ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง ✦
ความปลอดภัย GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย ✦
ทั่วไป จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ ✦
กฎหมาย ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก ✦
กีฬา “อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ✦
กีฬา 6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ✦
ความปลอดภัย GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ✦
ความปลอดภัย โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน ✦
ความปลอดภัย

หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

แหล่งข่าวเดียว
หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นถูกยิงเสียชีวิตขณะนั่งสังสรรค์ในจังหวัดพัทลุง โดยตำรวจกำลังมุ่งประเด็นไปที่ความขัดแย้งส่วนตัว

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ 'หมอบอย' ถูกยิงเสียชีวิตในจังหวัดพัทลุง โดยมีรายงานว่าผู้เสียชีวิตกำลังนั่งสังสรรค์กับเพื่อนอยู่หลังบ้านพัก ก่อนที่มือปืนไม่ทราบชื่อจะยิงใส่จำนวน 2 นัด ส่งผลให้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบและสอบปากคำพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ในขั้นตอนนี้ของการสอบสวน ตำรวจกำลังมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวว่าเป็นแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการก่อเหตุครั้งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด แม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าสาธารณชนทั่วไปกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ เนื่องจากขณะนี้การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ รายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุและลักษณะเฉพาะของความขัดแย้งที่ถูกกล่าวถึงนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:02 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

หน่วยงานอวกาศของไทยระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงในการเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศไทย ตามรายงานของ Khaosod English ระบุว่าทางหน่วยงานกำลังใช้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อติดตามผลกระทบจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงโอกาสที่น้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่ GISTDA ได้แนะนำเป็นพิเศษให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็น 'โซนสีแดง' เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการ

แม้ว่าข้อมูลดาวเทียมจะให้ภาพรวมที่ชัดเจนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในปัจจุบัน แต่ขอบเขตผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวัง ตรวจสอบรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นบ่อยครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัด ในขณะนี้ทางหน่วยงานยังคงประมวลผลข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของการเดินทางและกิจกรรมประจำวัน แม้ว่าคำสั่งอพยพเฉพาะเจาะจงหรือรายงานความเสียหายในพื้นที่นั้นจะอยู่ภายใต้การติดตามอย่างต่อเนื่องโดยหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:00 UTC

ทั่วไป

จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

แหล่งข่าวเดียว
จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์สำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งใหม่ในจังหวัดอุดรธานี

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมทรัพยากรน้ำประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 3 (สทน.3) ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำในจังหวัดอุดรธานี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลน้ำส่วนกลางถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีขึ้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ การจัดการระบบชลประทาน และการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยหรือภัยแล้งตามฤดูกาล ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในภาคอีสาน โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่การจัดการน้ำที่เชื่อถือได้มากขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติที่แม่นยำและทันท่วงทีในช่วงสภาพอากาศสุดขั้ว

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยัน

แม้ว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนการวางแผน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการก่อสร้างศูนย์ ขอบเขตการให้บริการข้อมูลแก่สาธารณะ และวิธีการบูรณาการข้อมูลเหล่านี้เข้ากับระบบจัดการภัยพิบัติของจังหวัด ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากกรมทรัพยากรน้ำในขณะที่แผนยุทธศาสตร์ดำเนินไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางจังหวัดเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:03 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มการตรวจสอบพื้นที่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ใหม่สำหรับการวัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำของไทย (DWR) ได้ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำภาคที่ 3 (สทน.3) ได้เริ่มปฏิบัติการภาคสนามเพื่อกำกับดูแลการติดตั้งอุปกรณ์วัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำแบบเฉพาะทาง ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพื่อกำหนดจุดติดตั้งที่แม่นยำสำหรับเครื่องมือติดตามเหล่านี้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อปรับปรุงความแม่นยำในการเก็บข้อมูลการใช้น้ำ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูลที่ดีขึ้นสำหรับการวางแผนทรัพยากรในอนาคต แต่โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกพื้นที่และการตรวจสอบ

ในขั้นตอนนี้ กรมทรัพยากรน้ำยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเริ่มใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด หรือข้อมูลที่รวบรวมได้จะมีอิทธิพลต่อนโยบายการจัดสรรน้ำในท้องถิ่นอย่างไร ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจหรือติดตั้งอุปกรณ์ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของการติดตามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริการน้ำในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่กรมฯ ดำเนินการตามกำหนดการติดตั้ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:04 UTC

กฎหมาย

ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

แหล่งข่าวเดียว
ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งใหญ่ในเขตทุ่งครุ ยึดยาบ้าได้ 23 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 2 ตัน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้แถลงผลการปฏิบัติการ 'Safe BKK' โดยการบุกเข้าตรวจค้นในชุมชนวัดทุ่งครุ หลังจากได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่

ในระหว่างการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นยาเสพติดจำนวนมหาศาล ได้แก่ ยาบ้า 23 ล้านเม็ด และไอซ์ 2 ตัน โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงานเพื่อกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ในระหว่างการจับกุม ผู้ต้องหาบางรายพยายามหลบหนีโดยการกระโดดลงน้ำและปีนขึ้นไปบนหลังคา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้โดรนบินกดดันเพื่อติดตามและควบคุมตัวผู้ต้องหาให้ยอมจำนน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน แม้ว่าภัยคุกคามในชุมชนวัดทุ่งครุจะได้รับการจัดการผ่านการกวาดล้างครั้งนี้แล้ว แต่การสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายการจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำนวนดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับจำนวนผู้ถูกจับกุมหรือกลุ่มอาชญากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังและแจ้งเบาะแสกิจกรรมที่น่าสงสัยแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดสำหรับฝนที่จะตกหนักในเย็นนี้ โดยมีการดำเนินการระบายน้ำเตรียมพร้อมไว้แล้ว

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเย็นวันนี้ โดยผู้ว่าฯ ได้สั่งให้สำนักการระบายน้ำเร่งผันน้ำไปทางพื้นที่แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้จะมีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนัก แต่ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้แสดงความมั่นใจในมาตรการป้องกันน้ำท่วมของเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่าไม่ได้มีความกังวลมากนักเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมขังในวงกว้างภายในเมืองหลวง ทางกรุงเทพมหานครกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าระบบระบายน้ำยังคงทำงานได้ตามปกติและมีการจัดการการไหลของน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่เมือง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ หมายความว่าแม้ทางเมืองจะดำเนินมาตรการเชิงรุก แต่ก็อาจเกิดน้ำท่วมขังในบางจุดหรือการจราจรติดขัดได้หากปริมาณฝนเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำ จึงขอแนะนำให้ติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในพื้นที่และวางแผนการเดินทางเผื่อเวลาในช่วงเย็นนี้ ขณะนี้สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม และการอัปเดตเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนที่ตกลงมาจริงตลอดช่วงเย็น ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้ระบุถึงการอพยพฉุกเฉินหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล มือวางอันดับ 17 ของโลก ถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลังจากการแข่งขันประเภททีม

รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่า พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล นักแบดมินตันชาวไทย ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 อย่างเป็นทางการ โดยนักกีฬาวัย 22 ปี ซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 17 ของโลก ได้รับบาดเจ็บที่หลังระหว่างการแข่งขันประเภททีมชายในนัดที่พบกับอินโดนีเซีย จนต้องขอถอนตัวจากการแข่งขันในแมตช์ดังกล่าว

ในแถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พณิชพลอธิบายว่าเขาและทีมผู้ฝึกสอนได้พยายามอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลา 2-3 วันระหว่างการแข่งขันประเภททีมและประเภทบุคคล อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่เขาสรุปว่าสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์ 100% จึงตัดสินใจถอนตัวเพื่อป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นและเพื่อรักษาคุณภาพในการแข่งขันในอนาคต พร้อมทั้งกล่าวขอโทษแฟนกีฬาและยืนยันว่าจะมุ่งเน้นการรักษาตัวเพื่อกลับมารับใช้ชาติในโอกาสต่อไป

สำหรับผู้ที่ติดตามการแข่งขัน การถอนตัวครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตารางการแข่งขัน แม้ว่านักกีฬาจะยืนยันการถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการพักฟื้นหรือรายละเอียดทางการแพทย์ที่ชัดเจน แฟนกีฬาสามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดการแข่งขันเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับตารางการแข่งขันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

แหล่งข่าวเดียว
6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

นักฟุตบอลเยาวชน 6 คนจากโครงการ GLO STAR 2026 เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมเป็นเวลา 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ในศึกเจลีก

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นักฟุตบอลเยาวชนไทย 6 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ GLO STAR 2026 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยมีพันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมส่งและให้โอวาทแก่เยาวชนก่อนออกเดินทาง

นักกีฬาทั้ง 6 คนได้รับคัดเลือกผ่านกระบวนการที่เข้มข้น เริ่มตั้งแต่การแข่งขัน GLO Cup 2026 รอบคัดเลือกใน 7 ภูมิภาค ตามด้วยรอบชิงแชมป์ประเทศไทย และการเก็บตัวใน GLO STAR Camp โดยเยาวชนกลุ่มนี้จะใช้เวลา 6 เดือนในการฝึกซ้อมกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในศึกเจลีกของประเทศญี่ปุ่น

สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจด้านกีฬาในประเทศไทย โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนากีฬาเยาวชนและความร่วมมือระหว่างองค์กรไทยกับลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้สัมผัสมาตรฐานการฝึกซ้อมระดับสากล

แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะในระดับอาชีพ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านักเตะเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเยาวชนของสโมสรได้ดีเพียงใด และความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในระยะยาวหรือไม่ โดยแฟนบอลชาวไทยจะคอยติดตามความก้าวหน้าของเยาวชนทั้ง 6 คนนี้อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนของประเทศในการแลกเปลี่ยนทางกีฬานี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA บ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดหลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมและการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อเตือนภัยความเสี่ยงน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยใช้แอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ในการระบุพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง (สีแดง) ซึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง การวิเคราะห์ดาวเทียมพบพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูงที่ขยายวงกว้าง ครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการรายงานจุดน้ำท่วมขังที่เป็นอันตรายบนเส้นทางคมนาคมสายหลักหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการขนส่ง ในส่วนของภาคอีสานตอนล่าง จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด กำลังเผชิญกับน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำเตือนเหล่านี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทางถนนและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่ระบุว่าเป็นเขตเสี่ยงภัย แม้ว่า GISTDA จะมีการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ แต่ผลกระทบโดยรวมต่อเส้นทางคมนาคมเฉพาะจุดและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่นต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต แสดงความกังวลหลังจากมีรายงานการรวมตัวกันยามค่ำคืนที่มีการแสดงควงกระบองไฟและกีดขวางการจราจร

ตามรายงานของ Khaosod English ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต ได้แสดงความกังวลหลังจากมีกลุ่มชาวต่างชาติรวมตัวกันยามค่ำคืนโดยไม่ได้รับอนุญาตบนถนนสาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:00 น. ของวันที่ 24 กันยายน 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมควงวัตถุที่มีไฟลุกโชน ซึ่งสร้างความสนใจให้กับชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ภาพถ่ายที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กท้องถิ่นชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมของกลุ่มดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะและความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยในพื้นที่ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์เช่นนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นเกี่ยวกับการรวมตัวในที่สาธารณะและการแสดงที่เกี่ยวข้องกับไฟในเขตที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสามารถระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ หรือมีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วม หรือเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวคอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวและรายงานกิจกรรมใดๆ ที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 02:25 UTC

ตำรวจเข้าช่วยเหลือคุณยายวัย 76 ปี หลังเดินทางมาธนาคารที่ศรีสะเกษแต่พบว่าบัญชีถูกปิด
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจเข้าช่วยเหลือคุณยายวัย 76 ปี หลังเดินทางมาธนาคารที่ศรีสะเกษแต่พบว่าบัญชีถูกปิด

คุณยายวัย 76 ปีได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจในจังหวัดศรีสะเกษ หลังจากเดินทางไกลกว่า 20 กิโลเมตรเพื่อมาเบิกเงินที่ธนาคาร แต่พบว่าบัญชีไม่มีความเคลื่อนไหวและถูกปิดไปแล้ว

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจเข้าช่วยเหลือคุณยายวัย 76 ปี หลังเดินทางมาธนาคารที่ศรีสะเกษแต่พบว่าบัญชีถูกปิด

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจเข้าช่วยเหลือคุณยายวัย 76 ปี หลังเดินทางมาธนาคารที่ศรีสะเกษแต่พบว่าบัญชีถูกปิด

คุณยายวัย 76 ปีได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจในจังหวัดศรีสะเกษ หลังจากเดินทางไกลกว่า 20 กิโลเมตรเพื่อมาเบิกเงินที่ธนาคาร แต่พบว่าบัญชีไม่มีความเคลื่อนไหวและถูกปิดไปแล้ว

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดศรีสะเกษได้เข้าให้ความช่วยเหลือคุณยายทองม้วน วัย 76 ปี ซึ่งติดอยู่ที่สาขาธนาคารแห่งหนึ่งบนถนนเทพา ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ คุณยายได้เดินทางไกลกว่า 20 กิโลเมตรจากบ้านในตำบลหมากเขียบ โดยพกสมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่มและของใช้ส่วนตัวมาด้วย เพื่อหวังจะเบิกเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

เมื่อไปถึง คุณยายพบว่าในบัญชีเหลือเงินเพียงเล็กน้อยและบัญชีถูกปิดไปแล้ว พลเมืองดีที่พบเห็นคุณยายอยู่ในอาการวิตกกังวลบริเวณหน้าตู้กดบัตรคิวจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ ร.ต.ท.บุญเลื่อน ผลเลขา รอง สวป.สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุและพบคุณยายในสภาพอิดโรย เจ้าหน้าที่จึงได้จัดรถพาคุณยายกลับไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่กันในชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถช่วยเหลือให้คุณยายกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่สถานการณ์ด้านการเงินของคุณยายยังคงมีความไม่ชัดเจน ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าสาเหตุที่บัญชีถูกปิดเกิดจากการขาดการเคลื่อนไหวหรือปัญหาด้านเอกสารอื่นๆ เจ้าหน้าที่ได้ฝากขอความร่วมมือไปยังญาติให้ช่วยดูแลคุณยายอย่างใกล้ชิดต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 09:56 UTC

จับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย คดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

จับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย คดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย

เจ้าหน้าที่ไทยจับกุมบุคคล 2 ราย คือ ธง และ ป๋อง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลักพาตัวและฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

จับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย คดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย

แหล่งข่าวเดียว
จับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย คดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย

เจ้าหน้าที่ไทยจับกุมบุคคล 2 ราย คือ ธง และ ป๋อง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลักพาตัวและฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย คือ ธง และ ป๋อง ในคดีลักพาตัวและฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย ขณะนี้ผู้ต้องสงสัยอยู่ระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความคืบหน้านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสืบสวนคดีอาญาที่กำลังดำเนินอยู่ แม้ว่าการจับกุมผู้ต้องสงสัยจะแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าของคดี แต่การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดที่ครอบคลุมเกี่ยวกับแรงจูงใจในการก่อเหตุหรือสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเสียชีวิตของสองพี่น้อง

ในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป สิ่งสำคัญคือสาธารณชนควรติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายแทนการรายงานที่คาดเดา ในขั้นตอนนี้ยังมีหลายประเด็นของคดีที่ยังต้องรอการยืนยัน รวมถึงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดและระดับการมีส่วนร่วมของผู้ต้องสงสัย ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารผ่านแหล่งข่าวท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำจากสถานทูตของตนหากมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความคืบหน้าทางกฎหมายในภูมิภาค คาดว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสรุปการสอบสวนและดำเนินการตามขั้นตอนการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 09:55 UTC

ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีขายอาคารเรียนในจังหวัดตาก
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีขายอาคารเรียนในจังหวัดตาก

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนในจังหวัดตาก หลังมีรายงานว่านักเรียน 40 คนต้องเรียนในล้งมะม่วงเนื่องจากอาคารเรียนถูกขายไป

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีขายอาคารเรียนในจังหวัดตาก

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีขายอาคารเรียนในจังหวัดตาก

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนในจังหวัดตาก หลังมีรายงานว่านักเรียน 40 คนต้องเรียนในล้งมะม่วงเนื่องจากอาคารเรียนถูกขายไป

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของประเทศไทยกำลังเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบสาขาโรงเรียนบ้านตลุกหิน ในจังหวัดตาก การดำเนินการนี้สืบเนื่องมาจากข้อกล่าวหาที่ว่าผู้อำนวยการโรงเรียนได้นำอาคารเรียนเดิมออกประมูลขาย ส่งผลให้นักเรียนประมาณ 40 คนต้องย้ายไปเรียนในล้งมะม่วงในพื้นที่

สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจด้านการบริหารจัดการท้องถิ่น สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินทางการศึกษาของรัฐและความเป็นอยู่ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล การตรวจสอบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายอาคารดังกล่าว และตรวจสอบว่าผู้อำนวยการโรงเรียนได้ปฏิบัติตามขั้นตอนทางราชการอย่างถูกต้องหรือไม่

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงฐานทางกฎหมายสำหรับการประมูลขายอาคารและกรอบเวลาที่นักเรียนอาจได้กลับไปเรียนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คาดว่าการลงพื้นที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินการทางปกครองและผลกระทบต่อการศึกษาของนักเรียน เนื่องจากเรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการทางปกครอง จึงคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจสอบและมีการพิจารณาผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการแล้ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 09:55 UTC

ตำรวจเร่งล่าตัว 2 ผู้ต้องสงสัยคดีพี่น้องชาวรัสเซียหายตัวปริศนา
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจเร่งล่าตัว 2 ผู้ต้องสงสัยคดีพี่น้องชาวรัสเซียหายตัวปริศนา

เจ้าหน้าที่ในภาคตะวันออกของไทยได้ตั้งจุดตรวจและเริ่มปฏิบัติการค้นหาผู้ต้องสงสัย 2 รายที่เชื่อมโยงกับการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซียในจังหวัดชลบุรี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจเร่งล่าตัว 2 ผู้ต้องสงสัยคดีพี่น้องชาวรัสเซียหายตัวปริศนา

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจเร่งล่าตัว 2 ผู้ต้องสงสัยคดีพี่น้องชาวรัสเซียหายตัวปริศนา

เจ้าหน้าที่ในภาคตะวันออกของไทยได้ตั้งจุดตรวจและเริ่มปฏิบัติการค้นหาผู้ต้องสงสัย 2 รายที่เชื่อมโยงกับการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซียในจังหวัดชลบุรี

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงได้ยกระดับการติดตามตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย คือ 'ป๋อง' และ 'ธง' ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับคดีการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซียในพื้นที่ สภ.ห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 01.30 น. ผู้ต้องสงสัยทั้งสองได้ขี่รถจักรยานยนต์แหกด่านตรวจในจังหวัดจันทบุรี เจ้าหน้าที่เชื่อว่าบุคคลทั้งสองกำลังมุ่งหน้าไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อหลบหนีออกนอกประเทศผ่านแนวชายแดนไทย-ลาว เพื่อตอบโต้ต่อเหตุการณ์นี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกคำสั่งด่วนให้สถานีตำรวจตลอดเส้นทางที่คาดว่าผู้ต้องสงสัยจะใช้เดินทาง ให้ตั้งจุดตรวจและเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง โดยตำรวจท้องที่ได้บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร และผู้นำชุมชน เพื่อปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่เสี่ยง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในภาคตะวันออกของไทย สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและจุดตรวจบนถนนสายหลัก นักท่องเที่ยวควรเตรียมพร้อมสำหรับความล่าช้าในการเดินทางและควรพกเอกสารประจำตัวติดตัวไว้ตลอดเวลา ขณะนี้ผู้ต้องสงสัยยังคงหลบหนีอยู่ และยังไม่มีการยืนยันที่อยู่แน่ชัดของพี่น้องชาวรัสเซียที่หายตัวไป เจ้าหน้าที่ยังคงขอความร่วมมือจากประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในขณะที่การสืบสวนและติดตามตัวยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 09:37 UTC

ศาลตัดสินจำคุกคู่สามีภรรยาคดียักยอกสลากกินแบ่งรัฐบาล
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศาลตัดสินจำคุกคู่สามีภรรยาคดียักยอกสลากกินแบ่งรัฐบาล

ศาลไทยตัดสินจำคุกคู่สามีภรรยาที่เผาสลากกินแบ่งรัฐบาลของหญิงชรา โดยให้รอลงอาญา

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศาลตัดสินจำคุกคู่สามีภรรยาคดียักยอกสลากกินแบ่งรัฐบาล

แหล่งข่าวเดียว
ศาลตัดสินจำคุกคู่สามีภรรยาคดียักยอกสลากกินแบ่งรัฐบาล

ศาลไทยตัดสินจำคุกคู่สามีภรรยาที่เผาสลากกินแบ่งรัฐบาลของหญิงชรา โดยให้รอลงอาญา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ศาลไทยได้ตัดสินจำคุกสามีและภรรยาเป็นเวลา 1 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ปี หลังจากมีความผิดฐานยักยอกสลากกินแบ่งรัฐบาล เหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคู่สามีภรรยาที่เผาสลากฯ ซึ่งเป็นของหญิงชราที่รู้จักกันในชื่อ 'ป้าหยัน'

นอกเหนือจากโทษจำคุกที่รอลงอาญาแล้ว ศาลยังสั่งให้คู่สามีภรรยาชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาทแก่ผู้เสียหาย คดีนี้ได้รับความสนใจเนื่องจากมีรายงานว่าคู่สามีภรรยาได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อขอให้จ่ายรางวัลที่ 1 แม้ว่าสลากฯ ฉบับจริงจะถูกทำลายไปแล้วก็ตาม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย กรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเก็บรักษาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ปลอดภัย และผลทางกฎหมายของการยักยอกทรัพย์สินของผู้อื่น แม้ว่าศาลจะมีคำตัดสินในส่วนของคดีอาญาและการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว แต่ผลลัพธ์ของการยื่นคำร้องของคู่สามีภรรยาต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังคงต้องรอการยืนยัน ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานสลากฯ จะยอมรับการเรียกร้องรางวัลที่ 1 ในกรณีที่ไม่มีสลากฯ ฉบับจริงหรือไม่ ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อดูความคืบหน้าเกี่ยวกับการจ่ายรางวัลต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 09:36 UTC

เจ้าหน้าที่ มศว ถูกสอบปากคำกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่ มศว ถูกสอบปากคำกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ผู้อำนวยการจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒถูกตำรวจสอบปากคำเกี่ยวกับการส่งข้อมูลให้ผู้ต้องหาในคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เจ้าหน้าที่ มศว ถูกสอบปากคำกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่ มศว ถูกสอบปากคำกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ผู้อำนวยการจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒถูกตำรวจสอบปากคำเกี่ยวกับการส่งข้อมูลให้ผู้ต้องหาในคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พร้อมด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 4 คน ซึ่งพักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ปากคำนานกว่า 6 ชั่วโมง เกี่ยวกับคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

รายงานจากข่าวสดออนไลน์ระบุว่า พนักงานสอบสวนมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบแฟลชไดรฟ์ให้กับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ที่ชื่อ 'วิน' แหล่งข่าวระบุว่าแม้ นายเรืองเดช จะยอมรับว่าเป็นผู้นำแฟลชไดรฟ์ไปส่งจริง แต่เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติงานตามขอบเขตงาน (TOR) ภายใต้คำสั่งของ นายธีรุตม์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการสรรหาบุคลากรภาครัฐอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้เกี่ยวข้องจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ แต่ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะนี้ตำรวจกำลังรวบรวมคำให้การเพื่อประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ๆ เนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างการสอบสวน การตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดระเบียบหรือมีความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอผลสรุปจากกระบวนการยุติธรรมต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 09:37 UTC

ตำรวจไซเบอร์ทลายแก๊งสแกมเมอร์เวียดนาม แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 12 ล้านบาท
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจไซเบอร์ทลายแก๊งสแกมเมอร์เวียดนาม แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 12 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ไทยจับกุมกลุ่มอาชญากรชาวเวียดนามที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเพื่อหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินรวมมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจไซเบอร์ทลายแก๊งสแกมเมอร์เวียดนาม แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 12 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจไซเบอร์ทลายแก๊งสแกมเมอร์เวียดนาม แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 12 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ไทยจับกุมกลุ่มอาชญากรชาวเวียดนามที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเพื่อหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินรวมมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ได้แถลงผลการทลายเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ชาวเวียดนามที่ปฏิบัติการในประเทศไทย ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ กลุ่มดังกล่าวได้มุ่งเป้าไปที่ประชาชนโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า และแจ้งว่ามิเตอร์ไฟฟ้าของเหยื่อมีปัญหาเพื่อหลอกล่อให้เหยื่อโอนเงิน

การสืบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากได้รับแจ้งความจากผู้เสียหายวัย 61 ปี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 โดยกลุ่มมิจฉาชีพได้นำเงินที่ฉ้อโกงมาฟอกผ่านการซื้อทองคำ ในระหว่างการปฏิบัติการ ตำรวจสามารถยึดทองคำแท่งและหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดได้ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามูลค่าความเสียหายรวมที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายมีมากกว่า 12 ล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบตัวตนของบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานสาธารณูปโภค โดยปกติแล้วหน่วยงานทางการจะไม่มีการขอให้โอนเงินผ่านทางโทรศัพท์เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้บริการ หากได้รับสายที่น่าสงสัย ขอแนะนำให้ติดต่อผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการโดยตรงผ่านช่องทางที่ตรวจสอบได้ แทนที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้โทรที่ไม่รู้จัก

แม้ว่าผู้ต้องสงสัยหลักจะถูกจับกุมแล้ว แต่การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิดเพิ่มเติมหรือมีผู้เสียหายรายอื่นที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบหลักฐานที่ยึดได้จากการบุกจับกุมในครั้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 09:17 UTC

ศาลสั่งจำคุกคู่สามีภรรยาคดีขโมยและทำลายลอตเตอรี่รางวัลที่ 1
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศาลสั่งจำคุกคู่สามีภรรยาคดีขโมยและทำลายลอตเตอรี่รางวัลที่ 1

ศาลไทยตัดสินจำคุกคู่สามีภรรยาเป็นเวลา 1 ปี โดยรอลงอาญา 2 ปี ในข้อหาขโมยและทำลายลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ของเพื่อนบ้าน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศาลสั่งจำคุกคู่สามีภรรยาคดีขโมยและทำลายลอตเตอรี่รางวัลที่ 1

แหล่งข่าวเดียว
ศาลสั่งจำคุกคู่สามีภรรยาคดีขโมยและทำลายลอตเตอรี่รางวัลที่ 1

ศาลไทยตัดสินจำคุกคู่สามีภรรยาเป็นเวลา 1 ปี โดยรอลงอาญา 2 ปี ในข้อหาขโมยและทำลายลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ของเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 Khaosod Online รายงานว่าศาลได้ตัดสินจำคุกคู่สามีภรรยาเป็นเวลา 1 ปี โดยรอลงอาญา 2 ปี ในคดีขโมยและทำลายลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ของเพื่อนบ้านที่รู้จักกันในชื่อ 'ป้าขยัน' จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยยอมรับว่าในตอนแรกได้บอกกับผู้เสียหายว่าลอตเตอรี่ของเธอถูกรางวัล แต่ต่อมากลับอ้างว่าเป็นลอตเตอรี่ที่ไม่ถูกรางวัลและได้ทิ้งไปแล้ว

ภายหลังการสอบสวนของตำรวจ คู่สามีภรรยายอมรับว่าได้ขโมยลอตเตอรี่ไปจริงและนำไปเผาทำลายเนื่องจากกลัวความผิดทางกฎหมาย ตามคำพิพากษาของศาล จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาทให้กับผู้เสียหาย นอกจากนี้ จำเลยยังตกลงที่จะเป็นพยานเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายในการเรียกร้องเงินรางวัลที่ 1 จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว กรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเก็บรักษาสิ่งของมีค่าและเอกสารสำคัญไว้กับตัว แม้ว่าคดีอาญาในส่วนของการลักทรัพย์จะสิ้นสุดลงด้วยการรับสารภาพและคำพิพากษาแล้ว แต่สถานะของเงินรางวัลลอตเตอรี่ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยยังไม่มีการยืนยันว่าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะอนุมัติการจ่ายเงินรางวัลหรือไม่ เนื่องจากสลากใบจริงถูกผู้กระทำความผิดทำลายไปแล้ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 08:56 UTC

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเรื่องค่าเสียหายจากการแบนพาราควอต
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเรื่องค่าเสียหายจากการแบนพาราควอต

ศาลปกครองกลางยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของการแบนพาราควอต พร้อมสั่งให้กรมวิชาการเกษตรชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 116.9 ล้านบาทแก่บริษัทเอกชน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเรื่องค่าเสียหายจากการแบนพาราควอต

แหล่งข่าวเดียว
ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเรื่องค่าเสียหายจากการแบนพาราควอต

ศาลปกครองกลางยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของการแบนพาราควอต พร้อมสั่งให้กรมวิชาการเกษตรชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 116.9 ล้านบาทแก่บริษัทเอกชน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับกรณีการแบนสารกำจัดวัชพืชพาราควอตของรัฐบาล โดยศาลยืนยันว่าการดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการจำกัดการใช้สารเคมีดังกล่าวมีความชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ศาลยังได้ตัดสินให้กรมวิชาการเกษตรต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งสำหรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบดังกล่าว โดยกำหนดค่าเสียหายไว้ที่ 116.9 ล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางกฎหมายและกฎระเบียบที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับนโยบายสารเคมีทางการเกษตรในประเทศไทย แม้ว่าการแบนพาราควอตจะยังคงมีผลบังคับใช้ แต่ผลกระทบทางการเงินต่อหน่วยงานรัฐและความเป็นไปได้ในการอุทธรณ์คดีเพิ่มเติมโดยฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ นี่เป็นคำพิพากษาเฉพาะของศาลปกครองกลางเท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความตั้งใจของรัฐบาลในการอุทธรณ์คำตัดสินนี้หรือกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับการจ่ายค่าชดเชยยังไม่ได้รับการยืนยัน ผู้อ่านควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าบรรทัดฐานทางกฎหมายนี้อาจส่งผลต่อกฎระเบียบทางการเกษตรในอนาคตหรือความพร้อมจำหน่ายของผลิตภัณฑ์บางประเภทในตลาดไทยอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 09:16 UTC

รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนามฉ้อโกงเงินกว่า 12 ล้านบาท
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนามฉ้อโกงเงินกว่า 12 ล้านบาท

ตำรวจไซเบอร์ไทยทลายเครือข่ายอาชญากรเวียดนามที่ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงประชาชนชาวไทยเป็นเงินกว่า 12 ล้านบาท โดยมีการฟอกเงินผิดกฎหมายผ่านการซื้อทองคำ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนามฉ้อโกงเงินกว่า 12 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนามฉ้อโกงเงินกว่า 12 ล้านบาท

ตำรวจไซเบอร์ไทยทลายเครือข่ายอาชญากรเวียดนามที่ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงประชาชนชาวไทยเป็นเงินกว่า 12 ล้านบาท โดยมีการฟอกเงินผิดกฎหมายผ่านการซื้อทองคำ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ตำรวจไซเบอร์ของไทยได้จับกุมสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเวียดนามที่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงทางการเงินครั้งใหญ่ โดยกลุ่มอาชญากรนี้ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงเหยื่อชาวไทยเป็นเงินรวมกว่า 12 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่สืบสวนเปิดเผยว่าแก๊งดังกล่าวใช้วิธีการที่ซับซ้อนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ ในกรณีหนึ่ง สมาชิกแก๊งได้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อหลอกลวงชายสูงอายุให้โอนเงินกว่า 1.7 ล้านบาท จากนั้นผู้ก่อเหตุได้นำเงินที่ขโมยมาไปซื้อทองคำ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ตั้งใจจะปิดบังเส้นทางการเงินและป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ติดตามทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับการหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น อาชญากรมักใช้ตำแหน่งที่ฟังดูเป็นทางการเพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วนหรือความน่าเชื่อถือ สิ่งสำคัญคือต้องระมัดระวังเมื่อได้รับสายที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งมีการร้องขอให้ทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าผู้โทรจะอ้างว่าสังกัดหน่วยงานใดก็ตาม

แม้ว่าการจับกุมครั้งนี้จะเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ แต่ขอบเขตการดำเนินงานทั้งหมดของเครือข่ายและจำนวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้นยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมโดยเจ้าหน้าที่ ประชาชนควรตรวจสอบตัวตนของเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ร้องขอการชำระเงินผ่านช่องทางที่เป็นทางการและเป็นอิสระ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 08:57 UTC

รัฐบาลไทยยกระดับการบังคับใช้กฎหมายดัดแปลงสภาพรถโดยสาร
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยยกระดับการบังคับใช้กฎหมายดัดแปลงสภาพรถโดยสาร

รัฐบาลไทยประกาศมาตรการเข้มงวดต่อการดัดแปลงสภาพรถโดยสารโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยอ้างถึงความปลอดภัยและกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้ฝ่าฝืน

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

รัฐบาลไทยยกระดับการบังคับใช้กฎหมายดัดแปลงสภาพรถโดยสาร

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยยกระดับการบังคับใช้กฎหมายดัดแปลงสภาพรถโดยสาร

รัฐบาลไทยประกาศมาตรการเข้มงวดต่อการดัดแปลงสภาพรถโดยสารโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยอ้างถึงความปลอดภัยและกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้ฝ่าฝืน

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการห้ามดัดแปลงสภาพรถโดยสารโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเคร่งครัด ตามประกาศดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่กระทำต่อตัวถังหรือโครงคัสซีของรถโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะต้องถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

บุคคลหรือผู้ประกอบการที่พบว่าฝ่าฝืนกฎระเบียบเหล่านี้จะต้องเผชิญกับผลทางกฎหมายที่รุนแรง โดยมีบทลงโทษตั้งแต่การปรับเงินตั้งแต่ 2,000 ถึง 50,000 บาท ไปจนถึงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้ รัฐบาลระบุว่ามาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมให้บริการหรือสภาพของรถโดยสารส่วนบุคคลบางประเภท ผู้โดยสารควรทราบว่ารัฐบาลกำลังติดตามตรวจสอบมาตรฐานของยานพาหนะอย่างจริงจังเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัย

แม้ว่ารัฐบาลจะระบุบทลงโทษและขอบเขตของการดัดแปลงที่ห้ามไว้อย่างชัดเจน แต่ยังมีรายละเอียดบางประการที่ยังต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประกาศดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับตารางเวลาการตรวจสอบสำหรับรถโดยสารที่มีอยู่เดิม หรือขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการในการขออนุมัติย้อนหลังสำหรับรถที่เคยดัดแปลงไปแล้ว นักท่องเที่ยวควรเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการขนส่งที่น่าเชื่อถือและปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 08:55 UTC

เร่งสอบสวนกรณีเด็กชายวัย 3 ขวบเสียชีวิตในจังหวัดมุกดาหาร
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เร่งสอบสวนกรณีเด็กชายวัย 3 ขวบเสียชีวิตในจังหวัดมุกดาหาร

ชายวัย 19 ปีถูกควบคุมตัวหลังรับสารภาพว่าเป็นเหตุให้ลูกเลี้ยงวัย 3 ขวบเสียชีวิตในจังหวัดมุกดาหาร ขณะที่พ่อแม่ทั้งสองคนถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติด

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เร่งสอบสวนกรณีเด็กชายวัย 3 ขวบเสียชีวิตในจังหวัดมุกดาหาร

แหล่งข่าวเดียว
เร่งสอบสวนกรณีเด็กชายวัย 3 ขวบเสียชีวิตในจังหวัดมุกดาหาร

ชายวัย 19 ปีถูกควบคุมตัวหลังรับสารภาพว่าเป็นเหตุให้ลูกเลี้ยงวัย 3 ขวบเสียชีวิตในจังหวัดมุกดาหาร ขณะที่พ่อแม่ทั้งสองคนถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติด

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ข่าวสดออนไลน์รายงานว่าเจ้าหน้าที่ในจังหวัดมุกดาหารกำลังสอบสวนการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของเด็กชายวัย 3 ขวบ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ในตำบลนาโสก ในเบื้องต้นแม่วัย 24 ปีอ้างว่าลูกชายเสียชีวิตจากอาการไข้สูงและหมดสติ อย่างไรก็ตาม แพทย์ที่โรงพยาบาลตรวจพบรอยฟกช้ำหลายแห่งตามร่างกายของเด็ก จึงนำไปสู่การสอบสวนของตำรวจ

หลังจากการสอบปากคำ พ่อเลี้ยงวัย 19 ปีได้ยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่าในคืนวันที่ 28 กรกฎาคม ขณะที่แม่ของเด็กออกไปข้างนอก ตนอยู่ในอาการมึนเมาสุราและเดินสะดุดล้ม ทำให้หัวเข่ากระแทกเข้าที่หน้าท้องของเด็กอย่างแรง เด็กไม่ตอบสนองในเช้าวันต่อมา ทำให้แม่ต้องแจ้งหน่วยกู้ชีพ ทั้งแม่และพ่อเลี้ยงถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติดหลังจากผลตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง ขณะนี้พ่อเลี้ยงถูกส่งตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบสวัสดิภาพภายในครอบครัวและการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดอย่างเข้มงวดในประเทศไทย แม้ว่าพ่อเลี้ยงจะให้การรับสารภาพแล้ว แต่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป และเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดและรายละเอียดเกี่ยวกับบาดแผลที่เกิดขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 08:57 UTC

ทางการส่งโดรนสำรวจแหล่งมลพิษในบึงสีไฟ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ทางการส่งโดรนสำรวจแหล่งมลพิษในบึงสีไฟ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งการให้ใช้โดรนบินสำรวจเพื่อระบุแหล่งที่มาของมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในบึงสีไฟ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ทางการส่งโดรนสำรวจแหล่งมลพิษในบึงสีไฟ

แหล่งข่าวเดียว
ทางการส่งโดรนสำรวจแหล่งมลพิษในบึงสีไฟ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งการให้ใช้โดรนบินสำรวจเพื่อระบุแหล่งที่มาของมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในบึงสีไฟ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แสดงความห่วงใยต่อคุณภาพน้ำในปัจจุบันของบึงสีไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งนันทนาการที่สำคัญในจังหวัดพิจิตร เพื่อตอบสนองต่อความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ใช้เทคโนโลยีโดรนในการบินสำรวจทางอากาศในพื้นที่ดังกล่าว

วัตถุประสงค์หลักของภารกิจนี้คือการระบุแหล่งที่มาของมลพิษที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การระบุต้นตอเหล่านี้จะช่วยให้ทางการสามารถดำเนินมาตรการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากบึงสีไฟเป็นสวนสาธารณะหลักและเป็นศูนย์กลางสำหรับการท่องเที่ยวในท้องถิ่นและกิจกรรมกลางแจ้ง คุณภาพน้ำที่ดีขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาสุขภาพของระบบนิเวศในพื้นที่ และเพื่อให้มั่นใจว่าบึงสีไฟจะยังคงเป็นสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่ารื่นรมย์สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของสาธารณชน

ในขณะนี้ การตรวจสอบยังคงดำเนินอยู่ แม้ว่าการใช้โดรนจะเป็นก้าวเชิงรุกในการแก้ไขปัญหา แต่ผลการตรวจสอบที่แน่ชัดเกี่ยวกับสารมลพิษและกรอบเวลาในการดำเนินโครงการฟื้นฟูนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากกรมควบคุมมลพิษต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 08:36 UTC

ทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำในไทย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำในไทย

ทางการไทยจับกุมกลุ่มอาชญากรชาวเวียดนามที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงประชาชนชาวไทยและฟอกเงินผ่านการซื้อทองคำ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำในไทย

แหล่งข่าวเดียว
ทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำในไทย

ทางการไทยจับกุมกลุ่มอาชญากรชาวเวียดนามที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงประชาชนชาวไทยและฟอกเงินผ่านการซื้อทองคำ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของไทยได้ทลายเครือข่ายอาชญากรชาวเวียดนามที่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศได้สำเร็จ กลุ่มดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าวางแผนฉ้อโกงซึ่งส่งผลให้เหยื่อชาวไทยสูญเสียเงินไปประมาณ 12 ล้านบาท

พนักงานสอบสวนพบว่ากลุ่มอาชญากรใช้ทองคำเป็นช่องทางหลักในการฟอกเงิน ในระหว่างการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ยึดทองคำแท่งมูลค่า 1.7 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าถูกซื้อโดยใช้เงินที่ได้มาจากการฉ้อโกง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย กรณีนี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการท้องถิ่นในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ แม้ว่าภัยคุกคามโดยตรงจากกลุ่มนี้จะถูกระงับไปแล้ว แต่เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังเกี่ยวกับแผนการทางการเงินที่ไม่ได้รับเชิญหรือโอกาสในการลงทุนที่น่าสงสัย ซึ่งบางครั้งอาจเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบอาชญากรระหว่างประเทศ

ในขั้นตอนนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเฉพาะที่ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อและขอบเขตการปฏิบัติการทั้งหมดของเครือข่ายยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนผู้ถูกจับกุมทั้งหมดหรือข้อหาทางกฎหมายที่จะตั้งกับผู้ต้องสงสัย คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมในขณะที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 08:36 UTC

ผู้ต้องหาคดีพี่น้องชาวรัสเซียหายตัว ซิ่ง จยย. แหกด่านตรวจในจันทบุรี
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ผู้ต้องหาคดีพี่น้องชาวรัสเซียหายตัว ซิ่ง จยย. แหกด่านตรวจในจันทบุรี

ชายผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซีย 2 คน ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์แหกด่านตรวจในจังหวัดจันทบุรี โดยแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ผู้ต้องหาคดีพี่น้องชาวรัสเซียหายตัว ซิ่ง จยย. แหกด่านตรวจในจันทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ต้องหาคดีพี่น้องชาวรัสเซียหายตัว ซิ่ง จยย. แหกด่านตรวจในจันทบุรี

ชายผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซีย 2 คน ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์แหกด่านตรวจในจังหวัดจันทบุรี โดยแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 00.49 น. ผู้ต้องหาที่ระบุชื่อว่า 'ป๋อง' ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับในคดีการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซีย 2 คน ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พร้อมผู้โดยสารแหกด่านตรวจร่วมบ้านเขาแหลม ในอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี โดยแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจและสวมหมวกหม้อตาลเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์

ร.ต.อ.ยิ่งยง บุปผาหอม หัวหน้าด่านตรวจ เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่จำหน้าบุคคลทั้งสองได้ขณะเคลื่อนรถเข้าใกล้ด่านตรวจ แม้จะมีการขับรถไล่ล่าเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตรมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสระแก้ว แต่ผู้ต้องหาอาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีเข้าซอยข้างทางไปได้ โดยในระหว่างการหลบหนี ผู้ต้องหาได้ทำหมวกทรงตำรวจตกไว้ในที่เกิดเหตุ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการติดตามตัวผู้ต้องหาคนสำคัญที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ด่านตรวจดังกล่าวจะประกอบด้วยกำลังร่วมจากตำรวจ ทหารนาวิกโยธิน และตำรวจตระเวนชายแดน แต่ผู้ต้องหายังคงหลบหนีอยู่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีการยืนยันตำแหน่งที่แน่ชัดของผู้ต้องหาหรือผู้โดยสารที่มาด้วยกัน ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังและแจ้งเบาะแสกิจกรรมที่น่าสงสัยแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการออกประกาศเตือนภัยการเดินทางอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 08:38 UTC

สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความรับผิดทางกฎหมาย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความรับผิดทางกฎหมาย

สภากรุงเทพมหานครได้ผ่านร่างข้อบังคับการประชุมฉบับใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการถ่ายทอดสดการประชุม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความรับผิดทางกฎหมาย

แหล่งข่าวเดียว
สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความรับผิดทางกฎหมาย

สภากรุงเทพมหานครได้ผ่านร่างข้อบังคับการประชุมฉบับใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการถ่ายทอดสดการประชุม

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สภากรุงเทพมหานครได้ลงมติเห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานครฉบับใหม่ โดยมีมติเห็นชอบ 40 เสียง

แม้ว่าจุดประสงค์หลักของการประชุมจะเป็นการปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานของสภา แต่การอภิปรายได้เน้นย้ำถึงความกังวลที่เกิดขึ้นใหม่เกี่ยวกับความโปร่งใสในรูปแบบดิจิทัล ในระหว่างการอภิปราย สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตคลองสานได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับผลกระทบทางกฎหมายของการถ่ายทอดสดการประชุมสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิกสภาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาทที่อาจเกิดขึ้นจากเนื้อหาที่ออกอากาศระหว่างการถ่ายทอดสด และตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายหากเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องในการทำให้ขั้นตอนการดำเนินงานของรัฐบาลท้องถิ่นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับสาธารณชน แม้ว่าข้อบังคับใหม่จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของสภาให้ทันสมัย แต่การถกเถียงนี้เน้นย้ำถึงความซับซ้อนในการสร้างสมดุลระหว่างความโปร่งใสกับการคุ้มครองทางกฎหมายในสภาพแวดล้อมดิจิทัล

ในขณะนี้ กลไกเฉพาะสำหรับการจัดการความรับผิดระหว่างการถ่ายทอดสดนั้นยังคงต้องรอความชัดเจน ยังไม่มีการยืนยันว่าสภามีแผนอย่างไรในการลดความเสี่ยงที่ตัวแทนจากเขตคลองสานระบุไว้ หรือจะมีการนำมาตรการป้องกันเพิ่มเติมมาใช้เพื่อปกป้องผู้เข้าร่วมจากการถูกฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับการออกอากาศสาธารณะหรือไม่ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบังคับใช้ข้อบังคับเหล่านี้ในขณะที่สภาเปลี่ยนผ่านสู่กรอบการทำงานใหม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 08:37 UTC

ผู้อำนวยการ มศว เข้ารับทราบข้อหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น
กฎหมาย ได้รับการยืนยัน

ผู้อำนวยการ มศว เข้ารับทราบข้อหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

ผู้อำนวยการจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้เข้าพบกองบังคับการปราบปรามเพื่อรับทราบ 7 ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสในการสอบคัดเลือกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

Matichon Online + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ผู้อำนวยการ มศว เข้ารับทราบข้อหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

ได้รับการยืนยัน
ผู้อำนวยการ มศว เข้ารับทราบข้อหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

ผู้อำนวยการจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้เข้าพบกองบังคับการปราบปรามเพื่อรับทราบ 7 ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสในการสอบคัดเลือกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้อำนวยการจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้เดินทางเข้าพบกองบังคับการปราบปรามเพื่อรับทราบข้อหาทางอาญาจำนวน 7 ข้อหา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสอบสวนกรณีการทุจริตในการสอบคัดเลือกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ในเหตุการณ์เดียวกัน อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ขอเลื่อนการเข้าพบเจ้าหน้าที่ตามกำหนดการเดิมในคดีดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ข่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับความโปร่งใสในกระบวนการสรรหาบุคลากรภาครัฐในประเทศไทย แม้ว่าคดีนี้จะมุ่งเน้นไปที่ขั้นตอนทางปกครองและกฎหมายในการจ้างงานภาครัฐ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการจัดการกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการสอบของรัฐ

เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย รายละเอียดหลายประการยังคงต้องรอการยืนยัน รวมถึงลักษณะเฉพาะของข้อหาทั้ง 7 ข้อ และกำหนดการใหม่ของอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประชาชนควรติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกองบังคับการปราบปรามในขณะที่การสอบสวนดำเนินต่อไป ทั้งนี้ SawaLife จะยังคงติดตามความคืบหน้าตามที่สื่อหลักในท้องถิ่นรายงานต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 04:15 UTC

เร่งค้นหาสองพี่น้องชาวรัสเซียสูญหายในพัทยาอย่างต่อเนื่อง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เร่งค้นหาสองพี่น้องชาวรัสเซียสูญหายในพัทยาอย่างต่อเนื่อง

ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในชลบุรีเร่งตรวจสอบเบาะแสในการค้นหาสองพี่น้องชาวรัสเซียที่ยังคงสูญหาย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เร่งค้นหาสองพี่น้องชาวรัสเซียสูญหายในพัทยาอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข่าวเดียว
เร่งค้นหาสองพี่น้องชาวรัสเซียสูญหายในพัทยาอย่างต่อเนื่อง

ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในชลบุรีเร่งตรวจสอบเบาะแสในการค้นหาสองพี่น้องชาวรัสเซียที่ยังคงสูญหาย

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ทีมกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอบางละมุง ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่ารกทึบในตำบลห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ โดยปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบกลุ่มควันลอยขึ้นจากกลางป่า ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเกี่ยวข้องกับคดีการสูญหายของสองพี่น้องชาวรัสเซียในพื้นที่เมืองพัทยา

เพื่อให้การค้นหาในพื้นที่ป่ากว่า 100 ไร่ที่มีความหนาแน่นและเข้าถึงได้ยากมีประสิทธิภาพ ทีมกู้ภัยได้นำโดรนที่ติดตั้งระบบตรวจจับความร้อนขึ้นบินสำรวจ ผลการตรวจสอบพบว่ากลุ่มควันดังกล่าวเกิดจากกองไฟที่ชาวบ้านซึ่งออกหาปลาได้จุดขึ้นเพื่อประกอบอาหาร ไม่พบสิ่งผิดปกติหรือหลักฐานที่เชื่อมโยงกับคดีการสูญหาย เจ้าหน้าที่จึงยุติการค้นหาในจุดดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในเขตพัทยา เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการติดตามหาผู้สูญหาย แม้เบาะแสล่าสุดจะไม่เกี่ยวข้องกับคดี แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าตรวจสอบทุกข้อมูลที่ได้รับจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ที่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อช่วยคลี่คลายคดี ขณะนี้ชะตากรรมของสองพี่น้องยังคงไม่ทราบแน่ชัด และการปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไปในขณะที่เจ้าหน้าที่ติดตามเบาะแสอื่นๆ ที่ได้รับแจ้งเข้ามา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 07:17 UTC