ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ ✦
เทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ✦
เศรษฐกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ ✦
การเมือง ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม ✦
เศรษฐกิจ ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง ✦
เศรษฐกิจ รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ✦
กฎหมาย ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง ✦
เหตุการณ์ ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' ✦
การขนส่ง

รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

แหล่งข่าวเดียว
รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนขบวนรถนอนในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนกันในย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนรถนอนซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงกระแทก

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ามีพนักงานการรถไฟได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แม้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัดและสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาของรถไฟที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ ผู้โดยสารควรตรวจสอบความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงการให้บริการกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนวางแผนการเดินทาง

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเฉี่ยวชน อาการปัจจุบันของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ และกรอบเวลาที่คาดว่าจะสามารถเคลียร์เส้นทางและกลับมาให้บริการตามปกติได้ ทางการยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความผิดพลาดของมนุษย์ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและการกลับมาให้บริการตามปกติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เทคโนโลยี

กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าศูนย์ข้อมูล Telehouse ในเขตห้วยขวางผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศแล้ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

การตรวจสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในวงกว้างเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทยนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ภายหลังการประเมิน กระทรวงฯ ยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขตห้วยขวาง ประกาศนี้ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสถานที่ดังกล่าวมีการดำเนินงานภายใต้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกำหนด การกำกับดูแลเช่นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

แม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันแล้ว แต่รายงานไม่ได้ระบุว่ามีการกำหนดการตรวจสอบเป็นระยะในอนาคตหรือไม่ หรือมีการประเมินในลักษณะเดียวกันสำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งอื่นๆ ในเมืองหลวงหรือไม่ ประชาชนที่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

ทางการยกระดับการเฝ้าระวังและจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิด 'วอร์รูม' ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังติดตามพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทางการจะมีการบริหารจัดการระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพการจราจรในพื้นที่อยู่เสมอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

รัฐบาลไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนในภาคกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลางของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลได้วางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุมเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้ระดมเครื่องจักรและจัดสรรเจ้าหน้าที่ประจำจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยทีมงานเหล่านี้มีหน้าที่ติดตามระดับน้ำและพร้อมตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามฤดูกาล แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันการจัดสรรทรัพยากรแล้ว แต่ในรายงานเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุรายละเอียดพื้นที่เฉพาะที่อาจเผชิญกับน้ำท่วมขังหรือความล่าช้าในการเดินทาง

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินไปนานเท่าใด และจะมีจังหวัดใดที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางหรือมีแผนการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว ควรติดตามพยากรณ์อากาศในท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพถนนหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำ รัฐบาลยังคงเน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เศรษฐกิจ

แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

แหล่งข่าวเดียว
แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

Her Hyness เพิ่มงบการตลาดและแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งในตลาดมาสก์และโทนเนอร์แพดของไทยที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness กำลังขยายงบประมาณด้านการตลาดอย่างจริงจังเพื่อตอกย้ำตำแหน่งในอุตสาหกรรมมาสก์และโทนเนอร์แพด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของรายได้ และคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคชาย

เพื่อสนับสนุนการขยายตัวนี้ แบรนด์ได้แต่งตั้งนักแสดง ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าผู้ชายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ HYPER T เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งกำลังตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าแบรนด์จะประกาศกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว แต่ผลกระทบที่ชัดเจนต่อความพร้อมจำหน่ายในร้านค้าปลีกและประสิทธิภาพในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่บริษัทเริ่มดำเนินแคมเปญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:57 UTC

การเมือง

ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ได้รับการยืนยัน
ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนตุลาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศว่าฝ่ายค้านกำลังสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งคาดว่าจะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคมนี้ โดยนายณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมเนื้อหาจากทุกพรรคเพื่อสร้างข้อมูลที่หนักแน่น

ญัตติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งหมายถึงอิทธิพลของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่มีต่อการดำเนินงานของรัฐ องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าพรรคได้รวบรวมหลักฐานสำคัญไว้แล้ว รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการล็อกสเปกในโครงการของรัฐ และยังคงเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางรัฐสภาตามปกติในประเทศไทย แต่บ่อยครั้งก็นำไปสู่การถกเถียงในสังคมและการเปลี่ยนแปลงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย และยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่ชัดสำหรับการประชุมสภาฯ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:38 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการนำเข้าทองคำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้า

ข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่า กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569) โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่ามูลค่าการค้ารวมอยู่ที่กว่า 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% จากปีก่อน

มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 26.30% รวมกว่า 12.8 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าทองคำจำนวนมาก นอกเหนือจากสินค้าหลักอื่นๆ เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ และอุปกรณ์สื่อสาร แม้ว่าไทยจะยังคงมีการส่งออกที่แข็งแกร่งในกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ปริมาณการนำเข้าทองคำที่สูงขึ้นได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางศุลกากรหรือนโยบายการนำเข้าในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า แม้ว่ากรมศุลกากรจะกำลังพิจารณามาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้าเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่หรือผลกระทบต่อตลาดทองคำยังคงต้องรอการยืนยัน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้ารวมตลอดปีงบประมาณจะอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อดูว่าการปรับเปลี่ยนทางการค้าเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาวะตลาดในประเทศหรือเสถียรภาพของค่าเงินอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เศรษฐกิจ

รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทุนหมุนเวียนในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวในงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569' โดยเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ของกองทุนหมุนเวียนภาครัฐในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งมอบคุณค่าให้กับประชาชนชาวไทย ตามรายงานจาก Matichon Online รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากลไกทางการเงินเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสนับสนุนความเป็นอยู่ของประชาชน

งานดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับการยกย่องความเป็นเลิศในการบริหารจัดการกองทุน และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักกีฬาชื่อดัง 4 ท่านที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงาน สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่บริหารจัดการโดยรัฐเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปรับปรุงบริการสาธารณะ

แม้ว่างานนี้จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการขยายกองทุนในอนาคตหรือผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่วนต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการนำนักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเศรษฐกิจนี้สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะเข้ากับการมีส่วนร่วมทางสังคมที่กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะของการประเมินกองทุนปี 2569 ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการกำกับดูแลทางการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

กฎหมาย

ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

แหล่งข่าวเดียว
ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) วางแผนที่จะเชิญพิธีกรโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชน โดยเฉพาะ หนุ่ม กรรชัย และ พุทธอภิวรรณ มาให้ข้อมูล การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่เงินบริจาคทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสขององค์กรการกุศลและบทบาทของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชนในการระดมทุนสาธารณะ แม้ว่า DSI จะระบุถึงความตั้งใจในการรวบรวมข้อมูล แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นขั้นตอนการสอบสวนไม่ใช่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ บุคคลที่กล่าวถึงยังไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในขั้นตอนนี้ แต่ถูกเรียกตัวในฐานะแหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพเพื่อช่วย DSI ในการตรวจสอบกิจกรรมทางการเงินของมูลนิธิที่กำลังดำเนินอยู่

สิ่งที่ยังต้องยืนยันคือกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสัมภาษณ์เหล่านี้ และข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก DSI เพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้อยู่อาศัยควรเชื่อถือคำแถลงอย่างเป็นทางการมากกว่ารายงานเชิงคาดเดาเกี่ยวกับลักษณะกิจกรรมของมูลนิธิหรือการมีส่วนร่วมของบุคคลในสื่อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เหตุการณ์

ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

M STUDIO และช่อง 3 เผยภาคต่อของแฟรนไชส์สยองขวัญ 'ธี่หยด' โดยจะพาผู้ชมไปสำรวจจุดเริ่มต้นของตัวละคร 'ยักษ์'

ตามรายงานจาก Khaosod Online ทาง M STUDIO และช่อง 3 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' โดยมี 'แป๊ป' ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, 'ต้อม' ธนเดช ประดิษฐ์ และ 'เต้ย' ชาลิต ไกรเลิศมงคล รับหน้าที่กำกับ ซึ่งถือเป็นภาคก่อนหน้าของซีรีส์สยองขวัญยอดนิยม

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ติดตามตัวละคร 'ยักษ์' และ 'จ่าปพันธ์' ในขณะที่พวกเขานำกองกำลังทหารเข้าสู่ป่าเขาขวางเพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหาย พล็อตเรื่องเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับตำนานเสือสมิงกินคนที่มีชื่อว่า 'ไอ้โหง' ซึ่งมีความสามารถในการจำแลงร่าง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งลี้ลับและสัตว์ป่าพร่าเลือนไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการขยายจักรวาลของแฟรนไชส์สยองขวัญท้องถิ่นครั้งสำคัญ โดยจะมีการสำรวจภูมิหลังของตัวละครหลักและเจาะลึกตำนานพื้นบ้าน แม้ว่าทีมงานจะยืนยันเนื้อเรื่องและสถานที่ถ่ายทำแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการหรือแผนการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ แฟนๆ ของภาพยนตร์แนวนี้ควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจาก M STUDIO และช่อง 3 เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ทบทวนร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ทบทวนร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า

กลุ่มภาคประชาสังคมได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนร่างกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ทบทวนร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า

แหล่งข่าวเดียว
ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ทบทวนร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า

กลุ่มภาคประชาสังคมได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนร่างกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า ตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคมได้ยื่นหนังสือคำร้องอย่างเป็นทางการต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกลุ่มดังกล่าวเรียกร้องให้มีการทบทวนร่างกฎกระทรวงที่กำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 อย่างครอบคลุม

ผู้ยื่นคำร้องได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบดังกล่าวต่อการอนุรักษ์ป่าไม้และสิทธิในที่ดินของชุมชนท้องถิ่น ในการนี้ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับหนังสือดังกล่าวและได้ชี้แจงเบื้องต้นว่า ร่างกฎกระทรวงที่เสนอนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับการจัดการที่ดินและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเกี่ยวกับพื้นที่ป่าอาจส่งผลต่อการเข้าถึงพื้นที่คุ้มครอง การบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ และสถานะทางกฎหมายของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้แนวเขตป่า

ในขณะนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างการหารือ ยังไม่มีการยืนยันว่ากระทรวงจะดำเนินการอย่างไรต่อข้อกังวลเฉพาะที่กลุ่มภาคประชาสังคมได้หยิบยกขึ้นมา หรือร่างดังกล่าวจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญก่อนที่จะมีการประกาศใช้หรือไม่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบัญญัติเฉพาะของกฎกระทรวงและกรอบเวลาสำหรับการดำเนินการในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 09:52 UTC

นายก อบต.หนองหมี ถูกกล่าวหาว่ารีดไถเงินพนักงาน
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

นายก อบต.หนองหมี ถูกกล่าวหาว่ารีดไถเงินพนักงาน

เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี บังคับให้พนักงาน 28 คนจ่ายเงินสินบนโดยขู่ว่าจะไม่ต่อสัญญาจ้าง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

นายก อบต.หนองหมี ถูกกล่าวหาว่ารีดไถเงินพนักงาน

แหล่งข่าวเดียว
นายก อบต.หนองหมี ถูกกล่าวหาว่ารีดไถเงินพนักงาน

เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี บังคับให้พนักงาน 28 คนจ่ายเงินสินบนโดยขู่ว่าจะไม่ต่อสัญญาจ้าง

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองหมี กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติมิชอบอย่างร้ายแรง โดยเจ้าหน้าที่รายนี้ถูกกล่าวหาว่ารีดไถเงินจากพนักงานที่ทำงานในองค์กรอย่างน้อย 28 คน

รายงานระบุว่า นายก อบต. รายนี้ได้ข่มขู่พนักงานเหล่านี้ว่าจะไม่ต่อสัญญาจ้างงานหรือยุบตำแหน่งงานทิ้งหากไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องทางการเงิน พฤติกรรมดังกล่าวได้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารงานและการปฏิบัติต่อบุคลากรของหน่วยงานท้องถิ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย กรณีนี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการไทยในการจัดการกับการทุจริตภายในหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น แม้ว่าข้อพิพาททางปกครองภายในเช่นนี้อาจไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของนักท่องเที่ยว แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความโปร่งใสในการบริหารงานท้องถิ่น

ในขณะนี้ การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ โดยยังต้องรอการยืนยันผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นทางการว่าเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาจะต้องเผชิญกับข้อหาทางอาญาหรือบทลงโทษทางวินัยหรือไม่ ประชาชนกำลังรอการอัปเดตเพิ่มเติมจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับหลักฐานที่รวบรวมได้และขั้นตอนต่อไปในกระบวนการทางวินัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 09:31 UTC

เร่งสอบสวนคดีพนักงานร้านสะดวกซื้อเสียชีวิตในหอพักที่อุดรธานี
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เร่งสอบสวนคดีพนักงานร้านสะดวกซื้อเสียชีวิตในหอพักที่อุดรธานี

ตำรวจอุดรธานีกำลังสอบสวนการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของหญิงวัย 24 ปี ที่ถูกพบในห้องพักพร้อมร่องรอยการต่อสู้

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เร่งสอบสวนคดีพนักงานร้านสะดวกซื้อเสียชีวิตในหอพักที่อุดรธานี

แหล่งข่าวเดียว
เร่งสอบสวนคดีพนักงานร้านสะดวกซื้อเสียชีวิตในหอพักที่อุดรธานี

ตำรวจอุดรธานีกำลังสอบสวนการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของหญิงวัย 24 ปี ที่ถูกพบในห้องพักพร้อมร่องรอยการต่อสู้

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ในจังหวัดอุดรธานีได้รับแจ้งเหตุพบศพหญิงสาววัย 24 ปี ทราบชื่อคือ น.ส.ภัทรวรินทร์ ภายในห้องพักในซอยรัชดา ต.บ้านเลื่อม อ้างอิงจากรายงานของข่าวสดออนไลน์ ผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ถูกพบในสภาพเปลือยกายและมีสายไฟพันรอบลำคอ ภายในห้องมีร่องรอยการรื้อค้นและข้าวของกระจัดกระจาย

เพื่อนร่วมงานให้ข้อมูลว่าผู้เสียชีวิตติดต่อครั้งสุดท้ายเมื่อเช้าวันที่ 14 กันยายน โดยแจ้งลาป่วย หลังจากที่เธอไม่มาทำงานในวันที่ 15 กันยายน เพื่อนร่วมงานจึงเดินทางมาตามหาที่หอพักและพบศพ จึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เป็นคดีที่อยู่ระหว่างการสืบสวนของตำรวจเกี่ยวกับเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าปิดกั้นพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว แต่สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะนี้ยังไม่มีการระบุตัวผู้ต้องสงสัย ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ต่อไปในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาสาเหตุการเสียชีวิตและแรงจูงใจในการรื้อค้นห้องพักดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 13:46 UTC

ข้อพิพาททางวิชาการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จุดประเด็นความกังวลเรื่องความโปร่งใส
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ข้อพิพาททางวิชาการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จุดประเด็นความกังวลเรื่องความโปร่งใส

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเอกสารการสอบสวนทางวินัยที่คลุมเครือ นำไปสู่การถกเถียงเรื่องเสรีภาพทางวิชาการและความโปร่งใสของสถาบัน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ข้อพิพาททางวิชาการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จุดประเด็นความกังวลเรื่องความโปร่งใส

แหล่งข่าวเดียว
ข้อพิพาททางวิชาการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จุดประเด็นความกังวลเรื่องความโปร่งใส

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเอกสารการสอบสวนทางวินัยที่คลุมเครือ นำไปสู่การถกเถียงเรื่องเสรีภาพทางวิชาการและความโปร่งใสของสถาบัน

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 ได้เกิดข้อพิพาทสำคัญที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เกี่ยวกับการเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนทางวินัย โดยทัศนัย ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยต่อสาธารณะเกี่ยวกับการออกเอกสารความยาว 2 หน้าเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งมีรายงานว่าขาดรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับข้อกล่าวหา

ในการวิพากษ์วิจารณ์ของเขา ทัศนัยได้เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเปิดเผยข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการที่มีต่อเขา โดยตั้งคำถามว่าสถาบันกำลังเคารพสิทธิของบุคคลอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือการสอบสวนนี้เป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง เหตุการณ์นี้ได้ดึงดูดความสนใจไปที่การบริหารจัดการภายในของหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่โดดเด่นที่สุดของประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงการอภิปรายที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการและความโปร่งใสในการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัยของไทย แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะเริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว แต่การขาดรายละเอียดต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่เฉพาะเจาะจงหมายความว่าลักษณะของความขัดแย้งยังคงไม่ชัดเจน ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่แน่ชัดคืออะไร หรือคณะกรรมการสอบสวนตั้งใจจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่ามหาวิทยาลัยจะให้คำชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่ หรือเรื่องนี้จะบานปลายไปสู่การถกเถียงทางกฎหมายหรือสาธารณะในวงกว้าง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:51 UTC

นายกฯ อนุทิน ชี้แจงกรณีรายชื่อคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

นายกฯ อนุทิน ชี้แจงกรณีรายชื่อคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องของรัฐบาลชุดปัจจุบันกับรายงานการสอบสวนของสหรัฐฯ เกี่ยวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฉ้อโกงและการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

นายกฯ อนุทิน ชี้แจงกรณีรายชื่อคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ อนุทิน ชี้แจงกรณีรายชื่อคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องของรัฐบาลชุดปัจจุบันกับรายงานการสอบสวนของสหรัฐฯ เกี่ยวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฉ้อโกงและการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบโต้รายงานเกี่ยวกับการที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจดำเนินการสอบสวนบุคคล 28 รายที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และเครือข่ายฉ้อโกงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามรายงานของ Khaosod English รายชื่อดังกล่าวรวมถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในช่วงที่นายอนุทินร่วมรัฐบาลในขณะนั้น

นายอนุทินยืนยันอย่างชัดเจนว่ารายชื่อการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่เป็นข่าวนั้นไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดปัจจุบันของเขา โดยระบุว่าตนได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว แต่เน้นย้ำว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานหรือกรอบนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบจากนานาชาติอย่างต่อเนื่องต่อเครือข่ายอาชญากรรมในภูมิภาค แม้นายกรัฐมนตรีจะพยายามชี้แจงถึงการไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลชุดปัจจุบันกับบุคคลที่มีชื่อในรายงาน แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ยังไม่มีการยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะดำเนินการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการต่อบุคคลในรายชื่อดังกล่าวหรือไม่ หรือจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมที่อาจส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นอีกหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่าสหรัฐฯ จะมีการยืนยันรายชื่ออย่างเป็นทางการหรือเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของการสอบสวนนี้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 05:50 UTC

นายกเทศมนตรีคลองหลวงได้ดำรงตำแหน่งต่อหลังศาลมีคำพิพากษา
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

นายกเทศมนตรีคลองหลวงได้ดำรงตำแหน่งต่อหลังศาลมีคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ยกคำร้องที่ขอให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเทศบาลเมืองคลองหลวง โดยตัดสินว่านายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรี ไม่มีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

นายกเทศมนตรีคลองหลวงได้ดำรงตำแหน่งต่อหลังศาลมีคำพิพากษา

แหล่งข่าวเดียว
นายกเทศมนตรีคลองหลวงได้ดำรงตำแหน่งต่อหลังศาลมีคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ยกคำร้องที่ขอให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเทศบาลเมืองคลองหลวง โดยตัดสินว่านายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรี ไม่มีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในจังหวัดปทุมธานี ได้มีคำพิพากษาให้คุณยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง ได้ดำรงตำแหน่งต่อไป โดยศาลได้ยกคำร้องในคดีที่พยายามให้มีการเลือกตั้งใหม่ ข้อพิพาททางกฎหมายนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้สังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ระบุชื่อว่าคุณวีนา โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ดำเนินคดีในข้อหาจัดเลี้ยงซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งจากการนำกาแฟมาแบ่งปันให้กับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ศาลวินิจฉัยว่าการแบ่งปันกาแฟในสถานที่เปิดเผยต่อสาธารณะนั้น ไม่ถือเป็นการพยายามครอบงำผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือบิดเบือนผลการเลือกตั้ง แต่ผู้พิพากษาเห็นว่าเป็นเพียงการแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านเท่านั้น ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงยกคำร้องขอให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้นายกเทศมนตรีสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

สำหรับประชาชนและผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตคลองหลวง คำพิพากษานี้ช่วยสร้างเสถียรภาพในการบริหารงานโดยยืนยันสถานะของผู้นำเทศบาลชุดปัจจุบัน แม้ว่าศาลจะตัดสินให้พ้นจากข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้ว แต่คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบการกระทำในช่วงวันเลือกตั้งในประเทศไทยที่เข้มงวด ผู้ที่เกี่ยวข้องควรทราบว่าแม้คดีนี้จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวันเลือกตั้งยังคงมีความเข้มงวดอยู่ ทั้งนี้ยังไม่มีการประกาศถึงการดำเนินการทางกฎหมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:31 UTC

จับกุมนายก อบต.หนองหมี ปมเรียกรับเงินต่อสัญญาจ้าง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

จับกุมนายก อบต.หนองหมี ปมเรียกรับเงินต่อสัญญาจ้าง

เจ้าหน้าที่ไทยเข้าจับกุมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี จังหวัดศรีสะเกษ หลังมีข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

จับกุมนายก อบต.หนองหมี ปมเรียกรับเงินต่อสัญญาจ้าง

แหล่งข่าวเดียว
จับกุมนายก อบต.หนองหมี ปมเรียกรับเงินต่อสัญญาจ้าง

เจ้าหน้าที่ไทยเข้าจับกุมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี จังหวัดศรีสะเกษ หลังมีข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้าปฏิบัติการที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองหมี จังหวัดศรีสะเกษ โดยสามารถจับกุมนายก อบต. ได้คาห้องทำงาน

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากข้อร้องเรียนของพนักงานที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน โดยรายงานจาก Thai Post ระบุว่ามีการเรียกเก็บเงินตามอายุงาน ได้แก่ 10,000 บาท สำหรับพนักงานที่มีอายุงานไม่เกิน 3 ปี และ 30,000 บาท สำหรับผู้ที่มีอายุงานเกิน 3 ปี

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยในการจัดการกับการทุจริตภายในหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น แม้ว่าการจับกุมจะเป็นความคืบหน้าสำคัญในการสืบสวน แต่คดียังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นเท่านั้น ยังคงต้องรอการยืนยันผ่านกระบวนการยุติธรรมว่าเจ้าหน้าที่จะถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการอย่างไรและจะมีผลทางกฎหมายอย่างไรต่อไป เนื่องจากเป็นการสืบสวนที่ยังดำเนินอยู่ จึงคาดว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของพฤติการณ์ดังกล่าวและการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่รายอื่นปรากฏออกมาในขณะที่ ป.ป.ช. ดำเนินการสอบสวนต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:16 UTC

เจ้าหน้าที่ทลายขบวนการสวมทะเบียนแรงงานต่างด้าวในสุราษฎร์ธานี
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่ทลายขบวนการสวมทะเบียนแรงงานต่างด้าวในสุราษฎร์ธานี

ตำรวจไทยและหน่วยงานร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหา 26 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับขบวนการสวมสิทธิทะเบียนแรงงานต่างด้าวโดยมิชอบ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เจ้าหน้าที่ทลายขบวนการสวมทะเบียนแรงงานต่างด้าวในสุราษฎร์ธานี

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่ทลายขบวนการสวมทะเบียนแรงงานต่างด้าวในสุราษฎร์ธานี

ตำรวจไทยและหน่วยงานร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหา 26 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับขบวนการสวมสิทธิทะเบียนแรงงานต่างด้าวโดยมิชอบ

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา 2” ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้มีการจับกุมผู้ต้องหา 26 ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการออกบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ “ทะเบียน 0” ให้แก่แรงงานต่างด้าวโดยมิชอบ

การสืบสวนครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง (DOPA) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยเป็นการขยายผลจากการกวาดล้างครั้งก่อนเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐ 2 รายเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการจดทะเบียนที่ไม่ถูกต้องนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการไทยในการเพิ่มความเข้มงวดด้านการตรวจสอบทะเบียนราษฎร์และเอกสารแรงงาน แม้ว่าปฏิบัติการนี้จะมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการฉ้อโกงเอกสารประจำตัว แต่อาจส่งผลให้มีการตรวจสอบเอกสารที่เข้มงวดขึ้นในที่ว่าการอำเภอหรือหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่ามีการออกทะเบียนปลอมไปแล้วจำนวนเท่าใด และจะมีผู้ถูกจับกุมเพิ่มเติมหรือไม่ในขณะที่การสืบสวนขยายผลเครือข่ายดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:12 UTC

กลุ่มนักกฎหมายบุก DSI ร้องสอบ ‘นอมินีทุนข้ามชาติ’ ในธุรกิจขนส่ง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

กลุ่มนักกฎหมายบุก DSI ร้องสอบ ‘นอมินีทุนข้ามชาติ’ ในธุรกิจขนส่ง

กลุ่มนักกฎหมายได้ยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นที่อาจเข้าข่ายนอมินีต่างชาติในธุรกิจขนส่งของไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

กลุ่มนักกฎหมายบุก DSI ร้องสอบ ‘นอมินีทุนข้ามชาติ’ ในธุรกิจขนส่ง

แหล่งข่าวเดียว
กลุ่มนักกฎหมายบุก DSI ร้องสอบ ‘นอมินีทุนข้ามชาติ’ ในธุรกิจขนส่ง

กลุ่มนักกฎหมายได้ยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นที่อาจเข้าข่ายนอมินีต่างชาติในธุรกิจขนส่งของไทย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 กลุ่มนักกฎหมายได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้เปิดการสอบสวนกรณีข้อสงสัยเรื่องการใช้ 'นอมินี' ในธุรกิจขนส่ง โดยผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่าอาจมีการใช้ทุนต่างชาติผ่านตัวแทนในท้องถิ่นเพื่อหลีกเลี่ยงกฎระเบียบการถือครองธุรกิจของไทย

ตามรายงานจาก Thai Post กลุ่มนักกฎหมายได้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นในกลุ่มบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง และพบว่ามีบริษัท 2 แห่งที่มีโครงสร้างการถือหุ้นที่น่าสงสัย คำร้องดังกล่าวเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเส้นทางการเงินของบริษัทเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่ามีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมายการถือครองธุรกิจ แม้ว่าภาคธุรกิจขนส่งกำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการสอบสวนนี้จะนำไปสู่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการหรือการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมนี้หรือไม่ ในขณะนี้ DSI ได้รับคำร้องดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการหรือการดำเนินคดีใดๆ ต่อบริษัทที่ถูกระบุชื่อ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าทางการจะขยายผลการสอบสวนไปยังบริษัทอื่นๆ นอกเหนือจาก 2 แห่งที่ถูกร้องเรียนในตอนแรกหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:16 UTC

จับกุมนายก อบต. ในจังหวัดศรีสะเกษ ข้อหารีดไถเงินแลกต่อสัญญาจ้าง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

จับกุมนายก อบต. ในจังหวัดศรีสะเกษ ข้อหารีดไถเงินแลกต่อสัญญาจ้าง

เจ้าหน้าที่จับกุมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี จังหวัดศรีสะเกษ ในข้อหาเรียกรับเงินจากลูกจ้างชั่วคราวเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

จับกุมนายก อบต. ในจังหวัดศรีสะเกษ ข้อหารีดไถเงินแลกต่อสัญญาจ้าง

แหล่งข่าวเดียว
จับกุมนายก อบต. ในจังหวัดศรีสะเกษ ข้อหารีดไถเงินแลกต่อสัญญาจ้าง

เจ้าหน้าที่จับกุมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี จังหวัดศรีสะเกษ ในข้อหาเรียกรับเงินจากลูกจ้างชั่วคราวเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดศรีสะเกษ ได้เข้าจับกุมนายยศพนธ์ อายุ 65 ปี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองหมี อำเภอราษีไศล ตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ลงวันที่ 16 กันยายน 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นายก อบต. รายนี้ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจำนวน 10,000 ถึง 30,000 บาท จากลูกจ้างชั่วคราวเพื่อเป็นเงื่อนไขในการต่อสัญญาจ้างงาน หากลูกจ้างคนใดไม่จ่ายเงินจะถูกขู่ว่าจะไม่ได้รับการต่อสัญญา การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบได้รวบรวมหลักฐานและแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ จนนำไปสู่การเข้าจับกุมที่สำนักงาน อบต. ดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการไทยในการจัดการกับการทุจริตภายในหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น แม้ว่าการจับกุมจะเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการทางกฎหมาย แต่คดียังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรม และการตัดสินความผิดขั้นสุดท้ายจะเป็นหน้าที่ของศาล รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของพฤติการณ์ดังกล่าวจะต้องรอการยืนยันในระหว่างการสอบสวนต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:12 UTC

จับกุมนายก อบต.หนองหมี ข้อหาเรียกรับเงินแลกต่อสัญญาจ้าง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

จับกุมนายก อบต.หนองหมี ข้อหาเรียกรับเงินแลกต่อสัญญาจ้าง

เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี จังหวัดศรีสะเกษ ในข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

จับกุมนายก อบต.หนองหมี ข้อหาเรียกรับเงินแลกต่อสัญญาจ้าง

แหล่งข่าวเดียว
จับกุมนายก อบต.หนองหมี ข้อหาเรียกรับเงินแลกต่อสัญญาจ้าง

เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี จังหวัดศรีสะเกษ ในข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 Matichon Online รายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการเข้าจับกุมนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองหมี จังหวัดศรีสะเกษ โดยสามารถจับกุมได้คาโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว

ตามรายงานระบุว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากข้อกล่าวหาที่ว่าเจ้าหน้าที่รายนี้ได้เรียกรับเงินจากลูกจ้างเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการไทยในการจัดการกับการทุจริตภายในหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ข่าวนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐบาลท้องถิ่น แม้ว่าการจับกุมครั้งนี้จะเป็นความคืบหน้าสำคัญในการบริหารงานท้องถิ่นของจังหวัดศรีสะเกษ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าการสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวกำลังเผชิญกับข้อกล่าวหา และกระบวนการทางกฎหมายจะเป็นตัวกำหนดความถูกต้องของข้อกล่าวหาเหล่านี้ ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องหรือสถานะของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่ติดตามข่าวสารควรเฝ้ารอแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากหน่วยงานระดับจังหวัดที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบความคืบหน้าของคดีต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:11 UTC

ก.ล.ต. ไทยยกระดับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ก.ล.ต. ไทยยกระดับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อเครือข่ายสแกมเมอร์และกิจกรรมฟอกเงิน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ก.ล.ต. ไทยยกระดับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน

แหล่งข่าวเดียว
ก.ล.ต. ไทยยกระดับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อเครือข่ายสแกมเมอร์และกิจกรรมฟอกเงิน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ชี้แจงถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการจัดการกับอาชญากรรมทางการเงิน โดยอ้างอิงจากประชาชาติธุรกิจ นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ระบุว่าหน่วยงานกำกับดูแลกำลังดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังกับเครือข่ายสแกมเมอร์และปฏิบัติการฟอกเงินในกรณีที่มีหลักฐานครบถ้วนแล้ว

ก.ล.ต. เน้นย้ำว่ากำลังเร่งติดตามเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องและประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อจัดการกับกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามพรมแดน เจ้าหน้าที่ย้ำว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายดำเนินการโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ และให้คำมั่นว่าจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุดตามกฎหมาย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินในประเทศไทย แม้ว่าความมุ่งมั่นของ ก.ล.ต. ในด้านความโปร่งใสและการดำเนินการทางกฎหมายจะมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความสมบูรณ์ของระบบการเงิน แต่รายละเอียดเฉพาะของเครือข่ายที่ถูกตรวจสอบและขอบเขตความร่วมมือระหว่างประเทศยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ประชาชนควรใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินและตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้แพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาต เนื่องจากเป็นการสอบสวนที่ยังไม่สิ้นสุด ทางการจึงยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินคดีเฉพาะเจาะจงหรือกรอบเวลาของการดำเนินการดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:53 UTC

ชัยชนกแจงกรรมาธิการฯ ปมสินบน 40 ล้านบาท
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ชัยชนกแจงกรรมาธิการฯ ปมสินบน 40 ล้านบาท

ชัยชนกเข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องสินบน 40 ล้านบาท โดยระบุว่ายังไม่แน่ใจว่าผู้ที่เสนอสินบนนั้นมีตัวตนจริงหรือไม่

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ชัยชนกแจงกรรมาธิการฯ ปมสินบน 40 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ชัยชนกแจงกรรมาธิการฯ ปมสินบน 40 ล้านบาท

ชัยชนกเข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องสินบน 40 ล้านบาท โดยระบุว่ายังไม่แน่ใจว่าผู้ที่เสนอสินบนนั้นมีตัวตนจริงหรือไม่

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ชัยชนกได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เพื่อตอบข้อซักถามเกี่ยวกับรายงานเรื่องข้อกล่าวหาการรับสินบนจำนวน 40 ล้านบาท ตามรายงานของมติชนออนไลน์ การให้ถ้อยคำมุ่งเน้นไปที่ที่มาของข้อกล่าวหาดังกล่าวซึ่งเคยปรากฏเป็นข่าวในพื้นที่สาธารณะมาก่อนหน้านี้

ในระหว่างการประชุม ชัยชนกชี้แจงว่าข้อมูลเกี่ยวกับสินบนดังกล่าวมาจากการเตือนของบุคคลที่เรียกว่า 'โกแป๊ะ' โดยเขาได้ยืนยันต่อคณะกรรมาธิการอย่างชัดเจนว่า ตนไม่มีหลักฐานยืนยันว่าบุคคลที่อ้างว่าเสนอสินบนนั้นมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ หรือข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบความโปร่งใสทางการเมืองและความซื่อสัตย์ของสถาบันสาธารณะอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคณะกรรมาธิการกำลังดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือกระบวนการเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน ความถูกต้องของข้อกล่าวหาเรื่องสินบนและตัวตนของผู้ที่เกี่ยวข้องยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่ติดตามข่าวสารควรเฝ้ารอรายงานอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมาธิการต่อไป เพื่อทำความเข้าใจขอบเขตของข้อกล่าวหาและผลกระทบทางกฎหมายที่อาจตามมา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:51 UTC

เจ้าหน้าที่บุกทลายโกดังในบางพลี ยึดเครื่องสำอางปลอมกว่า 52,000 ชิ้น
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่บุกทลายโกดังในบางพลี ยึดเครื่องสำอางปลอมกว่า 52,000 ชิ้น

ตำรวจไทยยึดเครื่องสำอางผิดกฎหมายจำนวนมหาศาลจากโกดังสองแห่งในอำเภอบางพลี สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากส่วนผสมที่ไม่ได้มาตรฐาน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เจ้าหน้าที่บุกทลายโกดังในบางพลี ยึดเครื่องสำอางปลอมกว่า 52,000 ชิ้น

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่บุกทลายโกดังในบางพลี ยึดเครื่องสำอางปลอมกว่า 52,000 ชิ้น

ตำรวจไทยยึดเครื่องสำอางผิดกฎหมายจำนวนมหาศาลจากโกดังสองแห่งในอำเภอบางพลี สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากส่วนผสมที่ไม่ได้มาตรฐาน

ตามรายงานของมติชนออนไลน์ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้เข้าตรวจค้นโกดังสองแห่งในเขตอำเภอบางพลี โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดเครื่องสำอางปลอมได้มากกว่า 52,000 ชิ้น ซึ่งรวมถึงสินค้าลอกเลียนแบบทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียง

เจ้าหน้าที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทยจากต่างประเทศ ข้อกังวลหลักที่นำไปสู่การสอบสวนคือความเป็นไปได้ที่สินค้าเหล่านี้อาจมีการปนเปื้อนของสารอันตราย เนื่องจากไม่ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานหรือการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การค้นพบครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ความงาม โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาถูกกว่าปกติอย่างมากหรือจำหน่ายผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ การใช้เครื่องสำอางปลอมอาจนำไปสู่การระคายเคืองผิวหนังอย่างรุนแรงหรือปัญหาสุขภาพในระยะยาวเนื่องจากมีสารเคมีที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ

แม้ว่าการบุกทลายครั้งนี้จะสามารถนำสินค้าผิดกฎหมายจำนวนมากออกจากตลาดได้สำเร็จ แต่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ยืนยันขอบเขตทั้งหมดของเครือข่ายการจัดจำหน่ายหรือระบุแบรนด์ทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติการครั้งนี้ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลจากร้านค้าที่ได้รับอนุญาตและมีความน่าเชื่อถือเพื่อรับประกันความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:31 UTC

DSI เตรียมตรวจสอบคดีอื้อฉาวการเลือก สว. ภายในสิ้นเดือนกันยายน
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

DSI เตรียมตรวจสอบคดีอื้อฉาวการเลือก สว. ภายในสิ้นเดือนกันยายน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมจัดการประชุมนัดแรกเพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาเรื่องการฟอกเงินและอั้งยี่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. ครั้งล่าสุด

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

DSI เตรียมตรวจสอบคดีอื้อฉาวการเลือก สว. ภายในสิ้นเดือนกันยายน

แหล่งข่าวเดียว
DSI เตรียมตรวจสอบคดีอื้อฉาวการเลือก สว. ภายในสิ้นเดือนกันยายน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมจัดการประชุมนัดแรกเพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาเรื่องการฟอกเงินและอั้งยี่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. ครั้งล่าสุด

ตามรายงานของ Thai Post กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้กำหนดการประชุมนัดแรกในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ เพื่อจัดการกับข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ครั้งล่าสุด โดยการสอบสวนมุ่งเน้นไปที่ข้อหาฟอกเงินและการมีส่วนร่วมในซ่องโจรหรือ 'อั้งยี่' ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วกันในระหว่างการเลือก

เจ้าหน้าที่ระบุว่าบุคคลต่างๆ รวมถึงผู้บริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรี ซึ่งคดีเคยถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งยกคำร้องไปก่อนหน้านี้ อาจถูกพิจารณาภายใต้อำนาจของ DSI นอกจากนี้ หน่วยงานยังได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานที่ใช้ในการดำเนินคดีข้อหาให้การเท็จต่อ เอกราช ช่างเหลา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ และความเป็นไปได้ที่จะเกิดกระบวนการทางกฎหมายระดับสูงซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน แม้ว่า DSI จะยืนยันการประชุมที่จะเกิดขึ้นแล้ว แต่ขอบเขตที่แน่ชัดของการสอบสวนและรายชื่อบุคคลทั้งหมดที่อาจถูกเรียกตัวยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่ากระบวนการเหล่านี้จะนำไปสู่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการหรือไม่ หรือการสอบสวนจะมีขอบเขตจำกัดเพียงใด เนื่องจากเป็นคดีความที่ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ จึงคาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมหลังจากการประชุมนัดแรกของ DSI

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:20 UTC

กรณ์ จาติกวณิช เตือนไทยเสี่ยงถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

กรณ์ จาติกวณิช เตือนไทยเสี่ยงถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

กรณ์ จาติกวณิช สส. พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความกังวลว่าไทยอาจเผชิญกับการตรวจสอบจากนานาชาติและเสี่ยงต่อการถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เนื่องจากความล่าช้าในการจัดการกับเครือข่ายสแกมเมอร์

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

กรณ์ จาติกวณิช เตือนไทยเสี่ยงถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

แหล่งข่าวเดียว
กรณ์ จาติกวณิช เตือนไทยเสี่ยงถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

กรณ์ จาติกวณิช สส. พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความกังวลว่าไทยอาจเผชิญกับการตรวจสอบจากนานาชาติและเสี่ยงต่อการถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เนื่องจากความล่าช้าในการจัดการกับเครือข่ายสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่ประธานคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สองคณะ กำลังผลักดันให้รัฐมนตรีต่างประเทศและกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ดำเนินการคว่ำบาตรบุคคลและองค์กร 28 รายชื่อที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ นายกรณ์แสดงความกังวลว่าความไร้ประสิทธิภาพของไทยในการจัดการกับอาชญากรรมเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของประเทศ โดยเปรียบเทียบสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันว่าเป็นเหมือน "เป็ดง่อย"

นายกรณ์ได้วิพากษ์วิจารณ์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่ามีความล่าช้าในการดำเนินงาน โดยย้ำว่าหน่วยงานเหล่านี้ได้รับคำสั่งให้เร่งใช้หลักฐานที่มีอยู่เพื่อประสานงานกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการทลายเครือข่ายฟอกเงินมาหลายเดือนแล้ว เขาระบุว่าการไม่ดำเนินการอย่างเด็ดขาดจะบั่นทอนความเชื่อมั่นในตลาดทุนและระบบกฎหมายของไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากนานาชาติที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์และความมั่นคงทางการเงินในไทย แม้ว่าคณะกรรมาธิการของสหรัฐฯ จะผลักดันให้เกิดการดำเนินการ แต่ยังต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศคว่ำบาตรองค์กรทั้ง 28 แห่งอย่างเป็นทางการหรือไม่ สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามการตอบสนองของหน่วยงานกำกับดูแลของไทยต่อข้อเรียกร้องระหว่างประเทศ เนื่องจากความคืบหน้าในเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางกฎหมายของประเทศได้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:13 UTC

นายกเทศมนตรีคลองหลวงพ้นผิดคดีแจกกาแฟ ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

นายกเทศมนตรีคลองหลวงพ้นผิดคดีแจกกาแฟ ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฟ้องคดีนายกเทศมนตรีคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจากการแจกกาแฟ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

นายกเทศมนตรีคลองหลวงพ้นผิดคดีแจกกาแฟ ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่

แหล่งข่าวเดียว
นายกเทศมนตรีคลองหลวงพ้นผิดคดีแจกกาแฟ ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฟ้องคดีนายกเทศมนตรีคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจากการแจกกาแฟ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องคดีของนายกเทศมนตรีคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นการยุติข้อพิพาททางกฎหมายที่ส่งผลต่อตำแหน่งของเขา โดยคดีดังกล่าวมีมูลเหตุมาจากการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจากการแบ่งปันกาแฟให้กับผู้ที่มาใช้สิทธิ์ ณ หน่วยเลือกตั้งในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง

ศาลวินิจฉัยว่าการแบ่งปันกาแฟดังกล่าวไม่ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือเป็นการติดสินบนแต่อย่างใด โดยผู้พิพากษาเห็นว่าเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจหรืออัธยาศัยไมตรีตามปกติ ไม่ใช่การวางแผนทางการเมืองเพื่อหวังผลคะแนนเสียง ส่งผลให้ศาลยกคำร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ และนายกเทศมนตรีสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

สำหรับประชาชนและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี คำพิพากษานี้ช่วยสร้างความชัดเจนให้กับสถานการณ์ทางการเมืองในท้องถิ่นและรับประกันเสถียรภาพในการบริหารงานเทศบาล อย่างไรก็ตาม แม้คดีความนี้จะสิ้นสุดลงแล้ว ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่ากฎระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั้งในประเทศไทยยังคงมีการบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ส่วนความคืบหน้าในอนาคตหากมีการอุทธรณ์หรือการตรวจสอบทางปกครองที่เกี่ยวข้อง จะต้องรอการยืนยันจากบันทึกของศาลอย่างเป็นทางการต่อไป กรณีนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงระดับการตรวจสอบที่เข้มงวดต่อพฤติกรรมทางการเมืองในระดับท้องถิ่นของประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:11 UTC

‘กรณ์’ วิจารณ์ ก.ล.ต. กรณีสหรัฐฯ เตรียมคว่ำบาตรเครือข่ายสแกมเมอร์ในไทย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

‘กรณ์’ วิจารณ์ ก.ล.ต. กรณีสหรัฐฯ เตรียมคว่ำบาตรเครือข่ายสแกมเมอร์ในไทย

กรณ์ จาติกวณิช นักการเมืองไทย วิจารณ์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงการตอบสนองที่ล่าช้าต่อเครือข่ายมิจฉาชีพ หลังจากสหรัฐฯ มีแผนคว่ำบาตร 28 เครือข่ายที่เชื่อมโยงกับไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

‘กรณ์’ วิจารณ์ ก.ล.ต. กรณีสหรัฐฯ เตรียมคว่ำบาตรเครือข่ายสแกมเมอร์ในไทย

แหล่งข่าวเดียว
‘กรณ์’ วิจารณ์ ก.ล.ต. กรณีสหรัฐฯ เตรียมคว่ำบาตรเครือข่ายสแกมเมอร์ในไทย

กรณ์ จาติกวณิช นักการเมืองไทย วิจารณ์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงการตอบสนองที่ล่าช้าต่อเครือข่ายมิจฉาชีพ หลังจากสหรัฐฯ มีแผนคว่ำบาตร 28 เครือข่ายที่เชื่อมโยงกับไทย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 นายกรณ์ จาติกวณิช นักการเมืองไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เกี่ยวกับการจัดการกับเครือข่ายมิจฉาชีพ โดยอ้างอิงรายงานจาก Thai Post ระบุว่า นายกรณ์แสดงความกังวลที่สหรัฐอเมริกากำลังเตรียมคว่ำบาตร 28 เครือข่ายที่คาดว่าดำเนินงานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลของไทยไม่ได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด

นายกรณ์มองว่าสถานการณ์นี้สะท้อนถึงการกำกับดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งคำถามว่า ก.ล.ต. เคยเรียกนายวรภัคมาชี้แจงเรื่องนี้หรือไม่ โดยเขาระบุว่าการที่สหรัฐฯ ต้องเข้ามาจัดการเองนั้นแสดงให้เห็นถึงการขาดการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุกจากหน่วยงานในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการจับตามองจากนานาชาติในด้านความปลอดภัยทางการเงินและดิจิทัลภายในประเทศ แม้ว่ามาตรการของสหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายอาชญากรรมเฉพาะกลุ่ม แต่ผลกระทบในวงกว้างอาจนำไปสู่การเพิ่มแรงกดดันด้านกฎระเบียบต่อสถาบันการเงินที่ดำเนินงานในไทย

ทั้งนี้ ยังต้องรอการยืนยันว่า 28 เครือข่ายดังกล่าวมีรายชื่อใดบ้าง และ ก.ล.ต. จะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหาเรื่องความล่าช้าในการทำงาน ขณะนี้สถานการณ์ยังคงมีความคืบหน้า และผู้เกี่ยวข้องกำลังรอคำชี้แจงเพิ่มเติมจากทั้ง ก.ล.ต. และหน่วยงานระหว่างประเทศเกี่ยวกับรายละเอียดของเครือข่ายเหล่านี้และกรอบเวลาของมาตรการคว่ำบาตรที่เสนอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:00 UTC