ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
เศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ✦
ความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย ✦
ความปลอดภัย ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน ✦
กีฬา ‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ✦
เทคโนโลยี พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร ✦
ทั่วไป ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานการณ์น้ำท่วมหนัก เหตุคลองเต็มความจุ ✦
ความปลอดภัย น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มรุนแรงในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ✦
กีฬา ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ไทยผ่านเข้ารอบศึกบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย ✦
กีฬา “บิว” ภูริพล ลมกรดไทยคว้าทองวิ่ง 100 เมตร เอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติการแข่งขัน ✦
กีฬา ครีเอเตอร์เกมชื่อดังเตือนภัย หลังถูกนักแข่งโปรลีกยืมเงินแสนแล้วไม่คืน ✦
เศรษฐกิจ

ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางประเภทอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด มาตรการทางการคลังนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในครัวเรือน ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อค่าครองชีพรายวันได้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศอาจสังเกตเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจทางอ้อมจากราคาเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์พลังงาน

แม้ว่าการระงับภาษีนี้มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในทันที แต่ระยะเวลาที่แน่นอนของมาตรการลดหย่อนภาษีนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทางการยังไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดนโยบายที่ชัดเจน และยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบทางการคลังต่องบประมาณของประเทศอย่างครบถ้วน ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระยะเวลาของมาตรการยกเว้นภาษีนี้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบด้านราคาเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นตามสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

ความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

ในขณะที่ประเทศไทยเผชิญกับช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง นักวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมและกำหนดเวลาที่จำเป็นต้องอพยพ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับฝนที่ตกต่อเนื่องและยาวนาน เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไทยอาจนำไปสู่การสะสมของน้ำในปริมาณมาก ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงเชิงรุกสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

คำแนะนำมุ่งเน้นไปที่การระบุตัวบ่งชี้เฉพาะที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ได้ถึงระดับวิกฤตซึ่งจำเป็นต้องมีการอพยพเพื่อความปลอดภัย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมความพร้อมส่วนบุคคลในช่วงฤดูฝน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการติดตามระดับน้ำในพื้นที่และคำเตือนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือที่สุดในการประเมินความรุนแรงของสถานการณ์

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อมูลนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบทั่วไปสำหรับการสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง ไม่ใช่คำสั่งฉุกเฉินเฉพาะเจาะจง เกณฑ์ในการตัดสินว่าเมื่อใดที่การอพยพกลายเป็นเรื่องบังคับอาจแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์ท้องถิ่น โครงสร้างพื้นฐาน และความรุนแรงของปริมาณน้ำฝน ณ ปัจจุบัน คำสั่งอพยพเฉพาะยังคงขึ้นอยู่กับการประเมินแบบเรียลไทม์โดยหน่วยงานท้องถิ่น ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ควรติดตามข้อมูลผ่านช่องทางที่เป็นทางการ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ เพื่อยืนยันสถานะของสถานที่ที่ตนอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

ความปลอดภัย

ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

ทางการท้องถิ่นในจังหวัดปทุมธานีได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจกจ่ายกระสอบทราย 3,000 ใบให้แก่ประชาชนเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ทางการจังหวัดปทุมธานี นำโดยนายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง ได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมขึ้นที่วัดแสงสรรค์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชนที่กำลังเผชิญกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้มอบกระสอบทรายจำนวน 3,000 ใบ โดยมีจิตอาสาและคนในชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันกรอกและขนย้ายกระสอบทรายเพื่อนำไปช่วยชาวบ้านเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือน ขณะนี้ศูนย์ดังกล่าวเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำและประสานงานด้านสิ่งของบรรเทาทุกข์

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามอย่างจริงจังในการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัย แม้ว่าสถานการณ์จะอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้เขตคลองหลวงควรเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับระดับน้ำ ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่าภัยคุกคามจากน้ำท่วมจะคงอยู่นานเพียงใดและจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมหรือไม่หากระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีการดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

กีฬา

‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

ได้รับการยืนยัน
‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

สมเกียรติ จันทรา นักบิดชาวไทย เตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ที่ประเทศอิตาลี

ตามรายงานจาก Thai Post สมเกียรติ จันทรา นักบิดชื่อดังชาวไทย กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ประเทศอิตาลี

สำหรับแฟนกีฬาและผู้ติดตามวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย การปรากฏตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพนักแข่งของสมเกียรติ ในขณะที่เขาก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกอย่างเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สนามเครโมน่า เซอร์กิต ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความท้าทายทางเทคนิคของสนาม จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับนักบิดไทยในการประชันฝีมือกับคู่แข่งระดับนานาชาติ

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้อยู่อาศัยที่สนใจในกีฬามอเตอร์สปอร์ต เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของนักกีฬาไทยในเวทีระดับโลก แม้ว่าความตื่นเต้นเกี่ยวกับการเข้าร่วมแข่งขันจะมีสูง แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเวลาในการควอลิฟายและผลการแข่งขันยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการต่อไป ผู้ชมที่วางแผนจะติดตามการแข่งขันควรตรวจสอบข้อมูลอัปเดตจากทางรายการอย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนตารางเวลาที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศหรือสภาพสนาม การเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำสำหรับแฟนกีฬาชาวไทยที่ต้องการส่งกำลังใจให้ตัวแทนของชาติในการแข่งขันบนสนามแข่งในยุโรป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:17 UTC

เทคโนโลยี

พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

แหล่งข่าวเดียว
พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

พระพยอม กัลยาโณ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาสมุนไพรบนโซเชียลมีเดียที่ใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอแอบอ้างชื่อท่านเพื่อหลอกขายสินค้า

ข้อมูลเท็จจาก AI

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พระพยอม กัลยาโณ ได้ออกมาเตือนภัยประชาชนเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด โดยระบุว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอปลอม (Deepfake) เพื่อแอบอ้างว่าท่านเป็นผู้แนะนำสมุนไพรต่างๆ ว่าสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด

คำชี้แจงจากพระพยอม

พระพยอมได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือโฆษณาสมุนไพรเหล่านั้น โดยท่านย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลของคำกล่าวอ้างดังกล่าว เนื่องจากท่านไม่มีความรู้ด้านเภสัชกรรมและไม่มีความสามารถในการผลิตยา พร้อมทั้งขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงและอย่าหลงเชื่อโฆษณาออนไลน์ที่หลอกลวงเหล่านี้

ผลกระทบและการตรวจสอบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของมิจฉาชีพที่ใช้ AI บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบความถูกต้องของคำแนะนำด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะหรือผู้นำทางศาสนา ทั้งนี้ ยังต้องรอการยืนยันว่าเพจโซเชียลมีเดียใดบ้างที่เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อผู้กระทำผิดหรือไม่ ผู้บริโภคควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตสำหรับปัญหาสุขภาพ แทนการเชื่อถือคำกล่าวอ้างบนโซเชียลมีเดีย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

ทั่วไป

ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานการณ์น้ำท่วมหนัก เหตุคลองเต็มความจุ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานการณ์น้ำท่วมหนัก เหตุคลองเต็มความจุ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่าฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้คลองหลายแห่งเต็มความจุ ส่งผลให้การระบายน้ำในกรุงเทพฯ ทำได้ยากขึ้น

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณคลองประเวศบุรีรมย์และบึงหนองบอน หลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งในบางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสูงกว่า 150 มิลลิเมตร ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่าปัญหาหลักในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องท่อระบายน้ำอุดตัน แต่เป็นเพราะเครือข่ายคลองของเมืองเต็มความจุ ทำให้ไม่สามารถรับน้ำเพิ่มได้

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ใกล้เคียงริมคลองต่อไปอีกระยะหนึ่ง นายชัชชาติระบุว่าแม้เครื่องสูบน้ำจะทำงานเต็มกำลัง แต่ด้วยปริมาณน้ำมหาศาลทำให้การระบายน้ำทำได้ยาก โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งกำจัดขยะและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมเตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เพิ่มเติมในจุดวิกฤต

นายชัชชาติเน้นย้ำว่าเจ้าหน้าที่ กทม. จะปฏิบัติงานตลอดทั้งคืนเนื่องจากพยากรณ์อากาศคาดว่าจะมีฝนตกต่อเนื่อง แม้ทางเมืองจะพยายามบริหารจัดการระดับน้ำอย่างเต็มที่ แต่ประสิทธิภาพของการระบายน้ำยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนที่ตกลงมา ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ริมคลองติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการสัญจรในพื้นที่ดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ทั้งนี้ ระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:55 UTC

ความปลอดภัย

น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มรุนแรงในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มรุนแรงในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี

ฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในจังหวัดจันทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงกว้าง

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี กำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตหลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ตำบลขุนซ่อง ตำบลพวา และตำบลสามพี่น้องอย่างหนัก

เหตุการณ์น่าสลดใจคือดินถล่มทับกุฏิพระในสำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ส่งผลให้มีพระมรณภาพ 1 รูป นอกจากนี้ น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน สวนผลไม้ และเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ โดยเฉพาะถนนสายรอง เช่น ถนนหน้าวัดธรรมทาน และถนนเชื่อมต่อบ้านเขาป้อมไปยังบ้านวังอีแอ่น ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถสัญจรได้เนื่องจากระดับน้ำสูง แม้ว่าถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นเส้นทางหลักจะยังคงใช้งานได้ แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครกู้ภัย กำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเน้นการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและการอพยพผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงอันตรายในการสัญจรบนถนนสายรองในพื้นที่ช่วงสภาพอากาศรุนแรง ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่ากระบวนการฟื้นฟูจะใช้เวลานานเท่าใด และจะมีฝนตกลงมาเพิ่มจนทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นอีกหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:55 UTC

กีฬา

ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ไทยผ่านเข้ารอบศึกบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย

แหล่งข่าวเดียว
ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ไทยผ่านเข้ารอบศึกบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย

แม้จะพ่ายแพ้ 2 นัด แต่ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ของไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของการแข่งขันบาสเกตบอลนักเรียนเอเชียได้สำเร็จ โดยทำคะแนนรวมได้สูงสุด

ตามรายงานจาก Matichon Online ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ของไทยประสบความสำเร็จในการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของการแข่งขันบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย แม้ว่าทีมจะพ่ายแพ้ไป 2 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็สามารถคว้าอันดับที่ 2 ของกลุ่มมาครองได้สำเร็จ เนื่องจากมีคะแนนรวมสูงกว่าคู่แข่งทีมอื่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในกีฬาในท้องถิ่น ผลการแข่งขันนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขันและความมุ่งมั่นของทีมไทยในรายการระดับภูมิภาค ความสามารถของทีมในการผ่านเข้ารอบแม้จะพบกับอุปสรรคเน้นย้ำถึงความสำคัญของผลต่างคะแนนในรูปแบบ 3x3 ซึ่งมักจะให้รางวัลแก่ความสม่ำเสมอในการทำคะแนน แม้ว่าผลการแข่งขันในบางนัดจะไม่เป็นใจก็ตาม

ในขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับคู่แข่งในรอบถัดไปหรือตารางการแข่งขันที่แน่นอน แฟนกีฬาและผู้ติดตามสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการของการแข่งขันเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของทีมในรอบต่อไป ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักกีฬานักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันในขณะที่พวกเขายังคงเป็นตัวแทนของประเทศไทยบนเวทีระดับนานาชาติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:50 UTC

กีฬา

“บิว” ภูริพล ลมกรดไทยคว้าทองวิ่ง 100 เมตร เอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติการแข่งขัน

แหล่งข่าวเดียว
“บิว” ภูริพล ลมกรดไทยคว้าทองวิ่ง 100 เมตร เอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติการแข่งขัน

ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาทีมชาติไทย คว้าเหรียญทองวิ่ง 100 เมตร ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 พร้อมสร้างสถิติใหม่ของการแข่งขัน

“บิว” ภูริพล บุญสอน นักวิ่งลมกรดทีมชาติไทย สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากรายงานของข่าวสดออนไลน์ ภูริพลเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 9.90 วินาที ซึ่งถือเป็นการทำลายสถิติการแข่งขันในรายการนี้

หลังจบการแข่งขัน ภูริพลได้แสดงความดีใจด้วยท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ของ มาเตอุส คุนญา กองหน้าจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเจ้าตัวเผยว่าท่าดังกล่าวเกิดขึ้นเองโดยฉับพลันในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ สำหรับแฟนกีฬาและประชาชนในประเทศไทย ผลงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์กรีฑาของชาติ

สำหรับการแข่งขันในรายการถัดไป ภูริพลยังมีโปรแกรมลงแข่งขันอีก 2 รายการ คือ วิ่ง 200 เมตร และวิ่งผลัด 4x100 เมตรชาย โดยนักกรีฑาหนุ่มได้เปรยว่าหากคว้าเหรียญทองเพิ่มได้อีก อาจจะเปลี่ยนท่าดีใจเป็นท่าอื่น แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกท่าของใคร แม้ว่าฟอร์มการวิ่งในปัจจุบันจะยอดเยี่ยมมาก แต่แฟนกีฬาและผู้ติดตามต่างรอลุ้นว่าเขาจะสามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้หรือไม่ในการแข่งขันที่เหลือ ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติและสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นของนักกีฬาไทยในระดับทวีป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:55 UTC

กีฬา

ครีเอเตอร์เกมชื่อดังเตือนภัย หลังถูกนักแข่งโปรลีกยืมเงินแสนแล้วไม่คืน

แหล่งข่าวเดียว
ครีเอเตอร์เกมชื่อดังเตือนภัย หลังถูกนักแข่งโปรลีกยืมเงินแสนแล้วไม่คืน

กิตงาย ครีเอเตอร์เกมชื่อดังชาวไทย ได้ออกมาเปิดเผยผ่านคลิปวิดีโอว่านักแข่งอีสปอร์ตระดับโปรลีกรายหนึ่งไม่ยอมคืนเงินที่ยืมไปจำนวน 100,000 บาท แม้ว่าจะมีการทำสัญญากันไว้แล้วก็ตาม

กฤษฎา 'กิตงาย' ปิมลื้อ ครีเอเตอร์เกมชื่อดังและอดีตนักแข่งและโค้ช RoV มืออาชีพ ได้ออกมาแบ่งปันประสบการณ์เตือนภัยเกี่ยวกับข้อพิพาททางการเงินกับนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพอีกรายหนึ่ง ในคลิปวิดีโอที่ทำร่วมกับครีเอเตอร์อย่าง 'ใจร้าว' และ 'Chicken V' กิตงายเปิดเผยว่าเขาได้ให้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่นักแข่งที่มีโปรไฟล์น่าเชื่อถือหลังจากที่บุคคลดังกล่าวมาขอยืมเงิน

แม้ว่าจะมีการทำสัญญายืมเงินอย่างเป็นทางการ แต่กิตงายระบุว่าเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปีแล้วแต่เขายังไม่ได้รับเงินคืนแม้แต่บาทเดียว พร้อมระบุว่าผู้ยืมได้หยุดตอบข้อความของเขาไปแล้ว กิตงายแสดงความกังวลว่าผู้อื่น รวมถึงแฟนคลับที่อาจไม่ทราบถึงพฤติกรรมส่วนตัวของนักแข่งรายนี้ อาจถูกสถานะทางอาชีพของนักกีฬาคนดังกล่าวทำให้หลงเชื่อได้ เขาเน้นย้ำว่าจุดประสงค์ของคลิปนี้คือเพื่อเตือนชุมชนเกมให้ระมัดระวังเรื่องการให้ผู้อื่นยืมเงิน แม้จะเป็นบุคคลที่มีโปรไฟล์ทางอาชีพที่ดูน่าเชื่อถือก็ตาม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ติดตามวงการอีสปอร์ตไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินส่วนบุคคล โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงสาธารณะของบุคคลนั้นๆ แม้กิตงายจะอ้างว่าอาจมีผู้อื่นที่ได้รับผลกระทบจากบุคคลเดียวกันนี้ แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยัน ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยชื่อของผู้ยืมต่อสาธารณะ และสถานะทางกฎหมายของสัญญายืมเงินยังคงเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคู่กรณี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:56 UTC

Chery Group ฉลองความสำเร็จการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครบ 20,000 คันในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Chery Group ฉลองความสำเร็จการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครบ 20,000 คันในประเทศไทย

Chery Group ประกาศความสำเร็จในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครบ 20,000 คันที่โรงงานในจังหวัดระยองภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Chery Group ฉลองความสำเร็จการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครบ 20,000 คันในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
Chery Group ฉลองความสำเร็จการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครบ 20,000 คันในประเทศไทย

Chery Group ประกาศความสำเร็จในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครบ 20,000 คันที่โรงงานในจังหวัดระยองภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ Chery Group ได้บรรลุหมุดหมายสำคัญด้านการผลิตในประเทศไทย โดยสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ครบ 20,000 คันที่โรงงานในจังหวัดระยองภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน นายเซดริก ซุย ประธาน Chery Group (ประเทศไทย) กล่าวว่าความสำเร็จนี้สะท้อนถึงรากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวของบริษัทในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยในประเทศไทย การพัฒนานี้บ่งชี้ถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในท้องถิ่น การมีรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเพิ่มมากขึ้นอาจส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดและการเข้าถึงบริการสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า บริษัทระบุว่าความสำเร็จนี้เกิดจากความทุ่มเทของพนักงานชาวไทย รวมถึงทีมวิศวกรรมและทีมตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพของบุคลากรไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

แม้ว่าตัวเลขยอดการผลิตจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดบางประการที่ยังต้องรอความชัดเจน บริษัทไม่ได้ระบุรายละเอียดของรุ่นรถยนต์ที่รวมอยู่ในยอด 20,000 คันนี้ และยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่ากำลังการผลิตนี้จะส่งผลต่อราคาขายปลีกในอนาคตหรือการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จสำหรับผู้บริโภคอย่างไร ในขณะที่ภาคยานยนต์ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตราการผลิตนี้ไว้ได้อย่างไร และสิ่งนี้จะนำไปสู่การยอมรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่กว้างขวางขึ้นทั่วประเทศหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 09:57 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 850 บาทต่อบาททองคำ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 850 บาทต่อบาททองคำ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 สมาคมค้าทองคำรายงานว่าราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ณ เวลา 14.18 น. ตามเวลาท้องถิ่น ราคาทองรูปพรรณปรับตัวเพิ่มขึ้น 850 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาขายอยู่ที่ 69,050 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำมักถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้วัดความรู้สึกทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น เนื่องจากทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนและการออมที่ได้รับความนิยมในประเทศ แม้ว่าการปรับตัวขึ้นของราคาในครั้งนี้จะสะท้อนถึงความเคลื่อนไหวของตลาดในปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาทองคำมีความผันผวนสูงและอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตามสภาวะตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรทราบว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นอัตราอย่างเป็นทางการที่สมาคมค้าทองคำประกาศ ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายทองคำควรตรวจสอบราคาล่าสุดโดยตรงผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตหรือช่องทางอย่างเป็นทางการของสมาคม เนื่องจากราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันทำการ ในขณะนี้ ผลกระทบระยะยาวของการปรับราคาขึ้นในครั้งนี้ต่อตลาดค้าปลีกในวงกว้างยังคงต้องติดตามต่อไป และประชาชนควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบความคืบหน้าเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 07:40 UTC

เสนอแผนยกระดับท่าเรือภาคใต้ของไทยเพื่อกระตุ้นการค้าโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เสนอแผนยกระดับท่าเรือภาคใต้ของไทยเพื่อกระตุ้นการค้าโลก

นายสรรเพชญ บุญญามณี สส. ผลักดันการพัฒนาท่าเรือระนองและสงขลาเพื่อเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงการค้าในระดับสากล

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เสนอแผนยกระดับท่าเรือภาคใต้ของไทยเพื่อกระตุ้นการค้าโลก

แหล่งข่าวเดียว
เสนอแผนยกระดับท่าเรือภาคใต้ของไทยเพื่อกระตุ้นการค้าโลก

นายสรรเพชญ บุญญามณี สส. ผลักดันการพัฒนาท่าเรือระนองและสงขลาเพื่อเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงการค้าในระดับสากล

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ผลักดันให้มีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลในภาคใต้ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การยกระดับท่าเรือระนองซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งทะเลอันดามัน และท่าเรือสงขลาซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งอ่าวไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อเสนอนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนศูนย์กลางชายฝั่งเหล่านี้ให้เป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญสำหรับการค้าโลก การปรับปรุงประสิทธิภาพและความสามารถของท่าเรือจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งสินค้าไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ผู้สนับสนุนโครงการระบุว่าการยกระดับนี้อาจนำไปสู่กิจกรรมด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น และอาจสร้างโอกาสในการจ้างงานใหม่ๆ ในจังหวัดภาคใต้

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนของการเสนอแผน รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาการก่อสร้าง งบประมาณรวม และการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ ในขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณาแผนงานเหล่านี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการยืนยันเพิ่มเติมว่าการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะถูกบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับชาติอย่างไร นักท่องเที่ยวควรทราบว่าแม้การพัฒนาเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อการดำเนินงานของท่าเรือหรือการเดินทางในพื้นที่ดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 09:59 UTC

กรรมการ กสทช. 3 ท่าน จี้ตรวจสอบกองทุน USO มูลค่า 5.4 พันล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรรมการ กสทช. 3 ท่าน จี้ตรวจสอบกองทุน USO มูลค่า 5.4 พันล้านบาท

กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 3 ท่าน ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการเพื่อขอให้มีการตรวจสอบโครงการกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) มูลค่า 5.4 พันล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรรมการ กสทช. 3 ท่าน จี้ตรวจสอบกองทุน USO มูลค่า 5.4 พันล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
กรรมการ กสทช. 3 ท่าน จี้ตรวจสอบกองทุน USO มูลค่า 5.4 พันล้านบาท

กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 3 ท่าน ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการเพื่อขอให้มีการตรวจสอบโครงการกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) มูลค่า 5.4 พันล้านบาท

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ได้เกิดความตึงเครียดภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยกรรมการจำนวน 3 ท่านได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการจัดสรรเงินกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) มูลค่า 5.4 พันล้านบาท

กรรมการที่เกี่ยวข้องกับคำร้องดังกล่าวเน้นย้ำว่าการดำเนินการของพวกเขาเกิดจากความมุ่งมั่นในความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารงาน ไม่ใช่การเล่นเกมการเมือง โดยระบุว่าเป้าหมายหลักคือเพื่อให้มั่นใจว่าคณะกรรมการจะสามารถจัดการประชุมและปฏิบัติหน้าที่ตามกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่คำนึงถึงพลวัตภายในหรือวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการท่านอื่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากกองทุน USO มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ การหยุดชะงักหรือการบริหารจัดการเงินกองทุนที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพหรือการขยายตัวของบริการดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง

ในขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งเสมอยังไม่ได้รับการยืนยัน และยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารของ กสทช. จะตอบสนองต่อคำร้องขอให้มีการตรวจสอบอย่างไร หรือจะใช้กลไกใดในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจำนวน 5.4 พันล้านบาทนี้ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่คณะกรรมการดำเนินการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องภายในเรื่องความรับผิดชอบดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 09:36 UTC

คาดการณ์ความผันผวนของราคาทองคำท่ามกลางการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

คาดการณ์ความผันผวนของราคาทองคำท่ามกลางการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์จาก GCAP GOLD คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 4,200–4,435 ดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ตลาดรอผลการตัดสินใจด้านนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

คาดการณ์ความผันผวนของราคาทองคำท่ามกลางการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
คาดการณ์ความผันผวนของราคาทองคำท่ามกลางการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์จาก GCAP GOLD คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 4,200–4,435 ดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ตลาดรอผลการตัดสินใจด้านนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand บริษัท GCAP GOLD ได้คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะยังคงมีความผันผวนตลอดทั้งสัปดาห์ โดยจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 4,200 ถึง 4,435 ดอลลาร์ ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของตลาดในครั้งนี้คือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15–16 กันยายน โดยคาดว่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ของ GCAP GOLD ระบุว่า แม้ตลาดจะรับรู้ถึงโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปมากแล้ว แต่นักลงทุนยังคงจับตาดู Dot Plot และถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการของประธานเฟดอย่างใกล้ชิด ตัวชี้วัดเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงแนวทางนโยบายระยะยาวของธนาคารกลาง หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามที่คาดการณ์ไว้แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นเพิ่มเติม ราคาทองคำก็มีโอกาสฟื้นตัวได้ ในทางกลับกัน หาก Dot Plot ส่งสัญญาณถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันราคาทองคำในระยะสั้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระดับโลกที่กว้างขึ้น แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่สำคัญ แต่ความไม่แน่นอนในปัจจุบันเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารทางการเงินระหว่างประเทศ นักลงทุนควรสังเกตว่าราคาทองคำสามารถสร้างฐานที่มั่นคงเหนือระดับ 4,280 ดอลลาร์ได้หรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเพิ่มเติม ทั้งนี้ ความชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับผลการประชุมอย่างเป็นทางการของเฟด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 09:37 UTC

กลุ่มอัลไลประกาศแผนขยายโครงการไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ครั้งใหญ่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กลุ่มอัลไลประกาศแผนขยายโครงการไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ครั้งใหญ่

กลุ่มอัลไลวางแผนเพิ่มจำนวนโครงการไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ให้ครบ 26 แห่งภายใน 5 ปี โดยตั้งเป้าหมายมูลค่าสินทรัพย์รวมไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กลุ่มอัลไลประกาศแผนขยายโครงการไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ครั้งใหญ่

แหล่งข่าวเดียว
กลุ่มอัลไลประกาศแผนขยายโครงการไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ครั้งใหญ่

กลุ่มอัลไลวางแผนเพิ่มจำนวนโครงการไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ให้ครบ 26 แห่งภายใน 5 ปี โดยตั้งเป้าหมายมูลค่าสินทรัพย์รวมไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 กลุ่มอัลไลได้เปิดเผยแผนกลยุทธ์ในการขยายพอร์ตโฟลิโอโครงการไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้อย่างจริงจัง โดยบริษัทตั้งใจที่จะเพิ่มทุน ขยายการลงทุน และปรับโฉมแบรนด์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น

กลุ่มบริษัทได้ตั้งเป้าหมายระยะเวลา 5 ปีในการขยายโครงการให้ครอบคลุมถึง 26 แห่ง โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสินทรัพย์รวมแตะระดับ 2 หมื่นล้านบาท กลยุทธ์การขยายตัวนี้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับประสบการณ์ในไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ ซึ่งโดยปกติจะประกอบด้วยพื้นที่ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งชุมชนในพื้นที่และผู้มาเยือน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงโอกาสที่จะมีศูนย์กลางชุมชนที่ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่ายเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ พื้นที่เหล่านี้มักทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่สะดวกสบายสำหรับการทำธุระประจำวัน การพบปะสังสรรค์ และการรับประทานอาหาร

แม้ว่าบริษัทจะระบุเป้าหมายการเติบโตและเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของโครงการใหม่และกรอบเวลาในการพัฒนาแต่ละแห่งยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสาธารณชนจำเป็นต้องติดตามประกาศในอนาคตเพื่อดูว่าแผนงานเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงอย่างไร และพื้นที่ใดบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 09:36 UTC

ttb ผนึก OR เปิดตัว Fleet Card บัตรเดียวจัดการได้ทั้งเติมน้ำมันและชาร์จรถ EV
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ttb ผนึก OR เปิดตัว Fleet Card บัตรเดียวจัดการได้ทั้งเติมน้ำมันและชาร์จรถ EV

ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ร่วมมือกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดตัวบัตร Fleet Card รูปแบบใหม่ที่รวมการจัดการค่าใช้จ่ายทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไว้ในบัตรเดียว

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ttb ผนึก OR เปิดตัว Fleet Card บัตรเดียวจัดการได้ทั้งเติมน้ำมันและชาร์จรถ EV

แหล่งข่าวเดียว
ttb ผนึก OR เปิดตัว Fleet Card บัตรเดียวจัดการได้ทั้งเติมน้ำมันและชาร์จรถ EV

ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ร่วมมือกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดตัวบัตร Fleet Card รูปแบบใหม่ที่รวมการจัดการค่าใช้จ่ายทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไว้ในบัตรเดียว

จากรายงานของข่าวสดออนไลน์ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้ร่วมมือกันยกระดับ 'ttb fleet card' เพื่อเป็นโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายสำหรับทั้งรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้อย่างครบวงจรผ่านบัตรใบเดียว

นางกนกพร จูฑา ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ttb และนายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR เปิดเผยว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานยุคใหม่ โดย ttb ระบุว่าเป็นธนาคารแรกในไทยที่รวมการเติมน้ำมันที่สถานีบริการ PTT Station และการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าผ่านเครือข่าย EV Station PluZ ไว้ในโซลูชันเดียว

สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่บริหารจัดการรถยนต์ในประเทศไทย การพัฒนานี้อาจช่วยลดความซับซ้อนของกระบวนการทางธุรการและการติดตามค่าใช้จ่าย ในขณะที่ประเทศกำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง การรวมศูนย์การชำระเงินจะช่วยให้บริษัทต่างๆ บริหารจัดการรถยนต์ที่ใช้พลังงานผสมผสานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามดูว่าบัตรนี้จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากน้อยเพียงใด และจะมีฟีเจอร์การรายงานข้อมูลแบบใดบ้างที่จะช่วยให้ผู้จัดการกองรถสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ดียิ่งขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 09:38 UTC

บริษัทที่นอนญี่ปุ่นจัดแข่งสุดแปลก นอนหลับ 90 นาที ชิงเงินรางวัล 4.8 แสนบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บริษัทที่นอนญี่ปุ่นจัดแข่งสุดแปลก นอนหลับ 90 นาที ชิงเงินรางวัล 4.8 แสนบาท

บริษัทที่นอนในญี่ปุ่นจัดการแข่งขันประชันการนอนหลับในกรุงโตเกียว โดยมีเงินรางวัลสูงถึง 480,000 บาท สำหรับผู้ที่ทำคะแนนการนอนได้ดีที่สุด

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บริษัทที่นอนญี่ปุ่นจัดแข่งสุดแปลก นอนหลับ 90 นาที ชิงเงินรางวัล 4.8 แสนบาท

แหล่งข่าวเดียว
บริษัทที่นอนญี่ปุ่นจัดแข่งสุดแปลก นอนหลับ 90 นาที ชิงเงินรางวัล 4.8 แสนบาท

บริษัทที่นอนในญี่ปุ่นจัดการแข่งขันประชันการนอนหลับในกรุงโตเกียว โดยมีเงินรางวัลสูงถึง 480,000 บาท สำหรับผู้ที่ทำคะแนนการนอนได้ดีที่สุด

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand บริษัทที่นอนในญี่ปุ่นได้ประกาศจัดการแข่งขันสุดแปลกภายใต้ชื่อ 'Mattrace by Koala' ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ ที่กรุงโตเกียว โดยผู้เข้าแข่งขันจะชิงเงินรางวัลสูงถึง 2.22 ล้านเยน หรือประมาณ 480,000 บาท ซึ่งตัวเลขเงินรางวัลนี้ยังเป็นการเล่นคำกับเสียง 'Zzz' ที่มักใช้แทนเสียงกรนอีกด้วย

การแข่งขันนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่ความยาวนานในการนอน แต่เน้นการประเมินคุณภาพการนอนหลับ โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องสวมอุปกรณ์ติดตามการนอนหลับขณะนอนบนที่นอนของบริษัทเป็นเวลา 90 นาที ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ที่จะคำนวณคะแนนจากระดับความลึกของการนอน ระยะเวลาที่ใช้ในการหลับ และความต่อเนื่องของการนอนตลอดทั้ง 3 รอบ นอกจากรางวัลใหญ่แล้ว ยังมีรางวัลพิเศษสำหรับผู้ที่นอนหลับได้ลึกเป็นพิเศษหรือมีท่านอนที่แปลกใหม่ โดยผู้เข้าแข่งขันจะได้ทำกิจกรรมวอร์มอัพก่อนเริ่มการนอนจริง

สำหรับผู้อยู่อาศัยหรือนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องสุขภาพการนอนหลับ กิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นในด้านเทคโนโลยีการนอนและการพักผ่อนที่อ้างอิงจากข้อมูล แม้ว่าการแข่งขันจะนำเสนอแง่มุมที่สนุกสนานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การนอนหลับ แต่ยังคงต้องติดตามว่าอัลกอริทึมการให้คะแนนจะถูกนำไปใช้กับสรีระที่แตกต่างกันอย่างไร ผู้ที่สนใจเข้าร่วมควรทราบว่าการแข่งขันนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิ์ของผู้เข้าแข่งขันจากต่างประเทศหรือข้อกำหนดในการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ไม่ได้พำนักในญี่ปุ่นยังไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 09:38 UTC

ไทยพิจารณาเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป 30%
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยพิจารณาเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป 30%

กระทรวงการคลังของไทยกำลังประเมินข้อเสนอเพื่อจัดเก็บภาษีสรรพสามิต 30% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้า เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตภายในประเทศ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยพิจารณาเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป 30%

แหล่งข่าวเดียว
ไทยพิจารณาเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป 30%

กระทรวงการคลังของไทยกำลังประเมินข้อเสนอเพื่อจัดเก็บภาษีสรรพสามิต 30% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้า เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตภายในประเทศ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 กระทรวงการคลังของไทยกำลังพิจารณานโยบายภาษีสรรพสามิตใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้ามาทั้งคัน โดยมาตรการที่เสนอจะกำหนดอัตราภาษีนำเข้าไว้ที่ 30%

ความคิดริเริ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ในการจูงใจให้บริษัทรถยนต์ระหว่างประเทศเข้ามาตั้งฐานการผลิตและประกอบในประเทศไทย การทำให้รถยนต์ที่นำเข้าทั้งคันมีราคาสูงขึ้น รัฐบาลมุ่งหวังที่จะผลักดันอุตสาหกรรมไปสู่การผลิตภายในประเทศ ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างสถานะของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้อาจส่งผลต่อราคาและความพร้อมจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนำเข้าในตลาดไทยในอนาคต หากมีการนำมาตรการนี้ไปใช้จริง ผู้บริโภคอาจเห็นราคาของรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคันปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่รุ่นที่ประกอบในประเทศอาจมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคามากขึ้นหรือหาซื้อได้ง่ายขึ้น

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือข้อเสนอนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้ข้อสรุปหรือประกาศใช้เป็นกฎหมาย รายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการ ข้อยกเว้นที่เป็นไปได้ หรือเกณฑ์เฉพาะสำหรับผู้ผลิตยังคงต้องรอการยืนยันจากกระทรวงการคลัง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนทางภาษีที่อาจเกิดขึ้นนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 09:17 UTC

ความผันผวนของราคาทองคำในไทย: ภาพรวมตลาดเดือนกันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ความผันผวนของราคาทองคำในไทย: ภาพรวมตลาดเดือนกันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยมีความผันผวนอย่างมากระหว่างวันที่ 2 ถึง 11 กันยายน 2569 โดยมีการปรับตัวขึ้นลงถึง 1,900 บาทภายในสิบวันทำการ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ความผันผวนของราคาทองคำในไทย: ภาพรวมตลาดเดือนกันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ความผันผวนของราคาทองคำในไทย: ภาพรวมตลาดเดือนกันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยมีความผันผวนอย่างมากระหว่างวันที่ 2 ถึง 11 กันยายน 2569 โดยมีการปรับตัวขึ้นลงถึง 1,900 บาทภายในสิบวันทำการ

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ราคาทองคำในประเทศปี 2569 มีความผันผวนสูง โดยราคาปรับเปลี่ยนหลายครั้งต่อวัน ข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยระบุว่าระหว่างวันที่ 2 ถึง 11 กันยายน 2569 ราคาทองคำแท่งมีความเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 67,900 บาท ถึง 69,800 บาท

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ตลาดเปิดด้วยราคาที่ปรับลดลง 1,150 บาท อยู่ที่ 67,900 บาท ก่อนจะปรับตัวขึ้นไปแตะ 69,800 บาทในวันที่ 4 กันยายน และปรับลดลงมาอยู่ที่ 68,000 บาทในวันที่ 11 กันยายน นักวิเคราะห์ระบุว่าปัจจัยเบื้องหลังความผันผวนนี้มาจากอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความผันผวนนี้หมายความว่าราคาทองคำอาจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยอาจมีความแตกต่างของราคาตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทระหว่างช่วงเช้าและช่วงบ่าย ผู้ที่กำลังพิจารณาเทรดทองคำออนไลน์ควรใช้ความระมัดระวังและศึกษาเงื่อนไขของตลาดอย่างละเอียดก่อนเริ่มซื้อขาย แม้ว่านักวิเคราะห์จะมีการคาดการณ์กรอบราคาไว้หลายแนวทาง แต่ตลาดก็ยังคงมีความอ่อนไหวต่อตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดทองคำในประเทศอย่างไรในช่วงที่เหลือของปี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ซาอุดีอาระเบียเปลี่ยนเส้นทางส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลังปิดท่อส่งน้ำมัน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ซาอุดีอาระเบียเปลี่ยนเส้นทางส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลังปิดท่อส่งน้ำมัน

ซาอุดีอาระเบียเพิ่มยอดขายน้ำมันดิบจากจุดส่งมอบนอกช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ซาอุดีอาระเบียเปลี่ยนเส้นทางส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลังปิดท่อส่งน้ำมัน

แหล่งข่าวเดียว
ซาอุดีอาระเบียเปลี่ยนเส้นทางส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลังปิดท่อส่งน้ำมัน

ซาอุดีอาระเบียเพิ่มยอดขายน้ำมันดิบจากจุดส่งมอบนอกช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ซาอุดีอาระเบียกำลังเร่งการขายน้ำมันดิบในตลาดสปอตจากจุดส่งมอบที่อยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ การปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกของประเทศ ซึ่งโดยปกติจะทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักในการขนส่งน้ำมันไปยังทะเลแดง

ส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนนี้ ซาอุดีอาระเบียได้ตกลงขายน้ำมันดิบประมาณ 20 ล้านบาร์เรลให้กับโรงกลั่นในเอเชีย โดยมีเงื่อนไขการส่งมอบที่กำหนดให้ผู้ซื้อต้องมารับสินค้า ณ จุดส่งมอบที่อยู่นอกเส้นทางทะเลแดง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์พลังงานโลกและราคาน้ำมัน แม้ว่าจะยังไม่มีการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นในทันที แต่การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการขนส่งน้ำมันอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งในภูมิภาคและความมั่นคงของตลาดพลังงาน ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกจะปิดใช้งานนานเท่าใด และการเปลี่ยนแปลงในโลจิสติกส์การส่งออกนี้จะนำไปสู่ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดเอเชียอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามสถานการณ์เพื่อดูว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเครือข่ายการกระจายน้ำมันทั่วโลกเพิ่มเติมหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:00 UTC

ไทยพิจารณาเก็บภาษีสรรพสามิต 30% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยพิจารณาเก็บภาษีสรรพสามิต 30% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าไทยอาจกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต 30% สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยพิจารณาเก็บภาษีสรรพสามิต 30% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยพิจารณาเก็บภาษีสรรพสามิต 30% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าไทยอาจกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต 30% สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยต่อสื่อต่างประเทศว่ารัฐบาลไทยกำลังพิจารณานโยบายภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับภาคยานยนต์ โดยข้อเสนอดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตรา 30% สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้าทั้งคัน

สำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นนี้ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดรถยนต์ในประเทศสำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ หากมีการนำมาใช้จริง ภาษีนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อราคาขายปลีกของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่นำเข้า ซึ่งอาจทำให้ช่องว่างของราคาระหว่างรถยนต์นำเข้าและรถยนต์ที่ผลิตในประเทศแคบลง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการรถเช่าหรือแพลตฟอร์มเรียกรถโดยสาร ภาษีดังกล่าวอาจส่งผลต่อค่าบริการขนส่งในอนาคต หากผู้ให้บริการปรับรูปแบบราคาเพื่อตอบสนองต่อต้นทุนการจัดซื้อรถยนต์ที่สูงขึ้น

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อมูลนี้อ้างอิงจากคำแถลงเบื้องต้นที่ให้ไว้กับสื่อต่างประเทศ ณ ขณะนี้ อัตราภาษี 30% ยังคงเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ใช่กฎระเบียบที่มีผลบังคับใช้จริง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการ ข้อยกเว้นที่เป็นไปได้ หรือประเภทของยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับการยืนยันจากรัฐบาล ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้บริโภคควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังเพื่อรับข้อมูลอัปเดตที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อเสนอด้านภาษีนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 07:40 UTC

ภูมิทัศน์การลงทุนด้าน AI ของไทยเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ภูมิทัศน์การลงทุนด้าน AI ของไทยเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐาน

Prachachat Business รายงานว่าการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกกำลังขยายตัวเกินกว่าการพัฒนาชิป ซึ่งสร้างโอกาสใหม่สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในโครงสร้างพื้นฐานของไทย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ภูมิทัศน์การลงทุนด้าน AI ของไทยเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐาน

แหล่งข่าวเดียว
ภูมิทัศน์การลงทุนด้าน AI ของไทยเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐาน

Prachachat Business รายงานว่าการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกกำลังขยายตัวเกินกว่าการพัฒนาชิป ซึ่งสร้างโอกาสใหม่สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในโครงสร้างพื้นฐานของไทย

ตามรายงานของ Prachachat Business เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ภาคส่วนปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ ในขณะที่อุตสาหกรรมเคยให้ความสำคัญกับการแข่งขันเพื่อพัฒนาชิปประมวลผลขั้นสูง แต่ปัจจุบันความสนใจกำลังขยายไปสู่ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กว้างขึ้น

เมื่อโมเดล AI มีขนาดใหญ่ขึ้น ความต้องการในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลจึงเพิ่มสูงขึ้น วิวัฒนาการนี้หมายความว่าข้อจำกัดหลักสำหรับการพัฒนา AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ส่วนประกอบฮาร์ดแวร์อีกต่อไป แต่ได้ขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและดิจิทัลที่จำเป็นในการสนับสนุนระบบเหล่านี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทย การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นโอกาสที่เป็นไปได้สำหรับการเพิ่มขึ้นของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังมองหาสถานที่สำหรับรองรับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงาน AI ขนาดใหญ่ ประเทศไทยอาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับการไหลเข้าของเงินทุน

แม้ว่าแนวโน้มนี้จะเน้นย้ำถึงโอกาสที่เพิ่มขึ้นสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่ยังมีปัจจัยหลายประการที่ต้องได้รับการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานใดที่จะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก หรือประเทศไทยจะสามารถปรับกรอบการกำกับดูแลและโครงสร้างทางกายภาพเพื่อตอบสนองความต้องการความจุสูงของนักพัฒนา AI ระหว่างประเทศได้รวดเร็วเพียงใด ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าการเปลี่ยนแปลงระดับโลกเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนเป็นโครงการพัฒนาในท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 08:40 UTC

ฮ่องกงเปิดตัวแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ฮ่องกงเปิดตัวแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรก

ฮ่องกงได้เปิดตัวกลยุทธ์การพัฒนา 5 ปีฉบับแรก โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างงาน ที่อยู่อาศัย และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างสถานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ฮ่องกงเปิดตัวแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรก

แหล่งข่าวเดียว
ฮ่องกงเปิดตัวแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรก

ฮ่องกงได้เปิดตัวกลยุทธ์การพัฒนา 5 ปีฉบับแรก โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างงาน ที่อยู่อาศัย และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างสถานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก

ตามรายงานจาก Matichon Online ฮ่องกงได้เปิดตัวแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกอย่างเป็นทางการ กลยุทธ์นี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการจ้างงานใหม่และการตอบสนองความต้องการด้านที่อยู่อาศัย เสาหลักสำคัญของโครงการนี้คือการพัฒนาเขตมหานครแห่งใหม่ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นตัวเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของเมืองในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกชั้นนำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ แผนนี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในภูมิทัศน์ของเมืองและตลาดแรงงานในช่วงปีต่อๆ ไป นักท่องเที่ยวอาจสังเกตเห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะที่เมืองกำลังทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวเหล่านี้ แม้ว่าการประกาศดังกล่าวจะสรุปวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของรัฐบาล แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาสำหรับโครงการแต่ละโครงการ ตำแหน่งที่ตั้งที่แน่นอนของการพัฒนาเขตมหานครใหม่ และผลกระทบที่เฉพาะเจาะจงต่อนโยบายที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าเป้าหมายที่ทะเยอทะยานเหล่านี้จะถูกบูรณาการเข้ากับกรอบการกำกับดูแลและการเงินที่มีอยู่ของเมืองอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 08:35 UTC

ไทยผลักดันการขยายการค้าบนเวที Belt and Road
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยผลักดันการขยายการค้าบนเวที Belt and Road

กระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมเวที Belt and Road โดยมุ่งเน้นที่การกระจายการค้าและการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยผลักดันการขยายการค้าบนเวที Belt and Road

แหล่งข่าวเดียว
ไทยผลักดันการขยายการค้าบนเวที Belt and Road

กระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมเวที Belt and Road โดยมุ่งเน้นที่การกระจายการค้าและการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้เข้าร่วมเวทีหารือในโครงการ Belt and Road เมื่อเร็วๆ นี้ ในระหว่างงานดังกล่าว เจ้าหน้าที่ไทยได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการกระจายเส้นทางการค้า การขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการบูรณาการเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้ว่าเวทีดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่นโยบายระดับสูงและโลจิสติกส์ทางการค้า แต่ความคิดริเริ่มเหล่านี้มักมีความสัมพันธ์กับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวและความพร้อมของสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลายในประเทศ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ SMEs ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนรัฐบาลในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในท้องถิ่นให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความหลากหลายของบริการและผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากลยุทธ์ทางการค้าเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เฉพาะเจาะจงหรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินการร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเป้าหมายการขยายการค้าเหล่านี้ รายงานปัจจุบันไม่ได้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการเดินทางหรือราคาผู้บริโภคในทันที และคาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากกระทรวงในขณะที่โครงการต่างๆ มีความคืบหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 08:36 UTC

สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบขยายเวลาโครงการกำจัดขยะติดเชื้อ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบขยายเวลาโครงการกำจัดขยะติดเชื้อ

สภากรุงเทพมหานครอนุมัติการขยายเวลาสัญญาสำหรับโครงการกำจัดขยะติดเชื้อในศูนย์หนองแขมและอ่อนนุช โดยมีงบประมาณรวมกว่าหนึ่งพันล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบขยายเวลาโครงการกำจัดขยะติดเชื้อ

แหล่งข่าวเดียว
สภากรุงเทพมหานครเห็นชอบขยายเวลาโครงการกำจัดขยะติดเชื้อ

สภากรุงเทพมหานครอนุมัติการขยายเวลาสัญญาสำหรับโครงการกำจัดขยะติดเชื้อในศูนย์หนองแขมและอ่อนนุช โดยมีงบประมาณรวมกว่าหนึ่งพันล้านบาท

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า สภากรุงเทพมหานครได้เห็นชอบอย่างเป็นทางการในการขยายเวลาผูกพันสัญญาสำหรับโครงการกำจัดขยะติดเชื้อ โดยมุ่งเน้นไปที่ศูนย์กำจัดขยะในเขตหนองแขมและอ่อนนุช ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขของเมือง

การขยายเวลาครั้งนี้เกี่ยวข้องกับภาระผูกพันทางการเงินที่สำคัญ โดยงบประมาณของโครงการมีมูลค่าเกินกว่าหนึ่งพันล้านบาท ความคิดริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของกรุงเทพมหานครในการสร้างความมั่นใจว่าขยะทางการแพทย์และขยะติดเชื้อจะได้รับการจัดการอย่างปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้ถือเป็นเรื่องทางบริหารและสาธารณสุขเป็นหลัก การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของศูนย์เหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาความสะอาดและสุขอนามัยทั่วทั้งเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากปริมาณขยะทางการแพทย์จำนวนมากที่เกิดจากเครือข่ายโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ แม้ว่าสภาจะอนุมัติการขยายเวลาผูกพันทางการเงินแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับระยะเวลาการขยายสัญญาและกำหนดการดำเนินงานสำหรับระยะต่อไปของโครงการยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม โดยคาดว่าทางกรุงเทพมหานครจะมีการแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไปในระหว่างที่การดำเนินการตามสัญญามีความคืบหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 08:36 UTC

ดัชนีราคาผู้ผลิตไทยพุ่ง 9.1% ในเดือนสิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ดัชนีราคาผู้ผลิตไทยพุ่ง 9.1% ในเดือนสิงหาคม 2569

ราคาผู้ผลิตในไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนสิงหาคม 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาวัตถุดิบ และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ดัชนีราคาผู้ผลิตไทยพุ่ง 9.1% ในเดือนสิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ดัชนีราคาผู้ผลิตไทยพุ่ง 9.1% ในเดือนสิงหาคม 2569

ราคาผู้ผลิตในไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนสิงหาคม 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาวัตถุดิบ และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่าดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของไทยแตะระดับ 115.4 ในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยการเพิ่มขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม ประมง เหมืองแร่ และอุตสาหกรรม

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีพุ่งสูงขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และฐานราคาที่ต่ำในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและประมงที่ขยายตัว 8.3% จากราคาข้าวเปลือก หัวมันสำปะหลังสด ยางพารา และผลปาล์มสดที่ปรับตัวสูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของราคายางพารามีความเชื่อมโยงกับความต้องการวัสดุทดแทนที่สูงขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ในขณะที่ราคาปาล์มน้ำมันเป็นไปตามแนวโน้มราคาพลังงานโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นกับสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นมักถูกส่งต่อไปยังห่วงโซ่อุปทาน แม้ว่าดัชนีจะแสดงให้เห็นถึงต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับผู้ผลิตอย่างชัดเจน แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการปรับขึ้นราคาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกขั้นสุดท้ายของอาหารและบริการจำเป็นอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยผู้สังเกตการณ์จะคอยดูว่าแนวโน้มเหล่านี้จะคงอยู่ต่อไปหรือการปรับตัวของตลาดจะช่วยให้ต้นทุนมีเสถียรภาพมากขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 08:18 UTC

HARROT ตอกย้ำประสบการณ์กว่า 30 ปี ด้านยูนิฟอร์มองค์กรในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

HARROT ตอกย้ำประสบการณ์กว่า 30 ปี ด้านยูนิฟอร์มองค์กรในประเทศไทย

HARROT ผู้ให้บริการยูนิฟอร์มเน้นย้ำโมเดลบริการแบบ 'ครบจบในที่เดียว' โดยใช้ประสบการณ์กว่า 30 ปีในการจัดหาเครื่องแต่งกายทั้งแบบสั่งผลิตและแบบพร้อมส่งสำหรับภาคธุรกิจต่างๆ ในไทย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

HARROT ตอกย้ำประสบการณ์กว่า 30 ปี ด้านยูนิฟอร์มองค์กรในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
HARROT ตอกย้ำประสบการณ์กว่า 30 ปี ด้านยูนิฟอร์มองค์กรในประเทศไทย

HARROT ผู้ให้บริการยูนิฟอร์มเน้นย้ำโมเดลบริการแบบ 'ครบจบในที่เดียว' โดยใช้ประสบการณ์กว่า 30 ปีในการจัดหาเครื่องแต่งกายทั้งแบบสั่งผลิตและแบบพร้อมส่งสำหรับภาคธุรกิจต่างๆ ในไทย

ตามรายงานจาก Khaosod Online ผู้ผลิตยูนิฟอร์มสัญชาติไทย HARROT กำลังส่งเสริมโมเดลการบริการที่ครอบคลุมภายใต้แนวคิด 'ยูนิฟอร์มครบ จบในที่เดียว' ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมกว่า 30 ปี บริษัทให้บริการทั้งเครื่องแต่งกายสำเร็จรูปพร้อมส่งและโซลูชันการผลิตตามแบบที่ปรับให้เหมาะสมกับความต้องการในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ รวมถึงโรงแรม ร้านอาหาร โรงเรียน และโรงงาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงความเป็นมืออาชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของภาพลักษณ์องค์กร HARROT เน้นย้ำว่ายูนิฟอร์มเป็นองค์ประกอบสำคัญของอัตลักษณ์องค์กร ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานและความเป็นมืออาชีพต่อลูกค้า กระบวนการบริการของบริษัทเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกผ้า สี และดีไซน์อย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องแต่งกายไม่เพียงแต่สวยงามเท่านั้น แต่ยังใช้งานได้จริงและเหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของสถานที่ทำงาน

แม้ว่าบริษัทจะเน้นย้ำถึงความสามารถในการปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ เช่น ขนาด วัสดุ และดีไซน์ เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ขององค์กร แต่ลูกค้าที่สนใจควรทราบว่าโครงสร้างราคาและระยะเวลาในการสั่งผลิตไม่ได้ถูกเปิดเผยในรายงาน ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการจัดซื้อขององค์กรหรือต้องการทำความเข้าใจว่าธุรกิจในท้องถิ่นรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพอย่างไร อาจพบว่าโมเดลบริการนี้มีความเกี่ยวข้อง รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงการบริการเฉพาะหรือความพร้อมให้บริการในภูมิภาคนอกเหนือจากการดำเนินงานหลักนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากบริษัทโดยตรง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 08:18 UTC