ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย อดีตบิ๊กข่าวกรองเผยกลุ่ม 'เบอร์ซาตู' เรียกเก็บเงินผู้ประกอบการในยะลา ✦
ความปลอดภัย ประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต ✦
กีฬา บิว ภูริพล ลอยลำเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ วิ่ง 200 เมตรชาย ✦
ความปลอดภัย พรรคประชาธิปัตย์ออกคำเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย ✦
การขนส่ง รฟม. เปิดให้จอดรถฟรี 9 สถานี ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ✦
การขนส่ง ทีมพาเดลไทยเผชิญเหตุเที่ยวบินดีเลย์ 10 ชั่วโมงระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยสั่งการระดมกำลังรับมืออุทกภัยทั่วประเทศ ✦
ความปลอดภัย น้ำป่าเขาใหญ่ทะลักท่วมปากช่อง! กู้ภัยเร่งอพยพชาวบ้าน ✦
เศรษฐกิจ ไทยเปิดตัวโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 รับมือเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. เตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมต่อเนื่อง หลังคลองเต็มความจุ ✦
ความปลอดภัย

อดีตบิ๊กข่าวกรองเผยกลุ่ม 'เบอร์ซาตู' เรียกเก็บเงินผู้ประกอบการในยะลา

แหล่งข่าวเดียว
อดีตบิ๊กข่าวกรองเผยกลุ่ม 'เบอร์ซาตู' เรียกเก็บเงินผู้ประกอบการในยะลา

อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเปิดเผยว่ามีกลุ่มที่อ้างชื่อ 'เบอร์ซาตู' เรียกเก็บเงิน 100,000 ริงกิตจากผู้ประกอบการในจังหวัดยะลา

ตามรายงานจาก Thai Post นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความพยายามในการขู่กรรโชกทรัพย์ในจังหวัดยะลา โดยมีการเผยแพร่จดหมายที่อ้างว่ามาจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า 'เบอร์ซาตู' ส่งไปยังผู้ประกอบการในพื้นที่ เอกสารดังกล่าวเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินจำนวน 100,000 ริงกิตมาเลเซีย (ประมาณ 800,000 บาท) เพื่อแลกกับการรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการ

นายนันทิวัฒน์ระบุว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นกิจกรรมของกลุ่มโจร ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่ในภูมิภาค แม้ว่าความถูกต้องของจดหมายและการมีส่วนร่วมของกลุ่มดังกล่าวจะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเคลื่อนไหว

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากการเปิดเผยของอดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเท่านั้น ขณะนี้ยังรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานความมั่นคงเกี่ยวกับที่มาของจดหมายและสถานะปัจจุบันของเหตุการณ์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่จังหวัดยะลาควรใช้ความระมัดระวังและติดตามข่าวสารจากเจ้าหน้าที่รัฐและช่องทางทางการเกี่ยวกับสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:22 UTC

ความปลอดภัย

ประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงนามในประกาศอย่างเป็นทางการให้พื้นที่ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในประกาศอย่างเป็นทางการให้พื้นที่ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย การดำเนินการทางปกครองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการระดมทรัพยากรและเร่งรัดความพยายามในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทั่วทั้งเมืองหลวง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ประกาศนี้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมหรือโครงสร้างพื้นฐานที่เมืองกำลังเผชิญอยู่ โดยปกติแล้วจะช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถข้ามขั้นตอนทางราชการตามปกติเพื่อจัดหาความช่วยเหลือทันที จัดการการบรรเทาอุทกภัย หรือจัดการข้อกังวลด้านความปลอดภัยสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าลักษณะเฉพาะของภัยพิบัติที่นำไปสู่ประกาศนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการอัปเดตอย่างเป็นทางการที่กำลังดำเนินอยู่ แต่การกำหนดสถานะนี้หมายความว่าเมืองกำลังดำเนินงานภายใต้โปรโตคอลฉุกเฉินที่เข้มงวดขึ้น

นักท่องเที่ยวที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือวางแผนจะเดินทางมาควรติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือหน่วยงานท้องถิ่น ขอแนะนำให้ตรวจสอบการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นกับระบบขนส่งสาธารณะ สถานที่ท่องเที่ยว หรือบริการที่จำเป็น เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีการเปลี่ยนแปลง ขอบเขตผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและระยะเวลาของสถานะภัยพิบัตินี้ยังคงต้องรอการยืนยันจาก กทม. ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดต่อสถานทูตของตนและติดตามข้อมูลผ่านช่องทางของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:20 UTC

กีฬา

บิว ภูริพล ลอยลำเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ วิ่ง 200 เมตรชาย

แหล่งข่าวเดียว
บิว ภูริพล ลอยลำเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ วิ่ง 200 เมตรชาย

นักกรีฑาชาวไทย บิว ภูริพล คว้าอันดับ 1 ในการแข่งขันวิ่ง 200 เมตร รอบคัดเลือก แม้จะมีฝนตกลงมา

ตามรายงานจาก Matichon Online บิว ภูริพล บุญสอน นักวิ่งลมกรดชาวไทย ประสบความสำเร็จในการผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของการแข่งขันวิ่ง 200 เมตรชาย แม้จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่มีฝนตกลงมา แต่ภูริพลยังคงรักษาความมุ่งมั่นและฟอร์มการวิ่งจนสามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ในฮีตแรกได้สำเร็จ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความสำเร็จนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของวงการกรีฑาไทยในระดับสากล ความสามารถของภูริพลในการทำผลงานได้ดีท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยแสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัวและความมุ่งมั่นอย่างสูง การผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของเขาถือเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติและได้รับความสนใจอย่างมากจากแฟนกีฬาชาวไทย

แม้ว่าภูริพลจะการันตีที่นั่งในรอบรองชนะเลิศแล้ว แต่ตารางการแข่งขันในรอบถัดไปและรายชื่อคู่แข่งที่ผ่านเข้ารอบจากฮีตอื่นๆ ยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ แฟนกีฬาสามารถติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับการแข่งขันของเขาได้ผ่านช่องทางถ่ายทอดสดกีฬาอย่างเป็นทางการ ในขณะที่การแข่งขันดำเนินต่อไป ความสนใจจะมุ่งไปที่ว่าเขาจะสามารถรักษาฟอร์มการวิ่งเพื่อลุ้นเหรียญรางวัลในรอบชิงชนะเลิศได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:20 UTC

ความปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์ออกคำเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย

แหล่งข่าวเดียว
พรรคประชาธิปัตย์ออกคำเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย

นายภาสกร สส.ระยอง จากพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ประชาชนในจังหวัดภาคตะวันออกเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก และจี้ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายภาสกร สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายจากน้ำท่วม สส. ได้แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเร่งขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เรียกร้องอย่างเป็นทางการให้รัฐบาล โดยเฉพาะการอ้างถึง 'เจเศรษฐ์' ให้เร่งดำเนินการใช้ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่าน Cell Broadcast โดยพรรคให้เหตุผลว่าการแจ้งเตือนที่รวดเร็วและระบุตำแหน่งที่ชัดเจนมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความปลอดภัยของสาธารณะ และเพื่อให้ประชาชนมีเวลาเพียงพอในการเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศที่กำลังจะมาถึง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทยหรือมีแผนจะเดินทางไปเยือน สถานการณ์นี้บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของน้ำท่วมขังในพื้นที่ ขอแนะนำให้ติดตามรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัด ในขณะนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเขตใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด และรัฐบาลจะดำเนินการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ตามที่เรียกร้องหรือไม่ นักท่องเที่ยวควรวางแผนการเดินทางให้มีความยืดหยุ่นและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเมื่อต้องเดินทางในพื้นที่ที่มีฝนตกหนัก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:21 UTC

การขนส่ง

รฟม. เปิดให้จอดรถฟรี 9 สถานี ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

แหล่งข่าวเดียว
รฟม. เปิดให้จอดรถฟรี 9 สถานี ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยประกาศให้บริการจอดรถฟรี ณ สถานีที่กำหนด 9 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2569

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เปิดตัวโครงการจอดรถฟรีชั่วคราวสำหรับผู้ใช้บริการ โดยตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ผู้ขับขี่สามารถใช้บริการที่จอดรถ ณ สถานีที่กำหนดไว้ 9 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเครือข่ายระบบรางสำหรับผู้เดินทางและประชาชนทั่วไป การยกเว้นค่าธรรมเนียมการจอดรถในช่วงเวลา 7 วันนี้ รฟม. มุ่งหวังที่จะส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว นี่ถือเป็นโอกาสในการประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อวางแผนการเดินทางที่ต้องขับรถมายังสถานีเพื่อต่อรถไฟฟ้า

แม้ว่าประกาศดังกล่าวจะยืนยันวันที่และสถานที่ให้บริการจอดรถฟรีทั้ง 9 แห่งแล้ว แต่ขอแนะนำให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบรายชื่อสถานีที่เข้าร่วมโครงการอย่างละเอียดผ่านช่องทางที่เป็นทางการของ รฟม. ก่อนการเดินทาง ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าโครงการนี้จะมีการขยายระยะเวลาออกไปเกินกว่าวันที่ 2 ตุลาคม หรือจะมีโครงการในลักษณะเดียวกันนี้ที่สถานีอื่นๆ ในอนาคตหรือไม่ ผู้ใช้บริการควรปฏิบัติตามกฎระเบียบการจอดรถที่ติดประกาศไว้ ณ สถานที่นั้นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:21 UTC

การขนส่ง

ทีมพาเดลไทยเผชิญเหตุเที่ยวบินดีเลย์ 10 ชั่วโมงระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น

แหล่งข่าวเดียว
ทีมพาเดลไทยเผชิญเหตุเที่ยวบินดีเลย์ 10 ชั่วโมงระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น

ทีมชาติไทยชุดลุยศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ต้องติดค้างอยู่ที่สนามบินนานกว่า 10 ชั่วโมง เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคของสายการบินไทย

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ทีมชาติไทยชุดลุยศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ที่เมืองไอจิ-นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น กำลังประสบปัญหาการเดินทางอย่างหนัก โดยทีมมีกำหนดออกเดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG64 เมื่อเวลา 00.05 น. ของวันที่ 26 กันยายน 2569

ผู้โดยสารได้ขึ้นเครื่องบินในเวลา 02.35 น. แต่เที่ยวบินต้องถูกระงับหลังจากกัปตันแจ้งว่าเรดาร์ขัดข้อง หลังจากดำเนินการซ่อมแซม ผู้โดยสารได้ถูกย้ายไปรอที่เลาจน์ภายในสนามบินในเวลา 05.30 น. แม้ว่าจะมีการกำหนดเวลาออกเดินทางใหม่เป็น 09.00 น. แต่ต่อมาได้มีการเลื่อนออกไปเป็น 10.30 น. โดยทีมพาเดลไทยซึ่งมีผู้โดยสารคนสำคัญอื่นๆ ร่วมเดินทางด้วย ยังคงรอคอยความคืบหน้าอยู่ที่สนามบิน

สำหรับนักเดินทางและผู้อยู่อาศัย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่จะเกิดความล่าช้าที่ไม่คาดคิดระหว่างการเดินทางระหว่างประเทศ แม้จะเป็นสายการบินขนาดใหญ่ก็ตาม ความล่าช้าดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตารางการแข่งขันที่กระชั้นชิดหรือแผนการเดินทางต่อเครื่อง ณ เวลาที่มีการอัปเดตล่าสุด เวลาออกเดินทางที่แน่นอนยังคงมีการเปลี่ยนแปลงได้ และขอแนะนำให้ผู้โดยสารติดตามการแจ้งเตือนจากสายการบินอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเที่ยวบินจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นบินเมื่อใด และความล่าช้านี้จะส่งผลกระทบต่อการเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ของทีมหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:21 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยสั่งการระดมกำลังรับมืออุทกภัยทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยสั่งการระดมกำลังรับมืออุทกภัยทั่วประเทศ

รัฐบาลไทยสั่งการให้ระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ว่ารัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างเร่งด่วนทั่วประเทศ โดยมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลหนักเพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คำสั่งนี้ถือเป็นช่วงการจัดการภาวะฉุกเฉิน โดยเจ้าหน้าที่มีหน้าที่แจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์เมื่อพบความเสี่ยง หากท่านอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานในพื้นที่อย่างเคร่งครัด เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อเส้นทางการคมนาคม บริการสาธารณูปโภค และการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ

แม้ว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นในการเฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดและระยะเวลาของมาตรการฉุกเฉินนี้ยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบกับที่พักหรือผู้ให้บริการขนส่งในพื้นที่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของแผนการเดินทาง ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบจากอุทกภัย และคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่อพยพหรือการปิดเส้นทางคมนาคมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:20 UTC

ความปลอดภัย

น้ำป่าเขาใหญ่ทะลักท่วมปากช่อง! กู้ภัยเร่งอพยพชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
น้ำป่าเขาใหญ่ทะลักท่วมปากช่อง! กู้ภัยเร่งอพยพชาวบ้าน

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอปากช่องและวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ต้องมีการอพยพฉุกเฉิน

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันได้ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่หลายแห่งในอำเภอปากช่องและอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยน้ำป่าดังกล่าวมีต้นทางมาจากเทือกเขาใหญ่และได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนหลายแห่ง

ขณะนี้ทีมกู้ภัยกำลังปฏิบัติงานอย่างเร่งด่วนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้เรือในการอพยพชาวบ้านที่ติดค้างอยู่เนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น เจ้าหน้าที่ระบุว่าระดับน้ำในพื้นที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบากและเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้ถือเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สำคัญ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอปากช่องหรืออำเภอวังน้ำเขียว หรือผู้ที่มีแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว ควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด ติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จังหวัดและหน่วยงานกู้ภัยอย่างเคร่งครัด ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ในขณะนี้ ยังต้องรอการยืนยันเกี่ยวกับความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งหมดและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบที่แน่ชัด โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการปิดเส้นทางจราจรและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมต่อไปตามสถานการณ์ที่พัฒนาขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:22 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเปิดตัวโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 รับมือเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเปิดตัวโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 รับมือเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าโครงการอุดหนุน 60/40 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 เพื่อประคองกำลังซื้อท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน

ตามรายงานจาก Thai Post นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันการเดินหน้าโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' 60/40 เฟส 2 โดยโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาสินค้าในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น

รัฐบาลมุ่งหวังที่จะสนับสนุนทั้งผู้บริโภคและผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงจากภาวะเงินเฟ้อ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินนี้ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน นอกเหนือจากการบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นแล้ว รัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาวินัยทางการคลัง ควบคู่ไปกับการเร่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และแหล่งพลังงานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการจัดการกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แม้ว่าเงินอุดหนุนนี้จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอยู่ในระดับที่จัดการได้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อราคาตลาดนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาที่แน่นอนของเฟสนี้ หรือเกณฑ์เฉพาะสำหรับการเข้าร่วมของผู้ค้า ซึ่งคาดว่าจะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในการประกาศอย่างเป็นทางการในลำดับถัดไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:22 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. เตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมต่อเนื่อง หลังคลองเต็มความจุ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. เตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมต่อเนื่อง หลังคลองเต็มความจุ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกประกาศเตือนเรื่องฝนที่ตกต่อเนื่องและระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมขอให้ประชาชนขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง

เมื่อเช้าวันที่ 26 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำและระบบควบคุมน้ำของเมือง หลังจากมีรายงานเกี่ยวกับฝนที่ตกวนเวียนไม่ไปไหน ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ผู้ว่าฯ ระบุว่าแม้ระดับน้ำจะทรงตัวได้ชั่วคราว แต่การที่มีฝนเติมเข้ามาอีกทำให้สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต

คลองสายหลักทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงคลองแสนแสบ คลองประเวศ คลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร ขณะนี้มีระดับน้ำเต็มความจุ โดยพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ถือเป็นจุดที่น่ากังวลที่สุด ในขณะที่ฝั่งธนบุรีสถานการณ์ยังค่อนข้างคงที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ ผู้ว่าฯ ได้แนะนำให้ประชาชนขนย้ายทรัพย์สินมีค่าและรถยนต์ขึ้นที่สูง หากกังวลเรื่องความปลอดภัยของยานพาหนะ สามารถนำไปจอดในพื้นที่ที่สำนักงานเขตหรือโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครจัดเตรียมไว้ให้ได้

แม้เจ้าหน้าที่กทม. จะเร่งสูบน้ำเพื่อระบายออกอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ประชาชนและผู้ที่เดินทางในพื้นที่ได้รับผลกระทบควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ว่าฯ เน้นย้ำว่าความกังวลหลักคือปริมาณฝนที่จะตกลงมาเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้ระบบคลองที่อิ่มตัวอยู่แล้วรับมือได้ยากขึ้น ทั้งนี้ยังไม่มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใด และเมืองยังคงอยู่ในสถานะเฝ้าระวังขั้นสูง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:21 UTC

โรงเรียนนายร้อยตำรวจไล่ออก 'ผศ.พ.ต.อ.' ฐานประพฤติผิดวินัยร้ายแรง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

โรงเรียนนายร้อยตำรวจไล่ออก 'ผศ.พ.ต.อ.' ฐานประพฤติผิดวินัยร้ายแรง

โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ไล่ออกผู้ช่วยศาสตราจารย์และพันตำรวจเอกออกจากราชการ หลังจากการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

โรงเรียนนายร้อยตำรวจไล่ออก 'ผศ.พ.ต.อ.' ฐานประพฤติผิดวินัยร้ายแรง

แหล่งข่าวเดียว
โรงเรียนนายร้อยตำรวจไล่ออก 'ผศ.พ.ต.อ.' ฐานประพฤติผิดวินัยร้ายแรง

โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ไล่ออกผู้ช่วยศาสตราจารย์และพันตำรวจเอกออกจากราชการ หลังจากการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้มีคำสั่งไล่ออกผู้ช่วยศาสตราจารย์ซึ่งมียศพันตำรวจเอกอย่างเป็นทางการ โดยเจ้าหน้าที่รายนี้ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่าเป็นสามีของบุคคลที่รู้จักกันในชื่อ 'เจ๊หนิง' ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาประพฤติผิดวินัยร้ายแรง 2 กรณี

ผลการสอบสวนสรุปว่าเจ้าหน้าที่รายนี้ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินจำนวน 3 ล้านบาท ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดระเบียบวินัยที่เข้มงวดซึ่งคาดหวังจากคณาจารย์ของสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบภายในอย่างต่อเนื่องภายในสถาบันฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของไทย แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเรื่องทางวินัยภายในที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรตำรวจเป็นหลัก แต่ก็เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในปัจจุบันในการจัดการกับการทุจริตและจริยธรรมทางวิชาชีพภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในขณะนี้ ผลกระทบทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงนอกเหนือจากการไล่ออกนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป สาธารณชนกำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินคดีอาญาตามมาหลังจากผลการสอบสวนทางวินัยภายใน ทั้งนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะหรือชีวิตประจำวันของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 04:36 UTC

ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองในไทย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองในไทย

รัฐบาลไทยประกาศปลดล็อกนกปรอดหัวโขนหรือนกกรงหัวจุกออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองอย่างเป็นทางการ โดยอนุญาตให้เพาะเลี้ยงและซื้อขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ระเบียบใหม่

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองในไทย

แหล่งข่าวเดียว
ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองในไทย

รัฐบาลไทยประกาศปลดล็อกนกปรอดหัวโขนหรือนกกรงหัวจุกออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองอย่างเป็นทางการ โดยอนุญาตให้เพาะเลี้ยงและซื้อขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ระเบียบใหม่

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นกปรอดหัวโขน หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ 'นกกรงหัวจุก' ไม่ถูกจัดอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามกฎกระทรวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ภายใต้กรอบระเบียบใหม่ การเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์ และการซื้อขายเชิงพาณิชย์ของนกชนิดนี้สามารถทำได้อย่างถูกกฎหมาย หากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นายสุชาติเน้นย้ำว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนผู้เพาะเลี้ยงและผู้ที่ชื่นชอบในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ออกมาตรการเข้มงวด 3 ประการเพื่อป้องกันการกระทำผิด โดยเฉพาะการห้ามล่าในพื้นที่ป่าโดยเด็ดขาด ทางการได้เตือนว่าหากมีการลักลอบจับนกจากธรรมชาติ จะส่งผลให้ชนิดพันธุ์นี้ถูกนำกลับเข้าสู่บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองทันที

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว หมายความว่าการพบเห็นนกชนิดนี้ในสถานที่เชิงพาณิชย์หรือที่พักอาศัยส่วนบุคคลจะพบเห็นได้บ่อยขึ้น แม้ว่าการซื้อขายจะถูกกฎหมายแล้ว แต่ยังคงจำเป็นต้องตรวจสอบว่าการได้มาซึ่งนกเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติใหม่ของทางการ ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการตรวจสอบเหล่านี้จะถูกบังคับใช้ในตลาดท้องถิ่นอย่างเข้มงวดเพียงใด และประชากรนกในธรรมชาติจะยังคงมีความมั่นคงภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 04:15 UTC

เหตุยิงกันในโกดังที่อยุธยา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เหตุยิงกันในโกดังที่อยุธยา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส

ผู้ดูแลโกดังในจังหวัดอยุธยาใช้ปืนลูกซองยิงผู้บุกรุกเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยได้รับบาดเจ็บสาหัส

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เหตุยิงกันในโกดังที่อยุธยา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส

แหล่งข่าวเดียว
เหตุยิงกันในโกดังที่อยุธยา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส

ผู้ดูแลโกดังในจังหวัดอยุธยาใช้ปืนลูกซองยิงผู้บุกรุกเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยได้รับบาดเจ็บสาหัส

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 กันยายน 2569 เกิดเหตุเผชิญหน้าอย่างรุนแรงที่โกดังเก็บเครื่องจักรในอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ระบุว่านายสมศักดิ์ ผู้ดูแลโกดังได้เผชิญหน้ากับผู้บุกรุกที่คาดว่าเคยก่อเหตุในพื้นที่นี้มาแล้วหลายครั้ง ในระหว่างการเผชิญหน้า ผู้ดูแลได้ใช้ปืนลูกซองเบอร์ 12 ยิงใส่ผู้ต้องสงสัยวัย 40 ปี คือนายธวัชชัย ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บหลายจุด

เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าเรือได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 06.50 น. และเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทีมกู้ภัยพบผู้ต้องสงสัยได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนลูกซองรวม 5 นัด ได้แก่ บริเวณชายโครงขวา ต้นขาขวา ข้อศอกขวา และบริเวณใกล้กกหูด้านขวา เจ้าหน้าที่ได้ให้การปฐมพยาบาลก่อนเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลท่าเรือในอาการสาหัส

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและการเผชิญหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ในเขตอุตสาหกรรมส่วนบุคคล แม้ว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะเข้าควบคุมสถานการณ์เบื้องต้นแล้ว แต่ผลทางกฎหมายสำหรับผู้ดูแลในเรื่องการใช้กำลังยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าผู้ดูแลจะถูกตั้งข้อหาใดบ้าง หรืออาการของผู้ต้องสงสัยจะเป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตรวจสอบที่เกิดเหตุและรวบรวมหลักฐานเพื่อชี้แจงรายละเอียดของเหตุการณ์ยิงกันในครั้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 04:15 UTC

รมว.ยุติธรรม ตอบโต้คดีหมิ่นประมาท
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รมว.ยุติธรรม ตอบโต้คดีหมิ่นประมาท

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ยินดีที่ทนายอั๋นยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาท โดยมองว่าเป็นโอกาสที่จะได้นำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รมว.ยุติธรรม ตอบโต้คดีหมิ่นประมาท

แหล่งข่าวเดียว
รมว.ยุติธรรม ตอบโต้คดีหมิ่นประมาท

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ยินดีที่ทนายอั๋นยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาท โดยมองว่าเป็นโอกาสที่จะได้นำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ 'ทนายอั๋น บุรีรัมย์' ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงข้อมูลส่วนตัวและครอบครัวของทนายความ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องดีที่เขาฟ้องร้อง เพราะจะได้นำพยานหลักฐานต่างๆ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล โดยระบุว่าการนำเสนอข่าวของสื่อบางแห่งเกี่ยวกับคำสัมภาษณ์ของตนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมานั้นมีการตัดทอนบางช่วงจนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคลิปวิดีโอที่ทนายอั๋นโพสต์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ซึ่งตนมองว่าเป็นการต่อว่าอย่างรุนแรงโดยไม่มีเหตุผล ส่วนกรณีที่ทนายอั๋นเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งและจะเดินหน้าตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมนั้น รมว.ยุติธรรมระบุว่าต้องพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าเข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือไม่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ข้อพิพาทสาธารณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดในแวดวงการเมืองไทย แม้จะเป็นเรื่องทางกฎหมายภายในประเทศ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามผลการพิจารณาของศาลในคดีหมิ่นประมาท และความคืบหน้าว่าข้อร้องเรียนเรื่องจริยธรรมจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 03:55 UTC

อัปเดตคดี Forex-3D: ดีเอสไอตั้งเป้าส่งสำนวนให้อัยการภายในเดือนกันยายน
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

อัปเดตคดี Forex-3D: ดีเอสไอตั้งเป้าส่งสำนวนให้อัยการภายในเดือนกันยายน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของไทยยืนยันว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งเป้าที่จะส่งสำนวนคดี Forex-3D ให้อัยการภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

อัปเดตคดี Forex-3D: ดีเอสไอตั้งเป้าส่งสำนวนให้อัยการภายในเดือนกันยายน

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตคดี Forex-3D: ดีเอสไอตั้งเป้าส่งสำนวนให้อัยการภายในเดือนกันยายน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของไทยยืนยันว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งเป้าที่จะส่งสำนวนคดี Forex-3D ให้อัยการภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี Forex-3D โดยกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างคดีนี้กับนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ตามคำกล่าวของรัฐมนตรี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังเร่งดำเนินการสอบสวน แม้ว่าเขาจะระบุว่ายังไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับรายละเอียดเฉพาะของพยานหลักฐานหรือคำให้การของ สส. ดังกล่าว แต่เขายืนยันว่าพนักงานสอบสวนได้วางกรอบเวลาในการส่งสำนวนคดีให้อัยการภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569 โดยยังไม่มีการระบุวันที่แน่ชัด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความคืบหน้านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในคดีฉ้อโกงทางการเงินที่ยืดเยื้อและเคยมีบุคคลสาธารณะหลายรายเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ว่าคดีนี้จะเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางกฎหมายและการเมืองภายในประเทศเป็นหลัก แต่ก็ยังคงเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจอย่างสูงในประเทศไทย สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าเขาไม่มีสิทธิ์เข้าถึงรายละเอียดภายในของการสอบสวน และผลสรุปสุดท้ายของดีเอสไอยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งนี้คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเมื่อดีเอสไอเสร็จสิ้นกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานภายในเดือนนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 03:35 UTC

ข้อพิพาททางกฎหมายทวีความรุนแรง: 'รุทธพล' สนับสนุนการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ข้อพิพาททางกฎหมายทวีความรุนแรง: 'รุทธพล' สนับสนุนการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท

รุทธพลได้แสดงการสนับสนุนต่อการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทที่ริเริ่มโดย 'ทนายอั๋น' โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขข้อพิพาทผ่านกระบวนการยุติธรรม

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ข้อพิพาททางกฎหมายทวีความรุนแรง: 'รุทธพล' สนับสนุนการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท

แหล่งข่าวเดียว
ข้อพิพาททางกฎหมายทวีความรุนแรง: 'รุทธพล' สนับสนุนการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท

รุทธพลได้แสดงการสนับสนุนต่อการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทที่ริเริ่มโดย 'ทนายอั๋น' โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขข้อพิพาทผ่านกระบวนการยุติธรรม

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 ความขัดแย้งทางกฎหมายได้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากรุทธพลแสดงการสนับสนุนการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทที่ยื่นโดยบุคคลที่รู้จักกันในชื่อ 'ทนายอั๋น' รุทธพลระบุว่าเขามองว่าการดำเนินการทางกฎหมายนี้เป็นก้าวที่ดี โดยโต้แย้งว่าเป็นการจัดหาเวทีที่เป็นทางการในการนำเสนอข้อเท็จจริงและแก้ไขความเห็นต่างภายในศาล

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ รุทธพลยังได้กล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับคำให้สัมภาษณ์สาธารณะของเขาเอง โดยอ้างว่าบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้บางส่วนถูกตัดต่อหรือนำเสนอโดยไม่อยู่ในบริบท การสนับสนุนการฟ้องร้องครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนการอภิปรายจากการถกเถียงในที่สาธารณะไปสู่กระบวนการทางกฎหมายที่มีโครงสร้าง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทอย่างต่อเนื่องในฐานะกลไกหลักในการยุติข้อพิพาทสาธารณะ แม้ว่าคดีนี้จะจำกัดอยู่ในแวดวงกฎหมายในปัจจุบัน แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นและชื่อเสียงในประเทศ ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่ารายละเอียดของการหมิ่นประมาทที่ถูกกล่าวหาและข้อเรียกร้องเฉพาะที่กำลังถูกโต้แย้งนั้นยังคงอยู่ภายใต้กระบวนการของศาล เนื่องจากคดียังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผลลัพธ์สุดท้ายและหลักฐานเฉพาะที่จะนำเสนอโดยทั้งสองฝ่ายยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานตุลาการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 03:16 UTC

ดีเอสไอออกหมายเรียก 'สมชาติ' แจงคดีนอมินีอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ดีเอสไอออกหมายเรียก 'สมชาติ' แจงคดีนอมินีอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียก 'สมชาติ' เพื่อให้ปากคำในวันที่ 7 กันยายนนี้ เกี่ยวกับการสอบสวนคดีนอมินีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จังหวัดภูเก็ต

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ดีเอสไอออกหมายเรียก 'สมชาติ' แจงคดีนอมินีอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต

แหล่งข่าวเดียว
ดีเอสไอออกหมายเรียก 'สมชาติ' แจงคดีนอมินีอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียก 'สมชาติ' เพื่อให้ปากคำในวันที่ 7 กันยายนนี้ เกี่ยวกับการสอบสวนคดีนอมินีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จังหวัดภูเก็ต

ตามรายงานจาก Thai Post กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกหมายเรียกบุคคลที่ระบุชื่อว่า 'สมชาติ' อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ชี้แจงเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่จังหวัดภูเก็ต โดยรุทธพล ตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ยืนยันว่าหมายเรียกดังกล่าวได้ถูกส่งถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว

สมชาติต้องเข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในวันที่ 7 กันยายนนี้ เพื่อให้ข้อมูลและชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบสวน คดีนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้โครงสร้างนอมินีที่ผิดกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงกฎระเบียบการถือครองที่ดินในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักลงทุนต่างชาติและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่น ความคืบหน้านี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องของทางการไทยในเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายการถือครองที่ดินและการใช้ตัวแทนอำพราง แม้ว่าหมายเรียกนี้จะเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการสอบสวนของดีเอสไอ แต่ยังคงต้องรอการยืนยันว่าทางการได้รวบรวมหลักฐานเฉพาะเจาะจงไว้อย่างไร หรือจะมีผลกระทบทางกฎหมายอย่างไรต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน คาดว่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของข้อกล่าวหาและผลลัพธ์จากการเข้าพบในวันที่ 7 กันยายน จะปรากฏให้ทราบหลังจากที่มีการให้ปากคำตามกำหนดการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 03:16 UTC

โรงเรียนนายร้อยตำรวจมีคำสั่งไล่ออก พ.ต.อ. อดีตอาจารย์ หลังพบความผิดวินัยร้ายแรง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

โรงเรียนนายร้อยตำรวจมีคำสั่งไล่ออก พ.ต.อ. อดีตอาจารย์ หลังพบความผิดวินัยร้ายแรง

โรงเรียนนายร้อยตำรวจประกาศไล่ออกพันตำรวจเอกอดีตอาจารย์อย่างเป็นทางการ หลังการสอบสวนพบความผิดวินัยร้ายแรงและมีคดีอาญา

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

โรงเรียนนายร้อยตำรวจมีคำสั่งไล่ออก พ.ต.อ. อดีตอาจารย์ หลังพบความผิดวินัยร้ายแรง

แหล่งข่าวเดียว
โรงเรียนนายร้อยตำรวจมีคำสั่งไล่ออก พ.ต.อ. อดีตอาจารย์ หลังพบความผิดวินัยร้ายแรง

โรงเรียนนายร้อยตำรวจประกาศไล่ออกพันตำรวจเอกอดีตอาจารย์อย่างเป็นทางการ หลังการสอบสวนพบความผิดวินัยร้ายแรงและมีคดีอาญา

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเรื่องการลงโทษไล่ออกจากราชการพันตำรวจเอกนายหนึ่ง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสถาบัน โดยทางโรงเรียนระบุถึงความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและสถานะของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของโรงเรียนนายร้อยตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างรุนแรง

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ การสอบสวนทางวินัยมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์หลายกรณี กรณีหลักเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาถูกระบุว่าได้ร่วมกันแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง โดยกล่าวหาผู้อื่นในความผิดฐานลักทรัพย์และบุกรุก ซึ่งภายหลังการสอบสวนถึงที่สุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ ทั้งสองยังได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ “โหนกระแส” เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ซึ่งทางโรงเรียนพิจารณาแล้วว่าก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้ว่าการไล่ออกจะเป็นการดำเนินการทางปกครองที่สิ้นสุดแล้ว แต่กระบวนการทางกฎหมายในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายตำรวจผู้นี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อหาทางอาญาและผลการพิจารณาของศาลยังไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 02:15 UTC

ดำเนินคดี 229 ราย กำหนดส่งศาลฎีกา 14 กันยายนนี้
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ดำเนินคดี 229 ราย กำหนดส่งศาลฎีกา 14 กันยายนนี้

นพ.ตุลย์ เปิดเผยว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ได้จัดทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า เพื่อเสนอให้ดำเนินคดีกับบุคคล 229 ราย โดยกำหนดส่งเรื่องต่อศาลฎีกาภายในวันที่ 14 กันยายน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ดำเนินคดี 229 ราย กำหนดส่งศาลฎีกา 14 กันยายนนี้

แหล่งข่าวเดียว
ดำเนินคดี 229 ราย กำหนดส่งศาลฎีกา 14 กันยายนนี้

นพ.ตุลย์ เปิดเผยว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ได้จัดทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า เพื่อเสนอให้ดำเนินคดีกับบุคคล 229 ราย โดยกำหนดส่งเรื่องต่อศาลฎีกาภายในวันที่ 14 กันยายน

ตามรายงานจาก Thai Post นพ.ตุลย์ ได้ออกมากล่าวถึงความคืบหน้าของคดีความที่เกี่ยวข้องกับบุคคล 229 ราย โดยระบุว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ได้รวบรวมเอกสารจำนวนมหาศาลถึง 90,000 หน้าเพื่อเสนอให้มีการดำเนินคดี ซึ่งเป็นกระบวนการที่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 นพ.ตุลย์ได้วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดขึ้นมาใหม่ ซึ่งส่งผลให้มีผลสรุปออกมาว่าไม่สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

นพ.ตุลย์ย้ำว่าคดีนี้จะต้องถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาภายในวันที่ 14 กันยายน 2569 สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองหรือขั้นตอนการบริหารงานในประเทศ แม้ว่าเอกสารจะมีจำนวนมาก แต่ประเด็นความขัดแย้งหลักยังคงอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมการที่ให้ดำเนินคดี กับการตัดสินใจของ กกต. ที่ไม่สั่งฟ้อง

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากำหนดการในวันที่ 14 กันยายนจะสามารถดำเนินการได้ตามแผนหรือไม่ และศาลฎีกาจะมีท่าทีอย่างไรต่อการยื่นเอกสารดังกล่าว เนื่องจากเป็นประเด็นทางกฎหมายที่มีความละเอียดอ่อน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานตุลาการเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานะของบุคคลทั้ง 229 รายที่ระบุในเอกสารต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 01:55 UTC

ทลายเครือข่ายยาเสพติดในตรัง: เจ้าหน้าที่ยึดของกลางยาบ้าและเคตามีนจำนวนมาก
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ทลายเครือข่ายยาเสพติดในตรัง: เจ้าหน้าที่ยึดของกลางยาบ้าและเคตามีนจำนวนมาก

ตำรวจไทยจับกุมชายวัย 41 ปีในจังหวัดตรัง หลังยึดยาบ้า 790,000 เม็ด และเคตามีน 8 กิโลกรัม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ทลายเครือข่ายยาเสพติดในตรัง: เจ้าหน้าที่ยึดของกลางยาบ้าและเคตามีนจำนวนมาก

แหล่งข่าวเดียว
ทลายเครือข่ายยาเสพติดในตรัง: เจ้าหน้าที่ยึดของกลางยาบ้าและเคตามีนจำนวนมาก

ตำรวจไทยจับกุมชายวัย 41 ปีในจังหวัดตรัง หลังยึดยาบ้า 790,000 เม็ด และเคตามีน 8 กิโลกรัม

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ในจังหวัดตรังได้จับกุมชายวัย 41 ปี ชื่ออนุรักษ์ หลังจากการล่อซื้อที่เกี่ยวข้องกับการรับพัสดุ ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ตำรวจได้สกัดกั้นพัสดุที่บรรจุยาบ้าจำนวน 290,000 เม็ด และเคตามีน 8 กิโลกรัม ได้ที่อู่ซ่อมรถยนต์แห่งหนึ่งในอำเภอปะเหลียน

ภายหลังการจับกุมครั้งแรก เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการสอบสวนและพบยาบ้าเพิ่มเติมอีก 500,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ที่บริษัทขนส่งแห่งหนึ่ง ขณะนี้ผู้ต้องหาเผชิญกับข้อหาทางกฎหมายร้ายแรง รวมถึงการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และประเภท 2 (เคตามีน) โดยผิดกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและการแพร่กระจายของยาเสพติดในกลุ่มประชาชน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดของไทยอย่างเข้มงวด แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่เฉพาะทางภาคใต้ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบทางกฎหมายที่รุนแรงที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดในประเทศ เนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครือข่ายของผู้ต้องหาและที่มาของพัสดุยังคงต้องรอการยืนยันจากกองบังคับการปราบปราม นักท่องเที่ยวควรทราบว่าประเทศไทยมีนโยบายไม่ยอมรับสารผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 01:35 UTC

ทางการเปิด 'ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์' สกัดกั้นการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ทางการเปิด 'ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์' สกัดกั้นการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย

กรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคงของไทยยึดสินค้าผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 4.37 ล้านบาท รวมถึงบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ในระหว่างปฏิบัติการร่วมที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ทางการเปิด 'ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์' สกัดกั้นการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย

แหล่งข่าวเดียว
ทางการเปิด 'ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์' สกัดกั้นการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย

กรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคงของไทยยึดสินค้าผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 4.37 ล้านบาท รวมถึงบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ในระหว่างปฏิบัติการร่วมที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ทางการไทยได้เปิด 'ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์' ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ลักลอบนำเข้าประเทศ ตามรายงานของ Khaosod Online ปฏิบัติการนี้ประกอบด้วยกรมศุลกากร เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด และหน่วยงานความมั่นคงหลายแห่ง รวมถึงตำรวจตระเวนชายแดนและหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจค้นขบวนรถไฟโดยสารสายใต้ที่สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ ควบคู่ไปกับการตั้งจุดตรวจสกัดรถยนต์บนถนนเพชรเกษมบริเวณด่านตรวจห้วยยาง ผลการตรวจค้นพบของกลางเป็นบุหรี่เถื่อน สินค้าแบรนด์เนม และบุหรี่ไฟฟ้า รวมมูลค่าภาษีทะลุ 4.37 ล้านบาท ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกรมศุลกากรที่มุ่งเน้นการปกป้องสังคมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ ปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสัมภาระและสินค้าบนเส้นทางคมนาคมสายใต้ แม้ว่าการตรวจค้นในรอบนี้จะเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่การมีอยู่ของจุดตรวจเหล่านี้อาจทำให้เกิดความล่าช้าเป็นครั้งคราวสำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถไฟหรือรถยนต์ผ่านพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าการตรวจสอบดังกล่าวจะกลายเป็นมาตรการถาวรหรือจะเป็นเพียงการสุ่มตรวจเป็นระยะ นักเดินทางควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสัมภาระส่วนตัวเป็นไปตามกฎระเบียบทางศุลกากรเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 01:15 UTC

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริตเลือก สว.ร้อยเอ็ด
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริตเลือก สว.ร้อยเอ็ด

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาได้ให้บทวิเคราะห์ทางกฎหมายเกี่ยวกับคำพิพากษาล่าสุดของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในกระบวนการคัดเลือก สว. ที่จังหวัดร้อยเอ็ด

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริตเลือก สว.ร้อยเอ็ด

แหล่งข่าวเดียว
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริตเลือก สว.ร้อยเอ็ด

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาได้ให้บทวิเคราะห์ทางกฎหมายเกี่ยวกับคำพิพากษาล่าสุดของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในกระบวนการคัดเลือก สว. ที่จังหวัดร้อยเอ็ด

บทวิเคราะห์ทางกฎหมายเกี่ยวกับการทุจริตเลือก สว.

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากคำพิพากษาล่าสุดของศาลฎีกาต่อสาธารณะ โดยคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในระหว่างกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในจังหวัดร้อยเอ็ด

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในการบริหารจัดการของประเทศไทย บทวิเคราะห์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบระบบการเลือกตั้งโดยกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง การที่ศาลฎีกาเข้ามามีบทบาทในข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนั้น แสดงให้เห็นถึงกลไกทางกฎหมายที่มีอยู่เพื่อจัดการกับความไม่โปร่งใสในการคัดเลือกตัวแทนสภาสูง การทำความเข้าใจบรรทัดฐานทางกฎหมายเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับผู้ที่ติดตามความโปร่งใสของกระบวนการประชาธิปไตยในไทย เนื่องจากคำพิพากษาดังกล่าวอาจส่งผลต่อแนวทางการเลือกตั้งในอนาคตและความรับผิดชอบทางบริหาร

สถานะของคดี

แม้ว่าอดีตผู้พิพากษาจะได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับบทเรียนที่ได้รับจากคำพิพากษานี้แล้ว แต่ผลกระทบในวงกว้างต่อองค์ประกอบของวุฒิสภาหรือการดำเนินการทางกฎหมายเพิ่มเติมต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป การวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะเกี่ยวกับคดีนี้ยังคงดำเนินอยู่ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกำลังประเมินเหตุผลของศาลและการนำไปปรับใช้กับความท้าทายด้านการเลือกตั้งอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทลงโทษหรือผลกระทบทางปกครองที่เกิดจากคำพิพากษานี้ยังไม่ได้มีการระบุไว้อย่างครบถ้วนในรายงานเบื้องต้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 กันยายน 2026, 00:15 UTC

ตำรวจยืนยันหมายแดงล่า 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจยืนยันหมายแดงล่า 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้

ทางการไทยชี้แจงว่าหมายแดงของอินเตอร์โพลสำหรับ 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจยืนยันหมายแดงล่า 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจยืนยันหมายแดงล่า 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้

ทางการไทยชี้แจงว่าหมายแดงของอินเตอร์โพลสำหรับ 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าหมายแดง (Red Notice) ที่ออกสำหรับ 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้ โดยตำรวจชี้แจงว่าแม้หมายดังกล่าวจะยังคงสถานะอยู่ในฐานข้อมูลขององค์การตำรวจสากล แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน

การอัปเดตนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงคดีความที่ยืดเยื้อยาวนานของทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปี สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว พัฒนาการนี้ตอกย้ำว่าคดีดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยดำเนินการอยู่ แม้ว่าจะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันหรือขั้นตอนการเดินทางของผู้มาเยือนก็ตาม โฆษกตำรวจยังระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าบอสได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว

แม้สถานะของหมายแดงจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่หลายแง่มุมของคดียังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง สาธารณชนยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการทางกฎหมายหรือที่อยู่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลเฉพาะที่ทำให้หมายดังกล่าวไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้กรอบเวลาโดยรวมสำหรับการแก้ไขปัญหาในอนาคตยังคงมีความไม่แน่นอน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 23:55 UTC

นายกเมืองพัทยาจี้ตำรวจจัดการกรณีการใช้อาคาร 'วอเตอร์ฟร้อนต์' โดยไม่ได้รับอนุญาต
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

นายกเมืองพัทยาจี้ตำรวจจัดการกรณีการใช้อาคาร 'วอเตอร์ฟร้อนต์' โดยไม่ได้รับอนุญาต

นายกเมืองพัทยาได้ขอให้ตำรวจเข้าตรวจสอบหลังจากมีรายงานการนำรถเข้าไปจอดโดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่อาคารร้าง 'วอเตอร์ฟร้อนต์'

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

นายกเมืองพัทยาจี้ตำรวจจัดการกรณีการใช้อาคาร 'วอเตอร์ฟร้อนต์' โดยไม่ได้รับอนุญาต

แหล่งข่าวเดียว
นายกเมืองพัทยาจี้ตำรวจจัดการกรณีการใช้อาคาร 'วอเตอร์ฟร้อนต์' โดยไม่ได้รับอนุญาต

นายกเมืองพัทยาได้ขอให้ตำรวจเข้าตรวจสอบหลังจากมีรายงานการนำรถเข้าไปจอดโดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่อาคารร้าง 'วอเตอร์ฟร้อนต์'

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 นายกเมืองพัทยาได้เรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ตำรวจท้องที่ดำเนินการสอบสวนกรณีการใช้อาคาร 'วอเตอร์ฟร้อนต์' ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้างมานานโดยไม่ได้รับอนุญาต คำขอดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีรายงานว่ามีบุคคลบุกรุกเข้าไปในพื้นที่เพื่อนำรถไปจอด

นอกจากนี้ นายกเมืองพัทยายังได้กล่าวถึงข้อพิพาทแยกต่างหากที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการที่จอดรถเอกชนซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อของพื้นที่คอนโดมิเนียมดังกล่าว โดยผู้ประกอบการรายนี้อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบทางกฎหมาย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องรอบพื้นที่วอเตอร์ฟร้อนต์ ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงมานานหลายปี การมีกิจกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตและการอ้างสิทธิ์ในที่ดินที่ขัดแย้งกันบ่งชี้ว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นเขตหวงห้ามและอาจไม่ปลอดภัย

สิ่งที่ยังคงต้องรอการยืนยันคือผลการสอบสวนของตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์การบุกรุก และการตัดสินทางกฎหมายขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อเรียกร้องสิทธิ์ในที่ดินของผู้ประกอบการที่จอดรถเอกชน จนกว่ากระบวนการทางกฎหมายเหล่านี้จะสิ้นสุด สถานะของพื้นที่และบริเวณโดยรอบยังคงมีความไม่แน่นอน ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวและปฏิบัติตามป้ายเตือนเกี่ยวกับเขตพื้นที่ส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 23:35 UTC

ศุภชัยคัดค้านการเปิดเผยเอกสารที่มีข้อพิพาทในการตรวจสอบทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศุภชัยคัดค้านการเปิดเผยเอกสารที่มีข้อพิพาทในการตรวจสอบทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

ศุภชัยได้ออกมาคัดค้านการเปิดเผยเอกสารโดยสมชัย โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายและความเสี่ยงต่อการตัดสินของสาธารณชนที่อาจไม่เป็นธรรม

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศุภชัยคัดค้านการเปิดเผยเอกสารที่มีข้อพิพาทในการตรวจสอบทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

แหล่งข่าวเดียว
ศุภชัยคัดค้านการเปิดเผยเอกสารที่มีข้อพิพาทในการตรวจสอบทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

ศุภชัยได้ออกมาคัดค้านการเปิดเผยเอกสารโดยสมชัย โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายและความเสี่ยงต่อการตัดสินของสาธารณชนที่อาจไม่เป็นธรรม

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ศุภชัยได้ตอบโต้การกระทำล่าสุดของสมชัยเกี่ยวกับการเปิดเผยเอกสารจากคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 โดยศุภชัยยังคงยืนยันหลักการเดิมว่าไม่สนับสนุนการนำเอกสารที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เขาโต้แย้งว่ากระบวนการเลือกเปิดเผยพยานหลักฐานบางส่วนมีความเสี่ยงที่จะทำให้สังคมกลายเป็นศาล ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ลำเอียงจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน

ศุภชัยเน้นย้ำว่าหน่วยงานทางกฎหมายที่มีอำนาจหน้าที่ต้องเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแทนที่จะพึ่งพาการเปิดเผยข้อมูลแบบแยกส่วน เขาเรียกร้องให้สาธารณชนอย่าฟังความข้างเดียว โดยชี้ว่าวิธีการเปิดเผยเอกสารเป็นชุดๆ ในปัจจุบันนั้นเป็นปัญหา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่ในกระบวนการกำกับดูแลทางการเมืองและกฎหมาย แม้ว่าสถานการณ์นี้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางในชีวิตประจำวันหรือสถานะการพำนัก แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงธรรมชาติที่ซับซ้อนและมักเป็นที่ถกเถียงของวาทกรรมสาธารณะเกี่ยวกับความโปร่งใสทางกฎหมายในประเทศ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการตรวจสอบทางกฎหมายเหล่านี้จะดำเนินไปอย่างไร และเอกสารที่มีข้อพิพาทจะได้รับการยอมรับหรือถูกปฏิเสธโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามช่องทางที่เป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความคืบหน้าของการตรวจสอบต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 23:36 UTC

ศาลปกครองสูงสุดเตรียมชี้ขาดสถานะประธาน กสทช.
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศาลปกครองสูงสุดเตรียมชี้ขาดสถานะประธาน กสทช.

ศาลปกครองสูงสุดเตรียมตัดสินว่าจะรับคำฟ้องของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เกี่ยวกับตำแหน่งประธาน กสทช. ไว้พิจารณาหรือไม่

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศาลปกครองสูงสุดเตรียมชี้ขาดสถานะประธาน กสทช.

แหล่งข่าวเดียว
ศาลปกครองสูงสุดเตรียมชี้ขาดสถานะประธาน กสทช.

ศาลปกครองสูงสุดเตรียมตัดสินว่าจะรับคำฟ้องของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เกี่ยวกับตำแหน่งประธาน กสทช. ไว้พิจารณาหรือไม่

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดกำลังเตรียมออกคำวินิจฉัยที่จะกำหนดอนาคตการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

กระบวนการทางกฎหมายนี้มุ่งเน้นไปที่การอุทธรณ์ของ นพ.สรณ ต่อคณะกรรมการสรรหาที่รับผิดชอบในการแต่งตั้งเขา ขณะนี้ศาลกำลังพิจารณาว่าจะรับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาอย่างเป็นทางการหรือไม่ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนทางกระบวนการที่สำคัญที่จะกำหนดว่าคดีจะเข้าสู่การพิจารณาคดีเต็มรูปแบบหรือจะถูกยกฟ้อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย กสทช. มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม บริการอินเทอร์เน็ต และมาตรฐานการกระจายเสียงของประเทศ การเปลี่ยนแปลงในระดับผู้นำของคณะกรรมการอาจส่งผลต่อนโยบายการกำกับดูแลที่กระทบต่อการเชื่อมต่อดิจิทัลและการดำเนินงานของสื่อทั่วประเทศ

ในขั้นตอนนี้ ผลลัพธ์ยังคงไม่มีความแน่นอน ศาลยังไม่ได้ยืนยันว่าจะรับคำร้องทางกฎหมายนี้หรือไม่ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการหรือทิศทางนโยบายในอนาคตยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากศาลเพื่อทำความเข้าใจขั้นตอนต่อไปของข้อพิพาททางปกครองนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 17:16 UTC

ทนายความแจงข้อกฎหมายคดีแตงโม หลังดีเอสไอส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ทนายความแจงข้อกฎหมายคดีแตงโม หลังดีเอสไอส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.

ทนายความตัวแทนอดีตตำรวจชุดสืบสวนชี้ 9 ประเด็นข้อกฎหมายในคดีแตงโม นิดา หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ทนายความแจงข้อกฎหมายคดีแตงโม หลังดีเอสไอส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.

แหล่งข่าวเดียว
ทนายความแจงข้อกฎหมายคดีแตงโม หลังดีเอสไอส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.

ทนายความตัวแทนอดีตตำรวจชุดสืบสวนชี้ 9 ประเด็นข้อกฎหมายในคดีแตงโม นิดา หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 นายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะ ทนายความของ พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม อดีตหัวหน้าทีมสืบสวนคดีการเสียชีวิตของนักแสดงสาว นิดา 'แตงโม' พัชรวีระพงษ์ ได้ออกมาให้ความเห็นทางกฎหมาย หลังจากมีรายงานว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ทนายความได้เน้นย้ำ 9 ประเด็นทางกฎหมายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยระบุว่าการสืบสวนของดีเอสไอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลได้ เนื่องจากคดีผ่านกระบวนการสอบสวนของตำรวจ การสั่งฟ้องของอัยการ และคำพิพากษาของศาลไปแล้ว สำหรับจำเลยที่รับสารภาพคดีถือเป็นที่สิ้นสุด ส่วนจำเลยที่ปฏิเสธยังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ นอกจากนี้ยังระบุว่าอำนาจของดีเอสไอจำกัดอยู่เฉพาะ 'คดีพิเศษ' เท่านั้น และไม่มีกฎหมายให้อำนาจในการดำเนินคดีซ้ำในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว เนื่องจากสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความสิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยในคดีนี้ แม้การที่ดีเอสไอส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. จะได้รับความสนใจจากสาธารณชน แต่ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายยืนยันว่าอำนาจของศาลยังคงเป็นหลักสำคัญ ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรกับสำนวนที่ได้รับจากดีเอสไอ และจะมีผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 14:55 UTC

ตำรวจไทยยืนยันหมายแดงอินเตอร์โพลของ 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจไทยยืนยันหมายแดงอินเตอร์โพลของ 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้

ทางการไทยชี้แจงว่าหมายแดงของอินเตอร์โพลสำหรับนายวรยุทธ 'บอส' อยู่วิทยา ยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจไทยยืนยันหมายแดงอินเตอร์โพลของ 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจไทยยืนยันหมายแดงอินเตอร์โพลของ 'บอส อยู่วิทยา' ยังคงมีผลบังคับใช้

ทางการไทยชี้แจงว่าหมายแดงของอินเตอร์โพลสำหรับนายวรยุทธ 'บอส' อยู่วิทยา ยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวถึงสถานะของหมายแดง (Red Notice) ของอินเตอร์โพลที่ออกให้กับนายวรยุทธ 'บอส' อยู่วิทยา โดยอ้างอิงจากรายงานของข่าวสดออนไลน์ โฆษกยืนยันว่าหมายแดงดังกล่าวยังคงมีสถานะบังคับใช้และถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลภายในของอินเตอร์โพล

พล.ต.ท.ไตรรงค์ อธิบายว่าอินเตอร์โพลใช้หมายแดง 2 รูปแบบ โดยรูปแบบหนึ่งสามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ในขณะที่อีกรูปแบบจะถูกเก็บไว้เป็นความลับภายในฐานข้อมูลที่ปลอดภัยขององค์กรเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดตามตัวโดยประเทศสมาชิก เขาชี้แจงว่าหมายแดงของนายวรยุทธจัดอยู่ในประเภทหลัง ซึ่งหมายความว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศสมาชิกเท่านั้นที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่บุคคลทั่วไป โฆษกยังระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่านายวรยุทธได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลอัปเดตนี้ถือเป็นการชี้แจงเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของคดีความที่เป็นที่สนใจของสาธารณชนมานานหลายปี แม้ว่าตำรวจจะยืนยันการมีอยู่ของหมายแดงดังกล่าว แต่รายละเอียดเชิงปฏิบัติในการติดตามตัวยังคงจำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าสถานะนี้จะนำไปสู่ความคืบหน้าใหม่ในคดีหรือไม่ หรือจะมีการระบุตำแหน่งของบุคคลดังกล่าวโดยหน่วยงานระหว่างประเทศหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 14:35 UTC