ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้ ✦
เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ ✦
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า ✦
ความปลอดภัย เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา ✦
ความปลอดภัย ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ ✦
ความปลอดภัย ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ✦
การขนส่ง ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์ ✦
ความปลอดภัย กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ ✦
การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

รัฐบาลไทยชี้แจงว่าผู้ประกันตนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน สามารถจดหมายเลขผู้สมัครนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

ก่อนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ รัฐบาลไทยได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการลงคะแนนเสียง โดยอ้างอิงจากรายงานของ Thai Post รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่าผู้ประกันตนสามารถจดหมายเลขของผู้สมัครที่ต้องการเลือกใส่กระดาษหรือบันทึกส่วนตัวเพื่อนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนได้อย่างสะดวก เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่บอร์ดประกันสังคม สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคมของไทย ข้อมูลนี้มีความสำคัญเนื่องจากช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการลงคะแนน และช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกผู้สมัครที่ต้องการได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดกฎการเลือกตั้ง

แม้ว่าคำแนะนำนี้จะช่วยให้ความชัดเจนเรื่องการใช้บันทึกส่วนตัว แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปของการเลือกตั้งและทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ขณะนี้การเลือกตั้งยังคงกำหนดจัดขึ้นตามวันเวลาเดิม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรตรวจสอบสิทธิและสถานที่เลือกตั้งผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของสำนักงานประกันสังคมเพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงระเบียบการเลือกตั้งอื่นๆ เพิ่มเติมในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

รัฐบาลไทยได้ตอบสนองต่อความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ โดยเน้นย้ำว่าประเทศมีภาคการผลิตภายในประเทศที่แข็งแกร่ง

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงสถานะของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ โดยตอบโต้รายงานที่ระบุว่ามีการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนถึง 99.3% ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมดของอุตสาหกรรม

ตามข้อมูลของรัฐบาล ประเทศไทยมีฐานการผลิตชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ภายในประเทศที่สำคัญ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมในท้องถิ่นมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.66 หมื่นล้านบาทต่อปี การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่าประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงการมีอยู่ของห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่สนับสนุนภาคพลังงานหมุนเวียน แม้ว่ารัฐบาลจะให้ตัวเลขเหล่านี้เพื่อแสดงถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรม แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าศักยภาพการผลิตภายในประเทศเหล่านี้จะขยายตัวอย่างไรในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นของประเทศ แถลงการณ์ของรัฐบาลถือเป็นการย้ำเตือนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นกำลังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนระดับโลก แทนที่จะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีนำเข้า ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ผลิตในท้องถิ่นและส่วนแบ่งการตลาดในรายงานอุตสาหกรรมฉบับต่อๆ ไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:00 UTC

การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

รัฐบาลไทยชี้แจงกฎระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน โดยอนุญาตให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้าไปด้วย

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับกฎระเบียบสำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยนายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำโพยส่วนตัวที่จดเลขผู้สมัครเข้าไปในหน่วยเลือกตั้งเพื่อช่วยในการตัดสินใจได้

อย่างไรก็ตาม ทางการได้สั่งห้ามการครอบครองหรือแสดงเอกสารหรือสื่อใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงภายในบริเวณหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

สำหรับประชาชนและผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ณ หน่วยเลือกตั้ง ขอแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเตรียมตัวเลือกผู้สมัครไว้ล่วงหน้าโดยใช้โพยส่วนตัว แทนการพึ่งพาเอกสารหาเสียงจากภายนอก

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงเวลาลงคะแนนหรือสถานที่เลือกตั้ง ผู้มีสิทธิควรติดตามช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตล่าสุดหรือคำแนะนำเฉพาะเกี่ยวกับหลักฐานแสดงตัวตนหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยเลือกตั้ง ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามดูว่ากฎระเบียบเหล่านี้จะถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเพียงใดในแต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

แหล่งข่าวเดียว
เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีการแจ้งเตือนประชาชนใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มอัตราการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำในลุ่มแม่น้ำ

ทางการได้ออกประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยขอให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งในพื้นที่ท้ายเขื่อน ผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือกำลังพำนักอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาควรติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จังหวัดอย่างใกล้ชิด

ในขณะนี้ยังต้องรอการยืนยันถึงผลกระทบโดยรวมในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจนอีกครั้ง ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการคงอัตราการระบายน้ำในระดับนี้ไว้นานเท่าใด หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ตอนบน นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำและติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและความปลอดภัยจากอุทกภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางอุทกวิทยา เพื่อมุ่งเน้นการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำและการติดตามทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 4 ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อดำเนินการสำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยาอย่างครอบคลุม กิจกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ อัตราการไหล และคุณภาพน้ำโดยรวมในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความผันผวนตามฤดูกาล แม้ว่าการปฏิบัติงานเหล่านี้จะเป็นภารกิจปกติ แต่ข้อมูลที่รวบรวมได้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวและกลยุทธ์ในการบรรเทาอุทกภัย

ในขณะนี้ กรมฯ ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เฉพาะเจาะจงที่จะทำการสำรวจหรือระยะเวลาของการปฏิบัติงานภาคสนามไว้อย่างชัดเจน ประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ริมน้ำอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ของทางราชการในพื้นที่ขณะที่ทีมงานดำเนินการประเมินผล ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าข้อมูลดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำในอนาคตอย่างไร หรือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการใช้น้ำในท้องถิ่นในทันทีหรือไม่ ผู้ที่สนใจผลการสำรวจหรือความคืบหน้าของการดำเนินงานสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกรมทรัพยากรน้ำได้เมื่อมีการประกาศเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรงจากฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 10 (226/2569) เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

สภาพอากาศดังกล่าวเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทางการได้แจ้งเตือนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ

สำหรับสถานการณ์ทางทะเล คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงมากกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังซ้ำซากและติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการพยากรณ์อากาศรายภูมิภาค แต่ความรุนแรงของฝนในแต่ละพื้นที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เริ่มใช้กลยุทธ์บรรเทาอุทกภัย 7 มาตรการ และกำลังพิจารณาประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

มาตรการรับมือน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ผู้ว่าฯ ได้ดำเนินแผนปฏิบัติการ 7 มาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งเมือง

การพิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ในส่วนหนึ่งของการตอบสนองเชิงรุกของเมือง ขณะนี้ทางการกำลังประเมินความจำเป็นในการประกาศให้ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ขั้นตอนทางปกครองนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทรัพยากรเพิ่มเติมและงบประมาณฉุกเฉินเพื่อสนับสนุนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบและแนวโน้ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมขั้นสูงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วม แม้ว่าแผน 7 มาตรการจะอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่การประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในเมืองหลวงติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งนี้ยังคงต้องยืนยันว่าเขตใดจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และมาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เรียกร้องให้กรุงเทพมหานครดำเนิน 4 มาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือน้ำท่วม รวมถึงการแนะนำให้ทำงานจากที่บ้าน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้กล่าวถึงวิกฤตน้ำท่วมในกรุงเทพฯ โดยเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหา ตามรายงานของมติชนออนไลน์ ข้อเสนอดังกล่าวเรียกร้องให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระดมเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมทันที และประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อเสริมกำลังในการป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่

นอกเหนือจากด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ข้อเสนอยังรวมถึงการระบุและประกาศเส้นทางวิกฤตที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมให้ประชาชนทราบ เพื่อช่วยให้ผู้พักอาศัยสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ยังเสนอให้หน่วยงานต่างๆ สนับสนุนนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) สำหรับพนักงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและลดความเสี่ยงจากการเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง

สำหรับผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของสภาพอากาศในปัจจุบันและโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทั่วเมืองหลวง แม้ว่าข้อเสนอเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเส้นทางใดบ้างที่จะถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางวิกฤตอย่างเป็นทางการ และ กทม. จะรับรองคำแนะนำเรื่องการทำงานจากที่บ้านอย่างเป็นทางการหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ขณะนี้ควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจาก กทม. เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและความสะดวกในการเดินทาง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

การขนส่ง

ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

แหล่งข่าวเดียว
ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสถานีดินแดงกำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มในกรุงเทพฯ มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพล่าสุดจากพื้นที่ก่อสร้างสถานีดินแดงเผยให้เห็นว่าทางสถานีกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์ (TBM) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการขุดเจาะเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้สัญจร การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าใต้ดินของเมือง รถไฟฟ้าสายสีส้มได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่เมืองสำคัญเมื่อเปิดให้บริการ สำหรับนักท่องเที่ยว โครงการนี้แสดงถึงอนาคตของทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั่วทั้งเมืองหลวง

แม้ว่าขณะนี้พื้นที่กำลังถูกเตรียมความพร้อมสำหรับหัวเจาะ TBM แต่กำหนดการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเสร็จสิ้นระยะการขุดเจาะหรือการเปิดให้บริการโครงการโดยรวมยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อยืนยันตารางเวลาสำหรับขั้นตอนการก่อสร้างถัดไปและการเปิดใช้งานสายรถไฟฟ้าในอนาคต ผู้อยู่อาศัยในบริเวณดินแดงควรติดตามกิจกรรมการก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่และอาจมีการปรับเปลี่ยนการจราจรในพื้นที่ตามความคืบหน้าของงาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ประกาศใช้แผนฉุกเฉิน 7 ประการเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นความปลอดภัยของประชาชนและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน

ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดตัวกลยุทธ์รับมืออุทกภัย 7 ประการอย่างเป็นทางการ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง โดยมาตรการนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก รวมถึงการจัดตั้งศูนย์พักพิงฉุกเฉินและการระดมทรัพยากรไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยสูง

องค์ประกอบสำคัญของแผนงานประกอบด้วยการเร่งประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างต่อเนื่อง ทางกรุงเทพมหานครกำลังประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยังคงใช้งานได้ และประชาชนจะได้รับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระดับน้ำและขั้นตอนการอพยพอย่างทันท่วงทีหากจำเป็น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดในบางพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงตารางเวลาขนส่งสาธารณะ หรือการปิดพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งชั่วคราว ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ แม้ว่าเมืองจะเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ แต่ผลกระทบโดยรวมของน้ำท่วมยังคงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและประสิทธิภาพของการระบายน้ำ นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากอยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักหรือมีน้ำท่วมขังในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 00:40 UTC

CardX ขยายตัวเลือกการชำระเงินด้วยการรองรับ Google Pay
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

CardX ขยายตัวเลือกการชำระเงินด้วยการรองรับ Google Pay

CardX เปิดให้บริการ Google Pay สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรสินเชื่ออย่างเป็นทางการ ช่วยให้สามารถชำระเงินแบบไร้สัมผัสได้ทั่วโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

CardX ขยายตัวเลือกการชำระเงินด้วยการรองรับ Google Pay

แหล่งข่าวเดียว
CardX ขยายตัวเลือกการชำระเงินด้วยการรองรับ Google Pay

CardX เปิดให้บริการ Google Pay สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรสินเชื่ออย่างเป็นทางการ ช่วยให้สามารถชำระเงินแบบไร้สัมผัสได้ทั่วโลก

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ CardX ได้เปิดตัวบริการใหม่ที่ช่วยให้ผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรสินเชื่อสามารถใช้ Google Pay สำหรับการทำธุรกรรมแบบไร้สัมผัสได้ทั่วโลก ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับการสังเกตของบริษัทเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันวิธีการชำระเงินผ่านดิจิทัลมีสัดส่วนถึง 63% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การอัปเดตนี้ช่วยให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสะดวกยิ่งขึ้น โดยการเชื่อมต่อบัตร CardX เข้ากับอุปกรณ์ที่รองรับ Google Pay ผู้ใช้สามารถชำระเงินได้อย่างปลอดภัยและไร้สัมผัสที่ร้านค้าใดก็ได้ทั่วโลกที่รับบริการนี้ ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการพกพาบัตรจริง การบูรณาการนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยขณะเดินทางไปต่างประเทศหรือจัดการค่าใช้จ่ายในท้องถิ่น

แม้ว่าบริการนี้จะเปิดใช้งานสำหรับลูกค้า CardX แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมสำหรับการใช้งานระหว่างประเทศหรือข้อจำกัดในบัตรบางประเภทนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากผู้ออกบัตร ผู้ใช้ควรตรวจสอบแอปพลิเคชันมือถือ CardX หรือช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการเพื่อให้แน่ใจว่าบัตรของตนมีสิทธิ์ใช้บริการ Google Pay ก่อนที่จะพยายามใช้งานที่เครื่องชำระเงิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 06:38 UTC

ข้อกังวลเรื่องงบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้อกังวลเรื่องงบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท

ส.ส. ฝ่ายค้าน 'มาดามเดียร์' วิจารณ์ความซ้ำซ้อนของงบประมาณในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 โดยเตือนถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับงบ 1.2 หมื่นล้านบาทที่จัดสรรไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้อกังวลเรื่องงบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลเรื่องงบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท

ส.ส. ฝ่ายค้าน 'มาดามเดียร์' วิจารณ์ความซ้ำซ้อนของงบประมาณในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 โดยเตือนถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับงบ 1.2 หมื่นล้านบาทที่จัดสรรไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นางสาววทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความกังวลอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ ในระหว่างการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ของงบประมาณรวม 3.78 ล้านล้านบาท เธอได้อภิปรายถึงงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ในงบกลางจำนวน 6.93 แสนล้านบาท ที่ตั้งไว้สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ นางสาววทันยาโต้แย้งว่าการจัดสรรงบประมาณนี้ดูเหมือนจะมีความซ้ำซ้อน เนื่องจากรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปแล้ว เธอเปรียบเทียบโครงสร้างงบประมาณปัจจุบันว่าเป็นเหมือน 'เช็คเปล่า' ให้กับนายกรัฐมนตรี โดยแสดงความกังวลว่าความไม่ชัดเจนดังกล่าวอาจนำไปสู่การทุจริตหรือการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิด เธอเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบข้อเสนอนี้อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการอนุมัติงบประมาณที่ซ้ำซ้อน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การอภิปรายนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินงบประมาณในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศไทย แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นนโยบายสำคัญ แต่ประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกัน ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อกล่าวหาเรื่องความซ้ำซ้อนนี้อย่างไร และรายการงบประมาณดังกล่าวจะมีการแก้ไขหรือชี้แจงเพิ่มเติมก่อนการผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ในวาระสุดท้ายหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:56 UTC

‘กรณ์’ เสนอหั่นงบประมาณปี 2570 ลง 10% ทั้งกระดาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

‘กรณ์’ เสนอหั่นงบประมาณปี 2570 ลง 10% ทั้งกระดาน

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ เรียกร้องให้รัฐบาลปรับลดงบประมาณปี 2570 ลง 10% เพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเชิงโครงสร้าง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

‘กรณ์’ เสนอหั่นงบประมาณปี 2570 ลง 10% ทั้งกระดาน

แหล่งข่าวเดียว
‘กรณ์’ เสนอหั่นงบประมาณปี 2570 ลง 10% ทั้งกระดาน

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ เรียกร้องให้รัฐบาลปรับลดงบประมาณปี 2570 ลง 10% เพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเชิงโครงสร้าง

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 Thai Post รายงานว่า นายกรณ์ จาติกวณิช นักการเมืองชื่อดัง ได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ลง 10% ทั้งกระดาน โดยนายกรณ์ให้เหตุผลว่ากลยุทธ์การจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันมีข้อบกพร่องและเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศติดกับดักความไร้ประสิทธิภาพ เขาได้วิพากษ์วิจารณ์แผนการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยระบุว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้กับโครงการเดิมๆ และการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป แทนที่จะเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่มีความหมาย

ข้อเสนอของนายกรณ์เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาใน 5 ด้านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลยังคงใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณแบบเดิม ประเทศอาจต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ข้อเสนอนี้สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับสถานะทางการคลังของไทยและลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายของรัฐบาล แม้ว่าข้อเสนอนี้จะเป็นเพียงคำแนะนำทางการเมืองในขณะนี้ แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการบริหารจัดการเงินสาธารณะในปีหน้า ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าคณะรัฐมนตรีจะรับข้อเสนอเหล่านี้ไปพิจารณาหรือไม่ หรือร่างงบประมาณจะดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิม โดยนักสังเกตการณ์กำลังรอดูท่าทีของรัฐบาลต่อคำวิจารณ์นี้ และรอดูว่าจะมีการปรับปรุงแผนงบประมาณปี 2570 ในการประชุมสภาสมัยถัดไปหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:38 UTC

กระทรวงดิจิทัลฯ เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับ GULF-THCOM
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงดิจิทัลฯ เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับ GULF-THCOM

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับ GULF และ THCOM ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักวิเคราะห์ตลาดเกี่ยวกับอนาคตของบริการดาวเทียมแบบ B2G

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงดิจิทัลฯ เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับ GULF-THCOM

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงดิจิทัลฯ เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับ GULF-THCOM

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับ GULF และ THCOM ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักวิเคราะห์ตลาดเกี่ยวกับอนาคตของบริการดาวเทียมแบบ B2G

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ คณะรัฐมนตรีไทยได้อนุมัติมติเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลกับ GULF และ THCOM แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะของข้อพิพาททางกฎหมายจะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้กระตุ้นให้บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KSecurities) ออกบทวิเคราะห์ที่เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจบริการดาวเทียมแบบธุรกิจกับรัฐบาล (B2G)

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพและการจัดการโครงสร้างพื้นฐานดาวเทียมที่สำคัญของประเทศ บริการดาวเทียมมักเป็นรากฐานของการสื่อสารดิจิทัลและเครือข่ายข้อมูลต่างๆ ที่สนับสนุนบริการสาธารณะและการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาค การหยุดชะงักหรือความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการรายใหญ่เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริการดิจิทัลที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมเหล่านี้

ในขั้นตอนนี้ ลักษณะที่แท้จริงของการเรียกร้องทางกฎหมายและผลกระทบเฉพาะต่อการดำเนินงานดาวเทียมที่กำลังดำเนินอยู่ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมจากกระทรวงเกี่ยวกับเหตุผลในการฟ้องร้องและแนวทางการตอบสนองของบริษัทที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่สถานการณ์ดำเนินไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังติดตามความเป็นไปได้ของการหยุดชะงักของบริการหรือการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบที่กำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารดิจิทัลและดาวเทียมของประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:39 UTC

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอตัดงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางความกังวลด้านวินัยการเงินการคลัง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอตัดงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางความกังวลด้านวินัยการเงินการคลัง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้คัดค้านร่างงบประมาณปี 2570 โดยโต้แย้งว่าแผนการใช้จ่าย 3.78 ล้านล้านบาทที่เสนอมานั้นขัดต่อวินัยทางการเงิน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอตัดงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางความกังวลด้านวินัยการเงินการคลัง

แหล่งข่าวเดียว
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอตัดงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางความกังวลด้านวินัยการเงินการคลัง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้คัดค้านร่างงบประมาณปี 2570 โดยโต้แย้งว่าแผนการใช้จ่าย 3.78 ล้านล้านบาทที่เสนอมานั้นขัดต่อวินัยทางการเงิน

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระที่ 2 และ 3 ที่รัฐสภาไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้มีการตัดงบประมาณในภาพรวมจำนวน 1.5 แสนล้านบาท จากวงเงินที่รัฐบาลเสนอไว้ที่ 3.78 ล้านล้านบาท

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ นายอภิสิทธิ์โต้แย้งว่าแผนงบประมาณดังกล่าวอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามวินัยทางการเงินการคลังที่เข้มงวด โดยชี้ให้เห็นถึงการมีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากและการอัดฉีดเงินอีก 2 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบผ่านพระราชกำหนดกู้เงินของรัฐบาล นอกจากนี้ เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานะหนี้สาธารณะของประเทศที่ใกล้จะชนเพดานตามกฎหมาย รวมถึงหนี้ค้างชำระของรัฐวิสาหกิจและธนาคารของรัฐ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การอภิปรายนี้สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับสุขภาพทางการคลังของประเทศไทยและลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายของรัฐบาล แม้ว่าข้อเสนอการตัดงบประมาณจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญ แต่ยังคงต้องติดตามว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติอย่างไรต่อการแก้ไขนี้ และรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนแผนการใช้จ่ายเพื่อตอบสนองต่อคำวิจารณ์เหล่านี้หรือไม่ กระบวนการทางกฎหมายยังคงดำเนินอยู่ และผลกระทบสุดท้ายต่อบริการสาธารณะหรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:37 UTC

คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันที่ 8 กันยายน 2569: แนวโน้มด้านการเงินและการงาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันที่ 8 กันยายน 2569: แนวโน้มด้านการเงินและการงาน

Khaosod Online รายงานคำพยากรณ์ดวงชะตาสำหรับราศีต่างๆ โดยเน้นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเงินและการงานที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันที่ 8 กันยายน 2569: แนวโน้มด้านการเงินและการงาน

แหล่งข่าวเดียว
คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันที่ 8 กันยายน 2569: แนวโน้มด้านการเงินและการงาน

Khaosod Online รายงานคำพยากรณ์ดวงชะตาสำหรับราศีต่างๆ โดยเน้นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเงินและการงานที่อาจเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 Khaosod Online ได้เผยแพร่คอลัมน์ดวงชะตาโดยโหรบุศพันธ์ ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคลตามราศีเกิด สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในหรือเดินทางมาเยือนประเทศไทย รายงานนี้ชี้ให้เห็นถึงช่วงเวลาที่มีความเคลื่อนไหวทางการเงินและการงานที่น่าสนใจ

ตามคำพยากรณ์ ผู้ที่เกิดในราศีเมษอาจพบกับความผันผวนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในส่วนของรายรับและรายจ่าย ในขณะที่ควรใช้ความระมัดระวังในการประมูลแข่งขันหรือการค้าที่ต้องอาศัยการสื่อสาร สำหรับชาวราศีพฤษภได้รับคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการลงทุนระยะยาวหรือการซื้อสินค้าแบบผ่อนชำระ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงทางอาชีพอย่างกะทันหันก็ตาม ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เกิดในราศีกรกฎอาจพบว่าความพยายามในการทำงานในปัจจุบันกำลังสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่ดี โดยมีเงื่อนไขที่เอื้อต่อการค้าและการสื่อสาร แม้ว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวอาจนำมาซึ่งความท้าทายก็ตาม

สำหรับผู้ที่ว่างงานในขณะนี้ คำพยากรณ์สำหรับชาวราศีสิงห์ให้ความหวังว่าโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมอาจปรากฏขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม ส่วนชาวราศีเมถุนได้รับการสนับสนุนให้แสวงหาคำแนะนำจากผู้ใหญ่หรือบุคคลที่น่านับถือ แต่ควรระวังความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าคำพยากรณ์เหล่านี้อ้างอิงจากการตีความทางโหราศาสตร์แบบดั้งเดิม และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงินหรือวิชาชีพ เนื่องจากเป็นการคาดการณ์เชิงอัตวิสัย ผลกระทบที่แท้จริงต่ออาชีพหรือสถานะทางการเงินของบุคคลจึงยังคงเป็นเรื่องของประสบการณ์ส่วนบุคคลมากกว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจเชิงประจักษ์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:38 UTC

กระทรวงการคลังไทยเตรียมเสนอปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังไทยเตรียมเสนอปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง

กระทรวงการคลังวางแผนเสนอให้ยุบหรือควบรวมรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังไทยเตรียมเสนอปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังไทยเตรียมเสนอปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง

กระทรวงการคลังวางแผนเสนอให้ยุบหรือควบรวมรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 กระทรวงการคลังของไทยกำลังเตรียมเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจจำนวน 3 แห่ง ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ในการทบทวนบทบาทขององค์กรภาครัฐทั้ง 8 แห่ง เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการบริหารจัดการและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคสาธารณูปโภคหรือโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของรัฐวิสาหกิจทั้ง 3 แห่งที่จะถูกยุบหรือควบรวมต่อสาธารณะ แต่ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปรับปรุงภาคส่วนรัฐวิสาหกิจให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

ทั้งนี้ ยังคงต้องรอการยืนยันว่าองค์กรใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบและกรอบเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหล่านี้จะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ สาธารณชนกำลังรอการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจาก คนร. ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดขอบเขตและการดำเนินการปฏิรูปดังกล่าว ในขณะที่สถานการณ์มีความคืบหน้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อบริการสาธารณะหรือขั้นตอนการบริหารงานในประเทศอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:18 UTC

ไทยรายงานภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงกดดันราคาสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยรายงานภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงกดดันราคาสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงพาณิชย์รายงานภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน อาหาร และการเดินทางทั่วประเทศไทย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยรายงานภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงกดดันราคาสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยรายงานภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงกดดันราคาสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงพาณิชย์รายงานภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน อาหาร และการเดินทางทั่วประเทศไทย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ของไทยยืนยันว่าประเทศกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง ข้อมูลระบุว่าการปรับขึ้นของราคาสินค้าเป็นไปในวงกว้าง โดยส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่จำเป็น ได้แก่ พลังงาน อาหาร และการขนส่งสาธารณะ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว แนวโน้มนี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายรายวันจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานและบริการขนส่งยังคงปรับตัวสูงขึ้น ผู้คนอาจจำเป็นต้องปรับงบประมาณเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นระหว่างการพำนักหรือการทำกิจกรรมประจำวันในประเทศ

แม้ว่ากระทรวงฯ จะระบุถึงแนวโน้มการปรับตัวของราคาที่สูงขึ้นเหล่านี้ แต่รายงานไม่ได้ระบุเปอร์เซ็นต์ที่แน่ชัดของการเพิ่มขึ้นหรือระยะเวลาที่คาดการณ์ไว้ของภาวะเงินเฟ้อนี้ นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านโยบายเฉพาะของรัฐบาลจะถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้อย่างไร หรือจะมีแนวโน้มการปรับราคาเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยหรือวางแผนจะเดินทางมาเยือนควรติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของราคาเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:15 UTC

ธนาคารกรุงศรีคาดการณ์ค่าเงินบาทประจำสัปดาห์ที่ 7-11 กันยายน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารกรุงศรีคาดการณ์ค่าเงินบาทประจำสัปดาห์ที่ 7-11 กันยายน

ธนาคารกรุงศรีคาดการณ์ว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยตลาดกำลังจับตาดูข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารกรุงศรีคาดการณ์ค่าเงินบาทประจำสัปดาห์ที่ 7-11 กันยายน

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารกรุงศรีคาดการณ์ค่าเงินบาทประจำสัปดาห์ที่ 7-11 กันยายน

ธนาคารกรุงศรีคาดการณ์ว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยตลาดกำลังจับตาดูข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินทิศทางค่าเงินบาทสำหรับสัปดาห์ที่ 7-11 กันยายน 2569 โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ผู้ร่วมตลาดกำลังติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญสำหรับการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 16 กันยายนนี้ คาดว่าความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสัญญาณทางเศรษฐกิจภายนอกเหล่านี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของค่าเงินอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้านำเข้าและอำนาจซื้อของเงินตราต่างประเทศ เงินบาทที่อ่อนค่าลงอาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ถือเงินตราต่างประเทศ ในขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจทำให้สินค้าในท้องถิ่นมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ยังคงต้องรอติดตามว่าข้อมูลเงินเฟ้อจริงของสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับความคาดหวังของตลาด และธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีการตอบสนองอย่างไรในการประชุมช่วงกลางเดือนกันยายน ผู้ที่สนใจควรติดตามข่าวสารทางการเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกเหล่านี้ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนในท้องถิ่นอย่างไรตลอดทั้งสัปดาห์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:39 UTC

ญี่ปุ่นกระชับความสัมพันธ์ด้านการลงทุนกับไทยในฐานะฐานการผลิตหลัก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ญี่ปุ่นกระชับความสัมพันธ์ด้านการลงทุนกับไทยในฐานะฐานการผลิตหลัก

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานการลงทุนจากญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงและการยกระดับอุตสาหกรรม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ญี่ปุ่นกระชับความสัมพันธ์ด้านการลงทุนกับไทยในฐานะฐานการผลิตหลัก

แหล่งข่าวเดียว
ญี่ปุ่นกระชับความสัมพันธ์ด้านการลงทุนกับไทยในฐานะฐานการผลิตหลัก

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานการลงทุนจากญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงและการยกระดับอุตสาหกรรม

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำลังเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่จากญี่ปุ่น นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวถึงประเทศไทยว่าเป็น 'บ้านหลังที่สอง' ของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยระบุว่าความร่วมมือนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่การผลิตที่เน้นเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง

ข้อมูลในปี 2568 ตอกย้ำแนวโน้มดังกล่าว โดยนักลงทุนญี่ปุ่นได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.137 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า อุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน (28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57%) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76%) และเกษตรและอาหาร (4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54%) นอกจากนี้ กลุ่มโลจิสติกส์และบริการยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวต่อเสถียรภาพทางอุตสาหกรรมและการสร้างงานในภาคเทคโนโลยีขั้นสูง แม้ตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ผลกระทบระยะยาวต่อตลาดผู้บริโภคในท้องถิ่นและกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินโครงการเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ให้เต็มรูปแบบนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ บีโอไอยังคงเดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับการดำเนินงานทางอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:17 UTC

กรณ์ จาติกวณิช เสนอหั่นงบประมาณ 10% สำหรับปีงบประมาณ 2570
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรณ์ จาติกวณิช เสนอหั่นงบประมาณ 10% สำหรับปีงบประมาณ 2570

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณ์ จาติกวณิช เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ลง 10% เพื่อเปิดทางให้กับการปฏิรูปโครงสร้าง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรณ์ จาติกวณิช เสนอหั่นงบประมาณ 10% สำหรับปีงบประมาณ 2570

แหล่งข่าวเดียว
กรณ์ จาติกวณิช เสนอหั่นงบประมาณ 10% สำหรับปีงบประมาณ 2570

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณ์ จาติกวณิช เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ลง 10% เพื่อเปิดทางให้กับการปฏิรูปโครงสร้าง

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 กรณ์ จาติกวณิช ได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ลง 10% ทั้งกระดาน โดยกรณ์ให้เหตุผลว่าการลดงบประมาณนี้มีความจำเป็นเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้างงบประมาณใน 5 ด้านหลักของประเทศ เขาเตือนว่าหากยังยึดติดกับแนวคิดการจัดทำงบประมาณแบบเดิม อาจทำให้รัฐบาลติดกับดักรูปแบบการใช้จ่ายที่ล้าสมัย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อเสนอนี้มีความสำคัญเนื่องจากชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายของรัฐบาล หากมีการนำไปปฏิบัติ การปรับลดดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อบริการสาธารณะ โครงการโครงสร้างพื้นฐาน หรือโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันหรือการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะยอมรับข้อเสนอนี้หรือไม่ หรือจะเผชิญกับการคัดค้านภายในคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ในขณะนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นเพียงคำแนะนำเชิงนโยบายจากอดีตรัฐมนตรี ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างทางการคลังนี้อย่างไร และจะมีการเริ่มกระบวนการทบทวนงบประมาณอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:16 UTC

นักวิชาการเสนอแนวทางงบประมาณ 'Zero Growth' สำหรับปีงบประมาณ 2570 ของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นักวิชาการเสนอแนวทางงบประมาณ 'Zero Growth' สำหรับปีงบประมาณ 2570 ของไทย

อาจารย์วีระเสนอให้ปรับเปลี่ยนนโยบายการคลังสำหรับงบประมาณปี 2570 โดยเสนอแนวทาง 'Zero Growth' เพื่อจัดการกับความกังวลเรื่องการขาดดุลและใช้ประโยชน์จากเงินนอกงบประมาณ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นักวิชาการเสนอแนวทางงบประมาณ 'Zero Growth' สำหรับปีงบประมาณ 2570 ของไทย

แหล่งข่าวเดียว
นักวิชาการเสนอแนวทางงบประมาณ 'Zero Growth' สำหรับปีงบประมาณ 2570 ของไทย

อาจารย์วีระเสนอให้ปรับเปลี่ยนนโยบายการคลังสำหรับงบประมาณปี 2570 โดยเสนอแนวทาง 'Zero Growth' เพื่อจัดการกับความกังวลเรื่องการขาดดุลและใช้ประโยชน์จากเงินนอกงบประมาณ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ อาจารย์วีระได้ระบุว่าร่างงบประมาณปี 2570 เป็นความจำเป็นแบบ 'จำยอม' โดยโต้แย้งว่ารัฐบาลกำลังถูกบีบให้ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวนมาก

เพื่อจัดการกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจเหล่านี้ อาจารย์วีระได้เสนอแนวทางงบประมาณแบบ 'Zero Growth' ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้จ่ายแบบขยายตัวตามปกติ โดยหันไปใช้เงินนอกงบประมาณประมาณ 4 ล้านล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นักวิชาการรายนี้เสนอว่าวิธีนี้อาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารการเงินของประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้เงินชดเชยการขาดดุลแบบเดิมเพียงอย่างเดียว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อเสนอนี้สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับสถานะทางการคลังของไทยและลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายของรัฐบาล แม้ว่าโครงสร้างงบประมาณปัจจุบันจะอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากมุมมองทางวิชาการ ไม่ใช่นโยบายที่รัฐบาลประกาศใช้จริง

สิ่งที่ยังคงต้องติดตามคือรัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเสนอแนะเหล่านี้อย่างไร และจะมีการปรับเปลี่ยนกรอบงบประมาณปี 2570 ในระหว่างกระบวนการทางนิติบัญญัติหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังและการประชุมสภาเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตว่ากลยุทธ์ทางการคลังเหล่านี้อาจส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 04:56 UTC

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี ปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์หลังเกิดเหตุไฟไหม้
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี ปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์หลังเกิดเหตุไฟไหม้

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งการให้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี ปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ชั่วคราวหลังเกิดเหตุไฟไหม้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี ปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์หลังเกิดเหตุไฟไหม้

แหล่งข่าวเดียว
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี ปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์หลังเกิดเหตุไฟไหม้

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งการให้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี ปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ชั่วคราวหลังเกิดเหตุไฟไหม้

ภาพรวมของเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภายในโรงเรียน ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ รัฐมนตรีได้สั่งการให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ในระหว่างที่อาคารสถานที่อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายอย่างละเอียด

ผลกระทบและมาตรการความปลอดภัย

เป้าหมายหลักของคำสั่งในขณะนี้คือการเร่งประเมินโครงสร้างของอาคารที่ได้รับผลกระทบ การปรับเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบต่อตารางการเรียนการสอน พร้อมทั้งเปิดทางให้วิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเข้าตรวจสอบความเสียหายและกำหนดแนวทางการซ่อมแซมที่จำเป็น เพื่อคืนสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับนักเรียนและบุคลากร

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยัน

แม้ว่าการตอบสนองเบื้องต้นจะเป็นการปรับไปเรียนทางไกล แต่กำหนดการเปิดใช้งานพื้นที่โรงเรียนตามปกติยังไม่มีการยืนยันในขณะนี้ ทางการกำลังให้ความสำคัญกับการประเมินความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร สำหรับประชาชนและผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง แนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางโรงเรียนเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระยะเวลาการเรียนออนไลน์ รวมถึงข้อจำกัดด้านการจราจรหรือการเข้าถึงพื้นที่รอบโรงเรียนในช่วงระหว่างการซ่อมแซม ทั้งนี้ ยังไม่มีการระบุสาเหตุของเพลิงไหม้อย่างเป็นทางการในขณะนี้ และคาดว่าจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจสอบความปลอดภัยทางโครงสร้าง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 04:56 UTC

PTT Oil and Retail Business (OR) เปิดรับสมัครซีอีโอคนใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

PTT Oil and Retail Business (OR) เปิดรับสมัครซีอีโอคนใหม่

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เปิดกระบวนการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่เพื่อนำพาองค์กรผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

PTT Oil and Retail Business (OR) เปิดรับสมัครซีอีโอคนใหม่

แหล่งข่าวเดียว
PTT Oil and Retail Business (OR) เปิดรับสมัครซีอีโอคนใหม่

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เปิดกระบวนการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่เพื่อนำพาองค์กรผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เริ่มกระบวนการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ โดยขณะนี้บริษัทกำลังเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกผู้นำที่จะเข้ามาขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำมันและค้าปลีก

เนื่องจาก OR เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจจัดจำหน่ายน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกไลฟ์สไตล์ในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้จึงถือเป็นพัฒนาการที่น่าจับตามองสำหรับทิศทางเชิงกลยุทธ์ของบริษัท โดยการเปลี่ยนผ่านนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน "โซลูชันพลังงาน" (Energy Solution) ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมในวงกว้างที่มุ่งเน้นพลังงานยั่งยืนและบริการค้าปลีกที่หลากหลาย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การดำเนินงานของ OR สามารถพบเห็นได้ทั่วไปผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ร้าน Café Amazon และพันธมิตรค้าปลีกต่างๆ แม้ว่ากระบวนการสรรหานี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับธรรมาภิบาลของบริษัท แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าใครจะได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ และวิสัยทัศน์เฉพาะตัวของผู้นำคนใหม่จะมีอิทธิพลต่อบริการและโครงสร้างพื้นฐานในสาขาต่างๆ ของ OR ทั่วประเทศอย่างไร ทั้งนี้ บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยกำหนดการสำหรับการคัดเลือกขั้นสุดท้ายหรือลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่ซีอีโอคนใหม่จะต้องดำเนินการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 05:39 UTC

WHAUP เผยผลประกอบการไตรมาส 2 เติบโตแข็งแกร่ง มุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

WHAUP เผยผลประกอบการไตรมาส 2 เติบโตแข็งแกร่ง มุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

WHA Utilities and Power (WHAUP) ประกาศรายได้ไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสาธารณูปโภคในภาคอุตสาหกรรม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

WHAUP เผยผลประกอบการไตรมาส 2 เติบโตแข็งแกร่ง มุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

แหล่งข่าวเดียว
WHAUP เผยผลประกอบการไตรมาส 2 เติบโตแข็งแกร่ง มุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

WHA Utilities and Power (WHAUP) ประกาศรายได้ไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสาธารณูปโภคในภาคอุตสาหกรรม

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ผู้บริหารของบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ระหว่างงานประชุมนักวิเคราะห์ โดยบริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติอยู่ที่ 1,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายประพนธ์ ชินอุดมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ได้กล่าวถึงการปรับกลยุทธ์ของบริษัทเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม 'New S-Curve' โดย WHAUP ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Reclamation Water) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อรองรับความต้องการด้านน้ำและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมและการสร้างงานในระดับภูมิภาค แม้ว่าบริษัทจะแสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางการเงินที่แข็งแกร่งในระยะสั้น แต่ผลกระทบระยะยาวของการลงทุนเหล่านี้ต่อราคาค่าสาธารณูปโภคหรือความพร้อมในการให้บริการสำหรับประชาชนทั่วไปนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังจับตามองว่ารูปแบบสาธารณูปโภคใหม่เหล่านี้จะบูรณาการเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติและห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมได้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 04:57 UTC

ข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดการทุจริตในโครงการถนนและแหล่งน้ำ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดการทุจริตในโครงการถนนและแหล่งน้ำ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณการลงทุนของประเทศอย่างเป็นทางการ โดยสุรเชษฐ์กล่าวหาว่ารูปแบบการใช้จ่ายในปัจจุบันสำหรับโครงการก่อสร้างถนนและการจัดการแหล่งน้ำนั้น เปิดช่องให้เกิดการฮั้วประมูลและการทุจริตได้ง่าย

เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลดังกล่าว สุรเชษฐ์ได้เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลโครงการโดยละเอียดให้คณะกรรมาธิการรัฐสภาตรวจสอบ วัตถุประสงค์หลักของข้อเสนอนี้คือเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและรับประกันว่าเงินภาษีของประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะถูกเบี่ยงเบนผ่านกระบวนการประมูลที่ไม่โปร่งใส

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการเน้นย้ำถึงการตรวจสอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต แม้ว่าโครงการด้านถนนและการจัดการน้ำจะมีความสำคัญต่อการเชื่อมต่อของประเทศและบริการสาธารณูปโภค แต่การเรียกร้องให้มีการทบทวนงบประมาณชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลอาจมีการประเมินตารางเวลาการก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่หรือที่วางแผนไว้ใหม่ ในขั้นตอนนี้ยังคงต้องติดตามว่าคณะรัฐมนตรีจะตอบสนองต่อคำขอเปิดเผยข้อมูลอย่างไร และสิ่งนี้จะนำไปสู่การระงับหรือปรับเปลี่ยนโครงการโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะเจาะจงหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอคอยว่าคณะกรรมาธิการรัฐสภาจะได้รับเอกสารที่ร้องขอหรือไม่ และจะมีข้อสรุปอย่างไรจากการตรวจสอบแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวในภายหลัง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 04:36 UTC

อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งแตะ 2.53% ในเดือนสิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งแตะ 2.53% ในเดือนสิงหาคม 2569

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.53% ในเดือนสิงหาคม โดยได้รับแรงกดดันจากราคาเชื้อเพลิงและอาหารที่สูงขึ้น ขณะที่ทางการกำลังจับตาดูแนวโน้มการเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งแตะ 2.53% ในเดือนสิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งแตะ 2.53% ในเดือนสิงหาคม 2569

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.53% ในเดือนสิงหาคม โดยได้รับแรงกดดันจากราคาเชื้อเพลิงและอาหารที่สูงขึ้น ขณะที่ทางการกำลังจับตาดูแนวโน้มการเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยแตะระดับ 2.53% ในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นจาก 1.95% ที่บันทึกไว้ในเดือนกรกฎาคม สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่าราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดการเพิ่มขึ้นนี้ นอกจากนี้ ต้นทุนของสินค้าอาหารจำเป็น ซึ่งรวมถึงอาหารสำเร็จรูป ไข่ไก่ ไก่สด และผักผลไม้หลากหลายชนิด ยังมีส่วนสำคัญต่อแนวโน้มขาขึ้นดังกล่าว ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน อยู่ที่ 1.44%

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายรายวันที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในด้านการขนส่งและการรับประทานอาหาร เนื่องจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานปรับตัวสูงขึ้น ผู้คนอาจพบว่าอำนาจการซื้อของตนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ในส่วนของแนวโน้มในอนาคต สนค. กำลังติดตามตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เหลือของปี โดยทางการระบุว่าอัตราเงินเฟ้ออาจมีโอกาสแตะระดับ 2.7% ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ผลกระทบที่แท้จริงต่อไตรมาสสุดท้ายยังคงต้องรอการยืนยัน เนื่องจากตลาดพลังงานโลกและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศยังคงมีความผันผวน ผู้ที่สนใจควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับประมาณการทางเศรษฐกิจเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 04:36 UTC

ตลาดหุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับแรงซื้อหุ้นใหญ่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับแรงซื้อหุ้นใหญ่

ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 1,600 จุด เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของหุ้นขนาดใหญ่ เช่น DELTA

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับแรงซื้อหุ้นใหญ่

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับแรงซื้อหุ้นใหญ่

ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 1,600 จุด เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของหุ้นขนาดใหญ่ เช่น DELTA

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นโดยทะลุระดับ 1,600 จุดในช่วงการซื้อขายภาคเช้า แรงส่งนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากความต้องการซื้อหุ้นขนาดใหญ่ โดย DELTA เป็นผู้นำตลาดด้วยการปรับตัวขึ้นกว่า 7% นอกจากนี้ หุ้นบริษัทใหญ่อื่นๆ เช่น GULF และ ADVANC ก็มีราคาปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

นักวิเคราะห์ตลาดที่อ้างถึงในรายงานระบุว่า เงินทุนเก็งกำไรเริ่มไหลกลับเข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกยังช่วยสนับสนุนกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีส่วนช่วยในการประคองภาพรวมของตลาด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวของตลาดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจไทยที่กลับมาอีกครั้ง แม้แนวโน้มปัจจุบันจะเป็นบวก แต่รายงานระบุว่าผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่ยังคงมีความระมัดระวัง โดยจับตาดูความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในอนาคต

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าความเชื่อมั่นเชิงบวกนี้จะคงอยู่ได้นานเพียงใด และดัชนีจะสามารถรักษาตำแหน่งเหนือระดับ 1,600 จุดในการซื้อขายรอบถัดไปได้หรือไม่ นักลงทุนและผู้ที่ติดตามเศรษฐกิจในประเทศควรติดตามข่าวสารทางการเงินอย่างเป็นทางการต่อไป เพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับความผันผวนของตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 04:37 UTC