจากได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานะของโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งน้ำมันที่ตั้งอยู่ตลอดแนวถนนเชื้อเพลิง หลังจากที่มีความกังวลหรือตามระเบียบการบำรุงรักษาตามปกติ บริษัทได้ดำเนินการตรวจสอบท่อส่งน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าวอย่างละเอียด

ตามรายงานที่เผยแพร่โดย Thai Post บริษัทได้ยืนยันว่าไม่พบรอยรั่วจากการตรวจสอบดังกล่าว การตรวจสอบนี้ดำเนินการเพื่อให้มั่นใจถึงความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานและเพื่อจัดการกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการขนส่งเชื้อเพลิงผ่านเส้นทางในเขตเมืองนี้

ผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและผู้เดินทาง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สัญจรผ่านบริเวณถนนเชื้อเพลิง ประกาศนี้ถือเป็นการสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยและสถานะการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในท้องถิ่น ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับการปิดถนน การจราจรติดขัด หรืออันตรายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับท่อส่งน้ำมันส่วนนี้

สถานะการยืนยัน

แม้ว่ากลุ่มบริษัทบางจากจะประกาศว่าท่อส่งน้ำมันมีความปลอดภัยโดยอ้างอิงจากการตรวจสอบภายในของบริษัท แต่บริษัทยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเฉพาะที่ใช้ในการตรวจสอบ หรือระบุว่าจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นเพื่อรับการอัปเดตเพิ่มเติมจากบริษัทหรือหน่วยงานเทศบาลที่เกี่ยวข้องหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 05:56 UTC

เร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 คน หลังเรือโดยสารขาดการติดต่อในอินโดนีเซีย
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

เร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 คน หลังเรือโดยสารขาดการติดต่อในอินโดนีเซีย

ทีมกู้ภัยอินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 คน หลังจากเรือโดยสาร Virgo Transport 8 ขาดการติดต่อในทะเลชวา

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

เร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 คน หลังเรือโดยสารขาดการติดต่อในอินโดนีเซีย

แหล่งข่าวเดียว
เร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 คน หลังเรือโดยสารขาดการติดต่อในอินโดนีเซีย

ทีมกู้ภัยอินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาผู้สูญหาย 140 คน หลังจากเรือโดยสาร Virgo Transport 8 ขาดการติดต่อในทะเลชวา

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand เจ้าหน้าที่หน่วยค้นหาและกู้ภัยของอินโดนีเซียกำลังเร่งปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย 140 คนจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรือโดยสาร 'Virgo Transport 8' ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวม 243 คน โดยเรือลำดังกล่าวได้ขาดการติดต่อขณะเดินทางในทะเลชวาเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย

รายงานระบุว่ามีผู้โดยสาร 103 คนได้รับการอพยพอย่างปลอดภัย และบางส่วนถูกนำตัวไปยังท่าเรือในจังหวัดชวาตะวันออก อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันในเวลาต่อมาว่ามีผู้เสียชีวิต 1 รายจากกลุ่มผู้ที่ได้รับการอพยพ เรือลำนี้ออกเดินทางจากเมืองซูราบายา จังหวัดชวาตะวันออก เมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน และกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองบันจาร์มาซิน จังหวัดกาลีมันตันใต้ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ขาดการติดต่อ

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยทางทะเลในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะที่การเดินทางด้วยเรือข้ามฟากเป็นวิธีหลักในการสัญจร แม้ว่าการเดินทางทางทะเลจะเป็นทางเลือกที่ประหยัดและเข้าถึงได้ง่าย แต่ความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยยังคงมีอยู่ ในขณะนี้ สาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการณ์ยังไม่ได้รับการยืนยัน และทางการยังไม่ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการขาดการติดต่อ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมในขณะที่ภารกิจค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 05:56 UTC

งบประมาณกรุงเทพฯถูกจับตา: เน้นรถบัสไฟฟ้าและการจัดการขยะ
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

งบประมาณกรุงเทพฯถูกจับตา: เน้นรถบัสไฟฟ้าและการจัดการขยะ

การจัดสรรงบประมาณของกรุงเทพมหานคร (กทม.) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและการจัดการขยะกำลังเผชิญกับข้อเรียกร้องให้มีความโปร่งใสและการตรวจสอบที่มากขึ้น

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

งบประมาณกรุงเทพฯถูกจับตา: เน้นรถบัสไฟฟ้าและการจัดการขยะ

แหล่งข่าวเดียว
งบประมาณกรุงเทพฯถูกจับตา: เน้นรถบัสไฟฟ้าและการจัดการขยะ

การจัดสรรงบประมาณของกรุงเทพมหานคร (กทม.) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและการจัดการขยะกำลังเผชิญกับข้อเรียกร้องให้มีความโปร่งใสและการตรวจสอบที่มากขึ้น

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2026 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ได้แสดงการสนับสนุนอย่างเปิดเผยให้มีการตรวจสอบงบประมาณของกรุงเทพมหานคร (กทม.) อย่างครอบคลุม โดยการตรวจสอบมุ่งเน้นไปที่การใช้จ่ายล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการขยะ เช่น ถังขยะ

นายพลภูมิได้เรียกร้องให้ผู้บริหาร กทม. ชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจนสำหรับการลงทุนเหล่านี้ โดยตั้งคำถามว่าโครงการเฉพาะเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองในระยะยาวอย่างไร ข้อเรียกร้องเพื่อความโปร่งใสนี้เน้นย้ำถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการตรวจสอบว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงบริการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานในเมืองหลวงอย่างไร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของบริการเมืองที่จำเป็น รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะและการสุขาภิบาล แม้ว่าการอภิปรายเหล่านี้จะมุ่งเน้นไปที่การกำกับดูแลด้านการบริหารและความรับผิดชอบทางการคลังในปัจจุบัน แต่อาจส่งผลต่อคุณภาพและความน่าเชื่อถือของบริการที่ดำเนินการโดยเมืองในอนาคต ในขั้นตอนนี้ยังคงต้องยืนยันว่า กทม. จะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องเหล่านี้อย่างไร และการตรวจสอบที่ร้องขอจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการในนโยบายการจัดซื้อหรือการดำเนินโครงการหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอคอยว่าฝ่ายบริหารจะให้คำอธิบายโดยละเอียดตามที่ร้องขอหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 05:55 UTC

รัฐบาลไทยเตือนภัย SMS มิจฉาชีพแอบอ้างใบสั่งจราจรค้างชำระ
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเตือนภัย SMS มิจฉาชีพแอบอ้างใบสั่งจราจรค้างชำระ

ทางการแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังข้อความ SMS หลอกลวงที่อ้างว่าเป็นใบสั่งจราจร พร้อมย้ำให้ระมัดระวังการตกเป็นเหยื่อฟิชชิ่ง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

รัฐบาลไทยเตือนภัย SMS มิจฉาชีพแอบอ้างใบสั่งจราจรค้างชำระ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเตือนภัย SMS มิจฉาชีพแอบอ้างใบสั่งจราจรค้างชำระ

ทางการแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังข้อความ SMS หลอกลวงที่อ้างว่าเป็นใบสั่งจราจร พร้อมย้ำให้ระมัดระวังการตกเป็นเหยื่อฟิชชิ่ง

รัฐบาลไทยได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีที่มีการส่ง SMS หลอกลวงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2026 ระบุว่ามิจฉาชีพกำลังส่งข้อความโดยอ้างเท็จว่าผู้รับมีใบสั่งจราจรค้างชำระ ข้อความเหล่านี้มักจะแนบลิงก์ที่ออกแบบมาเพื่อหลอกให้ผู้ใช้กดเข้าไปและกรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การหลอกลวงนี้ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจนำไปสู่การสูญเสียทางการเงินและการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล รัฐบาลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่อได้รับข้อความที่ไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นทางการของรัฐบาล โดยมีคำแนะนำอย่างเป็นทางการว่า "หยุดก่อนคลิก เช็กก่อนจ่าย"

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การแจ้งเตือนใบสั่งจราจรอย่างเป็นทางการจะดำเนินการผ่านช่องทางของรัฐบาลที่ตรวจสอบได้เท่านั้น ผู้ที่ได้รับข้อความที่น่าสงสัยควรหลีกเลี่ยงการกดลิงก์ใดๆ ที่ระบุไว้ในข้อความ จนถึงขณะนี้ ทางการยังไม่ได้ระบุจำนวนผู้เสียหายที่แน่ชัดหรือผลกระทบทางการเงินโดยรวมจากการกระทำดังกล่าว ยังไม่มีความชัดเจนว่ามิจฉาชีพใช้ฐานข้อมูลเฉพาะในการเจาะจงเป้าหมายหรือเป็นการส่งข้อความแบบสุ่ม โปรดตรวจสอบสถานะการทำผิดกฎจราจรผ่านช่องทางหลักของตำรวจหรือหน่วยงานรัฐบาลโดยตรง แทนการตอบกลับผ่าน SMS

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 05:15 UTC

เหตุไฟไหม้รถบรรทุกเสียชีวิตที่ปั๊มน้ำมันในระยอง
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

เหตุไฟไหม้รถบรรทุกเสียชีวิตที่ปั๊มน้ำมันในระยอง

คนขับรถวัย 37 ปีเสียชีวิตหลังจากรถบรรทุกที่ขนรถไถเกิดไฟไหม้ขณะจอดพักที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดระยอง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

เหตุไฟไหม้รถบรรทุกเสียชีวิตที่ปั๊มน้ำมันในระยอง

แหล่งข่าวเดียว
เหตุไฟไหม้รถบรรทุกเสียชีวิตที่ปั๊มน้ำมันในระยอง

คนขับรถวัย 37 ปีเสียชีวิตหลังจากรถบรรทุกที่ขนรถไถเกิดไฟไหม้ขณะจอดพักที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดระยอง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 เกิดเหตุสลดที่ปั๊มน้ำมันริมถนนสาย 344 (บ้านบึง-แกลง) ในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ตำรวจท้องที่ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้รถบรรทุก 6 ล้อที่กำลังขนส่งรถไถจากพิษณุโลกไปส่งให้ลูกค้าในจังหวัดระยอง

คนขับรถซึ่งระบุชื่อคือนายพลวัต อายุ 37 ปี ได้จอดรถพักที่ปั๊มน้ำมันในช่วงกลางคืนเพื่อรอส่งมอบสินค้าในตอนเช้า พนักงานปั๊มน้ำมันเล่าว่าเห็นกลุ่มควันและเปลวเพลิงพุ่งออกมาจากตัวรถ ตามด้วยเสียงกระจกแตก แม้พนักงานและคนขับรถคันอื่นจะพยายามช่วยกันใช้ถังดับเพลิงฉีดสกัดไฟ แต่เมื่อควบคุมเพลิงได้แล้ว พบว่าคนขับได้เสียชีวิตอยู่ภายในห้องโดยสารของรถบรรทุก

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบำรุงรักษารถยนต์ โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าในรถที่จอดทิ้งไว้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยข้อสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรของพัดลมที่เสียบไว้กับระบบแบตเตอรี่ของรถบรรทุก ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์กำลังเร่งตรวจสอบเพื่อยืนยันสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเพลิงไหม้ เนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างการสอบสวน การยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความผิดปกติทางเทคนิคจึงยังคงต้องรอผลสรุปต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 04:16 UTC

รัฐบาลเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS ปลอมอ้างเป็นใบสั่งจราจร
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS ปลอมอ้างเป็นใบสั่งจราจร

ทางการไทยแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังข้อความ SMS หลอกลวงที่อ้างว่าเป็นใบสั่งจราจร พร้อมย้ำให้หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่น่าสงสัย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

รัฐบาลเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS ปลอมอ้างเป็นใบสั่งจราจร

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS ปลอมอ้างเป็นใบสั่งจราจร

ทางการไทยแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังข้อความ SMS หลอกลวงที่อ้างว่าเป็นใบสั่งจราจร พร้อมย้ำให้หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่น่าสงสัย

รัฐบาลไทยได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของข้อความ SMS หลอกลวงที่มุ่งเป้าไปยังผู้ขับขี่ ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ระบุว่ามิจฉาชีพกำลังส่งข้อความที่อ้างเท็จว่าผู้รับมีใบสั่งจราจรค้างชำระ ข้อความเหล่านี้มักจะแนบลิงก์ที่ออกแบบมาเพื่อหลอกให้ผู้ใช้กดเข้าไปและกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การหลอกลวงนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะนำไปสู่การขโมยข้อมูลและการสูญเสียทางการเงิน ทางการเน้นย้ำว่าการแจ้งเตือนใบสั่งจราจรอย่างเป็นทางการจะไม่มีการส่งผ่าน SMS ที่ไม่ได้รับเชิญซึ่งมีลิงก์ภายนอกแนบมาด้วย

ในการตรวจสอบสถานะการทำผิดกฎจราจร รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนใช้เฉพาะแอปพลิเคชันที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐเท่านั้น ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการโต้ตอบกับลิงก์ใดๆ ที่ได้รับผ่านข้อความที่อ้างว่ามาจากตำรวจจราจรหรือหน่วยงานของรัฐ

ในขณะนี้ ยังต้องรอการยืนยันว่ามีผู้ตกเป็นเป้าหมายจำนวนเท่าใด หรือมีสถาบันการเงินใดได้รับผลกระทบจากการกระทำนี้หรือไม่ ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังและรายงานการสื่อสารที่น่าสงสัยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โปรดตรวจสอบสถานะใบสั่งจราจรผ่านช่องทางของรัฐที่เชื่อถือได้เสมอ แทนการกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความที่ไม่ได้รับการยืนยัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 02:15 UTC

รัฐบาลเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS ปลอมอ้างเป็นใบสั่งจราจร
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS ปลอมอ้างเป็นใบสั่งจราจร

รัฐบาลไทยแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังข้อความ SMS หลอกลวงที่อ้างว่าเป็นใบสั่งจราจรค้างชำระ พร้อมย้ำให้หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่น่าสงสัย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

รัฐบาลเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS ปลอมอ้างเป็นใบสั่งจราจร

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS ปลอมอ้างเป็นใบสั่งจราจร

รัฐบาลไทยแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังข้อความ SMS หลอกลวงที่อ้างว่าเป็นใบสั่งจราจรค้างชำระ พร้อมย้ำให้หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่น่าสงสัย

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีมิจฉาชีพส่ง SMS หลอกลวง (Phishing) โดยอ้างว่าเป็นใบสั่งจราจรค้างชำระเพื่อหลอกลวงผู้ขับขี่ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า มิจฉาชีพจะส่งข้อความจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่รู้จัก โดยอ้างว่าผู้รับมียอดค้างชำระค่าปรับจราจร พร้อมแนบลิงก์ย่อเพื่อให้กดเข้าไปชำระเงิน

เมื่อผู้ใช้งานกดลิงก์ดังกล่าว จะถูกนำไปยังเว็บไซต์ปลอมที่ถูกออกแบบมาให้มีหน้าตาคล้ายกับระบบใบสั่งจราจรของทางการ โดยมีการแสดงรายละเอียดเท็จ เช่น เลขที่ใบสั่ง และข้อมูลทะเบียนรถ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเพื่อ 'ชำระ' ค่าปรับปลอมเหล่านั้น

รัฐบาลได้ชี้แจงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าปรับจราจรผ่านการส่งลิงก์ใน SMS หรือ QR Code สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว นี่เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญให้ตรวจสอบการแจ้งเตือนที่เกี่ยวข้องกับการจราจรผ่านช่องทางที่เป็นทางการของรัฐบาลเท่านั้น เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าไม่ควรกรอกข้อมูลทางการเงินลงในเว็บไซต์ที่เข้าถึงผ่านข้อความที่ไม่ได้รับเชิญ ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดเตรียมช่องทางตรวจสอบใบสั่งจราจรที่ถูกต้องไว้ 3 ช่องทาง และขอให้ประชาชนระมัดระวังการสื่อสารที่สร้างความรู้สึกเร่งด่วนเกินจริง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 02:15 UTC

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์พุ่งเป็น 35 ราย
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์พุ่งเป็น 35 ราย

ทางการฟิลิปปินส์กำลังเร่งค้นหาผู้สูญหาย 56 ราย หลังเกิดเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่นอกชายฝั่งเกาะโครอน จังหวัดปาลาวัน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์พุ่งเป็น 35 ราย

แหล่งข่าวเดียว
ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์พุ่งเป็น 35 ราย

ทางการฟิลิปปินส์กำลังเร่งค้นหาผู้สูญหาย 56 ราย หลังเกิดเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่นอกชายฝั่งเกาะโครอน จังหวัดปาลาวัน

รายงานจาก Khaosod Online ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากบีบีซีระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ MV June Ester เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 35 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน นอกชายฝั่งเกาะโครอน จังหวัดปาลาวัน ทางตะวันตกของฟิลิปปินส์ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 43 รายในวันเกิดเหตุ แต่ยังมีผู้สูญหายอีก 56 ราย

ปฏิบัติการกู้ภัยต้องล่าช้าออกไปจนถึงวันศุกร์ที่ 11 กันยายน เนื่องจากความร้อนจัดและก๊าซพิษที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในตัวเรือ หน่วยยามฝั่งเปิดเผยว่าร่างผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกเก็บกู้จากบริเวณที่พักของผู้โดยสาร เรือเฟอร์รี่ลำนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2545 มีใบรับรองความปลอดภัยที่ถูกต้องและผ่านการตรวจสอบเมื่อเดือนมีนาคม 2569

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งของมาตรการความปลอดภัยทางทะเล คำให้การเบื้องต้นจากผู้รอดชีวิตระบุว่าเพลิงไหม้เริ่มขึ้นในห้องเก็บสินค้า และมีรายงานว่าผู้โดยสารบางคนไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ ขณะนี้หน่วยงานด้านกิจการทางทะเลของฟิลิปปินส์กำลังดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังกำลังตรวจสอบความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นในบัญชีรายชื่อผู้โดยสารและสินค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำของจำนวนผู้สูญหาย ในขณะที่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป ครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบกำลังรอการพิสูจน์อัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิต และรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยของเรือรวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของเพลิงไหม้ยังคงต้องรอการยืนยัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 01:55 UTC

รถไฟตกรางในภาคเหนือของฝรั่งเศส ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 44 ราย
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

รถไฟตกรางในภาคเหนือของฝรั่งเศส ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 44 ราย

รถไฟโดยสารตกรางใกล้เมืองเกล-อง ประเทศฝรั่งเศส ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 44 ราย ขณะที่ทางการกำลังสอบสวนความเป็นไปได้ของการก่อวินาศกรรม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

รถไฟตกรางในภาคเหนือของฝรั่งเศส ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 44 ราย

แหล่งข่าวเดียว
รถไฟตกรางในภาคเหนือของฝรั่งเศส ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 44 ราย

รถไฟโดยสารตกรางใกล้เมืองเกล-อง ประเทศฝรั่งเศส ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 44 ราย ขณะที่ทางการกำลังสอบสวนความเป็นไปได้ของการก่อวินาศกรรม

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 11 กันยายน 2026 รถไฟโดยสารที่เดินทางระหว่างเมืองรูอ็องและเมืองก็องได้ตกรางใกล้กับเมืองเกล-อง ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส ตามรายงานจากบีบีซีและข่าวสดออนไลน์ เหตุการณ์นี้มีผู้โดยสารบนขบวนรถไฟจำนวน 186 คน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 44 ราย ในจำนวนนี้มีหญิงสาววัย 18 ปีรายหนึ่งที่มีอาการสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉิน

นายฟิลิปป์ ทาบาโรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของฝรั่งเศส ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยฉุกเฉินรวม 140 นายถูกส่งไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติการกู้ภัย แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดของการตกรางยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่นายเซบาสเตียน กัลลัวส์ อัยการระบุว่าข้อสันนิษฐานหลักคือมีชิ้นส่วนหรือวัตถุวางอยู่บนรางรถไฟซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ แม้สื่อบางแห่งจะตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการก่อวินาศกรรม แต่ทางการยังไม่ได้ยืนยันข้อสันนิษฐานนี้อย่างเป็นทางการหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการก่อการร้าย

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการรถไฟระหว่างเมืองรูอ็องและเมืองก็อง ในขณะที่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบว่าวัตถุดังกล่าวไปอยู่บนรางได้อย่างไร นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารการขนส่งในท้องถิ่นเพื่อรับทราบการเปลี่ยนแปลงของบริการและประกาศด้านความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 กันยายน 2026, 00:55 UTC

พบคนขับตุ๊กตุ๊กเสียชีวิตในเขตสาทร
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

พบคนขับตุ๊กตุ๊กเสียชีวิตในเขตสาทร

คนขับตุ๊กตุ๊กวัย 47 ปี ถูกพบเสียชีวิตอยู่ภายในรถของตนเองในย่านสาทร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

พบคนขับตุ๊กตุ๊กเสียชีวิตในเขตสาทร

แหล่งข่าวเดียว
พบคนขับตุ๊กตุ๊กเสียชีวิตในเขตสาทร

คนขับตุ๊กตุ๊กวัย 47 ปี ถูกพบเสียชีวิตอยู่ภายในรถของตนเองในย่านสาทร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569

เมื่อเช้าวันที่ 12 กันยายน 2569 พบคนขับตุ๊กตุ๊กชื่อนายวิเชียร อายุ 47 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในรถสามล้อของตนเองที่จอดอยู่บริเวณหน้าพุทธสมาคมอมรศาสน์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ พลเมืองดีสังเกตเห็นคนขับอยู่ในท่าทางที่ผิดปกติ จึงได้ตะโกนเรียกแต่ไม่มีการตอบรับ เมื่อตรวจสอบชีพจรพบว่าไม่มีสัญญาณชีพ จึงได้รีบแจ้งหน่วยงานฉุกเฉิน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจยานนาวาได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ จากการสอบถามน้องชายของผู้เสียชีวิตทราบว่า นายวิเชียรมีโรคประจำตัวหลายอย่าง ได้แก่ วัณโรค โรคเกาต์ และความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังระบุว่าผู้เสียชีวิตมักจะนอนพักผ่อนในรถสามล้อเป็นประจำเนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ และมีนิสัยดื่มสุราหนัก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของแรงงานในภาคขนส่งนอกระบบบางกลุ่มในเมือง แม้ว่าสถานการณ์จะบ่งชี้ว่าอาจเกิดจากปัญหาสุขภาพ แต่สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดยังคงต้องรอการยืนยัน เจ้าหน้าที่ได้ส่งร่างผู้เสียชีวิตให้แพทย์ทำการชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป โดยขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบสวน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 กันยายน 2026, 13:35 UTC

ศาลสั่งจำคุกคนขับรถฟอร์จูนเนอร์หลังก่อเหตุขับรถหวาดเสียวในกรุงเทพฯ
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

ศาลสั่งจำคุกคนขับรถฟอร์จูนเนอร์หลังก่อเหตุขับรถหวาดเสียวในกรุงเทพฯ

คนขับรถยนต์ถูกตัดสินจำคุก 2 เดือนและปรับ 12,000 บาท หลังก่อเหตุขับรถหวาดเสียวบนถนนวิภาวดีรังสิต

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

ศาลสั่งจำคุกคนขับรถฟอร์จูนเนอร์หลังก่อเหตุขับรถหวาดเสียวในกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
ศาลสั่งจำคุกคนขับรถฟอร์จูนเนอร์หลังก่อเหตุขับรถหวาดเสียวในกรุงเทพฯ

คนขับรถยนต์ถูกตัดสินจำคุก 2 เดือนและปรับ 12,000 บาท หลังก่อเหตุขับรถหวาดเสียวบนถนนวิภาวดีรังสิต

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นายอดิศักดิ์ถูกตัดสินจำคุก 2 เดือนและปรับ 12,000 บาท จากเหตุการณ์ขับรถโดยประมาทเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 คดีนี้สืบเนื่องมาจากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งแสดงภาพรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ขับด้วยความเร็วสูง เปลี่ยนเลนกะทันหันโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว และเบรกกะทันหันต่อหน้าผู้ร่วมทางบนถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า ตั้งแต่บริเวณหน้าท่าอากาศยานดอนเมืองต่อเนื่องไปจนถึงหน้าสโมสรตำรวจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วิภาวดี ได้ติดตามจับกุมตัวผู้ขับขี่ซึ่งให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พนักงานอัยการจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงดอนเมือง จากการตรวจสอบประวัติพบว่านายอดิศักดิ์อยู่ระหว่างการรอลงอาญา 1 ปี จากคดีเมาแล้วขับเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เนื่องจากความผิดครั้งใหม่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้รอลงอาญา ศาลจึงได้นำประวัติการกระทำความผิดมาประกอบการพิจารณาโทษ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวดในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพฤติกรรมการขับขี่ที่ก้าวร้าวซึ่งถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แม้กระบวนการทางกฎหมายต่อผู้ขับขี่จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งมีรายงานว่าถูกไฟแนนซ์ยึดไปแล้วนั้น จะมีการดำเนินการทางแพ่งเพิ่มเติมหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 กันยายน 2026, 12:36 UTC

ไทยปรับขึ้นค่าโดยสารรถทัวร์ 3 สตางค์ต่อกิโลเมตรจากราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น
การขนส่ง แหล่งข่าวเดียว

ไทยปรับขึ้นค่าโดยสารรถทัวร์ 3 สตางค์ต่อกิโลเมตรจากราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น

กรมการขนส่งทางบกอนุมัติการปรับขึ้นค่าโดยสารรถทัวร์ 0.03 บาทต่อกิโลเมตร หลังจากราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้น

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
การขนส่ง

ไทยปรับขึ้นค่าโดยสารรถทัวร์ 3 สตางค์ต่อกิโลเมตรจากราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
ไทยปรับขึ้นค่าโดยสารรถทัวร์ 3 สตางค์ต่อกิโลเมตรจากราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น

กรมการขนส่งทางบกอนุมัติการปรับขึ้นค่าโดยสารรถทัวร์ 0.03 บาทต่อกิโลเมตร หลังจากราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางได้มีมติอนุมัติให้ปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารรถโดยสารประจำทางหมวด 2 (กรุงเทพฯ – ต่างจังหวัด) และหมวด 3 (ระหว่างจังหวัด) ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand กรมการขนส่งทางบก (DLT) ยืนยันว่าค่าโดยสารจะปรับขึ้น 0.03 บาทต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง ตัวอย่างเช่น การเดินทางระยะทาง 100 กิโลเมตร จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งที่นั่ง

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบายว่าการปรับเปลี่ยนนี้เป็นการตอบสนองโดยตรงต่อความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งปัจจุบันราคาได้พุ่งสูงขึ้นถึง 39.84 บาทต่อลิตร เกินกว่าฐานราคาเดิมที่ 34 บาทต่อลิตรที่ใช้ในการปรับค่าโดยสารครั้งก่อน คณะกรรมการฯ ระบุถึงความจำเป็นในการครอบคลุมต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าบริการขนส่งสาธารณะระหว่างเมืองยังคงมีความยั่งยืนและรักษาคุณภาพการให้บริการสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ

นี่เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งที่ 6 นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 โดยกรมการขนส่งทางบกยังคงบริหารจัดการอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับความผันผวนของราคาน้ำมัน แม้ว่าคณะกรรมการฯ จะมีมติอนุมัติแล้ว แต่ผู้เดินทางควรตรวจสอบราคาตั๋วที่แน่นอนกับผู้ประกอบการรถโดยสารหรือที่สถานีขนส่ง เนื่องจากวันที่มีผลบังคับใช้ที่ชัดเจนของโครงสร้างราคาใหม่ไม่ได้ระบุไว้อย่างละเอียดในการประกาศครั้งแรก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 กันยายน 2026, 10:55 UTC