ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย ทางการกรุงเทพฯ ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วม หลังระดับน้ำในคลองถึงจุดวิกฤต ✦
ความปลอดภัย รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ✦
การท่องเที่ยว พระสงฆ์ถูกปฏิเสธเข้าพักในโรงแรมอ้างนโยบายทางศาสนา ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัย ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมกระทบ 21 จังหวัดทั่วไทย ✦
วัฒนธรรม ข้อกังวลเกี่ยวกับความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมพุทธศาสนาในประเทศไทย ✦
เศรษฐกิจ ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อย ณ วันที่ 26 กันยายน 2569 ✦
ความปลอดภัย น้ำป่าไหลหลากกระทบโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมในนครราชสีมา ✦
ความปลอดภัย กระทรวงมหาดไทยสั่งการทั่วประเทศยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. เตือนสถานการณ์น้ำท่วมยังน่าห่วง แนะเลี่ยง 17 เส้นทาง ✦
ความปลอดภัย

ทางการกรุงเทพฯ ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วม หลังระดับน้ำในคลองถึงจุดวิกฤต

แหล่งข่าวเดียว
ทางการกรุงเทพฯ ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วม หลังระดับน้ำในคลองถึงจุดวิกฤต

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ออกประกาศเตือนภัยฉุกเฉินสำหรับประชาชนในกรุงเทพฯ เนื่องจากระดับน้ำในคลองต่างๆ ของเมืองเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังประชาชนในกรุงเทพมหานคร ตามรายงานของ Thai Post ระบุว่าระดับน้ำในคลองหลายแห่งของเมืองได้ถึงระดับวิกฤตและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทางการได้แนะนำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำเร่งดำเนินการป้องกันล่วงหน้า รวมถึงการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนในขณะที่เมืองกำลังเฝ้าระวังระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ประกาศเตือนนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการและใช้ความระมัดระวังในการสัญจรใกล้คลองหรือพื้นที่ลุ่มต่ำ แม้ว่าคำเตือนในปัจจุบันจะเน้นไปที่ความเสี่ยงจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในทันที แต่ผลกระทบระยะยาวต่อโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางการคมนาคมในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติมจากกรุงเทพมหานครหรือ ปภ. จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับระยะเวลาของคำเตือนนี้หรือระบุย่านที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ นอกเหนือจากคำเตือนทั่วไปสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:42 UTC

ความปลอดภัย

รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี

แหล่งข่าวเดียว
รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี

หน่วยงานท้องถิ่นกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ 5 ตำบลของอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี หลังจากมีฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา

ตามรายงานจากกรมประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย ได้มีการรายงานสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ 5 ตำบลของอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ระดมกำลังเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบและจัดการกับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดในบางจุดและอาจมีความเสี่ยงบนถนนสายรอง ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นเพื่ออัปเดตสภาพถนน และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากท่านกำลังเดินทางหรือพำนักอยู่ในบริเวณใกล้เคียงอำเภอหนองเสือ

ในขณะนี้ ความเสียหายโดยรวมและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางการยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใด ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรใช้ความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมขังหากเป็นไปได้ และติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและการให้ความช่วยเหลือต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:40 UTC

การท่องเที่ยว

พระสงฆ์ถูกปฏิเสธเข้าพักในโรงแรมอ้างนโยบายทางศาสนา

แหล่งข่าวเดียว
พระสงฆ์ถูกปฏิเสธเข้าพักในโรงแรมอ้างนโยบายทางศาสนา

พระสงฆ์ชื่อดังรูปหนึ่งรายงานว่าถูกปฏิเสธการเข้าพักในเครือโรงแรมใหญ่หลังจากเที่ยวบินล่าช้า โดยอ้างว่าเป็นความเชื่อทางศาสนาของเจ้าของ

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 พระมหานภันต์ พระสงฆ์ชื่อดัง ถูกปฏิเสธการเช็คอินเข้าพักในเครือโรงแรมแห่งหนึ่ง เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านพลาดเที่ยวบินเดิมเนื่องจากความล่าช้าและพยายามหาที่พักในโรงแรมดังกล่าว

พระมหานภันต์ระบุว่าพนักงานโรงแรมแจ้งว่าท่านไม่สามารถเข้าพักได้เนื่องจากเจ้าของเครือโรงแรมมีนโยบายทางศาสนาที่เคร่งครัดซึ่งห้ามไม่ให้พระสงฆ์เข้าพัก พระสงฆ์แสดงความประหลาดใจต่อการปฏิเสธดังกล่าว โดยระบุว่าท่านเพียงแค่ต้องการหาที่พักผ่อนหลังจากแผนการเดินทางถูกรบกวน

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ที่ธุรกิจเอกชนอาจบังคับใช้นโยบายภายในที่อาจส่งผลกระทบต่อแขกตามสถานะทางศาสนาหรือเครื่องแต่งกาย แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ แต่กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าเจ้าของธุรกิจเอกชนอาจใช้ดุลยพินิจในนโยบายการให้บริการของตนได้

ยังคงต้องมีการยืนยันว่าเครือโรงแรมใดที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากรายงานไม่ได้ระบุชื่อแบรนด์ และนโยบายดังกล่าวได้รับการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการในข้อกำหนดการให้บริการของบริษัทหรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการปฏิเสธนี้ถือเป็นการละเมิดกฎระเบียบด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือการต่อต้านการเลือกปฏิบัติในท้องถิ่นหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:40 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัย

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัย

รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ หลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการเฝ้าระวังและบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย โดยนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง และน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่

กระทรวงมหาดไทยได้กำหนด 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การยกระดับการเฝ้าระวังระดับน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัยตลอด 24 ชั่วโมง (เช่น พื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ลาดเชิงเขา) การเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนและเครื่องจักรกลเพื่อการเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และการเตรียมความพร้อมของศูนย์อพยพ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้หมายความว่าหน่วยงานท้องถิ่นกำลังอยู่ในภาวะเฝ้าระวังสูงสุด ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบควรติดตามข่าวสารในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเส้นทางการเดินทางอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังหรือน้ำป่าไหลหลาก แม้ว่ารัฐบาลจะระดมทรัพยากรเพื่อความปลอดภัยของประชาชนแล้ว แต่ขอบเขตผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางการเดินทางที่แน่ชัดยังคงต้องรอการยืนยันตามสถานการณ์สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ขอแนะนำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและติดตามข้อมูลผ่านช่องทางของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:41 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมกระทบ 21 จังหวัดทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมกระทบ 21 จังหวัดทั่วไทย

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่าขณะนี้มี 21 จังหวัดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนกว่า 27,000 ครัวเรือน

ตามรายงานจาก Thai Post ซึ่งอ้างข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมใน 21 จังหวัด ครอบคลุม 93 อำเภอ ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 84,000 คน และครัวเรือนประมาณ 27,109 ครัวเรือน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง แม้ว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่ทางการกำลังเฝ้าระวังเป็นพิเศษใน 3 จังหวัดที่ระดับน้ำกำลังเพิ่มสูงขึ้น ผู้ที่วางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพถนนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ ยังต้องรอการยืนยันว่าจังหวัดใดบ้างที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานท้องถิ่นหรือผู้ให้บริการขนส่งก่อนเดินทางไปยังพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมตามฤดูกาล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังคงติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับความปลอดภัยและการอพยพหากจำเป็น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:42 UTC

วัฒนธรรม

ข้อกังวลเกี่ยวกับความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมพุทธศาสนาในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลเกี่ยวกับความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมพุทธศาสนาในประเทศไทย

รายงานล่าสุดจากมติชนออนไลน์เน้นย้ำถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกี่ยวกับการขาดความเคารพต่อสัญลักษณ์และหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนาในประเทศไทย

บทบรรณาธิการล่าสุดที่เผยแพร่โดยมติชนออนไลน์ได้นำความสนใจกลับมาสู่ประเด็นความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในประเทศไทย รายงานในหัวข้อ 'ฝันร้ายของชาวพุทธ หยุดกันได้หรือยัง?' ได้กล่าวถึงความไม่พอใจของสาธารณชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งมีการกล่าวหาว่าภาพลักษณ์หรือประเพณีทางพุทธศาสนาถูกปฏิบัติด้วยความไม่เคารพ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ประเด็นนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งของพุทธศาสนาในสังคมไทย นักท่องเที่ยวมักได้รับการเตือนว่าแม้ประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางที่ต้อนรับผู้มาเยือน แต่ประชากรท้องถิ่นให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์ทางศาสนาเป็นอย่างมาก การกระทำที่อาจดูเล็กน้อยสำหรับชาวต่างชาติ เช่น การใช้ภาพพระพุทธรูปในการตกแต่งอย่างไม่เหมาะสม หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง และในบางกรณีอาจนำไปสู่ผลกระทบทางกฎหมายภายใต้กฎหมายท้องถิ่นที่คุ้มครองศักดิ์ศรีทางศาสนา

แม้ว่ารายงานของมติชนจะสะท้อนความรู้สึกของผู้ที่เรียกร้องให้มีความตระหนักรู้มากขึ้นและมาตรฐานทางสังคมที่เข้มงวดขึ้น แต่ยังคงต้องรอดูว่าหน่วยงานหรือองค์กรทางวัฒนธรรมจะตอบสนองต่อการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร นักท่องเที่ยวได้รับการสนับสนุนให้คำนึงถึงขนบธรรมเนียมท้องถิ่น แต่งกายสุภาพเมื่อเข้าชมวัด และปฏิบัติต่อวัตถุทางศาสนาด้วยความเคารพ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ให้เกียรติแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันถึงแนวทางปฏิบัติใหม่หรือแคมเปญสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณะเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:41 UTC

เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อย ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อย ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำในประเทศปรับตัวลดลงเล็กน้อยในวันนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 68,650 บาท

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยรายงานการปรับตัวลดลงเล็กน้อยของราคาทองคำเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า โดยตามประกาศครั้งที่ 1 ของวันเมื่อเวลา 09.05 น. ราคาทองคำปรับตัวลดลง 50 บาท

สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด ทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 67,650 บาท และขายออกที่บาทละ 67,850 บาท ในขณะที่ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาทละ 66,294.68 บาท และขายออกที่บาทละ 68,650 บาท ทั้งนี้ ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,286.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความผันผวนเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติในตลาดทองคำของไทย ซึ่งเป็นทั้งช่องทางการลงทุนทั่วไปและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาจะเพียงเล็กน้อย แต่ผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายทองคำควรติดตามเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมค้าทองคำตลอดทั้งวัน เนื่องจากราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด เนื่องจากนี่เป็นข้อมูลอัปเดตรายวัน การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำตลาดโลกหรือความต้องการในประเทศอาจส่งผลต่อการประกาศในรอบถัดไป ทั้งนี้ Khaosod Online Thailand ได้นำเสนอตัวเลขดังกล่าวโดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:41 UTC

ความปลอดภัย

น้ำป่าไหลหลากกระทบโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมในนครราชสีมา

แหล่งข่าวเดียว
น้ำป่าไหลหลากกระทบโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมในนครราชสีมา

น้ำป่าไหลหลากท่วมใต้สะพานกลับรถคลองน้ำขาวในอำเภอสีคิ้ว ส่งผลให้มีการแจ้งเตือนรถขนาดเล็กให้หลีกเลี่ยงเส้นทาง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ใต้สะพานกลับรถคลองน้ำขาว ในอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โดยน้ำป่าที่ไหลมาอย่างรวดเร็วได้สร้างสภาวะที่ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ในบริเวณดังกล่าว

หน่วยงานท้องถิ่นได้ออกประกาศเตือนโดยเฉพาะสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ขนาดเล็กให้หลีกเลี่ยงการพยายามขับผ่านช่วงที่น้ำท่วมขัง เนื่องจากระดับน้ำมีความเสี่ยงสูงต่อการสัญจร การสะสมของน้ำใต้สะพานส่งผลกระทบต่อการจราจรในพื้นที่ ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องใช้ความระมัดระวังหรือหาเส้นทางเลี่ยง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงของการเกิดน้ำท่วมขังอย่างรวดเร็วในช่วงสภาพอากาศปัจจุบัน แม้ว่าผลกระทบในขณะนี้จะจำกัดอยู่เพียงบริเวณใต้สะพาน แต่ผู้ที่วางแผนเดินทางผ่านอำเภอสีคิ้วควรติดตามข่าวสารการจราจรและรายงานสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ยังต้องรอการยืนยันว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใดและมีโครงสร้างพื้นฐานอื่นในบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหายหรือไม่ ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างเคร่งครัด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:41 UTC

ความปลอดภัย

กระทรวงมหาดไทยสั่งการทั่วประเทศยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงมหาดไทยสั่งการทั่วประเทศยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม

กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการเฝ้าระวังน้ำท่วมเชิงรุกและมาตรการตอบโต้เหตุฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า นายอรรษิษฐ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทกภัย โดยเน้นย้ำให้มีการยกระดับการเฝ้าระวังน้ำท่วมและดำเนินกลยุทธ์การตอบโต้เหตุการณ์เชิงรุกในทันที

หน่วยงานระดับจังหวัดได้รับคำสั่งให้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมในการเผชิญเหตุโดยไม่ล่าช้า องค์ประกอบสำคัญของคำสั่งนี้คือการสร้างการรับรู้ข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่องแก่ประชาชน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้เน้นย้ำว่าการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนถือเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในการปฏิบัติงาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คำสั่งนี้แสดงถึงการเตรียมความพร้อมในระดับสูงทั่วประเทศ แม้ว่าคำสั่งนี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยง แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัยตามฤดูกาลควรติดตามช่องทางข่าวสารท้องถิ่นและการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับคำเตือนเฉพาะจุด ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจังหวัดใดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงและขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในขณะนั้น ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางด้วยความยืดหยุ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากมีการประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินในพื้นที่ของท่าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:40 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. เตือนสถานการณ์น้ำท่วมยังน่าห่วง แนะเลี่ยง 17 เส้นทาง

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. เตือนสถานการณ์น้ำท่วมยังน่าห่วง แนะเลี่ยง 17 เส้นทาง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่าสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ยังไม่ดีขึ้นเนื่องจากระดับน้ำในคลองเต็มความจุ พร้อมแนะนำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจร 17 แห่ง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยระบุว่าฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและหมุนวนส่งผลให้ระดับน้ำในคลองทุกแห่งเต็มความจุ ซึ่งทำให้ระบบระบายน้ำต้องรับภาระหนัก

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในเมืองหลวง สถานการณ์นี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังในบางพื้นที่และการจราจรติดขัด เจ้าหน้าที่ได้ระบุเส้นทาง 17 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันการติดค้างหรือเผชิญกับปัญหาการจราจรที่หนาแน่น

แม้ว่าทางกรุงเทพมหานครจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ผลกระทบที่แน่ชัดต่อการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปเนื่องจากสภาพอากาศยังคงมีความผันผวน ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการปิดเส้นทางจราจรและการดำเนินงานป้องกันน้ำท่วม ทั้งนี้ ควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและเผื่อเวลาในการเดินทางในช่วงที่มีฝนตกหนักเช่นนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 02:20 UTC

สะท้อนบทบาทหน้าที่การทำงาน: มุมมองจาก Prachachat Business
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สะท้อนบทบาทหน้าที่การทำงาน: มุมมองจาก Prachachat Business

คอลัมน์ล่าสุดใน Prachachat Business สำรวจความสำคัญของการทำหน้าที่ตามบทบาทโดยไม่เรียกร้องการยอมรับส่วนบุคคล โดยใช้การเปรียบเทียบกับเข็มนาฬิกา

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สะท้อนบทบาทหน้าที่การทำงาน: มุมมองจาก Prachachat Business

แหล่งข่าวเดียว
สะท้อนบทบาทหน้าที่การทำงาน: มุมมองจาก Prachachat Business

คอลัมน์ล่าสุดใน Prachachat Business สำรวจความสำคัญของการทำหน้าที่ตามบทบาทโดยไม่เรียกร้องการยอมรับส่วนบุคคล โดยใช้การเปรียบเทียบกับเข็มนาฬิกา

ในบทความแสดงความคิดเห็นที่ตีพิมพ์โดย Prachachat Business เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2026 คอลัมนิสต์ ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ ได้อภิปรายถึงธรรมชาติของการมีส่วนร่วมในวิชาชีพและพลวัตในที่ทำงาน บทความนี้ใช้การเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมยเกี่ยวกับเข็มนาฬิกาเพื่อสะท้อนความรู้สึกทั่วไปในที่ทำงาน นั่นคือความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความสำคัญแม้จะทุ่มเททำงานอย่างหนัก

ในการเปรียบเทียบนี้ เข็มวินาทีแสดงความคับข้องใจโดยระบุว่าตนต้องเดินหน้ามากกว่าเข็มนาทีถึง 60 ครั้งเพื่อขับเคลื่อนการทำงานของนาฬิกา ผู้เขียนใช้สิ่งนี้เพื่อเน้นย้ำถึงแนวโน้มของบุคคลที่มักจะเรียกร้องการยอมรับในปริมาณงานของตน แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่บทบาทเฉพาะของตนภายในระบบที่ใหญ่กว่า ข้อความหลักคือการสนับสนุนให้มืออาชีพทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ของตน แทนที่จะพยายามอ้างความสำคัญส่วนบุคคลหรือความเหนือกว่าผู้อื่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย มุมมองนี้เสนอการสะท้อนทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับคุณค่าของความอ่อนน้อมถ่อมตนและความร่วมมือร่วมใจในสภาพแวดล้อมการทำงานของไทย การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรในท้องถิ่นหรือโครงการที่ต้องทำงานร่วมกัน เนื่องจากนี่เป็นบทความแสดงความคิดเห็น จึงไม่ได้รายงานถึงเหตุการณ์เฉพาะหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่ทำหน้าที่เป็นบทวิจารณ์เชิงปรัชญาเกี่ยวกับพฤติกรรมในที่ทำงาน ผู้อ่านควรทราบว่าเนื้อหานี้สะท้อนมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเกี่ยวกับพฤติกรรมองค์กร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 06 กันยายน 2026, 03:36 UTC

รัฐบาลไทยเปิดตัวกลยุทธ์การทูตเชิงรุกเพื่อเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเปิดตัวกลยุทธ์การทูตเชิงรุกเพื่อเศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เริ่มแคมเปญการทูตเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของประเทศไทยในอาเซียนและตลาดโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเปิดตัวกลยุทธ์การทูตเชิงรุกเพื่อเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเปิดตัวกลยุทธ์การทูตเชิงรุกเพื่อเศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เริ่มแคมเปญการทูตเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของประเทศไทยในอาเซียนและตลาดโลก

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2026 รัฐบาลไทยได้เปิดตัวกลยุทธ์การทูตเชิงรุกเพื่อเศรษฐกิจ โดยการริเริ่มนี้เกี่ยวข้องกับการประสานงานระดับสูงกับเอกอัครราชทูตและกงสุลจำนวน 76 ท่าน ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 9 ภูมิภาคทั่วโลก วัตถุประสงค์หลักของแคมเปญนี้คือการฟื้นฟูความโดดเด่นของประเทศไทยในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของอาเซียนและเอเชีย

แหล่งข่าวจากรัฐบาลระบุว่ากลยุทธ์นี้มุ่งเน้นไปที่การเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่มีคุณภาพกลับเข้าสู่ประเทศ การมีส่วนร่วมโดยตรงกับตัวแทนทางการทูตมีเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดสนใจสำหรับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระดับโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของความสัมพันธ์ทางการค้าและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การมุ่งเน้นที่ความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้นอาจนำไปสู่กระบวนการทางการค้าที่คล่องตัวขึ้นหรือโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าที่จะได้รับความสำคัญและกรอบเวลาที่แน่นอนสำหรับโครงการทางเศรษฐกิจเหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากรัฐบาลเพื่อดูว่าความพยายามทางการทูตเหล่านี้จะเปลี่ยนไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เป็นรูปธรรมและผลกระทบต่อตลาดอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 06 กันยายน 2026, 03:36 UTC

นครศรีธรรมราชตอกย้ำสถานะศูนย์กลางมังคุดแห่งภาคใต้ของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นครศรีธรรมราชตอกย้ำสถานะศูนย์กลางมังคุดแห่งภาคใต้ของไทย

นครศรีธรรมราชได้รับการยอมรับว่าเป็น 'มหานครมังคุดใต้' ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าที่สำคัญของผลไม้ชนิดนี้ในภูมิภาค

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นครศรีธรรมราชตอกย้ำสถานะศูนย์กลางมังคุดแห่งภาคใต้ของไทย

แหล่งข่าวเดียว
นครศรีธรรมราชตอกย้ำสถานะศูนย์กลางมังคุดแห่งภาคใต้ของไทย

นครศรีธรรมราชได้รับการยอมรับว่าเป็น 'มหานครมังคุดใต้' ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าที่สำคัญของผลไม้ชนิดนี้ในภูมิภาค

ตามรายงานจาก Prachachat Business จังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับฉายาว่าเป็น 'มหานครมังคุดใต้' ซึ่งสะท้อนถึงสถานะการเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมังคุดมากที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย สวนมังคุดมีการกระจายตัวอยู่เกือบทุกอำเภอ ครอบคลุมสภาพภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งพื้นที่ราบ เชิงเขา และพื้นที่ภูเขาสูง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงบทบาทของจังหวัดในฐานะศูนย์กลางที่สำคัญสำหรับการผลิตและการค้ามังคุดคุณภาพสูง การเพาะปลูกที่แพร่หลายบ่งชี้ว่าผู้ที่มาเยือนภูมิภาคนี้อาจพบกับความพร้อมของผลไม้ที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เนื่องจากจังหวัดยังคงดำเนินการปรับปรุงการกระจายผลผลิตทางการเกษตรไปสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่ารายงานจะยืนยันถึงบทบาทที่สำคัญของจังหวัดในอุตสาหกรรมมังคุด แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับปริมาณการผลิตต่อปีในปัจจุบัน หรือผลกระทบของสภาพอากาศในช่วงที่ผ่านมาต่อผลผลิตในปีนี้ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือตลาดผลไม้ท้องถิ่นอาจพบว่าสถานะนี้มีความเกี่ยวข้องเมื่อวางแผนการเดินทางมายังภาคใต้ เนื่องจากจังหวัดยังคงวางตำแหน่งตนเองเป็นผู้เล่นหลักในเศรษฐกิจผลไม้ของภูมิภาค

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 06 กันยายน 2026, 03:36 UTC

กระทรวงการคลังและธปท. เสนอมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังและธปท. เสนอมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการ

กระทรวงการคลังร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการ โดยเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังและธปท. เสนอมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการ

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังและธปท. เสนอมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการ

กระทรวงการคลังร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการ โดยเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 กระทรวงการคลังกำลังพัฒนาแนวทางเพื่อขยายฐานภาษีของประเทศโดยการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันกระทรวงฯ กำลังหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีสามารถใช้ข้อมูลบัญชีภาษีเป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อธนาคารได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังกำลังพิจารณามาตรการ "พี่ใหญ่ช่วยน้อง" ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งสนับสนุนให้บริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทานของตน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย ข้อเสนอนี้อาจช่วยให้การเข้าถึงสินเชื่อทำได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่มีการจัดทำบัญชีภาษีที่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม เกณฑ์เฉพาะสำหรับโครงการสินเชื่อเหล่านี้ กรอบเวลาในการดำเนินการ และลักษณะความช่วยเหลือที่ชัดเจนจากบริษัทขนาดใหญ่ยังคงต้องรอการยืนยัน เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นเพียงกรอบนโยบายที่นำเสนอ จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีหรือระเบียบการธนาคารในทันที ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงสร้างของมาตรการจูงใจเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 06 กันยายน 2026, 03:36 UTC

ไทยสำรวจศักยภาพทางเศรษฐกิจใหม่สำหรับที่ดินของรัฐ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยสำรวจศักยภาพทางเศรษฐกิจใหม่สำหรับที่ดินของรัฐ

รัฐบาลไทยกำลังประเมินการจัดการที่ราชพัสดุใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยสำรวจศักยภาพทางเศรษฐกิจใหม่สำหรับที่ดินของรัฐ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยสำรวจศักยภาพทางเศรษฐกิจใหม่สำหรับที่ดินของรัฐ

รัฐบาลไทยกำลังประเมินการจัดการที่ราชพัสดุใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2026 ทางการไทยกำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เกี่ยวกับการจัดการที่ดินของรัฐหรือ 'ที่ราชพัสดุ' จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงทรัพย์สินที่รัฐถือครองไว้ ที่ดินเหล่านี้กำลังถูกพิจารณาใหม่ให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคมให้กับชุมชนท้องถิ่นได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความคิดริเริ่มนี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและอสังหาริมทรัพย์ของรัฐที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่การสร้างศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับชุมชนแห่งใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดตลาดท้องถิ่นใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะในพื้นที่ที่เคยถูกจำกัดหรือไม่ได้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน พื้นที่เฉพาะที่จะได้รับการพัฒนา กรอบเวลาในการดำเนินการ และลักษณะที่แท้จริงของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ การสนับสนุนด้านการเกษตร หรือบริการสาธารณะ ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเหล่านี้จะถูกดำเนินการอย่างไร และอาจส่งผลกระทบต่อย่านที่อยู่อาศัยหรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศอย่างไรบ้าง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 06 กันยายน 2026, 02:55 UTC

ไทยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในงานแสดงสินค้า FACIM ที่โมซัมบิก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในงานแสดงสินค้า FACIM ที่โมซัมบิก

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมงาน FACIM ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโมซัมบิก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในงานแสดงสินค้า FACIM ที่โมซัมบิก

แหล่งข่าวเดียว
ไทยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในงานแสดงสินค้า FACIM ที่โมซัมบิก

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมงาน FACIM ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโมซัมบิก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2026 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติมาปูโต (FACIM) ซึ่งถือเป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโมซัมบิก และเป็นเวทีสำคัญสำหรับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างของคณะผู้แทนทางการทูตไทยในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศ การนำสินค้าและบริการของไทยไปจัดแสดงในสถานที่ที่มีความสำคัญเช่นนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและสำรวจโอกาสใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือในตลาดแอฟริกา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง ความเคลื่อนไหวนี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและโมซัมบิก แม้ว่างานดังกล่าวจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจในการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า แต่ผลกระทบระยะยาวที่เฉพาะเจาะจงต่อปริมาณการค้าหรือการนำสินค้าไทยใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดโมซัมบิกนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าการปรากฏตัวทางการทูตนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมหรือกิจกรรมทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตยังคงทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนผลประโยชน์ของไทยในภูมิภาคต่อไป แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าเฉพาะหรือการร่วมทุนในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 06 กันยายน 2026, 02:15 UTC

เมโทร กรุ๊ป มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เมโทร กรุ๊ป มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์

บดินทร์ บุญวิสุทธิ์ จากเมโทร กรุ๊ป กำลังมุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจยานยนต์ที่ครอบคลุมเพื่อสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เมโทร กรุ๊ป มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์

แหล่งข่าวเดียว
เมโทร กรุ๊ป มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์

บดินทร์ บุญวิสุทธิ์ จากเมโทร กรุ๊ป กำลังมุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจยานยนต์ที่ครอบคลุมเพื่อสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บดินทร์ บุญวิสุทธิ์ ผู้บริหารที่คร่ำหวอดในธุรกิจของเมโทร กรุ๊ป กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของบริษัท วิสัยทัศน์ของเขาคือการก้าวข้ามการขายรถยนต์แบบดั้งเดิมไปสู่การสร้าง 'แพลตฟอร์ม' หรือระบบนิเวศที่บูรณาการมากขึ้นสำหรับภาคยานยนต์

ความคิดริเริ่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างห่วงโซ่ธุรกิจที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด การมุ่งเน้นไปที่แนวทางระบบนิเวศนี้ เมโทร กรุ๊ป ตั้งใจที่จะสร้างสภาพแวดล้อมแบบ 'วิน-วิน' ให้กับพันธมิตรและลูกค้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่กว้างขึ้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการบูรณาการบริการในตลาดรถยนต์ท้องถิ่น ระบบนิเวศยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพและแข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่มาตรฐานการบริการที่ดีขึ้น การสนับสนุนด้านการบำรุงรักษาที่ดีขึ้น และประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่คล่องตัวมากขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวิธีการทำงานของแพลตฟอร์มนี้สำหรับผู้ใช้งานปลายทางยังคงต้องรอการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีบริการใหม่หรือเครื่องมือดิจิทัลใดบ้างที่จะเปิดตัวต่อสาธารณะภายใต้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าเมโทร กรุ๊ป จะดำเนินการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างไร และจะสามารถสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรูปแบบธุรกิจยานยนต์ในประเทศได้สำเร็จหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 06 กันยายน 2026, 02:36 UTC

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: คาดการณ์ความผันผวนในเดือนกันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: คาดการณ์ความผันผวนในเดือนกันยายน 2569

InnovestX คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนในเดือนนี้ โดยแนะนำให้นักลงทุนมุ่งเน้นไปที่กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: คาดการณ์ความผันผวนในเดือนกันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: คาดการณ์ความผันผวนในเดือนกันยายน 2569

InnovestX คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนในเดือนนี้ โดยแนะนำให้นักลงทุนมุ่งเน้นไปที่กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นักวิเคราะห์จาก InnovestX ได้เผยแพร่แนวโน้มสำหรับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือนกันยายน 2569 โดยบริษัทประเมินว่าตลาดจะมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนตลอดทั้งเดือน โดยคาดการณ์กรอบแนวรับอยู่ที่ 1,555-1,570 จุด และแนวต้านอยู่ที่ 1,605-1,620 จุด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ติดตามเศรษฐกิจไทย ความผันผวนนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนของตลาด InnovestX แนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะเกิดขึ้น การมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ร่วมตลาดสามารถรับมือกับความผันผวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ดีขึ้นทั้งในช่วงครึ่งเดือนแรกและครึ่งเดือนหลัง

แม้ว่าบทวิเคราะห์นี้จะให้กรอบทางเทคนิคสำหรับการเคลื่อนไหวของตลาด แต่ยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์ตามสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผลการดำเนินงานจริงของ SET จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดเฉพาะและกรอบเวลาในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนอย่างเต็มที่ นักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการทางเศรษฐกิจเหล่านี้ต่อไป เนื่องจากจะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของตลาดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 06 กันยายน 2026, 01:36 UTC

คอลัมนิสต์จาก Thai Post อภิปรายถึงเศรษฐศาสตร์ของการทำนาข้าว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

คอลัมนิสต์จาก Thai Post อภิปรายถึงเศรษฐศาสตร์ของการทำนาข้าว

คอลัมน์ล่าสุดจาก Thai Post สำรวจความท้าทายและความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่ชาวนาไทยกำลังเผชิญ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

คอลัมนิสต์จาก Thai Post อภิปรายถึงเศรษฐศาสตร์ของการทำนาข้าว

แหล่งข่าวเดียว
คอลัมนิสต์จาก Thai Post อภิปรายถึงเศรษฐศาสตร์ของการทำนาข้าว

คอลัมน์ล่าสุดจาก Thai Post สำรวจความท้าทายและความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่ชาวนาไทยกำลังเผชิญ

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 คอลัมน์ 'เปิดซองออนไลน์' ของ Thai Post ได้พักเรื่องราวปกติเพื่อหันมาพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์อุตสาหกรรมข้าวในประเทศไทย บทความในชื่อ 'ชาวนาครับ…ข้าวของเราแท้ๆ' ได้เน้นย้ำถึงความยากลำบากทางเศรษฐกิจและความคับข้องใจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้ที่อยู่ในภาคการทำนาข้าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การอภิปรายนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งของข้าว ซึ่งยังคงเป็นกระดูกสันหลังของภาคเกษตรกรรมของประเทศ การเข้าใจถึงความท้าทายที่ชาวนาเผชิญช่วยให้เห็นบริบทของความผันผวนของราคาผลผลิตในท้องถิ่นและภาพรวมทางเศรษฐกิจและสังคมของชนบทไทย คอลัมน์นี้ทำหน้าที่เป็นบทวิจารณ์เกี่ยวกับความยากลำบากในการสร้างความมั่งคั่งทางการเงินผ่านวิธีการทำนาแบบดั้งเดิม

แม้ว่าคอลัมน์นี้จะดึงความสนใจไปที่ความเดือดร้อนของชาวนา แต่ก็ไม่ได้เสนอการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เฉพาะเจาะจงหรือให้การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม คงต้องติดตามกันต่อไปว่าวาทกรรมสาธารณะนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการสนับสนุนภาคเกษตรกรรมหรือการสร้างความตระหนักรู้ของผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณค่าของข้าวที่ปลูกในท้องถิ่นหรือไม่ ผู้อ่านที่สนใจภาคเกษตรกรรมอาจพบว่ามุมมองนี้มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจความรู้สึกปัจจุบันของผู้ผลิตในไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 17:15 UTC

ไฟไหม้ร้านขายข้าวสารรายใหญ่ในเขาพนม จ.กระบี่ เสียหายหนัก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไฟไหม้ร้านขายข้าวสารรายใหญ่ในเขาพนม จ.กระบี่ เสียหายหนัก

เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านขายข้าวสารและแก๊สหุงต้มรายใหญ่ในจังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไฟไหม้ร้านขายข้าวสารรายใหญ่ในเขาพนม จ.กระบี่ เสียหายหนัก

แหล่งข่าวเดียว
ไฟไหม้ร้านขายข้าวสารรายใหญ่ในเขาพนม จ.กระบี่ เสียหายหนัก

เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านขายข้าวสารและแก๊สหุงต้มรายใหญ่ในจังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาท

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 5 กันยายน 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่ร้านขายข้าวสารรายใหญ่บริเวณถนนสายเขาพนม-โรงเรียนเทศบาลเขาพนม ในอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่าเพลิงได้ลุกลามอาคารพาณิชย์รวม 5 คูหา โดยพบว่าเสียหายทั้งหลัง 4 คูหา และเสียหายบางส่วน 1 คูหา

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลและหน่วยงานใกล้เคียงได้ระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. สถานการณ์มีความยากลำบากเนื่องจากภายในร้านมีถังแก๊สหุงต้มประมาณ 10 ถัง ซึ่งเกิดการระเบิดเป็นระยะ เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความหนาแน่น

ความเสียหายเบื้องต้นประเมินไว้ไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาท ครอบคลุมตัวอาคาร ถังแก๊ส รถยนต์เก๋ง 1 คัน และรถจักรยานยนต์ แม้เพลิงจะสงบลงแล้ว แต่สาเหตุที่แน่ชัดของเพลิงไหม้ยังคงต้องรอการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่ สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการจัดเก็บวัสดุไวไฟในย่านชุมชน ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้ออกรายงานสรุปเกี่ยวกับสาเหตุหรือการละเมิดมาตรการความปลอดภัยแต่อย่างใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 14:15 UTC

สมาพันธ์ SME ไทย จับมือ สจล. ผนึกกำลังวิจัยสู่ธุรกิจเพื่อสร้างนวัตกรรม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สมาพันธ์ SME ไทย จับมือ สจล. ผนึกกำลังวิจัยสู่ธุรกิจเพื่อสร้างนวัตกรรม

สมาพันธ์ SME ไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยทางวิชาการเข้ากับการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สมาพันธ์ SME ไทย จับมือ สจล. ผนึกกำลังวิจัยสู่ธุรกิจเพื่อสร้างนวัตกรรม

แหล่งข่าวเดียว
สมาพันธ์ SME ไทย จับมือ สจล. ผนึกกำลังวิจัยสู่ธุรกิจเพื่อสร้างนวัตกรรม

สมาพันธ์ SME ไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยทางวิชาการเข้ากับการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2026 สมาพันธ์ SME ไทย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยรายงานจาก Matichon Online ระบุว่าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการขีดความสามารถด้านการวิจัยทางวิชาการเข้ากับความต้องการในทางปฏิบัติของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย ความร่วมมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยได้ดียิ่งขึ้น การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ประกอบการ 'รุ่นใหม่' ซึ่งอาจนำไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการยกระดับบริการภายในตลาดท้องถิ่น

แม้ว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะวางกรอบความร่วมมือไว้แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินโครงการและลักษณะที่แน่ชัดของโปรแกรมด้านนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้ที่เกี่ยวข้องจะคอยติดตามดูว่างานวิจัยเหล่านี้จะสามารถสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับภาค SME ได้รวดเร็วเพียงใด และโมเดลนี้จะถูกขยายผลไปยังสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในอนาคตหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 12:20 UTC

บริษัทพลังงานจีน CGNEI สนใจสำรวจโอกาสการลงทุนในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บริษัทพลังงานจีน CGNEI สนใจสำรวจโอกาสการลงทุนในประเทศไทย

ผู้บริหารจากบริษัทพลังงานจีน CGNEI ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของไทย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการมีส่วนร่วมในแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บริษัทพลังงานจีน CGNEI สนใจสำรวจโอกาสการลงทุนในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
บริษัทพลังงานจีน CGNEI สนใจสำรวจโอกาสการลงทุนในประเทศไทย

ผู้บริหารจากบริษัทพลังงานจีน CGNEI ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของไทย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการมีส่วนร่วมในแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2026 ตัวแทนจากบริษัทพลังงานจีน CGNEI ได้มีการหารืออย่างเป็นทางการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของไทย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โดยการประชุมมุ่งเน้นไปที่ความสนใจของบริษัทต่อกลยุทธ์การพัฒนาพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและภูมิทัศน์ทางนโยบายของไทย การลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในภาคพลังงานอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาวในด้านเสถียรภาพของสาธารณูปโภค การบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานใหม่ และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโดยรวม แม้ว่าการประชุมจะเน้นย้ำถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากผู้เล่นด้านพลังงานระดับนานาชาติ แต่ยังคงต้องยืนยันว่า CGNEI ตั้งเป้าหมายไปที่โครงการหรือภาคส่วนใดโดยเฉพาะ ในขณะนี้ยังไม่มีการประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการหรือกรอบเวลาการลงทุนที่ชัดเจน ผู้สังเกตการณ์จะรอติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมจากกระทรวงอุตสาหกรรมว่าการหารือเหล่านี้จะนำไปสู่โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้หรือความร่วมมือทางนโยบายหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 12:20 UTC

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ของไทยเผชิญความกังวลด้านโครงสร้างการคลัง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ของไทยเผชิญความกังวลด้านโครงสร้างการคลัง

ในขณะที่รัฐสภาไทยเตรียมพิจารณางบประมาณ 3.7 ล้านล้านบาทสำหรับปี 2570 นักวิเคราะห์เตือนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างทางการคลัง รวมถึงภาระหนี้สินและงบประมาณบำเหน็จบำนาญที่เพิ่มสูงขึ้น

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ของไทยเผชิญความกังวลด้านโครงสร้างการคลัง

แหล่งข่าวเดียว
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ของไทยเผชิญความกังวลด้านโครงสร้างการคลัง

ในขณะที่รัฐสภาไทยเตรียมพิจารณางบประมาณ 3.7 ล้านล้านบาทสำหรับปี 2570 นักวิเคราะห์เตือนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างทางการคลัง รวมถึงภาระหนี้สินและงบประมาณบำเหน็จบำนาญที่เพิ่มสูงขึ้น

ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2569 รัฐสภาไทยมีกำหนดพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระที่ 2 และ 3 รวมเป็นเงิน 3.7 ล้านล้านบาท ตามบทบรรณาธิการของข่าวสดออนไลน์ กระบวนการทางนิติบัญญัตินี้ไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง เนื่องจากรายงานงบประมาณได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางการคลังที่สำคัญซึ่งรัฐบาลต้องเร่งแก้ไข

ข้อกังวลหลักที่ระบุไว้ ได้แก่ รายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับงบลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ ภาระการชำระหนี้สูงถึง 4.62 แสนล้านบาท โดยเป็นดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมกว่า 3.1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญข้าราชการยังอยู่ที่ 3.89 แสนล้านบาทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี รายงานยังระบุถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากงบที่จัดสรรไว้สำหรับค่ารักษาพยาบาลและบำนาญดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อรายจ่ายจริงที่คาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดช่องว่างประมาณ 1.04 แสนล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องตั้งงบชดใช้เงินคงคลังในปี 2571 อีก 1.15 แสนล้านบาท สำหรับเงินที่นำมาใช้ในปี 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว แนวโน้มทางการคลังเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนถึงการบริหารเศรษฐกิจระยะยาวของรัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐ แม้ว่าการอภิปรายงบประมาณกำลังดำเนินอยู่ แต่ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะจัดการกับปัญหาการขาดดุลเชิงโครงสร้างเหล่านี้อย่างไร และแรงกดดันทางการคลังนี้จะส่งผลกระทบต่อบริการสาธารณะหรือนโยบายเศรษฐกิจในอนาคตหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 12:15 UTC

นักธุรกิจจีนผุดไอเดียธุรกิจแปลกใหม่ บริการ “เกาแก้คัน”
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นักธุรกิจจีนผุดไอเดียธุรกิจแปลกใหม่ บริการ “เกาแก้คัน”

นักธุรกิจชาวจีนวัย 32 ปี เปิดตัวบริการผ่อนคลายเฉพาะกลุ่มในเมืองเซินเจิ้น โดยคิดค่าบริการ 1,500 บาทต่อชั่วโมง สำหรับบริการเกาหลังแบบมืออาชีพ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นักธุรกิจจีนผุดไอเดียธุรกิจแปลกใหม่ บริการ “เกาแก้คัน”

แหล่งข่าวเดียว
นักธุรกิจจีนผุดไอเดียธุรกิจแปลกใหม่ บริการ “เกาแก้คัน”

นักธุรกิจชาวจีนวัย 32 ปี เปิดตัวบริการผ่อนคลายเฉพาะกลุ่มในเมืองเซินเจิ้น โดยคิดค่าบริการ 1,500 บาทต่อชั่วโมง สำหรับบริการเกาหลังแบบมืออาชีพ

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ (Khaosod Online Thailand) นักธุรกิจชาวจีนวัย 32 ปี ชื่อ “จางเสี่ยวเฉียว” ได้เปิดตัวธุรกิจที่มีแนวคิดแปลกใหม่ในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ภายใต้แบรนด์ “Suma” โดยบริการนี้เน้นไปที่การเกาหลังแบบมืออาชีพเพื่อช่วยให้ลูกค้าคลายความเครียดและบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัว

รูปแบบการให้บริการคล้ายกับร้านนวด โดยลูกค้าจะนอนคว่ำบนเตียงและพนักงานจะใช้อุปกรณ์พิเศษที่มีปลายสัมผัสนุ่มนวลในการเกาตามร่างกายอย่างเบามือ ปัจจุบันธุรกิจนี้เปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา และมีรายงานว่าสร้างรายได้รวมประมาณ 500,000 บาท (100,000 หยวน) ต่อเดือน โดยมีค่าบริการอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท (300 หยวน) ต่อชั่วโมง ทั้งนี้ จางได้แสดงความตั้งใจที่จะขยายแบรนด์ให้ครอบคลุมถึง 100 สาขาทั่วประเทศ

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ บริการดังกล่าวถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ไม่เหมือนใครในตลาดสุขภาพและความผ่อนคลาย แม้ว่าโมเดลธุรกิจนี้จะประสบความสำเร็จทางการเงินในช่วงแรก แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวคิดเฉพาะกลุ่มนี้จะยังคงได้รับความนิยมเมื่อมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ลูกค้าควรทราบว่านี่เป็นบริการเพื่อความผ่อนคลายเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์ ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแผนการขยายธุรกิจออกนอกประเทศจีน และความยั่งยืนในระยะยาวของโมเดลธุรกิจเฉพาะทางนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 10:35 UTC

ทีดีอาร์ไอเตือนการใช้นโยบายแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทีดีอาร์ไอเตือนการใช้นโยบายแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่าไทยควรเปลี่ยนจากการแจกเงินระยะสั้นไปสู่การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทีดีอาร์ไอเตือนการใช้นโยบายแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

แหล่งข่าวเดียว
ทีดีอาร์ไอเตือนการใช้นโยบายแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่าไทยควรเปลี่ยนจากการแจกเงินระยะสั้นไปสู่การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะยังต้องการมาตรการกระตุ้นในช่วงที่เหลือของปี แต่มาตรการแจกเงินของภาครัฐไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืนอีกต่อไป ตามความเห็นของทีดีอาร์ไอ ประเทศไทยไม่มีฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับการแจกเงินในระยะยาว และการพึ่งพานโยบายลักษณะนี้ถือเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของประเทศ

ดร.นณริฏ เตือนว่าประเทศไทยกำลังเสี่ยงที่จะติด 'กับดักประชานิยม' ซึ่งขับเคลื่อนด้วยวัฏจักรทางการเมืองและไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง เขาเน้นย้ำว่าวงจรการพึ่งพิงในปัจจุบันขัดขวางการพัฒนาขีดความสามารถที่แท้จริงของประเทศ แทนที่จะมุ่งเน้น 'ชัยชนะระยะสั้น' (Quick Win) นักวิชาการผู้นี้สนับสนุน 'ชัยชนะที่แท้จริง' (Real Win) ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถพึ่งพาตนเองได้ แทนที่จะรอรับเงินอุดหนุนจากรัฐ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ประเด็นนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในอนาคต แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันอาจถูกจำกัดหรือทยอยยกเลิกไป แต่การมุ่งเน้นในระยะยาวอาจเปลี่ยนไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะตอบสนองต่อข้อเสนอแนะเหล่านี้อย่างไรในรอบนโยบายถัดไป และรัฐบาลจะปรับแนวทางทางการคลังในช่วงเดือนข้างหน้าหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 10:36 UTC

ผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทยจับมือธนาคารช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อบ้านได้ง่ายขึ้น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทยจับมือธนาคารช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อบ้านได้ง่ายขึ้น

บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยอย่าง SC Asset และ Sena Development กำลังร่วมมือกับธนาคารชั้นนำเพื่อแก้ไขปัญหาอำนาจซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทยจับมือธนาคารช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อบ้านได้ง่ายขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
ผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทยจับมือธนาคารช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อบ้านได้ง่ายขึ้น

บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยอย่าง SC Asset และ Sena Development กำลังร่วมมือกับธนาคารชั้นนำเพื่อแก้ไขปัญหาอำนาจซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูง

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยอย่าง SC Asset และ Sena Development กำลังดำเนินกลยุทธ์ใหม่เพื่อรับมือกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ท้าทาย เนื่องจากอำนาจซื้อที่อ่อนตัวลงและลูกค้ามักเปลี่ยนใจจากการทำธุรกรรมเนื่องจากความยากลำบากในการขออนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย ผู้พัฒนาเหล่านี้จึงได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่เพื่อสร้างโซลูชันทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

มงกุฎ เตโชฬาร กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวราบและการตลาดของ SC Asset ระบุว่าสภาพแวดล้อมของตลาดในปัจจุบันมีลักษณะเป็นภาวะที่ «กู้ยาก» การทำงานร่วมกับธนาคารโดยตรงมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกระบวนการสินเชื่อและให้การสนับสนุนที่ดีขึ้นแก่ลูกค้าที่ประสบปัญหาในการปฏิบัติตามเกณฑ์การให้สินเชื่อที่เข้มงวด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนที่มีศักยภาพ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงข้อจำกัดด้านสภาพคล่องที่ยังคงมีอยู่ในภาคที่อยู่อาศัยของไทย แม้ว่าความร่วมมือเหล่านี้อาจเป็นช่องทางให้บางคนสามารถครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อเสถียรภาพของตลาดยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ซื้อที่มีศักยภาพควรทราบว่าโครงการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยด้านการเงิน แต่การมีสิทธิ์ได้รับสินเชื่อรายบุคคลยังคงขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงเฉพาะของธนาคารพันธมิตร รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขเฉพาะของโซลูชันทางการเงินเหล่านี้ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 10:36 UTC

Infinity เผยเทรนด์คนรุ่นใหม่หันมาลงทุนในตัวเองเพิ่มขึ้นในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Infinity เผยเทรนด์คนรุ่นใหม่หันมาลงทุนในตัวเองเพิ่มขึ้นในไทย

รายงานล่าสุดจาก Matichon Online ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ไลฟ์สไตล์ โดยแบรนด์ 'Infinity' ได้ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาตนเอง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Infinity เผยเทรนด์คนรุ่นใหม่หันมาลงทุนในตัวเองเพิ่มขึ้นในไทย

แหล่งข่าวเดียว
Infinity เผยเทรนด์คนรุ่นใหม่หันมาลงทุนในตัวเองเพิ่มขึ้นในไทย

รายงานล่าสุดจาก Matichon Online ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ไลฟ์สไตล์ โดยแบรนด์ 'Infinity' ได้ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาตนเอง

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2026 แบรนด์ 'Infinity' ได้ระบุถึงเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของไทย นั่นคือความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นในการลงทุนกับตัวเอง โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เน้นไปที่การเติบโตส่วนบุคคล การพัฒนาทักษะ และการสร้างทัศนคติเชิงบวก

เพื่อขยายผลข้อความนี้ Infinity ได้ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ 'เติ้ล' และ 'เฟิร์สวัน' เพื่อส่งต่อพลังบวกและสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับศักยภาพของตนเอง สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เทรนด์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในวงกว้างที่มุ่งเน้นการพัฒนาตนเองและสุขภาวะ ซึ่งกำลังส่งผลต่อไลฟ์สไตล์และตลาดผู้บริโภคในท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กลุ่มประชากรคนรุ่นใหม่หันมาใช้จ่ายและให้ความสนใจกับการพัฒนาตนเองมากขึ้น ธุรกิจและผู้ให้บริการในภาคส่วนสุขภาพและการศึกษาอาจพบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนเป้าหมายเหล่านี้

แม้ว่ารายงานจะยืนยันถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และการระบุเทรนด์นี้ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเคลื่อนไหวนี้จะพัฒนาไปอย่างไรในระยะยาว หรือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เฉพาะเจาะจงในเศรษฐกิจไทยในภาพรวมหรือไม่ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมหรือผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ Infinity ตั้งใจจะเปิดตัวเพื่อสนับสนุนโครงการนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเต็มรูปแบบ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 10:21 UTC

Cafe Amazon จับมือ เด็กสมบูรณ์ เปิดตัวเมนูสุดแปลก กาแฟผสมซีอิ๊ว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Cafe Amazon จับมือ เด็กสมบูรณ์ เปิดตัวเมนูสุดแปลก กาแฟผสมซีอิ๊ว

Cafe Amazon และแบรนด์เครื่องปรุงรส เด็กสมบูรณ์ ร่วมมือกันเปิดตัว 'Baby Somboon Club' นำเสนอการผสมผสานระหว่างกาแฟและซีอิ๊วที่ไม่เหมือนใครสู่ตลาดไทย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Cafe Amazon จับมือ เด็กสมบูรณ์ เปิดตัวเมนูสุดแปลก กาแฟผสมซีอิ๊ว

แหล่งข่าวเดียว
Cafe Amazon จับมือ เด็กสมบูรณ์ เปิดตัวเมนูสุดแปลก กาแฟผสมซีอิ๊ว

Cafe Amazon และแบรนด์เครื่องปรุงรส เด็กสมบูรณ์ ร่วมมือกันเปิดตัว 'Baby Somboon Club' นำเสนอการผสมผสานระหว่างกาแฟและซีอิ๊วที่ไม่เหมือนใครสู่ตลาดไทย

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 Cafe Amazon ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ PTT Oil and Retail Business (OR) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์กับแบรนด์เครื่องปรุงรสชื่อดังอย่าง เด็กสมบูรณ์ โดยความร่วมมือภายใต้ชื่อ 'Baby Somboon Club' นี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาดเครื่องดื่มด้วยการนำกาแฟมาผสมกับซีอิ๊ว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์แปลกใหม่และสามารถแชร์ต่อได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวัฒนธรรมร้านกาแฟท้องถิ่น ที่มุ่งเน้นไปที่รสชาติแบบทดลองซึ่งท้าทายความคาดหวังเดิมๆ เกี่ยวกับเครื่องดื่ม ความร่วมมือนี้ใช้จุดแข็งของผู้นำอุตสาหกรรมทั้งสองแบรนด์เพื่อสร้างกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย และมอบประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่ไม่เหมือนใครให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้าน Cafe Amazon

แม้ว่าบริษัทจะเปิดตัวโครงการนี้อย่างเป็นทางการเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคที่มองหาเทรนด์ใหม่ๆ แต่ยังมีรายละเอียดบางประการที่ยังต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าเมนูพิเศษนี้จะมีจำหน่ายในเครือข่ายสาขาของ Cafe Amazon ทั่วประเทศนานเท่าใด และบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยรายการเมนูทั้งหมดนอกเหนือจากแนวคิดหลัก 'กาแฟและซีอิ๊ว' ลูกค้าที่สนใจสามารถตรวจสอบความพร้อมให้บริการได้ที่ร้าน Cafe Amazon สาขาใกล้บ้าน และติดตามดูว่าส่วนผสมที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ถูกนำมาปรับใช้ในเมนูเครื่องดื่มปัจจุบันอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 กันยายน 2026, 09:55 UTC