ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง ฝนตกหนักต่อเนื่องทำจราจรติดขัดหนักในนนทบุรี ✦
กีฬา ทีมชาติไทยเตรียมดวลแข้งจีนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์ ✦
ความปลอดภัย น้ำป่าหลากท่วม 23 หมู่บ้านในจังหวัดปราจีนบุรี ✦
เหตุการณ์ สงขลาเตรียมจัดงาน Global Muay Thai Songkhla Festival ✦
กีฬา ไทยเปิดรับสมัครมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท ✦
เศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ✦
ความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย ✦
ความปลอดภัย ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน ✦
กีฬา ‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ✦
เทคโนโลยี พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร ✦
การขนส่ง

ฝนตกหนักต่อเนื่องทำจราจรติดขัดหนักในนนทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
ฝนตกหนักต่อเนื่องทำจราจรติดขัดหนักในนนทบุรี

ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังและจราจรติดขัดบนถนนสายหลักหลายแห่งในจังหวัดนนทบุรี กระทบต่อการเดินทางของประชาชนและผู้สัญจร

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักหลายแห่งในจังหวัดนนทบุรี ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ระบุว่ามีระดับน้ำท่วมขังสูงประมาณ 15-30 เซนติเมตร บนเส้นทางสำคัญ อาทิ ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนติวานนท์ และถนนงามวงศ์วาน

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ ได้แก่ ช่วงตั้งแต่หน้าศาลากลางจังหวัดนนทบุรีไปจนถึงแยกแคราย และบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน บนถนนติวานนท์ โดยเฉพาะบริเวณใกล้สถาบันโรคทรวงอก พบว่ามีน้ำท่วมขังสูง 20-30 เซนติเมตรในช่องทางกลางและซ้ายสุด ทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านได้สะดวก นอกจากนี้ยังพบสภาพน้ำท่วมขังในลักษณะเดียวกันใกล้โรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์

สำหรับประชาชนและผู้ที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าว สภาพการณ์นี้หมายถึงความล่าช้าในการเดินทางและอาจส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน ผู้ขับขี่ควรใช้ความระมัดระวังและเผื่อเวลาในการเดินทาง ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปว่าระบบระบายน้ำจะสามารถจัดการกับน้ำท่วมขังได้รวดเร็วเพียงใด และจะมีฝนตกลงมาเพิ่มเติมจนสถานการณ์แย่ลงหรือไม่ ผู้ที่วางแผนเดินทางผ่านจังหวัดนนทบุรีควรตรวจสอบข้อมูลการจราจรในพื้นที่และพิจารณาใช้เส้นทางเลี่ยงหากเป็นไปได้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 16:15 UTC

กีฬา

ทีมชาติไทยเตรียมดวลแข้งจีนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
ทีมชาติไทยเตรียมดวลแข้งจีนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยเตรียมลงสนามพบกับทีมชาติจีนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของเอเชียนเกมส์ โดยมีการยืนยันว่าการแข่งขันนัดนี้จะไม่มีการใช้เทคโนโลยี VAR

ตามรายงานจาก Matichon Online ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยกำลังเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับทีมชาติจีนในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยทีมชาติไทยมีกำหนดสวมชุดสีขาวลงสนามในนัดนี้

รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเงื่อนไขการแข่งขันคือการไม่มีเทคโนโลยีผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ (VAR) สำหรับผู้ชมและผู้ที่ติดตามการแข่งขัน หมายความว่าการตัดสินในสนามจะขึ้นอยู่กับผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสินในสนามเท่านั้น ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสที่ความผิดพลาดของมนุษย์จะส่งผลต่อผลการแข่งขันได้

การแข่งขันนัดนี้ถือเป็นช่วงสำคัญของทัวร์นาเมนต์เนื่องจากผู้ชนะจะได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ แม้ว่าความตื่นเต้นรอบการแข่งขันนี้จะสูงมาก แต่แฟนบอลควรทราบว่าการไม่มี VAR อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่น่ากังวลใจระหว่างการเล่นได้ ในขณะนี้ เวลาเริ่มการแข่งขันและรายละเอียดสถานที่จัดงานได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่ขอแนะนำให้แฟนบอลตรวจสอบตารางการแข่งขันอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุดเกี่ยวกับรายละเอียดการแข่งขัน ทั้งนี้ การไม่มี VAR เป็นข้อจำกัดในการดำเนินงานที่ได้รับการยืนยันแล้วสำหรับการแข่งขันในรอบนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 16:10 UTC

ความปลอดภัย

น้ำป่าหลากท่วม 23 หมู่บ้านในจังหวัดปราจีนบุรี

แหล่งข่าวเดียว
น้ำป่าหลากท่วม 23 หมู่บ้านในจังหวัดปราจีนบุรี

ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในตำบลวังท่าช้าง จังหวัดปราจีนบุรี ทำให้ต้องมีการอพยพเร่งด่วนและปิดเส้นทางจราจร

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ส่งผลกระทบต่อทั้ง 23 หมู่บ้านในพื้นที่ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและระดับน้ำในคลองวังท่าช้างที่เพิ่มสูงขึ้น

ในช่วงบ่ายของวันที่ 25 กันยายน ระดับน้ำในบางพื้นที่ของชุมชนสูงเกินกว่า 1 เมตร ทำให้รถขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ โดยเฉพาะถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 2006 (วังท่าช้าง-โปร่งใหญ่) ซึ่งมีระยะทาง 1 กิโลเมตร ขณะนี้ถูกน้ำท่วมขังลึก 25 เซนติเมตรและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบลวังท่าช้าง ได้ประสานงานกับมูลนิธิสัจจะพุทธธรรมกบินทร์บุรีและกำลังทหารจาก ร.2 พัน 3 รอ. เพื่อเข้าช่วยเหลือในการอพยพผู้ป่วยติดเตียงและขนย้ายสิ่งของของประชาชนอย่างเร่งด่วน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนเนื่องจากฝนยังคงตกต่อเนื่องและระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางชนบทที่ได้รับผลกระทบและติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติม ทั้งนี้ แม้ว่าการปฏิบัติงานช่วยเหลือฉุกเฉินจะกำลังดำเนินอยู่ แต่ความเสียหายทั้งหมดและระยะเวลาที่น้ำจะท่วมขังยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:35 UTC

เหตุการณ์

สงขลาเตรียมจัดงาน Global Muay Thai Songkhla Festival

แหล่งข่าวเดียว
สงขลาเตรียมจัดงาน Global Muay Thai Songkhla Festival

การกีฬาแห่งประเทศไทยประกาศจัดงาน 'Global Muay Thai Songkhla Festival' เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการจัดงาน 'Global Muay Thai Songkhla Festival' ซึ่งเป็นมหกรรมกีฬาเชิงวัฒนธรรมที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่างานนี้มุ่งเน้นการใช้มวยไทยเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงทั้งด้านกีฬา การท่องเที่ยว และสุขภาพเข้าด้วยกัน

งานนี้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนเข้าถึงได้ โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการเรียนรู้ การออกกำลังกาย การแข่งขัน และความบันเทิง ผู้จัดงานตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 10,000 คน โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่ได้มากกว่า 100 ล้านบาท สำหรับนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ งานนี้ถือเป็นโอกาสในการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นและสนับสนุนผู้ประกอบการในภูมิภาค เนื่องจากจะมีการจัดพื้นที่ให้ร้านค้าท้องถิ่นจำหน่ายสินค้าและบริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการผลักดันให้สงขลาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยมุ่งเน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ภูมิภาคอาเซียน และทั่วโลก เนื่องจากในปี 2568 สงขลามีผู้เยี่ยมเยือนเกือบ 7 ล้านคน กกท. จึงหวังว่างานนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนการพักค้างคืนและการใช้จ่ายในพื้นที่ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม วันที่จัดงานที่แน่นอนและกำหนดการกิจกรรมทั้งหมดนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากผู้จัดงานต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:35 UTC

กีฬา

ไทยเปิดรับสมัครมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท

ได้รับการยืนยัน
ไทยเปิดรับสมัครมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท

การแข่งขัน 'ไทยแลนด์ ยูธ แชมเปี้ยนชิพส์ 2026' เปิดรับสมัครแล้ว โดยมีเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท และเป็นเวทีคัดเลือกสู่การแข่งขันมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์โลกที่ประเทศกรีซ

ตามรายงานจาก Thai Post พล.ต.พัชร รัตตกุล ได้ประกาศเปิดตัวการแข่งขัน 'ไทยแลนด์ ยูธ แชมเปี้ยนชิพส์ 2026' ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF)

การแข่งขันนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการคัดเลือกนักมวยไทยเยาวชน โดยผู้เข้าแข่งขันจะชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท นอกจากนี้ การแข่งขันยังทำหน้าที่เป็นรายการคัดตัวนักกีฬาทีมชาติ เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน 'อิฟม่า ยูธ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพส์ 2026' ที่เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยและผู้ที่สนใจในวัฒนธรรมกีฬา กิจกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐในการส่งเสริมมวยไทยให้เป็นเส้นทางอาชีพสำหรับเยาวชน และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาตั้งแต่ระดับรากหญ้าเพื่อก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

แม้ว่ากระบวนการรับสมัครจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวันแข่งขันที่แน่นอนและรายการรุ่นอายุของผู้เข้าแข่งขันยังไม่ได้ระบุไว้อย่างครบถ้วนในการประกาศครั้งแรก ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าร่วมหรือการเข้าชมการแข่งขัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 04:22 UTC

เศรษฐกิจ

ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางประเภทอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด มาตรการทางการคลังนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในครัวเรือน ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อค่าครองชีพรายวันได้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศอาจสังเกตเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจทางอ้อมจากราคาเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์พลังงาน

แม้ว่าการระงับภาษีนี้มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในทันที แต่ระยะเวลาที่แน่นอนของมาตรการลดหย่อนภาษีนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทางการยังไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดนโยบายที่ชัดเจน และยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบทางการคลังต่องบประมาณของประเทศอย่างครบถ้วน ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระยะเวลาของมาตรการยกเว้นภาษีนี้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบด้านราคาเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นตามสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

ความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

ในขณะที่ประเทศไทยเผชิญกับช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง นักวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมและกำหนดเวลาที่จำเป็นต้องอพยพ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับฝนที่ตกต่อเนื่องและยาวนาน เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไทยอาจนำไปสู่การสะสมของน้ำในปริมาณมาก ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงเชิงรุกสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

คำแนะนำมุ่งเน้นไปที่การระบุตัวบ่งชี้เฉพาะที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ได้ถึงระดับวิกฤตซึ่งจำเป็นต้องมีการอพยพเพื่อความปลอดภัย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมความพร้อมส่วนบุคคลในช่วงฤดูฝน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการติดตามระดับน้ำในพื้นที่และคำเตือนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือที่สุดในการประเมินความรุนแรงของสถานการณ์

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อมูลนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบทั่วไปสำหรับการสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง ไม่ใช่คำสั่งฉุกเฉินเฉพาะเจาะจง เกณฑ์ในการตัดสินว่าเมื่อใดที่การอพยพกลายเป็นเรื่องบังคับอาจแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์ท้องถิ่น โครงสร้างพื้นฐาน และความรุนแรงของปริมาณน้ำฝน ณ ปัจจุบัน คำสั่งอพยพเฉพาะยังคงขึ้นอยู่กับการประเมินแบบเรียลไทม์โดยหน่วยงานท้องถิ่น ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ควรติดตามข้อมูลผ่านช่องทางที่เป็นทางการ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ เพื่อยืนยันสถานะของสถานที่ที่ตนอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

ความปลอดภัย

ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

ทางการท้องถิ่นในจังหวัดปทุมธานีได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจกจ่ายกระสอบทราย 3,000 ใบให้แก่ประชาชนเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ทางการจังหวัดปทุมธานี นำโดยนายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง ได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมขึ้นที่วัดแสงสรรค์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชนที่กำลังเผชิญกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้มอบกระสอบทรายจำนวน 3,000 ใบ โดยมีจิตอาสาและคนในชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันกรอกและขนย้ายกระสอบทรายเพื่อนำไปช่วยชาวบ้านเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือน ขณะนี้ศูนย์ดังกล่าวเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำและประสานงานด้านสิ่งของบรรเทาทุกข์

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามอย่างจริงจังในการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัย แม้ว่าสถานการณ์จะอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้เขตคลองหลวงควรเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับระดับน้ำ ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่าภัยคุกคามจากน้ำท่วมจะคงอยู่นานเพียงใดและจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมหรือไม่หากระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีการดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

กีฬา

‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

ได้รับการยืนยัน
‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

สมเกียรติ จันทรา นักบิดชาวไทย เตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ที่ประเทศอิตาลี

ตามรายงานจาก Thai Post สมเกียรติ จันทรา นักบิดชื่อดังชาวไทย กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ประเทศอิตาลี

สำหรับแฟนกีฬาและผู้ติดตามวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย การปรากฏตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพนักแข่งของสมเกียรติ ในขณะที่เขาก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกอย่างเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สนามเครโมน่า เซอร์กิต ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความท้าทายทางเทคนิคของสนาม จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับนักบิดไทยในการประชันฝีมือกับคู่แข่งระดับนานาชาติ

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้อยู่อาศัยที่สนใจในกีฬามอเตอร์สปอร์ต เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของนักกีฬาไทยในเวทีระดับโลก แม้ว่าความตื่นเต้นเกี่ยวกับการเข้าร่วมแข่งขันจะมีสูง แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเวลาในการควอลิฟายและผลการแข่งขันยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการต่อไป ผู้ชมที่วางแผนจะติดตามการแข่งขันควรตรวจสอบข้อมูลอัปเดตจากทางรายการอย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนตารางเวลาที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศหรือสภาพสนาม การเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำสำหรับแฟนกีฬาชาวไทยที่ต้องการส่งกำลังใจให้ตัวแทนของชาติในการแข่งขันบนสนามแข่งในยุโรป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:17 UTC

เทคโนโลยี

พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

แหล่งข่าวเดียว
พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

พระพยอม กัลยาโณ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาสมุนไพรบนโซเชียลมีเดียที่ใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอแอบอ้างชื่อท่านเพื่อหลอกขายสินค้า

ข้อมูลเท็จจาก AI

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พระพยอม กัลยาโณ ได้ออกมาเตือนภัยประชาชนเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด โดยระบุว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอปลอม (Deepfake) เพื่อแอบอ้างว่าท่านเป็นผู้แนะนำสมุนไพรต่างๆ ว่าสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด

คำชี้แจงจากพระพยอม

พระพยอมได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือโฆษณาสมุนไพรเหล่านั้น โดยท่านย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลของคำกล่าวอ้างดังกล่าว เนื่องจากท่านไม่มีความรู้ด้านเภสัชกรรมและไม่มีความสามารถในการผลิตยา พร้อมทั้งขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงและอย่าหลงเชื่อโฆษณาออนไลน์ที่หลอกลวงเหล่านี้

ผลกระทบและการตรวจสอบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของมิจฉาชีพที่ใช้ AI บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบความถูกต้องของคำแนะนำด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะหรือผู้นำทางศาสนา ทั้งนี้ ยังต้องรอการยืนยันว่าเพจโซเชียลมีเดียใดบ้างที่เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อผู้กระทำผิดหรือไม่ ผู้บริโภคควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตสำหรับปัญหาสุขภาพ แทนการเชื่อถือคำกล่าวอ้างบนโซเชียลมีเดีย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

ไทยประกาศลดราคาดีเซลชั่วคราว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยประกาศลดราคาดีเซลชั่วคราว

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานมีมติปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 4 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยประกาศลดราคาดีเซลชั่วคราว

แหล่งข่าวเดียว
ไทยประกาศลดราคาดีเซลชั่วคราว

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานมีมติปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 4 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 4.00 บาทต่อลิตร มาตรการนี้ได้รับการเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569

การตัดสินใจดังกล่าวเป็นผลมาจากการประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยมีสาเหตุมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ทำให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศ รัฐบาลจึงได้ดำเนินมาตรการปรับลดราคาตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2536 เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว นโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของพลังงานโลกต่อค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในท้องถิ่น แม้ว่าการลดราคานี้จะมุ่งเน้นไปที่ราคาหน้าโรงกลั่น แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยจัดการความพร้อมใช้งานและเสถียรภาพของราคาน้ำมันในระดับประเทศ ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะส่งผลต่อราคาขายปลีกที่สถานีบริการน้ำมันแต่ละแห่งอย่างไร เนื่องจากสภาพตลาดและต้นทุนการจัดจำหน่ายอาจมีความแตกต่างกัน นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบราคาน้ำมันตามสถานีบริการในพื้นที่ระหว่างการเดินทาง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 13:46 UTC

สภากทม. ปัดตกโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้าวงเงิน 6 พันล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สภากทม. ปัดตกโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้าวงเงิน 6 พันล้านบาท

สภากรุงเทพมหานครมีมติไม่เห็นชอบโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้า โดยเลือกที่จะใช้รถดีเซลที่มีอยู่เดิมต่อไปในขณะนี้

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สภากทม. ปัดตกโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้าวงเงิน 6 พันล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
สภากทม. ปัดตกโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้าวงเงิน 6 พันล้านบาท

สภากรุงเทพมหานครมีมติไม่เห็นชอบโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้า โดยเลือกที่จะใช้รถดีเซลที่มีอยู่เดิมต่อไปในขณะนี้

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 สภากรุงเทพมหานคร นำโดยนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้จัดการประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในที่ประชุม สภากทม. ได้มีมติปัดตกโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้าจำนวน 1,347 คัน ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 6 พันล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนรถเก็บขนมูลฝอยแบบดีเซลเดิมที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2570

ตามรายงานจาก Khaosod Online เสียงส่วนใหญ่ของสภามีมติไม่เห็นชอบกับแผนดังกล่าว โดยระบุว่ารายละเอียดที่นำเสนอมานั้นยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณา ส่งผลให้กรุงเทพมหานครยังคงต้องใช้รถเก็บขนมูลฝอยแบบดีเซลที่มีอยู่เดิมในการให้บริการจัดการขยะต่อไป

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การตัดสินใจนี้หมายความว่าการดำเนินงานด้านการเก็บขนขยะของเมืองจะยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ และจะยังไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าตามที่เคยเสนอไว้ แม้ว่าสภาจะระงับการจัดซื้อในครั้งนี้ไปแล้ว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากรุงเทพมหานครจะมีการปรับปรุงรายละเอียดโครงการพร้อมเอกสารเพิ่มเติม หรือจะแสวงหาแนวทางอื่นในการปรับปรุงประสิทธิภาพของรถเก็บขนมูลฝอยต่อไปหรือไม่ การปฏิเสธครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณของเมืองและความต้องการทางเทคนิคสำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 13:26 UTC

นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวสุนทรพจน์ในงาน China Economic and Social Forum 2026
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวสุนทรพจน์ในงาน China Economic and Social Forum 2026

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงาน China Economic and Social Forum 2026 โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวสุนทรพจน์ในงาน China Economic and Social Forum 2026

แหล่งข่าวเดียว
นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวสุนทรพจน์ในงาน China Economic and Social Forum 2026

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงาน China Economic and Social Forum 2026 โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจ

การทูตทางวิชาการในประเทศจีน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงาน China Economic and Social Forum 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศจีน โดยงานดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับการหารือระดับสูงเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับภูมิภาค

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การมีส่วนร่วมครั้งนี้ตอกย้ำถึงการกระชับความสัมพันธ์ทางวิชาการและเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนอย่างต่อเนื่อง เวทีลักษณะนี้มักนำไปสู่ข้อตกลงทวิภาคีที่อาจส่งผลต่อโครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา ความร่วมมือด้านการวิจัย และนโยบายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง สำหรับผู้ที่ทำงานในภาคการศึกษาหรือธุรกิจระหว่างประเทศ การติดตามการหารือระดับสูงเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำความเข้าใจทิศทางในอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-จีน

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยัน

แม้ว่าจะมีการยืนยันการเข้าร่วมของ ดร.สุรเกียรติ์ แล้ว แต่ผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงของงานและการบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมจากการกล่าวสุนทรพจน์นั้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติมจากทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือผู้จัดงานเพื่อชี้แจงถึงผลกระทบระยะยาวของการหารือเหล่านี้ต่อโครงการความร่วมมือในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 09:33 UTC

โครงการอัลตร้าลักชัวรี 'สโคป ทองหล่อ' ปิดการขายเพนต์เฮาส์ครบทุกยูนิต
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โครงการอัลตร้าลักชัวรี 'สโคป ทองหล่อ' ปิดการขายเพนต์เฮาส์ครบทุกยูนิต

คอนโดมิเนียมสโคป ทองหล่อ สูง 32 ชั้นในกรุงเทพฯ ปิดการขายเพนต์เฮาส์ยูนิตสุดท้ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงยูนิตพิเศษมูลค่า 600 ล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โครงการอัลตร้าลักชัวรี 'สโคป ทองหล่อ' ปิดการขายเพนต์เฮาส์ครบทุกยูนิต

แหล่งข่าวเดียว
โครงการอัลตร้าลักชัวรี 'สโคป ทองหล่อ' ปิดการขายเพนต์เฮาส์ครบทุกยูนิต

คอนโดมิเนียมสโคป ทองหล่อ สูง 32 ชั้นในกรุงเทพฯ ปิดการขายเพนต์เฮาส์ยูนิตสุดท้ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงยูนิตพิเศษมูลค่า 600 ล้านบาท

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ โครงการคอนโดมิเนียมอัลตร้าลักชัวรี 'สโคป ทองหล่อ' ในกรุงเทพฯ ได้ปิดการขายเพนต์เฮาส์ทุกยูนิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โครงการดังกล่าวมีความสูง 32 ชั้น มีมูลค่าโครงการรวม 3,650 ล้านบาท โดยมีจุดเด่นที่การออกแบบซึ่งมีเพียง 18 ยูนิตพิเศษเท่านั้น และทั้งหมดเป็นเพนต์เฮาส์

โครงการได้รับความสนใจอย่างมากหลังจากปิดการขายเพนต์เฮาส์ยูนิตที่แพงที่สุด ซึ่งตกแต่งพร้อมอยู่ด้วยมูลค่า 600 ล้านบาท ให้กับผู้ซื้อชาวต่างชาติ โดยโครงการสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ภายในเวลาไม่ถึงสองปีหลังจากเปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2024

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์อย่างต่อเนื่องในย่านทองหล่อ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา ร้านอาหาร และสถานบันเทิงยามค่ำคืน การกระจุกตัวของอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเช่นนี้มักส่งผลต่อการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นและภูมิทัศน์เชิงพาณิชย์โดยรอบ แม้ว่าผู้พัฒนาโครงการจะยืนยันการปิดการขายยูนิตเหล่านี้แล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ซื้อยังคงเป็นเรื่องส่วนตัว และยังไม่ชัดเจนว่าการขายครั้งสำคัญนี้จะส่งผลต่อแนวโน้มการพัฒนาโครงการหรูในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างไรในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 12:50 UTC

บ้านปูเดินหน้าศึกษาขยายธุรกิจ LNG ในสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บ้านปูเดินหน้าศึกษาขยายธุรกิจ LNG ในสหรัฐฯ

บริษัทพลังงานไทย 'บ้านปู' กำลังเร่งหาพันธมิตรร่วมทุนเพื่อขยายการดำเนินงานด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดสหรัฐอเมริกา

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บ้านปูเดินหน้าศึกษาขยายธุรกิจ LNG ในสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
บ้านปูเดินหน้าศึกษาขยายธุรกิจ LNG ในสหรัฐฯ

บริษัทพลังงานไทย 'บ้านปู' กำลังเร่งหาพันธมิตรร่วมทุนเพื่อขยายการดำเนินงานด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดสหรัฐอเมริกา

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 บริษัทพลังงานไทย 'บ้านปู' กำลังดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อขยายฐานธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทได้นำเสนอแพลตฟอร์มพลังงานแบบบูรณาการจากก๊าซธรรมชาติสู่ไฟฟ้าในงาน Gastech 2026 พร้อมเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบโซลูชันพลังงานที่มั่นคงและยืดหยุ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวในระดับสากลอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทย ในขณะที่บ้านปูกำลังมองหาพันธมิตรร่วมทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตนี้ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ในวงกว้างเพื่อสร้างความมั่นคงด้านสินทรัพย์พลังงานในต่างประเทศ แม้ว่าบริษัทจะกำลังส่งเสริมขีดความสามารถและแสวงหาความร่วมมืออย่างแข็งขัน แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาของความร่วมมือเหล่านี้ ขนาดของการลงทุนที่เสนอ และตัวตนของพันธมิตรที่มีศักยภาพยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าการลงทุนระหว่างประเทศเหล่านี้จะส่งผลต่อพอร์ตโฟลิโอพลังงานในประเทศและความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวของบริษัทอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 12:10 UTC

เพนต์เฮาส์ SCOPE Thonglor ปิดการขายด้วยราคาสถิติใหม่ 600 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เพนต์เฮาส์ SCOPE Thonglor ปิดการขายด้วยราคาสถิติใหม่ 600 ล้านบาท

ห้องเพนต์เฮาส์สุดหรูในโครงการ SCOPE Thonglor ได้ปิดการขายอย่างเป็นทางการในราคา 600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติราคาสูงสุดใหม่ของแบรนด์

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เพนต์เฮาส์ SCOPE Thonglor ปิดการขายด้วยราคาสถิติใหม่ 600 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
เพนต์เฮาส์ SCOPE Thonglor ปิดการขายด้วยราคาสถิติใหม่ 600 ล้านบาท

ห้องเพนต์เฮาส์สุดหรูในโครงการ SCOPE Thonglor ได้ปิดการขายอย่างเป็นทางการในราคา 600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติราคาสูงสุดใหม่ของแบรนด์

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 โครงการที่พักอาศัยระดับลักชัวรี SCOPE Thonglor ได้ปิดการขายห้องเพนต์เฮาส์ในราคา 600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการสร้างสถิติใหม่สำหรับราคาขายที่สูงที่สุดของแบรนด์ SCOPE จนถึงปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนที่มีศักยภาพ การขายครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตราลักชัวรีในย่านทองหล่อของกรุงเทพฯ ทองหล่อยังคงเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการใช้ชีวิตระดับไฮเอนด์ ซึ่งโดดเด่นด้วยความใกล้ชิดกับร้านอาหารหรู ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ราคาที่ทำลายสถิตินี้ตอกย้ำถึงความต้องการที่ยั่งยืนสำหรับอสังหาริมทรัพย์สุดพิเศษที่มีคุณสมบัติสูงในพื้นที่เฉพาะนี้ของเมือง

แม้ว่าการขายครั้งนี้จะยืนยันถึงความสามารถของแบรนด์ในการทำราคาในระดับสูงสุด แต่รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อเฉพาะรายหรือรายละเอียดการตกแต่งภายในที่แน่ชัดซึ่งเป็นเหตุผลของมูลค่านี้ยังคงเป็นเรื่องส่วนตัว นอกจากนี้ แม้ว่าการขายครั้งนี้จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับผู้พัฒนาโครงการ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูในวงกว้างในพื้นที่โดยรอบสุขุมวิทอย่างไร ผู้ที่สนใจซื้อหรือผู้ที่สนใจในภูมิทัศน์อสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นควรติดตามรายงานตลาดในอนาคตเพื่อดูว่าแนวโน้มการทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงเช่นนี้จะดำเนินต่อไปตลอดช่วงที่เหลือของปีหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 12:05 UTC

กระทรวงการคลังเตรียมขยายการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ร้าน 'ไทยช่วยไทยพลัส'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังเตรียมขยายการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ร้าน 'ไทยช่วยไทยพลัส'

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะสามารถใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าที่ร้าน 'ไทยช่วยไทยพลัส' ได้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังเตรียมขยายการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ร้าน 'ไทยช่วยไทยพลัส'

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังเตรียมขยายการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ร้าน 'ไทยช่วยไทยพลัส'

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะสามารถใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าที่ร้าน 'ไทยช่วยไทยพลัส' ได้

ตามรายงานจาก Matichon Online กระทรวงการคลังของไทยกำลังเตรียมนำร้าน 'ไทยช่วยไทยพลัส' เข้าสู่เครือข่ายการชำระเงินด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยโครงการนี้มีกำหนดเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลสำหรับผู้ถือบัตร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวซึ่งใช้โปรแกรมสวัสดิการเหล่านี้ การขยายตัวครั้งนี้หมายถึงจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ถือบัตรสามารถใช้สิทธิ์ได้สะดวกยิ่งขึ้น การรวมร้านค้าเหล่านี้เข้ามาจะช่วยให้กระบวนการซื้อสินค้าจำเป็นมีความคล่องตัวมากขึ้น

แม้ว่าประกาศดังกล่าวจะยืนยันวันเริ่มต้นและชื่อแบรนด์ 'ไทยช่วยไทยพลัส' แล้ว แต่ยังมีรายละเอียดบางประการที่ต้องรอความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงการคลังยังไม่ได้เผยแพร่รายชื่อสาขาที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด หรือยืนยันว่าจะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับประเภทของสินค้าที่สามารถซื้อได้ภายใต้ข้อตกลงใหม่นี้หรือไม่ ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากร้าน 'ไทยช่วยไทยพลัส' ในพื้นที่ใกล้เคียงเมื่อใกล้ถึงวันที่ 1 ตุลาคม เพื่อยืนยันว่าสาขาที่ท่านใช้บริการเข้าร่วมโครงการหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 12:05 UTC

เจ้าหน้าที่ไทยเร่งเจรจาขั้นสุดท้ายกับ USTR เพื่อสรุปข้อตกลงทางการค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่ไทยเร่งเจรจาขั้นสุดท้ายกับ USTR เพื่อสรุปข้อตกลงทางการค้า

ตัวแทนจากประเทศไทยกำลังหารือเร่งด่วนในขั้นตอนสุดท้ายกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อสรุปข้อตกลงด้านภาษีภายในสัปดาห์นี้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เจ้าหน้าที่ไทยเร่งเจรจาขั้นสุดท้ายกับ USTR เพื่อสรุปข้อตกลงทางการค้า

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่ไทยเร่งเจรจาขั้นสุดท้ายกับ USTR เพื่อสรุปข้อตกลงทางการค้า

ตัวแทนจากประเทศไทยกำลังหารือเร่งด่วนในขั้นตอนสุดท้ายกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อสรุปข้อตกลงด้านภาษีภายในสัปดาห์นี้

ตามรายงานจาก Matichon Online คณะผู้แทนไทยกำลังดำเนินการเจรจาเร่งด่วนในขั้นตอนสุดท้ายกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยการหารือเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสรุปข้อตกลงด้านภาษี ซึ่งกระบวนการกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญในสัปดาห์นี้

รายงานระบุว่าการเจรจาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการสำหรับการสื่อสารโดยตรงที่วางแผนไว้ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีไทย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเป้าหมายของการติดต่อระดับสูงนี้คือการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายก่อนสิ้นสัปดาห์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ผลลัพธ์ของการเจรจาทางการค้านี้อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อต้นทุนของสินค้านำเข้าหรือเสถียรภาพของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ในขณะนี้รายละเอียดเฉพาะของข้อตกลงด้านภาษียังไม่มีการเปิดเผย และสาธารณชนกำลังรอการยืนยันว่าการพูดคุยโดยตรงระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะสามารถสรุปข้อตกลงได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ SawaLife จะติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการสรุปเงื่อนไขทางการค้าเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 11:25 UTC

ไทยและสหรัฐฯ จับมือศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยและสหรัฐฯ จับมือศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามในข้อตกลงกับองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยและสหรัฐฯ จับมือศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

แหล่งข่าวเดียว
ไทยและสหรัฐฯ จับมือศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามในข้อตกลงกับองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ในงาน Gastech 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค กรุงเทพฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) ได้ลงนามในข้อตกลงรับทุนสนับสนุนเพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในประเทศไทย โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นาย James Danly รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และนาย Sean K. O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน

ตามรายงานของ Khaosod Online ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงเพื่อการใช้งานโดยสันติ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในนโยบายพลังงานระยะยาวของไทย ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานนิวเคลียร์ในฐานะส่วนประกอบหนึ่งของระบบไฟฟ้าในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อตกลงนี้จำกัดอยู่เพียงการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจนสำหรับการก่อสร้างหรือการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ โครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย และจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล การรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านพลังงานของประเทศต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 11:08 UTC

กขค. เดินหน้าหารือโครงสร้างค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเรียกรถ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กขค. เดินหน้าหารือโครงสร้างค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเรียกรถ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำลังหารือกับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเรียกรถเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดประเภทค่าธรรมเนียมกำไรขั้นต้น (GP)

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กขค. เดินหน้าหารือโครงสร้างค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเรียกรถ

แหล่งข่าวเดียว
กขค. เดินหน้าหารือโครงสร้างค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเรียกรถ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำลังหารือกับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเรียกรถเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดประเภทค่าธรรมเนียมกำไรขั้นต้น (GP)

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้เริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มเรียกรถ โดยประเด็นหลักของการหารือคือโครงสร้างค่าธรรมเนียมในปัจจุบัน โดยเฉพาะค่าธรรมเนียม 'กำไรขั้นต้น' (GP) ที่เรียกเก็บจากคนขับและผู้ให้บริการ

ในระหว่างการหารือ ตัวแทนจากแพลตฟอร์มได้ชี้แจงว่าค่าธรรมเนียม GP ควรถูกจัดเป็นต้นทุนการดำเนินงานมากกว่าจะเป็นกำไรสุทธิ โดยเน้นย้ำว่าเงินส่วนนี้มีความจำเป็นต่อการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์มและการให้บริการ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้เรียกร้องให้ภาครัฐบูรณาการการกำกับดูแลเพื่อลดความซ้ำซ้อน ซึ่งพวกเขาระบุว่าเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การหารือนี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลต่อรูปแบบการกำหนดราคาของแอปพลิเคชันเรียกรถยอดนิยมในอนาคต แม้ว่าการหารือจะยังคงดำเนินอยู่ แต่ยังต้องติดตามต่อไปว่า กขค. จะเสนอแนวทางกำกับดูแลใหม่หรือปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณและการรายงานค่าธรรมเนียมเหล่านี้อย่างไร ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นทางการ และคณะกรรมการยังคงรวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความสมดุลในการแข่งขันทางการค้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 11:05 UTC

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อยในวันนี้ โดยสมาคมค้าทองคำรายงานว่าราคาลดลง 200 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อยในวันนี้ โดยสมาคมค้าทองคำรายงานว่าราคาลดลง 200 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

ตามข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า โดย ณ เวลา 09.56 น. ราคาขายออกทองรูปพรรณอยู่ที่ 68,850 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำมักถูกติดตามในฐานะตัวบ่งชี้ทั่วไปของสภาวะเศรษฐกิจในท้องถิ่น แม้ว่าทองคำจะเป็นการลงทุนและสินค้าทางวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมในประเทศ แต่การปรับราคาประจำวันเหล่านี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดปกติ และโดยทั่วไปแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในสินค้าหรือบริการประจำวันสำหรับนักท่องเที่ยว

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือตัวเลขเหล่านี้เป็นอัตราอย่างเป็นทางการที่สมาคมค้าทองคำให้ไว้ ณ เวลาที่รายงาน ราคาตลาดอาจมีความผันผวนตลอดทั้งวันขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโลกและความต้องการในท้องถิ่น ผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายทองคำควรตรวจสอบราคาล่าสุดโดยตรงผ่านร้านทองที่ได้รับอนุญาตหรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมก่อนทำธุรกรรม เนื่องจากราคาขายปลีกในแต่ละร้านอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายของร้านและค่ากำเหน็จ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 14 กันยายน 2026, 03:16 UTC

การนำทางสู่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในภาคธุรกิจของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การนำทางสู่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในภาคธุรกิจของไทย

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ True Corporation อภิปรายถึงความท้าทายสำคัญที่ธุรกิจต้องเผชิญเพื่อให้ทันต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การนำทางสู่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในภาคธุรกิจของไทย

แหล่งข่าวเดียว
การนำทางสู่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในภาคธุรกิจของไทย

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ True Corporation อภิปรายถึงความท้าทายสำคัญที่ธุรกิจต้องเผชิญเพื่อให้ทันต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

ในรายงานล่าสุดจาก Matichon Online ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ True Corporation ได้กล่าวถึงอุปสรรคสำคัญที่ผู้นำธุรกิจในไทยต้องเผชิญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาด้วยความเร็วที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เบรกเก้เน้นย้ำว่าความท้าทายหลักสำหรับองค์กรไม่ใช่เพียงแค่การนำเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ แต่คือการบูรณาการเครื่องมือเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การอภิปรายนี้เน้นย้ำถึงความทันสมัยอย่างต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศ ในขณะที่บริษัทโทรคมนาคมและเทคโนโลยีรายใหญ่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัวและนวัตกรรม ผู้บริโภคสามารถคาดหวังถึงการผลักดันอย่างต่อเนื่องไปสู่บริการดิจิทัลที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นและแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างของประเทศไทยในการส่งเสริมระบบนิเวศทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แม้ว่าข้อมูลเชิงลึกของซีอีโอจะให้มุมมองระดับสูงเกี่ยวกับกลยุทธ์องค์กร แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติการที่เฉพาะเจาะจงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของผู้บริโภคในแต่ละวันนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตามองว่าปรัชญาความเป็นผู้นำเหล่านี้จะแปลไปสู่การปรับปรุงบริการที่เป็นรูปธรรมสำหรับสาธารณชนได้อย่างไร ในขณะที่ธุรกิจต่างๆ ยังคงนำทางผ่านน่านน้ำทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเหล่านี้ ผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพการบริการและการเข้าถึงทางดิจิทัลในประเทศไทยจะมีความชัดเจนมากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 10:30 UTC

ธนาคารทิสโก้เปิดตัวสินเชื่อโฉนดแลกเงินเพื่อสนับสนุน SME และบุคคลทั่วไป
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารทิสโก้เปิดตัวสินเชื่อโฉนดแลกเงินเพื่อสนับสนุน SME และบุคคลทั่วไป

ธนาคารทิสโก้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ที่ช่วยให้บุคคลทั่วไปและ SME สามารถนำที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกันเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและจัดการภาระหนี้ดอกเบี้ยสูง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารทิสโก้เปิดตัวสินเชื่อโฉนดแลกเงินเพื่อสนับสนุน SME และบุคคลทั่วไป

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารทิสโก้เปิดตัวสินเชื่อโฉนดแลกเงินเพื่อสนับสนุน SME และบุคคลทั่วไป

ธนาคารทิสโก้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ที่ช่วยให้บุคคลทั่วไปและ SME สามารถนำที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกันเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและจัดการภาระหนี้ดอกเบี้ยสูง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ข่าวสดออนไลน์รายงานว่า ธนาคารทิสโก้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ 2 รายการ ได้แก่ “สินเชื่อโฉนดแลกเงิน” และ “สินเชื่อโฉนดแลกเงินเพื่อธุรกิจ SME มีที่ = มีทุน” โดยโครงการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้บุคคลทั่วไปและผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ให้เป็นเงินทุนที่เข้าถึงได้

นายสมหมาย แซ่อึ้ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การดำเนินการนี้เป็นการตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน และบางส่วนหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบหรือการขายฝากทรัพย์สินซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สิน การนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เป็นทางการนี้ ธนาคารมุ่งหวังที่จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การปิดหนี้ดอกเบี้ยสูง และการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย การพัฒนานี้ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นทางการโดยใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอการยืนยันเกี่ยวกับรายละเอียดเงื่อนไขสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย และคุณสมบัติของผู้กู้เมื่อเปรียบเทียบกับข้อเสนออื่นๆ ในตลาด ผู้ที่สนใจควรติดต่อธนาคารทิสโก้โดยตรงเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากรายงานนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 11:11 UTC

กระทรวงการคลังเตรียมตัดสินใจเรื่องการขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังเตรียมตัดสินใจเรื่องการขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส'

กระทรวงการคลังได้กำหนดการประชุมในวันที่ 17 กันยายน เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส'

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังเตรียมตัดสินใจเรื่องการขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส'

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังเตรียมตัดสินใจเรื่องการขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส'

กระทรวงการคลังได้กำหนดการประชุมในวันที่ 17 กันยายน เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส'

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ในวันที่ 17 กันยายน 2569 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส'

ในฐานะประธานคณะกรรมการที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงินจากพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉิน นายลวรณระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่จะโยกย้ายวงเงินจากพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉินที่มีอยู่เดิม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะต้องขึ้นอยู่กับการปรับเงื่อนไขเฉพาะของโครงการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจในท้องถิ่น แม้ว่าจะมีการกำหนดการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับความต่อเนื่องของโครงการ แต่ยังคงต้องยืนยันว่าคณะกรรมการจะอนุมัติการขยายเวลาหรือไม่ หรือจะมีการนำการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขโครงการที่เสนอไว้ไปปฏิบัติจริงหรือไม่ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการประชุมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการภายหลังการประชุมในวันที่ 17 กันยายนนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 11:12 UTC

SCB EIC คาดการณ์จีดีพีไทยปี 2570 จะเติบโต 2.1%
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

SCB EIC คาดการณ์จีดีพีไทยปี 2570 จะเติบโต 2.1%

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางสำหรับปี 2570 โดยระบุถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างแม้ว่าการส่งออกและการลงทุนจะมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

SCB EIC คาดการณ์จีดีพีไทยปี 2570 จะเติบโต 2.1%

แหล่งข่าวเดียว
SCB EIC คาดการณ์จีดีพีไทยปี 2570 จะเติบโต 2.1%

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางสำหรับปี 2570 โดยระบุถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างแม้ว่าการส่งออกและการลงทุนจะมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง

ตามรายงานจาก Khaosod Online ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้คาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศไทยจะเติบโต 2.1% ในปี 2570 แม้ว่าตัวเลขนี้จะบ่งชี้ถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ทางศูนย์ฯ ตั้งข้อสังเกตว่าการเติบโตดังกล่าวยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ

ปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและความท้าทาย นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ระบุว่าการเติบโตในปัจจุบันได้รับแรงหนุนจากการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ของโลก รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม รายงานเตือนว่าภาคส่วนเหล่านี้พึ่งพาสินค้าทุนและวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้มีการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและแรงงานไทยในระดับจำกัด ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การจ้างงานและการเติบโตของรายได้ในประเทศ จึงยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่

ผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รายงานชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของรายได้แรงงานที่ล่าช้า ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ นักท่องเที่ยวอาจไม่เห็นผลกระทบในทันที แต่สภาพเศรษฐกิจบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ต้องระมัดระวังสำหรับกำลังซื้อภายในประเทศ

สิ่งที่ยังต้องติดตาม แม้ว่าการคาดการณ์การเติบโตที่ 2.1% จะเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้น แต่ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดโลกตลอดทั้งปี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 10:31 UTC

แสนสิริเปิดตัวโครงการบ้านหรูแห่งใหม่ในกรุงเทพกรีฑา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แสนสิริเปิดตัวโครงการบ้านหรูแห่งใหม่ในกรุงเทพกรีฑา

บริษัทอสังหาริมทรัพย์แสนสิริได้เปิดตัว 'บุราสิริ' โครงการบ้านหรูแห่งใหม่ในชุมชนกรุงเทพกรีฑา โดยมีราคาตั้งแต่ 23 ถึง 50 ล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แสนสิริเปิดตัวโครงการบ้านหรูแห่งใหม่ในกรุงเทพกรีฑา

แหล่งข่าวเดียว
แสนสิริเปิดตัวโครงการบ้านหรูแห่งใหม่ในกรุงเทพกรีฑา

บริษัทอสังหาริมทรัพย์แสนสิริได้เปิดตัว 'บุราสิริ' โครงการบ้านหรูแห่งใหม่ในชุมชนกรุงเทพกรีฑา โดยมีราคาตั้งแต่ 23 ถึง 50 ล้านบาท

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ แสนสิริได้เปิดตัวแบรนด์ 'บุราสิริ' อีกครั้งด้วยโครงการบ้านเดี่ยวระดับหรูแห่งใหม่ โครงการนี้ตั้งอยู่ในชุมชน 'Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha' บนพื้นที่ 142 ไร่ ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิด 'Well-Living' หรือการอยู่อาศัยที่ดี

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มตลาดระดับหรู โดยมีราคาขายต่อยูนิตอยู่ที่ระหว่าง 23 ถึง 50 ล้านบาท ผู้พัฒนาโครงการระบุว่าพื้นที่ส่วนกลางของชุมชนได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย แสนสิริชี้ว่าเซกเมนต์ราคาในระดับนี้ถือว่าหาได้ยากในตลาดปัจจุบัน และได้มีการปรับลดอัตรากำไรขั้นต้น (GP) ลงประมาณ 30% เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในขณะนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่กำลังมองหาที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ โครงการนี้ถือเป็นการขยายตัวครั้งสำคัญของตัวเลือกที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ในย่านกรุงเทพกรีฑา ซึ่งได้กลายเป็นจุดสนใจสำหรับอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู โดยผู้พัฒนาได้กำหนดจัดงานพรีเซลสำหรับโครงการนี้ในวันที่ 16-17 กันยายน

แม้ว่าการเปิดตัวโครงการจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่ผู้ที่สนใจหรือผู้ที่อาจเป็นผู้ซื้อควรทราบว่ารายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดและแผนการพัฒนาในระยะยาวของชุมชนบนพื้นที่ 142 ไร่นี้ ยังคงต้องรอการอัปเดตเพิ่มเติมจากผู้พัฒนาโครงการต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 11:12 UTC

กฟผ. จับมือ USTDA ศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR)
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กฟผ. จับมือ USTDA ศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR)

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) เพื่อประเมินศักยภาพของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR)

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กฟผ. จับมือ USTDA ศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR)

แหล่งข่าวเดียว
กฟผ. จับมือ USTDA ศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR)

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) เพื่อประเมินศักยภาพของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR)

ตามรายงานจาก Thai Post การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อรับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) อย่างเป็นทางการ โดยทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการศึกษาความเป็นไปได้เชิงลึกเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) มาใช้ในระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว การพัฒนานี้ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในนโยบายพลังงานของไทย ในขณะที่ประเทศกำลังพยายามเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยี SMR เป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูงที่มีขนาดและกำลังการผลิตเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม ซึ่งมักได้รับการกล่าวถึงในแง่ของศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงและมีการปล่อยคาร์บอนต่ำ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังสำรวจการกระจายแหล่งพลังงาน การศึกษานี้ถือเป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการพิจารณาการรวมพลังงานนิวเคลียร์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือข้อตกลงนี้จำกัดอยู่เพียงการศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น ในขั้นตอนนี้ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการก่อสร้างหรือการติดตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โครงการยังคงอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและประเมินผล ประชาชนควรติดตามข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมจาก กฟผ. เกี่ยวกับผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในอนาคต ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดการสำหรับการดำเนินการใดๆ และการศึกษานี้จะเป็นพื้นฐานหลักในการพิจารณาว่าเทคโนโลยี SMR จะเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับความต้องการพลังงานในอนาคตของประเทศไทยหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 10:13 UTC

ttb ชี้ช่องว่างการลงทุน หลังคนไทยถือเงินออมรวมกว่า 15-16 ล้านล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ttb ชี้ช่องว่างการลงทุน หลังคนไทยถือเงินออมรวมกว่า 15-16 ล้านล้านบาท

ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) รายงานว่าแม้คนไทยจะมีเงินออมรวมกันถึง 15-16 ล้านล้านบาท แต่สัดส่วนการลงทุนยังคงต่ำ จึงได้เปิดตัวเครื่องมือการลงทุนระดับโลกใหม่เพื่อกระตุ้นการลงทุน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ttb ชี้ช่องว่างการลงทุน หลังคนไทยถือเงินออมรวมกว่า 15-16 ล้านล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ttb ชี้ช่องว่างการลงทุน หลังคนไทยถือเงินออมรวมกว่า 15-16 ล้านล้านบาท

ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) รายงานว่าแม้คนไทยจะมีเงินออมรวมกันถึง 15-16 ล้านล้านบาท แต่สัดส่วนการลงทุนยังคงต่ำ จึงได้เปิดตัวเครื่องมือการลงทุนระดับโลกใหม่เพื่อกระตุ้นการลงทุน

จากรายงานของข่าวสดออนไลน์ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ได้ระบุถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างพฤติกรรมการออมและการลงทุนในประเทศไทย ข้อมูลระบุว่าปัจจุบันมีบัญชีเงินฝากในประเทศประมาณ 150 ล้านบัญชี ซึ่งมีเงินออมรวมกันระหว่าง 15 ถึง 16 ล้านล้านบาท ในขณะที่มีบัญชีลงทุนไม่ถึง 5 ล้านบัญชี โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท

นางสาวกนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคารและความมั่งคั่งทางการเงินของ ttb กล่าวว่าแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปแม้จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมานานกว่าสองทศวรรษ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ธนาคารได้เปิดตัว 'My Wealth' บนแอปพลิเคชัน ttb touch โดยร่วมมือกับ Webull เพื่อให้เข้าถึงหุ้นและ ETF ของสหรัฐฯ ได้ ความคิดริเริ่มนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่ม 'Mass Affluent' หรือบุคคลที่มีเงินออมจำนวนมากแต่ยังไม่ได้กระจายการลงทุนไปยังตลาดต่างๆ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ปัจจุบันของภาคการเงินไทยที่การออมแบบดั้งเดิมยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาความมั่งคั่ง แม้ว่าการนำเครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ มาใช้จะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังคงต้องติดตามว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปสู่การลงทุนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรทราบว่าบริการทางการเงินเหล่านี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของธนาคารและกรอบการกำกับดูแลในท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 10:11 UTC