ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง ✦
ความปลอดภัย กรุงเทพฯ ประกาศ 3 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัย ✦
ความปลอดภัย ศรีราชาเผชิญน้ำท่วมหนัก เร่งอพยพชาวบ้านด้วยเรือ ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมหนักในย่านคลองจั่น กรุงเทพฯ ✦
กฎหมาย ศาลปกครองยกคำร้อง 'สรณ' กรณีคุณสมบัติ กสทช. เจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์ ✦
เศรษฐกิจ ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในตลาดไทย ✦
เศรษฐกิจ นายกฯ อนุทิน เดินสายโรดโชว์ดึงนักลงทุนสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก ✦
ความปลอดภัย กรุงเทพฯ ประกาศเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 3 เขต ✦
ความปลอดภัย กองทัพไทยระดมกำลังรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักทั่วประเทศ ✦
เศรษฐกิจ อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 26 กันยายน 2569 ✦
การขนส่ง

กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังโครงข่ายถนน ราง และทางน้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมทุกแห่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีคำสั่งให้เฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งครอบคลุมทั้งการเดินทางทางถนน ทางราง และทางน้ำ

สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป คำสั่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน กระทรวงฯ ได้รับคำสั่งให้เร่งแจ้งเตือนเส้นทางแก่ประชาชนโดยทันที และเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว

แม้ว่ากระทรวงฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ผลกระทบที่แน่ชัดต่อเส้นทางการเดินทางแต่ละจุดยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางทางการของรัฐบาลเกี่ยวกับเส้นทางที่ปิดหรือการหยุดให้บริการของระบบขนส่ง ยังไม่มีการยืนยันว่าพื้นที่หรือเส้นทางคมนาคมใดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากสถานการณ์มีการบริหารจัดการแบบเรียลไทม์ ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังในการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อความปลอดภัยของตนเอง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 00:20 UTC

ความปลอดภัย

กรุงเทพฯ ประกาศ 3 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัย

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ ประกาศ 3 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัย

กรุงเทพมหานครประกาศให้เขตหนองจอก สวนหลวง และคันนายาว เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัยอย่างเป็นทางการ หลังเกิดฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ 3 เขต ได้แก่ เขตหนองจอก เขตสวนหลวง และเขตคันนายาว เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัยอย่างเป็นทางการ การประกาศในเชิงบริหารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการระดมทรัพยากร การบรรเทาสาธารณภัย และการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว ประกาศนี้ถือเป็นคำเตือนอย่างเป็นทางการถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่ยังคงดำเนินอยู่ สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปิดเส้นทางจราจร ไฟฟ้าดับที่อาจเกิดขึ้น และคำแนะนำในการอพยพ แม้ว่าการประกาศนี้จะช่วยให้ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐได้รวดเร็วขึ้น แต่ขอบเขตความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้หรือวางแผนจะเดินทางไปเยือนควรใช้ความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงแนะนำให้ติดตามข้อมูลผ่านแหล่งข่าวท้องถิ่นที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการขยายพื้นที่ประสบภัยเพิ่มเติมหรือการเปลี่ยนแปลงมาตรการความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 00:20 UTC

ความปลอดภัย

ศรีราชาเผชิญน้ำท่วมหนัก เร่งอพยพชาวบ้านด้วยเรือ

แหล่งข่าวเดียว
ศรีราชาเผชิญน้ำท่วมหนัก เร่งอพยพชาวบ้านด้วยเรือ

ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตรในตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งใช้เรืออพยพประชาชน

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 อำเภอศรีราชาประสบภาวะน้ำท่วมรุนแรงหลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำในตำบลหนองขามมีรายงานว่าสูงเกินกว่า 1 เมตร ซึ่งสร้างความเสี่ยงและอันตรายให้กับประชาชนในพื้นที่

เพื่อตอบสนองต่อระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าปฏิบัติการช่วยเหลือในช่วงกลางดึก โดยใช้เรือท้องแบนในการเดินทางเข้าพื้นที่น้ำท่วมเพื่ออพยพชาวบ้านไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จัดเตรียมไว้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน การปิดเส้นทางจราจร และการเข้าถึงบริการที่จำเป็น ผู้ที่อยู่ในศรีราชาหรือมีแผนจะเดินทางไปเยือนควรติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพอากาศและข้อจำกัดในการเดินทาง

ในขณะนี้ ความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งหมดและจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่น นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใด หรือมีพื้นที่อื่นในอำเภอที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมในลักษณะเดียวกันหรือไม่ นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่หากพบว่าตนเองอยู่ในเขตที่ได้รับผลกระทบ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:50 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมหนักในย่านคลองจั่น กรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมหนักในย่านคลองจั่น กรุงเทพฯ

ฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมขังอย่างหนักในย่านคลองจั่น เขตบางกะปิ ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยในแฟลต 19 ต้องเผชิญกับปัญหารถจมน้ำและระดับน้ำที่สูงถึงหน้าอก

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ย่านคลองจั่นในเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร กำลังประสบภาวะน้ำท่วมขังอย่างรุนแรงหลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ผู้อยู่อาศัยในแฟลต 19 รายงานว่าตื่นขึ้นมาพบว่ารถยนต์ของตนจมอยู่ใต้น้ำเนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงกลางคืน

รายงานจากพื้นที่ระบุว่าระดับน้ำท่วมในบางจุดสูงถึงระดับหน้าอก ซึ่งสร้างสภาวะที่เป็นอันตรายต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดปัญหาด้านการเดินทางและมีความเสี่ยงต่อทรัพย์สิน การสัญจรบนถนนรอบแฟลตคลองจั่นในขณะนี้มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งและติดตามข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับระดับน้ำอย่างใกล้ชิด

แม้ผลกระทบต่ออาคารที่พักอาศัยจะเห็นได้ชัดเจน แต่ขอบเขตความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและระยะเวลาที่น้ำจะท่วมขังนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้ทางการยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าน้ำจะลดลงเมื่อใด หรือจะมีการดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ ผู้ที่วางแผนจะเดินทางผ่านหรือใกล้เขตบางกะปิควรเผื่อเวลาสำหรับการเดินทางและพิจารณาใช้เส้นทางอื่นจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:50 UTC

กฎหมาย

ศาลปกครองยกคำร้อง 'สรณ' กรณีคุณสมบัติ กสทช. เจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์

แหล่งข่าวเดียว
ศาลปกครองยกคำร้อง 'สรณ' กรณีคุณสมบัติ กสทช. เจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์

ศาลปกครองมีคำสั่งยกคำร้องของนายสรณเกี่ยวกับคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยเจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองได้มีคำสั่งยกคำร้องของนายสรณเกี่ยวกับคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งคำตัดสินของศาลถือเป็นการยืนยันสถานะคุณสมบัติในปัจจุบัน

ภายหลังคำตัดสินดังกล่าว นายสรณได้แสดงความจำนงที่จะยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำสั่งของศาล ความเคลื่อนไหวทางกฎหมายนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารงานและการกำกับดูแลภาคโทรคมนาคมและกระจายเสียงของไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและภูมิทัศน์สื่อของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางปกครองที่กำลังดำเนินอยู่ในหน่วยงานกำกับดูแลของไทย แม้ผลกระทบต่อชีวิตประจำวันในขณะนี้จะยังมีน้อย แต่การจัดตั้งคณะกรรมการ กสทช. อาจส่งผลต่อนโยบายในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับบริการอินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อมือถือ และกฎระเบียบด้านสื่อ เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมยื่นอุทธรณ์ การตัดสินขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายสรณจึงยังคงต้องรอการพิจารณาต่อไป ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการยื่นอุทธรณ์อย่างเป็นทางการและการกำหนดกระบวนการทางศาลเพิ่มเติมเพื่อหาข้อยุติในข้อพิพาทนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:31 UTC

เศรษฐกิจ

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในตลาดไทย

แหล่งข่าวเดียว
ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในตลาดไทย

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.19% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 84,077 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเช้าของวันที่ 26 กันยายน 2026

ตามข้อมูลจาก Prachachat Business เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ราคาของบิตคอยน์มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.19% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ณ เวลา 06.18 น. ตามเวลาท้องถิ่น สกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวมีการซื้อขายอยู่ที่ 84,077 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 2,806,068.64 บาท

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มโดยรวมของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าอยู่ที่ 3.63% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทยที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการวางแผนทางการเงินหรือทำธุรกรรมในท้องถิ่น ความผันผวนเหล่านี้เน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเป็นปกติในตลาดสกุลเงินดิจิทัล

แม้ว่าข้อมูลนี้จะเป็นเพียงภาพรวมของมูลค่าตลาดในปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาของสกุลเงินดิจิทัลมีความผันผวนสูงและสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาวะตลาดโลกและการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ นักลงทุนและผู้ที่ติดตามเศรษฐกิจดิจิทัลควรตระหนักว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูล ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเฉพาะที่ส่งผลต่อการปรับตัวรายวันเล็กน้อยนี้ และขอแนะนำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางการเงินที่เป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับประสิทธิภาพของสินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:50 UTC

เศรษฐกิจ

นายกฯ อนุทิน เดินสายโรดโชว์ดึงนักลงทุนสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ อนุทิน เดินสายโรดโชว์ดึงนักลงทุนสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เยือนตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเพื่อเชิญชวนผู้นำธุรกิจสหรัฐฯ ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเยือนนิวยอร์กเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา โดยในระหว่างการเยือน นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมพิธีเปิดการซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณความมุ่งมั่นในการดึงดูดบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ให้เข้ามาลงทุนในตลาดไทย

นอกเหนือจากภารกิจด้านการเงิน นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถ้อยแถลงต่อสหประชาชาติ โดยเน้นย้ำว่าสันติภาพโลกต้องการมากกว่าแค่การปราศจากความขัดแย้ง พร้อมสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศที่สร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงประเด็นทางการทูตในภูมิภาค โดยระบุว่าไทยมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ กับกัมพูชาผ่านการเจรจาทวิภาคี

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การเยือนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลไทยในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับภาคธุรกิจระหว่างประเทศ แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะเชิญชวนให้มีการลงทุนจากสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ แต่ยังต้องรอการยืนยันว่าจะมีอุตสาหกรรมหรือบริษัทใดบ้างที่จะตกลงลงทุนในโครงการใหม่ๆ ในประเทศไทย โดยนักสังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าการเดินสายโรดโชว์ทางการทูตและการเงินครั้งนี้จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมหรือโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศในช่วงเดือนต่อๆ ไปหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:51 UTC

ความปลอดภัย

กรุงเทพฯ ประกาศเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 3 เขต

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ ประกาศเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 3 เขต

กรุงเทพมหานครประกาศให้เขตหนองจอก สวนหลวง และคันนายาว เป็นเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของหน่วยงานฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ประกาศให้เขตหนองจอก เขตสวนหลวง และเขตคันนายาว เป็นเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างเป็นทางการ การประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรและเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว การประกาศนี้หมายความว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดจากน้ำท่วม สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เขตอย่างเคร่งครัด เนื่องจากสภาพถนนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาและบริการสาธารณะอาจได้รับผลกระทบชั่วคราว แม้ว่าการประกาศนี้จะช่วยให้การตอบสนองของภาครัฐมีความรวดเร็วขึ้น แต่ขอบเขตความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและระยะเวลาในการแก้ไขปัญหายังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่อยู่ในพื้นที่หรือวางแผนจะเดินทางไปเขตดังกล่าวควรใช้ความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมขัง และติดตามข้อมูลอัปเดตผ่านช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดการที่ชัดเจนว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใด หรือจะมีการขยายเขตพื้นที่ประสบภัยไปยังเขตข้างเคียงหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:40 UTC

ความปลอดภัย

กองทัพไทยระดมกำลังรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
กองทัพไทยระดมกำลังรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักทั่วประเทศ

กองทัพบกกำลังประสานงานให้ความช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ หลังจากฝนตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่

ตามรายงานจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี กองทัพบกได้ยกระดับการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรง โดย ณ วันที่ 25 กันยายน 2569 กองทัพกำลังบูรณาการทรัพยากรอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การหยุดชะงักในบางพื้นที่ รวมถึงความเป็นไปได้ในการปิดเส้นทางจราจร ความล่าช้าของระบบขนส่งสาธารณะ และความยากลำบากในการเข้าถึงบางภูมิภาค ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัดเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและประกาศแจ้งเตือนการอพยพหากจำเป็น

แม้ว่าขณะนี้กองทัพจะอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ แต่ขอบเขตความเสียหายทั้งหมดและระยะเวลาของความเสี่ยงจากน้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยัน สถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและสภาพอากาศอาจมีการพัฒนาต่อไป ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางเฉพาะหรือพื้นที่ที่น่ากังวลกับที่พักหรือผู้ให้บริการขนส่งในพื้นที่ก่อนวางแผนการเดินทาง ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและให้การสนับสนุนแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:40 UTC

เศรษฐกิจ

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 26 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 26 กันยายน 2569

ราคาน้ำมันขายปลีกปัจจุบันในประเทศไทยตามข้อมูลจากสถานีบริการน้ำมันบางจาก ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

ตามข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ ราคาน้ำมันขายปลีกที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในประเทศไทยได้รับการอัปเดตสำหรับวันที่ 26 กันยายน 2569

ราคาปัจจุบัน

  • แก๊สโซฮอล์ 95: 39.94 บาทต่อลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91: 39.57 บาทต่อลิตร
  • ดีเซล B7: 41.44 บาทต่อลิตร
  • ดีเซล B20: 36.00 บาทต่อลิตร

ผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือนักท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในงบประมาณการเดินทางประจำวัน ไม่ว่าคุณจะเช่ารถหรือใช้บริการขนส่งส่วนตัว ความผันผวนของราคาเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบป้ายราคาที่สถานีบริการน้ำมันแต่ละแห่ง เนื่องจากราคาอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับแบรนด์และสถานที่ตั้ง

สิ่งที่ยังต้องยืนยัน

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนถึงราคาปัจจุบันที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นราคาเดียวกันทั้งหมดในทุกแบรนด์น้ำมันหรือทุกภูมิภาคของประเทศไทย ผู้ขับขี่ควรทราบว่าราคาน้ำมันอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาดโลกและการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาล ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารท้องถิ่นหรือเว็บไซต์ทางการของสถานีบริการน้ำมันเพื่อรับข้อมูลอัปเดตล่าสุดก่อนวางแผนการเดินทางไกล

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:51 UTC

Deli รุกตลาดลาว จับมือ MEK เชื่อมโยงร้านค้ากว่า 3,680 แห่ง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Deli รุกตลาดลาว จับมือ MEK เชื่อมโยงร้านค้ากว่า 3,680 แห่ง

Deli แบรนด์เครื่องเขียนยักษ์ใหญ่เข้าสู่ตลาดลาวผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ MEK โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงร้านค้าปลีกกว่า 3,680 แห่ง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Deli รุกตลาดลาว จับมือ MEK เชื่อมโยงร้านค้ากว่า 3,680 แห่ง

แหล่งข่าวเดียว
Deli รุกตลาดลาว จับมือ MEK เชื่อมโยงร้านค้ากว่า 3,680 แห่ง

Deli แบรนด์เครื่องเขียนยักษ์ใหญ่เข้าสู่ตลาดลาวผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ MEK โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงร้านค้าปลีกกว่า 3,680 แห่ง

ตามรายงานจาก Matichon Online แบรนด์เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน Deli ได้ขยายการดำเนินงานเข้าสู่ประเทศลาวอย่างเป็นทางการ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ MEK ซึ่งเป็นหน่วยงานในท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงร้านค้าปลีกกว่า 3,680 แห่งทั่วประเทศ การขยายตัวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของลาวที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.8%

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยหรือเดินทางในภูมิภาคนี้ การพัฒนาดังกล่าวบ่งชี้ถึงความพร้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของผลิตภัณฑ์เครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน และอุปกรณ์การศึกษาของ Deli การรวมเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เช่นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งอาจช่วยลดความยุ่งยากในการจัดซื้อสำหรับนักเรียน พนักงานออฟฟิศ และธุรกิจในท้องถิ่น

แม้ว่าความร่วมมือนี้จะเป็นการเข้าสู่ตลาดที่ชัดเจน แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำหนดการสำหรับการเปิดตัวเต็มรูปแบบในทุกสาขาทั้ง 3,680 แห่งยังไม่มีการระบุรายละเอียด และยังคงต้องติดตามว่าราคาผลิตภัณฑ์และความหลากหลายของสินค้าจะเปรียบเทียบกับที่พบในประเทศไทยเพื่อนบ้านอย่างไร ผู้บริโภคควรติดตามประกาศจากร้านค้าในพื้นที่เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะวางจำหน่ายในพื้นที่ของตนเมื่อใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 08 กันยายน 2026, 02:56 UTC

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของไทยผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบ
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของไทยผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำลังเริ่มการปฏิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาด โดยมุ่งหวังที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นสำหรับประเทศไทย

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News + 2 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของไทยผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบ

ได้รับการยืนยัน
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของไทยผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำลังเริ่มการปฏิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาด โดยมุ่งหวังที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นสำหรับประเทศไทย

ตามรายงานจากกรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำลังดำเนินการปฏิรูปกฎระเบียบอย่างจริงจัง โดยได้รับการสนับสนุนจากคุณศุภจี ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันทางการค้าให้ทันสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจแห่งอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนระยะยาว การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากมีเป้าหมายเพื่อสร้างตลาดที่มีพลวัตและเป็นธรรมมากขึ้น การส่งเสริมการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลหวังว่าจะกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและอาจปรับปรุงคุณภาพและความหลากหลายของสินค้าและบริการที่มีอยู่ในประเทศ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูงขึ้นมักนำไปสู่การคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีขึ้นและข้อเสนอทางธุรกิจที่หลากหลาย ซึ่งสามารถยกระดับมาตรฐานการครองชีพโดยรวมและคุณภาพของภูมิทัศน์ทางธุรกิจในท้องถิ่นได้

แม้ว่ารัฐบาลจะส่งสัญญาณถึงความตั้งใจที่จะปฏิรูปกรอบการทำงานเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการและลักษณะที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายยังคงต้องรอการยืนยัน ขณะนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอประกาศเพิ่มเติมจาก กขค. เพื่อทำความเข้าใจว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายเหล่านี้จะถูกบูรณาการเข้ากับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีอยู่อย่างไร ในขณะที่สถานการณ์พัฒนาไป ผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจควรติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าการปฏิรูปเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของตลาดและสิทธิของผู้บริโภคอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News + 2 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 14:35 UTC

ไทยระงับมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยระงับมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)

รัฐบาลไทยได้ระงับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับศูนย์ข้อมูล ในขณะที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านเข้าร่วมบอร์ดบริหาร

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยระงับมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)

แหล่งข่าวเดียว
ไทยระงับมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)

รัฐบาลไทยได้ระงับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับศูนย์ข้อมูล ในขณะที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านเข้าร่วมบอร์ดบริหาร

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยได้ระงับมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างเป็นทางการ โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้สั่งระงับมาตรการส่งเสริมดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ 3 ท่านเข้าร่วมคณะกรรมการที่กำกับดูแลเรื่องนี้ ความเคลื่อนไหวด้านการบริหารนี้บ่งชี้ถึงการปรับโครงสร้างกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนด้านดิจิทัลขนาดใหญ่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณของช่วงเวลาชะลอตัวของการขยายตัวอย่างรวดเร็วของโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลในประเทศไทย แม้ว่าผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ยังคงไม่ชัดเจน แต่การระงับนี้อาจส่งผลต่อความพร้อมให้บริการด้านดิจิทัลในอนาคตหรือจังหวะของการพัฒนาเทคโนโลยีในภูมิภาค

ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงระยะเวลาที่แน่นอนของการระงับนี้ และเกณฑ์ที่คณะกรรมการชุดใหม่จะใช้ในการประเมินโครงการในอนาคต ขอแนะนำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อความชัดเจนเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลที่กำลังดำเนินการหรือที่วางแผนไว้ในอนาคตอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 23:55 UTC

การลงทุนจากญี่ปุ่นในไทยแตะ 3.2 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การลงทุนจากญี่ปุ่นในไทยแตะ 3.2 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานกระแสเงินลงทุนจากญี่ปุ่นที่สำคัญ โดยค่ายรถยนต์รายใหญ่ส่งสัญญาณขยายการลงทุนเพิ่ม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การลงทุนจากญี่ปุ่นในไทยแตะ 3.2 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

แหล่งข่าวเดียว
การลงทุนจากญี่ปุ่นในไทยแตะ 3.2 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานกระแสเงินลงทุนจากญี่ปุ่นที่สำคัญ โดยค่ายรถยนต์รายใหญ่ส่งสัญญาณขยายการลงทุนเพิ่ม

ตามรายงานจาก Matichon Online สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ประกาศว่านักลงทุนชาวญี่ปุ่นได้อัดฉีดเงินลงทุน 3.2 หมื่นล้านบาทเข้าสู่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การลงทุนที่ต่อเนื่องนี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงเสถียรภาพในระยะยาวสำหรับศูนย์กลางการผลิตหลัก ซึ่งมักทำหน้าที่เป็นฐานสำคัญสำหรับการจ้างงานในท้องถิ่นและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ BOI ระบุว่าบริษัทรถยนต์รายใหญ่กำลังเตรียมเพิ่มการลงทุนในประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในระบบนิเวศการผลิตของไทย

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนถึงการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่ง แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการลงทุนเพิ่มเติมจากบริษัทรถยนต์ยังไม่ได้ข้อสรุป และผลกระทบในวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นจะขึ้นอยู่กับการจัดสรรเงินทุนเหล่านี้ในแต่ละภูมิภาค ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปตลอดช่วงที่เหลือของปีหรือไม่ เนื่องจากอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและการจ้างงานเฉพาะทางในเขตอุตสาหกรรม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 23:35 UTC

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ หนุนปฏิรูปการแข่งขันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ หนุนปฏิรูปการแข่งขันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎระเบียบอย่างเร่งด่วนเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในตลาด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ หนุนปฏิรูปการแข่งขันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

แหล่งข่าวเดียว
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ หนุนปฏิรูปการแข่งขันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎระเบียบอย่างเร่งด่วนเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในตลาด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการแข่งขันในตลาดในการกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เร่งดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจระดับโลกได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีพลวัตและเปิดกว้างมากขึ้น หากมีการนำการปฏิรูปที่เสนอไปปฏิบัติจริง อาจนำไปสู่ประสิทธิภาพของตลาดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาและความพร้อมของสินค้าและบริการทั่วประเทศ ภูมิทัศน์ที่มีการแข่งขันสูงขึ้นมักจะส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและมาตรฐานการบริการที่ดีขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ลักษณะเฉพาะของการปฏิรูปดังกล่าวยังคงต้องรอการยืนยัน แม้ว่าการเรียกร้องให้มีการดำเนินการจะมีความชัดเจน แต่กรอบเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และภาคส่วนเฉพาะที่จะได้รับความสำคัญจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ายังไม่มีการระบุรายละเอียด ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะตอบสนองต่อข้อเสนอแนะเหล่านี้อย่างไร และจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายที่เป็นรูปธรรมอย่างไรเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 15:55 UTC

กรณ์ จาติกวณิช เสนอควบรวม 2 กรมจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรณ์ จาติกวณิช เสนอควบรวม 2 กรมจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

กรณ์ จาติกวณิช สส. พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้มีการควบรวมหน่วยงานจัดเก็บภาษีหลักสองแห่งของไทย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและปรับปรุงประสิทธิภาพทางการคลัง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรณ์ จาติกวณิช เสนอควบรวม 2 กรมจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

แหล่งข่าวเดียว
กรณ์ จาติกวณิช เสนอควบรวม 2 กรมจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

กรณ์ จาติกวณิช สส. พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้มีการควบรวมหน่วยงานจัดเก็บภาษีหลักสองแห่งของไทย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและปรับปรุงประสิทธิภาพทางการคลัง

ระหว่างการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงการคลังในรัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างระบบการจัดเก็บภาษีของไทย ตามรายงานของ Thai Post นายกรณ์ระบุว่าการจัดสรรงบประมาณปัจจุบันสำหรับกรมจัดเก็บภาษีหลักทั้ง 3 แห่งนั้นไม่สอดคล้องกับการสร้างรายได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสรรพากรที่ได้รับงบประมาณในปัจจุบันประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

นายกรณ์เสนอว่าการควบรวมหน่วยงานสองแห่งนี้อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างมาก เขาย้ำว่าโครงสร้างปัจจุบันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในการจัดเก็บภาษี ซึ่งบ่งชี้ว่าการควบรวมอาจนำไปสู่ระบบการจัดการทางการคลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ข้อเสนอนี้สะท้อนให้เห็นถึงการอภิปรายอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาลและการปฏิรูปการบริหารในประเทศไทย แม้ว่าข้อเสนอจะมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างภายใน แต่การดำเนินการในอนาคตอาจส่งผลต่อวิธีการจัดการหรือปรับปรุงระบบภาษีให้ทันสมัย ในขั้นตอนนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นเพียงข้อเสนอแนะที่เกิดขึ้นระหว่างการอภิปรายงบประมาณเท่านั้น ไม่ใช่นโยบายที่ประกาศใช้ และยังไม่มีการยืนยันว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดำเนินการควบรวมหน่วยงานเหล่านี้ การพัฒนาในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการดำเนินการทางกฎหมายและการตัดสินใจของฝ่ายบริหารภายในกระทรวงการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 14:16 UTC

กรณ์เสนอควบรวมกรมภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

กรณ์เสนอควบรวมกรมภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้

กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้ประเทศไทยควบรวมหน่วยงานจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการ

Matichon Online + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรณ์เสนอควบรวมกรมภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้

ได้รับการยืนยัน
กรณ์เสนอควบรวมกรมภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้

กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้ประเทศไทยควบรวมหน่วยงานจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 กรณ์ จาติกวณิช ได้เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาควบรวมกรมจัดเก็บภาษีต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยอ้างอิงจากรูปแบบในต่างประเทศ กรณ์ให้เหตุผลว่าการรวมหน่วยงานดังกล่าวจะช่วยปรับปรุงการดำเนินงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมในการจัดเก็บรายได้ของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ข้อเสนอนี้ถือเป็นเรื่องของนโยบายการคลังและการบริหารงานภาครัฐเป็นหลัก แม้ว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีหรือขั้นตอนการยื่นภาษีในทันที แต่การปรับโครงสร้างในอนาคตของกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือกรมศุลกากร อาจส่งผลต่อวิธีการประมวลผลหรือการตรวจสอบภาษีในภายหลัง สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศ การติดตามการอภิปรายเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ปัจจุบันนี้เป็นเพียงข้อเสนอจากนักการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังว่ามีความตั้งใจที่จะดำเนินการควบรวมดังกล่าวหรือไม่ หรือมีการศึกษาความเป็นไปได้อยู่หรือไม่ ณ ขณะนี้ โครงสร้างภาษีที่มีอยู่ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง และผู้อยู่อาศัยควรปฏิบัติตามข้อกำหนดการยื่นภาษีในปัจจุบันตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 13:55 UTC

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการ 'Buy Thai'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการ 'Buy Thai'

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังขยายโครงการ 'Made in Thailand' ไปสู่กลยุทธ์ 'Buy Thai' ที่กว้างขึ้น โดยตั้งเป้าหมายการจัดซื้อจัดจ้างไว้ที่ 2 แสนล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการ 'Buy Thai'

แหล่งข่าวเดียว
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการ 'Buy Thai'

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังขยายโครงการ 'Made in Thailand' ไปสู่กลยุทธ์ 'Buy Thai' ที่กว้างขึ้น โดยตั้งเป้าหมายการจัดซื้อจัดจ้างไว้ที่ 2 แสนล้านบาท

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ประกาศขยายผลโครงการ 'Made in Thailand' (MiT) ไปสู่โครงการใหม่ภายใต้ชื่อ 'Buy Thai' ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ การป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ โดย ส.อ.ท. ได้ตั้งเป้าหมายการจัดซื้อจัดจ้างไว้ที่ 2 แสนล้านบาท เพื่อหวังเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ สร้างรายได้ให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลต่อความพร้อมใช้งานและการสร้างแบรนด์ของสินค้าที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในภาคการแพทย์และโครงสร้างพื้นฐาน การให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศเป็นสิ่งที่ภาครัฐและเอกชนหวังว่าจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น แม้ว่า ส.อ.ท. จะได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนไว้แล้ว แต่กรอบเวลาที่แน่นอนสำหรับการดำเนินการตามกระบวนการจัดซื้อ 'Buy Thai' และกลไกที่จะทำให้แต่ละภาคส่วนบรรลุเป้าหมาย 2 แสนล้านบาทนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้เน้นย้ำถึงความพยายามในการฟื้นฟูคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน รวมถึงความคืบหน้าของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระทางเศรษฐกิจในภาพรวม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 13:36 UTC

สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. เร่งพิจารณา 148 วาระค้าง หวั่นกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. เร่งพิจารณา 148 วาระค้าง หวั่นกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล

สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้ กสทช. เร่งจัดการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาที่ค้างอยู่ 148 วาระ โดยแสดงความกังวลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจดิจิทัล

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. เร่งพิจารณา 148 วาระค้าง หวั่นกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล

แหล่งข่าวเดียว
สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. เร่งพิจารณา 148 วาระค้าง หวั่นกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล

สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้ กสทช. เร่งจัดการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาที่ค้างอยู่ 148 วาระ โดยแสดงความกังวลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจดิจิทัล

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภคได้เรียกร้องต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้เร่งรัดการประชุมเพื่อพิจารณาวาระงานที่ค้างอยู่ ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ปัจจุบันมีวาระงานที่รอการพิจารณาจากคณะกรรมการจำนวน 148 วาระ

สภาผู้บริโภคแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบของความล่าช้านี้ที่มีต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ประเด็นสำคัญที่ยังคงหยุดชะงักอยู่ ได้แก่ ผลกระทบระยะยาวจากการควบรวมกิจการโทรคมนาคม อนาคตของทีวีดิจิทัล และเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข สภาฯ เตือนว่าความล่าช้าในการบริหารจัดการนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการแข่งขันในตลาด คุณภาพของบริการโทรคมนาคม สิทธิของผู้รับชม และความเชื่อมั่นโดยรวมของนักลงทุนในภาคส่วนดิจิทัลของไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรฐานการบริการและสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบสำหรับผู้ให้บริการสื่อดิจิทัลและโทรคมนาคม แม้ว่าสภาผู้บริโภคจะเน้นย้ำถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ยังคงต้องติดตามว่า กสทช. จะตอบสนองต่อแรงกดดันนี้อย่างไร และจะมีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการจัดการวาระที่ค้างอยู่หรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าคณะกรรมการจะให้ความสำคัญกับวาระเหล่านี้ในการประชุมครั้งต่อไปเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภูมิทัศน์ดิจิทัลหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 12:36 UTC

นายกเมืองพัทยาประเมินการเยือนของกองทัพเรือสหรัฐฯ สร้างรายได้สะพัด 100 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นายกเมืองพัทยาประเมินการเยือนของกองทัพเรือสหรัฐฯ สร้างรายได้สะพัด 100 ล้านบาท

การแวะจอดเรือของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เป็นเวลา 5 วัน นำกำลังพลกองทัพเรือสหรัฐฯ ประมาณ 4,800 นายมายังพัทยา ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่นประมาณ 100 ล้านบาท

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นายกเมืองพัทยาประเมินการเยือนของกองทัพเรือสหรัฐฯ สร้างรายได้สะพัด 100 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
นายกเมืองพัทยาประเมินการเยือนของกองทัพเรือสหรัฐฯ สร้างรายได้สะพัด 100 ล้านบาท

การแวะจอดเรือของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เป็นเวลา 5 วัน นำกำลังพลกองทัพเรือสหรัฐฯ ประมาณ 4,800 นายมายังพัทยา ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่นประมาณ 100 ล้านบาท

ตามรายงานของ Khaosod English นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่าการเยือนของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เป็นเวลา 5 วันที่ผ่านมา ได้สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับเมือง โดยมีกำลังพลกองทัพเรือสหรัฐฯ ประมาณ 4,800 นายขึ้นฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่นประมาณ 100 ล้านบาท (หรือประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

นายกเมืองพัทยาระบุว่าการเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายของพัทยา ซึ่งนอกเหนือไปจากชื่อเสียงด้านสถานบันเทิงยามค่ำคืน สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเข้ามาของกำลังพลจำนวนมากนี้ตอกย้ำถึงศักยภาพของเมืองในการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศขนาดใหญ่ และแสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแวะจอดเรือของกองทัพเรือที่มีต่อธุรกิจในท้องถิ่น รวมถึงภาคการบริการ ร้านอาหาร และการค้าปลีก

แม้ว่าการประเมินของนายกเมืองพัทยาจะให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบทางการเงินในระยะสั้น แต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากการเยือนดังกล่าวยังคงต้องมีการประเมินอย่างเต็มรูปแบบต่อไป นอกจากนี้ แม้ตัวเลข 100 ล้านบาทจะเป็นการประเมินอย่างเป็นทางการจากเทศบาลเมือง แต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียดว่าเงินจำนวนนี้ถูกกระจายไปยังภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างไร การเยือนครั้งนี้ถือเป็นความพยายามที่ประสบความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่กว้างขวางขึ้นของเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 11:15 UTC

ก.ล.ต. สั่งปรับ 4 ราย กรณีปั่นราคาเหรียญ SIX Network
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ก.ล.ต. สั่งปรับ 4 ราย กรณีปั่นราคาเหรียญ SIX Network

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งปรับเงินรวมกว่า 6.5 ล้านบาท แก่บุคคลและนิติบุคคล 4 ราย ฐานสร้างปริมาณการซื้อขายเหรียญ SIX Network เกินจริงในช่วงปี 2562-2564

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ก.ล.ต. สั่งปรับ 4 ราย กรณีปั่นราคาเหรียญ SIX Network

แหล่งข่าวเดียว
ก.ล.ต. สั่งปรับ 4 ราย กรณีปั่นราคาเหรียญ SIX Network

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งปรับเงินรวมกว่า 6.5 ล้านบาท แก่บุคคลและนิติบุคคล 4 ราย ฐานสร้างปริมาณการซื้อขายเหรียญ SIX Network เกินจริงในช่วงปี 2562-2564

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประกาศมาตรการลงโทษทางแพ่งต่อผู้กระทำความผิด 4 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างปริมาณการซื้อขายเหรียญ SIX Network (SIX) อย่างไม่เป็นธรรม ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ก.ล.ต. ได้สั่งปรับเงินรวมทั้งสิ้น 6,579,595.40 บาท จากการตรวจสอบกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2562 ถึง 2564

ผู้ที่ถูกลงโทษประกอบด้วย บริษัท ซิคซ์ เนทเวิร์ค (ไทยแลนด์) จำกัด, นายวัชระ เอมวัฒน์, นายวรพรต หลัน และนายภาสวินท์ [สงวนนามสกุล] นอกจากโทษปรับทางแพ่งแล้ว ก.ล.ต. ยังได้กำหนดระยะเวลาห้ามบุคคลดังกล่าวซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาต และห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารของผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัลหรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลตามระยะเวลาที่กำหนด โดยการตรวจสอบนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Bitkub เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเข้มงวด แม้กรณีนี้จะมุ่งเน้นไปที่การกระทำผิดในอดีต แต่ถือเป็นการย้ำเตือนถึงความมุ่งมั่นของ ก.ล.ต. ในการตรวจสอบความโปร่งใสของการซื้อขาย ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าผู้ที่ถูกลงโทษจะมีการอุทธรณ์คำสั่งหรือไม่ หรือจะมีมาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศของ SIX Network หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 11:36 UTC

การเติบโตของการส่งออกไทยเผชิญความไม่แน่นอนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเติบโตของการส่งออกไทยเผชิญความไม่แน่นอนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

แม้จะมีการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 17.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เตือนถึงปัจจัยลบที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเติบโตของการส่งออกไทยเผชิญความไม่แน่นอนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

แหล่งข่าวเดียว
การเติบโตของการส่งออกไทยเผชิญความไม่แน่นอนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

แม้จะมีการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 17.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เตือนถึงปัจจัยลบที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ภาคการส่งออกของไทยมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งถึง 17.6% ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 อย่างไรก็ตาม สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้เตือนว่าแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังคงมีความผันผวน

ปัจจัยสำคัญหลายประการที่ส่งผลต่อความไม่แน่นอนนี้ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ผลลัพธ์ของการเจรจา ART (การค้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก) และความผันผวนของค่าเงินบาท นอกจากนี้ ธุรกิจต่างๆ ยังต้องเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงาน ค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเล ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้ภูมิทัศน์การค้าโลกซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทายสำหรับผู้ส่งออก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากมักส่งผลต่อค่าครองชีพ ความแข็งแกร่งของสกุลเงินท้องถิ่น และเสถียรภาพโดยรวมของตลาดภายในประเทศ แม้ตัวเลขการเติบโตเบื้องต้นจะเป็นบวก แต่ สรท. ได้เสนอ 4 โจทย์สำคัญเพื่อให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยให้ภาคส่วนนี้รับมือกับแรงกดดันระดับโลกเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเสนอเหล่านี้อย่างไร และปัจจัยทางเศรษฐกิจภายนอกเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในราคาผู้บริโภคหรือความพร้อมในการให้บริการในช่วงเดือนต่อๆ ไปหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 11:37 UTC

การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ มีความคืบหน้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ มีความคืบหน้า

กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่าการหารือเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินอยู่ โดยมีสัญญาณที่ดีสำหรับอัตราภาษีที่แข่งขันได้ในอนาคต

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ มีความคืบหน้า

แหล่งข่าวเดียว
การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ มีความคืบหน้า

กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่าการหารือเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินอยู่ โดยมีสัญญาณที่ดีสำหรับอัตราภาษีที่แข่งขันได้ในอนาคต

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงเกี่ยวกับรายงานข่าวเรื่องความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยนายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าแม้การเจรจาจะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย

ภายหลังการหารือเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบในสาระสำคัญของความตกลงฯ และได้มอบหมายให้ทีมเทคนิคเร่งสรุปรายละเอียดที่เหลือ อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ เน้นย้ำว่าความคืบหน้านี้ยังไม่ถือเป็นการปิดดีลหรือได้ข้อสรุปอัตราภาษีที่ชัดเจน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณถึงโอกาสในการได้รับอัตราภาษีนำเข้าที่แข่งขันได้มากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงต้องขึ้นอยู่กับการไต่สวนของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 กรณีการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ดังนั้นอัตราภาษีที่จะมีผลกับไทยจึงยังมีความไม่แน่นอนจนกว่ากระบวนการทางกฎหมายจะเสร็จสิ้น กระทรวงฯ ขอให้ประชาชนรอติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการแทนการสรุปว่าการเจรจาได้สิ้นสุดลงแล้ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 10:57 UTC

บริษัทอสังหาฯ ไล่ออกพนักงานหลังก่อเหตุวุ่นวายบนเครื่องบิน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บริษัทอสังหาฯ ไล่ออกพนักงานหลังก่อเหตุวุ่นวายบนเครื่องบิน

ชายที่ถูกมัดตัวบนเครื่องบินเนื่องจากพฤติกรรมก่อความวุ่นวาย ถูกไล่ออกจากตำแหน่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์แล้ว

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บริษัทอสังหาฯ ไล่ออกพนักงานหลังก่อเหตุวุ่นวายบนเครื่องบิน

แหล่งข่าวเดียว
บริษัทอสังหาฯ ไล่ออกพนักงานหลังก่อเหตุวุ่นวายบนเครื่องบิน

ชายที่ถูกมัดตัวบนเครื่องบินเนื่องจากพฤติกรรมก่อความวุ่นวาย ถูกไล่ออกจากตำแหน่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์แล้ว

ตามรายงานจาก Matichon Online ชายคนหนึ่งที่กลายเป็นข่าวหลังจากถูกมัดตัวไว้กับเก้าอี้ระหว่างเที่ยวบินเนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ได้สูญเสียงานของเขาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยบุคคลดังกล่าวซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ได้ถูกเลิกจ้างจากตำแหน่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

สำหรับนักเดินทางและผู้อยู่อาศัย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงผลกระทบทางวิชาชีพและส่วนตัวที่ร้ายแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมก่อความวุ่นวายระหว่างการเดินทาง สายการบินมีระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดเกี่ยวกับความประพฤติของผู้โดยสาร และเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องมีการควบคุมตัวทางกายภาพมักนำไปสู่ผลกระทบทางกฎหมายและสังคมที่สำคัญ แม้ว่ารายงานจะยืนยันการเลิกจ้างงานแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางบินที่เฉพาะเจาะจง สายการบินที่เกี่ยวข้อง หรือข้อหาทางอาญาที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคลดังกล่าวยังคงไม่ได้รับการยืนยันในขณะนี้

ในขณะที่สถานการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไป ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของสายการบิน ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของบุคคลดังกล่าวหรือการดำเนินการเพิ่มเติมจากหน่วยงานด้านการบิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 10:56 UTC

ทบทวนเรื่องมรดก: สิ่งที่มีค่ามากกว่าพินัยกรรมทางการเงิน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทบทวนเรื่องมรดก: สิ่งที่มีค่ามากกว่าพินัยกรรมทางการเงิน

มุมมองล่าสุดจาก Prachachat Business สำรวจความเชื่อมโยงระหว่างคณิตศาสตร์ประกันภัยและความหมายที่แท้จริงของมรดกส่วนบุคคล

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทบทวนเรื่องมรดก: สิ่งที่มีค่ามากกว่าพินัยกรรมทางการเงิน

แหล่งข่าวเดียว
ทบทวนเรื่องมรดก: สิ่งที่มีค่ามากกว่าพินัยกรรมทางการเงิน

มุมมองล่าสุดจาก Prachachat Business สำรวจความเชื่อมโยงระหว่างคณิตศาสตร์ประกันภัยและความหมายที่แท้จริงของมรดกส่วนบุคคล

บทความล่าสุดจาก Prachachat Business นำเสนอมุมมองที่ไม่เหมือนใครเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องมรดก โดยมองผ่านมุมมองของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ผู้เขียนซึ่งเชี่ยวชาญด้านการคำนวณอายุขัย การประเมินความเสี่ยง และการวางแผนทางการเงิน ชี้ให้เห็นว่ามรดกที่มีค่าที่สุดมักอยู่นอกเหนือขอบเขตของพินัยกรรมทางกฎหมายแบบดั้งเดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การสะท้อนความคิดนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พิจารณาถึงแง่มุมที่จับต้องไม่ได้ของการวางแผนชีวิต แม้ว่าความมั่นคงทางการเงินและเอกสารทางกฎหมายจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตในต่างแดน แต่บทความเน้นย้ำว่าการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตนั้นเกี่ยวข้องกับมากกว่าแค่ข้อมูลตัวเลขและการจัดสรรทรัพย์สิน โดยสนับสนุนให้แต่ละบุคคลประเมินว่าอะไรคือมรดกที่มีความหมายอย่างแท้จริง ซึ่งอาจรวมถึงค่านิยมส่วนบุคคลและประสบการณ์ชีวิตที่อาจมีน้ำหนักมากกว่าความมั่งคั่งทางวัตถุ

เนื่องจากนี่เป็นบทวิจารณ์เชิงปรัชญามากกว่ารายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์เฉพาะ จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการอัปเดตด้านกฎระเบียบใดๆ ที่ต้องยืนยัน ผู้อ่านได้รับการสนับสนุนให้ไตร่ตรองถึงการวางแผนระยะยาวของตนเอง โดยสร้างสมดุลระหว่างความต้องการเชิงปฏิบัติของความมั่นคงทางการเงินกับแง่มุมที่กว้างขึ้นและมักถูกมองข้ามของมรดกส่วนบุคคล การอภิปรายเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ยังคงเป็นเรื่องของมุมมองส่วนบุคคล เนื่องจากคำจำกัดความของ 'มรดกที่มีค่า' นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลอย่างมาก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 11:37 UTC

กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงการยกเว้นใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงการยกเว้นใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว

กระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฎกระทรวงเพื่อชี้แจงว่าธุรกิจบริการประเภทใดบ้างที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงการยกเว้นใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงพาณิชย์ไทยชี้แจงการยกเว้นใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว

กระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฎกระทรวงเพื่อชี้แจงว่าธุรกิจบริการประเภทใดบ้างที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยประกาศว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฎกระทรวงฉบับใหม่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยกฎกระทรวงดังกล่าวได้ระบุประเภทของธุรกิจบริการที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย การอัปเดตนี้มีความสำคัญเนื่องจากช่วยเพิ่มความโปร่งใสเกี่ยวกับกรอบกฎหมายที่กำกับดูแลธุรกิจบริการที่มีคนต่างด้าวเป็นเจ้าของ การกำหนดประเภทธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตอย่างชัดเจนจะช่วยให้กระบวนการทางธุรการสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างชาติมีความคล่องตัวมากขึ้น การทำความเข้าใจข้อยกเว้นเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคธุรกิจบริการในท้องถิ่น เนื่องจากช่วยให้สามารถแยกแยะระหว่างกิจกรรมที่ต้องได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลกับกิจกรรมที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องยื่นขอใบอนุญาต

แม้ว่ากฎกระทรวงจะให้ความชัดเจนเกี่ยวกับข้อยกเว้นในปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบรายการประเภทธุรกิจบริการที่ครอบคลุมโดยกฎกระทรวงนี้เทียบกับเนื้อหาฉบับเต็มของประกาศกระทรวง ผู้อยู่อาศัยหรือเจ้าของธุรกิจควรศึกษาเอกสารอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อพิจารณาว่ากฎระเบียบเหล่านี้มีผลต่อการดำเนินงานของตนอย่างไร ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบเวลาในการบังคับใช้และช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับธุรกิจที่มีอยู่เดิมนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 10:55 UTC

การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้า แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้า แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย

กระทรวงพาณิชย์ของไทยรายงานถึงทิศทางเชิงบวกในการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายก็ตาม

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้า แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย

แหล่งข่าวเดียว
การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้า แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย

กระทรวงพาณิชย์ของไทยรายงานถึงทิศทางเชิงบวกในการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายก็ตาม

ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการเจรจาภาษีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าการหารือมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าและผลกระทบทางภาษีที่อาจเกิดขึ้นยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงความเชื่อมั่นในเชิงบวก แต่รายละเอียดเฉพาะและอัตราภาษีขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยทางการเน้นย้ำว่ากำลังรอความชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลขขั้นสุดท้ายก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

ในขณะนี้ สถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไป ขอแนะนำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากผลลัพธ์สุดท้ายของการเจรจาเหล่านี้อาจส่งผลต่อสภาวะทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ณ วันที่ 7 กันยายน 2026 ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการสรุปการเจรจาเหล่านี้ และขอให้ประชาชนรอการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีขั้นสุดท้ายต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 10:35 UTC

ไทยเบฟสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเบฟสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อจัดงานประชุมครั้งสำคัญที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างบทบาททางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอาเซียน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเบฟสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเบฟสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อจัดงานประชุมครั้งสำคัญที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างบทบาททางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอาเซียน

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ 'ไทยเบฟ' กำลังให้การสนับสนุนงาน 'Bangkok Business Summit 2026' อย่างแข็งขัน โดยงานนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสมาคมธนาคารไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด 'Reinvent Thailand, Resilient ASEAN' โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่การบูรณาการที่มากขึ้นภายในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก การเข้าร่วมในโครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ของเศรษฐกิจระดับชาติ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว งานประชุมนี้ถือเป็นสัญญาณของความพยายามร่วมกันจากภาคเอกชนรายใหญ่ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ทางธุรกิจของไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค ความคิดริเริ่มเช่นนี้มักบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายการค้า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือกฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น

แม้ว่าการประชุมนี้จะเป็นเวทีสำหรับการอภิปรายทางเศรษฐกิจในระดับสูง แต่ผลลัพธ์เชิงนโยบายที่เฉพาะเจาะจงหรือการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมจากการจัดงานครั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าการหารือเหล่านี้จะนำไปสู่การปรับปรุงการเข้าถึงตลาดหรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 กันยายน 2026, 10:39 UTC