ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้ ✦
เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ ✦
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า ✦
ความปลอดภัย เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา ✦
ความปลอดภัย ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ ✦
ความปลอดภัย ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ✦
การขนส่ง ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์ ✦
ความปลอดภัย กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ ✦
การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

รัฐบาลไทยชี้แจงว่าผู้ประกันตนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน สามารถจดหมายเลขผู้สมัครนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

ก่อนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ รัฐบาลไทยได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการลงคะแนนเสียง โดยอ้างอิงจากรายงานของ Thai Post รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่าผู้ประกันตนสามารถจดหมายเลขของผู้สมัครที่ต้องการเลือกใส่กระดาษหรือบันทึกส่วนตัวเพื่อนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนได้อย่างสะดวก เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่บอร์ดประกันสังคม สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคมของไทย ข้อมูลนี้มีความสำคัญเนื่องจากช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการลงคะแนน และช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกผู้สมัครที่ต้องการได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดกฎการเลือกตั้ง

แม้ว่าคำแนะนำนี้จะช่วยให้ความชัดเจนเรื่องการใช้บันทึกส่วนตัว แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปของการเลือกตั้งและทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ขณะนี้การเลือกตั้งยังคงกำหนดจัดขึ้นตามวันเวลาเดิม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรตรวจสอบสิทธิและสถานที่เลือกตั้งผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของสำนักงานประกันสังคมเพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงระเบียบการเลือกตั้งอื่นๆ เพิ่มเติมในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

รัฐบาลไทยได้ตอบสนองต่อความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ โดยเน้นย้ำว่าประเทศมีภาคการผลิตภายในประเทศที่แข็งแกร่ง

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงสถานะของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ โดยตอบโต้รายงานที่ระบุว่ามีการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนถึง 99.3% ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมดของอุตสาหกรรม

ตามข้อมูลของรัฐบาล ประเทศไทยมีฐานการผลิตชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ภายในประเทศที่สำคัญ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมในท้องถิ่นมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.66 หมื่นล้านบาทต่อปี การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่าประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงการมีอยู่ของห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่สนับสนุนภาคพลังงานหมุนเวียน แม้ว่ารัฐบาลจะให้ตัวเลขเหล่านี้เพื่อแสดงถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรม แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าศักยภาพการผลิตภายในประเทศเหล่านี้จะขยายตัวอย่างไรในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นของประเทศ แถลงการณ์ของรัฐบาลถือเป็นการย้ำเตือนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นกำลังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนระดับโลก แทนที่จะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีนำเข้า ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ผลิตในท้องถิ่นและส่วนแบ่งการตลาดในรายงานอุตสาหกรรมฉบับต่อๆ ไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:00 UTC

การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

รัฐบาลไทยชี้แจงกฎระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน โดยอนุญาตให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้าไปด้วย

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับกฎระเบียบสำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยนายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำโพยส่วนตัวที่จดเลขผู้สมัครเข้าไปในหน่วยเลือกตั้งเพื่อช่วยในการตัดสินใจได้

อย่างไรก็ตาม ทางการได้สั่งห้ามการครอบครองหรือแสดงเอกสารหรือสื่อใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงภายในบริเวณหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

สำหรับประชาชนและผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ณ หน่วยเลือกตั้ง ขอแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเตรียมตัวเลือกผู้สมัครไว้ล่วงหน้าโดยใช้โพยส่วนตัว แทนการพึ่งพาเอกสารหาเสียงจากภายนอก

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงเวลาลงคะแนนหรือสถานที่เลือกตั้ง ผู้มีสิทธิควรติดตามช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตล่าสุดหรือคำแนะนำเฉพาะเกี่ยวกับหลักฐานแสดงตัวตนหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยเลือกตั้ง ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามดูว่ากฎระเบียบเหล่านี้จะถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเพียงใดในแต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

แหล่งข่าวเดียว
เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีการแจ้งเตือนประชาชนใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มอัตราการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำในลุ่มแม่น้ำ

ทางการได้ออกประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยขอให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งในพื้นที่ท้ายเขื่อน ผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือกำลังพำนักอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาควรติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จังหวัดอย่างใกล้ชิด

ในขณะนี้ยังต้องรอการยืนยันถึงผลกระทบโดยรวมในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจนอีกครั้ง ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการคงอัตราการระบายน้ำในระดับนี้ไว้นานเท่าใด หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ตอนบน นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำและติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและความปลอดภัยจากอุทกภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางอุทกวิทยา เพื่อมุ่งเน้นการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำและการติดตามทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 4 ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อดำเนินการสำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยาอย่างครอบคลุม กิจกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ อัตราการไหล และคุณภาพน้ำโดยรวมในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความผันผวนตามฤดูกาล แม้ว่าการปฏิบัติงานเหล่านี้จะเป็นภารกิจปกติ แต่ข้อมูลที่รวบรวมได้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวและกลยุทธ์ในการบรรเทาอุทกภัย

ในขณะนี้ กรมฯ ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เฉพาะเจาะจงที่จะทำการสำรวจหรือระยะเวลาของการปฏิบัติงานภาคสนามไว้อย่างชัดเจน ประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ริมน้ำอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ของทางราชการในพื้นที่ขณะที่ทีมงานดำเนินการประเมินผล ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าข้อมูลดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำในอนาคตอย่างไร หรือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการใช้น้ำในท้องถิ่นในทันทีหรือไม่ ผู้ที่สนใจผลการสำรวจหรือความคืบหน้าของการดำเนินงานสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกรมทรัพยากรน้ำได้เมื่อมีการประกาศเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรงจากฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 10 (226/2569) เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

สภาพอากาศดังกล่าวเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทางการได้แจ้งเตือนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ

สำหรับสถานการณ์ทางทะเล คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงมากกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังซ้ำซากและติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการพยากรณ์อากาศรายภูมิภาค แต่ความรุนแรงของฝนในแต่ละพื้นที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เริ่มใช้กลยุทธ์บรรเทาอุทกภัย 7 มาตรการ และกำลังพิจารณาประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

มาตรการรับมือน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ผู้ว่าฯ ได้ดำเนินแผนปฏิบัติการ 7 มาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งเมือง

การพิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ในส่วนหนึ่งของการตอบสนองเชิงรุกของเมือง ขณะนี้ทางการกำลังประเมินความจำเป็นในการประกาศให้ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ขั้นตอนทางปกครองนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทรัพยากรเพิ่มเติมและงบประมาณฉุกเฉินเพื่อสนับสนุนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบและแนวโน้ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมขั้นสูงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วม แม้ว่าแผน 7 มาตรการจะอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่การประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในเมืองหลวงติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งนี้ยังคงต้องยืนยันว่าเขตใดจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และมาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เรียกร้องให้กรุงเทพมหานครดำเนิน 4 มาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือน้ำท่วม รวมถึงการแนะนำให้ทำงานจากที่บ้าน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้กล่าวถึงวิกฤตน้ำท่วมในกรุงเทพฯ โดยเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหา ตามรายงานของมติชนออนไลน์ ข้อเสนอดังกล่าวเรียกร้องให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระดมเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมทันที และประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อเสริมกำลังในการป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่

นอกเหนือจากด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ข้อเสนอยังรวมถึงการระบุและประกาศเส้นทางวิกฤตที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมให้ประชาชนทราบ เพื่อช่วยให้ผู้พักอาศัยสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ยังเสนอให้หน่วยงานต่างๆ สนับสนุนนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) สำหรับพนักงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและลดความเสี่ยงจากการเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง

สำหรับผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของสภาพอากาศในปัจจุบันและโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทั่วเมืองหลวง แม้ว่าข้อเสนอเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเส้นทางใดบ้างที่จะถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางวิกฤตอย่างเป็นทางการ และ กทม. จะรับรองคำแนะนำเรื่องการทำงานจากที่บ้านอย่างเป็นทางการหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ขณะนี้ควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจาก กทม. เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและความสะดวกในการเดินทาง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

การขนส่ง

ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

แหล่งข่าวเดียว
ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสถานีดินแดงกำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มในกรุงเทพฯ มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพล่าสุดจากพื้นที่ก่อสร้างสถานีดินแดงเผยให้เห็นว่าทางสถานีกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์ (TBM) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการขุดเจาะเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้สัญจร การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าใต้ดินของเมือง รถไฟฟ้าสายสีส้มได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่เมืองสำคัญเมื่อเปิดให้บริการ สำหรับนักท่องเที่ยว โครงการนี้แสดงถึงอนาคตของทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั่วทั้งเมืองหลวง

แม้ว่าขณะนี้พื้นที่กำลังถูกเตรียมความพร้อมสำหรับหัวเจาะ TBM แต่กำหนดการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเสร็จสิ้นระยะการขุดเจาะหรือการเปิดให้บริการโครงการโดยรวมยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อยืนยันตารางเวลาสำหรับขั้นตอนการก่อสร้างถัดไปและการเปิดใช้งานสายรถไฟฟ้าในอนาคต ผู้อยู่อาศัยในบริเวณดินแดงควรติดตามกิจกรรมการก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่และอาจมีการปรับเปลี่ยนการจราจรในพื้นที่ตามความคืบหน้าของงาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ประกาศใช้แผนฉุกเฉิน 7 ประการเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นความปลอดภัยของประชาชนและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน

ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดตัวกลยุทธ์รับมืออุทกภัย 7 ประการอย่างเป็นทางการ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง โดยมาตรการนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก รวมถึงการจัดตั้งศูนย์พักพิงฉุกเฉินและการระดมทรัพยากรไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยสูง

องค์ประกอบสำคัญของแผนงานประกอบด้วยการเร่งประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างต่อเนื่อง ทางกรุงเทพมหานครกำลังประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยังคงใช้งานได้ และประชาชนจะได้รับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระดับน้ำและขั้นตอนการอพยพอย่างทันท่วงทีหากจำเป็น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดในบางพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงตารางเวลาขนส่งสาธารณะ หรือการปิดพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งชั่วคราว ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ แม้ว่าเมืองจะเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ แต่ผลกระทบโดยรวมของน้ำท่วมยังคงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและประสิทธิภาพของการระบายน้ำ นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากอยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักหรือมีน้ำท่วมขังในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 00:40 UTC

คดี “เมียหลวง” ฟ้องสามีทหารปมชู้สาวจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

คดี “เมียหลวง” ฟ้องสามีทหารปมชู้สาวจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย

ข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างหญิงตั้งครรภ์และสามีที่เป็นทหารได้ข้อยุติด้วยการชดเชยทางการเงินหลังจากมีประเด็นเรื่องการนอกใจ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

คดี “เมียหลวง” ฟ้องสามีทหารปมชู้สาวจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย

แหล่งข่าวเดียว
คดี “เมียหลวง” ฟ้องสามีทหารปมชู้สาวจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย

ข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างหญิงตั้งครรภ์และสามีที่เป็นทหารได้ข้อยุติด้วยการชดเชยทางการเงินหลังจากมีประเด็นเรื่องการนอกใจ

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 คดีความของหญิงสาวที่ระบุชื่อว่า “น้ำตาล” ได้ข้อยุติแล้ว โดยน้ำตาลซึ่งตั้งครรภ์ได้ 8 เดือนในขณะเกิดเหตุ ได้ดำเนินการทางกฎหมายและวินัยหลังจากพบหลักฐาน ทั้งแชทการสนทนาและข้อมูลจีพีเอสที่บ่งชี้ว่าสามีซึ่งเป็นทหารยศนายสิบมีความสัมพันธ์กับครูสาว

ภายหลังการเจรจา จำเลยตกลงที่จะชำระเงินจำนวน 230,000 บาทเพื่อเป็นการชดเชย นายอนุสรณ์ อะสุระพงษ์ หรือ “ทนายพัฒน์” ซึ่งเป็นทนายความของน้ำตาล ได้ยืนยันการตกลงดังกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์และขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง น้ำตาลยังได้โพสต์ข้อความยอมรับการยุติคดีโดยระบุว่าผลลัพธ์นี้ช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของเธอ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างข้อพิพาททางกฎหมายส่วนบุคคลและกรอบวินัยของทหาร แม้ว่าการชดเชยทางการเงินจะทำให้คดีแพ่งนี้สิ้นสุดลง แต่ผลกระทบในวงกว้างเกี่ยวกับสถานภาพทางทหารของสามีและบทลงโทษทางวินัยภายในยังคงเป็นไปตามระเบียบของกองทัพ เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายส่วนบุคคล จึงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขเฉพาะของข้อตกลงหรือสถานะทางอาชีพของสามีต่อสาธารณะ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 01:56 UTC

คดีโฆษณาเกินจริงของกระทะ Korea King สิ้นสุดลงแล้ว
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

คดีโฆษณาเกินจริงของกระทะ Korea King สิ้นสุดลงแล้ว

ศาลไทยตัดสินให้ผู้บริโภคชนะคดีแบบกลุ่มกับ Korea King โดยระบุว่ามีการโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิด

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

คดีโฆษณาเกินจริงของกระทะ Korea King สิ้นสุดลงแล้ว

แหล่งข่าวเดียว
คดีโฆษณาเกินจริงของกระทะ Korea King สิ้นสุดลงแล้ว

ศาลไทยตัดสินให้ผู้บริโภคชนะคดีแบบกลุ่มกับ Korea King โดยระบุว่ามีการโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิด

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 ศาลไทยได้มีคำพิพากษาในคดีแบบกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์เครื่องครัว Korea King โดยศาลตัดสินว่าบริษัทมีความผิดฐานโฆษณาเกินจริง โดยเฉพาะในส่วนของคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ศาลสั่งให้มีการชดเชยแก่ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ โดยกำหนดค่าชดเชยสูงสุดรายละ 2,500 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญของแนวทางระบบยุติธรรมท้องถิ่นในการคุ้มครองผู้บริโภคและความรับผิดชอบขององค์กรในการโฆษณา ซึ่งเน้นย้ำถึงความเสี่ยงทางกฎหมายที่บริษัทต้องเผชิญเมื่อคำกล่าวอ้างทางการตลาดไม่ตรงกับความเป็นจริงของผลิตภัณฑ์ แม้ว่าศาลจะมีคำสั่งให้ชดเชยแล้ว แต่ขั้นตอนทางธุรการที่เฉพาะเจาะจงว่าผู้บริโภคที่มีสิทธิ์จะสามารถเรียกร้องเงินชดเชยได้อย่างไรนั้น ยังคงต้องรอการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในช่วงเวลาดังกล่าวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือตัวแทนทางกฎหมายเพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการจ่ายเงิน คำพิพากษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบคำกล่าวอ้างในการส่งเสริมการขาย แม้จะเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง และแสดงให้เห็นว่ามีช่องทางทางกฎหมายสำหรับผู้ที่ถูกชักจูงด้วยการตลาดเชิงพาณิชย์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 01:35 UTC

รัฐบาลไทยออกคำเตือนเข้มงวดเรื่องการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยออกคำเตือนเข้มงวดเรื่องการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

รัฐบาลไทยได้ออกคำเตือนทั่วประเทศถึงนายจ้างเกี่ยวกับการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสาร โดยระบุถึงผลกระทบทางกฎหมายที่รุนแรงสำหรับทั้งสองฝ่าย

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รัฐบาลไทยออกคำเตือนเข้มงวดเรื่องการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยออกคำเตือนเข้มงวดเรื่องการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

รัฐบาลไทยได้ออกคำเตือนทั่วประเทศถึงนายจ้างเกี่ยวกับการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสาร โดยระบุถึงผลกระทบทางกฎหมายที่รุนแรงสำหรับทั้งสองฝ่าย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการเพื่อย้ำเตือนนายจ้างทั่วประเทศว่า การจ้างงานหรือใช้บริการแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมายถือเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเคร่งครัด รัฐบาลเน้นย้ำว่าทั้งนายจ้างที่จ้างบุคคลดังกล่าวและตัวแรงงานต่างด้าวเองจะต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงเนื่องจากการละเมิดกฎระเบียบด้านแรงงาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ประกาศนี้ถือเป็นการย้ำเตือนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมายแรงงานและรักษามาตรฐานการจัดทำเอกสารภายในกำลังแรงงาน แม้ว่าประกาศดังกล่าวจะไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการเข้าเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มมากขึ้น นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรทราบว่าธุรกิจต่างๆ อาจถูกตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติในการจ้างงานมากขึ้น

ในขณะนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาการนิรโทษกรรมหรือการลงทะเบียนสำหรับแรงงานต่างด้าวในปัจจุบัน ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าคำเตือนเหล่านี้จะนำไปสู่การตรวจสอบที่เฉพาะเจาะจงอย่างไร หรือจะมีการปรับเปลี่ยนช่องทางทางกฎหมายสำหรับแรงงานต่างชาติหรือไม่ ผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านแรงงานหรือข้อกำหนดในการจ้างงานเฉพาะเจาะจง ควรตรวจสอบช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตล่าสุด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 01:15 UTC

ตำรวจสอบสวนเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวในพัทยา
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจสอบสวนเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวในพัทยา

เจ้าหน้าที่ในพัทยากำลังสอบสวนรายงานเกี่ยวกับกลุ่มมิจฉาชีพที่มุ่งเป้าลักทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจสอบสวนเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวในพัทยา

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจสอบสวนเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวในพัทยา

เจ้าหน้าที่ในพัทยากำลังสอบสวนรายงานเกี่ยวกับกลุ่มมิจฉาชีพที่มุ่งเป้าลักทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ตามรายงานของ Thai Post นาย Ravi Kant อายุ 43 ปี สัญชาติอินเดีย ได้เข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการต่อสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายรายงานเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่สื่อท้องถิ่นเรียกว่า "แก๊งแขกขาว" ซึ่งถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติการในพื้นที่พัทยาเพื่อหลอกลวงและลักทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

พ.ต.ท.กิตติพัศ ขจรพงค์ชัยกุล พนักงานสอบสวนได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองชายทะเลที่เป็นที่นิยมแห่งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย นี่เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัวและระมัดระวังการเข้าหาจากคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญในเขตท่องเที่ยวที่มีผู้คนพลุกพล่าน

เนื่องจากการสอบสวนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น รายละเอียดหลายประการยังคงต้องได้รับการยืนยัน รวมถึงขอบเขตการปฏิบัติการของกลุ่มนี้ทั้งหมด และมีบุคคลอื่นตกเป็นเหยื่อหรือไม่ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยหรือวิธีการเฉพาะที่ใช้ในการลักทรัพย์ ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดต และรายงานกิจกรรมที่น่าสงสัยต่อตำรวจท้องที่ทันที

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 01:16 UTC

อดีต กสทช. จี้เร่งจัดการปมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

อดีต กสทช. จี้เร่งจัดการปมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

สุภิญญา กลางณรงค์ เรียกร้องให้ กสทช. ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

อดีต กสทช. จี้เร่งจัดการปมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

แหล่งข่าวเดียว
อดีต กสทช. จี้เร่งจัดการปมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

สุภิญญา กลางณรงค์ เรียกร้องให้ กสทช. ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพ

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. ได้ออกมาเรียกร้องต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้เร่งชี้แจงประเด็นด้านกฎระเบียบที่สำคัญ ตามรายงานของ Thai Post สุภิญญาระบุว่าภาวะสุญญากาศในการบริหารงานของ กสทช. ในปัจจุบัน ทำให้การกำกับดูแลที่จำเป็นต้องหยุดชะงักลง ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายเร่งด่วน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุภิญญาเรียกร้องให้ กสทช. เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนกรณีของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความโปร่งใสว่าผู้ให้บริการเหล่านี้อำนวยความสะดวกในการส่งสัญญาณเพื่อกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอย่างไร นอกจากนี้ เธอยังเรียกร้องให้มีการทบทวนและปรับเงื่อนไขใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคมให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เครือข่ายถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการต่อสู้กับปัญหาการฉ้อโกงทางดิจิทัลและการดำเนินงานของแก๊งมิจฉาชีพที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในท้องถิ่น แม้ว่า กสทช. จะยังไม่มีการตอบกลับอย่างเป็นทางการหรือให้ข้อมูลตามที่ร้องขอ แต่การเรียกร้องให้มีการออกใบอนุญาตที่เข้มงวดขึ้นบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบในอนาคตอาจส่งผลต่อวิธีการจัดการและตรวจสอบบริการอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า กสทช. จะดำเนินการอย่างไรต่อข้อเรียกร้องเหล่านี้ หรือจะมีผู้ให้บริการรายใดถูกตรวจสอบเป็นพิเศษจากกรณีนี้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 00:55 UTC

ตำรวจถูกสอบสวนหลังยิงปืนขึ้นฟ้าในสวนสาธารณะที่อุดรธานี
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจถูกสอบสวนหลังยิงปืนขึ้นฟ้าในสวนสาธารณะที่อุดรธานี

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าพบเจ้าหน้าที่หลังจากเกิดเหตุยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อไล่กลุ่มวัยรุ่นที่ส่งเสียงดังในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่จังหวัดอุดรธานี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจถูกสอบสวนหลังยิงปืนขึ้นฟ้าในสวนสาธารณะที่อุดรธานี

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจถูกสอบสวนหลังยิงปืนขึ้นฟ้าในสวนสาธารณะที่อุดรธานี

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าพบเจ้าหน้าที่หลังจากเกิดเหตุยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อไล่กลุ่มวัยรุ่นที่ส่งเสียงดังในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่จังหวัดอุดรธานี

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจยศร้อยตำรวจเอกได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานีพร้อมกับทนายความ เพื่อให้ปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สวนสาธารณะหนองทา ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่กลุ่มวัยรุ่นที่ถูกกล่าวหาว่าก่อความรำคาญบริเวณริมถนน

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หญิงสาวรายหนึ่งที่อยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมกับลูกชายวัย 5 ขวบได้เข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเสียงปืนทำให้ลูกของเธอตกใจกลัวและวิ่งหนีไปขึ้นรถผิดคัน เธอได้ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าสวนสาธารณะหนองทามักเป็นจุดรวมตัวของวัยรุ่นในยามค่ำคืน ซึ่งมักมีพฤติกรรมส่งเสียงดัง เช่น การเบิ้ลเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าชาวบ้านบางส่วนจะแสดงความเห็นใจต่อความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ที่ต้องเผชิญกับเสียงรบกวน แต่กระบวนการทางกฎหมายกำลังดำเนินอยู่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมหลักฐานและสอบปากคำพยานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจะต้องเผชิญกับมาตรการทางวินัยหรือทางกฎหมายอย่างไรในระหว่างที่การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 18:35 UTC

บทบรรณาธิการ Thai Post สะท้อนปัญหาความเสื่อมทางศีลธรรมและการทุจริต
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

บทบรรณาธิการ Thai Post สะท้อนปัญหาความเสื่อมทางศีลธรรมและการทุจริต

บทบรรณาธิการล่าสุดของ Thai Post สำรวจผลกระทบทางสังคมของการทุจริตและความเสื่อมทางศีลธรรม โดยอ้างอิงมุมมองจากพฤติกรรมศาสตร์

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

บทบรรณาธิการ Thai Post สะท้อนปัญหาความเสื่อมทางศีลธรรมและการทุจริต

แหล่งข่าวเดียว
บทบรรณาธิการ Thai Post สะท้อนปัญหาความเสื่อมทางศีลธรรมและการทุจริต

บทบรรณาธิการล่าสุดของ Thai Post สำรวจผลกระทบทางสังคมของการทุจริตและความเสื่อมทางศีลธรรม โดยอ้างอิงมุมมองจากพฤติกรรมศาสตร์

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 Thai Post ได้เผยแพร่บทบรรณาธิการในหัวข้อ “ทุจริต ปรากฏการณ์ที่น่ากลัว ในสังคมที่ไร้จิตสำนึก” บทความนี้สะท้อนถึงสถานะของสังคมร่วมสมัย โดยอาศัยทฤษฎีทางชีววิทยาและพฤติกรรมศาสตร์เพื่ออธิบายถึงความเสื่อมถอยของมาตรฐานทางศีลธรรมที่เกิดขึ้น ผู้เขียนเสนอว่าพฤติกรรมของมนุษย์ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสิ่งเร้าทางสภาพแวดล้อมและสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากอดีต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเห็นนี้เน้นย้ำถึงวาทกรรมในท้องถิ่นที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับจริยธรรมและความซื่อสัตย์ทางสังคม แม้ว่าบทความจะไม่ได้รายงานถึงคดีอาญาหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เฉพาะเจาะจง แต่ก็ทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อนของการอภิปรายทางวัฒนธรรมในปัจจุบันเกี่ยวกับพฤติกรรมสาธารณะและความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคม

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ามุมมองเชิงปรัชญาเกี่ยวกับศีลธรรมทางสังคมเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อนโยบายสาธารณะหรือโครงการริเริ่มของชุมชนในอนาคตอย่างไร บทความนี้ทำหน้าที่เป็นบทความแสดงความคิดเห็นมากกว่ารายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์เฉพาะ ผู้อ่านที่สนใจในสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมของประเทศไทยอาจพบว่ามุมมองนี้มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจบทสนทนาภายในเกี่ยวกับค่านิยมทางสังคม เนื่องจากเป็นบทความแสดงความคิดเห็น จึงไม่ได้ให้คำแนะนำเฉพาะสำหรับผู้มาเยือน แต่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางปัญญาของประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 17:17 UTC

ทนายตั้มเตรียมยื่นตรวจสอบมูลนิธิกันจอมพลัง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ทนายตั้มเตรียมยื่นตรวจสอบมูลนิธิกันจอมพลัง

ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด เตรียมยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอให้ตรวจสอบการบริหารเงินบริจาคกว่า 200 ล้านบาทของมูลนิธิกันจอมพลัง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ทนายตั้มเตรียมยื่นตรวจสอบมูลนิธิกันจอมพลัง

แหล่งข่าวเดียว
ทนายตั้มเตรียมยื่นตรวจสอบมูลนิธิกันจอมพลัง

ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด เตรียมยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอให้ตรวจสอบการบริหารเงินบริจาคกว่า 200 ล้านบาทของมูลนิธิกันจอมพลัง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ข่าวสดออนไลน์รายงานว่า ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด ได้ประกาศแผนการยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยคำร้องดังกล่าวขอให้มีการตรวจสอบมูลนิธิกันจอมพลัง เกี่ยวกับการบริหารจัดการและการใช้จ่ายเงินบริจาคที่มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีข้อพิพาทต่อสาธารณะระหว่างทนายตั้มและผู้ก่อตั้งมูลนิธิที่รู้จักกันในชื่อ 'กัน จอมพลัง' ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวมีการกล่าวหาซึ่งกันและกันและมีการพาดพิงถึงบุคคลทางการเมือง ทนายตั้มระบุว่าคำร้องขอให้ตรวจสอบนี้อ้างอิงจาก 'ข้อมูลลับ' เกี่ยวกับบริษัทนอมินีที่มูลนิธิอาจใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างและใช้จ่าย โดยเขามีกำหนดการจะยื่นเอกสารในวันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น.

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับความโปร่งใสขององค์กรการกุศลและความเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง แม้ว่าข้อกล่าวหาจะมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จากฝ่ายหนึ่งในข้อพิพาทส่วนตัว สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่ากระทรวงมหาดไทยยังไม่มีการเปิดเผยผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และมูลนิธิยังไม่ได้รับการตัดสินว่ามีความผิดหรือพ้นผิดแต่อย่างใด ผู้ที่ติดตามข่าวสารควรเฝ้ารอผลการตรวจสอบจากภาครัฐเพื่อทำความเข้าใจข้อเท็จจริงของกรณีนี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 16:16 UTC

ตำรวจเร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางเพลิงร้านสะดวกซื้อในจังหวัดสงขลา
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจเร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางเพลิงร้านสะดวกซื้อในจังหวัดสงขลา

เจ้าหน้าที่ในจังหวัดสงขลากำลังสอบสวนเหตุวางเพลิงที่ชายคนหนึ่งราดน้ำมันก๊าดจุดไฟเผาร้านสะดวกซื้อก่อนจะเดินออกจากที่เกิดเหตุไปอย่างใจเย็น

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจเร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางเพลิงร้านสะดวกซื้อในจังหวัดสงขลา

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจเร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางเพลิงร้านสะดวกซื้อในจังหวัดสงขลา

เจ้าหน้าที่ในจังหวัดสงขลากำลังสอบสวนเหตุวางเพลิงที่ชายคนหนึ่งราดน้ำมันก๊าดจุดไฟเผาร้านสะดวกซื้อก่อนจะเดินออกจากที่เกิดเหตุไปอย่างใจเย็น

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดสงขลากำลังเร่งติดตามตัวชายผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุวางเพลิงร้านสะดวกซื้ออย่างจงใจ ภาพจากกล้องวงจรปิดและคำให้การของพยานระบุว่าผู้ก่อเหตุได้ราดน้ำมันก๊าดภายในร้านก่อนจะจุดไฟเผา หลังจากก่อเหตุ ผู้ต้องสงสัยได้เดินออกจากที่เกิดเหตุไปอย่างใจเย็น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้ถือเป็นประเด็นด้านความปลอดภัยที่น่ากังวล แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยแรงจูงใจที่แน่ชัดในขณะนี้ แต่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งทำงานเพื่อระบุตัวตนและจับกุมผู้ต้องสงสัยตามหลักฐานที่มีอยู่

ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับทางร้านมาก่อนหรือไม่ หรือเป็นการก่อเหตุรุนแรงโดยสุ่ม ในระหว่างที่การสอบสวนดำเนินไป ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเพิ่มความระมัดระวังและติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นหรือประกาศอย่างเป็นทางการจากตำรวจ SawaLife จะคอยติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเมื่อเจ้าหน้าที่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวผู้ต้องสงสัยและแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 16:15 UTC

ตำรวจระดมกำลังกวาดล้างหลังเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันในกรุงเทพฯ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจระดมกำลังกวาดล้างหลังเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันในกรุงเทพฯ

ทางการกรุงเทพฯ กำลังสอบสวนเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรงที่มีวัยรุ่นเกือบ 30 คนเกี่ยวข้องในย่านคลองเตย โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับทั้งผู้ก่อเหตุและผู้ปกครอง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจระดมกำลังกวาดล้างหลังเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันในกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจระดมกำลังกวาดล้างหลังเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันในกรุงเทพฯ

ทางการกรุงเทพฯ กำลังสอบสวนเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรงที่มีวัยรุ่นเกือบ 30 คนเกี่ยวข้องในย่านคลองเตย โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับทั้งผู้ก่อเหตุและผู้ปกครอง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้จัดการประชุมฉุกเฉินที่สถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่น การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีคลิปวิดีโอเผยแพร่ทางออนไลน์แสดงเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นสองกลุ่มทะเลาะวิวาทกันเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ในเขตคลองเตยและพื้นที่ใกล้เคียง ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่าผู้ก่อเหตุมาจากชุมชนริมคลองวัดสะพาน ชุมชนตรอกโรงหมู และพื้นที่อ่อนนุช

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการให้มีการกวาดล้างอย่างครอบคลุม รวมถึงการเข้าตรวจค้นแหล่งผลิตอาวุธดัดแปลงและอาวุธปืน เจ้าหน้าที่เน้นย้ำถึงแนวทางที่เข้มงวด โดยระบุว่าตั้งใจจะดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง และกำลังพิจารณามาตรการทางกฎหมายต่อผู้ปกครองของเยาวชนเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของตำรวจในการควบคุมกิจกรรมของกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่เมืองบางแห่ง แม้ว่าสถานการณ์จะอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผู้ถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการกี่ราย และมาตรการทางกฎหมายต่อผู้ปกครองจะถูกนำมาใช้จริงตามกฎหมายไทยปัจจุบันหรือไม่ ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวังในพื้นที่คลองเตยและคลองตัน แม้ว่าเหตุการณ์นี้ดูเหมือนจะเป็นความขัดแย้งเฉพาะกลุ่มก็ตาม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 15:55 UTC

รปภ. วัย 43 ปี ถูกจับกุมหลังพยายามขโมยแหวนทอง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รปภ. วัย 43 ปี ถูกจับกุมหลังพยายามขโมยแหวนทอง

พนักงานรักษาความปลอดภัยวัย 43 ปี ถูกพนักงานร้านควบคุมตัวไว้ได้ หลังก่อเหตุพยายามขโมยแหวนทองจากร้านทองแห่งหนึ่ง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รปภ. วัย 43 ปี ถูกจับกุมหลังพยายามขโมยแหวนทอง

แหล่งข่าวเดียว
รปภ. วัย 43 ปี ถูกจับกุมหลังพยายามขโมยแหวนทอง

พนักงานรักษาความปลอดภัยวัย 43 ปี ถูกพนักงานร้านควบคุมตัวไว้ได้ หลังก่อเหตุพยายามขโมยแหวนทองจากร้านทองแห่งหนึ่ง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 พนักงานรักษาความปลอดภัยวัย 43 ปี ถูกควบคุมตัวหลังจากพยายามก่อเหตุลักทรัพย์ในร้านทองแห่งหนึ่ง โดยผู้ก่อเหตุได้ทำทีเข้าไปขอลองสวมแหวนทองก่อนจะฉวยโอกาสวิ่งหนีออกจากร้าน พนักงานของร้านสามารถติดตามและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาระงับเหตุ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องสงสัยอ้างว่าตนประสบปัญหาทางการเงิน โดยระบุว่าเงินเดือนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของมาตรการรักษาความปลอดภัยในร้านค้าปลีก แม้เหตุการณ์เช่นนี้จะเป็นกรณีเฉพาะ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมฉวยโอกาสได้ ในขณะนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยจะถูกตั้งข้อหาทางกฎหมายอย่างไร และจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิหลังของผู้ต้องสงสัยหรือมาตรการรักษาความปลอดภัยของทางร้านหรือไม่ โดยคาดว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะมีการรายงานความคืบหน้าของคดีนี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 15:35 UTC

รวบ 3 ผู้ต้องหาคดีปล้นร้านสะดวกซื้อในเขตทุ่งมหาเมฆ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รวบ 3 ผู้ต้องหาคดีปล้นร้านสะดวกซื้อในเขตทุ่งมหาเมฆ

ตำรวจเขตทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพฯ จับกุมชาย 3 คนที่ก่อเหตุปล้นร้านสะดวกซื้อขณะมึนเมายาโซแลม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รวบ 3 ผู้ต้องหาคดีปล้นร้านสะดวกซื้อในเขตทุ่งมหาเมฆ

แหล่งข่าวเดียว
รวบ 3 ผู้ต้องหาคดีปล้นร้านสะดวกซื้อในเขตทุ่งมหาเมฆ

ตำรวจเขตทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพฯ จับกุมชาย 3 คนที่ก่อเหตุปล้นร้านสะดวกซื้อขณะมึนเมายาโซแลม

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพมหานคร ได้จับกุมชาย 3 คน ได้แก่ นายปิยะพนธ์ (28 ปี) นายคมสันต์ (35 ปี) และนายกิติศักดิ์ (29 ปี) ในคดีปล้นร้านสะดวกซื้อ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ระบุว่าผู้ต้องหาได้ก่อเหตุดังกล่าวขณะอยู่ภายใต้อิทธิพลของยาโซแลม ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน

การจับกุมครั้งนี้ดำเนินการโดยทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดยผู้บังคับบัญชาระดับสูงจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ หลังจากได้รับแจ้งความจากผู้เสียหาย โดยผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวได้ไม่นานหลังจากเกิดเหตุ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการระมัดระวังตัวในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน แม้ว่าการตอบสนองอย่างรวดเร็วของตำรวจจะนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาได้ทันที แต่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป รายละเอียดเกี่ยวกับข้อหาทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงและพฤติการณ์ทั้งหมดของผู้ต้องหายังคงต้องรอการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่ และแจ้งเหตุต้องสงสัยต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทันที

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 15:35 UTC

รวบหนุ่มมาเลย์เครือข่ายพนันออนไลน์รายใหญ่ในไทย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รวบหนุ่มมาเลย์เครือข่ายพนันออนไลน์รายใหญ่ในไทย

ทางการไทยจับกุมชายชาวมาเลเซียวัย 48 ปี ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันออนไลน์ผิดกฎหมายและการละเมิดลิขสิทธิ์

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รวบหนุ่มมาเลย์เครือข่ายพนันออนไลน์รายใหญ่ในไทย

แหล่งข่าวเดียว
รวบหนุ่มมาเลย์เครือข่ายพนันออนไลน์รายใหญ่ในไทย

ทางการไทยจับกุมชายชาวมาเลเซียวัย 48 ปี ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันออนไลน์ผิดกฎหมายและการละเมิดลิขสิทธิ์

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้ประกาศการจับกุมนายลิม เท็ค วี (Mr. Lim Teck Wee) ชาวมาเลเซียวัย 48 ปี ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการสอบสวนเครือข่ายพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย 'UFA' และเว็บไซต์ 'LiveScoreThai' ซึ่งถูกกล่าวหาว่าจัดให้มีการเล่นพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตและละเมิดลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 1 กันยายน 2569 ในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สมคบฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน โดยในระหว่างการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ยึดเงินสดจำนวน 16 ล้านบาทไว้เป็นของกลาง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ปฏิบัติการนี้เน้นย้ำถึงการกวาดล้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ผิดกฎหมายและการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวการสำคัญได้แล้ว แต่ขอบเขตที่แท้จริงของเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องรายอื่นยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ทั้งนี้ การเข้าร่วมกิจกรรมการพนันที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยมีความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างร้ายแรง เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของปฏิบัติการและการจับกุมเพิ่มเติมยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 13:36 UTC

รวบผู้บริหารชาวมาเลเซียในไทย เอี่ยวเครือข่ายพนันออนไลน์
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รวบผู้บริหารชาวมาเลเซียในไทย เอี่ยวเครือข่ายพนันออนไลน์

ทางการไทยจับกุมชาวมาเลเซียซึ่งระบุว่าเป็นตัวแทนหลักของเครือข่ายพนัน UFA ที่เชื่อมโยงกับการสตรีมฟุตบอลโดยไม่ได้รับอนุญาต

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รวบผู้บริหารชาวมาเลเซียในไทย เอี่ยวเครือข่ายพนันออนไลน์

แหล่งข่าวเดียว
รวบผู้บริหารชาวมาเลเซียในไทย เอี่ยวเครือข่ายพนันออนไลน์

ทางการไทยจับกุมชาวมาเลเซียซึ่งระบุว่าเป็นตัวแทนหลักของเครือข่ายพนัน UFA ที่เชื่อมโยงกับการสตรีมฟุตบอลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้จับกุมผู้บริหารชาวมาเลเซียซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวแทนหลัก (Master Agent) ของเครือข่ายพนันออนไลน์ UFA โดยปฏิบัติการดังกล่าวสามารถยึดทรัพย์สินได้ประมาณ 16 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ระบุว่าเครือข่ายนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการพนันที่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเอื้อต่อการสตรีมการแข่งขันฟุตบอลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการกวาดล้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่ไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการไทยในการทลายเครือข่ายพนันออนไลน์ที่มักเกี่ยวข้องกับการละเมิดลิขสิทธิ์และอาชญากรรมทางดิจิทัลอื่นๆ แม้ว่าการจับกุมจะเป็นก้าวสำคัญในการสืบสวน แต่ขอบเขตที่แท้จริงของเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องระดับสูงรายอื่นยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าการเข้าร่วมแพลตฟอร์มการพนันที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยมีความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างมาก ทั้งนี้ คาดว่าเจ้าหน้าที่จะมีการยืนยันรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของเครือข่ายและการจับกุมเพิ่มเติมในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 12:35 UTC

รวบหญิงสาวใช้รูปปลอมหลอกลวงนักธุรกิจสูญเงินกว่า 7 ล้านบาท
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รวบหญิงสาวใช้รูปปลอมหลอกลวงนักธุรกิจสูญเงินกว่า 7 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ไทยจับกุมหญิงวัย 43 ปี ข้อหาใช้รูปภาพผู้อื่นหลอกลวงนักธุรกิจให้โอนเงินสูญเสียรวมกว่า 7 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รวบหญิงสาวใช้รูปปลอมหลอกลวงนักธุรกิจสูญเงินกว่า 7 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
รวบหญิงสาวใช้รูปปลอมหลอกลวงนักธุรกิจสูญเงินกว่า 7 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ไทยจับกุมหญิงวัย 43 ปี ข้อหาใช้รูปภาพผู้อื่นหลอกลวงนักธุรกิจให้โอนเงินสูญเสียรวมกว่า 7 ล้านบาท

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ตำรวจได้เข้าจับกุมนางสาวพัชรี อายุ 43 ปี ในข้อหาฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและนำข้อมูลที่ดัดแปลงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยการจับกุมเกิดขึ้นบริเวณกิโลเมตรที่ 18 บนทางหลวงหมายเลข 366 ตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลอาญาที่ออกเมื่อเดือนสิงหาคม 2569

เจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้ต้องหาได้ใช้รูปภาพของหญิงสาวหน้าตาดีเพื่อตีสนิทกับนักธุรกิจหนุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอ้างว่ามีปัญหาเรื่องมรดกและหลอกล่อให้เหยื่อโอนเงินให้ จนเป็นเหตุให้เหยื่อสูญเสียเงินรวมกว่า 7 ล้านบาท ข้อหาที่ผู้ต้องหาได้รับรวมถึงการฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและการดัดแปลงภาพถ่ายด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงภัยจากมิจฉาชีพในรูปแบบการหลอกลวงทางความรักผ่านช่องทางออนไลน์ แม้ว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลจะเป็นเรื่องปกติสำหรับการสื่อสาร แต่ขอแนะนำให้บุคคลทั่วไปใช้ความระมัดระวังในการติดต่อกับบุคคลที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะเมื่อมีการร้องขอเรื่องการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากคดีความยังอยู่ในระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย รายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตการกระทำผิดทั้งหมดของผู้ต้องหาและจำนวนผู้เสียหายเพิ่มเติมยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 12:36 UTC

อดีตข้าราชการสาธารณสุขตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินกว่า 4 ล้านบาท
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

อดีตข้าราชการสาธารณสุขตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินกว่า 4 ล้านบาท

อดีตข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขวัย 65 ปี สูญเสียเงินสด 4.2 ล้านบาทและทองคำแท่ง 5 บาทให้กับขบวนการฉ้อโกงผ่านวิดีโอคอล

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

อดีตข้าราชการสาธารณสุขตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินกว่า 4 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
อดีตข้าราชการสาธารณสุขตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินกว่า 4 ล้านบาท

อดีตข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขวัย 65 ปี สูญเสียเงินสด 4.2 ล้านบาทและทองคำแท่ง 5 บาทให้กับขบวนการฉ้อโกงผ่านวิดีโอคอล

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 อดีตข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขวัย 65 ปี ได้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยผู้เสียหายรายงานว่าสูญเสียเงินสดจำนวน 4.2 ล้านบาทและทองคำแท่งจำนวน 5 บาทให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ

การฉ้อโกงดังกล่าวใช้วิธีการประสานงานที่มิจฉาชีพควบคุมเหยื่อผ่านการวิดีโอคอล และในเหตุการณ์ที่น่ากังวล กลุ่มคนร้ายได้ส่งบุคคลไปรับทรัพย์สินถึงที่พักของผู้เสียหายโดยตรง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะการฉ้อโกงทางการเงินที่มีความรุนแรงและพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมุ่งเป้าไปที่บุคคลในประเทศไทย รวมถึงผู้ที่มีประวัติการทำงานในหน่วยงานรัฐ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารที่ไม่พึงประสงค์ มิจฉาชีพมักใช้แรงกดดันทางจิตวิทยาและเทคโนโลยีวิดีโอเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอม ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐบาลอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไม่มีนโยบายดำเนินการสอบสวนหรือเรียกร้องให้โอนทรัพย์สินผ่านการวิดีโอคอลหรือการส่งคนไปรับถึงบ้าน

ในขณะนี้ การสืบสวนเพื่อระบุตัวตนของผู้ที่เดินทางไปรับทรัพย์สินและเครือข่ายอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังยังคงดำเนินอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ยืนยันว่ามีการจับกุมผู้ต้องสงสัยหรือสามารถติดตามทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปกลับคืนมาได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 12:36 UTC

ตำรวจเชียงแสนสกัดจับยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจเชียงแสนสกัดจับยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด

เจ้าหน้าที่ในเชียงแสนสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติด ส่งผลให้ยึดยาบ้าได้ 2.8 ล้านเม็ดและจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจเชียงแสนสกัดจับยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจเชียงแสนสกัดจับยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด

เจ้าหน้าที่ในเชียงแสนสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติด ส่งผลให้ยึดยาบ้าได้ 2.8 ล้านเม็ดและจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจในอำเภอเชียงแสน นำโดย พ.ต.ท.กิตติภูมิ กันจินะ รอง ผกก.สภ.เชียงแสน ได้ร่วมกันสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดครั้งใหญ่ ตามรายงานของ Khaosod Online เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดตรวจบริเวณหน้าวัดพระธาตุจอมกิตติ และพบรถยนต์โตโยต้า อินโนวา สีเทา ซึ่งต้องสงสัยว่าใช้ในการขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย

เมื่อเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณหยุดรถ คนขับได้พยายามหลบหนี ก่อนจะทิ้งรถและวิ่งหนีเข้าไปในป่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้โดรนในการติดตามจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายอนุชา อายุ 30 ปี และนายถาวร อายุ 38 ปี จากการตรวจค้นรถพบยาบ้าจำนวนประมาณ 2.8 ล้านเม็ด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่เชียงแสน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการปราบปรามการลักลอบขนยาเสพติดตามเส้นทางคมนาคมในภาคเหนือ แม้ว่าภัยคุกคามในทันทีจะถูกระงับด้วยการจับกุมผู้ต้องหาแล้ว แต่การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ ยังไม่มีการยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่หรือไม่ หรือจะมีผู้ถูกจับกุมเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นักท่องเที่ยวควรทราบว่ามีการตั้งจุดตรวจของตำรวจในภูมิภาคนี้อยู่บ่อยครั้งเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 11:56 UTC

เหตุแทงกันเสียชีวิตบนเกาะเต่า
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เหตุแทงกันเสียชีวิตบนเกาะเต่า

ความขัดแย้งระหว่างอดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจนำไปสู่เหตุแทงกันเสียชีวิตที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งบนเกาะเต่า ส่งผลให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยได้

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เหตุแทงกันเสียชีวิตบนเกาะเต่า

แหล่งข่าวเดียว
เหตุแทงกันเสียชีวิตบนเกาะเต่า

ความขัดแย้งระหว่างอดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจนำไปสู่เหตุแทงกันเสียชีวิตที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งบนเกาะเต่า ส่งผลให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยได้

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เกิดเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรงบนเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งผลให้ชายวัย 63 ปีเสียชีวิต ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุแทงกันที่ร้านขายข้าวแกงแห่งหนึ่งระหว่างท่าเรือบุญศรีและท่าเรือลมพระยา

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบรอยเลือดจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว ผู้ได้รับบาดเจ็บคือ นายสรชัย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเกาะเต่าและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ตำรวจระบุตัวผู้ต้องสงสัยคือ นายจิรศักดิ์ หรือกอล์ฟ อายุ 40 ปี จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าทั้งสองคนเคยเป็นหุ้นส่วนร้านสักร่วมกันและมีความขัดแย้งส่วนตัวกันมาก่อน ผู้ต้องสงสัยได้พบกับผู้เสียชีวิตที่ร้านอาหารดังกล่าว ก่อนจะมีปากเสียงกันและบานปลายเป็นการทำร้ายร่างกายด้วยมีดที่พบในร้าน

หลังเกิดเหตุ ผู้ต้องสงสัยพยายามหลบหนีออกจากเกาะแต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ที่ท่าเรือลมพระยา สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เป็นความขัดแย้งเฉพาะกลุ่มระหว่างบุคคลที่รู้จักกัน แม้ผู้ต้องสงสัยจะถูกควบคุมตัวแล้ว แต่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่ตำรวจสรุปรายละเอียดของคดี ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวในพื้นที่ใช้ความระมัดระวังและสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว แม้ว่าเหตุการณ์นี้ดูจะเป็นความขัดแย้งส่วนตัวและไม่ใช่การใช้ความรุนแรงแบบสุ่มก็ตาม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 03 กันยายน 2026, 11:36 UTC