ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
กีฬา ไทยเบฟและเอสโคล่ามอบเงิน 20 ล้านบาทให้ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ✦
ความปลอดภัย ผบ.ตร.กัมพูชายอมรับ คนในประเทศตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์พุ่งสูง ✦
กีฬา เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทยลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ✦
กฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปนคดีฆ่าหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบีย ✦
วัฒนธรรม ภูเก็ตเตรียมจัดงานต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' แชมป์ America’s Got Talent ✦
ความปลอดภัย เหตุไฟไหม้และพบอาวุธร้ายแรงในเขตบางพลัด กรุงเทพฯ ✦
เทคโนโลยี กรรมการ ก.ล.ต. เรียกร้องให้ไทยเร่งวางกรอบกฎหมายกำกับดูแล AI ✦
กีฬา การท่าเรือ เอฟซี แต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ ✦
การเมือง พรรคเพื่อไทยรับหนังสือคัดค้านอนุสัญญา UPOV 1991 ✦
เทคโนโลยี โครงการ 'บ้านฉาง ทอล์ค' เดินหน้าจัดการการอยู่ร่วมกันของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยอง ✦
กีฬา

ไทยเบฟและเอสโคล่ามอบเงิน 20 ล้านบาทให้ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเบฟและเอสโคล่ามอบเงิน 20 ล้านบาทให้ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

ไทยเบฟและเอสโคล่ามอบเงินรางวัล 20 ล้านบาทแก่ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เพื่อฉลองความสำเร็จในการคว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 และการผ่านเข้าสู่การแข่งขันโอลิมปิก

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ไทยเบฟและเอสโคล่าได้มอบเงินรางวัลจำนวน 20 ล้านบาทให้แก่ทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เพื่อร่วมฉลองความสำเร็จในเวทีระดับนานาชาติ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์เอเชียเป็นสมัยที่ 4 ซึ่งทำให้ทีมได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในกีฬานี้ นอกจากนี้ ทีมยังได้รับรางวัลจากการคว้าเหรียญทองแดงในการแข่งขันกีฬาเอเชียน เกมส์ 2026 ณ เมืองไอจิ – นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น

คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้นำคณะผู้บริหารร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬาสำหรับความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์กว่า 60 ปีของทีม สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกีฬาไทยในระดับโลกและการสนับสนุนจากภาคเอกชนที่มีต่อโครงการกีฬาของชาติ

แม้ว่าเงินรางวัลและการผ่านเข้าสู่โอลิมปิกจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับตารางการเตรียมความพร้อมของทีมสำหรับการแข่งขันโอลิมปิก 2028 ที่ลอสแอนเจลิสยังไม่มีการประกาศออกมา แฟนกีฬาและผู้ติดตามต่างรอคอยที่จะเห็นว่าทีมจะใช้ทรัพยากรเหล่านี้เพื่อพัฒนาผลงานในการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งต่อไปอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:56 UTC

ความปลอดภัย

ผบ.ตร.กัมพูชายอมรับ คนในประเทศตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์พุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ผบ.ตร.กัมพูชายอมรับ คนในประเทศตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์พุ่งสูง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชายอมรับว่าประเทศไม่ได้เป็นเพียงฐานที่มั่นของขบวนการฉ้อโกงเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ประชาชนในประเทศตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางการเงินเพิ่มมากขึ้นด้วย

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชาได้ออกมายอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในสถานการณ์อาชญากรรมทางไซเบอร์ภายในประเทศ แม้ว่ากัมพูชาจะถูกระบุในระดับสากลว่าเป็นศูนย์กลางของปฏิบัติการฉ้อโกงมานาน แต่ขณะนี้ทางการยืนยันว่าประชาชนในท้องถิ่นกำลังตกเป็นเป้าหมายของเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลทางการที่อ้างโดยผู้บัญชาการตำรวจระบุว่า ความสูญเสียทางการเงินรวมของเหยื่อชาวกัมพูชาสูงถึงประมาณ 875 ล้านบาท การยอมรับนี้เน้นย้ำว่าภัยคุกคามจากกลุ่มมิจฉาชีพไม่ได้จำกัดอยู่แค่เป้าหมายชาวต่างชาติหรือปฏิบัติการภายนอกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปัญหาความปลอดภัยภายในประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรในท้องถิ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ พัฒนาการดังกล่าวตอกย้ำถึงลักษณะที่แพร่หลายขององค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ แม้ว่ารายงานจะมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบภายในกัมพูชา แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความซับซ้อนและขอบเขตของปฏิบัติการฉ้อโกงที่กำลังดำเนินอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลกัมพูชาจะดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงอย่างไรเพื่อยับยั้งกิจกรรมภายในประเทศเหล่านี้ และความพยายามดังกล่าวจะนำไปสู่การลดขีดความสามารถในการปฏิบัติการโดยรวมของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้หรือไม่ ทางการยังคงแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังการติดต่อที่ไม่พึงประสงค์และคำขอทางการเงินที่น่าสงสัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:55 UTC

กีฬา

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทยลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทยลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาขี่ม้าในเอเชียนเกมส์ 2026 ในฐานะตัวแทนทีมชาติไทย

ตามรายงานจาก Matichon Online เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงเข้าร่วมทีมขี่ม้าไทยอย่างเป็นทางการเพื่อลงแข่งขันในเอเชียนเกมส์ 2026 โดยพระองค์ทรงเป็นนักกีฬาขี่ม้าที่มีความสามารถและทรงนำทัพนักกีฬาทีมชาติไทยในการแข่งขันระดับภูมิภาคครั้งสำคัญนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียนเกมส์ 2026 กีฬาขี่ม้ามักได้รับความสนใจอย่างมาก และการที่สมาชิกราชวงศ์ทรงเข้าร่วมการแข่งขันยังช่วยเพิ่มความสง่างามให้กับผลงานของทีมไทย ผู้ที่สนใจติดตามความคืบหน้าของนักกีฬาไทยควรติดตามช่องทางการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการของเอเชียนเกมส์และข่าวสารกีฬาในท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับอันดับของทีมและตารางการแข่งขัน

แม้ว่าจะมีการยืนยันการเข้าร่วมของพระองค์แล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทกีฬาขี่ม้าที่พระองค์ทรงลงแข่งขันและตารางการแข่งขันที่เหลือของทีมไทยยังคงมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ผู้ชมควรตรวจสอบข้อมูลจากพอร์ทัลอย่างเป็นทางการของการแข่งขันเพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเวลาการแข่งขันและการเข้าชมสถานที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 23:16 UTC

กฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปนคดีฆ่าหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบีย

แหล่งข่าวเดียว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปนคดีฆ่าหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบีย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปนในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบีย

ตามรายงานของมติชนออนไลน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิตชายชาวสเปน ซึ่งมีความผิดในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและหั่นศพศัลยแพทย์ชาวโคลอมเบียบนเกาะพะงัน

คดีดังกล่าวได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมากเนื่องจากลักษณะของอาชญากรรมและสัญชาติของผู้เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้คดีได้ผ่านกระบวนการอุทธรณ์และศาลยังคงยืนตามคำตัดสินเดิม สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงจุดยืนที่เข้มงวดของกระบวนการยุติธรรมไทยต่ออาชญากรรมรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในประเทศ กระบวนการทางกฎหมายนี้แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาของไทยอย่างเคร่งครัดในคดีที่มีความผิดร้ายแรง

แม้ว่าศาลอุทธรณ์จะยืนโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาของประเทศไทยหรือไม่ ในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามสถานการณ์เพื่อดูว่าจะมีการยื่นคำร้องทางกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่ คดีนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบทางกฎหมายที่ร้ายแรงจากการกระทำความผิดในประเทศไทย และขอแนะนำให้ผู้ที่พำนักหรือเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศควรตระหนักถึงกฎหมายท้องถิ่นและความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:55 UTC

วัฒนธรรม

ภูเก็ตเตรียมจัดงานต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' แชมป์ America’s Got Talent

แหล่งข่าวเดียว
ภูเก็ตเตรียมจัดงานต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' แชมป์ America’s Got Talent

ทางการภูเก็ตเตรียมจัดงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ให้กับ 'เนเน่ รอยัล' นักร้องและมือกีตาร์วัย 16 ปี หลังคว้าแชมป์รายการ America’s Got Talent 2026

จังหวัดภูเก็ตเตรียมเฉลิมฉลองความสำเร็จทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญ โดยทางการท้องถิ่นกำลังเตรียมจัดงานต้อนรับ 'เนเน่ รอยัล' ศิลปินวัย 16 ปี ซึ่งเป็นนักร้องและมือกีตาร์ชาวภูเก็ตที่เพิ่งคว้าตำแหน่งแชมป์จากรายการ America’s Got Talent 2026 มาครองได้สำเร็จ

ตามรายงานจาก Khaosod English มีการประกาศเรื่องนี้ระหว่างการแถลงข่าวที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยนายรอมดอน ฮาจิ-อาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นตัวแทนของนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ยืนยันว่าทางจังหวัดกำลังประสานงานเพื่อจัดงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จในระดับสากลของเยาวชนรายนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ และอาจส่งผลให้เกิดกิจกรรมหรือการรวมตัวของผู้คนในตัวเมืองภูเก็ตขณะที่ชุมชนเตรียมต้อนรับดาวรุ่งดวงใหม่กลับบ้าน แม้ว่าจะมีการยืนยันการรับรองอย่างเป็นทางการจากทางจังหวัดแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวันและเวลาที่แน่ชัดของงานฉลองยังคงต้องรอการสรุปอีกครั้ง นักท่องเที่ยวในพื้นที่ควรติดตามประกาศจากทางจังหวัดเพื่อตรวจสอบการปรับเปลี่ยนเส้นทางการจราจรหรือกิจกรรมสาธารณะที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับประเทศไทยในวงการบันเทิงระดับโลก ซึ่งช่วยดึงดูดความสนใจจากนานาชาติมาสู่ศิลปินท้องถิ่นจากภูเก็ต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 06:50 UTC

ความปลอดภัย

เหตุไฟไหม้และพบอาวุธร้ายแรงในเขตบางพลัด กรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
เหตุไฟไหม้และพบอาวุธร้ายแรงในเขตบางพลัด กรุงเทพฯ

ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของตำรวจในกรุงเทพฯ จบลงด้วยการพบชายเสียชีวิต พร้อมอาวุธหนักและวัตถุระเบิดหลังเกิดเหตุไฟไหม้บ้านพักอาศัย

เมื่อเช้าวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดปฏิบัติการครั้งสำคัญของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ตามรายงานจาก Khaosod English เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านพักอาศัยและมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ตำรวจพบชายผู้ก่อเหตุมีอาวุธอยู่ภายในบ้าน สถานการณ์จบลงด้วยการพบร่างของผู้เสียชีวิต หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดอาวุธหนักและวัตถุระเบิดจำนวนมากจากสถานที่ดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นได้ยากแต่มีความร้ายแรง แม้ว่าภัยคุกคามโดยตรงจะถูกระงับไปแล้ว แต่การพบสิ่งของเหล่านี้ในย่านที่พักอาศัยเป็นเรื่องที่น่ากังวล ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวตนของผู้เสียชีวิต แรงจูงใจ หรือที่มาของอาวุธที่ตรวจยึดได้

ขณะนี้การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุไฟไหม้และที่มาของวัตถุระเบิด ผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเขตบางพลัดควรติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตในขณะที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป ในขั้นตอนนี้ยังคงต้องยืนยันว่าผู้ก่อเหตุลงมือเพียงลำพังหรือไม่ หรือมีผลกระทบด้านความปลอดภัยอื่นๆ ต่อชุมชนหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 06:50 UTC

เทคโนโลยี

กรรมการ ก.ล.ต. เรียกร้องให้ไทยเร่งวางกรอบกฎหมายกำกับดูแล AI

แหล่งข่าวเดียว
กรรมการ ก.ล.ต. เรียกร้องให้ไทยเร่งวางกรอบกฎหมายกำกับดูแล AI

พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งจัดทำกรอบกฎหมายสำหรับปัญญาประดิษฐ์ เพื่อรองรับการเติบโตทางเทคโนโลยีและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ตั้งคำถามต่อสาธารณะว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยควรเริ่มวางกรอบกฎหมายเพื่อกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยอ้างอิงจากรายงานของข่าวสดออนไลน์ นายพชรเน้นย้ำว่าประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูล (data center) จำนวนมาก โดยระบุว่าการมีหรือไม่มีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนจะมีผลโดยตรงต่อความสามารถของประเทศในการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนเหล่านี้

นายพชรได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายหลัก 3 ประการที่ไทยต้องเผชิญเช่นเดียวกับทั่วโลก ประการแรกคือเทคโนโลยี AI มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วกว่ากฎระเบียบในยุคอุตสาหกรรมเดิมมาก ประการที่สองคือการใช้มาตรฐานเดียวสำหรับทุกกรณีนั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก AI มีการใช้งานที่หลากหลายตั้งแต่เกมทั่วไปไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ จึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การกำกับดูแลที่อิงตามระดับความเสี่ยง ประการที่สามคือรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดหน่วยงานที่จะเป็นเจ้าภาพในการกำกับดูแล หรือเครื่องมือทางกฎหมายที่เหมาะสม เช่น การออกใบอนุญาต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน ความเคลื่อนไหวนี้เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ดิจิทัล แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศใช้กฎหมายเฉพาะเจาะจง แต่การเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลบ่งชี้ว่าการดำเนินธุรกิจในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจต้องเผชิญกับมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าหน่วยงานรัฐใดจะเป็นผู้นำในโครงการนี้ และจะมีกลไกทางกฎหมายใดบ้างที่ถูกเสนอเพื่อสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:57 UTC

กีฬา

การท่าเรือ เอฟซี แต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่

แหล่งข่าวเดียว
การท่าเรือ เอฟซี แต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่

การท่าเรือ เอฟซี ประกาศแต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือชาวเซอร์เบีย เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่อย่างเป็นทางการ แทนที่ สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ก่อนการแข่งขัน Shopee Cup

การท่าเรือ เอฟซี ได้ประกาศแต่งตั้ง โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือชาวเซอร์เบีย เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ของสโมสรอย่างเป็นทางการ โดยเข้ามารับหน้าที่แทน สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กุนซือวัย 57 ปี ผู้ถือใบอนุญาต ยูฟ่า โปร ไลเซนส์ และมีประสบการณ์คุมทีมในไทยลีกกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาก่อน มีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 26 กันยายน 2569 โดยจะมี ซึรดัน สตอยเชฟสกี ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน เดินทางตามมาสมทบในวันที่ 27 กันยายน 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและแฟนบอลในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารทีมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยบททดสอบแรกของ บันโดวิช คือการคุมทีมลงเล่นในศึกชิงแชมป์สโมสรอาเซียน 2026/27 (Shopee Cup) รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก พบกับ เปอร์ซิบ บันดุง ในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ สนามเหย้าของการท่าเรือ เอฟซี

แม้ว่าจะมีการยืนยันการแต่งตั้งแล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงกุนซือครั้งนี้ต่อฟอร์มการเล่นของทีมในไทยลีกยังคงต้องติดตามกันต่อไป แฟนบอลต่างจับตามองว่าทีมงานสต๊าฟโค้ชชุดใหม่จะสามารถปรับจูนแท็กติกได้รวดเร็วเพียงใดก่อนการแข่งขันระดับทวีปจะเริ่มขึ้น ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของสัญญาหรือเป้าหมายผลงานที่ชัดเจนในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:57 UTC

การเมือง

พรรคเพื่อไทยรับหนังสือคัดค้านอนุสัญญา UPOV 1991

แหล่งข่าวเดียว
พรรคเพื่อไทยรับหนังสือคัดค้านอนุสัญญา UPOV 1991

พรรคเพื่อไทยได้รับหนังสือคัดค้านจากกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยอาจเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยได้รับหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการจากองค์กรต่างๆ ที่แสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อการที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมอนุสัญญาของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ฉบับปี 1991 โดยผู้ประท้วงได้แสดงความกังวลว่าข้อตกลงระหว่างประเทศนี้อาจส่งผลกระทบต่อวิถีเกษตรกรรมในท้องถิ่นและอธิปไตยทางเมล็ดพันธุ์

ในการตอบรับหนังสือดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของพรรคระบุว่าพรรคพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยพรรคเน้นย้ำว่าข้อกังวลที่สาธารณชนหยิบยกขึ้นมานั้นกำลังถูกนำไปพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบที่กำลังดำเนินอยู่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคเกษตรกรรม ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงระดับชาติที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาด้านการเกษตรและการกำกับดูแลพันธุ์พืช แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงความเต็มใจที่จะเปิดรับการเจรจา แต่ยังคงต้องยืนยันว่าหนังสือคัดค้านนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงท่าทีของรัฐบาลอย่างเป็นทางการหรือไม่ หรือกระบวนการเข้าเป็นภาคีจะดำเนินต่อไปตามที่ได้หารือกันไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ยังไม่มีการตัดสินใจเชิงนโยบายขั้นสุดท้าย และรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนุสัญญาดังกล่าว ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 07:55 UTC

เทคโนโลยี

โครงการ 'บ้านฉาง ทอล์ค' เดินหน้าจัดการการอยู่ร่วมกันของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยอง

แหล่งข่าวเดียว
โครงการ 'บ้านฉาง ทอล์ค' เดินหน้าจัดการการอยู่ร่วมกันของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยอง

โครงการที่นำโดยชุมชนในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง กำลังสร้างรูปแบบการตรวจสอบร่วมกันเพื่อจัดการการบูรณาการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ให้เข้ากับชุมชนท้องถิ่น

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง กำลังริเริ่มกรอบการทำงานใหม่ภายใต้ชื่อ 'บ้านฉาง ทอล์ค' เพื่อรับมือกับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ 6 ประเด็นร้อนที่ชาวบ้านในพื้นที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยการนำระบบ 'การตรวจสอบร่วมกัน' มาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าศูนย์เทคโนโลยีเหล่านี้จะดำเนินงานอย่างโปร่งใสและสามารถอยู่ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ได้ รูปแบบนี้เน้นย้ำถึงการสื่อสารเชิงรุกและความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้พัฒนาโครงการและชุมชน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่การวางแผนอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับชุมชนมากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตในภูมิภาคนี้อาจต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากสาธารณะและการกำกับดูแลแบบร่วมมือที่เข้มงวดขึ้น

สิ่งที่ยังคงต้องติดตามคือระบบ 'การตรวจสอบร่วมกัน' นี้จะมีผลผูกพันทางกฎหมายเพียงใด หรือจะเป็นเพียงกรอบการทำงานโดยสมัครใจสำหรับผู้พัฒนา นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่ารูปแบบนี้จะถูกนำไปปรับใช้กับเขตอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั่วประเทศไทยอย่างไร ในขณะที่ประเทศยังคงเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 06:16 UTC

บุคคล 3 รายเผชิญข้อหาหนักในคดีข้อพิพาทที่ดินที่ขอนแก่น
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

บุคคล 3 รายเผชิญข้อหาหนักในคดีข้อพิพาทที่ดินที่ขอนแก่น

บุคคล 3 ราย รวมถึงทายาท 2 รายที่เกี่ยวข้องกับคดีบริจาคที่ดิน ได้เข้าพบตำรวจขอนแก่นเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทางอาญาหลายกระทง รวมถึงข้อหาตามมาตรา 112

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

บุคคล 3 รายเผชิญข้อหาหนักในคดีข้อพิพาทที่ดินที่ขอนแก่น

แหล่งข่าวเดียว
บุคคล 3 รายเผชิญข้อหาหนักในคดีข้อพิพาทที่ดินที่ขอนแก่น

บุคคล 3 ราย รวมถึงทายาท 2 รายที่เกี่ยวข้องกับคดีบริจาคที่ดิน ได้เข้าพบตำรวจขอนแก่นเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทางอาญาหลายกระทง รวมถึงข้อหาตามมาตรา 112

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 บุคคล 3 ราย ได้แก่ นางสาวชมมณี น้อยจันทร์ (หรือ 'ป้าดา'), นางบัวไข สรสมุทร และนายวรเดช ช่างบุ (หรือ 'ลุงแหวน ธานอส') ได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่นเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทางอาญา โดยบุคคลเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องที่ดินจำนวน 21 ไร่ ที่เคยบริจาคให้กับวัดป่าอดุลยาราม ในจังหวัดขอนแก่น

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ 'ป้าดา' เผชิญกับข้อหาหนัก 4 กระทง รวมถึงข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในขณะที่ 'ป้าบัวไข' เผชิญกับข้อหา 2 กระทง ทั้งสามคนได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการในสถานที่ที่ปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 10 นายคอยรักษาความสงบเรียบร้อย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและการบริจาคในอดีตในภูมิภาคนี้ แม้ว่าขณะนี้ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งสำนวนให้อัยการภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2569 แต่กระบวนการทางกฎหมายยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการสอบสวนจะดำเนินไปอย่างไรและผู้ถูกกล่าวหาจะถูกสั่งฟ้องอย่างเป็นทางการหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่าข้อพิพาททางกฎหมายในลักษณะนี้อาจเกี่ยวข้องกับสิทธิในทรัพย์สินที่ซับซ้อนและประเด็นที่ละเอียดอ่อนต่อสาธารณะ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:37 UTC

ศาลไทยมีอำนาจจำหน่ายคดีได้โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศาลไทยมีอำนาจจำหน่ายคดีได้โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข

ศาลฎีกาออกแนวทางใหม่ให้ศาลสามารถจำหน่ายคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ออกจากสารบบความได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการฯ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศาลไทยมีอำนาจจำหน่ายคดีได้โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข

แหล่งข่าวเดียว
ศาลไทยมีอำนาจจำหน่ายคดีได้โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข

ศาลฎีกาออกแนวทางใหม่ให้ศาลสามารถจำหน่ายคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ออกจากสารบบความได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการฯ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 ศาลฎีกาได้ชี้แจงแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยแจ้งให้หน่วยงานในสังกัดทราบว่า ศาลมีอำนาจตามมาตรา 8 ในการจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ทันที หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏมีความเพียงพอและชัดเจน

ก่อนหน้านี้มีความไม่ชัดเจนว่าศาลจำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขก่อนที่จะดำเนินการจำหน่ายคดีหรือไม่ แนวทางใหม่นี้จะช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับแกนนำผู้ชุมนุมทางการเมืองและกลุ่มที่เกี่ยวข้องมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบทางการเมืองในอดีต แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดปริมาณคดีค้างคา แต่ไม่ได้หมายความถึงการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งหรือการเปลี่ยนแปลงตัวบทกฎหมายหลักแต่อย่างใด

สิ่งที่ยังต้องติดตามต่อไปคือการตีความของศาลในแต่ละกรณีว่าเกณฑ์ของข้อเท็จจริงที่ว่า "เพียงพอและชัดเจน" นั้นจะเป็นอย่างไรในทางปฏิบัติ และสิ่งนี้จะส่งผลต่อกรอบเวลาของคดีที่กำลังดำเนินอยู่มากน้อยเพียงใด ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือติดตามคดีเหล่านี้ควรเฝ้าสังเกตการพิจารณาคดีในอนาคตเพื่อดูว่าแนวทางนี้ถูกนำไปปรับใช้ในแต่ละกรณีอย่างไร ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการปรับปรุงขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:17 UTC

เจ้าหน้าที่บุกยึดสินค้าสุขภาพผิดกฎหมายในโกดังย่านบางพลี
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่บุกยึดสินค้าสุขภาพผิดกฎหมายในโกดังย่านบางพลี

ตำรวจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยยึดสินค้าสุขภาพและเครื่องสำอางผิดกฎหมายกว่า 130,000 ชิ้นจากโกดังในจังหวัดสมุทรปราการ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เจ้าหน้าที่บุกยึดสินค้าสุขภาพผิดกฎหมายในโกดังย่านบางพลี

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่บุกยึดสินค้าสุขภาพผิดกฎหมายในโกดังย่านบางพลี

ตำรวจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยยึดสินค้าสุขภาพและเครื่องสำอางผิดกฎหมายกว่า 130,000 ชิ้นจากโกดังในจังหวัดสมุทรปราการ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในเขตอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ปฏิบัติการดังกล่าวสามารถยึดสินค้าได้มากกว่า 130,000 ชิ้น ซึ่งรวมถึงคอนแทคเลนส์ ยาชนิดต่างๆ และเครื่องสำอางที่ไม่มีการจดทะเบียนหรือผ่านการรับรองตามกฎหมาย

มูลค่ารวมของสินค้าที่ถูกยึดประเมินไว้ที่ 4.7 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าวหลังจากมีการสืบสวนเกี่ยวกับการกระจายสินค้าสุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่จากการซื้อสินค้าทางการแพทย์หรือเครื่องสำอางที่ไม่มีการควบคุมในประเทศไทย สินค้าที่จำหน่ายโดยไม่มีการรับรองจาก อย. อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง เนื่องจากส่วนผสมและมาตรฐานการผลิตยังไม่ได้รับการตรวจสอบ

แม้ว่าการบุกตรวจค้นจะสามารถนำสินค้าผิดกฎหมายจำนวนมากออกจากตลาดได้สำเร็จ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยตัวตนของผู้ประกอบการโกดังหรือช่องทางการจัดจำหน่ายที่ใช้ในการขายสินค้าเหล่านี้ ขณะนี้การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อตรวจสอบขอบเขตของห่วงโซ่อุปทานและระบุตัวผู้รับผิดชอบในการจัดเก็บและจำหน่ายสินค้าเหล่านี้โดยมิชอบ ผู้บริโภคควรตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าสุขภาพและเครื่องสำอางผ่านช่องทางที่เป็นทางการของ อย. ก่อนตัดสินใจซื้อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 05:15 UTC

อดีตสารวัตรสืบสวนนครบาลถูกตัดสินจำคุกคดียักยอกทองคำ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

อดีตสารวัตรสืบสวนนครบาลถูกตัดสินจำคุกคดียักยอกทองคำ

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตัดสินจำคุกอดีตสารวัตรสืบสวนนครบาลเป็นเวลา 2 ปี ฐานยักยอกทองคำน้ำหนัก 10 บาทของผู้เสียหาย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

อดีตสารวัตรสืบสวนนครบาลถูกตัดสินจำคุกคดียักยอกทองคำ

แหล่งข่าวเดียว
อดีตสารวัตรสืบสวนนครบาลถูกตัดสินจำคุกคดียักยอกทองคำ

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตัดสินจำคุกอดีตสารวัตรสืบสวนนครบาลเป็นเวลา 2 ปี ฐานยักยอกทองคำน้ำหนัก 10 บาทของผู้เสียหาย

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีตสารวัตรจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยศาลตัดสินว่าเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวมีความผิดฐานยักยอกทองคำน้ำหนัก 10 บาท ซึ่งถูกยึดมาจากผู้เสียหายในระหว่างการสืบสวนสอบสวน

ศาลได้สั่งจำคุกอดีตเจ้าหน้าที่รายนี้เป็นเวลา 2 ปีจากการกระทำดังกล่าว คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องภายในระบบยุติธรรมของไทยในการจัดการกับการประพฤติมิชอบและการทุจริตในหมู่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงกลไกทางกฎหมายที่มีอยู่เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดทางวิชาชีพ แม้ว่าคำพิพากษาจะให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ภายในองค์กรตำรวจ

ในขณะนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจำเลยจะยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินของศาลหรือไม่ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติการณ์เฉพาะของการยึดทรัพย์และการสอบสวนที่ตามมายังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างครบถ้วนจากทางการ ผู้ที่สนใจในคดีนี้ควรติดตามสื่อท้องถิ่นเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับกระบวนการอุทธรณ์หรือมาตรการทางวินัยเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นจากทางสำนักงานตำรวจ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:55 UTC

อดีตสารวัตรตำรวจถูกตัดสินจำคุกคดีลักทรัพย์
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

อดีตสารวัตรตำรวจถูกตัดสินจำคุกคดีลักทรัพย์

อดีตสารวัตรสืบสวนตำรวจนครบาลถูกตัดสินจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ฐานยักยอกสร้อยทองและพระเลี่ยมทองระหว่างการตรวจค้นบ้านโดยไม่มีหมาย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

อดีตสารวัตรตำรวจถูกตัดสินจำคุกคดีลักทรัพย์

แหล่งข่าวเดียว
อดีตสารวัตรตำรวจถูกตัดสินจำคุกคดีลักทรัพย์

อดีตสารวัตรสืบสวนตำรวจนครบาลถูกตัดสินจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ฐานยักยอกสร้อยทองและพระเลี่ยมทองระหว่างการตรวจค้นบ้านโดยไม่มีหมาย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีอดีตสารวัตรสืบสวนสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตามรายงานของ Khaosod Online ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการเข้าตรวจค้นบ้านผู้เสียหายโดยไม่มีหมายศาลหรือเหตุผลทางกฎหมายรองรับ ในระหว่างการตรวจค้นดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ยึดสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 10 บาทและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายไป

ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตเจ้าหน้าที่รายนี้เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา คดีนี้สืบเนื่องมาจากการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งได้ชี้มูลความผิดก่อนหน้านี้ โดยจำเลยไม่ได้ไปพบพนักงานอัยการตามกำหนดนัดจนนำไปสู่การออกหมายจับเมื่อเดือนตุลาคม 2567

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว กรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจขั้นตอนทางกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในประเทศไทย แม้เหตุการณ์นี้จะเป็นการกระทำความผิดส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงสิทธิคุ้มครองทางกฎหมายจากการตรวจค้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่าจำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการดำเนินการทางวินัยเพิ่มเติมอย่างไรหลังจากคำตัดสินของศาล

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:56 UTC

ตำรวจแจ้งข้อหาอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในขอนแก่น
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจแจ้งข้อหาอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในขอนแก่น

เจ้าหน้าที่ในจังหวัดขอนแก่นได้ออกหมายเรียกและแจ้งข้อหาต่อบุคคลที่มีชื่อเสียงสองราย คือ 'ป้าดา' และ 'ป้าบัวไข' ท่ามกลางกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจแจ้งข้อหาอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในขอนแก่น

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจแจ้งข้อหาอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในขอนแก่น

เจ้าหน้าที่ในจังหวัดขอนแก่นได้ออกหมายเรียกและแจ้งข้อหาต่อบุคคลที่มีชื่อเสียงสองราย คือ 'ป้าดา' และ 'ป้าบัวไข' ท่ามกลางกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่นได้เริ่มดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลสองราย ได้แก่ 'ป้าดา' (ชมมณี น้อยจันทร์) และ 'ป้าบัวไข' โดยการแจ้งข้อหาดังกล่าวเป็นไปตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ที่ออกโดยพนักงานสอบสวน แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อหาจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ แต่คดีนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเนื่องจากมีบุคคลที่มีชื่อเสียงบนสื่อสังคมออนไลน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

นายชัยรัตน์ ยอดพรม หรือ 'ปู่มหามุนี' อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจเพื่อแสดงความให้กำลังใจแก่ผู้ถูกกล่าวหา โดยเขาได้แสดงเจตจำนงที่จะยืนเคียงข้างบุคคลดังกล่าว และตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายที่เคยมีการกล่าวถึงการแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการช่วยเหลือวัด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อพิพาททางกฎหมายที่กำลังเป็นที่จับตามองในจังหวัดขอนแก่น แม้ว่าสถานการณ์นี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยวหรือความปลอดภัยสาธารณะ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงการตรวจสอบที่เข้มงวดต่อบุคคลสาธารณะและการปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ทั้งนี้ ข้อกฎหมายเฉพาะที่ตำรวจอ้างถึงและผลสรุปของคดีนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ ผู้ที่สนใจควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:56 UTC

เสนอร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่ในไทย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เสนอร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่ในไทย

นิกร จำนง ได้เสนอร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองเหยื่อจากความรุนแรงในครอบครัวในประเทศไทย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เสนอร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่ในไทย

แหล่งข่าวเดียว
เสนอร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่ในไทย

นิกร จำนง ได้เสนอร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองเหยื่อจากความรุนแรงในครอบครัวในประเทศไทย

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 นิกร จำนง ได้เสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวอย่างเป็นทางการ ข้อเสนอดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดในครอบครัว โดยมุ่งหวังที่จะให้การคุ้มครองที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่ประสบกับความรุนแรงภายในหน่วยครอบครัว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในวิธีการจัดการข้อพิพาทในครอบครัวและกรณีการล่วงละเมิดภายใต้ระบบกฎหมายไทย แม้ว่าสถานการณ์ทางกฎหมายในปัจจุบันจะครอบคลุมเรื่องความรุนแรงในครอบครัวอยู่แล้ว แต่ร่างกฎหมายนี้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการสนับสนุนเหยื่ออย่างครอบคลุมมากขึ้นและกลไกการบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้น

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอทางกฎหมายเท่านั้น ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ถูกประกาศใช้เป็นกฎหมาย และบทบัญญัติเฉพาะ รวมถึงขอบเขตของการคุ้มครองและกลไกการดำเนินการ ยังคงต้องผ่านการพิจารณาและอภิปรายในรัฐสภา ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้จะส่งผลต่อกระบวนการทางกฎหมายหรือบริการสนับสนุนในอนาคตอย่างไร ในขณะนี้ ข้อเสนอดังกล่าวถือเป็นตัวบ่งชี้ถึงความพยายามทางนิติบัญญัติที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อจัดการกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยในครอบครัวภายในประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:35 UTC

เจ้าหน้าที่บุกยึดสินค้าสุขภาพเถื่อนกว่า 1.3 แสนชิ้นในโกดังสมุทรปราการ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่บุกยึดสินค้าสุขภาพเถื่อนกว่า 1.3 แสนชิ้นในโกดังสมุทรปราการ

ตำรวจและเจ้าหน้าที่ อย. บุกทลายโกดังในสมุทรปราการ ยึดคอนแทคเลนส์ วิตามิน และเครื่องสำอางที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกว่า 132,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 4.7 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เจ้าหน้าที่บุกยึดสินค้าสุขภาพเถื่อนกว่า 1.3 แสนชิ้นในโกดังสมุทรปราการ

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่บุกยึดสินค้าสุขภาพเถื่อนกว่า 1.3 แสนชิ้นในโกดังสมุทรปราการ

ตำรวจและเจ้าหน้าที่ อย. บุกทลายโกดังในสมุทรปราการ ยึดคอนแทคเลนส์ วิตามิน และเครื่องสำอางที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกว่า 132,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 4.7 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้นำหมายค้นเข้าตรวจสอบโกดังแห่งหนึ่งในตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ โดยการปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบพบร้านค้าออนไลน์จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพในราคาที่ต่ำกว่าปกติอย่างน่าสงสัย

เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางได้รวมทั้งสิ้น 132,720 ชิ้น มูลค่าประเมินกว่า 4.7 ล้านบาท ประกอบด้วยคอนแทคเลนส์ที่ไม่มีทะเบียนจำนวน 117,839 ชิ้น รวมถึงวิตามินและเครื่องสำอางที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาอย่างถูกต้อง เจ้าหน้าที่ระบุว่าสินค้าเหล่านี้ถูกนำเข้ามาจากประเทศจีนและกระจายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น คอนแทคเลนส์หรืออาหารเสริมจากผู้ขายออนไลน์ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการขึ้นทะเบียนกับ อย. อาจไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยและอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้

แม้ว่าการบุกค้นครั้งนี้จะสามารถหยุดยั้งศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ได้สำเร็จ แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม รวมถึงตัวตนของผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ และข้อมูลว่ามีสินค้าจำนวนเท่าใดที่ถูกส่งถึงมือผู้บริโภคไปแล้ว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสอบสวนขยายผลเพื่อตรวจสอบเครือข่ายการกระจายสินค้าทั้งหมดต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:37 UTC

ข้อพิพาททางกฎหมายเรื่องการเปลี่ยนชื่อที่ดินวัดทวีความรุนแรงขึ้น
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ข้อพิพาททางกฎหมายเรื่องการเปลี่ยนชื่อที่ดินวัดทวีความรุนแรงขึ้น

หญิงที่รู้จักกันในชื่อ 'ป้าดา' พร้อมพวกได้เข้าพบตำรวจตามหมายเรียกครั้งที่ 2 เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องการเปลี่ยนชื่อที่ดินของวัด

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ข้อพิพาททางกฎหมายเรื่องการเปลี่ยนชื่อที่ดินวัดทวีความรุนแรงขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
ข้อพิพาททางกฎหมายเรื่องการเปลี่ยนชื่อที่ดินวัดทวีความรุนแรงขึ้น

หญิงที่รู้จักกันในชื่อ 'ป้าดา' พร้อมพวกได้เข้าพบตำรวจตามหมายเรียกครั้งที่ 2 เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องการเปลี่ยนชื่อที่ดินของวัด

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 หญิงที่ระบุชื่อว่า 'ป้าดา' และกลุ่มของเธอได้เข้าพบตำรวจตามหมายเรียกครั้งที่ 2 แล้ว บุคคลเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อที่ดินที่เกี่ยวข้องกับวัดในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระทำที่พวกเขาได้ประกาศต่อสาธารณะว่าไม่สามารถยอมรับได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความขัดแย้งในท้องถิ่นที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพย์สินทางศาสนา แม้ว่าบุคคลดังกล่าวจะเข้าพบเจ้าหน้าที่แล้ว แต่คดียังคงอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นเรื่องทางกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเอกชนและการบริหารจัดการวัดในท้องถิ่น ปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะทั่วไปหรือกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่

สิ่งที่ยังคงต้องยืนยันคือฐานทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการเปลี่ยนชื่อที่ดิน รวมถึงข้อกล่าวหาหรือการอ้างสิทธิ์ที่ตามมาซึ่งนำไปสู่การออกหมายเรียกของตำรวจ ในขณะที่การสอบสวนดำเนินต่อไป คาดว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะความเป็นเจ้าของและความถูกต้องของการเปลี่ยนแปลงโฉนดที่ดินปรากฏออกมา ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:56 UTC

เริ่มการสอบสวนหลังมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เริ่มการสอบสวนหลังมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

แม่เข้าแจ้งความกล่าวหาว่ารองนายก อบต. ล่วงละเมิดทางเพศลูกสาววัย 20 ปีที่เป็นออทิสติกมานานหลายปี

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เริ่มการสอบสวนหลังมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

แหล่งข่าวเดียว
เริ่มการสอบสวนหลังมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

แม่เข้าแจ้งความกล่าวหาว่ารองนายก อบต. ล่วงละเมิดทางเพศลูกสาววัย 20 ปีที่เป็นออทิสติกมานานหลายปี

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 มารดาได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีอย่างเป็นทางการกับรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งหนึ่ง โดยมารดากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้ล่วงละเมิดทางเพศบุตรสาวของเธอ ซึ่งปัจจุบันอายุ 20 ปีและเป็นออทิสติก โดยเริ่มตั้งแต่สมัยที่ผู้เสียหายยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นอกจากนี้ คำร้องยังระบุว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้เสียหายเพื่อให้ปิดปากเงียบ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์

คดีนี้อยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการทางกฎหมาย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว รายงานนี้เน้นย้ำถึงการสอบสวนคดีอาญาที่ร้ายแรงซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ผู้ถูกกล่าวหายังไม่มีความผิด และกระบวนการยุติธรรมจะต้องเป็นผู้กำหนดความจริงของข้อกล่าวหาเหล่านี้ ในขณะที่การสอบสวนดำเนินต่อไป คาดว่าเจ้าหน้าที่จะรวบรวมหลักฐาน รวมถึงรายงานทางการแพทย์และคำให้การของพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะของเจ้าหน้าที่หรือสถานที่เกิดเหตุที่แน่ชัด ขอแนะนำให้ประชาชนรอการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:35 UTC

ค่าย MACHg เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังศิลปิน 'ปราง ปรางทิพย์' ถูกชายคุกคาม
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ค่าย MACHg เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังศิลปิน 'ปราง ปรางทิพย์' ถูกชายคุกคาม

ค่ายเพลง MACHg ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการและเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังจากมีชายรายหนึ่งคุกคาม 'ปราง ปรางทิพย์' ซ้ำหลายครั้งโดยแอบอ้างว่าเป็นสามี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ค่าย MACHg เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังศิลปิน 'ปราง ปรางทิพย์' ถูกชายคุกคาม

แหล่งข่าวเดียว
ค่าย MACHg เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังศิลปิน 'ปราง ปรางทิพย์' ถูกชายคุกคาม

ค่ายเพลง MACHg ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการและเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังจากมีชายรายหนึ่งคุกคาม 'ปราง ปรางทิพย์' ซ้ำหลายครั้งโดยแอบอ้างว่าเป็นสามี

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 ค่ายเพลง MACHg ได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องศิลปินในสังกัด 'ปราง ปรางทิพย์' จากพฤติกรรมคุกคาม โดยทางค่ายระบุว่ามีชายรายหนึ่งพยายามติดตามตัวศิลปินและแอบอ้างว่าเป็นสามีของเธอ ซึ่งสร้างความหวาดระแวงและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของศิลปินเป็นอย่างมาก

ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ MACHg เน้นย้ำว่าทางค่ายให้ความสำคัญสูงสุดกับสวัสดิภาพของศิลปิน และได้เตือนให้บุคคลดังกล่าวหยุดพฤติกรรมคุกคามทันที ทางค่ายระบุชัดเจนว่าหากพฤติกรรมดังกล่าวยังคงเกิดขึ้น จะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย รวมถึงการรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ ทางค่ายยังขอความร่วมมือจากสาธารณชนให้เคารพพื้นที่ส่วนตัวของศิลปิน และเชิญชวนผู้ที่มีข้อมูลหรือหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวให้ติดต่อผ่านทางเพจ MACHg official

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพความเป็นส่วนตัวและขอบเขตของบุคคลสาธารณะในประเทศไทย แม้ว่าทางค่ายจะกำลังจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างจริงจัง แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าบุคคลดังกล่าวได้รับการระบุตัวตนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหรือไม่ หรือมีการแจ้งความดำเนินคดีอย่างเป็นทางการนอกเหนือจากการออกประกาศเตือนของทางค่าย สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการคุกคามเป็นเรื่องที่ค่ายเพลงในอุตสาหกรรมบันเทิงไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:57 UTC

รัฐบาลไทยขยายผลการปราบปรามเครือข่ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยขยายผลการปราบปรามเครือข่ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ

ทางการกำลังตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าจำนวน 825 ตู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการทลายเครือข่ายลักลอบขนขยะอิเล็กทรอนิกส์

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รัฐบาลไทยขยายผลการปราบปรามเครือข่ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยขยายผลการปราบปรามเครือข่ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ

ทางการกำลังตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าจำนวน 825 ตู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการทลายเครือข่ายลักลอบขนขยะอิเล็กทรอนิกส์

รัฐบาลไทยได้ยกระดับความพยายามในการต่อต้านการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างผิดกฎหมาย โดยเปลี่ยนจากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์แบบทั่วไปไปสู่การสืบสวนเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 เจ้าหน้าที่ได้เริ่มตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าจำนวน 825 ตู้ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าภายใน

การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์นี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์รายตู้ไปสู่การติดตามกลุ่มอาชญากรที่อำนวยความสะดวกในการขนส่งเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ทางการเน้นย้ำว่ากระบวนการตรวจสอบนั้นตั้งอยู่บนหลักฐานอย่างเคร่งครัด โดยระบุว่าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบนั้นไม่ได้หมายความว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะให้แน่ใจว่าการสืบสวนจะเป็นไปอย่างยุติธรรมโดยไม่มีการเหมารวมว่าทุกการขนส่งมีความผิด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การปราบปรามนี้อาจนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นตามท่าเรือและศูนย์โลจิสติกส์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าบางประเภท แม้ว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นการจัดการกับการลักลอบขนขยะอย่างจริงจัง แต่ขอบเขตที่แท้จริงของเครือข่ายและแหล่งที่มาของตู้คอนเทนเนอร์ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน คาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 825 ตู้นี้ในขณะที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบต่อไป ขอแจ้งให้สาธารณชนทราบว่านี่เป็นกระบวนการทางกฎหมายและทางปกครองที่กำลังดำเนินอยู่ และการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับหลักฐานที่พบในระหว่างการตรวจสอบ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:37 UTC

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิ์ผู้สมัคร ส.ว. สตึก 10 ปี เหตุแจ้งข้อมูลเท็จ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิ์ผู้สมัคร ส.ว. สตึก 10 ปี เหตุแจ้งข้อมูลเท็จ

ศาลฎีกาไทยมีคำสั่งตัดสิทธิ์ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จากอำเภอสตึก เป็นเวลา 10 ปี หลังจากพบว่ามีการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จในการสมัคร

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิ์ผู้สมัคร ส.ว. สตึก 10 ปี เหตุแจ้งข้อมูลเท็จ

แหล่งข่าวเดียว
ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิ์ผู้สมัคร ส.ว. สตึก 10 ปี เหตุแจ้งข้อมูลเท็จ

ศาลฎีกาไทยมีคำสั่งตัดสิทธิ์ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จากอำเภอสตึก เป็นเวลา 10 ปี หลังจากพบว่ามีการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จในการสมัคร

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 ศาลฎีกาของประเทศไทยได้มีคำพิพากษาตัดสิทธิ์ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จากอำเภอสตึก โดยศาลพบว่าบุคคลดังกล่าวได้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในประวัติผู้สมัคร ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎระเบียบการเลือกตั้ง

ผลจากคำพิพากษานี้ ทำให้ผู้สมัครรายดังกล่าวถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งทุกประเภทเป็นเวลา 10 ปี การตัดสินใจครั้งนี้เน้นย้ำถึงการบังคับใช้กฎระเบียบด้านความโปร่งใสและความซื่อสัตย์อย่างเคร่งครัดสำหรับผู้ที่ต้องการดำรงตำแหน่งสาธารณะในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ กรณีนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงมาตรฐานทางกฎหมายที่เข้มงวดซึ่งใช้กับกระบวนการเลือกตั้ง แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับลักษณะของข้อมูลที่เป็นเท็จจะไม่ได้ระบุไว้อย่างครบถ้วนในรายงานฉบับแรก แต่คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายตุลาการในการรักษาความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้สมัครเปิดเผย

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องเผชิญกับผลทางกฎหมายเพิ่มเติมอื่นใดนอกเหนือจากการถูกตัดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปีหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองไทยตั้งข้อสังเกตว่าคำพิพากษาเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อให้แน่ใจว่าระบบการเลือกตั้งจะปราศจากการใช้เอกสารที่เป็นเท็จ ผู้ที่สนใจในความโปร่งใสของการบริหารงานท้องถิ่นควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของไทยเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:36 UTC

ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดนำไปสู่การออกหมายเรียกตำรวจในขอนแก่น
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดนำไปสู่การออกหมายเรียกตำรวจในขอนแก่น

บุคคล 3 ราย รวมถึงหญิงที่รู้จักกันในชื่อ 'ป้าดา' ได้เข้าพบตำรวจขอนแก่นตามหมายเรียกครั้งที่ 2 เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดนำไปสู่การออกหมายเรียกตำรวจในขอนแก่น

แหล่งข่าวเดียว
ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดนำไปสู่การออกหมายเรียกตำรวจในขอนแก่น

บุคคล 3 ราย รวมถึงหญิงที่รู้จักกันในชื่อ 'ป้าดา' ได้เข้าพบตำรวจขอนแก่นตามหมายเรียกครั้งที่ 2 เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 หญิงวัย 62 ปีที่รู้จักกันในชื่อ 'ป้าดา' (นางสาวชมมณี น้อยจันทร์) ได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่นเพื่อปฏิบัติตามหมายเรียกครั้งที่ 2 โดยมีนางบัวไข พิมพ์ศรี และนายวรเดช หรือ 'ลุงแหวน ธานอส' เดินทางมาด้วย กลุ่มดังกล่าวเดินทางมาพร้อมกับบุคคลอื่นอีกหลายคนเพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

ข้อพิพาทนี้เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนที่ดินที่เคยเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ชื่อนายเฮียง โดยนายวรเดชได้แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจทางปกครองในการเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ที่ดินจากชื่อของนายเฮียงเป็น 'วัดป่าอดุลยาราม' โดยเขากล่าวอ้างว่าการจดทะเบียนที่ดินและการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดซึ่งย้อนกลับไปในปี 2535 นั้นดำเนินการอย่างไม่ถูกต้อง

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดสถานที่สอบปากคำในห้องประชุมส่วนตัวบนชั้น 4 ของสถานี โดยมีการจำกัดการเข้าถึงของสื่อมวลชนในระหว่างการดำเนินการ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งในท้องถิ่นที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและการบริหารจัดการสถาบันทางศาสนา แม้ว่าบุคคลดังกล่าวจะเข้าพบตามหมายเรียกแล้ว แต่ความถูกต้องตามกฎหมายของการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและความชอบธรรมของผู้นำวัดยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาและผลการสอบสวนของตำรวจยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:37 UTC

ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันโครงการเช่ารถขยะ EV 6,000 ล้านบาทมีความโปร่งใส
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันโครงการเช่ารถขยะ EV 6,000 ล้านบาทมีความโปร่งใส

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงข้อกังวลของสาธารณชนและสภากรุงเทพมหานครเกี่ยวกับโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้าจำนวน 1,347 คัน มูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใส

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันโครงการเช่ารถขยะ EV 6,000 ล้านบาทมีความโปร่งใส

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันโครงการเช่ารถขยะ EV 6,000 ล้านบาทมีความโปร่งใส

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงข้อกังวลของสาธารณชนและสภากรุงเทพมหานครเกี่ยวกับโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้าจำนวน 1,347 คัน มูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใส

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาปกป้องโครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการเช่ารถขยะพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,347 คัน เป็นระยะเวลา 5 ปี ด้วยวงเงิน 6,000 ล้านบาท โครงการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อเร็วๆ นี้ โดยสมาชิกสภาได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความคุ้มค่าของโครงการและรายละเอียดที่ระบุไว้ในขอบเขตของงาน (TOR)

กลุ่มผู้คัดค้านได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยระบุว่าโครงการนี้ดำเนินการโดยไม่ผ่านการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสภากรุงเทพมหานคร ในการตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต นายชัชชาติเน้นย้ำว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการด้วยความโปร่งใส และขอให้หลีกเลี่ยงการกล่าวหาเรื่องการทุจริตก่อนที่จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

สำหรับประชาชนและผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง โครงการนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการยกระดับบริการจัดการขยะของเทศบาลด้วยเทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่ระหว่างฝ่ายบริหารของ กทม. และฝ่ายนิติบัญญัติเกี่ยวกับการกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณสาธารณะขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ยังมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงผลสรุปสุดท้ายของข้อโต้แย้งจากสภา และการพิจารณาว่า กทม. จำเป็นต้องปรับปรุง TOR หรือขออนุมัติเพิ่มเติมจากสภาก่อนที่สัญญาจะดำเนินต่อไปหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:57 UTC

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ แจงปมจัดซื้อรถอีวี ยันโปร่งใสไม่ทุจริต
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ แจงปมจัดซื้อรถอีวี ยันโปร่งใสไม่ทุจริต

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ แจงปมจัดซื้อรถอีวี ยันโปร่งใสไม่ทุจริต

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ แจงปมจัดซื้อรถอีวี ยันโปร่งใสไม่ทุจริต

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับกรุงเทพมหานคร โดยในรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยย้ำว่ากระบวนการจัดซื้อทั้งหมดดำเนินการด้วยความโปร่งใส พร้อมระบุว่าตนไม่ได้มองผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นศัตรู แต่ยืนยันว่าข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตนั้นไม่มีมูลความจริง

สำหรับประชาชนและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ประเด็นนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสของโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการงบประมาณของเมือง คำชี้แจงของผู้ว่าฯ ถือเป็นการปกป้องมาตรฐานการดำเนินงานของหน่วยงานในปัจจุบัน

นอกจากประเด็นการจัดซื้อรถอีวีแล้ว ผู้ว่าฯ ยังได้ให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในพื้นที่พระราม 3 โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดการสถานการณ์อย่างเต็มที่ แม้ว่าผู้ว่าฯ จะได้ชี้แจงจุดยืนเรื่องการจัดซื้อรถอีวีแล้ว แต่ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่าจะมีหลักฐานเพิ่มเติมหรือการตรวจสอบอย่างเป็นทางการเพื่อตอบข้อสงสัยของสังคมหรือไม่ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร รวมถึงสถานการณ์การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่พระราม 3

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:40 UTC

นักวิชาการชี้แจงบทบาท กกต. ในข้อพิพาทการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

นักวิชาการชี้แจงบทบาท กกต. ในข้อพิพาทการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว เน้นย้ำว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องกลั่นกรองหลักฐานก่อนส่งคดีการเลือก สว. ไปยังศาลฎีกา

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

นักวิชาการชี้แจงบทบาท กกต. ในข้อพิพาทการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

แหล่งข่าวเดียว
นักวิชาการชี้แจงบทบาท กกต. ในข้อพิพาทการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว เน้นย้ำว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องกลั่นกรองหลักฐานก่อนส่งคดีการเลือก สว. ไปยังศาลฎีกา

ภายหลังการประกาศรับรองผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ล่าสุด บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กลายเป็นประเด็นที่นักวิชาการให้ความสนใจ ตามรายงานของ Thai Post รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า กกต. มีความรับผิดชอบที่สำคัญในกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทการเลือกตั้ง

ดร.โอฬาร ชี้แจงว่าแม้ กกต. จะไม่ใช่ผู้ตัดสินความผิดขั้นสุดท้าย เนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นของศาลฎีกา แต่ กกต. ก็ไม่ควรทำหน้าที่เป็นเพียง "บุรุษไปรษณีย์" เท่านั้น เขาให้เหตุผลว่าคณะกรรมการมีหน้าที่ต้องตรวจสอบและกลั่นกรองหลักฐานอย่างละเอียดก่อนที่จะส่งข้อกล่าวหาใดๆ ไปยังกระบวนการยุติธรรม ความแตกต่างนี้มีความสำคัญต่อผู้อยู่อาศัยและผู้สังเกตการณ์ เนื่องจากเป็นการเน้นย้ำถึงการตรวจสอบตามขั้นตอนที่มุ่งป้องกันไม่ให้ข้อร้องเรียนที่ไม่มีมูลความจริงเข้าสู่ศาล

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย คำชี้แจงนี้เน้นย้ำถึงกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการเลือก สว. ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า กกต. จะปรับปรุงระเบียบการตรวจสอบภายในอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อข้อสังเกตทางวิชาการเหล่านี้ และข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งในอนาคตจะผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่ สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความซับซ้อนของขั้นตอนทางบริหารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเลือกตั้งของไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:30 UTC

ราชบัณฑิตยสภาจัดเวทีเสวนาถกประเด็นร้อนการคัดเลือก ส.ว.
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ราชบัณฑิตยสภาจัดเวทีเสวนาถกประเด็นร้อนการคัดเลือก ส.ว.

ราชบัณฑิตยสภาจัดเวทีสาธารณะเพื่อวิเคราะห์ความท้าทายทางกฎหมายและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมา

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ราชบัณฑิตยสภาจัดเวทีเสวนาถกประเด็นร้อนการคัดเลือก ส.ว.

แหล่งข่าวเดียว
ราชบัณฑิตยสภาจัดเวทีเสวนาถกประเด็นร้อนการคัดเลือก ส.ว.

ราชบัณฑิตยสภาจัดเวทีสาธารณะเพื่อวิเคราะห์ความท้าทายทางกฎหมายและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า ราชบัณฑิตยสภากำลังจัดเวทีเสวนาเพื่อตรวจสอบกรณีการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่เป็นประเด็นถกเถียง หรือที่มักเรียกกันว่าคดี 'ฮั้ว ส.ว.' โดยงานนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและผู้สังเกตการณ์ได้ร่วมวิเคราะห์กระบวนการและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการคัดเลือก

บุคคลสำคัญที่มีกำหนดเข้าร่วมการอภิปราย ได้แก่ นายวิชา มหาคุณ, นายจรัญ ภักดีธนากุล และนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ พร้อมด้วยตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย โดยคาดว่าเวทีนี้จะนำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์เกี่ยวกับกรอบกฎหมายและความโปร่งใสของกลไกการคัดเลือกที่นำไปสู่องค์ประกอบของวุฒิสภาในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือกทางนิติบัญญัติของไทย แม้ว่าเวทีนี้จะเป็นการทบทวนทางวิชาการและกฎหมาย แต่ก็เน้นย้ำถึงความสนใจของสาธารณชนต่อความรับผิดชอบของสถาบันรัฐ ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีข้อสรุปทางกฎหมายหรือข้อเสนอแนะเฉพาะเจาะจงใดเกิดขึ้นจากการหารือเหล่านี้ และผลการวิเคราะห์จะมีอิทธิพลต่อการปฏิรูปกฎหมายหรือการบริหารในอนาคตหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่านี่เป็นเพียงเวทีเสวนา ไม่ใช่กระบวนการพิจารณาคดีในศาลอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:05 UTC