ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย อดีตบิ๊กข่าวกรองเผยกลุ่ม 'เบอร์ซาตู' เรียกเก็บเงินผู้ประกอบการในยะลา ✦
ความปลอดภัย ประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต ✦
กีฬา บิว ภูริพล ลอยลำเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ วิ่ง 200 เมตรชาย ✦
ความปลอดภัย พรรคประชาธิปัตย์ออกคำเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย ✦
การขนส่ง รฟม. เปิดให้จอดรถฟรี 9 สถานี ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ✦
การขนส่ง ทีมพาเดลไทยเผชิญเหตุเที่ยวบินดีเลย์ 10 ชั่วโมงระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยสั่งการระดมกำลังรับมืออุทกภัยทั่วประเทศ ✦
ความปลอดภัย น้ำป่าเขาใหญ่ทะลักท่วมปากช่อง! กู้ภัยเร่งอพยพชาวบ้าน ✦
เศรษฐกิจ ไทยเปิดตัวโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 รับมือเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. เตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมต่อเนื่อง หลังคลองเต็มความจุ ✦
ความปลอดภัย

อดีตบิ๊กข่าวกรองเผยกลุ่ม 'เบอร์ซาตู' เรียกเก็บเงินผู้ประกอบการในยะลา

แหล่งข่าวเดียว
อดีตบิ๊กข่าวกรองเผยกลุ่ม 'เบอร์ซาตู' เรียกเก็บเงินผู้ประกอบการในยะลา

อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเปิดเผยว่ามีกลุ่มที่อ้างชื่อ 'เบอร์ซาตู' เรียกเก็บเงิน 100,000 ริงกิตจากผู้ประกอบการในจังหวัดยะลา

ตามรายงานจาก Thai Post นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความพยายามในการขู่กรรโชกทรัพย์ในจังหวัดยะลา โดยมีการเผยแพร่จดหมายที่อ้างว่ามาจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า 'เบอร์ซาตู' ส่งไปยังผู้ประกอบการในพื้นที่ เอกสารดังกล่าวเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินจำนวน 100,000 ริงกิตมาเลเซีย (ประมาณ 800,000 บาท) เพื่อแลกกับการรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการ

นายนันทิวัฒน์ระบุว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นกิจกรรมของกลุ่มโจร ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่ในภูมิภาค แม้ว่าความถูกต้องของจดหมายและการมีส่วนร่วมของกลุ่มดังกล่าวจะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเคลื่อนไหว

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากการเปิดเผยของอดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเท่านั้น ขณะนี้ยังรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานความมั่นคงเกี่ยวกับที่มาของจดหมายและสถานะปัจจุบันของเหตุการณ์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่จังหวัดยะลาควรใช้ความระมัดระวังและติดตามข่าวสารจากเจ้าหน้าที่รัฐและช่องทางทางการเกี่ยวกับสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:22 UTC

ความปลอดภัย

ประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงนามในประกาศอย่างเป็นทางการให้พื้นที่ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในประกาศอย่างเป็นทางการให้พื้นที่ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย การดำเนินการทางปกครองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการระดมทรัพยากรและเร่งรัดความพยายามในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทั่วทั้งเมืองหลวง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ประกาศนี้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมหรือโครงสร้างพื้นฐานที่เมืองกำลังเผชิญอยู่ โดยปกติแล้วจะช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถข้ามขั้นตอนทางราชการตามปกติเพื่อจัดหาความช่วยเหลือทันที จัดการการบรรเทาอุทกภัย หรือจัดการข้อกังวลด้านความปลอดภัยสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าลักษณะเฉพาะของภัยพิบัติที่นำไปสู่ประกาศนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการอัปเดตอย่างเป็นทางการที่กำลังดำเนินอยู่ แต่การกำหนดสถานะนี้หมายความว่าเมืองกำลังดำเนินงานภายใต้โปรโตคอลฉุกเฉินที่เข้มงวดขึ้น

นักท่องเที่ยวที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือวางแผนจะเดินทางมาควรติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือหน่วยงานท้องถิ่น ขอแนะนำให้ตรวจสอบการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นกับระบบขนส่งสาธารณะ สถานที่ท่องเที่ยว หรือบริการที่จำเป็น เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีการเปลี่ยนแปลง ขอบเขตผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและระยะเวลาของสถานะภัยพิบัตินี้ยังคงต้องรอการยืนยันจาก กทม. ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดต่อสถานทูตของตนและติดตามข้อมูลผ่านช่องทางของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:20 UTC

กีฬา

บิว ภูริพล ลอยลำเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ วิ่ง 200 เมตรชาย

แหล่งข่าวเดียว
บิว ภูริพล ลอยลำเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ วิ่ง 200 เมตรชาย

นักกรีฑาชาวไทย บิว ภูริพล คว้าอันดับ 1 ในการแข่งขันวิ่ง 200 เมตร รอบคัดเลือก แม้จะมีฝนตกลงมา

ตามรายงานจาก Matichon Online บิว ภูริพล บุญสอน นักวิ่งลมกรดชาวไทย ประสบความสำเร็จในการผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของการแข่งขันวิ่ง 200 เมตรชาย แม้จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่มีฝนตกลงมา แต่ภูริพลยังคงรักษาความมุ่งมั่นและฟอร์มการวิ่งจนสามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ในฮีตแรกได้สำเร็จ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความสำเร็จนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของวงการกรีฑาไทยในระดับสากล ความสามารถของภูริพลในการทำผลงานได้ดีท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยแสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัวและความมุ่งมั่นอย่างสูง การผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของเขาถือเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติและได้รับความสนใจอย่างมากจากแฟนกีฬาชาวไทย

แม้ว่าภูริพลจะการันตีที่นั่งในรอบรองชนะเลิศแล้ว แต่ตารางการแข่งขันในรอบถัดไปและรายชื่อคู่แข่งที่ผ่านเข้ารอบจากฮีตอื่นๆ ยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ แฟนกีฬาสามารถติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับการแข่งขันของเขาได้ผ่านช่องทางถ่ายทอดสดกีฬาอย่างเป็นทางการ ในขณะที่การแข่งขันดำเนินต่อไป ความสนใจจะมุ่งไปที่ว่าเขาจะสามารถรักษาฟอร์มการวิ่งเพื่อลุ้นเหรียญรางวัลในรอบชิงชนะเลิศได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:20 UTC

ความปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์ออกคำเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย

แหล่งข่าวเดียว
พรรคประชาธิปัตย์ออกคำเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย

นายภาสกร สส.ระยอง จากพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ประชาชนในจังหวัดภาคตะวันออกเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก และจี้ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายภาสกร สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายจากน้ำท่วม สส. ได้แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเร่งขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เรียกร้องอย่างเป็นทางการให้รัฐบาล โดยเฉพาะการอ้างถึง 'เจเศรษฐ์' ให้เร่งดำเนินการใช้ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่าน Cell Broadcast โดยพรรคให้เหตุผลว่าการแจ้งเตือนที่รวดเร็วและระบุตำแหน่งที่ชัดเจนมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความปลอดภัยของสาธารณะ และเพื่อให้ประชาชนมีเวลาเพียงพอในการเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศที่กำลังจะมาถึง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทยหรือมีแผนจะเดินทางไปเยือน สถานการณ์นี้บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของน้ำท่วมขังในพื้นที่ ขอแนะนำให้ติดตามรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัด ในขณะนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเขตใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด และรัฐบาลจะดำเนินการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ตามที่เรียกร้องหรือไม่ นักท่องเที่ยวควรวางแผนการเดินทางให้มีความยืดหยุ่นและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเมื่อต้องเดินทางในพื้นที่ที่มีฝนตกหนัก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:21 UTC

การขนส่ง

รฟม. เปิดให้จอดรถฟรี 9 สถานี ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

แหล่งข่าวเดียว
รฟม. เปิดให้จอดรถฟรี 9 สถานี ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยประกาศให้บริการจอดรถฟรี ณ สถานีที่กำหนด 9 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2569

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เปิดตัวโครงการจอดรถฟรีชั่วคราวสำหรับผู้ใช้บริการ โดยตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ผู้ขับขี่สามารถใช้บริการที่จอดรถ ณ สถานีที่กำหนดไว้ 9 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเครือข่ายระบบรางสำหรับผู้เดินทางและประชาชนทั่วไป การยกเว้นค่าธรรมเนียมการจอดรถในช่วงเวลา 7 วันนี้ รฟม. มุ่งหวังที่จะส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว นี่ถือเป็นโอกาสในการประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อวางแผนการเดินทางที่ต้องขับรถมายังสถานีเพื่อต่อรถไฟฟ้า

แม้ว่าประกาศดังกล่าวจะยืนยันวันที่และสถานที่ให้บริการจอดรถฟรีทั้ง 9 แห่งแล้ว แต่ขอแนะนำให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบรายชื่อสถานีที่เข้าร่วมโครงการอย่างละเอียดผ่านช่องทางที่เป็นทางการของ รฟม. ก่อนการเดินทาง ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าโครงการนี้จะมีการขยายระยะเวลาออกไปเกินกว่าวันที่ 2 ตุลาคม หรือจะมีโครงการในลักษณะเดียวกันนี้ที่สถานีอื่นๆ ในอนาคตหรือไม่ ผู้ใช้บริการควรปฏิบัติตามกฎระเบียบการจอดรถที่ติดประกาศไว้ ณ สถานที่นั้นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:21 UTC

การขนส่ง

ทีมพาเดลไทยเผชิญเหตุเที่ยวบินดีเลย์ 10 ชั่วโมงระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น

แหล่งข่าวเดียว
ทีมพาเดลไทยเผชิญเหตุเที่ยวบินดีเลย์ 10 ชั่วโมงระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น

ทีมชาติไทยชุดลุยศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ต้องติดค้างอยู่ที่สนามบินนานกว่า 10 ชั่วโมง เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคของสายการบินไทย

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ทีมชาติไทยชุดลุยศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ที่เมืองไอจิ-นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น กำลังประสบปัญหาการเดินทางอย่างหนัก โดยทีมมีกำหนดออกเดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG64 เมื่อเวลา 00.05 น. ของวันที่ 26 กันยายน 2569

ผู้โดยสารได้ขึ้นเครื่องบินในเวลา 02.35 น. แต่เที่ยวบินต้องถูกระงับหลังจากกัปตันแจ้งว่าเรดาร์ขัดข้อง หลังจากดำเนินการซ่อมแซม ผู้โดยสารได้ถูกย้ายไปรอที่เลาจน์ภายในสนามบินในเวลา 05.30 น. แม้ว่าจะมีการกำหนดเวลาออกเดินทางใหม่เป็น 09.00 น. แต่ต่อมาได้มีการเลื่อนออกไปเป็น 10.30 น. โดยทีมพาเดลไทยซึ่งมีผู้โดยสารคนสำคัญอื่นๆ ร่วมเดินทางด้วย ยังคงรอคอยความคืบหน้าอยู่ที่สนามบิน

สำหรับนักเดินทางและผู้อยู่อาศัย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่จะเกิดความล่าช้าที่ไม่คาดคิดระหว่างการเดินทางระหว่างประเทศ แม้จะเป็นสายการบินขนาดใหญ่ก็ตาม ความล่าช้าดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตารางการแข่งขันที่กระชั้นชิดหรือแผนการเดินทางต่อเครื่อง ณ เวลาที่มีการอัปเดตล่าสุด เวลาออกเดินทางที่แน่นอนยังคงมีการเปลี่ยนแปลงได้ และขอแนะนำให้ผู้โดยสารติดตามการแจ้งเตือนจากสายการบินอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเที่ยวบินจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นบินเมื่อใด และความล่าช้านี้จะส่งผลกระทบต่อการเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ของทีมหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:21 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยสั่งการระดมกำลังรับมืออุทกภัยทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยสั่งการระดมกำลังรับมืออุทกภัยทั่วประเทศ

รัฐบาลไทยสั่งการให้ระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ว่ารัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างเร่งด่วนทั่วประเทศ โดยมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลหนักเพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คำสั่งนี้ถือเป็นช่วงการจัดการภาวะฉุกเฉิน โดยเจ้าหน้าที่มีหน้าที่แจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์เมื่อพบความเสี่ยง หากท่านอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานในพื้นที่อย่างเคร่งครัด เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อเส้นทางการคมนาคม บริการสาธารณูปโภค และการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ

แม้ว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นในการเฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดและระยะเวลาของมาตรการฉุกเฉินนี้ยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบกับที่พักหรือผู้ให้บริการขนส่งในพื้นที่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของแผนการเดินทาง ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบจากอุทกภัย และคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่อพยพหรือการปิดเส้นทางคมนาคมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:20 UTC

ความปลอดภัย

น้ำป่าเขาใหญ่ทะลักท่วมปากช่อง! กู้ภัยเร่งอพยพชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
น้ำป่าเขาใหญ่ทะลักท่วมปากช่อง! กู้ภัยเร่งอพยพชาวบ้าน

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอปากช่องและวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ต้องมีการอพยพฉุกเฉิน

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันได้ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่หลายแห่งในอำเภอปากช่องและอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยน้ำป่าดังกล่าวมีต้นทางมาจากเทือกเขาใหญ่และได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนหลายแห่ง

ขณะนี้ทีมกู้ภัยกำลังปฏิบัติงานอย่างเร่งด่วนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้เรือในการอพยพชาวบ้านที่ติดค้างอยู่เนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น เจ้าหน้าที่ระบุว่าระดับน้ำในพื้นที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบากและเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้ถือเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สำคัญ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอปากช่องหรืออำเภอวังน้ำเขียว หรือผู้ที่มีแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว ควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด ติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จังหวัดและหน่วยงานกู้ภัยอย่างเคร่งครัด ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ในขณะนี้ ยังต้องรอการยืนยันเกี่ยวกับความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งหมดและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบที่แน่ชัด โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการปิดเส้นทางจราจรและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมต่อไปตามสถานการณ์ที่พัฒนาขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:22 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเปิดตัวโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 รับมือเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเปิดตัวโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 รับมือเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าโครงการอุดหนุน 60/40 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 เพื่อประคองกำลังซื้อท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน

ตามรายงานจาก Thai Post นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันการเดินหน้าโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' 60/40 เฟส 2 โดยโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาสินค้าในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น

รัฐบาลมุ่งหวังที่จะสนับสนุนทั้งผู้บริโภคและผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงจากภาวะเงินเฟ้อ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินนี้ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน นอกเหนือจากการบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นแล้ว รัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาวินัยทางการคลัง ควบคู่ไปกับการเร่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และแหล่งพลังงานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการจัดการกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แม้ว่าเงินอุดหนุนนี้จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอยู่ในระดับที่จัดการได้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อราคาตลาดนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาที่แน่นอนของเฟสนี้ หรือเกณฑ์เฉพาะสำหรับการเข้าร่วมของผู้ค้า ซึ่งคาดว่าจะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในการประกาศอย่างเป็นทางการในลำดับถัดไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:22 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. เตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมต่อเนื่อง หลังคลองเต็มความจุ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. เตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมต่อเนื่อง หลังคลองเต็มความจุ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกประกาศเตือนเรื่องฝนที่ตกต่อเนื่องและระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมขอให้ประชาชนขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง

เมื่อเช้าวันที่ 26 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำและระบบควบคุมน้ำของเมือง หลังจากมีรายงานเกี่ยวกับฝนที่ตกวนเวียนไม่ไปไหน ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ผู้ว่าฯ ระบุว่าแม้ระดับน้ำจะทรงตัวได้ชั่วคราว แต่การที่มีฝนเติมเข้ามาอีกทำให้สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต

คลองสายหลักทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงคลองแสนแสบ คลองประเวศ คลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร ขณะนี้มีระดับน้ำเต็มความจุ โดยพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ถือเป็นจุดที่น่ากังวลที่สุด ในขณะที่ฝั่งธนบุรีสถานการณ์ยังค่อนข้างคงที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ ผู้ว่าฯ ได้แนะนำให้ประชาชนขนย้ายทรัพย์สินมีค่าและรถยนต์ขึ้นที่สูง หากกังวลเรื่องความปลอดภัยของยานพาหนะ สามารถนำไปจอดในพื้นที่ที่สำนักงานเขตหรือโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครจัดเตรียมไว้ให้ได้

แม้เจ้าหน้าที่กทม. จะเร่งสูบน้ำเพื่อระบายออกอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ประชาชนและผู้ที่เดินทางในพื้นที่ได้รับผลกระทบควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ว่าฯ เน้นย้ำว่าความกังวลหลักคือปริมาณฝนที่จะตกลงมาเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้ระบบคลองที่อิ่มตัวอยู่แล้วรับมือได้ยากขึ้น ทั้งนี้ยังไม่มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใด และเมืองยังคงอยู่ในสถานะเฝ้าระวังขั้นสูง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 03:21 UTC

ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เผยถึงกลยุทธ์การเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เผยถึงกลยุทธ์การเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์

ไมเคิล คาร์ริก เฮดโค้ชของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความพอใจกับการเสริมทัพของสโมสรในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 โดยเน้นไปที่การเสริมความแข็งแกร่งในแดนกลาง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เผยถึงกลยุทธ์การเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์

แหล่งข่าวเดียว
ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เผยถึงกลยุทธ์การเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์

ไมเคิล คาร์ริก เฮดโค้ชของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความพอใจกับการเสริมทัพของสโมสรในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 โดยเน้นไปที่การเสริมความแข็งแกร่งในแดนกลาง

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ไมเคิล คาร์ริก เฮดโค้ชของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาแสดงความพอใจต่อการดำเนินงานด้านการซื้อขายนักเตะของสโมสรในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 โดยเป้าหมายหลักของทีมคือการผ่าตัดแดนกลาง ซึ่งนำไปสู่การคว้าตัวผู้เล่นใหม่ 3 ราย ได้แก่ อังเดรย์ ซานโตส, ยูริ ตีเลอมันส์ และคาร์ลอส บาเลบา

คาร์ริกยอมรับว่าแม้บางตำแหน่ง เช่น แบ็กซ้าย จะยังไม่มีการซื้อผู้เล่นใหม่เข้ามาแม้จะมีการระบุว่าเป็นจุดที่ควรปรับปรุง แต่เขาก็เชื่อว่าขุมกำลังในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นเพียงพอ เขาระบุว่าสโมสรได้ดำเนินการภายใต้งบประมาณที่จำกัด และเน้นย้ำว่านักเตะที่ดึงเข้ามาได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมเมื่อเทียบกับฤดูกาลที่ผ่านมา ก่อนเกมที่จะพบกับเอฟเวอร์ตันในวันที่ 6 กันยายน คาร์ริกได้แสดงความมั่นใจในความยืดหยุ่นและความลึกของขุมกำลังในทีม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ติดตามฟุตบอลต่างประเทศ ข้อมูลนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของสถานะทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน แม้ว่าผู้จัดการทีมจะพอใจกับการทำธุรกิจที่ผ่านมา แต่ยังคงต้องติดตามดูว่าการเสริมทัพในแดนกลางเหล่านี้จะทำผลงานในสนามได้ดีเพียงใดตลอดทั้งฤดูกาล การตัดสินใจของสโมสรที่ให้ความสำคัญกับกองกลางตัวกลางมากกว่าตำแหน่งอื่น เช่น แบ็กซ้าย จะยังคงเป็นประเด็นที่แฟนบอลและนักวิเคราะห์พูดถึงต่อไปในระหว่างการแข่งขันฤดูกาลนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 13:16 UTC

Future Sky ทวงค่าจ้างระบบ e-WorkPermit 715 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Future Sky ทวงค่าจ้างระบบ e-WorkPermit 715 ล้านบาท

กรมการจัดหางานเผชิญข้อพิพาทเรื่องการชำระเงินกับ Future Sky เกี่ยวกับระบบ e-WorkPermit โดยมียอดค้างชำระ 715 ล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Future Sky ทวงค่าจ้างระบบ e-WorkPermit 715 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
Future Sky ทวงค่าจ้างระบบ e-WorkPermit 715 ล้านบาท

กรมการจัดหางานเผชิญข้อพิพาทเรื่องการชำระเงินกับ Future Sky เกี่ยวกับระบบ e-WorkPermit โดยมียอดค้างชำระ 715 ล้านบาท

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 บริษัท Future Sky ได้เริ่มดำเนินการทวงถามค่าจ้างที่ค้างชำระจำนวน 715 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบ e-WorkPermit โดยบริษัทเปิดเผยว่ากรมการจัดหางาน (DOE) ไม่ได้ชำระเงินดังกล่าวเป็นระยะเวลา 10 เดือน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ข้อพิพาทนี้มีความสำคัญเนื่องจากระบบ e-WorkPermit เป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้ในการประมวลผลคำขอและการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ความไม่มั่นคงทางธุรการภายในหน่วยงานที่รับผิดชอบบริการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของกระบวนการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเมือง

ในขณะนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นข้อพิพาททางการเงินและธุรการระหว่างผู้รับจ้างเอกชนและหน่วยงานรัฐบาล ยังไม่มีการยืนยันว่ากรมการจัดหางานจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องเหล่านี้อย่างไร หรือปัญหาการชำระเงินที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของบริการสำหรับผู้ใช้แพลตฟอร์ม e-WorkPermit หรือไม่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับสถานะของบริการดิจิทัล เนื่องจากผลกระทบระยะยาวของหนี้สินนี้ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงานของแพลตฟอร์มยังคงต้องติดตามต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 12:35 UTC

รัฐบาลไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ

รัฐบาลไทยกำลังเร่งดำเนินการเจรจาข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาตลาดส่งออกและสร้างความมั่นใจในอัตราภาษีที่เป็นธรรม

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ

รัฐบาลไทยกำลังเร่งดำเนินการเจรจาข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาตลาดส่งออกและสร้างความมั่นใจในอัตราภาษีที่เป็นธรรม

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 รัฐบาลไทยกำลังเร่งเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐอเมริกา นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าเป้าหมายหลักของการเจรจานี้คือการปกป้องความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนถึงท่าทีเชิงรุกของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ข้อตกลงทางการค้าที่ประสบความสำเร็จอาจส่งผลต่อความพร้อมของสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าและสุขภาพโดยรวมของเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การรักษาอัตราภาษีที่เหมาะสมถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการทำให้สินค้าไทยยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศ

แม้ว่ารัฐบาลจะกำลังเร่งผลักดันให้ข้อตกลงนี้สำเร็จ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการและเงื่อนไขที่แน่ชัดของการปรับภาษียังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับความคืบหน้าของการหารือดังกล่าว ปัจจุบันการเจรจายังคงดำเนินอยู่ และสาธารณชนกำลังรอการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าข้อตกลงนี้จะลงนามหรือมีผลบังคับใช้เมื่อใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 12:36 UTC

Future Sky เดินหน้าผลักดันระบบ e-WorkPermit ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

Future Sky เดินหน้าผลักดันระบบ e-WorkPermit ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง

Future Sky กำลังผลักดันการนำระบบ e-WorkPermit มาใช้ ในขณะเดียวกันก็พยายามทวงถามค่าจ้างค้างจ่ายกว่า 715 ล้านบาท

Matichon Online + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Future Sky เดินหน้าผลักดันระบบ e-WorkPermit ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง

ได้รับการยืนยัน
Future Sky เดินหน้าผลักดันระบบ e-WorkPermit ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง

Future Sky กำลังผลักดันการนำระบบ e-WorkPermit มาใช้ ในขณะเดียวกันก็พยายามทวงถามค่าจ้างค้างจ่ายกว่า 715 ล้านบาท

ตามรายงานจาก Matichon Online บริษัท 'Future Sky' กำลังเดินหน้าผลักดันการนำระบบ e-WorkPermit มาใช้อย่างจริงจัง ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่องค์กรกำลังเผชิญกับข้อพิพาททางการเงินครั้งใหญ่ โดยพยายามทวงถามค่าจ้างค้างจ่ายกว่า 715 ล้านบาท ซึ่งมีรายงานว่ายังไม่ได้รับชำระมานานกว่า 10 เดือน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความคืบหน้านี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นการเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการเอกสารด้านแรงงานไปสู่ระบบดิจิทัล ระบบ e-WorkPermit มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงขั้นตอนทางธุรการสำหรับแรงงานต่างชาติ ซึ่งอาจช่วยลดภาระทางเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการต่อใบอนุญาตทำงานแบบเดิม อย่างไรก็ตาม การที่ความพยายามทางเทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นพร้อมกับข้อพิพาทด้านแรงงานครั้งใหญ่ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเสถียรภาพและสถานะการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านทางธุรการดังกล่าว

ในขณะนี้ ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าข้อพิพาทเรื่องค่าจ้างค้างจ่ายจะส่งผลกระทบต่อความสามารถของบริษัทในการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตดิจิทัลเหล่านี้อย่างไร หรือรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนกรอบเวลาสำหรับการเปิดตัว e-WorkPermit หรือไม่จากความท้าทายทางธุรกิจเหล่านี้ ผู้อยู่อาศัยควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับสถานะของระบบใบอนุญาตทำงานต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาอย่างเป็นทางการสำหรับการนำระบบ e-WorkPermit มาใช้เต็มรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางธุรกิจเฉพาะเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 09:55 UTC

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์รับหุ้นใหม่ ดึงดูดบริษัท New Economy เข้าจดทะเบียน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์รับหุ้นใหม่ ดึงดูดบริษัท New Economy เข้าจดทะเบียน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เพื่ออำนวยความสะดวกในการระดมทุนสำหรับบริษัท New Economy และบริษัทต่างชาติ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์รับหุ้นใหม่ ดึงดูดบริษัท New Economy เข้าจดทะเบียน

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์รับหุ้นใหม่ ดึงดูดบริษัท New Economy เข้าจดทะเบียน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เพื่ออำนวยความสะดวกในการระดมทุนสำหรับบริษัท New Economy และบริษัทต่างชาติ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ประกาศปรับปรุงกฎระเบียบการรับหลักทรัพย์ครั้งสำคัญ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กันยายน 2569 การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับตลาดทุนไทยให้ทันสมัยโดยเปิดโอกาสให้บริษัทในกลุ่ม 'New Economy' เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น รวมถึงบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ ยานยนต์สมัยใหม่ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่าโครงสร้างของบริษัทจดทะเบียนในปัจจุบันแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด 30 ปี การปรับเกณฑ์ครั้งนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงบริษัทต่างชาติชั้นนำ เพื่อผลักดันให้ตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางการระดมทุนระดับสากล อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันว่าจะยังคงรักษามาตรฐานด้านคุณภาพ ฐานะทางการเงิน และการเปิดเผยข้อมูลไว้อย่างเข้มงวดเช่นเดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย การพัฒนานี้เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางธุรกิจท้องถิ่น เนื่องจากตลาดมุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ แม้ว่าความเคลื่อนไหวนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในระดับสากล แต่ยังคงต้องติดตามว่าจะมีบริษัทต่างชาติกี่แห่งที่เลือกเข้าจดทะเบียนในกรุงเทพฯ และผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร นักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ควรติดตามว่ากฎระเบียบใหม่เหล่านี้จะส่งผลต่อความผันผวนของตลาดและการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 11:55 UTC

ไทยโชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในงาน TIFF 2026
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยโชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในงาน TIFF 2026

กรมการท่องเที่ยวเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตเพื่อดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตในอเมริกาเหนือ โดยตั้งเป้าสร้างรายได้ 500 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยโชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในงาน TIFF 2026

แหล่งข่าวเดียว
ไทยโชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในงาน TIFF 2026

กรมการท่องเที่ยวเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตเพื่อดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตในอเมริกาเหนือ โดยตั้งเป้าสร้างรายได้ 500 ล้านบาท

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand กรมการท่องเที่ยวเตรียมเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต (TIFF) 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 16 กันยายนนี้ที่ประเทศแคนาดา โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศมุ่งหวังที่จะผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ภายใต้แนวคิด 'Filming Paradise'

เป้าหมายหลักของภารกิจนี้คือการสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิตภาพยนตร์จากสหรัฐอเมริกา แคนาดา และตลาดต่างประเทศอื่นๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยมากขึ้น โดยกรมการท่องเที่ยวได้ตั้งเป้าหมายดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศให้ได้กว่า 500 ล้านบาท งาน TIFF ในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากมีการจัดพื้นที่สำหรับตลาดซื้อขายภาพยนตร์และการเจรจาธุรกิจโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยให้คณะผู้แทนไทยสามารถพบปะกับสตูดิโอ นักลงทุน และบริษัทผู้ผลิตระดับโลกได้โดยตรง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของไทยในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์และยกระดับภาพลักษณ์ในระดับสากล แม้ว่าภาครัฐจะเดินหน้าดึงดูดค่ายหนังยักษ์ใหญ่ แต่โครงการหรือสตูดิโอที่จะตกลงเข้ามาถ่ายทำในไทยนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ความสำเร็จของการเจรจาและเป้าหมายการลงทุน 500 ล้านบาทจะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการประชุมทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นภายในงานเทศกาลนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 11:56 UTC

กรมการค้าภายในจับมือบิ๊กซีส่งเสริมผลไม้ไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมการค้าภายในจับมือบิ๊กซีส่งเสริมผลไม้ไทย

รัฐบาลไทยเปิดตัวแคมเปญใหม่ที่บิ๊กซี สาขารัชดาภิเษก เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผลไม้ไทยคุณภาพดีสำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมการค้าภายในจับมือบิ๊กซีส่งเสริมผลไม้ไทย

แหล่งข่าวเดียว
กรมการค้าภายในจับมือบิ๊กซีส่งเสริมผลไม้ไทย

รัฐบาลไทยเปิดตัวแคมเปญใหม่ที่บิ๊กซี สาขารัชดาภิเษก เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผลไม้ไทยคุณภาพดีสำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เพื่อส่งเสริมการกระจายผลไม้ไทย ตามรายงานของ Khaosod Online โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits 2026” และแคมเปญ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตทางการเกษตรโดยตรงกับผู้บริโภคในเมือง

นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่าโครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงร้านค้าปลีกสมัยใหม่ โดยการใช้ตลาดกลางสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง กรมฯ ตั้งใจที่จะรับประกันว่าผลผลิตคุณภาพสูงจะเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น บิ๊กซี สาขารัชดาภิเษก ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่สำคัญเนื่องจากมีกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย ทั้งคนทำงาน ครอบครัว และนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย โครงการนี้เปิดโอกาสให้ได้ลิ้มลองและเลือกซื้อผลไม้ตามฤดูกาลที่มีคุณภาพในสภาพแวดล้อมการค้าปลีกที่ทันสมัยและสะดวกสบาย แคมเปญนี้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมคุณภาพของผลไม้ไทยสู่สายตาชาวโลก แม้ว่ากรมการค้าภายในจะระบุถึงรูปแบบการกระจายสินค้าไว้แล้ว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากิจกรรมส่งเสริมการขายเหล่านี้จะดำเนินต่อไปนานเท่าใดในสาขานี้ และจะมีการขยายแคมเปญที่คล้ายคลึงกันไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่นอื่นๆ ทั่วประเทศหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 11:16 UTC

ธนาคารอาคารสงเคราะห์เปิดตัวแคมเปญสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำและเงินออม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารอาคารสงเคราะห์เปิดตัวแคมเปญสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำและเงินออม

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เปิดตัวสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ย 0.73% และสลากออมทรัพย์ดอกเบี้ย 1.2% พร้อมทั้งจัดมหกรรมลดราคาอสังหาริมทรัพย์กว่า 12,000 รายการ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์เปิดตัวแคมเปญสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำและเงินออม

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารอาคารสงเคราะห์เปิดตัวแคมเปญสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำและเงินออม

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เปิดตัวสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ย 0.73% และสลากออมทรัพย์ดอกเบี้ย 1.2% พร้อมทั้งจัดมหกรรมลดราคาอสังหาริมทรัพย์กว่า 12,000 รายการ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เปิดตัวโครงการทางการเงินใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านที่มีอัตราดอกเบี้ย 0.73% ต่อปี

นอกเหนือจากข้อเสนอสินเชื่อบ้านแล้ว ธนาคารยังได้เปิดตัวสลากออมทรัพย์ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ย 1.20% ต่อปี เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ ธนาคารยังได้จัดมหกรรมลดราคาอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่กว่า 12,000 รายการ โดยมอบส่วนลดสูงสุดถึง 50% สำหรับทรัพย์สินเหล่านี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ต้องการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย มาตรการเหล่านี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการลดอุปสรรคทางการเงินสำหรับผู้ซื้อบ้าน การมีอสังหาริมทรัพย์ในราคาลดพิเศษและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอาจเป็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ที่กำลังมองหาซื้ออสังหาริมทรัพย์

แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะเปิดให้บริการแล้ว แต่ผู้ที่สนใจควรทราบว่าเกณฑ์การพิจารณาและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์สินเชื่อและเงินออมนั้นขึ้นอยู่กับการกำหนดของธนาคาร ผู้ที่สนใจควรติดต่อธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยตรงเพื่อยืนยันความพร้อมของอสังหาริมทรัพย์แต่ละรายการและเงื่อนไขที่ชัดเจนในการได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.73% เนื่องจากข้อเสนอเหล่านี้ขึ้นอยู่กับนโยบายภายในและการบริหารจัดการทรัพย์สินของธนาคาร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 11:37 UTC

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์รับหุ้นใหม่เพื่อดึงดูดบริษัทระดับโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์รับหุ้นใหม่เพื่อดึงดูดบริษัทระดับโลก

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับปรุงเกณฑ์การรับหุ้นเข้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกในการระดมทุนสำหรับธุรกิจ New Economy และบริษัทต่างชาติ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์รับหุ้นใหม่เพื่อดึงดูดบริษัทระดับโลก

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์รับหุ้นใหม่เพื่อดึงดูดบริษัทระดับโลก

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับปรุงเกณฑ์การรับหุ้นเข้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกในการระดมทุนสำหรับธุรกิจ New Economy และบริษัทต่างชาติ

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ประกาศปรับปรุงกฎระเบียบการรับหุ้นเข้าจดทะเบียนครั้งใหญ่ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันตลาดทุนไทยให้เป็นศูนย์กลางการระดมทุนระดับสากล ด้วยการลดขั้นตอนการเข้าสู่ตลาดสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะ

กรอบการทำงานใหม่นี้ได้นำเสนอทางเลือก 'Special Track' และ 'Secondary Listing' ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ 10 อุตสาหกรรม 'New Economy' โดยเฉพาะ นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังผ่อนปรนข้อกำหนดสำหรับบริษัทที่ดำเนินงานภายใต้สิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงบริษัทต่างชาติชั้นนำ การลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดนี้ SET ตั้งเป้าที่จะสร้างความหลากหลายให้กับข้อเสนอของตลาดและดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกให้มากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นสัญญาณของความพยายามในวงกว้างเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทย และเพิ่มการปรากฏตัวของแบรนด์ระดับโลกและบริษัทนวัตกรรมภายในเศรษฐกิจท้องถิ่น แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อเสถียรภาพของตลาดและรายชื่อบริษัทต่างชาติที่จะเลือกใช้ช่องทางการจดทะเบียนใหม่เหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยัน นักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ควรติดตามว่าการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบเหล่านี้จะส่งผลต่อองค์ประกอบของตลาดหุ้นไทยอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 11:37 UTC

รัฐบาลไทยเดินหน้าเจรจาการค้ากับผู้แทนสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเดินหน้าเจรจาการค้ากับผู้แทนสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ไทยกำลังสรุปผลการหารือทางการค้ากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยได้รับความมั่นใจเรื่องอัตราภาษีที่เป็นธรรม

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเดินหน้าเจรจาการค้ากับผู้แทนสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเดินหน้าเจรจาการค้ากับผู้แทนสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ไทยกำลังสรุปผลการหารือทางการค้ากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยได้รับความมั่นใจเรื่องอัตราภาษีที่เป็นธรรม

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ รัฐบาลไทยกำลังเร่งดำเนินการเพื่อสรุปการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้หารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อจัดการกับประเด็นทางการค้าที่สำคัญ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าสาระสำคัญของข้อตกลงได้ข้อสรุปแล้ว โดยเหลือเพียงประเด็นทางเทคนิคที่ต้องสรุปให้เสร็จสิ้น ในระหว่างการหารือดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยจะได้รับอัตราภาษีที่เป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้ภายใต้กรอบการค้านี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความคืบหน้านี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ซึ่งอาจส่งผลต่อความพร้อมของสินค้าที่นำเข้าและค่าครองชีพโดยรวม สภาพแวดล้อมทางการค้าที่มีเสถียรภาพมากขึ้นมักจะช่วยให้เกิดความสามารถในการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นสำหรับผู้ที่อาศัยหรือทำธุรกิจในประเทศ

แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงความเชื่อมั่นต่อความคืบหน้าของการเจรจา แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาธารณชนยังไม่เห็นรายละเอียดทางเทคนิคที่สรุปแล้วหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าเงื่อนไขทางการค้าใหม่เหล่านี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อใด ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากรัฐบาลเกี่ยวกับการสรุปผลการหารือทางเทคนิคเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 11:38 UTC

กนอ. จับมือ BEDO ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่แนวคิด 'Nature Positive'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กนอ. จับมือ BEDO ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่แนวคิด 'Nature Positive'

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) เพื่อบูรณาการความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรม

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กนอ. จับมือ BEDO ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่แนวคิด 'Nature Positive'

แหล่งข่าวเดียว
กนอ. จับมือ BEDO ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่แนวคิด 'Nature Positive'

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) เพื่อบูรณาการความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) โดยรายงานจาก Thai Post ระบุว่าความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนแนวคิด 'Nature Positive' หรือการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติภายในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางอุตสาหกรรมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความคิดริเริ่มนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการบริหารจัดการเขตอุตสาหกรรม โดยจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น แม้ว่าความร่วมมือนี้จะเน้นไปที่การบูรณาการนโยบายระดับสูง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคตอาจต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบทางนิเวศวิทยาของแหล่งผลิตที่อยู่ใกล้กับพื้นที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ธรรมชาติ

ในขณะนี้ แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและกรอบเวลาในการนำมาตรการ 'Nature Positive' ไปใช้ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่านโยบายนี้จะส่งผลต่อกฎระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบันอย่างไร หรือจะนำไปสู่โครงการโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวใหม่ๆ ภายในเขตพื้นที่เหล่านี้หรือไม่ โดยคาดว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมจาก กนอ. ในขณะที่กรอบการทำงานเปลี่ยนผ่านจากการวางแผนไปสู่การปฏิบัติจริง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 10:57 UTC

ITD เสนอแนวทางวิจัยระดับชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าโลกของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ITD เสนอแนวทางวิจัยระดับชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าโลกของไทย

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ได้เปิดตัวโครงการวิจัยระดับชาติ 4 โครงการ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของประเทศไทยในตลาดโลก โดยเน้นไปที่การพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center)

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ITD เสนอแนวทางวิจัยระดับชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าโลกของไทย

แหล่งข่าวเดียว
ITD เสนอแนวทางวิจัยระดับชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าโลกของไทย

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ได้เปิดตัวโครงการวิจัยระดับชาติ 4 โครงการ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของประเทศไทยในตลาดโลก โดยเน้นไปที่การพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center)

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ได้นำเสนอโครงการวิจัยระดับชาติ 4 โครงการที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ประเทศไทยรับมือกับความซับซ้อนของการค้าโลก โดยงานวิจัยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

หนึ่งในข้อเสนอแนะหลักเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาของสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดตั้งและการกำกับดูแลศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยการศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ITD เสนอว่าประเทศไทยสามารถวางกรอบนโยบายของตนเองได้ดียิ่งขึ้นเพื่อดึงดูดการลงทุนและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในภูมิทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงอาจนำไปสู่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ดีขึ้น บริการดิจิทัลที่แข็งแกร่งขึ้น และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงขึ้น การปรับปรุงเหล่านี้อาจส่งผลต่อคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีให้สำหรับสาธารณะและความสะดวกในการทำธุรกิจภายในประเทศในที่สุด

แม้ว่าจะมีการนำเสนอผลการวิจัยเหล่านี้แล้ว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลไทยจะนำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายใดไปปรับใช้ หรือกลยุทธ์เหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติเร็วเพียงใด ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าข้อเสนอแนะที่ได้รับการสนับสนุนจากการวิจัยเหล่านี้จะเปลี่ยนไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 10:35 UTC

ไทยและสหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า ART
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยและสหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า ART

เจ้าหน้าที่ไทยและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ บรรลุฉันทามติในประเด็นสำคัญของข้อตกลง ART โดยมุ่งหวังอัตราภาษีที่แข่งขันได้

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยและสหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า ART

แหล่งข่าวเดียว
ไทยและสหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า ART

เจ้าหน้าที่ไทยและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ บรรลุฉันทามติในประเด็นสำคัญของข้อตกลง ART โดยมุ่งหวังอัตราภาษีที่แข่งขันได้

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ประกาศความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการเจรจาการค้ากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่กรุงวอชิงตัน โดยการหารือมุ่งเน้นไปที่ข้อตกลง ART ซึ่งทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติในสาระสำคัญก่อนที่สหรัฐฯ จะสรุปผลการไต่สวนมาตรา 301 กรณีการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง

ในระหว่างการเจรจา มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีที่เป็นธรรมและแข่งขันได้ ซึ่งเทียบเคียงได้กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ความคืบหน้านี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ในขณะที่ไทยพยายามรักษาความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมในตลาดโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางเพื่อธุรกิจ ความคืบหน้านี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเสถียรภาพให้กับความสัมพันธ์ทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้าที่นำเข้าและบรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงต้องรอการสรุปอย่างเป็นทางการของการไต่สวนมาตรา 301 ของสหรัฐฯ แม้ว่าแนวโน้มในปัจจุบันจะเป็นไปในทางที่ดี แต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรรอการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีขั้นสุดท้ายและการลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่ชัดเจนต่อสภาวะตลาดในท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 10:38 UTC

โครงการผันน้ำยวมที่ถูกเสนอสร้างความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โครงการผันน้ำยวมที่ถูกเสนอสร้างความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

โครงการผันน้ำขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณ 9 หมื่นล้านบาทเพื่อเติมน้ำในเขื่อนภูมิพลกำลังถูกตรวจสอบเนื่องจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศป่าไม้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โครงการผันน้ำยวมที่ถูกเสนอสร้างความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
โครงการผันน้ำยวมที่ถูกเสนอสร้างความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

โครงการผันน้ำขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณ 9 หมื่นล้านบาทเพื่อเติมน้ำในเขื่อนภูมิพลกำลังถูกตรวจสอบเนื่องจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศป่าไม้

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการผันน้ำจากแม่น้ำยวมเพื่อเติมเขื่อนภูมิพลกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา โครงการนี้มีมูลค่าประมาณ 9 หมื่นล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อกังวลหลักคือการสูญเสียพื้นที่ป่าสมบูรณ์ 5 แห่งที่อาจได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานในการผันน้ำ แม้ว่าโครงการนี้จะมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำ แต่ต้นทุนทางนิเวศวิทยายังคงเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเสนอและหารือ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการ กลยุทธ์การบรรเทาผลกระทบที่ชัดเจนสำหรับพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ และสถานะการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รับการยืนยัน ผู้ที่สนใจในภูมิทัศน์สิ่งแวดล้อมของภูมิภาคควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าโครงการนี้จะดำเนินการต่อไปหรือไม่ และอาจเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ท้องถิ่นหรือการเข้าถึงพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 09:37 UTC

สอวช. เสนอปฏิรูประบบวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สอวช. เสนอปฏิรูประบบวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ผลักดันการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างในระบบวิจัยของไทย เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมมากขึ้น

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สอวช. เสนอปฏิรูประบบวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
สอวช. เสนอปฏิรูประบบวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ผลักดันการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างในระบบวิจัยของไทย เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมมากขึ้น

ตามรายงานจาก Khaosod Online สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบายครั้งที่ 4 ในหัวข้อ 'Closing the Gap: Pathways to Inclusive Growth – ปิดช่องว่าง สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง' โดยมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปกรอบการวิจัยและนวัตกรรมของไทยเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

ดร.สุชาต อุดมโสภกิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีการลงทุนด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์ยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรมและบางพื้นที่ เพื่อก้าวข้ามการมุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ สภาฯ จึงเสนอให้มีการกระจายอำนาจในการกำหนดโจทย์วิจัย โดยมีเป้าหมายที่จะดึงชุมชนชายขอบและประชากรในพื้นที่ห่างไกลเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมทางเทคโนโลยีและสังคมจะเข้าถึงประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เพียงกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในการพัฒนาของประเทศไทย ความคิดริเริ่มนี้ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาล โดยการนำองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาบูรณาการเข้ากับนโยบายด้านนวัตกรรม รัฐบาลหวังว่าจะสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าข้อเสนอนโยบายเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติผ่านการดำเนินการทางกฎหมายหรือการเปลี่ยนแปลงงบประมาณอย่างไร ในขณะนี้โครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการหารือ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังคงถกเถียงกันถึงกลไกการดำเนินงานและกรอบเวลาสำหรับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 10:16 UTC

บอร์ด EV ไทยเตรียมทบทวนทิศทางส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า 10 ก.ย. นี้
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บอร์ด EV ไทยเตรียมทบทวนทิศทางส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า 10 ก.ย. นี้

กระทรวงการคลังเลื่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติไปเป็นวันที่ 10 กันยายน เพื่อปรับปรุงมาตรการสนับสนุนภาคส่วนยานยนต์ไฟฟ้า

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บอร์ด EV ไทยเตรียมทบทวนทิศทางส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า 10 ก.ย. นี้

แหล่งข่าวเดียว
บอร์ด EV ไทยเตรียมทบทวนทิศทางส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า 10 ก.ย. นี้

กระทรวงการคลังเลื่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติไปเป็นวันที่ 10 กันยายน เพื่อปรับปรุงมาตรการสนับสนุนภาคส่วนยานยนต์ไฟฟ้า

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติจะมีการประชุมในวันที่ 10 กันยายนนี้ โดยเดิมการประชุมมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7 กันยายน แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากติดภารกิจการพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร

วัตถุประสงค์หลักของการประชุมครั้งนี้คือการทบทวนทิศทางเชิงกลยุทธ์ในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย โดยเจ้าหน้าที่มีความตั้งใจที่จะแบ่งกลุ่มรถยนต์ประเภทต่างๆ และกำหนดแนวทางการดูแลสนับสนุนที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละกลุ่ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนมาตรการจูงใจระยะยาวของรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาของยานยนต์ในอนาคต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ และความพร้อมของตัวเลือกการขนส่งด้วยไฟฟ้าทั่วประเทศ

ในขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการกำหนดกลุ่มยานยนต์หรือมาตรการสนับสนุนใหม่นั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอผลการประชุมในวันที่ 10 กันยายน เพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยอย่างไร ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เสนอ ทำให้กรอบนโยบายสุดท้ายยังคงต้องขึ้นอยู่กับการหารือของคณะกรรมการในครั้งต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 10:38 UTC

MR. D.I.Y. ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จเปิดสาขาที่ 1,300
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

MR. D.I.Y. ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จเปิดสาขาที่ 1,300

MR. D.I.Y. ฉลองครบรอบ 10 ปีในประเทศไทย ด้วยการเปิดสาขาที่ 1,300 พร้อมจัดแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

MR. D.I.Y. ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จเปิดสาขาที่ 1,300

แหล่งข่าวเดียว
MR. D.I.Y. ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จเปิดสาขาที่ 1,300

MR. D.I.Y. ฉลองครบรอบ 10 ปีในประเทศไทย ด้วยการเปิดสาขาที่ 1,300 พร้อมจัดแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษ

ก้าวสำคัญของการขยายสาขา

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้เปิดสาขาที่ 1,300 อย่างเป็นทางการ ณ วิลเลจ ฮับ ประชาอุทิศ 90 ในกรุงเทพมหานคร การเปิดสาขาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีของการดำเนินธุรกิจในตลาดไทย

ผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จนี้ ทางบริษัทได้จัด 7 ดีลสุดคุ้มเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคในท้องถิ่น สำหรับผู้อยู่อาศัย การขยายสาขานี้ช่วยให้เข้าถึงสินค้าของใช้ในบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้นทั่วประเทศ ส่วนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยอาจพบว่าร้านเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับการซื้อของใช้จำเป็น อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน หรือสินค้าเบ็ดเตล็ดระหว่างการเดินทาง เนื่องจากแบรนด์มีการขยายสาขาอย่างกว้างขวางทั้งในเขตเมืองและชานเมือง

สถานะปัจจุบัน

แม้ว่าทางบริษัทจะยืนยันการเปิดสาขาที่ 1,300 และการจัดแคมเปญโปรโมชั่นดังกล่าวแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับระยะเวลาของโปรโมชั่นและเงื่อนไขว่าครอบคลุมทุกสาขาทั้ง 1,300 แห่งหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากผู้จัดการร้านแต่ละสาขา ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ บริษัทมุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจค้าปลีกโดยเน้นการส่งมอบคุณค่าให้กับผู้บริโภคชาวไทย ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการขยายสาขาในอนาคตหรือกิจกรรมฉลองครบรอบอื่นๆ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 10:38 UTC

ไทยและสหรัฐฯ หารือประเด็นการค้าตามมาตรา 301
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยและสหรัฐฯ หารือประเด็นการค้าตามมาตรา 301

ทางการไทยรายงานความคืบหน้าในการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าตามมาตรา 301 โดยยังคงต้องรอการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับอัตราภาษี

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยและสหรัฐฯ หารือประเด็นการค้าตามมาตรา 301

แหล่งข่าวเดียว
ไทยและสหรัฐฯ หารือประเด็นการค้าตามมาตรา 301

ทางการไทยรายงานความคืบหน้าในการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าตามมาตรา 301 โดยยังคงต้องรอการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับอัตราภาษี

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้เปิดเผยว่าการหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าตามมาตรา 301 มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเจรจามุ่งเน้นไปที่การแก้ไขและจัดการกับข้อกังวลทางการค้าระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากการสอบสวนตามมาตรา 301 มักนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าและอัตราภาษี ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนและความพร้อมจำหน่ายของสินค้านำเข้า แม้ว่าการหารือจะมีความคืบหน้าในสาระสำคัญ แต่ผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับอัตราภาษีในอนาคตยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับอัตราภาษีเหล่านี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐฯ

ในขั้นตอนนี้ สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าแม้การเจรจาจะถูกอธิบายว่ามีความคืบหน้า แต่ยังไม่มีการประกาศใช้การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางการค้าอย่างเป็นทางการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อชี้แจงโครงสร้างภาษีขั้นสุดท้าย ในขณะที่สถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไป ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยควรติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานด้านการค้า เพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดในประเทศอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 04 กันยายน 2026, 10:16 UTC