ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง ฝนตกหนักต่อเนื่องทำจราจรติดขัดหนักในนนทบุรี ✦
กีฬา ทีมชาติไทยเตรียมดวลแข้งจีนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์ ✦
ความปลอดภัย น้ำป่าหลากท่วม 23 หมู่บ้านในจังหวัดปราจีนบุรี ✦
เหตุการณ์ สงขลาเตรียมจัดงาน Global Muay Thai Songkhla Festival ✦
กีฬา ไทยเปิดรับสมัครมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท ✦
เศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ✦
ความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย ✦
ความปลอดภัย ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน ✦
กีฬา ‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ✦
เทคโนโลยี พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร ✦
การขนส่ง

ฝนตกหนักต่อเนื่องทำจราจรติดขัดหนักในนนทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
ฝนตกหนักต่อเนื่องทำจราจรติดขัดหนักในนนทบุรี

ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังและจราจรติดขัดบนถนนสายหลักหลายแห่งในจังหวัดนนทบุรี กระทบต่อการเดินทางของประชาชนและผู้สัญจร

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักหลายแห่งในจังหวัดนนทบุรี ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ระบุว่ามีระดับน้ำท่วมขังสูงประมาณ 15-30 เซนติเมตร บนเส้นทางสำคัญ อาทิ ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนติวานนท์ และถนนงามวงศ์วาน

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ ได้แก่ ช่วงตั้งแต่หน้าศาลากลางจังหวัดนนทบุรีไปจนถึงแยกแคราย และบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน บนถนนติวานนท์ โดยเฉพาะบริเวณใกล้สถาบันโรคทรวงอก พบว่ามีน้ำท่วมขังสูง 20-30 เซนติเมตรในช่องทางกลางและซ้ายสุด ทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านได้สะดวก นอกจากนี้ยังพบสภาพน้ำท่วมขังในลักษณะเดียวกันใกล้โรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์

สำหรับประชาชนและผู้ที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าว สภาพการณ์นี้หมายถึงความล่าช้าในการเดินทางและอาจส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน ผู้ขับขี่ควรใช้ความระมัดระวังและเผื่อเวลาในการเดินทาง ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปว่าระบบระบายน้ำจะสามารถจัดการกับน้ำท่วมขังได้รวดเร็วเพียงใด และจะมีฝนตกลงมาเพิ่มเติมจนสถานการณ์แย่ลงหรือไม่ ผู้ที่วางแผนเดินทางผ่านจังหวัดนนทบุรีควรตรวจสอบข้อมูลการจราจรในพื้นที่และพิจารณาใช้เส้นทางเลี่ยงหากเป็นไปได้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 16:15 UTC

กีฬา

ทีมชาติไทยเตรียมดวลแข้งจีนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
ทีมชาติไทยเตรียมดวลแข้งจีนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยเตรียมลงสนามพบกับทีมชาติจีนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของเอเชียนเกมส์ โดยมีการยืนยันว่าการแข่งขันนัดนี้จะไม่มีการใช้เทคโนโลยี VAR

ตามรายงานจาก Matichon Online ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยกำลังเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับทีมชาติจีนในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยทีมชาติไทยมีกำหนดสวมชุดสีขาวลงสนามในนัดนี้

รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเงื่อนไขการแข่งขันคือการไม่มีเทคโนโลยีผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ (VAR) สำหรับผู้ชมและผู้ที่ติดตามการแข่งขัน หมายความว่าการตัดสินในสนามจะขึ้นอยู่กับผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสินในสนามเท่านั้น ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสที่ความผิดพลาดของมนุษย์จะส่งผลต่อผลการแข่งขันได้

การแข่งขันนัดนี้ถือเป็นช่วงสำคัญของทัวร์นาเมนต์เนื่องจากผู้ชนะจะได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ แม้ว่าความตื่นเต้นรอบการแข่งขันนี้จะสูงมาก แต่แฟนบอลควรทราบว่าการไม่มี VAR อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่น่ากังวลใจระหว่างการเล่นได้ ในขณะนี้ เวลาเริ่มการแข่งขันและรายละเอียดสถานที่จัดงานได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่ขอแนะนำให้แฟนบอลตรวจสอบตารางการแข่งขันอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุดเกี่ยวกับรายละเอียดการแข่งขัน ทั้งนี้ การไม่มี VAR เป็นข้อจำกัดในการดำเนินงานที่ได้รับการยืนยันแล้วสำหรับการแข่งขันในรอบนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 16:10 UTC

ความปลอดภัย

น้ำป่าหลากท่วม 23 หมู่บ้านในจังหวัดปราจีนบุรี

แหล่งข่าวเดียว
น้ำป่าหลากท่วม 23 หมู่บ้านในจังหวัดปราจีนบุรี

ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในตำบลวังท่าช้าง จังหวัดปราจีนบุรี ทำให้ต้องมีการอพยพเร่งด่วนและปิดเส้นทางจราจร

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ส่งผลกระทบต่อทั้ง 23 หมู่บ้านในพื้นที่ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและระดับน้ำในคลองวังท่าช้างที่เพิ่มสูงขึ้น

ในช่วงบ่ายของวันที่ 25 กันยายน ระดับน้ำในบางพื้นที่ของชุมชนสูงเกินกว่า 1 เมตร ทำให้รถขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ โดยเฉพาะถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 2006 (วังท่าช้าง-โปร่งใหญ่) ซึ่งมีระยะทาง 1 กิโลเมตร ขณะนี้ถูกน้ำท่วมขังลึก 25 เซนติเมตรและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบลวังท่าช้าง ได้ประสานงานกับมูลนิธิสัจจะพุทธธรรมกบินทร์บุรีและกำลังทหารจาก ร.2 พัน 3 รอ. เพื่อเข้าช่วยเหลือในการอพยพผู้ป่วยติดเตียงและขนย้ายสิ่งของของประชาชนอย่างเร่งด่วน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนเนื่องจากฝนยังคงตกต่อเนื่องและระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางชนบทที่ได้รับผลกระทบและติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติม ทั้งนี้ แม้ว่าการปฏิบัติงานช่วยเหลือฉุกเฉินจะกำลังดำเนินอยู่ แต่ความเสียหายทั้งหมดและระยะเวลาที่น้ำจะท่วมขังยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:35 UTC

เหตุการณ์

สงขลาเตรียมจัดงาน Global Muay Thai Songkhla Festival

แหล่งข่าวเดียว
สงขลาเตรียมจัดงาน Global Muay Thai Songkhla Festival

การกีฬาแห่งประเทศไทยประกาศจัดงาน 'Global Muay Thai Songkhla Festival' เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการจัดงาน 'Global Muay Thai Songkhla Festival' ซึ่งเป็นมหกรรมกีฬาเชิงวัฒนธรรมที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่างานนี้มุ่งเน้นการใช้มวยไทยเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงทั้งด้านกีฬา การท่องเที่ยว และสุขภาพเข้าด้วยกัน

งานนี้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนเข้าถึงได้ โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการเรียนรู้ การออกกำลังกาย การแข่งขัน และความบันเทิง ผู้จัดงานตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 10,000 คน โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่ได้มากกว่า 100 ล้านบาท สำหรับนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ งานนี้ถือเป็นโอกาสในการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นและสนับสนุนผู้ประกอบการในภูมิภาค เนื่องจากจะมีการจัดพื้นที่ให้ร้านค้าท้องถิ่นจำหน่ายสินค้าและบริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการผลักดันให้สงขลาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยมุ่งเน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ภูมิภาคอาเซียน และทั่วโลก เนื่องจากในปี 2568 สงขลามีผู้เยี่ยมเยือนเกือบ 7 ล้านคน กกท. จึงหวังว่างานนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนการพักค้างคืนและการใช้จ่ายในพื้นที่ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม วันที่จัดงานที่แน่นอนและกำหนดการกิจกรรมทั้งหมดนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากผู้จัดงานต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:35 UTC

กีฬา

ไทยเปิดรับสมัครมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท

ได้รับการยืนยัน
ไทยเปิดรับสมัครมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท

การแข่งขัน 'ไทยแลนด์ ยูธ แชมเปี้ยนชิพส์ 2026' เปิดรับสมัครแล้ว โดยมีเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท และเป็นเวทีคัดเลือกสู่การแข่งขันมวยไทยเยาวชนชิงแชมป์โลกที่ประเทศกรีซ

ตามรายงานจาก Thai Post พล.ต.พัชร รัตตกุล ได้ประกาศเปิดตัวการแข่งขัน 'ไทยแลนด์ ยูธ แชมเปี้ยนชิพส์ 2026' ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF)

การแข่งขันนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการคัดเลือกนักมวยไทยเยาวชน โดยผู้เข้าแข่งขันจะชิงเงินรางวัลรวม 1.5 ล้านบาท นอกจากนี้ การแข่งขันยังทำหน้าที่เป็นรายการคัดตัวนักกีฬาทีมชาติ เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน 'อิฟม่า ยูธ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพส์ 2026' ที่เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยและผู้ที่สนใจในวัฒนธรรมกีฬา กิจกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐในการส่งเสริมมวยไทยให้เป็นเส้นทางอาชีพสำหรับเยาวชน และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาตั้งแต่ระดับรากหญ้าเพื่อก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

แม้ว่ากระบวนการรับสมัครจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวันแข่งขันที่แน่นอนและรายการรุ่นอายุของผู้เข้าแข่งขันยังไม่ได้ระบุไว้อย่างครบถ้วนในการประกาศครั้งแรก ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าร่วมหรือการเข้าชมการแข่งขัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 04:22 UTC

เศรษฐกิจ

ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางประเภทอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด มาตรการทางการคลังนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในครัวเรือน ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อค่าครองชีพรายวันได้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศอาจสังเกตเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจทางอ้อมจากราคาเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์พลังงาน

แม้ว่าการระงับภาษีนี้มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในทันที แต่ระยะเวลาที่แน่นอนของมาตรการลดหย่อนภาษีนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทางการยังไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดนโยบายที่ชัดเจน และยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบทางการคลังต่องบประมาณของประเทศอย่างครบถ้วน ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระยะเวลาของมาตรการยกเว้นภาษีนี้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบด้านราคาเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นตามสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

ความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

ในขณะที่ประเทศไทยเผชิญกับช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง นักวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมและกำหนดเวลาที่จำเป็นต้องอพยพ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับฝนที่ตกต่อเนื่องและยาวนาน เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไทยอาจนำไปสู่การสะสมของน้ำในปริมาณมาก ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงเชิงรุกสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

คำแนะนำมุ่งเน้นไปที่การระบุตัวบ่งชี้เฉพาะที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ได้ถึงระดับวิกฤตซึ่งจำเป็นต้องมีการอพยพเพื่อความปลอดภัย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมความพร้อมส่วนบุคคลในช่วงฤดูฝน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการติดตามระดับน้ำในพื้นที่และคำเตือนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือที่สุดในการประเมินความรุนแรงของสถานการณ์

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อมูลนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบทั่วไปสำหรับการสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง ไม่ใช่คำสั่งฉุกเฉินเฉพาะเจาะจง เกณฑ์ในการตัดสินว่าเมื่อใดที่การอพยพกลายเป็นเรื่องบังคับอาจแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์ท้องถิ่น โครงสร้างพื้นฐาน และความรุนแรงของปริมาณน้ำฝน ณ ปัจจุบัน คำสั่งอพยพเฉพาะยังคงขึ้นอยู่กับการประเมินแบบเรียลไทม์โดยหน่วยงานท้องถิ่น ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ควรติดตามข้อมูลผ่านช่องทางที่เป็นทางการ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ เพื่อยืนยันสถานะของสถานที่ที่ตนอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

ความปลอดภัย

ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

ทางการท้องถิ่นในจังหวัดปทุมธานีได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจกจ่ายกระสอบทราย 3,000 ใบให้แก่ประชาชนเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ทางการจังหวัดปทุมธานี นำโดยนายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง ได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมขึ้นที่วัดแสงสรรค์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชนที่กำลังเผชิญกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้มอบกระสอบทรายจำนวน 3,000 ใบ โดยมีจิตอาสาและคนในชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันกรอกและขนย้ายกระสอบทรายเพื่อนำไปช่วยชาวบ้านเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือน ขณะนี้ศูนย์ดังกล่าวเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำและประสานงานด้านสิ่งของบรรเทาทุกข์

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามอย่างจริงจังในการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัย แม้ว่าสถานการณ์จะอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้เขตคลองหลวงควรเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับระดับน้ำ ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่าภัยคุกคามจากน้ำท่วมจะคงอยู่นานเพียงใดและจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมหรือไม่หากระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีการดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

กีฬา

‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

ได้รับการยืนยัน
‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

สมเกียรติ จันทรา นักบิดชาวไทย เตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ที่ประเทศอิตาลี

ตามรายงานจาก Thai Post สมเกียรติ จันทรา นักบิดชื่อดังชาวไทย กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ประเทศอิตาลี

สำหรับแฟนกีฬาและผู้ติดตามวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย การปรากฏตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพนักแข่งของสมเกียรติ ในขณะที่เขาก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกอย่างเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สนามเครโมน่า เซอร์กิต ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความท้าทายทางเทคนิคของสนาม จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับนักบิดไทยในการประชันฝีมือกับคู่แข่งระดับนานาชาติ

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้อยู่อาศัยที่สนใจในกีฬามอเตอร์สปอร์ต เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของนักกีฬาไทยในเวทีระดับโลก แม้ว่าความตื่นเต้นเกี่ยวกับการเข้าร่วมแข่งขันจะมีสูง แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเวลาในการควอลิฟายและผลการแข่งขันยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการต่อไป ผู้ชมที่วางแผนจะติดตามการแข่งขันควรตรวจสอบข้อมูลอัปเดตจากทางรายการอย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนตารางเวลาที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศหรือสภาพสนาม การเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำสำหรับแฟนกีฬาชาวไทยที่ต้องการส่งกำลังใจให้ตัวแทนของชาติในการแข่งขันบนสนามแข่งในยุโรป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:17 UTC

เทคโนโลยี

พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

แหล่งข่าวเดียว
พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

พระพยอม กัลยาโณ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาสมุนไพรบนโซเชียลมีเดียที่ใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอแอบอ้างชื่อท่านเพื่อหลอกขายสินค้า

ข้อมูลเท็จจาก AI

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พระพยอม กัลยาโณ ได้ออกมาเตือนภัยประชาชนเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด โดยระบุว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอปลอม (Deepfake) เพื่อแอบอ้างว่าท่านเป็นผู้แนะนำสมุนไพรต่างๆ ว่าสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด

คำชี้แจงจากพระพยอม

พระพยอมได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือโฆษณาสมุนไพรเหล่านั้น โดยท่านย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลของคำกล่าวอ้างดังกล่าว เนื่องจากท่านไม่มีความรู้ด้านเภสัชกรรมและไม่มีความสามารถในการผลิตยา พร้อมทั้งขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงและอย่าหลงเชื่อโฆษณาออนไลน์ที่หลอกลวงเหล่านี้

ผลกระทบและการตรวจสอบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของมิจฉาชีพที่ใช้ AI บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบความถูกต้องของคำแนะนำด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะหรือผู้นำทางศาสนา ทั้งนี้ ยังต้องรอการยืนยันว่าเพจโซเชียลมีเดียใดบ้างที่เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อผู้กระทำผิดหรือไม่ ผู้บริโภคควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตสำหรับปัญหาสุขภาพ แทนการเชื่อถือคำกล่าวอ้างบนโซเชียลมีเดีย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

สั่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวหัวหน้าชุดเฝ้าระวังช้างป่าที่เสียชีวิต
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สั่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวหัวหน้าชุดเฝ้าระวังช้างป่าที่เสียชีวิต

รัฐมนตรีสุชาติสั่งการให้กรมอุทยานฯ จ่ายเงินเยียวยา 1 ล้านบาท แก่ครอบครัวของหัวหน้าชุดเฝ้าระวังช้างป่าที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สั่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวหัวหน้าชุดเฝ้าระวังช้างป่าที่เสียชีวิต

แหล่งข่าวเดียว
สั่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวหัวหน้าชุดเฝ้าระวังช้างป่าที่เสียชีวิต

รัฐมนตรีสุชาติสั่งการให้กรมอุทยานฯ จ่ายเงินเยียวยา 1 ล้านบาท แก่ครอบครัวของหัวหน้าชุดเฝ้าระวังช้างป่าที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายสุชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้สั่งการอย่างเป็นทางการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ครอบครัวของหัวหน้าชุดเฝ้าระวังช้างป่าที่เสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวได้เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าขณะปฏิบัติหน้าที่ในการติดตามและเฝ้าระวังช้างป่า

ตามคำสั่งดังกล่าว ครอบครัวจะได้รับเงินเยียวยาจำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อสนับสนุนญาติของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการจัดการสัตว์ป่าในพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย แม้ว่ารัฐบาลจะดำเนินการช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเหตุการณ์การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ รวมถึงสถานที่ที่แน่ชัดและลักษณะของการเผชิญหน้ากับช้างป่ายังไม่มีการระบุไว้อย่างครบถ้วนในรายงานเบื้องต้น สำหรับผู้ที่วางแผนจะไปเยือนอุทยานแห่งชาติหรือพื้นที่ที่มีประชากรช้างป่าอาศัยอยู่ ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อุทยานอย่างเคร่งครัดและรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากสัตว์ป่าอยู่เสมอ ทั้งนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบสวนเหตุการณ์หรือมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติมสำหรับเจ้าหน้าที่อุทยานยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 04:57 UTC

อินเตอร์โกลด์จับมือธนาคารกรุงไทย เปิดระบบตัดบัญชีอัตโนมัติซื้อขายทองคำ 24 ชม.
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อินเตอร์โกลด์จับมือธนาคารกรุงไทย เปิดระบบตัดบัญชีอัตโนมัติซื้อขายทองคำ 24 ชม.

Intergold Gold Trade เชื่อมต่อแพลตฟอร์มเข้ากับ API ของธนาคารกรุงไทย เพื่อรองรับการชำระเงินผ่านระบบตัดบัญชีอัตโนมัติสำหรับการทำธุรกรรมทองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อินเตอร์โกลด์จับมือธนาคารกรุงไทย เปิดระบบตัดบัญชีอัตโนมัติซื้อขายทองคำ 24 ชม.

แหล่งข่าวเดียว
อินเตอร์โกลด์จับมือธนาคารกรุงไทย เปิดระบบตัดบัญชีอัตโนมัติซื้อขายทองคำ 24 ชม.

Intergold Gold Trade เชื่อมต่อแพลตฟอร์มเข้ากับ API ของธนาคารกรุงไทย เพื่อรองรับการชำระเงินผ่านระบบตัดบัญชีอัตโนมัติสำหรับการทำธุรกรรมทองคำ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยเพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อขายและออมทองคำ โดยการเชื่อมต่อ API ของ Krungthai NEXT ทำให้ลูกค้าสามารถใช้ระบบตัดเงินจากบัญชีอัตโนมัติสำหรับการทำธุรกรรมได้แล้ว

การพัฒนานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดขั้นตอนการโอนเงินด้วยตนเองเมื่อลูกค้าต้องการซื้อหรือออมทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของอินเตอร์โกลด์ โดยบริการนี้รองรับการทำรายการได้ตลอด 24 ชั่วโมง นายธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด กล่าวว่าความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งานให้ง่ายขึ้นโดยลดขั้นตอนในการทำธุรกรรมทางการเงิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย การเชื่อมต่อระบบนี้ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการจัดการสินทรัพย์ทองคำโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการธนาคารแบบเดิมที่ต้องโอนเงินเอง ซึ่งอาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนออมทองแบบอัตโนมัติหรือผู้ที่ซื้อขายบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานควรทราบว่าบริการนี้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีบัญชีธนาคารกรุงไทยและใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT เท่านั้น ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมหรือข้อกำหนดเฉพาะของบัญชีสำหรับบริการอัตโนมัตินี้ยังไม่ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนในการประกาศครั้งแรก ผู้ที่สนใจควรตรวจสอบเงื่อนไขการให้บริการโดยตรงผ่านช่องทางหลักของอินเตอร์โกลด์หรือธนาคารกรุงไทยก่อนเริ่มใช้งานระบบตัดบัญชีอัตโนมัติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 04:39 UTC

AAS Group คว้าสิทธิ์นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ VOYAH ในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

AAS Group คว้าสิทธิ์นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ VOYAH ในประเทศไทย

AAS Group จัดตั้งบริษัท AI Mobility เพื่อนำแบรนด์รถยนต์ MPV หรูจากจีนอย่าง VOYAH เข้าสู่ตลาดไทยภายในสิ้นปีนี้

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

AAS Group คว้าสิทธิ์นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ VOYAH ในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
AAS Group คว้าสิทธิ์นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ VOYAH ในประเทศไทย

AAS Group จัดตั้งบริษัท AI Mobility เพื่อนำแบรนด์รถยนต์ MPV หรูจากจีนอย่าง VOYAH เข้าสู่ตลาดไทยภายในสิ้นปีนี้

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ AAS Group ผู้นำในภาคธุรกิจยานยนต์ระดับพรีเมียมของประเทศไทย ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการในการนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์จากแบรนด์หรูของจีนอย่าง VOYAH เพื่อรองรับการขยายธุรกิจนี้ ทางกลุ่มได้จัดตั้งบริษัทในเครือแห่งใหม่ชื่อว่า AI Mobility

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ระดับพรีเมียมที่มีอยู่ของกลุ่มให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยบริษัทมีแผนที่จะเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการตลาดสำหรับแบรนด์ VOYAH โดยเน้นไปที่รถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ระดับหรู ภายในสิ้นปี 2026

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้บ่งชี้ถึงตัวเลือกยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์หรูที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดท้องถิ่น ในขณะที่ภูมิทัศน์ยานยนต์กำลังเปลี่ยนไปสู่การนำเข้ารถยนต์หรูจากจีนที่กว้างขวางขึ้น ผู้บริโภคอาจมีทางเลือกมากขึ้นในการพิจารณาซื้อรถ MPV ระดับพรีเมียมในอนาคตอันใกล้

แม้ว่าประกาศดังกล่าวจะยืนยันถึงการได้รับสิทธิ์การจัดจำหน่ายและการจัดตั้งบริษัทใหม่ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ยังต้องรอความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทยังไม่ได้ประกาศรุ่นรถที่จะนำเข้ามาจำหน่าย โครงสร้างราคาอย่างเป็นทางการ หรือสถานที่ตั้งของโชว์รูมที่จะรองรับแบรนด์ VOYAH ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศจาก AAS Group ต่อไปเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการและความพร้อมของเครือข่ายการให้บริการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 04:39 UTC

เจ้าหน้าที่บุกทลายเครือข่ายนอมินีโรงงานยางมูลค่า 600 ล้านบาทในสมุทรสาคร
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่บุกทลายเครือข่ายนอมินีโรงงานยางมูลค่า 600 ล้านบาทในสมุทรสาคร

ตำรวจไทยบุกตรวจค้นโรงงานยางในจังหวัดสมุทรสาคร พบการดำเนินงานมูลค่า 600 ล้านบาทที่ถูกควบคุมโดยชาวจีนผ่านโครงสร้างนอมินีผิดกฎหมายและการสวมสิทธิ์บุคคลอื่น

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เจ้าหน้าที่บุกทลายเครือข่ายนอมินีโรงงานยางมูลค่า 600 ล้านบาทในสมุทรสาคร

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่บุกทลายเครือข่ายนอมินีโรงงานยางมูลค่า 600 ล้านบาทในสมุทรสาคร

ตำรวจไทยบุกตรวจค้นโรงงานยางในจังหวัดสมุทรสาคร พบการดำเนินงานมูลค่า 600 ล้านบาทที่ถูกควบคุมโดยชาวจีนผ่านโครงสร้างนอมินีผิดกฎหมายและการสวมสิทธิ์บุคคลอื่น

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 คณะทำงานร่วมซึ่งประกอบด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครอง ได้เข้าตรวจค้นโรงงานผลิตยางแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าโรงงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท ซึ่งควบคุมโดยชาวจีนที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้น 100% ในบริษัท 3 แห่ง เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของไทย

พนักงานสอบสวนรายงานว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้กระทำการสวมสิทธิ์โดยใช้สูติบัตรของบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วเพื่อให้ลูกชายได้รับสถานะเป็นคนไทย นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังมีหมายจับในประเทศจีนและถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายชาวจีนในประเทศไทย ในระหว่างการปฏิบัติการ ตำรวจระบุว่าผู้ต้องหาได้รับสารภาพว่ามีการใช้ลูกจ้างคนไทยเป็นนอมินีเพื่อรักษาอำนาจการควบคุมบริษัท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมายการถือครองธุรกิจของคนต่างด้าวและปราบปรามการทุจริตด้านเอกสารประจำตัว แม้ว่าผู้ต้องหาจะรับสารภาพในเรื่องการใช้เครือข่ายนอมินีแล้ว แต่ขอบเขตที่แท้จริงของเครือข่ายอาชญากรรมและรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อหาทำร้ายร่างกายยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบหลักฐานที่รวบรวมได้จากการตรวจค้นเพื่อสรุปขอบเขตของการกระทำผิดกฎหมายทั้งหมด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 04:16 UTC

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งพักการซื้อขายหุ้น ECF หลังพบปัญหาทางการเงิน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งพักการซื้อขายหุ้น ECF หลังพบปัญหาทางการเงิน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้สั่งพักการซื้อขายหุ้น ECF หลังจากมีรายงานส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 421 ล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งพักการซื้อขายหุ้น ECF หลังพบปัญหาทางการเงิน

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งพักการซื้อขายหุ้น ECF หลังพบปัญหาทางการเงิน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้สั่งพักการซื้อขายหุ้น ECF หลังจากมีรายงานส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 421 ล้านบาท

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้คงเครื่องหมาย 'SP' (Suspension) และ 'NC' (Non-Compliance) สำหรับหุ้นของบริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF โดยมาตรการกำกับดูแลนี้สืบเนื่องมาจากงบการเงินประจำปี 2568 ของบริษัท ซึ่งพบว่ามีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบถึง 421 ล้านบาท

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้สั่งพักการซื้อขายเพิ่มเติมเนื่องจากผู้สอบบัญชีไม่ได้แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัท ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า ECF เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับสถานะดังกล่าวภายในวันที่ 24 กันยายน 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญภายในบริษัท แม้ว่าข่าวนี้จะเกี่ยวข้องกับภาคการเงินและผู้ที่อยู่ในตลาดหุ้นเป็นหลัก แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการติดตามธรรมาภิบาลองค์กรและสุขภาพทางการเงินเมื่อต้องทำธุรกรรมกับหน่วยงานธุรกิจในท้องถิ่น ในขั้นตอนนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำเป็นต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 24 กันยายน เพื่อยืนยันว่าบริษัทจะต้องเผชิญกับกระบวนการเพิกถอนอย่างเป็นทางการหรือไม่ ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูหรือการดำเนินงานในอนาคตของบริษัทในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 04:39 UTC

SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2569-2570
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2569-2570

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP สำหรับประเทศไทย โดยอ้างถึงการส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐที่แข็งแกร่งขึ้น แม้จะเตือนถึงความเปราะบางที่ยังคงมีอยู่ของกลุ่ม SMEs

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2569-2570

แหล่งข่าวเดียว
SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2569-2570

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP สำหรับประเทศไทย โดยอ้างถึงการส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐที่แข็งแกร่งขึ้น แม้จะเตือนถึงความเปราะบางที่ยังคงมีอยู่ของกลุ่ม SMEs

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยขณะนี้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ 2.2% ในปี 2569 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.0% สำหรับปี 2570 คาดการณ์การเติบโตได้ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.1% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.9%

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ตัวแทนจากศูนย์วิจัยฯ ระบุว่าตัวเลขที่ดีขึ้นนี้มาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของภาคการส่งออก การลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ แม้จะมีตัวบ่งชี้เชิงบวกเหล่านี้ แต่รายงานยังเน้นย้ำว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงอยู่ในสถานะที่เปราะบาง และอาจเผชิญกับความท้าทายในขณะที่สภาพแวดล้อมของอัตราดอกเบี้ยโลก ซึ่งได้รับอิทธิพลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว แนวโน้มทางเศรษฐกิจนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาของการขยายตัวในระดับปานกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อกิจกรรมทางธุรกิจในท้องถิ่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางที่ยังคงมีอยู่ของภาค SMEs เป็นเครื่องเตือนใจถึงลักษณะการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมหภาคเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพหรือความพร้อมในการให้บริการสำหรับผู้ที่อาศัยหรือเดินทางมาเยือนประเทศไทยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 04:39 UTC

ไทยเตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 เทียร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 เทียร์

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติได้อนุมัติหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่เป็นแบบ 3 เทียร์

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 เทียร์

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 เทียร์

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติได้อนุมัติหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่เป็นแบบ 3 เทียร์

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย โดยจะแบ่งออกเป็น 3 เทียร์

การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการโดยกรมสรรพสามิต โดยมีนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เป็นผู้ดูแลการนำไปปฏิบัติในเชิงเทคนิค ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เนื่องจากรัฐบาลพยายามปรับปรุงแนวทางการจัดเก็บภาษีให้สอดคล้องกับภาคส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย การพัฒนานี้มีความน่าสนใจเนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาขายปลีกและความพร้อมของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ ในตลาดภายในประเทศในอนาคต แม้ว่าคณะกรรมการจะกำหนดหลักการพื้นฐานไว้แล้ว แต่อัตราภาษีที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละเทียร์ยังไม่มีการสรุปหรือเปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมจากกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับเกณฑ์การจัดกลุ่มและวันที่มีผลบังคับใช้ของโครงสร้างใหม่นี้ ในขณะนี้ ผลกระทบที่แน่ชัดต่อค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงต้องรอการยืนยัน และขอแนะนำให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับกำหนดการดำเนินการต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 03:57 UTC

ราคาทองคำในไทยปรับตัวสูงขึ้น 200 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยปรับตัวสูงขึ้น 200 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในวันนี้ โดยทองรูปพรรณมีราคาขายอยู่ที่ 68,400 บาทต่อบาททองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับตัวสูงขึ้น 200 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับตัวสูงขึ้น 200 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในวันนี้ โดยทองรูปพรรณมีราคาขายอยู่ที่ 68,400 บาทต่อบาททองคำ

ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสมาคมค้าทองคำในช่วงเช้าของวันที่ 16 กันยายน 2569 ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น 200 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ณ เวลา 09.05 น. ราคาขายทองรูปพรรณอยู่ที่ 68,400 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำเป็นตัวบ่งชี้ทั่วไปของสภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม แม้ว่าทองคำมักจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคง แต่ผู้ที่ต้องการซื้อเครื่องประดับหรือทองคำแท่งเพื่อการลงทุนควรทราบว่าราคาในตลาดท้องถิ่นมีการปรับเปลี่ยนรายวันตามแนวโน้มของตลาดโลกและความต้องการภายในประเทศ

Prachachat Business ได้รายงานตัวเลขเหล่านี้ว่าเป็นสถานะตลาดปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงข้อมูลอย่างเป็นทางการของสมาคมฯ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าความเคลื่อนไหวของราคาเหล่านี้จะเป็นอย่างไรในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ เนื่องจากราคาทองคำมีความผันผวนสูงและสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ทางการเงินระหว่างประเทศ นักท่องเที่ยวที่สนใจซื้อทองคำควรตรวจสอบราคาปัจจุบันโดยตรงกับร้านค้าที่ได้รับอนุญาต เนื่องจากราคาอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละร้านและแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 02:57 UTC

ไทยเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ทางการไทยกำลังมุ่งเน้นการจัดการกับ 'ทุนสีเทา' และเศรษฐกิจนอกระบบเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ทางการไทยกำลังมุ่งเน้นการจัดการกับ 'ทุนสีเทา' และเศรษฐกิจนอกระบบเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไขมากกว่าเพียงแค่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รายงานระบุว่าความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวและความเชื่อมั่นในระดับสากลของประเทศกำลังถูกบั่นทอนจากการแพร่กระจายของ 'ทุนสีเทา' และการขยายตัวของเศรษฐกิจนอกระบบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากอาจส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนในด้านกฎระเบียบ ความพยายามในการทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ระบบและลดอิทธิพลทางการเงินที่ผิดกฎหมายอาจนำไปสู่การกำกับดูแลการดำเนินธุรกิจและธุรกรรมทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นทั่วประเทศ การปรับโครงสร้างดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่โปร่งใสและมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อวิธีการดำเนินธุรกิจและการให้บริการแก่สาธารณชนในอนาคต

ในขณะนี้ กลไกเชิงนโยบายที่เฉพาะเจาะจงที่จะนำมาใช้นั้นยังคงต้องรอการยืนยัน แม้ว่ารัฐบาลจะระบุว่าประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน แต่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการหรือภาคส่วนใดที่จะถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเป็นอันดับแรก ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างเหล่านี้และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตประจำวันของผู้ที่อาศัยอยู่ในหรือเดินทางมาเยือนประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 03:57 UTC

ตลาดหุ้นไทยรอผลประชุมเฟดท่ามกลางการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหุ้นไทยรอผลประชุมเฟดท่ามกลางการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับความผันผวนในขณะที่นักลงทุนรอคอยการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นไทยรอผลประชุมเฟดท่ามกลางการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหุ้นไทยรอผลประชุมเฟดท่ามกลางการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับความผันผวนในขณะที่นักลงทุนรอคอยการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บล.กรุงศรี คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับที่ 1,572-1,565 จุด และแนวต้านที่ 1,587-1,595 จุด บรรยากาศการลงทุนในขณะนี้ถูกครอบงำโดยการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่กำลังจะมาถึง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่ามีโอกาสถึง 92% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน ช่วงเวลาแห่งความผันผวนของตลาดนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามนโยบายการเงินระดับโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศไทย บล.กรุงศรี ได้ระบุธีมการลงทุนที่น่าจับตามอง 3 ธีม ได้แก่ หุ้นธีมลงทุน ความมั่นคงด้านพลังงาน และภาคบริการ โดยเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า GULF, PTT และ AOT เป็นบริษัทที่น่าจับตามอง

แม้ว่าตลาดจะรับรู้ถึงความเป็นไปได้สูงที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงและแนวทางของเฟดเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตยังคงต้องรอการยืนยัน นักลงทุนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากเฟด เนื่องจากจะช่วยให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางระยะยาวของอัตราดอกเบี้ยโลกและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 03:57 UTC

งบประมาณสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่านพุ่งแตะ 1.27 ล้านล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

งบประมาณสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่านพุ่งแตะ 1.27 ล้านล้านบาท

Matichon Online รายงานว่าค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่านสูงถึง 1.27 ล้านล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกเดือนละ 1 แสนล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

งบประมาณสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่านพุ่งแตะ 1.27 ล้านล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
งบประมาณสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่านพุ่งแตะ 1.27 ล้านล้านบาท

Matichon Online รายงานว่าค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่านสูงถึง 1.27 ล้านล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกเดือนละ 1 แสนล้านบาท

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 สหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 1.27 ล้านล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน นักวิเคราะห์ทางการเงินที่อ้างถึงในรายงานคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มเติมอีกเดือนละ 1 แสนล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย รายงานนี้เน้นย้ำถึงขนาดทางเศรษฐกิจที่สำคัญของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน แม้ว่าความขัดแย้งจะอยู่ห่างไกลในเชิงภูมิศาสตร์ แต่การใช้จ่ายทางทหารจำนวนมหาศาลเช่นนี้อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และราคาน้ำมันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อค่าครองชีพหรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางภายในภูมิภาค

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าค่าใช้จ่ายรายเดือนที่คาดการณ์ไว้นี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามสถานการณ์ที่พัฒนาขึ้น และตัวเลขเหล่านี้จะถูกปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงทางการทูตหรือทางทหารในอนาคตหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลนี้อ้างอิงจากรายงานปัจจุบันของ Matichon Online ผู้อ่านควรติดตามการอัปเดตทางการเงินอย่างเป็นทางการและสำนักข่าวต่างประเทศเพื่อรับทราบความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 02:56 UTC

ความขัดแย้งทางนโยบายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ความขัดแย้งทางนโยบายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์การเมืองและเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเผชิญหน้ากันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ความขัดแย้งทางนโยบายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
ความขัดแย้งทางนโยบายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์การเมืองและเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเผชิญหน้ากันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นักวิเคราะห์การเมืองและเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกากำลังจับตาดูความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แม้ว่าวอร์ชจะเป็นผู้ที่ประธานาธิบดีแต่งตั้งด้วยตนเอง แต่ผู้สังเกตการณ์ชี้ว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเดินไปสู่เส้นทางของการปะทะกันในเรื่องการจัดการอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในสัปดาห์ที่จะถึงนี้

สำหรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติในประเทศไทย สถานการณ์นี้มีความสำคัญเป็นหลักเนื่องจากอิทธิพลระดับโลกของนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ มักส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินระหว่างประเทศ รวมถึงค่าเงินบาทของไทย การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเฟดอาจส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งส่งผลต่ออำนาจซื้อของผู้ที่ถือเงินดอลลาร์สหรัฐหรือผู้ที่มีรายได้ผูกติดกับตลาดการเงินโลก

ในขณะนี้ ลักษณะที่แน่ชัดของความเห็นต่างทางนโยบายยังคงต้องรอการยืนยัน แม้ว่านักวิเคราะห์จะคาดการณ์ถึงการเผชิญหน้า แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการปรับอัตราดอกเบี้ยหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อพิพาทภายในนี้ยังไม่มีความชัดเจน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าฝ่ายบริหารและธนาคารกลางสหรัฐฯ จะจัดการกับลำดับความสำคัญที่ขัดแย้งกันเหล่านี้อย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 02:57 UTC

ราคาทองคำในประเทศไทยยังคงที่ ณ วันที่ 14 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในประเทศไทยยังคงที่ ณ วันที่ 14 กันยายน 2569

สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำคงที่สำหรับวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 69,050 บาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในประเทศไทยยังคงที่ ณ วันที่ 14 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในประเทศไทยยังคงที่ ณ วันที่ 14 กันยายน 2569

สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำคงที่สำหรับวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 69,050 บาท

ตามข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาทองคำในประเทศของไทยยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า โดยในการประกาศครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.01 น. ทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 68,050 บาท และขายออกที่บาทละ 68,250 บาท ในขณะที่ทองรูปพรรณ 96.5% มีราคาซื้ออยู่ที่บาทละ 66,688.84 บาท และราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 69,050 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การอัปเดตราคาเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนถึงมูลค่าปัจจุบันของโลหะมีค่าในตลาดท้องถิ่น ซึ่งมักส่งผลต่อราคาขายปลีกเครื่องประดับและความเชื่อมั่นในการลงทุน ทั้งนี้ ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,353.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเป็นภาพรวมของตลาดในช่วงเช้าวันที่ 14 กันยายน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาทองคำในประเทศไทยอาจมีความผันผวนตลอดทั้งวันตามความเคลื่อนไหวของตลาดระหว่างประเทศและการประกาศเพิ่มเติมจากสมาคมฯ ผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมควรตรวจสอบข้อมูลทางการล่าสุดโดยตรงผ่านเว็บไซต์ของสมาคมหรือร้านทองที่ได้รับอนุญาต เนื่องจากสภาวะตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยยังไม่มีการยืนยันการปรับเปลี่ยนราคาเพิ่มเติมนอกเหนือจากการประกาศในช่วงเช้านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 14 กันยายน 2026, 02:15 UTC

กทม. อนุมัติงบประมาณปี 2570 รวม 9.38 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กทม. อนุมัติงบประมาณปี 2570 รวม 9.38 หมื่นล้านบาท

สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รวมกว่า 9.38 หมื่นล้านบาท โดยเน้นจัดสรรงบกลางและงบด้านโครงสร้างพื้นฐาน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กทม. อนุมัติงบประมาณปี 2570 รวม 9.38 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
กทม. อนุมัติงบประมาณปี 2570 รวม 9.38 หมื่นล้านบาท

สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รวมกว่า 9.38 หมื่นล้านบาท โดยเน้นจัดสรรงบกลางและงบด้านโครงสร้างพื้นฐาน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 สภากรุงเทพมหานครได้มีมติเห็นชอบร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมทั้งสิ้น 93,879,663,440 บาท ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand โดยนางสาวกนกวรรณ เอี่ยมลิ้ม รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมรายละเอียดเพื่อเสนอนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามประกาศใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570 เป็นต้นไป

แผนการเงินที่ได้รับอนุมัตินี้ประกอบด้วยงบกลางจำนวน 17,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรงบประมาณไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท ให้กับงานด้านโยธา การจราจร และการขนส่ง ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าวยังมีการกระจายเงินไปยังเขตต่างๆ โดยมี 10 เขตที่ได้รับงบประมาณสูงสุด

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว งบประมาณนี้สะท้อนถึงแผนการลงทุนของเมืองในการบำรุงรักษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในปีที่จะถึงนี้ แม้ว่าจะมีการกำหนดวงเงินรวมไว้แล้ว แต่รายละเอียดของโครงการเฉพาะที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากงบกลางและงบประมาณรายหน่วยงานนั้น กำลังอยู่ในระหว่างการสรุปโดยสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ผู้ที่สนใจติดตามความคืบหน้ากำลังรอการประกาศใช้ข้อบัญญัติอย่างเป็นทางการ เพื่อดูรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณในแต่ละเขตและบริการสาธารณะต่างๆ ของกรุงเทพมหานครต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 02:16 UTC

ไทยประกาศลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยประกาศลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอนุมัติการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 4 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยประกาศลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น

แหล่งข่าวเดียว
ไทยประกาศลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอนุมัติการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 4 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กบง.) ได้อนุมัติมาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 4 บาทต่อลิตรอย่างเป็นทางการ โดยการปรับเปลี่ยนนโยบายนี้มีกำหนดเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน และจะมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งทั่วประเทศ ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกขนส่งสินค้า และรถยนต์ส่วนบุคคลจำนวนมาก ดังนั้นการลดราคาหน้าโรงกลั่นมักมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพหรือลดต้นทุนของสินค้าและบริการที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางถนน แม้ว่ามาตรการนี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาขายปลีกที่ผู้บริโภคจ่ายที่สถานีบริการน้ำมันอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับภาษีเพิ่มเติม ค่าการตลาด และปัจจัยด้านกฎระเบียบอื่นๆ

ในขั้นตอนนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการลดราคาหน้าโรงกลั่นนี้จะส่งผลต่อราคาขายปลีกที่ผู้ขับขี่จ่ายที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศได้รวดเร็วและมากน้อยเพียงใด นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางด้วยรถยนต์หรือผู้ที่ติดตามค่าครองชีพในท้องถิ่นควรติดตามการอัปเดตราคาเชื้อเพลิงในพื้นที่ตลอดระยะเวลาที่มีการบังคับใช้นโยบายนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 01:35 UTC

Downy ประเทศไทยเผยยอดการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มพุ่งสูง ท่ามกลางการเติบโตของตลาด
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Downy ประเทศไทยเผยยอดการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มพุ่งสูง ท่ามกลางการเติบโตของตลาด

Procter & Gamble ประเทศไทย เปิดเผยว่าผู้บริโภคชาวไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มมากที่สุด 3 อันดับแรกของโลก โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 19,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Downy ประเทศไทยเผยยอดการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มพุ่งสูง ท่ามกลางการเติบโตของตลาด

แหล่งข่าวเดียว
Downy ประเทศไทยเผยยอดการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มพุ่งสูง ท่ามกลางการเติบโตของตลาด

Procter & Gamble ประเทศไทย เปิดเผยว่าผู้บริโภคชาวไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มมากที่สุด 3 อันดับแรกของโลก โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 19,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569

จากรายงานของข่าวสดออนไลน์ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของตลาดผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มในประเทศ แม้จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อที่ลดลง แต่ภาคส่วนนี้ยังคงเติบโตในอัตราเฉลี่ย 7% ต่อปี โดยคุณเพ็ญณัฐดา ภู่ชัยวัฒนานนท์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดของ P&G ระบุว่าคาดการณ์มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 19,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569

ข้อมูลระบุว่า 86% ของผู้บริโภคชาวไทยใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม ซึ่งทำให้ไทยครองอันดับ 3 ของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำหน้าฟิลิปปินส์ (84%) และเวียดนาม (58%) ทาง P&G ระบุว่าสาเหตุสำคัญมาจากความชื่นชอบของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่มีกลิ่นหอม เพื่อตอบรับกระแสดังกล่าว บริษัทได้ทุ่มงบการตลาด 100 ล้านบาท โดยดึง 'หลิงหลิง คอง' มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ 'Lux'

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมของกลิ่นหอมในชีวิตประจำวันและการดูแลส่วนบุคคลในประเทศไทย แม้ว่าตลาดจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มการเติบโตนี้จะคงอยู่ได้นานเพียงใดหากสภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน การลงทุนเชิงรุกของบริษัทแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความท้าทายทางการเงินในปัจจุบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 01:16 UTC

ไทยขยายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส”
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยขยายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส”

กระทรวงการคลังขยายระยะเวลาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อพยุงกำลังซื้อและสนับสนุน GDP ในไตรมาสที่ 4

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยขยายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส”

แหล่งข่าวเดียว
ไทยขยายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส”

กระทรวงการคลังขยายระยะเวลาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อพยุงกำลังซื้อและสนับสนุน GDP ในไตรมาสที่ 4

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 กระทรวงการคลังของไทยได้ตัดสินใจขยายระยะเวลาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือน การตัดสินใจนี้เป็นไปตามข้อเสนอของรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาอำนาจซื้อของผู้บริโภคและป้องกันการชะลอตัวของ GDP ในไตรมาสที่ 4

กระทรวงการคลังระบุถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการนี้เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ โครงการนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” ซึ่งมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเดือนสุดท้ายของปี นายภราดร ปริศนานันทกุล ยืนยันว่ากรอบกฎหมายที่มีอยู่เปิดทางให้สามารถโยกย้ายงบประมาณจากแผนเดิมมาสนับสนุนการขยายโครงการนี้ได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว นโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก แม้ว่าการขยายโครงการจะมีจุดประสงค์เพื่อรักษาความคึกคักทางเศรษฐกิจ แต่รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการจัดสรรเงินทุนหรือผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมว่ามาตรการเหล่านี้อาจส่งผลต่อสภาวะตลาดในท้องถิ่นหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 00:56 UTC

ไทยยกระดับท่าเรือระนองและสงขลาเพื่อส่งเสริมการค้าทางทะเล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยยกระดับท่าเรือระนองและสงขลาเพื่อส่งเสริมการค้าทางทะเล

กระทรวงคมนาคมร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อยกระดับท่าเรือระนองและสงขลา รวมถึงการติดตั้งเครน STS ใหม่

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยยกระดับท่าเรือระนองและสงขลาเพื่อส่งเสริมการค้าทางทะเล

แหล่งข่าวเดียว
ไทยยกระดับท่าเรือระนองและสงขลาเพื่อส่งเสริมการค้าทางทะเล

กระทรวงคมนาคมร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อยกระดับท่าเรือระนองและสงขลา รวมถึงการติดตั้งเครน STS ใหม่

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 กระทรวงคมนาคมของไทยได้ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่ท่าเรือระนองและท่าเรือสงขลา โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการติดตั้งเครนยกตู้สินค้าหน้าท่า (STS) ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ตั้งใจจะเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางการค้าทั้งในฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้แสดงถึงความพยายามเชิงกลยุทธ์ในการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์และอาจเพิ่มปริมาณสินค้าที่ขนส่งผ่านศูนย์กลางทางภาคใต้เหล่านี้ แม้ว่าการยกระดับนี้มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าทางทะเล แต่ยังคงต้องติดตามว่าการติดตั้งเหล่านี้จะเสร็จสมบูรณ์เมื่อใดและจะมีผลกระทบเฉพาะเจาะจงอย่างไรต่อการจราจรในท่าเรือท้องถิ่นหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดการของโครงการและขอบเขตทั้งหมดของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 15 กันยายน 2026, 14:20 UTC