ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้ ✦
เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ ✦
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า ✦
ความปลอดภัย เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา ✦
ความปลอดภัย ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ ✦
ความปลอดภัย ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ✦
การขนส่ง ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์ ✦
ความปลอดภัย กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ ✦
การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

รัฐบาลไทยชี้แจงว่าผู้ประกันตนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน สามารถจดหมายเลขผู้สมัครนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

ก่อนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ รัฐบาลไทยได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการลงคะแนนเสียง โดยอ้างอิงจากรายงานของ Thai Post รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่าผู้ประกันตนสามารถจดหมายเลขของผู้สมัครที่ต้องการเลือกใส่กระดาษหรือบันทึกส่วนตัวเพื่อนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนได้อย่างสะดวก เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่บอร์ดประกันสังคม สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคมของไทย ข้อมูลนี้มีความสำคัญเนื่องจากช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการลงคะแนน และช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกผู้สมัครที่ต้องการได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดกฎการเลือกตั้ง

แม้ว่าคำแนะนำนี้จะช่วยให้ความชัดเจนเรื่องการใช้บันทึกส่วนตัว แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปของการเลือกตั้งและทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ขณะนี้การเลือกตั้งยังคงกำหนดจัดขึ้นตามวันเวลาเดิม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรตรวจสอบสิทธิและสถานที่เลือกตั้งผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของสำนักงานประกันสังคมเพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงระเบียบการเลือกตั้งอื่นๆ เพิ่มเติมในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

รัฐบาลไทยได้ตอบสนองต่อความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ โดยเน้นย้ำว่าประเทศมีภาคการผลิตภายในประเทศที่แข็งแกร่ง

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงสถานะของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ โดยตอบโต้รายงานที่ระบุว่ามีการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนถึง 99.3% ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมดของอุตสาหกรรม

ตามข้อมูลของรัฐบาล ประเทศไทยมีฐานการผลิตชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ภายในประเทศที่สำคัญ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมในท้องถิ่นมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.66 หมื่นล้านบาทต่อปี การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่าประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงการมีอยู่ของห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่สนับสนุนภาคพลังงานหมุนเวียน แม้ว่ารัฐบาลจะให้ตัวเลขเหล่านี้เพื่อแสดงถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรม แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าศักยภาพการผลิตภายในประเทศเหล่านี้จะขยายตัวอย่างไรในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นของประเทศ แถลงการณ์ของรัฐบาลถือเป็นการย้ำเตือนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นกำลังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนระดับโลก แทนที่จะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีนำเข้า ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ผลิตในท้องถิ่นและส่วนแบ่งการตลาดในรายงานอุตสาหกรรมฉบับต่อๆ ไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:00 UTC

การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

รัฐบาลไทยชี้แจงกฎระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน โดยอนุญาตให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้าไปด้วย

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับกฎระเบียบสำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยนายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำโพยส่วนตัวที่จดเลขผู้สมัครเข้าไปในหน่วยเลือกตั้งเพื่อช่วยในการตัดสินใจได้

อย่างไรก็ตาม ทางการได้สั่งห้ามการครอบครองหรือแสดงเอกสารหรือสื่อใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงภายในบริเวณหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

สำหรับประชาชนและผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ณ หน่วยเลือกตั้ง ขอแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเตรียมตัวเลือกผู้สมัครไว้ล่วงหน้าโดยใช้โพยส่วนตัว แทนการพึ่งพาเอกสารหาเสียงจากภายนอก

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงเวลาลงคะแนนหรือสถานที่เลือกตั้ง ผู้มีสิทธิควรติดตามช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตล่าสุดหรือคำแนะนำเฉพาะเกี่ยวกับหลักฐานแสดงตัวตนหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยเลือกตั้ง ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามดูว่ากฎระเบียบเหล่านี้จะถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเพียงใดในแต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

แหล่งข่าวเดียว
เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีการแจ้งเตือนประชาชนใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มอัตราการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำในลุ่มแม่น้ำ

ทางการได้ออกประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยขอให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งในพื้นที่ท้ายเขื่อน ผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือกำลังพำนักอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาควรติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จังหวัดอย่างใกล้ชิด

ในขณะนี้ยังต้องรอการยืนยันถึงผลกระทบโดยรวมในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจนอีกครั้ง ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการคงอัตราการระบายน้ำในระดับนี้ไว้นานเท่าใด หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ตอนบน นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำและติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและความปลอดภัยจากอุทกภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางอุทกวิทยา เพื่อมุ่งเน้นการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำและการติดตามทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 4 ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อดำเนินการสำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยาอย่างครอบคลุม กิจกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ อัตราการไหล และคุณภาพน้ำโดยรวมในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความผันผวนตามฤดูกาล แม้ว่าการปฏิบัติงานเหล่านี้จะเป็นภารกิจปกติ แต่ข้อมูลที่รวบรวมได้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวและกลยุทธ์ในการบรรเทาอุทกภัย

ในขณะนี้ กรมฯ ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เฉพาะเจาะจงที่จะทำการสำรวจหรือระยะเวลาของการปฏิบัติงานภาคสนามไว้อย่างชัดเจน ประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ริมน้ำอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ของทางราชการในพื้นที่ขณะที่ทีมงานดำเนินการประเมินผล ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าข้อมูลดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำในอนาคตอย่างไร หรือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการใช้น้ำในท้องถิ่นในทันทีหรือไม่ ผู้ที่สนใจผลการสำรวจหรือความคืบหน้าของการดำเนินงานสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกรมทรัพยากรน้ำได้เมื่อมีการประกาศเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรงจากฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 10 (226/2569) เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

สภาพอากาศดังกล่าวเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทางการได้แจ้งเตือนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ

สำหรับสถานการณ์ทางทะเล คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงมากกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังซ้ำซากและติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการพยากรณ์อากาศรายภูมิภาค แต่ความรุนแรงของฝนในแต่ละพื้นที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เริ่มใช้กลยุทธ์บรรเทาอุทกภัย 7 มาตรการ และกำลังพิจารณาประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

มาตรการรับมือน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ผู้ว่าฯ ได้ดำเนินแผนปฏิบัติการ 7 มาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งเมือง

การพิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ในส่วนหนึ่งของการตอบสนองเชิงรุกของเมือง ขณะนี้ทางการกำลังประเมินความจำเป็นในการประกาศให้ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ขั้นตอนทางปกครองนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทรัพยากรเพิ่มเติมและงบประมาณฉุกเฉินเพื่อสนับสนุนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบและแนวโน้ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมขั้นสูงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วม แม้ว่าแผน 7 มาตรการจะอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่การประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในเมืองหลวงติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งนี้ยังคงต้องยืนยันว่าเขตใดจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และมาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เรียกร้องให้กรุงเทพมหานครดำเนิน 4 มาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือน้ำท่วม รวมถึงการแนะนำให้ทำงานจากที่บ้าน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้กล่าวถึงวิกฤตน้ำท่วมในกรุงเทพฯ โดยเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหา ตามรายงานของมติชนออนไลน์ ข้อเสนอดังกล่าวเรียกร้องให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระดมเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมทันที และประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อเสริมกำลังในการป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่

นอกเหนือจากด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ข้อเสนอยังรวมถึงการระบุและประกาศเส้นทางวิกฤตที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมให้ประชาชนทราบ เพื่อช่วยให้ผู้พักอาศัยสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ยังเสนอให้หน่วยงานต่างๆ สนับสนุนนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) สำหรับพนักงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและลดความเสี่ยงจากการเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง

สำหรับผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของสภาพอากาศในปัจจุบันและโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทั่วเมืองหลวง แม้ว่าข้อเสนอเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเส้นทางใดบ้างที่จะถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางวิกฤตอย่างเป็นทางการ และ กทม. จะรับรองคำแนะนำเรื่องการทำงานจากที่บ้านอย่างเป็นทางการหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ขณะนี้ควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจาก กทม. เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและความสะดวกในการเดินทาง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

การขนส่ง

ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

แหล่งข่าวเดียว
ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสถานีดินแดงกำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มในกรุงเทพฯ มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพล่าสุดจากพื้นที่ก่อสร้างสถานีดินแดงเผยให้เห็นว่าทางสถานีกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์ (TBM) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการขุดเจาะเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้สัญจร การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าใต้ดินของเมือง รถไฟฟ้าสายสีส้มได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่เมืองสำคัญเมื่อเปิดให้บริการ สำหรับนักท่องเที่ยว โครงการนี้แสดงถึงอนาคตของทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั่วทั้งเมืองหลวง

แม้ว่าขณะนี้พื้นที่กำลังถูกเตรียมความพร้อมสำหรับหัวเจาะ TBM แต่กำหนดการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเสร็จสิ้นระยะการขุดเจาะหรือการเปิดให้บริการโครงการโดยรวมยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อยืนยันตารางเวลาสำหรับขั้นตอนการก่อสร้างถัดไปและการเปิดใช้งานสายรถไฟฟ้าในอนาคต ผู้อยู่อาศัยในบริเวณดินแดงควรติดตามกิจกรรมการก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่และอาจมีการปรับเปลี่ยนการจราจรในพื้นที่ตามความคืบหน้าของงาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ประกาศใช้แผนฉุกเฉิน 7 ประการเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นความปลอดภัยของประชาชนและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน

ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดตัวกลยุทธ์รับมืออุทกภัย 7 ประการอย่างเป็นทางการ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง โดยมาตรการนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก รวมถึงการจัดตั้งศูนย์พักพิงฉุกเฉินและการระดมทรัพยากรไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยสูง

องค์ประกอบสำคัญของแผนงานประกอบด้วยการเร่งประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างต่อเนื่อง ทางกรุงเทพมหานครกำลังประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยังคงใช้งานได้ และประชาชนจะได้รับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระดับน้ำและขั้นตอนการอพยพอย่างทันท่วงทีหากจำเป็น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดในบางพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงตารางเวลาขนส่งสาธารณะ หรือการปิดพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งชั่วคราว ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ แม้ว่าเมืองจะเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ แต่ผลกระทบโดยรวมของน้ำท่วมยังคงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและประสิทธิภาพของการระบายน้ำ นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากอยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักหรือมีน้ำท่วมขังในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 00:40 UTC

การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้า แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้า แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย

กระทรวงพาณิชย์ของไทยรายงานถึงทิศทางเชิงบวกในการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายก็ตาม

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้า แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย

แหล่งข่าวเดียว
การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้า แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย

กระทรวงพาณิชย์ของไทยรายงานถึงทิศทางเชิงบวกในการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายก็ตาม

ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการเจรจาภาษีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าการหารือมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าและผลกระทบทางภาษีที่อาจเกิดขึ้นยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงความเชื่อมั่นในเชิงบวก แต่รายละเอียดเฉพาะและอัตราภาษีขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยทางการเน้นย้ำว่ากำลังรอความชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลขขั้นสุดท้ายก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

ในขณะนี้ สถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไป ขอแนะนำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากผลลัพธ์สุดท้ายของการเจรจาเหล่านี้อาจส่งผลต่อสภาวะทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ณ วันที่ 7 กันยายน 2026 ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการสรุปการเจรจาเหล่านี้ และขอให้ประชาชนรอการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีขั้นสุดท้ายต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 10:35 UTC

ไทยเบฟสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเบฟสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อจัดงานประชุมครั้งสำคัญที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างบทบาททางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอาเซียน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเบฟสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเบฟสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อจัดงานประชุมครั้งสำคัญที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างบทบาททางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอาเซียน

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ 'ไทยเบฟ' กำลังให้การสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' อย่างแข็งขัน โดยงานนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสมาคมธนาคารไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด 'Reinvent Thailand, Resilient ASEAN' โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่การบูรณาการที่มากขึ้นภายในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก การเข้าร่วมในโครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ของเศรษฐกิจระดับชาติ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว งานประชุมนี้ถือเป็นสัญญาณของความพยายามร่วมกันจากภาคเอกชนรายใหญ่ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ทางธุรกิจของไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค ความคิดริเริ่มเช่นนี้มักบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายการค้า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือกฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น

แม้ว่าการประชุมนี้จะเป็นเวทีสำหรับการอภิปรายทางเศรษฐกิจในระดับสูง แต่ผลลัพธ์เชิงนโยบายที่เฉพาะเจาะจงหรือการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมจากการจัดงานครั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าการหารือเหล่านี้จะนำไปสู่การปรับปรุงการเข้าถึงตลาดหรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 10:39 UTC

ภาคเอกชนไทยผลักดันมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ภาคเอกชนไทยผลักดันมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก

ภาคธุรกิจไทยกำลังนำมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลกมาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ภาคเอกชนไทยผลักดันมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก

แหล่งข่าวเดียว
ภาคเอกชนไทยผลักดันมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก

ภาคธุรกิจไทยกำลังนำมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลกมาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ภาคเอกชนไทยได้เริ่มผลักดันการนำมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลกมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศ ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้ออกแบบมาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในท้องถิ่น อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโดยรวมในเวทีระหว่างประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในวิธีการดำเนินงานของบริษัทในท้องถิ่น ซึ่งน่าจะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่โปร่งใสมากขึ้นและให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม สำหรับนักท่องเที่ยว สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความพร้อมในการให้บริการที่ได้รับการรับรองด้านความยั่งยืนที่กว้างขวางขึ้นในอนาคต เช่น ที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ เนื่องจากธุรกิจต่างๆ เริ่มปรับตัวให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่เหล่านี้

แม้ว่าโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ยังต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายงานไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลาที่แน่นอนสำหรับการดำเนินการเต็มรูปแบบ อุตสาหกรรมเฉพาะที่จะได้รับความสำคัญในการรับรอง หรือกลไกการกำกับดูแลที่จะตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่ามาตรฐานเหล่านี้จะถูกบูรณาการเข้ากับการดำเนินธุรกิจประจำวันได้รวดเร็วเพียงใด และจะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการบริการสำหรับผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมในขณะที่ภาคเอกชนดำเนินการตามกรอบการทำงานนี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 10:16 UTC

GULF ปฏิเสธความรับผิดในข้อพิพาทสัมปทานดาวเทียมไทยคม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

GULF ปฏิเสธความรับผิดในข้อพิพาทสัมปทานดาวเทียมไทยคม

GULF Energy Development ปฏิเสธภาระผูกพันในการจ่ายเงิน 1.25 พันล้านบาทเกี่ยวกับข้อพิพาทสัมปทานดาวเทียม โดยยืนยันว่าได้ส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดคืนในปี 2564 แล้ว

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

GULF ปฏิเสธความรับผิดในข้อพิพาทสัมปทานดาวเทียมไทยคม

แหล่งข่าวเดียว
GULF ปฏิเสธความรับผิดในข้อพิพาทสัมปทานดาวเทียมไทยคม

GULF Energy Development ปฏิเสธภาระผูกพันในการจ่ายเงิน 1.25 พันล้านบาทเกี่ยวกับข้อพิพาทสัมปทานดาวเทียม โดยยืนยันว่าได้ส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดคืนในปี 2564 แล้ว

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อชี้แจงกรณีที่มีรายงานว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และ GULF โดยข้อพิพาทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่ว่าไทยคมอาจส่งมอบทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทานดาวเทียมภายในประเทศระยะเวลา 30 ปีไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจมีค่าปรับประมาณ 1,250 ล้านบาท

ในเอกสารชี้แจง GULF ยืนยันว่าไทยคมในฐานะผู้ดำเนินการได้ปฏิบัติตามภาระผูกพันตามสัญญาและดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินที่จำเป็นทั้งหมดคืนให้แก่กระทรวงฯ เสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2564 ทั้งนี้ GULF ระบุว่าบริษัทพร้อมที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายหากมีการดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบทางบริหารและกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานภายใต้สัมปทานของรัฐ แม้ว่าข้อพิพาทนี้จะเกี่ยวข้องกับองค์กรธุรกิจและหน่วยงานรัฐ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการเปลี่ยนผ่านทรัพย์สินด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย ในขณะนี้ยังคงต้องติดตามว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะตอบสนองต่อคำชี้แจงของ GULF อย่างไร และรัฐบาลจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกเก็บเงินจำนวน 1,250 ล้านบาทดังกล่าวหรือไม่ โดยยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อบริการโทรคมนาคมสาธารณะในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:56 UTC

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฉลองครบรอบ 66 ปี พร้อมประกาศขยายโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฉลองครบรอบ 66 ปี พร้อมประกาศขยายโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประกาศทุ่มงบประมาณกว่า 12,000 ล้านบาท เพื่อขยายการเข้าถึงไฟฟ้าให้กับครัวเรือนอีกกว่า 190,000 ครัวเรือน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฉลองครบรอบ 66 ปี พร้อมประกาศขยายโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่

แหล่งข่าวเดียว
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฉลองครบรอบ 66 ปี พร้อมประกาศขยายโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประกาศทุ่มงบประมาณกว่า 12,000 ล้านบาท เพื่อขยายการเข้าถึงไฟฟ้าให้กับครัวเรือนอีกกว่า 190,000 ครัวเรือน

เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ของประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ โดยรายงานจาก Thai Post ระบุว่า กฟภ. ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 12,000 ล้านบาท เพื่อขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้ครอบคลุมครัวเรือนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 190,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ

การขยายตัวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ 5 ด้านที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว การพัฒนานี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงความน่าเชื่อถือและการเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง ซึ่งอาจนำไปสู่การจ่ายกระแสไฟฟ้าที่เสถียรยิ่งขึ้นในภูมิภาคที่เคยประสบปัญหาไฟฟ้าดับหรือการเชื่อมต่อที่จำกัด

แม้ว่า กฟภ. จะยืนยันงบประมาณและจำนวนครัวเรือนเป้าหมายแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการให้แล้วเสร็จและการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ที่แน่ชัดของโครงสร้างพื้นฐานใหม่นั้นยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม เมื่อโครงการมีความคืบหน้า คาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของการปรับปรุงเหล่านี้ต่อเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าในท้องถิ่นและคุณภาพโดยรวมของบริการสาธารณูปโภคในจังหวัดเป้าหมาย โครงการนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับบริการที่จำเป็นทั่วประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:58 UTC

สภาองค์กรของผู้บริโภคจี้ กสทช. เร่งจัดการวาระค้างพิจารณา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สภาองค์กรของผู้บริโภคจี้ กสทช. เร่งจัดการวาระค้างพิจารณา

สภาองค์กรของผู้บริโภคเรียกร้องให้กรรมการ กสทช. 6 ท่าน เร่งจัดการประชุมเพื่อแก้ไขวาระค้างพิจารณากว่า 148 เรื่อง โดยระบุถึงความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคโทรทัศน์ดิจิทัลและเศรษฐกิจในภาพรวม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สภาองค์กรของผู้บริโภคจี้ กสทช. เร่งจัดการวาระค้างพิจารณา

แหล่งข่าวเดียว
สภาองค์กรของผู้บริโภคจี้ กสทช. เร่งจัดการวาระค้างพิจารณา

สภาองค์กรของผู้บริโภคเรียกร้องให้กรรมการ กสทช. 6 ท่าน เร่งจัดการประชุมเพื่อแก้ไขวาระค้างพิจารณากว่า 148 เรื่อง โดยระบุถึงความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคโทรทัศน์ดิจิทัลและเศรษฐกิจในภาพรวม

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ยื่นข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 6 ท่าน ให้ความสำคัญกับการจัดการประชุมเร่งด่วน โดยสภาฯ ได้เน้นย้ำถึงปัญหาความล่าช้าที่มีวาระค้างพิจารณาสูงถึง 148 เรื่อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความล่าช้าทางธุรการนี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและการพัฒนาของภาคโทรทัศน์ดิจิทัล สภาฯ ได้แสดงความกังวลว่าการไม่เร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากโทรทัศน์ดิจิทัลเป็นแหล่งข้อมูลและความบันเทิงหลักของประชาชน และความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของบริการหรือการชะลอตัวของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมกระจายเสียง

ในขณะนี้ ยังคงต้องติดตามว่า กสทช. จะตอบสนองต่อแรงกดดันนี้อย่างไร และกรรมการจะกำหนดการประชุมที่จำเป็นเพื่อสะสางวาระค้างพิจารณาเหล่านี้หรือไม่ ประชาชนกำลังรอคอยว่าอุปสรรคด้านกฎระเบียบเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขเพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งนี้ รายละเอียดเฉพาะของวาระทั้ง 148 เรื่องยังไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน และกรอบเวลาสำหรับการแก้ไขปัญหายังคงมีความไม่แน่นอน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:56 UTC

Tops Daily ขยายสาขาร้านสะดวกซื้อสู่เกาะช้าง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Tops Daily ขยายสาขาร้านสะดวกซื้อสู่เกาะช้าง

Tops ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวร้านสะดวกซื้อ 'ท็อปส์ เดลี่' บนเกาะช้าง เพื่อรองรับภาคการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตของเกาะ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Tops Daily ขยายสาขาร้านสะดวกซื้อสู่เกาะช้าง

แหล่งข่าวเดียว
Tops Daily ขยายสาขาร้านสะดวกซื้อสู่เกาะช้าง

Tops ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวร้านสะดวกซื้อ 'ท็อปส์ เดลี่' บนเกาะช้าง เพื่อรองรับภาคการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตของเกาะ

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 เซ็นทรัล รีเทล ได้ประกาศขยายเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ 'ท็อปส์ เดลี่' ไปยังเกาะช้าง ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเข้าถึงตลาดการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งของเกาะ โดยมอบความสะดวกสบายในการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว

สำหรับนักเดินทางและผู้อยู่อาศัยบนเกาะช้าง การขยายตัวนี้ถือเป็นการยกระดับความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น การมีเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่อย่าง Tops มักจะมาพร้อมกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตบนเกาะและการพักผ่อน การเข้ามาตั้งสาขาในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมนี้ เซ็นทรัล รีเทล มุ่งหวังที่จะรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีจำนวนมาก

แม้ว่าประกาศดังกล่าวจะยืนยันถึงความตั้งใจของบริษัทในการเข้าสู่ตลาดเกาะช้าง แต่รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับจำนวนสาขาใหม่ ตำแหน่งที่ตั้งที่แน่นอน หรือวันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศเพิ่มเติมจากเซ็นทรัล รีเทล เพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตว่าสาขาใหม่เหล่านี้จะเปิดให้บริการเมื่อใด และจะมีบริการเฉพาะด้านใดบ้างที่จะมอบให้กับชุมชนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:38 UTC

พัทยารายงานเศรษฐกิจคึกคักหลังทหารเรือสหรัฐฯ เยือน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

พัทยารายงานเศรษฐกิจคึกคักหลังทหารเรือสหรัฐฯ เยือน

นายกเมืองพัทยา ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังทหารเรือสหรัฐฯ 4,800 นายเข้าเยือนเมืองพัทยาอยู่ที่ 100 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

พัทยารายงานเศรษฐกิจคึกคักหลังทหารเรือสหรัฐฯ เยือน

แหล่งข่าวเดียว
พัทยารายงานเศรษฐกิจคึกคักหลังทหารเรือสหรัฐฯ เยือน

นายกเมืองพัทยา ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังทหารเรือสหรัฐฯ 4,800 นายเข้าเยือนเมืองพัทยาอยู่ที่ 100 ล้านบาท

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่าการเยือนเมืองพัทยาเป็นเวลา 5 วันของกำลังพลกองทัพเรือสหรัฐฯ จำนวน 4,800 นาย จากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ได้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญให้กับเมือง โดยกำลังพลที่เข้าพักในพัทยาระหว่างวันที่ 2 ถึง 6 กันยายน 2569 คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นประมาณ 100 ล้านบาท

นายปรเมศวร์เน้นย้ำว่าการเยือนครั้งนี้ช่วยปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมืองให้กว้างไกลกว่าการเป็นเมืองแห่งสถานบันเทิงยามค่ำคืน จากการสังเกตพบว่าเหล่าทหารเรือได้เดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เช่น ปราสาทสัจธรรม สวนนงนุชพัทยา และตลาดน้ำ 4 ภาค รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น การขี่ช้างและการเลือกซื้อของฝาก จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการในพื้นที่และเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ พบว่ากำลังพลแต่ละนายมีการใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 100 ถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของพัทยาในการสร้างความหลากหลายให้กับแหล่งท่องเที่ยว แม้ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากหน่วยงานท้องถิ่น แต่นายกเมืองพัทยาระบุว่าตัวเลขรวมที่แน่ชัดยังคงเป็นการประเมินเบื้องต้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการยืนยันข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนอีกครั้งในขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นยังคงรวบรวมรายงานจากภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:57 UTC

FETCO ชี้คงดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

FETCO ชี้คงดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 1% ยังคงมีความเหมาะสม โดยอ้างถึงสถานะที่เปราะบางของกลุ่ม SMEs และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

FETCO ชี้คงดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
FETCO ชี้คงดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 1% ยังคงมีความเหมาะสม โดยอ้างถึงสถานะที่เปราะบางของกลุ่ม SMEs และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้แสดงความเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่มีแรงกดดันเร่งด่วนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าจะมีบางช่วงที่เงินเฟ้อสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ FETCO ยังคงมองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 1% ยังคงเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ตัวแทนจาก FETCO เน้นย้ำว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยยังคงไม่ทั่วถึงในแต่ละภาคส่วน ข้อกังวลหลักคือกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งยังคงเผชิญกับแรงกดดันอย่างมากจากต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นและการเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัด FETCO เตือนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจซ้ำเติมภาระทางการเงินเหล่านี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภาคธุรกิจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ท่าทีนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาของเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งอาจช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมยังคงที่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มระยะยาวของอัตราดอกเบี้ยยังคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคตของธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าธนาคารกลางจะสร้างสมดุลระหว่างความกังวลเรื่องความเปราะบางของ SMEs กับแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคตอย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามการประชุมของ ธปท. ในครั้งต่อไป เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:39 UTC

กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ออกคำชี้แจงใหม่เกี่ยวกับธุรกิจ 8 ประเภทที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตพิเศษภายใต้ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ออกคำชี้แจงใหม่เกี่ยวกับธุรกิจ 8 ประเภทที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตพิเศษภายใต้ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ให้คำชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยกระทรวงได้ระบุประเภทธุรกิจ 8 ประเภทที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตพิเศษเพิ่มเติม

การปรับปรุงกฎระเบียบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการจัดการกับข้อกังวลเกี่ยวกับบริษัท 'นอมินี' ซึ่งมักถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในการถือครองที่ดินและอาคารชุดของชาวต่างชาติ การชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับธุรกิจต่างชาติที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการใช้โครงสร้างองค์กรในทางที่ผิดเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องห้าม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของสภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบที่โปร่งใสมากขึ้นสำหรับธุรกิจที่ต่างชาติเป็นเจ้าของในประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อวิธีการจัดโครงสร้างและการดำเนินธุรกิจภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าหลักเกณฑ์เฉพาะเหล่านี้จะถูกบังคับใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร และจะมีผลกระทบระยะยาวต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และภูมิทัศน์การลงทุนจากต่างประเทศอย่างไร ผู้ที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำความเข้าใจว่ากฎเหล่านี้มีผลต่อสถานการณ์เฉพาะของตนอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:35 UTC

กรมธนารักษ์จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมธนารักษ์จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

กรมธนารักษ์เปิดตัวเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกชนิดราคา 20 บาท เพื่อเฉลิมฉลองการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมธนารักษ์จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

แหล่งข่าวเดียว
กรมธนารักษ์จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

กรมธนารักษ์เปิดตัวเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกชนิดราคา 20 บาท เพื่อเฉลิมฉลองการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กรมธนารักษ์ได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเพื่อเฉลิมฉลองการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยเป็นเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคา 20 บาท มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 15 กรัม โดยมีการผลิตจำนวนจำกัดไม่เกิน 200,000 เหรียญ

ด้านหน้าของเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ส่วนด้านหลังมีรูปตราสัญลักษณ์การแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พร้อมข้อความ "THAILAND 2025 ASEAN PARA GAMES" และระบุราคา "20 บาท"

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหรียญนี้ถือเป็นของที่ระลึกที่มีคุณค่าจากเหตุการณ์การแข่งขันกีฬาในระดับภูมิภาค แม้ว่าเหรียญดังกล่าวจะเปิดให้แลกเปลี่ยนได้ตามราคาหน้าเหรียญ แต่ผู้ที่สนใจสะสมควรทราบว่าจำนวนการผลิตมีจำกัด ซึ่งอาจส่งผลต่อความพร้อมในการให้บริการตามสำนักงานธนารักษ์ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งนี้ ในขณะที่รายงานข่าวออกมา ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานที่แลกเปลี่ยนที่แน่นอนและวันเริ่มต้นการเปิดให้แลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ ดังนั้นผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมธนารักษ์เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับวิธีการครอบครองเหรียญที่ระลึกเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:18 UTC

ถกงบกองทุนหมู่บ้านเพื่อโครงการโซลาร์เซลล์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ถกงบกองทุนหมู่บ้านเพื่อโครงการโซลาร์เซลล์

ระหว่างการอภิปรายงบประมาณปี 2570 นางสาววทันยา บุนนาค ได้ตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณ 500 ล้านบาทสำหรับโครงการโซลาร์เซลล์ในหมู่บ้าน โดยอ้างถึงความกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนและปัญหาการกระจายงบประมาณในอดีต

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ถกงบกองทุนหมู่บ้านเพื่อโครงการโซลาร์เซลล์

แหล่งข่าวเดียว
ถกงบกองทุนหมู่บ้านเพื่อโครงการโซลาร์เซลล์

ระหว่างการอภิปรายงบประมาณปี 2570 นางสาววทันยา บุนนาค ได้ตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณ 500 ล้านบาทสำหรับโครงการโซลาร์เซลล์ในหมู่บ้าน โดยอ้างถึงความกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนและปัญหาการกระจายงบประมาณในอดีต

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระที่ 2 และ 3 นางสาววทันยา บุนนาค ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเสนอเพิ่มงบประมาณ 500 ล้านบาทให้กับกองทุนหมู่บ้าน โดยกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เสนอจัดสรรงบนี้เพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์เซลล์

นางสาววทันยาโต้แย้งว่าแม้พลังงานสะอาดจะเป็นเป้าหมายที่ดี แต่การเพิ่มงบประมาณใหม่อาจมีความซ้ำซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ โดยระบุว่าเงินจำนวนมากจากโครงการ SML ในช่วงปี 2568-2569 ยังคงไปไม่ถึงมือประชาชนจำนวนมาก เธอจึงเรียกร้องให้สภาตรวจสอบข้อเสนอดังกล่าว โดยตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเติมเงินใหม่เข้าสู่ระบบที่ยังคงมีปัญหาในการกระจายทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การอภิปรายนี้สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานระดับท้องถิ่น แม้ว่ารายการงบประมาณนี้จะอยู่ระหว่างการพิจารณาทางกฎหมาย แต่ก็เน้นย้ำถึงความท้าทายในการบริหารจัดการโครงการพัฒนาชนบทขนาดใหญ่ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าสภาจะอนุมัติงบประมาณ 500 ล้านบาทนี้หรือไม่ หรือกรรมาธิการจะต้องชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะการกระจายงบประมาณ SML ในอดีต โดยในขณะนี้ร่างงบประมาณรวม 3.78 ล้านล้านบาทยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:18 UTC

ไทยเผยยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 4.2% ในเดือนพฤษภาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเผยยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 4.2% ในเดือนพฤษภาคม 2569

กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ประกาศยอดการใช้เชื้อเพลิงรวมของประเทศไทยลดลง 4.2% ในเดือนพฤษภาคม 2569

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเผยยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 4.2% ในเดือนพฤษภาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผยยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 4.2% ในเดือนพฤษภาคม 2569

กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ประกาศยอดการใช้เชื้อเพลิงรวมของประเทศไทยลดลง 4.2% ในเดือนพฤษภาคม 2569

ตามรายงานจาก Thai Post กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ได้เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดยตัวเลขระบุว่ายอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมมีการหดตัวลง 4.2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการพลังงานในปัจจุบัน แม้ว่าการลดลงของการใช้เชื้อเพลิงอาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านโลจิสติกส์ การขนส่ง หรือพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ก็ไม่ได้บ่งชี้ถึงปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงหรือความไม่มั่นคงของห่วงโซ่อุปทานสำหรับประชาชนทั่วไปในทันที

ในขณะนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้ให้ภาพรวมทางสถิติของการลดลงของยอดขายแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการลดลงนี้ เช่น ความผันผวนของความต้องการในภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงของการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว หรือการปรับเปลี่ยนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อดูว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปตลอดช่วงที่เหลือของปีหรือไม่ หรือเป็นเพียงการปรับตัวชั่วคราวของตลาดพลังงานในประเทศ นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องสำหรับการอัปเดตเกี่ยวกับราคาหรือความพร้อมของเชื้อเพลิง แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานการขาดแคลนที่เกี่ยวข้องกับสถิติดังกล่าวก็ตาม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 08:58 UTC

สหพัฒน์-โอบายาชิ เริ่มเดินหน้าก่อสร้างโครงการมิกซ์ยูส “โอ-เมช ราชดำริ” มูลค่า 8 พันล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สหพัฒน์-โอบายาชิ เริ่มเดินหน้าก่อสร้างโครงการมิกซ์ยูส “โอ-เมช ราชดำริ” มูลค่า 8 พันล้านบาท

โครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ “โอ-เมช ราชดำริ” มูลค่า 8 พันล้านบาท ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างเป็นทางการในใจกลางกรุงเทพฯ โดยเน้นเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัยและความยั่งยืน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สหพัฒน์-โอบายาชิ เริ่มเดินหน้าก่อสร้างโครงการมิกซ์ยูส “โอ-เมช ราชดำริ” มูลค่า 8 พันล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
สหพัฒน์-โอบายาชิ เริ่มเดินหน้าก่อสร้างโครงการมิกซ์ยูส “โอ-เมช ราชดำริ” มูลค่า 8 พันล้านบาท

โครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ “โอ-เมช ราชดำริ” มูลค่า 8 พันล้านบาท ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างเป็นทางการในใจกลางกรุงเทพฯ โดยเน้นเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัยและความยั่งยืน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บริษัท ไทยโอบายาชิ ได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการ “โอ-เมช ราชดำริ” ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่มูลค่า 8 พันล้านบาท ตั้งอยู่ใจกลางย่านราชดำริ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสหพัฒน์และโอบายาชิ ซึ่งมีกำหนดการแล้วเสร็จในปี 2572

โครงการนี้มีความโดดเด่นเนื่องจากเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบ “LRV” (Lifting and Rotating Vehicle) มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในระหว่างกระบวนการก่อสร้าง ผู้พัฒนาโครงการได้ชูแนวคิด “Green & Smart” โดยมุ่งเน้นการบูรณาการมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยเข้ากับภูมิทัศน์เมืองในใจกลางกรุงเทพฯ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการนี้ถือเป็นการเพิ่มพื้นที่สำคัญให้กับย่านราชดำริ ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ การเปิดตัวพื้นที่มิกซ์ยูสแห่งใหม่อาจส่งผลต่อรูปแบบการจราจรในท้องถิ่นและความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมในบริเวณใกล้เคียงเมื่อโครงการเปิดดำเนินการ แม้ว่าพิธีวางศิลาฤกษ์จะเป็นการเริ่มต้นการก่อสร้างอย่างเป็นทางการ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับสัดส่วนพื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน หรือที่อยู่อาศัยนั้น ผู้พัฒนาโครงการยังคงต้องให้รายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปในขณะที่โครงการดำเนินไปสู่กำหนดการเปิดตัวในปี 2572

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 09:39 UTC

ชาวแม่สายเฝ้าระวังหลังระดับน้ำแม่น้ำสายเริ่มลดลง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ชาวแม่สายเฝ้าระวังหลังระดับน้ำแม่น้ำสายเริ่มลดลง

ฝนตกหนักในเมียนมาทำให้แม่น้ำสายล้นตลิ่งในท่าขี้เหล็ก สร้างความกังวลในเชียงราย แม้ว่าระดับน้ำในแม่สายจะมีแนวโน้มลดลงแล้วก็ตาม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ชาวแม่สายเฝ้าระวังหลังระดับน้ำแม่น้ำสายเริ่มลดลง

แหล่งข่าวเดียว
ชาวแม่สายเฝ้าระวังหลังระดับน้ำแม่น้ำสายเริ่มลดลง

ฝนตกหนักในเมียนมาทำให้แม่น้ำสายล้นตลิ่งในท่าขี้เหล็ก สร้างความกังวลในเชียงราย แม้ว่าระดับน้ำในแม่สายจะมีแนวโน้มลดลงแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ฝนที่ตกหนักในตอนเหนือของประเทศเมียนมา ซึ่งวัดปริมาณได้สูงถึง 88.6 มิลลิเมตรที่สถานีโจตาดา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก Khaosod Online Thailand ระบุว่าระดับน้ำบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 พุ่งสูงถึง 398.36 เมตร ซึ่งสูงกว่าแนวตลิ่งประมาณ 0.77 เมตร เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื่องจากพื้นที่ฝั่งตรงข้ามในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง พนังกั้นน้ำพังทลาย และระดับน้ำสูงถึงประมาณ 50 เซนติเมตรในบางจุด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายติ้น เหว่ ต่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก ได้ประสานงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รายงานล่าสุดระบุว่าสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นและระดับน้ำเริ่มลดลง โดยน้ำยังคงอยู่ภายในแนวคันกั้นน้ำฝั่งไทย และยังไม่มีรายงานน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจหรือชุมชนสำคัญของอำเภอแม่สาย

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ แม้ว่าภัยคุกคามโดยตรงต่อแม่สายดูเหมือนจะลดลง แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน แนะนำให้ติดตามข้อมูลอัปเดตจากหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับความสามารถในการเข้าถึงจุดผ่านแดนและผลกระทบต่อเนื่องที่อาจเกิดขึ้นจากปริมาณน้ำฝนต้นน้ำ ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานในท่าขี้เหล็กและความมั่นคงของตลิ่งในระยะยาว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 08:57 UTC

Shopee เปิดตัว 'Instant Mart' บริการส่งด่วน 24 ชั่วโมงในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Shopee เปิดตัว 'Instant Mart' บริการส่งด่วน 24 ชั่วโมงในไทย

Shopee ประเทศไทยเปิดตัว 'Shopee Instant Mart' ให้บริการส่งด่วนสินค้าอุปโภคบริโภคภายใน 1 ชั่วโมง โดยไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Shopee เปิดตัว 'Instant Mart' บริการส่งด่วน 24 ชั่วโมงในไทย

แหล่งข่าวเดียว
Shopee เปิดตัว 'Instant Mart' บริการส่งด่วน 24 ชั่วโมงในไทย

Shopee ประเทศไทยเปิดตัว 'Shopee Instant Mart' ให้บริการส่งด่วนสินค้าอุปโภคบริโภคภายใน 1 ชั่วโมง โดยไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 Shopee ประเทศไทยได้เปิดตัว 'Shopee Instant Mart' อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นบริการใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ตามรายงานของ Khaosod Online Thailand แพลตฟอร์มดังกล่าวให้บริการจัดส่งสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต สินค้าสด และของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง จุดเด่นสำคัญของบริการนี้คือการจัดส่งฟรีโดยไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ ซึ่งเปิดให้บริการแก่ลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้ช่วยให้การเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคสะดวกยิ่งขึ้นในทุกช่วงเวลาของวัน นอกจากนี้ บริการดังกล่าวยังรวมฟีเจอร์ 'Shopee Telepharmacy' ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อยาสามัญประจำบ้านและปรึกษาเภสัชกรออนไลน์เกี่ยวกับอาการหรือการใช้ยาได้ การเพิ่มบริการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อมอบวิธีที่สะดวกยิ่งขึ้นในการจัดการปัญหาสุขภาพเล็กน้อยโดยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านขายยาด้วยตนเอง

แม้ว่าบริการนี้จะสัญญาว่าจะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงและจัดส่งที่รวดเร็ว แต่พื้นที่ให้บริการทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับกรอบเวลาการจัดส่งภายใน 1 ชั่วโมงนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ใช้ควรตรวจสอบแอปพลิเคชัน Shopee เพื่อยืนยันว่าตำแหน่งปัจจุบันของตนอยู่ในพื้นที่ให้บริการของเครือข่าย Instant Mart หรือไม่ เนื่องจากเป็นการเปิดตัวใหม่ ความสม่ำเสมอของเวลาในการจัดส่งในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือในพื้นที่ห่างไกลยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 08:57 UTC

อิหร่านเตรียมขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสำหรับผู้ใช้ปริมาณมาก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อิหร่านเตรียมขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสำหรับผู้ใช้ปริมาณมาก

อิหร่านกำลังเตรียมปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสำหรับผู้ที่ใช้น้ำมันเกิน 110 ลิตรต่อเดือน เนื่องจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อิหร่านเตรียมขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสำหรับผู้ใช้ปริมาณมาก

แหล่งข่าวเดียว
อิหร่านเตรียมขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสำหรับผู้ใช้ปริมาณมาก

อิหร่านกำลังเตรียมปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสำหรับผู้ที่ใช้น้ำมันเกิน 110 ลิตรต่อเดือน เนื่องจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 รัฐบาลอิหร่านกำลังวางแผนที่จะใช้ระบบราคาแบบขั้นบันไดสำหรับน้ำมันเบนซิน การปรับนโยบายนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสงครามและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ

ภายใต้แผนที่เสนอมา การขึ้นราคาจะมุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ที่ใช้น้ำมันเบนซินเกิน 110 ลิตรต่อเดือนโดยเฉพาะ แม้ว่ารายงานจะระบุถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการปรับอัตราดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ระบุราคาใหม่ที่แน่นอนหรือวันที่ที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้ การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในราคาเชื้อเพลิงในท้องถิ่น แม้ว่าข่าวนี้จะเฉพาะเจาะจงสำหรับอิหร่าน แต่ผู้ที่ติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคอาจพบว่าข้อมูลนี้มีความเกี่ยวข้อง เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่กว้างขึ้นของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อตลาดพลังงานในประเทศ ในขั้นตอนนี้ กำหนดการดำเนินการที่เฉพาะเจาะจงและโครงสร้างราคาขั้นสุดท้ายยังคงต้องรอการยืนยันจากทางการอิหร่าน นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือความพร้อมของเชื้อเพลิงระหว่างการเข้าพักอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 08:56 UTC

กรมธนารักษ์เปิดจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมธนารักษ์เปิดจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

กรมธนารักษ์เปิดให้ประชาชนแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ชนิดราคา 20 บาท อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมธนารักษ์เปิดจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

แหล่งข่าวเดียว
กรมธนารักษ์เปิดจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

กรมธนารักษ์เปิดให้ประชาชนแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ชนิดราคา 20 บาท อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ตามรายงานจาก Thai Post กรมธนารักษ์ได้เริ่มดำเนินการจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเพื่อเฉลิมฉลองการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 อย่างเป็นทางการ โดยมีการประกาศเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ยืนยันว่าเหรียญรุ่นพิเศษนี้มีชนิดราคา 20 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเปิดตัวเหรียญนี้ถือเป็นของที่ระลึกที่จับต้องได้สำหรับการแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาคที่กำลังจะมาถึง นักสะสมและผู้ที่สนใจในเหรียญกษาปณ์ไทยอาจพบว่าเหรียญเหล่านี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์สำคัญทางวัฒนธรรมและการกีฬาของประเทศเจ้าภาพ การมีอยู่ของเหรียญเหล่านี้มอบโอกาสพิเศษในการครอบครองของที่ระลึกจากหน่วยงานรัฐโดยตรง

แม้ว่ากรมธนารักษ์จะยืนยันการเปิดตัวและชนิดราคาของเหรียญแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับจำนวนการผลิตทั้งหมดและสถานที่ที่ประชาชนสามารถติดต่อขอแลกเหรียญที่ระลึกเหล่านี้ได้นั้น ยังคงต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมธนารักษ์หรือติดต่อสาขาในพื้นที่เพื่อยืนยันความพร้อมในการให้บริการและขั้นตอนการแลกเปลี่ยน เนื่องจากเป็นเหรียญที่ระลึก ความต้องการในกลุ่มนักสะสมอาจมีสูง ผู้ที่สนใจควรตรวจสอบสถานะคงเหลือของเหรียญก่อนเดินทางไปยังจุดแลกเปลี่ยน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 08:38 UTC