ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ ✦
เทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ✦
เศรษฐกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ ✦
การเมือง ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม ✦
เศรษฐกิจ ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง ✦
เศรษฐกิจ รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ✦
กฎหมาย ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง ✦
เหตุการณ์ ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' ✦
การขนส่ง

รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

แหล่งข่าวเดียว
รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนขบวนรถนอนในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนกันในย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนรถนอนซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงกระแทก

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ามีพนักงานการรถไฟได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แม้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัดและสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาของรถไฟที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ ผู้โดยสารควรตรวจสอบความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงการให้บริการกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนวางแผนการเดินทาง

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเฉี่ยวชน อาการปัจจุบันของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ และกรอบเวลาที่คาดว่าจะสามารถเคลียร์เส้นทางและกลับมาให้บริการตามปกติได้ ทางการยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความผิดพลาดของมนุษย์ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและการกลับมาให้บริการตามปกติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เทคโนโลยี

กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าศูนย์ข้อมูล Telehouse ในเขตห้วยขวางผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศแล้ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

การตรวจสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในวงกว้างเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทยนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ภายหลังการประเมิน กระทรวงฯ ยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขตห้วยขวาง ประกาศนี้ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสถานที่ดังกล่าวมีการดำเนินงานภายใต้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกำหนด การกำกับดูแลเช่นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

แม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันแล้ว แต่รายงานไม่ได้ระบุว่ามีการกำหนดการตรวจสอบเป็นระยะในอนาคตหรือไม่ หรือมีการประเมินในลักษณะเดียวกันสำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งอื่นๆ ในเมืองหลวงหรือไม่ ประชาชนที่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

ทางการยกระดับการเฝ้าระวังและจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิด 'วอร์รูม' ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังติดตามพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทางการจะมีการบริหารจัดการระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพการจราจรในพื้นที่อยู่เสมอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

รัฐบาลไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนในภาคกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลางของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลได้วางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุมเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้ระดมเครื่องจักรและจัดสรรเจ้าหน้าที่ประจำจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยทีมงานเหล่านี้มีหน้าที่ติดตามระดับน้ำและพร้อมตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามฤดูกาล แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันการจัดสรรทรัพยากรแล้ว แต่ในรายงานเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุรายละเอียดพื้นที่เฉพาะที่อาจเผชิญกับน้ำท่วมขังหรือความล่าช้าในการเดินทาง

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินไปนานเท่าใด และจะมีจังหวัดใดที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางหรือมีแผนการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว ควรติดตามพยากรณ์อากาศในท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพถนนหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำ รัฐบาลยังคงเน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เศรษฐกิจ

แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

แหล่งข่าวเดียว
แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

Her Hyness เพิ่มงบการตลาดและแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งในตลาดมาสก์และโทนเนอร์แพดของไทยที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness กำลังขยายงบประมาณด้านการตลาดอย่างจริงจังเพื่อตอกย้ำตำแหน่งในอุตสาหกรรมมาสก์และโทนเนอร์แพด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของรายได้ และคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคชาย

เพื่อสนับสนุนการขยายตัวนี้ แบรนด์ได้แต่งตั้งนักแสดง ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าผู้ชายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ HYPER T เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งกำลังตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าแบรนด์จะประกาศกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว แต่ผลกระทบที่ชัดเจนต่อความพร้อมจำหน่ายในร้านค้าปลีกและประสิทธิภาพในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่บริษัทเริ่มดำเนินแคมเปญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:57 UTC

การเมือง

ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ได้รับการยืนยัน
ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนตุลาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศว่าฝ่ายค้านกำลังสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งคาดว่าจะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคมนี้ โดยนายณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมเนื้อหาจากทุกพรรคเพื่อสร้างข้อมูลที่หนักแน่น

ญัตติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งหมายถึงอิทธิพลของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่มีต่อการดำเนินงานของรัฐ องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าพรรคได้รวบรวมหลักฐานสำคัญไว้แล้ว รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการล็อกสเปกในโครงการของรัฐ และยังคงเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางรัฐสภาตามปกติในประเทศไทย แต่บ่อยครั้งก็นำไปสู่การถกเถียงในสังคมและการเปลี่ยนแปลงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย และยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่ชัดสำหรับการประชุมสภาฯ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:38 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการนำเข้าทองคำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้า

ข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่า กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569) โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่ามูลค่าการค้ารวมอยู่ที่กว่า 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% จากปีก่อน

มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 26.30% รวมกว่า 12.8 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าทองคำจำนวนมาก นอกเหนือจากสินค้าหลักอื่นๆ เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ และอุปกรณ์สื่อสาร แม้ว่าไทยจะยังคงมีการส่งออกที่แข็งแกร่งในกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ปริมาณการนำเข้าทองคำที่สูงขึ้นได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางศุลกากรหรือนโยบายการนำเข้าในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า แม้ว่ากรมศุลกากรจะกำลังพิจารณามาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้าเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่หรือผลกระทบต่อตลาดทองคำยังคงต้องรอการยืนยัน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้ารวมตลอดปีงบประมาณจะอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อดูว่าการปรับเปลี่ยนทางการค้าเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาวะตลาดในประเทศหรือเสถียรภาพของค่าเงินอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เศรษฐกิจ

รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทุนหมุนเวียนในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวในงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569' โดยเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ของกองทุนหมุนเวียนภาครัฐในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งมอบคุณค่าให้กับประชาชนชาวไทย ตามรายงานจาก Matichon Online รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากลไกทางการเงินเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสนับสนุนความเป็นอยู่ของประชาชน

งานดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับการยกย่องความเป็นเลิศในการบริหารจัดการกองทุน และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักกีฬาชื่อดัง 4 ท่านที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงาน สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่บริหารจัดการโดยรัฐเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปรับปรุงบริการสาธารณะ

แม้ว่างานนี้จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการขยายกองทุนในอนาคตหรือผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่วนต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการนำนักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเศรษฐกิจนี้สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะเข้ากับการมีส่วนร่วมทางสังคมที่กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะของการประเมินกองทุนปี 2569 ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการกำกับดูแลทางการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

กฎหมาย

ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

แหล่งข่าวเดียว
ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) วางแผนที่จะเชิญพิธีกรโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชน โดยเฉพาะ หนุ่ม กรรชัย และ พุทธอภิวรรณ มาให้ข้อมูล การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่เงินบริจาคทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสขององค์กรการกุศลและบทบาทของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชนในการระดมทุนสาธารณะ แม้ว่า DSI จะระบุถึงความตั้งใจในการรวบรวมข้อมูล แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นขั้นตอนการสอบสวนไม่ใช่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ บุคคลที่กล่าวถึงยังไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในขั้นตอนนี้ แต่ถูกเรียกตัวในฐานะแหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพเพื่อช่วย DSI ในการตรวจสอบกิจกรรมทางการเงินของมูลนิธิที่กำลังดำเนินอยู่

สิ่งที่ยังต้องยืนยันคือกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสัมภาษณ์เหล่านี้ และข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก DSI เพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้อยู่อาศัยควรเชื่อถือคำแถลงอย่างเป็นทางการมากกว่ารายงานเชิงคาดเดาเกี่ยวกับลักษณะกิจกรรมของมูลนิธิหรือการมีส่วนร่วมของบุคคลในสื่อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เหตุการณ์

ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

M STUDIO และช่อง 3 เผยภาคต่อของแฟรนไชส์สยองขวัญ 'ธี่หยด' โดยจะพาผู้ชมไปสำรวจจุดเริ่มต้นของตัวละคร 'ยักษ์'

ตามรายงานจาก Khaosod Online ทาง M STUDIO และช่อง 3 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' โดยมี 'แป๊ป' ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, 'ต้อม' ธนเดช ประดิษฐ์ และ 'เต้ย' ชาลิต ไกรเลิศมงคล รับหน้าที่กำกับ ซึ่งถือเป็นภาคก่อนหน้าของซีรีส์สยองขวัญยอดนิยม

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ติดตามตัวละคร 'ยักษ์' และ 'จ่าปพันธ์' ในขณะที่พวกเขานำกองกำลังทหารเข้าสู่ป่าเขาขวางเพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหาย พล็อตเรื่องเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับตำนานเสือสมิงกินคนที่มีชื่อว่า 'ไอ้โหง' ซึ่งมีความสามารถในการจำแลงร่าง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งลี้ลับและสัตว์ป่าพร่าเลือนไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการขยายจักรวาลของแฟรนไชส์สยองขวัญท้องถิ่นครั้งสำคัญ โดยจะมีการสำรวจภูมิหลังของตัวละครหลักและเจาะลึกตำนานพื้นบ้าน แม้ว่าทีมงานจะยืนยันเนื้อเรื่องและสถานที่ถ่ายทำแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการหรือแผนการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ แฟนๆ ของภาพยนตร์แนวนี้ควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจาก M STUDIO และช่อง 3 เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติชี้ชะตากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติชี้ชะตากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น

ศาลรัฐธรรมนูญไทยเตรียมวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นในประเด็นการตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติชี้ชะตากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น

แหล่งข่าวเดียว
ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติชี้ชะตากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น

ศาลรัฐธรรมนูญไทยเตรียมวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นในประเด็นการตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี

ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญของไทยมีกำหนดการที่จะลงมติวินิจฉัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติบางประการในพระราชบัญญัติการเลือกตั้งท้องถิ่น ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ศาลจะพิจารณาว่าข้อกำหนดเรื่องการตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งห้ามบุคคลบางกลุ่มเข้าร่วมการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย คำวินิจฉัยนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของการปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน บริการสาธารณะ และการพัฒนาในระดับภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงเกณฑ์คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของจังหวัดและเทศบาลต่างๆ ทั่วประเทศ

ในขณะนี้ ผลของการพิจารณายังคงต้องรอการยืนยัน ศาลได้กำหนดวันลงมติไว้ในวันที่ 5 สิงหาคม และสาธารณชนกำลังรอการประกาศอย่างเป็นทางการว่าการตัดสิทธิ 20 ปีจะยังคงอยู่ ได้รับการแก้ไข หรือถูกยกเลิกไป ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามสถานการณ์เพื่อทำความเข้าใจว่าการตัดสินใจนี้อาจส่งผลกระทบต่อรอบการเลือกตั้งท้องถิ่นในอนาคตและกระบวนการประชาธิปไตยในวงกว้างของไทยอย่างไร รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลของศาลและผลกระทบเฉพาะสำหรับผู้สมัครในปัจจุบันหรืออนาคตจะมีความชัดเจนขึ้นหลังจากที่มีการประกาศคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 01:35 UTC

กำหนดจัดพิธีไว้อาลัยเหยื่อโศกนาฏกรรมชลบุรี
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

กำหนดจัดพิธีไว้อาลัยเหยื่อโศกนาฏกรรมชลบุรี

พิธีไว้อาลัยจะจัดขึ้นในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 สำหรับเหยื่อ 5 รายจากคดีฆาตกรรมในตำบลห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี ในขณะที่ตำรวจยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

กำหนดจัดพิธีไว้อาลัยเหยื่อโศกนาฏกรรมชลบุรี

แหล่งข่าวเดียว
กำหนดจัดพิธีไว้อาลัยเหยื่อโศกนาฏกรรมชลบุรี

พิธีไว้อาลัยจะจัดขึ้นในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 สำหรับเหยื่อ 5 รายจากคดีฆาตกรรมในตำบลห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี ในขณะที่ตำรวจยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป

ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 จะมีการจัดพิธีไว้อาลัยที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรำลึกถึงเหยื่อ 5 รายจากคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โศกนาฏกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพี่น้องชาวรัสเซีย 2 คน คือ ไดอานาและโรมัน และครอบครัวชาวไทยอีก 3 คน คุณแม่ของพี่น้องชาวรัสเซียได้ประกาศกำหนดการจัดพิธีผ่านแพลตฟอร์ม Threads โดยเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความอาลัยด้วยการวางดอกไม้และยืนสงบนิ่ง ณ จุดเกิดเหตุ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกร่วมกันของชุมชน แม้ว่าพิธีไว้อาลัยจะเป็นพื้นที่สำหรับการแสดงความเสียใจต่อสาธารณะ แต่การสอบสวนในภาพรวมยังคงดำเนินอยู่ ตามรายงานของ Khaosod Online Thailand ตำรวจกำลังวางแผนที่จะสแกนจุดฝังศพซ้ำเพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมและคลี่คลายปมการเสียชีวิต

นอกจากนี้ คดีดังกล่าวยังได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชน เนื่องจากมีรายงานออนไลน์กล่าวอ้างว่าตำรวจ 2 นายจาก สภ.ห้วยใหญ่ ถูกถอดชื่อออกจากบอร์ดรายชื่อกำลังพล หลังจากมีข้อกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาสำคัญที่รู้จักกันในชื่อ "ป๋อง" ข้อกล่าวหาเรื่องการมีส่วนเกี่ยวข้องของตำรวจนี้ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง ทางการยังไม่ได้สรุปผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเหล่านี้ และการสอบสวนการเสียชีวิตทั้ง 5 รายยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาคำตอบสำหรับประเด็นที่ยังค้างคาอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 09:50 UTC

มาตรการเฝ้าระวังสำหรับผู้พ้นโทษในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

มาตรการเฝ้าระวังสำหรับผู้พ้นโทษในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง

ทางการไทยได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังทางกฎหมายเป็นเวลา 2 ปี สำหรับชายที่เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ หลังจากได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

มาตรการเฝ้าระวังสำหรับผู้พ้นโทษในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง

แหล่งข่าวเดียว
มาตรการเฝ้าระวังสำหรับผู้พ้นโทษในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง

ทางการไทยได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังทางกฎหมายเป็นเวลา 2 ปี สำหรับชายที่เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ หลังจากได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ นายฑณา เกิดทอง หรือ 'ป๋อง' ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายฑณาเคยมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย ซึ่งพบศพถูกฝังอยู่ในสวนมะพร้าว ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี การสืบสวนขยายผลในเวลาต่อมานำไปสู่การพบศพอีก 3 ราย ซึ่งเป็นครอบครัวชาวไทยที่ถูกฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 5 ราย

ภายหลังการปล่อยตัว ศาลจังหวัดระยองได้มีคำสั่งให้เข้าสู่มาตรการเฝ้าระวังตามกฎหมาย JSOC (ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านยุติธรรม) เป็นระยะเวลา 2 ปี แม้ศาลจะไม่ได้สั่งให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) แต่ได้กำหนดเงื่อนไขเฉพาะ โดยนายฑณาต้องมารายงานตัวต่อสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดชลบุรีทุก 3 เดือน ต้องงดเว้นการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง และต้องเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงกลไกการกำกับดูแลทางกฎหมายที่ใช้กับบุคคลที่เคยกระทำความผิดร้ายแรงเมื่อกลับคืนสู่สังคม แม้ศาลจะกำหนดมาตรการเฝ้าระวังเหล่านี้เพื่อลดความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ แต่ประสิทธิภาพของมาตรการและลักษณะเฉพาะของ 'กิจกรรมที่มีความเสี่ยง' ที่ถูกห้ามนั้น ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 09:51 UTC

ตำรวจสอบสวนเหตุทำร้ายร่างกายที่บุรีรัมย์
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจสอบสวนเหตุทำร้ายร่างกายที่บุรีรัมย์

หญิงวัย 64 ปีแจ้งความดำเนินคดีกับหลานชายวัย 19 ปี หลังเกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศในจังหวัดบุรีรัมย์

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจสอบสวนเหตุทำร้ายร่างกายที่บุรีรัมย์

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจสอบสวนเหตุทำร้ายร่างกายที่บุรีรัมย์

หญิงวัย 64 ปีแจ้งความดำเนินคดีกับหลานชายวัย 19 ปี หลังเกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศในจังหวัดบุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย ได้เริ่มสอบสวนกรณีหญิงวัย 64 ปีที่กล่าวหาว่าหลานชายวัย 19 ปีของตนได้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ หญิงรายดังกล่าวได้เข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการที่สถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ หลังจากตื่นขึ้นมาพบหลานชายกำลังเดินออกจากห้องและพบว่าเสื้อผ้าของตนอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย

ตำรวจได้ควบคุมตัวชายวัย 19 ปีรายนี้ไว้เพื่อสอบสวน ในระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ซึ่งผลออกมาเป็นบวกสำหรับสารผิดกฎหมาย สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิด หญิงรายดังกล่าวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลบุรีรัมย์เพื่อตรวจร่างกาย ผลการตรวจเบื้องต้นยังไม่พบร่องรอยทางกายภาพที่ยืนยันการล่วงละเมิด อย่างไรก็ตาม บุคลากรทางการแพทย์ได้เจาะเลือดและนัดหมายให้มาตรวจร่างกายอีกครั้งเพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม

ผู้ถูกกล่าวหาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยมีรายงานว่าได้ท้าทายให้คุณยายสาบานถึงความบริสุทธิ์ของตน สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงปัญหาภายในครอบครัวที่ร้ายแรงซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าคดียังอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้น ยังไม่มีการยืนยันข้อหาอย่างเป็นทางการและผลการตรวจทางการแพทย์ยังอยู่ระหว่างรอการสรุป เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตรวจสอบหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 09:11 UTC

ยื่นสอบขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนไปเมียนมาเดือนละ 30 ล้านลิตร
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ยื่นสอบขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนไปเมียนมาเดือนละ 30 ล้านลิตร

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือขอให้มีการตรวจสอบขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนข้ามพรมแดนไปยังเมียนมา ซึ่งคาดว่ามีปริมาณสูงถึง 30 ล้านลิตรต่อเดือน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ยื่นสอบขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนไปเมียนมาเดือนละ 30 ล้านลิตร

แหล่งข่าวเดียว
ยื่นสอบขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนไปเมียนมาเดือนละ 30 ล้านลิตร

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือขอให้มีการตรวจสอบขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนข้ามพรมแดนไปยังเมียนมา ซึ่งคาดว่ามีปริมาณสูงถึง 30 ล้านลิตรต่อเดือน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Thai Post ระบุว่ามีการร้องเรียนให้ตรวจสอบขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งมีปริมาณการลักลอบขนส่งสูงถึงประมาณ 30 ล้านลิตรต่อเดือน

นายชัยชนะได้ยื่นเรื่องดังกล่าวต่อนายดาชัย เอกปฐพี สส.พรรคกล้าธรรม ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการฯ เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนถึงขนาดและรูปแบบการขนส่งของขบวนการนี้ ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาลออกนอกช่องทางที่กฎหมายกำหนด

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความมั่นคงตามแนวชายแดนและการกำกับดูแลการกระจายเชื้อเพลิง แม้ว่าการลักลอบขนส่งดังกล่าวจะส่งผลกระทบหลักต่อรายได้ของประเทศและความมั่นคงทางการค้าในภูมิภาค แต่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในบางพื้นที่หรือการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบความปลอดภัยในจังหวัดชายแดนได้ ในขณะนี้ข้อกล่าวหายังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งยังต้องติดตามต่อไปว่าทางคณะกรรมาธิการฯ จะดำเนินการสอบสวนเต็มรูปแบบหรือไม่ และจะมีการเปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าวอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 08:37 UTC

สภาองค์กรของผู้บริโภคเรียกร้องให้ประธาน กสทช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

สภาองค์กรของผู้บริโภคเรียกร้องให้ประธาน กสทช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่

สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ประธาน กสทช. ลาออก โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับความชอบธรรมในการบริหารงานและความล้มเหลวในการกำกับดูแล

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

สภาองค์กรของผู้บริโภคเรียกร้องให้ประธาน กสทช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่

แหล่งข่าวเดียว
สภาองค์กรของผู้บริโภคเรียกร้องให้ประธาน กสทช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่

สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ประธาน กสทช. ลาออก โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับความชอบธรรมในการบริหารงานและความล้มเหลวในการกำกับดูแล

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC) ได้ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ นพ.สรณ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยุติการปฏิบัติหน้าที่ โดย TCC แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าการบริหารงานในปัจจุบันอาจนำไปสู่มติที่เป็นโมฆะ ซึ่งอาจสร้างสุญญากาศในการกำกับดูแลที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศ

ตามข้อมูลของ TCC คณะกรรมการชุดนี้ประสบปัญหาในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยสภาฯ ได้หยิบยกประเด็นที่เป็นข้อพิพาทหลายประการ เช่น การควบรวมกิจการระหว่าง True-DTAC และ AIS-3BB, ปัญหาจอดำในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2565 และความล่าช้าของแผนแม่บทกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลฉบับที่ 3 ทั้งนี้ TCC เตือนว่าความบกพร่องในการกำกับดูแลเหล่านี้กำลังคุกคามโครงสร้างสื่อในขณะที่ใบอนุญาตที่มีอยู่กำลังจะหมดอายุในปี 2572

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจาก กสทช. เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมือถือและอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ความไม่มั่นคงภายในคณะกรรมการอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการปรับปรุงบริการหรือการเปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงสื่อดิจิทัล

ขณะนี้ยังคงต้องติดตามว่า นพ.สรณ จะตอบสนองต่อจดหมายเปิดผนึกนี้อย่างไร และ กสทช. จะดำเนินการอย่างเป็นทางการเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของ TCC หรือไม่ ปัจจุบันคณะกรรมการยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และผลกระทบระยะยาวต่อนโยบายโทรคมนาคมยังคงมีความไม่แน่นอน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 08:16 UTC

ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่สตาร์บัคส์ ปมแคมเปญการตลาด
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่สตาร์บัคส์ ปมแคมเปญการตลาด

ทางการเกาหลีใต้ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของสตาร์บัคส์ในกรุงโซล หลังจากเกิดแคมเปญการตลาดที่สร้างความขัดแย้งซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์การลุกฮือที่กวางจู

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่สตาร์บัคส์ ปมแคมเปญการตลาด

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่สตาร์บัคส์ ปมแคมเปญการตลาด

ทางการเกาหลีใต้ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของสตาร์บัคส์ในกรุงโซล หลังจากเกิดแคมเปญการตลาดที่สร้างความขัดแย้งซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์การลุกฮือที่กวางจู

ตามรายงานจาก Matichon Online ตำรวจเกาหลีใต้ได้ดำเนินการบุกค้นสำนักงานใหญ่ของสตาร์บัคส์ในเกาหลีใต้ โดยการสอบสวนมุ่งเน้นไปที่แคมเปญการตลาดล่าสุดที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสาธารณชน เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์การลุกฮือที่กวางจู ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ การลุกฮือที่กวางจูยังคงเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ และกิจกรรมขององค์กรที่ถูกมองว่าเป็นการลดทอนคุณค่าหรือการอ้างถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การต่อต้านจากสาธารณชนและการตรวจสอบทางกฎหมาย แม้ว่าการสอบสวนจะยังคงดำเนินอยู่ แต่ผู้ที่อยู่ในประเทศขณะนี้อาจพบเห็นการถกเถียงในที่สาธารณะที่เพิ่มขึ้นหรือการประท้วงที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับแบรนด์ดังกล่าว

ในขั้นตอนนี้ ข้อหาทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงต่อบริษัทนั้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างครบถ้วน และขอบเขตของผลการสอบสวนของตำรวจยังคงต้องรอการยืนยัน ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าทางการจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากการตรวจค้น หรือบริษัทจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาอย่างไร ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของร้านค้าหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์ในภูมิภาค

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 08:36 UTC

ยื่นสอบปมลักลอบขนน้ำมันเถื่อนไปพม่า
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ยื่นสอบปมลักลอบขนน้ำมันเถื่อนไปพม่า

นายชัยชนะ นักการเมืองไทย ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการลักลอบส่งออกน้ำมันจำนวนมหาศาลไปยังประเทศพม่า โดยอ้างว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ยื่นสอบปมลักลอบขนน้ำมันเถื่อนไปพม่า

แหล่งข่าวเดียว
ยื่นสอบปมลักลอบขนน้ำมันเถื่อนไปพม่า

นายชัยชนะ นักการเมืองไทย ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการลักลอบส่งออกน้ำมันจำนวนมหาศาลไปยังประเทศพม่า โดยอ้างว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ นายชัยชนะ นักการเมืองไทย ได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาที่กำกับดูแลสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่มีการลักลอบขนน้ำมันประมาณ 30 ล้านลิตรต่อเดือนไปยังประเทศพม่า

นายชัยชนะตั้งข้อสังเกตว่าการขนส่งน้ำมันที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางอาญาที่กว้างขวางขึ้น โดยระบุถึงความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คำร้องดังกล่าวย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับขนาดของการดำเนินการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องของการกำกับดูแลทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน แต่การตรวจสอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการในการติดตามการค้าข้ามพรมแดนและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน

ในขณะนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังคงเป็นเพียงข้อสงสัย คณะกรรมาธิการรัฐสภายังไม่ได้ดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการหรือตรวจสอบปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าการตรวจสอบจะสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือระบุตัวผู้กระทำผิดที่รับผิดชอบต่อกิจกรรมการลักลอบขนส่งดังกล่าวได้หรือไม่ โดยความคืบหน้าต่อไปจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมาธิการว่าจะดำเนินการสอบสวนต่อไปอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 07:55 UTC

สมาชิกสภากรุงเทพมหานครถูกสอบสวนกรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

สมาชิกสภากรุงเทพมหานครถูกสอบสวนกรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน

สมาชิกสภาจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. กรณีข้อกล่าวหาเรื่องการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันโดยสมาชิกพรรคประชาชน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

สมาชิกสภากรุงเทพมหานครถูกสอบสวนกรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน

แหล่งข่าวเดียว
สมาชิกสภากรุงเทพมหานครถูกสอบสวนกรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน

สมาชิกสภาจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. กรณีข้อกล่าวหาเรื่องการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันโดยสมาชิกพรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายนภาพล จีระกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จากพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. จากพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่าสมาชิกพรรคประชาชนได้ทำการเสียบบัตรและกดลงคะแนนเสียงแทนกันในการประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

ตามคำร้องเรียนดังกล่าว ความโปร่งใสของสภากรุงเทพมหานครถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน นายนภาพลเน้นย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลอย่างมากในหมู่ประชาชนเกี่ยวกับความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายในการทำงานของสภาฯ ผู้ร้องเรียนจึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดและดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดหากพบว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความจริง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบการทำงานขององค์กรนิติบัญญัติท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสภาฯ จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่ผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อการบริหารงานท้องถิ่น และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำงานภายในสภาฯ ในอนาคต ขณะนี้ข้อกล่าวหายังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. และยังไม่มีการยืนยันผลการตรวจสอบหรือมาตรการทางวินัยใดๆ อย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 08:12 UTC

สมาชิกสภากรุงเทพมหานครยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการเสียบบัตรแทนกัน
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

สมาชิกสภากรุงเทพมหานครยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการเสียบบัตรแทนกัน

สมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยได้ยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของสมาชิกพรรคประชาชน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

สมาชิกสภากรุงเทพมหานครยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการเสียบบัตรแทนกัน

แหล่งข่าวเดียว
สมาชิกสภากรุงเทพมหานครยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการเสียบบัตรแทนกัน

สมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยได้ยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของสมาชิกพรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 สมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยกลุ่มผู้ร้องเรียนเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่าสมาชิกพรรคประชาชน (พรรคประชาชน) มีพฤติการณ์เสียบบัตรแทนกัน ซึ่งเป็นการกระทำที่บุคคลหนึ่งใช้บัตรประจำตัวของอีกบุคคลหนึ่งเพื่อลงคะแนนเสียงระหว่างการประชุมสภา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ผู้ร้องเรียนได้จัดเตรียมหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำผิดทางระเบียบดังกล่าว การเสียบบัตรแทนกันถือเป็นการละเมิดจริยธรรมรัฐสภาและกฎหมายอย่างร้ายแรงในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการบ่อนทำลายความโปร่งใสของกระบวนการตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตยภายในกรุงเทพมหานคร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ภายในรัฐบาลท้องถิ่น แม้ว่าข้อพิพาทเช่นนี้จะเป็นเรื่องปกติในแวดวงนิติบัญญัติ แต่อาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการอนุมัติข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือการจัดสรรงบประมาณที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและบริการสาธารณะ ในขณะนี้ข้อกล่าวหายังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดย ป.ป.ช. ซึ่งยังต้องติดตามต่อไปว่าคณะกรรมการจะพบเหตุผลเพียงพอที่จะเริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการหรือไม่ หรือจะมีมาตรการทางวินัยอย่างไรหากข้อกล่าวหาดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการตอบกลับอย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช. เกี่ยวกับการรับฟังหลักฐานที่ยื่นเสนอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 07:56 UTC

ตำรวจกรุงเทพฯ เปิดตัวโครงการ “นักสืบรุ่นจิ๋ว” ที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจกรุงเทพฯ เปิดตัวโครงการ “นักสืบรุ่นจิ๋ว” ที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม

เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้เปิดตัวโครงการการศึกษาใหม่เพื่อปกป้องนักเรียนจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และยาเสพติด

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ตำรวจกรุงเทพฯ เปิดตัวโครงการ “นักสืบรุ่นจิ๋ว” ที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจกรุงเทพฯ เปิดตัวโครงการ “นักสืบรุ่นจิ๋ว” ที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม

เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้เปิดตัวโครงการการศึกษาใหม่เพื่อปกป้องนักเรียนจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และยาเสพติด

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้จัดกิจกรรมการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม กรุงเทพมหานคร ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ โครงการนี้มีชื่อว่า “นักสืบรุ่นจิ๋ว” จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ที่จำเป็นแก่นักเรียนในการป้องกันตนเองจากภัยอันตรายสมัยใหม่ โดยเฉพาะภัยคุกคามทางไซเบอร์และยาเสพติด

โครงการนี้มี พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้นำโครงการในนามของผู้บัญชาการ พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงตัวแทนจากกองสืบสวนและสถานีตำรวจท้องที่ ซึ่งได้ร่วมกิจกรรมกับนักเรียนเพื่อสร้าง “เกราะป้องกัน” ทางความคิด กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นที่ห้องประชุมสุพรรณิการ์ของโรงเรียน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการบูรณาการงานตำรวจชุมชนเข้ากับการศึกษาของเยาวชน แม้ว่าโครงการนี้จะมุ่งเน้นไปที่เด็กวัยเรียน แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่กว้างขึ้นของการที่ตำรวจเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในแคมเปญสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณะเกี่ยวกับความปลอดภัยทางดิจิทัลและการป้องกันยาเสพติด ในขณะนี้ยังคงต้องยืนยันว่าโครงการ “นักสืบรุ่นจิ๋ว” นี้จะขยายไปยังโรงเรียนอื่นๆ ในเขตกรุงเทพมหานครหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงโครงการนำร่องในพื้นที่เท่านั้น โดยทาง บช.น. ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรระยะยาวหรือกำหนดการจัดกิจกรรมในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 07:50 UTC

เร่งล่า 2 คนร้ายก่อเหตุชิงทองมูลค่ากว่า 13 ล้านบาทที่เชียงของ
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เร่งล่า 2 คนร้ายก่อเหตุชิงทองมูลค่ากว่า 13 ล้านบาทที่เชียงของ

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย 2 รายที่ก่อเหตุชิงทองคำมูลค่ากว่า 13 ล้านบาทจากห้างสรรพสินค้าในอำเภอเชียงของ ก่อนหลบหนีข้ามไปยังประเทศลาว

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เร่งล่า 2 คนร้ายก่อเหตุชิงทองมูลค่ากว่า 13 ล้านบาทที่เชียงของ

แหล่งข่าวเดียว
เร่งล่า 2 คนร้ายก่อเหตุชิงทองมูลค่ากว่า 13 ล้านบาทที่เชียงของ

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย 2 รายที่ก่อเหตุชิงทองคำมูลค่ากว่า 13 ล้านบาทจากห้างสรรพสินค้าในอำเภอเชียงของ ก่อนหลบหนีข้ามไปยังประเทศลาว

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย 2 รายที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 สิงหาคม 2569 โดยคนร้ายได้ทองรูปพรรณและสร้อยข้อมือทองคำรวม 184 บาท คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 13,036,400 บาท

พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่าคนร้ายทั้งสองรายเชื่อว่าเป็นชาวลาว หลังจากก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดทิ้งไว้ริมแม่น้ำโขง ก่อนจะใช้เรือที่เตรียมไว้ข้ามไปยังเมืองห้วยทราย สปป.ลาว ขณะนี้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บรวบรวมข้อมูลและลายนิ้วมือของคนร้าย รวมถึงประสานงานกับผู้ให้บริการรถเช่าในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสนเพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ได้มีการตั้งรางวัลนำจับ 100,000 บาท สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลจนนำไปสู่การจับกุมคนร้าย โดยทางการไทยกำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือด้านความปลอดภัยระหว่างสองประเทศ แม้จะเชื่อว่าคนร้ายได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่การสืบสวนยังคงดำเนินอยู่ และผลสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับการจับกุมและการติดตามทรัพย์สินคืนนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 07:51 UTC

ทุจริตสอบท้องถิ่น: ผู้สอบได้โดยสุจริตเตรียมรับการบรรจุในเดือนสิงหาคมนี้
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ทุจริตสอบท้องถิ่น: ผู้สอบได้โดยสุจริตเตรียมรับการบรรจุในเดือนสิงหาคมนี้

ทางการไทยยืนยันตัวเลขผู้ทุจริตสอบ 5,925 ราย และประกาศว่าผู้ที่สอบได้โดยสุจริตจะได้รับการบรรจุในเดือนนี้

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ทุจริตสอบท้องถิ่น: ผู้สอบได้โดยสุจริตเตรียมรับการบรรจุในเดือนสิงหาคมนี้

แหล่งข่าวเดียว
ทุจริตสอบท้องถิ่น: ผู้สอบได้โดยสุจริตเตรียมรับการบรรจุในเดือนสิงหาคมนี้

ทางการไทยยืนยันตัวเลขผู้ทุจริตสอบ 5,925 ราย และประกาศว่าผู้ที่สอบได้โดยสุจริตจะได้รับการบรรจุในเดือนนี้

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยยืนยันว่าตัวเลขผู้ทุจริตที่ตรวจพบยังคงอยู่ที่ 5,925 ราย ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์

ในการประชุมคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เจ้าหน้าที่ได้พิจารณาสถานะของผู้สอบที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่สอบผ่านโดยสุจริต ซึ่งทาง สถ. ได้ยืนยันว่าจะดำเนินการแจ้งให้บุคคลเหล่านี้ทราบเพื่อเข้ารับการบรรจุแต่งตั้งภายในเดือนสิงหาคม 2569 ส่วนกลุ่มที่สองและสามเกี่ยวข้องกับผู้ที่ได้รับการปรับคะแนนอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว ขณะนี้ทางการกำลังพิจารณามาตรการทางปกครองที่เหมาะสม เช่น การเลิกจ้างหรือการให้ออกจากราชการ และกำลังประสานงานกับคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อสรุปมาตรการดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความคืบหน้านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากเป็นการแก้ไขปัญหาความล่าช้าทางธุรการที่ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ แม้ว่าจะมีการกำหนดการบรรจุผู้ที่สอบได้โดยสุจริตในเดือนนี้ แต่ผลทางกฎหมายสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคะแนนยังคงต้องรอการสรุปจากหน่วยงานระดับจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สถ. เน้นย้ำว่ากระบวนการกำลังดำเนินไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าภายใน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 07:51 UTC

ปฏิบัติการตำรวจในนราธิวาสหลังเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ปฏิบัติการตำรวจในนราธิวาสหลังเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต

ทางการไทยได้วิสามัญผู้ต้องสงสัย 2 รายที่เกี่ยวข้องกับการสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจตากใบ พร้อมยึดอาวุธปืนหลวงคืนได้ครบถ้วน ขณะที่ยังคงเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุอีก 1 ราย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ปฏิบัติการตำรวจในนราธิวาสหลังเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต

แหล่งข่าวเดียว
ปฏิบัติการตำรวจในนราธิวาสหลังเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต

ทางการไทยได้วิสามัญผู้ต้องสงสัย 2 รายที่เกี่ยวข้องกับการสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจตากใบ พร้อมยึดอาวุธปืนหลวงคืนได้ครบถ้วน ขณะที่ยังคงเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุอีก 1 ราย

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เพื่อกำกับดูแลปฏิบัติการด้านความมั่นคง เหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาจากเหตุรุนแรงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ซึ่งคนร้ายได้ลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรตากใบขณะปฏิบัติหน้าที่ในสวนปาล์ม บ้านกูบู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมทั้งชิงอาวุธปืนประจำกายของเจ้าหน้าที่หลบหนีไป

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ปฏิบัติการปิดล้อมบังคับใช้กฎหมายในเวลาต่อมานำไปสู่การปะทะซึ่งส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 2 ราย ทางการยืนยันว่าสามารถยึดอาวุธปืนหลวงที่ถูกชิงไปคืนมาได้ทั้งหมด และไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บในปฏิบัติการล่าสุดนี้ ขณะนี้กองกำลังความมั่นคงยังคงเร่งดำเนินการติดตามและจับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 1 รายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่ในภูมิภาค แม้ว่าภัยคุกคามโดยตรงจากผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้จะได้รับการจัดการแล้ว แต่ทางการยังคงรักษามาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ยังต้องรอการยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยรายสุดท้ายจะถูกจับกุมเมื่อใดและจะมีผลต่อมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่อย่างไร นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารในพื้นที่และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอย่างเคร่งครัดเมื่อเดินทางมายังจังหวัดนราธิวาส

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 07:52 UTC

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายวิเคราะห์คดี 44 สส. พรรคก้าวไกล
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายวิเคราะห์คดี 44 สส. พรรคก้าวไกล

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน อภิปรายถึงกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่กับอดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของศาลในการกำหนดทิศทางของคดี

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายวิเคราะห์คดี 44 สส. พรรคก้าวไกล

แหล่งข่าวเดียว
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายวิเคราะห์คดี 44 สส. พรรคก้าวไกล

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน อภิปรายถึงกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่กับอดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของศาลในการกำหนดทิศทางของคดี

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน ดร.ณัฐวุฒิได้เน้นย้ำถึงการใช้กลยุทธ์ในการนำเสนอพยานหลักฐานและเทคนิคทางกฎหมายในชั้นศาล โดยยืนยันว่าตุลาการมีอำนาจหลักในการกำหนดทิศทางของกระบวนการพิจารณาคดีเหล่านี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย คดีนี้ยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งเนื่องจากเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของภูมิทัศน์ทางการเมืองและการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ข้อโต้แย้งทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าการตัดสินใจเชิงกระบวนการของศาลจะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ของคดีในท้ายที่สุด

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือการวิเคราะห์นี้อ้างอิงจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางกฎหมายในปัจจุบัน ณ ขณะนี้ คำพิพากษาขั้นสุดท้ายและผลกระทบที่เฉพาะเจาะจงต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้องยังคงต้องรอการยืนยันจากศาล ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ควรตรวจสอบประกาศอย่างเป็นทางการจากศาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเพิ่มเติมได้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 07:17 UTC

ปฏิบัติการความมั่นคงในสุคิรินส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

ปฏิบัติการความมั่นคงในสุคิรินส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

กองกำลังความมั่นคงไทยได้ดำเนินปฏิบัติการในอำเภอสุคิริน ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัย 2 รายที่เกี่ยวข้องกับการยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตากใบ เสียชีวิต

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

ปฏิบัติการความมั่นคงในสุคิรินส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

แหล่งข่าวเดียว
ปฏิบัติการความมั่นคงในสุคิรินส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

กองกำลังความมั่นคงไทยได้ดำเนินปฏิบัติการในอำเภอสุคิริน ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัย 2 รายที่เกี่ยวข้องกับการยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตากใบ เสียชีวิต

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 กองกำลังความมั่นคงไทยนำโดย พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ได้ดำเนินปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ตามรายงานของ Thai Post ปฏิบัติการดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่บุคคลที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตากใบ จนเสียชีวิต

ในระหว่างการเผชิญหน้า ผู้ต้องสงสัย 2 รายถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวผู้ต้องสงสัยอีก 1 รายที่เชื่อว่าเป็นสมาชิกในกลุ่มเดียวกัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความท้าทายด้านความมั่นคงที่ยังคงมีอยู่ในภูมิภาค แม้ว่าปฏิบัติการจะจำกัดอยู่ในพื้นที่สุคิริน แต่พื้นที่ดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารในท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จังหวัด เนื่องจากสถานการณ์เกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยที่ยังหลบหนีอยู่ยังคงมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการค้นหาจะนำไปสู่การเผชิญหน้าเพิ่มเติมหรือไม่ หรือผู้ต้องสงสัยที่เหลือจะถูกจับกุมโดยสันติ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้มาเยือนควรใช้ความระมัดระวังและตระหนักถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวเมื่อเดินทางผ่านพื้นที่เหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 06:57 UTC

สั่งพักราชการดาบตำรวจสงขลา หลังถูกแฉบังคับถ่ายคลิปอนาจาร
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

สั่งพักราชการดาบตำรวจสงขลา หลังถูกแฉบังคับถ่ายคลิปอนาจาร

ดาบตำรวจในจังหวัดสงขลาถูกสั่งพักราชการ หลังถูกกล่าวหาว่าบังคับขู่เข็ญหญิงและเด็กให้ถ่ายคลิปอนาจารเพื่อนำไปขาย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

สั่งพักราชการดาบตำรวจสงขลา หลังถูกแฉบังคับถ่ายคลิปอนาจาร

แหล่งข่าวเดียว
สั่งพักราชการดาบตำรวจสงขลา หลังถูกแฉบังคับถ่ายคลิปอนาจาร

ดาบตำรวจในจังหวัดสงขลาถูกสั่งพักราชการ หลังถูกกล่าวหาว่าบังคับขู่เข็ญหญิงและเด็กให้ถ่ายคลิปอนาจารเพื่อนำไปขาย

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาได้มีคำสั่งให้ดาบตำรวจฝ่ายสืบสวนนายหนึ่งออกจากราชการไว้ก่อน หลังเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง โดยดาบตำรวจนายนี้ถูกกล่าวหาว่าบังคับขู่เข็ญเหยื่อกว่า 20 รายให้ถ่ายคลิปอนาจารเพื่อนำไปโพสต์ขายในกลุ่มลับทางออนไลน์

หลักฐานของการกระทำดังกล่าวถูกเปิดเผยหลังจากที่ดาบตำรวจนายนี้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม โดยอดีตแฟนสาวอ้างว่าได้เก็บโทรศัพท์มือถือของดาบตำรวจนายนี้ได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งภายในพบคลิปอนาจารจำนวนมาก รวมถึงคลิปที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อที่มีอายุเพียง 4 ขวบ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหาว่าดาบตำรวจนายนี้ครอบครองยาเสพติดหลายประเภท โดยอ้างว่าเป็นของกลางที่ตรวจยึดมาได้ ขณะนี้กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าขอความช่วยเหลือจากทนายความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงการละเมิดความไว้วางใจของสาธารณชนอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ว่าการสั่งพักราชการจะเป็นขั้นตอนทางวินัยที่สำคัญ แต่การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ ทั้งนี้ยังต้องรอการยืนยันว่าดาบตำรวจนายนี้ได้ยาเสพติดมาอย่างไร และเครือข่ายการเผยแพร่คลิปอนาจารดังกล่าวมีขอบเขตเพียงใด โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้สรุปกระบวนการทางอาญาอย่างเป็นทางการต่อผู้ถูกกล่าวหา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 06:55 UTC

เจ้าหน้าที่บุกยึดอุปกรณ์ Starlink เถื่อนบนเรือประมงในทะเลสาบสงขลา
กฎหมาย แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่บุกยึดอุปกรณ์ Starlink เถื่อนบนเรือประมงในทะเลสาบสงขลา

ตำรวจน้ำและ กสทช. จับกุมบุคคล 2 ราย ฐานลักลอบติดตั้งอุปกรณ์ดาวเทียม Starlink และเครื่องขยายสัญญาณโดยไม่ได้รับอนุญาตบนเรือประมงในทะเลสาบสงขลา

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
กฎหมาย

เจ้าหน้าที่บุกยึดอุปกรณ์ Starlink เถื่อนบนเรือประมงในทะเลสาบสงขลา

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่บุกยึดอุปกรณ์ Starlink เถื่อนบนเรือประมงในทะเลสาบสงขลา

ตำรวจน้ำและ กสทช. จับกุมบุคคล 2 ราย ฐานลักลอบติดตั้งอุปกรณ์ดาวเทียม Starlink และเครื่องขยายสัญญาณโดยไม่ได้รับอนุญาตบนเรือประมงในทะเลสาบสงขลา

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ตำรวจน้ำภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ต.เศรษฐสิริ นิพภยะ ผบก.รน. ได้เข้าตรวจสอบเรือประมง 2 ลำที่ลอยลำอยู่ในทะเลสาบสงขลา ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมชาย 2 ราย อายุ 43 และ 67 ปี ในข้อหาติดตั้งและใช้งานอุปกรณ์ดาวเทียม Starlink และเครื่องขยายสัญญาณโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้ต้องหาเผชิญข้อหาเกี่ยวข้องกับของหนีภาษี การไม่ผ่านพิธีการศุลกากร และการใช้งานเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่มีใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในระหว่างการจับกุม ผู้ต้องหาอ้างว่าไม่ทราบว่าการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวผิดกฎหมาย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับอุปกรณ์โทรคมนาคม การใช้อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ไม่ได้รับการรับรองหรือได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก กสทช. ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้กรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับเรือประมงพาณิชย์ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าการนำเข้าหรือใช้งานเทคโนโลยีโทรคมนาคมจากต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่การดำเนินคดีทางอาญาได้ ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามผลการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อผู้ต้องหาทั้งสองราย และรอดูว่าเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบเรือลำอื่นๆ ในพื้นที่เพื่อหาการติดตั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตในลักษณะเดียวกันเพิ่มเติมหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 06:56 UTC