ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
เศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ✦
ความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย ✦
ความปลอดภัย ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน ✦
กีฬา ‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ✦
เทคโนโลยี พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร ✦
ทั่วไป ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานการณ์น้ำท่วมหนัก เหตุคลองเต็มความจุ ✦
ความปลอดภัย น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มรุนแรงในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ✦
กีฬา ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ไทยผ่านเข้ารอบศึกบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย ✦
กีฬา “บิว” ภูริพล ลมกรดไทยคว้าทองวิ่ง 100 เมตร เอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติการแข่งขัน ✦
กีฬา ครีเอเตอร์เกมชื่อดังเตือนภัย หลังถูกนักแข่งโปรลีกยืมเงินแสนแล้วไม่คืน ✦
เศรษฐกิจ

ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางประเภทอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด มาตรการทางการคลังนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในครัวเรือน ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อค่าครองชีพรายวันได้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศอาจสังเกตเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจทางอ้อมจากราคาเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์พลังงาน

แม้ว่าการระงับภาษีนี้มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในทันที แต่ระยะเวลาที่แน่นอนของมาตรการลดหย่อนภาษีนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทางการยังไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดนโยบายที่ชัดเจน และยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบทางการคลังต่องบประมาณของประเทศอย่างครบถ้วน ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระยะเวลาของมาตรการยกเว้นภาษีนี้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบด้านราคาเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นตามสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

ความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

ในขณะที่ประเทศไทยเผชิญกับช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง นักวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมและกำหนดเวลาที่จำเป็นต้องอพยพ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับฝนที่ตกต่อเนื่องและยาวนาน เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไทยอาจนำไปสู่การสะสมของน้ำในปริมาณมาก ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงเชิงรุกสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

คำแนะนำมุ่งเน้นไปที่การระบุตัวบ่งชี้เฉพาะที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ได้ถึงระดับวิกฤตซึ่งจำเป็นต้องมีการอพยพเพื่อความปลอดภัย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมความพร้อมส่วนบุคคลในช่วงฤดูฝน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการติดตามระดับน้ำในพื้นที่และคำเตือนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือที่สุดในการประเมินความรุนแรงของสถานการณ์

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อมูลนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบทั่วไปสำหรับการสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง ไม่ใช่คำสั่งฉุกเฉินเฉพาะเจาะจง เกณฑ์ในการตัดสินว่าเมื่อใดที่การอพยพกลายเป็นเรื่องบังคับอาจแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์ท้องถิ่น โครงสร้างพื้นฐาน และความรุนแรงของปริมาณน้ำฝน ณ ปัจจุบัน คำสั่งอพยพเฉพาะยังคงขึ้นอยู่กับการประเมินแบบเรียลไทม์โดยหน่วยงานท้องถิ่น ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ควรติดตามข้อมูลผ่านช่องทางที่เป็นทางการ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ เพื่อยืนยันสถานะของสถานที่ที่ตนอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

ความปลอดภัย

ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

ทางการท้องถิ่นในจังหวัดปทุมธานีได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจกจ่ายกระสอบทราย 3,000 ใบให้แก่ประชาชนเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ทางการจังหวัดปทุมธานี นำโดยนายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง ได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมขึ้นที่วัดแสงสรรค์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชนที่กำลังเผชิญกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้มอบกระสอบทรายจำนวน 3,000 ใบ โดยมีจิตอาสาและคนในชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันกรอกและขนย้ายกระสอบทรายเพื่อนำไปช่วยชาวบ้านเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือน ขณะนี้ศูนย์ดังกล่าวเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำและประสานงานด้านสิ่งของบรรเทาทุกข์

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามอย่างจริงจังในการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัย แม้ว่าสถานการณ์จะอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้เขตคลองหลวงควรเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับระดับน้ำ ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่าภัยคุกคามจากน้ำท่วมจะคงอยู่นานเพียงใดและจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมหรือไม่หากระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีการดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

กีฬา

‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

ได้รับการยืนยัน
‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

สมเกียรติ จันทรา นักบิดชาวไทย เตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ที่ประเทศอิตาลี

ตามรายงานจาก Thai Post สมเกียรติ จันทรา นักบิดชื่อดังชาวไทย กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ประเทศอิตาลี

สำหรับแฟนกีฬาและผู้ติดตามวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย การปรากฏตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพนักแข่งของสมเกียรติ ในขณะที่เขาก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกอย่างเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สนามเครโมน่า เซอร์กิต ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความท้าทายทางเทคนิคของสนาม จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับนักบิดไทยในการประชันฝีมือกับคู่แข่งระดับนานาชาติ

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้อยู่อาศัยที่สนใจในกีฬามอเตอร์สปอร์ต เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของนักกีฬาไทยในเวทีระดับโลก แม้ว่าความตื่นเต้นเกี่ยวกับการเข้าร่วมแข่งขันจะมีสูง แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเวลาในการควอลิฟายและผลการแข่งขันยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการต่อไป ผู้ชมที่วางแผนจะติดตามการแข่งขันควรตรวจสอบข้อมูลอัปเดตจากทางรายการอย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนตารางเวลาที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศหรือสภาพสนาม การเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำสำหรับแฟนกีฬาชาวไทยที่ต้องการส่งกำลังใจให้ตัวแทนของชาติในการแข่งขันบนสนามแข่งในยุโรป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:17 UTC

เทคโนโลยี

พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

แหล่งข่าวเดียว
พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

พระพยอม กัลยาโณ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาสมุนไพรบนโซเชียลมีเดียที่ใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอแอบอ้างชื่อท่านเพื่อหลอกขายสินค้า

ข้อมูลเท็จจาก AI

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พระพยอม กัลยาโณ ได้ออกมาเตือนภัยประชาชนเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด โดยระบุว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอปลอม (Deepfake) เพื่อแอบอ้างว่าท่านเป็นผู้แนะนำสมุนไพรต่างๆ ว่าสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด

คำชี้แจงจากพระพยอม

พระพยอมได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือโฆษณาสมุนไพรเหล่านั้น โดยท่านย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลของคำกล่าวอ้างดังกล่าว เนื่องจากท่านไม่มีความรู้ด้านเภสัชกรรมและไม่มีความสามารถในการผลิตยา พร้อมทั้งขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงและอย่าหลงเชื่อโฆษณาออนไลน์ที่หลอกลวงเหล่านี้

ผลกระทบและการตรวจสอบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของมิจฉาชีพที่ใช้ AI บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบความถูกต้องของคำแนะนำด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะหรือผู้นำทางศาสนา ทั้งนี้ ยังต้องรอการยืนยันว่าเพจโซเชียลมีเดียใดบ้างที่เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อผู้กระทำผิดหรือไม่ ผู้บริโภคควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตสำหรับปัญหาสุขภาพ แทนการเชื่อถือคำกล่าวอ้างบนโซเชียลมีเดีย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

ทั่วไป

ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานการณ์น้ำท่วมหนัก เหตุคลองเต็มความจุ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานการณ์น้ำท่วมหนัก เหตุคลองเต็มความจุ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่าฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้คลองหลายแห่งเต็มความจุ ส่งผลให้การระบายน้ำในกรุงเทพฯ ทำได้ยากขึ้น

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณคลองประเวศบุรีรมย์และบึงหนองบอน หลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งในบางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสูงกว่า 150 มิลลิเมตร ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่าปัญหาหลักในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องท่อระบายน้ำอุดตัน แต่เป็นเพราะเครือข่ายคลองของเมืองเต็มความจุ ทำให้ไม่สามารถรับน้ำเพิ่มได้

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ใกล้เคียงริมคลองต่อไปอีกระยะหนึ่ง นายชัชชาติระบุว่าแม้เครื่องสูบน้ำจะทำงานเต็มกำลัง แต่ด้วยปริมาณน้ำมหาศาลทำให้การระบายน้ำทำได้ยาก โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งกำจัดขยะและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมเตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เพิ่มเติมในจุดวิกฤต

นายชัชชาติเน้นย้ำว่าเจ้าหน้าที่ กทม. จะปฏิบัติงานตลอดทั้งคืนเนื่องจากพยากรณ์อากาศคาดว่าจะมีฝนตกต่อเนื่อง แม้ทางเมืองจะพยายามบริหารจัดการระดับน้ำอย่างเต็มที่ แต่ประสิทธิภาพของการระบายน้ำยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนที่ตกลงมา ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ริมคลองติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการสัญจรในพื้นที่ดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ทั้งนี้ ระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:55 UTC

ความปลอดภัย

น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มรุนแรงในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มรุนแรงในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี

ฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในจังหวัดจันทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงกว้าง

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี กำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตหลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ตำบลขุนซ่อง ตำบลพวา และตำบลสามพี่น้องอย่างหนัก

เหตุการณ์น่าสลดใจคือดินถล่มทับกุฏิพระในสำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ส่งผลให้มีพระมรณภาพ 1 รูป นอกจากนี้ น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน สวนผลไม้ และเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ โดยเฉพาะถนนสายรอง เช่น ถนนหน้าวัดธรรมทาน และถนนเชื่อมต่อบ้านเขาป้อมไปยังบ้านวังอีแอ่น ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถสัญจรได้เนื่องจากระดับน้ำสูง แม้ว่าถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นเส้นทางหลักจะยังคงใช้งานได้ แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครกู้ภัย กำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเน้นการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและการอพยพผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงอันตรายในการสัญจรบนถนนสายรองในพื้นที่ช่วงสภาพอากาศรุนแรง ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่ากระบวนการฟื้นฟูจะใช้เวลานานเท่าใด และจะมีฝนตกลงมาเพิ่มจนทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นอีกหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:55 UTC

กีฬา

ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ไทยผ่านเข้ารอบศึกบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย

แหล่งข่าวเดียว
ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ไทยผ่านเข้ารอบศึกบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย

แม้จะพ่ายแพ้ 2 นัด แต่ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ของไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของการแข่งขันบาสเกตบอลนักเรียนเอเชียได้สำเร็จ โดยทำคะแนนรวมได้สูงสุด

ตามรายงานจาก Matichon Online ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ของไทยประสบความสำเร็จในการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของการแข่งขันบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย แม้ว่าทีมจะพ่ายแพ้ไป 2 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็สามารถคว้าอันดับที่ 2 ของกลุ่มมาครองได้สำเร็จ เนื่องจากมีคะแนนรวมสูงกว่าคู่แข่งทีมอื่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในกีฬาในท้องถิ่น ผลการแข่งขันนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขันและความมุ่งมั่นของทีมไทยในรายการระดับภูมิภาค ความสามารถของทีมในการผ่านเข้ารอบแม้จะพบกับอุปสรรคเน้นย้ำถึงความสำคัญของผลต่างคะแนนในรูปแบบ 3x3 ซึ่งมักจะให้รางวัลแก่ความสม่ำเสมอในการทำคะแนน แม้ว่าผลการแข่งขันในบางนัดจะไม่เป็นใจก็ตาม

ในขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับคู่แข่งในรอบถัดไปหรือตารางการแข่งขันที่แน่นอน แฟนกีฬาและผู้ติดตามสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการของการแข่งขันเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของทีมในรอบต่อไป ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักกีฬานักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันในขณะที่พวกเขายังคงเป็นตัวแทนของประเทศไทยบนเวทีระดับนานาชาติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:50 UTC

กีฬา

“บิว” ภูริพล ลมกรดไทยคว้าทองวิ่ง 100 เมตร เอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติการแข่งขัน

แหล่งข่าวเดียว
“บิว” ภูริพล ลมกรดไทยคว้าทองวิ่ง 100 เมตร เอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติการแข่งขัน

ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาทีมชาติไทย คว้าเหรียญทองวิ่ง 100 เมตร ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 พร้อมสร้างสถิติใหม่ของการแข่งขัน

“บิว” ภูริพล บุญสอน นักวิ่งลมกรดทีมชาติไทย สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากรายงานของข่าวสดออนไลน์ ภูริพลเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 9.90 วินาที ซึ่งถือเป็นการทำลายสถิติการแข่งขันในรายการนี้

หลังจบการแข่งขัน ภูริพลได้แสดงความดีใจด้วยท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ของ มาเตอุส คุนญา กองหน้าจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเจ้าตัวเผยว่าท่าดังกล่าวเกิดขึ้นเองโดยฉับพลันในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ สำหรับแฟนกีฬาและประชาชนในประเทศไทย ผลงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์กรีฑาของชาติ

สำหรับการแข่งขันในรายการถัดไป ภูริพลยังมีโปรแกรมลงแข่งขันอีก 2 รายการ คือ วิ่ง 200 เมตร และวิ่งผลัด 4x100 เมตรชาย โดยนักกรีฑาหนุ่มได้เปรยว่าหากคว้าเหรียญทองเพิ่มได้อีก อาจจะเปลี่ยนท่าดีใจเป็นท่าอื่น แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกท่าของใคร แม้ว่าฟอร์มการวิ่งในปัจจุบันจะยอดเยี่ยมมาก แต่แฟนกีฬาและผู้ติดตามต่างรอลุ้นว่าเขาจะสามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้หรือไม่ในการแข่งขันที่เหลือ ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติและสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นของนักกีฬาไทยในระดับทวีป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:55 UTC

กีฬา

ครีเอเตอร์เกมชื่อดังเตือนภัย หลังถูกนักแข่งโปรลีกยืมเงินแสนแล้วไม่คืน

แหล่งข่าวเดียว
ครีเอเตอร์เกมชื่อดังเตือนภัย หลังถูกนักแข่งโปรลีกยืมเงินแสนแล้วไม่คืน

กิตงาย ครีเอเตอร์เกมชื่อดังชาวไทย ได้ออกมาเปิดเผยผ่านคลิปวิดีโอว่านักแข่งอีสปอร์ตระดับโปรลีกรายหนึ่งไม่ยอมคืนเงินที่ยืมไปจำนวน 100,000 บาท แม้ว่าจะมีการทำสัญญากันไว้แล้วก็ตาม

กฤษฎา 'กิตงาย' ปิมลื้อ ครีเอเตอร์เกมชื่อดังและอดีตนักแข่งและโค้ช RoV มืออาชีพ ได้ออกมาแบ่งปันประสบการณ์เตือนภัยเกี่ยวกับข้อพิพาททางการเงินกับนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพอีกรายหนึ่ง ในคลิปวิดีโอที่ทำร่วมกับครีเอเตอร์อย่าง 'ใจร้าว' และ 'Chicken V' กิตงายเปิดเผยว่าเขาได้ให้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่นักแข่งที่มีโปรไฟล์น่าเชื่อถือหลังจากที่บุคคลดังกล่าวมาขอยืมเงิน

แม้ว่าจะมีการทำสัญญายืมเงินอย่างเป็นทางการ แต่กิตงายระบุว่าเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปีแล้วแต่เขายังไม่ได้รับเงินคืนแม้แต่บาทเดียว พร้อมระบุว่าผู้ยืมได้หยุดตอบข้อความของเขาไปแล้ว กิตงายแสดงความกังวลว่าผู้อื่น รวมถึงแฟนคลับที่อาจไม่ทราบถึงพฤติกรรมส่วนตัวของนักแข่งรายนี้ อาจถูกสถานะทางอาชีพของนักกีฬาคนดังกล่าวทำให้หลงเชื่อได้ เขาเน้นย้ำว่าจุดประสงค์ของคลิปนี้คือเพื่อเตือนชุมชนเกมให้ระมัดระวังเรื่องการให้ผู้อื่นยืมเงิน แม้จะเป็นบุคคลที่มีโปรไฟล์ทางอาชีพที่ดูน่าเชื่อถือก็ตาม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ติดตามวงการอีสปอร์ตไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินส่วนบุคคล โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงสาธารณะของบุคคลนั้นๆ แม้กิตงายจะอ้างว่าอาจมีผู้อื่นที่ได้รับผลกระทบจากบุคคลเดียวกันนี้ แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยัน ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยชื่อของผู้ยืมต่อสาธารณะ และสถานะทางกฎหมายของสัญญายืมเงินยังคงเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคู่กรณี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:56 UTC

ไทยเดินหน้าสู่ระบบตั๋วร่วม คาดเพดานค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเดินหน้าสู่ระบบตั๋วร่วม คาดเพดานค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท

กระทรวงคมนาคมไทยมอบหมายให้ธนาคารกรุงไทยบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางสำหรับระบบตั๋วร่วม โดยตั้งเป้าหมายค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเดินหน้าสู่ระบบตั๋วร่วม คาดเพดานค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเดินหน้าสู่ระบบตั๋วร่วม คาดเพดานค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท

กระทรวงคมนาคมไทยมอบหมายให้ธนาคารกรุงไทยบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางสำหรับระบบตั๋วร่วม โดยตั้งเป้าหมายค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม ครั้งที่ 3/2569 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ คณะกรรมการได้คัดเลือกธนาคารกรุงไทยให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) เพื่อบริหารจัดการการจัดสรรรายได้ระหว่างเครือข่ายขนส่งมวลชนต่างๆ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง เป้าหมายสำคัญที่หารือในที่ประชุมคือการนำโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมมาใช้ โดยเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าจะกำหนดเพดานค่าโดยสารสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 45 บาท ขณะนี้คณะกรรมการกำลังเร่งสรุปกฎหมายลำดับรองเพื่อรองรับโครงสร้างดังกล่าวและให้มั่นใจว่าระบบจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกผู้ให้บริการขนส่ง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ความคืบหน้านี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ประสบการณ์การขนส่งสาธารณะที่บูรณาการและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในประเทศไทย แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดทิศทางที่ชัดเจนและระบุหน่วยงานบริหารจัดการแล้ว แต่กรอบเวลาที่แน่นอนสำหรับการเปิดใช้งานระบบตั๋วร่วมอย่างเต็มรูปแบบและการประกาศใช้กฎหมายอัตราค่าโดยสารฉบับสมบูรณ์ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ระบบบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 11:56 UTC

โรงงานเซรามิกในนครพนมเลิกจ้างพนักงาน 200 คน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โรงงานเซรามิกในนครพนมเลิกจ้างพนักงาน 200 คน

โรงงานเซรามิกในจังหวัดนครพนมประกาศเลิกจ้างพนักงาน 200 คน โดยอ้างเหตุผลจากยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงและภาวะเศรษฐกิจโลก

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โรงงานเซรามิกในนครพนมเลิกจ้างพนักงาน 200 คน

แหล่งข่าวเดียว
โรงงานเซรามิกในนครพนมเลิกจ้างพนักงาน 200 คน

โรงงานเซรามิกในจังหวัดนครพนมประกาศเลิกจ้างพนักงาน 200 คน โดยอ้างเหตุผลจากยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงและภาวะเศรษฐกิจโลก

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ โรงงานผลิตเซรามิกแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนมได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานจำนวน 200 คน โดยบริษัทระบุว่าสาเหตุมาจากการที่ยอดสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการปรับขึ้นภาษีการค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลให้บริษัทขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก

การเลิกจ้างแบ่งออกเป็นสองระยะ ได้แก่ พนักงานรายวันที่มีผลตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2569 และพนักงานรายเดือนที่จะมีผลในวันที่ 30 กันยายน 2569 แม้บริษัทจะยืนยันว่าจะจ่ายค่าจ้างตามรอบปกติจนถึงวันสิ้นสุดการจ้างงาน แต่ยังไม่สามารถระบุวันที่ชัดเจนสำหรับการจ่ายเงินค่าชดเชยได้ ความไม่แน่นอนนี้สร้างความกังวลอย่างมากให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งบางส่วนได้เริ่มหันไปทำการเกษตรขนาดเล็ก เช่น การปลูกถั่วฝักยาวและแตงกวา เพื่อประทังชีวิต

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานแรงงานในพื้นที่ รวมถึงสำนักงานแรงงานจังหวัดนครพนมและสำนักงานประกันสังคม ได้ลงพื้นที่เพื่อพบปะกับพนักงานที่ได้รับผลกระทบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจในท้องถิ่น เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคการผลิตในภูมิภาคต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าบริษัทจะสามารถดำเนินการจ่ายค่าชดเชยได้เมื่อใด และจะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 11:36 UTC

Lottery Plus ประกาศผู้โชคดีถูกรางวัลแจ็กพอต 72 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Lottery Plus ประกาศผู้โชคดีถูกรางวัลแจ็กพอต 72 ล้านบาท

ผู้โชคดี 5 รายได้รับรางวัลแจ็กพอตรวม 72 ล้านบาทผ่านแพลตฟอร์ม Lottery Plus

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Lottery Plus ประกาศผู้โชคดีถูกรางวัลแจ็กพอต 72 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
Lottery Plus ประกาศผู้โชคดีถูกรางวัลแจ็กพอต 72 ล้านบาท

ผู้โชคดี 5 รายได้รับรางวัลแจ็กพอตรวม 72 ล้านบาทผ่านแพลตฟอร์ม Lottery Plus

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 แพลตฟอร์มลอตเตอรี่ออนไลน์ 'Lottery Plus' ได้ประกาศผลรางวัลแจ็กพอตใหญ่รวมมูลค่า 72 ล้านบาท โดยมีผู้โชคดี 5 รายจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทยได้รับรางวัลในครั้งนี้

หนึ่งในผู้โชคดีเปิดเผยว่าได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในช่วงบ่ายของวันออกรางวัล และแสดงความดีใจอย่างมากเมื่อทราบว่าตนเองถูกรางวัล ทางแพลตฟอร์มยืนยันว่าเศรษฐีใหม่ทั้ง 5 รายกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการรับรางวัล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมอย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มลอตเตอรี่ดิจิทัล ซึ่งเป็นทางเลือกที่ทันสมัยแทนการซื้อสลากแบบดั้งเดิม แม้ว่าความตื่นเต้นจากเงินรางวัลจำนวนมากจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงบทบาทของเกมลอตเตอรี่ที่ได้รับการรับรองจากรัฐในภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ในขณะนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ชนะยังคงถูกเก็บเป็นความลับ และการแบ่งเงินรางวัลระหว่างผู้โชคดีทั้ง 5 รายยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะนอกเหนือจากยอดรวมดังกล่าว เช่นเดียวกับข่าวสารเกี่ยวกับลอตเตอรี่ทั่วไป ผู้เข้าร่วมควรตระหนักว่าผลลัพธ์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา และสถานะการดำเนินงานของแพลตฟอร์มยังคงอยู่ภายใต้กฎระเบียบของท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกรณีการยึดทรัพย์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกรณีการยึดทรัพย์

อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากร โดยอ้างว่ามีการยึดทรัพย์ซ้ำซ้อนเป็นมูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกรณีการยึดทรัพย์

แหล่งข่าวเดียว
ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกรณีการยึดทรัพย์

อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากร โดยอ้างว่ามีการยึดทรัพย์ซ้ำซ้อนเป็นมูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าได้ดำเนินการยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากร โดยข้อพิพาทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความพยายามของกรมสรรพากรในการยึดทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ภาษีที่เกิดจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปในปี 2549

ตามข้อมูลจากทีมกฎหมาย กรมสรรพากรกำลังพยายามเรียกเก็บภาษีประมาณ 1.588 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าการดำเนินการนี้เป็นการยึดทรัพย์ซ้ำซ้อน โดยยืนยันว่าเงินจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทที่ได้จากการขายหุ้นในครั้งแรกนั้นได้ถูกริบเข้าแผ่นดินไปหมดแล้ว ทีมกฎหมายเสนอว่ากรมสรรพากรควรไปดำเนินการเรียกเก็บจากกระทรวงการคลังแทน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การต่อสู้ทางกฎหมายที่ได้รับความสนใจสูงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ยังคงมีอยู่ในการบังคับใช้ภาษีและขั้นตอนทางธุรการของประเทศไทย แม้ว่าคดีนี้จะเป็นเรื่องทางกฎหมายระหว่างบุคคลสาธารณะกับรัฐ แต่ก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดเก็บเอกสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาระผูกพันทางการเงินในอดีตและการตกลงกับรัฐบาล

ศาลภาษีอากรได้นัดไต่สวนในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เพื่อพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการยึดทรัพย์ ทั้งนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยอย่างไรต่อข้อโต้แย้งเรื่องการยึดทรัพย์ซ้ำซ้อน และสิ่งนี้จะส่งผลต่อกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมายของกรมสรรพากรในปัจจุบันอย่างไร คาดว่ากระบวนการพิจารณาคดีจะช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของการจัดเก็บภาษีภายหลังคำพิพากษาของศาลในอดีต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 11:37 UTC

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกรณีประเมินภาษี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกรณีประเมินภาษี

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการทางกฎหมายต่อกรมสรรพากร โดยคัดค้านการประเมินภาษีจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกรณีประเมินภาษี

แหล่งข่าวเดียว
ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกรณีประเมินภาษี

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการทางกฎหมายต่อกรมสรรพากร โดยคัดค้านการประเมินภาษีจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากร โดยการท้าทายทางกฎหมายนี้เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งทักษิณโต้แย้งว่าเป็นการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน

ทีมกฎหมายของทักษิณยืนยันว่าการประเมินนี้มีความซ้ำซ้อน โดยอ้างถึงการยึดเงินจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้นชินคอร์ปไปก่อนหน้านี้ การฟ้องร้องนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อคัดค้านความถูกต้องของการเรียกเก็บภาษีในปัจจุบันโดยพิจารณาจากการดำเนินการทางการเงินดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงกระบวนการทางกฎหมายที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมืองและหน่วยงานภาษีของประเทศ แม้ว่าคดีดังกล่าวจะเป็นเรื่องของกฎหมายปกครองและภาษีอากรเป็นหลัก แต่ก็มักได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมากและอาจส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองในวงกว้าง

ในขณะนี้ เรื่องดังกล่าวยังคงอยู่ในชั้นศาล ยังคงต้องรอการยืนยันว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยอย่างไรต่อข้อเรียกร้องเรื่องการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน หรือผลกระทบสุดท้ายของการฟ้องร้องนี้ต่อแนวทางการประเมินของกรมสรรพากรจะเป็นอย่างไร ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการพิจารณาคดีเพิ่มเติมเพื่อชี้แจงสถานะทางกฎหมายของการเรียกเก็บภาษีนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 11:36 UTC

เอพี ไทยแลนด์ ขยายพอร์ตคอนโดมิเนียมเปิดตัวโครงการใหม่ “กู๊ดเดย์ มอร์ บางมด”
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เอพี ไทยแลนด์ ขยายพอร์ตคอนโดมิเนียมเปิดตัวโครงการใหม่ “กู๊ดเดย์ มอร์ บางมด”

เอพี ไทยแลนด์ เปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการที่ 2 ภายใต้แบรนด์ “GOOD DAY” ในทำเลบางมด–ประชาอุทิศ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1.69 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เอพี ไทยแลนด์ ขยายพอร์ตคอนโดมิเนียมเปิดตัวโครงการใหม่ “กู๊ดเดย์ มอร์ บางมด”

แหล่งข่าวเดียว
เอพี ไทยแลนด์ ขยายพอร์ตคอนโดมิเนียมเปิดตัวโครงการใหม่ “กู๊ดเดย์ มอร์ บางมด”

เอพี ไทยแลนด์ เปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการที่ 2 ภายใต้แบรนด์ “GOOD DAY” ในทำเลบางมด–ประชาอุทิศ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1.69 ล้านบาท

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 บริษัท เอพี ไทยแลนด์ ได้ขยายพอร์ตโฟลิโอคอนโดมิเนียมอย่างเป็นทางการด้วยการเปิดตัวโครงการ “กู๊ดเดย์ มอร์ บางมด” (GOOD DAY More Bangmod) ซึ่งถือเป็นโครงการที่ 2 ภายใต้แบรนด์ “GOOD DAY” ของบริษัท

โครงการนี้ตั้งอยู่ในทำเลบางมด–ประชาอุทิศ โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ นางสาวนิยมาพร โต๊ะสงวนพันธ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียมของเอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่าโครงการนี้เน้นการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันเพื่อรองรับการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน โดยราคาเริ่มต้นของยูนิตในโครงการใหม่นี้อยู่ที่ 1.69 ล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนที่สนใจ การขยายตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่บางมด–ประชาอุทิศ ซึ่งอาจส่งผลต่ออุปทานที่อยู่อาศัยในท้องถิ่นและพลวัตของตลาดเช่าในพื้นที่ แม้ว่าจะมีการประกาศเปิดตัวโครงการแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับจำนวนยูนิตทั้งหมด วันที่คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการยังคงต้องรอการยืนยันจากทางผู้พัฒนาโครงการ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากเอพี ไทยแลนด์ เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขายและกำหนดการก่อสร้างต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 11:37 UTC

Banpu ขยายฐานพลังงานในสหรัฐฯ ด้วยการเข้าซื้อกิจการในแหล่ง Barnett Shale
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Banpu ขยายฐานพลังงานในสหรัฐฯ ด้วยการเข้าซื้อกิจการในแหล่ง Barnett Shale

บริษัทพลังงานไทย Banpu ปิดดีลเข้าซื้อสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติในรัฐเท็กซัส เพิ่มกำลังการผลิตและขีดความสามารถในการดักจับคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Banpu ขยายฐานพลังงานในสหรัฐฯ ด้วยการเข้าซื้อกิจการในแหล่ง Barnett Shale

แหล่งข่าวเดียว
Banpu ขยายฐานพลังงานในสหรัฐฯ ด้วยการเข้าซื้อกิจการในแหล่ง Barnett Shale

บริษัทพลังงานไทย Banpu ปิดดีลเข้าซื้อสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติในรัฐเท็กซัส เพิ่มกำลังการผลิตและขีดความสามารถในการดักจับคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 บริษัทพลังงานไทย Banpu ประกาศว่า BKV บริษัทในเครือได้ดำเนินการเข้าซื้อสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติในแหล่ง Barnett Shale รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึงธุรกิจการผลิต โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่มีอยู่เดิม

การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้ช่วยเพิ่มหลุมผลิตให้แก่พอร์ตโฟลิโอของ Banpu อีกประมาณ 1,000 หลุม พร้อมด้วยพื้นที่สัมปทานกว่า 117,000 เอเคอร์ โดยคาดว่าการเข้าซื้อกิจการนี้จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติของบริษัทได้ประมาณ 65 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวในระดับสากลอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของไทย แม้ว่าการดำเนินการนี้จะช่วยเสริมสร้างขนาดการดำเนินงานระดับโลกของ Banpu และนำเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนใหม่ๆ เข้ามาสู่โมเดลธุรกิจ แต่ก็ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานในประเทศหรือชีวิตประจำวันในประเทศไทย

ในขณะนี้ ผลกระทบทางการเงินในระยะยาวจากการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ต่อผลประกอบการหุ้นของ Banpu ในประเทศ รวมถึงกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการบูรณาการโครงการดักจับคาร์บอนอย่างเต็มรูปแบบนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยนักสังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าสินทรัพย์ในสหรัฐฯ เหล่านี้จะมีส่วนช่วยต่อเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 11:56 UTC

CPP จับมือ Token X ศึกษาการทำ Green Tokenization สำหรับคาร์บอนเครดิต
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

CPP จับมือ Token X ศึกษาการทำ Green Tokenization สำหรับคาร์บอนเครดิต

บริษัทคาร์บอนเครดิต CPP ได้ร่วมมือกับ Token X เพื่อศึกษาการบูรณาการ Green Tokenization โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงทุนทางธรรมชาติเข้ากับการเงินที่ยั่งยืน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

CPP จับมือ Token X ศึกษาการทำ Green Tokenization สำหรับคาร์บอนเครดิต

แหล่งข่าวเดียว
CPP จับมือ Token X ศึกษาการทำ Green Tokenization สำหรับคาร์บอนเครดิต

บริษัทคาร์บอนเครดิต CPP ได้ร่วมมือกับ Token X เพื่อศึกษาการบูรณาการ Green Tokenization โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงทุนทางธรรมชาติเข้ากับการเงินที่ยั่งยืน

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ธุรกิจคาร์บอนเครดิต CPP ได้เข้าทำความร่วมมือกับ Token X โดยทั้งสองหน่วยงานกำลังดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่อง 'Green Tokenization' ซึ่งเป็นกระบวนการที่มุ่งเปลี่ยนสินทรัพย์ทุนทางธรรมชาติให้เป็นโทเคนดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดหาเงินทุนสีเขียว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของประเทศไปสู่การบูรณาการสินทรัพย์ดิจิทัลในภาคสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางสำหรับการลงทุนที่ยั่งยืน ความคิดริเริ่มดังกล่าวอาจส่งผลต่อวิธีที่ธุรกิจในท้องถิ่นจัดการรอยเท้าคาร์บอนและวิธีที่ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมีส่วนร่วมกับโครงการสีเขียวในอนาคต การแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นดิจิทัลมีเป้าหมายเพื่อทำให้การลงทุนที่ยั่งยืนเข้าถึงได้ง่ายและโปร่งใสมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในวงกว้างอย่างไรและจะมีกรอบการกำกับดูแลใดที่จะควบคุมสินทรัพย์สีเขียวดิจิทัลเหล่านี้ เนื่องจากโครงการอยู่ในขั้นตอนการศึกษา ผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและกลไกเฉพาะสำหรับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในโทเคนสีเขียวเหล่านี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดการสำหรับช่วงนำร่องและการบูรณาการโทเคนเหล่านี้เข้าสู่ตลาดการเงินไทยในวงกว้างต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:56 UTC

Lottery Plus ประกาศผู้โชคดีถูกรางวัลแจ็กพอต 72 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Lottery Plus ประกาศผู้โชคดีถูกรางวัลแจ็กพอต 72 ล้านบาท

ผู้โชคดี 5 รายได้รับรางวัลแจ็กพอตรวม 72 ล้านบาทผ่านแพลตฟอร์ม Lottery Plus หลังจากการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Lottery Plus ประกาศผู้โชคดีถูกรางวัลแจ็กพอต 72 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
Lottery Plus ประกาศผู้โชคดีถูกรางวัลแจ็กพอต 72 ล้านบาท

ผู้โชคดี 5 รายได้รับรางวัลแจ็กพอตรวม 72 ล้านบาทผ่านแพลตฟอร์ม Lottery Plus หลังจากการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ประกาศผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยรางวัลที่ 1 คือหมายเลข 730640 ภายหลังการประกาศผล แพลตฟอร์มออนไลน์ Lottery Plus รายงานว่ามีผู้โชคดี 5 รายที่ถูกรางวัลดังกล่าว โดยได้รับเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 72 ล้านบาท

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ แพลตฟอร์มดังกล่าวได้จัดรายการสดโดยมี “ป๋อง กพล” มาร่วมประกาศผลรางวัลเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จ เจ้าหน้าที่ได้นำสลากใบจริงที่ถูกรางวัลออกมาจากตู้เซฟเพื่อแสดงให้เห็นหลังจากการออกรางวัลเพียงไม่นาน สิ่งที่น่าสนใจคือผู้โชคดีบางรายเพิ่งซื้อสลากเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการประกาศผลอย่างเป็นทางการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการให้บริการสำหรับผู้เข้าร่วม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย สลากกินแบ่งรัฐบาลยังคงเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สำคัญซึ่งจัดขึ้นเดือนละสองครั้ง แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการได้รับเงินรางวัลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าการซื้อสลากกินแบ่งเป็นการพนันรูปแบบหนึ่ง ผลการออกรางวัลอย่างเป็นทางการในงวดนี้ยังรวมถึงรางวัลเลขหน้า 3 ตัว (060, 521) รางวัลเลขท้าย 3 ตัว (266, 041) และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว (64) ในขณะนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้โชคดีทั้ง 5 รายยังคงถูกเก็บเป็นความลับ และทางแพลตฟอร์มกำลังดำเนินการจ่ายเงินรางวัลให้กับผู้ถือสลากที่โชคดีต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:57 UTC

ไทยเปิดตัวกองทุน Deep Tech มูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อยกระดับนวัตกรรม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเปิดตัวกองทุน Deep Tech มูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อยกระดับนวัตกรรม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ NIA จัดตั้งกองทุน PE Trust มูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเปิดตัวกองทุน Deep Tech มูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อยกระดับนวัตกรรม

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเปิดตัวกองทุน Deep Tech มูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อยกระดับนวัตกรรม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ NIA จัดตั้งกองทุน PE Trust มูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ประกาศความร่วมมือในการยกระดับภาคส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ของไทย โดยหัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคล (PE Trust) มูลค่า 1 พันล้านบาท ซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนทางการเงินสำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

ควบคู่ไปกับกองทุนดังกล่าว ทางการได้เปิดตัว 'UHC Consortium' ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย 15 แห่งทั่วประเทศ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างการวิจัยทางวิชาการและการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาไปสู่โซลูชันทางธุรกิจที่ใช้งานได้จริง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวในการปรับปรุงเศรษฐกิจของไทยให้ทันสมัย ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสในการทำงานใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมไฮเทคและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล แม้ว่ากรอบการเงินจะถูกกำหนดไว้แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัครสำหรับสตาร์ทอัพและกำหนดการสำหรับการเบิกจ่ายเงินทุนรอบแรกยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยผู้สังเกตการณ์กำลังจับตามองว่ามหาวิทยาลัยทั้ง 15 แห่งจะบูรณาการขีดความสามารถด้านการวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:35 UTC

คาร์กิลล์ทุ่มงบ 2 พันล้านบาท ขยายฐานการผลิตสัตว์ปีกในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

คาร์กิลล์ทุ่มงบ 2 พันล้านบาท ขยายฐานการผลิตสัตว์ปีกในไทย

คาร์กิลล์ลงทุน 2 พันล้านบาทเพื่อยกระดับโรงงานแปรรูปสัตว์ปีกในประเทศไทย มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกระดับโลก

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

คาร์กิลล์ทุ่มงบ 2 พันล้านบาท ขยายฐานการผลิตสัตว์ปีกในไทย

แหล่งข่าวเดียว
คาร์กิลล์ทุ่มงบ 2 พันล้านบาท ขยายฐานการผลิตสัตว์ปีกในไทย

คาร์กิลล์ลงทุน 2 พันล้านบาทเพื่อยกระดับโรงงานแปรรูปสัตว์ปีกในประเทศไทย มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกระดับโลก

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ คาร์กิลล์ได้ประกาศการลงทุนมูลค่า 2,000 ล้านบาท (ประมาณ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขยายธุรกิจสัตว์ปีกในประเทศไทย นายวัชรพล ประสพเกียรติโภคา รองประธานและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจสัตว์ปีก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของคาร์กิลล์ กล่าวว่าโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

การลงทุนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร และนวัตกรรม โดยส่วนสำคัญของโครงการคือการติดตั้งสายการผลิตไก่ปรุงสุกระบบอัตโนมัติสายใหม่ ณ โรงงานในจังหวัดสระบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 นอกจากนี้ ในช่วง 2 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจและการบริหารต้นทุน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ "ศูนย์กลางอาหารของโลก" (Food Hub for the World) แม้ว่าการขยายตัวนี้จะมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสนับสนุนภาคธุรกิจบริการอาหารและค้าปลีกทั่วโลก แต่ผลกระทบที่ชัดเจนต่อราคาผู้บริโภคในท้องถิ่นหรือการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารโลก โดยระบบอัตโนมัติใหม่จะสามารถดำเนินการได้เต็มกำลังเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปี 2571

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:57 UTC

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องศาลภาษีอากรคัดค้านการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.5 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องศาลภาษีอากรคัดค้านการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.5 หมื่นล้านบาท

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อระงับความพยายามในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางภาษีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับหุ้นชินคอร์ป

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องศาลภาษีอากรคัดค้านการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.5 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องศาลภาษีอากรคัดค้านการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.5 หมื่นล้านบาท

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อระงับความพยายามในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางภาษีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับหุ้นชินคอร์ป

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง โดยการดำเนินการทางกฎหมายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อระงับไม่ให้กรมสรรพากรยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางภาษีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับการขายหุ้นชินคอร์ป

วิญญัติ ชาติมนตรี ตัวแทนทางกฎหมายของทักษิณ โต้แย้งว่าความพยายามในการยึดทรัพย์สินดังกล่าวมีความซ้ำซ้อน โดยระบุว่าเงินจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปในครั้งแรกนั้นถูกรัฐยึดไปหมดแล้ว และเสนอว่ากรมสรรพากรควรไปเรียกร้องจากกระทรวงการคลังแทนที่จะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ศาลภาษีอากรกลางได้นัดไต่สวนเพื่อพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในการระงับการยึดทรัพย์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2026

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางกฎหมายระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมืองและหน่วยงานภาษีของรัฐ แม้ว่าคดีนี้จะเป็นเรื่องทางกฎหมายภายในประเทศเป็นหลัก แต่ก็เน้นย้ำถึงความซับซ้อนของข้อพิพาททางการเงินในอดีตของประเทศไทย ในขณะนี้ยังคงต้องติดตามว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไรต่อคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว และกรมสรรพากรจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การจัดเก็บภาษีอย่างไรหลังจากการไต่สวนในเดือนตุลาคมนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:37 UTC

รัฐมนตรีพิพัฒน์ผลักดันงบกลาง 5 พันล้านบาทสำหรับระบบตั๋วร่วม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐมนตรีพิพัฒน์ผลักดันงบกลาง 5 พันล้านบาทสำหรับระบบตั๋วร่วม

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังผลักดันการจัดสรรงบกลางจำนวน 5 พันล้านบาท เพื่ออุดหนุนค่าโดยสารภายใต้ระบบตั๋วร่วมใหม่

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐมนตรีพิพัฒน์ผลักดันงบกลาง 5 พันล้านบาทสำหรับระบบตั๋วร่วม

แหล่งข่าวเดียว
รัฐมนตรีพิพัฒน์ผลักดันงบกลาง 5 พันล้านบาทสำหรับระบบตั๋วร่วม

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังผลักดันการจัดสรรงบกลางจำนวน 5 พันล้านบาท เพื่ออุดหนุนค่าโดยสารภายใต้ระบบตั๋วร่วมใหม่

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังเดินหน้าแผนสำหรับระบบ 'ตั๋วร่วม' แบบรวมศูนย์สำหรับเครือข่ายขนส่งสาธารณะของประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ รัฐมนตรีกำลังขอจัดสรรงบประมาณจำนวน 5 พันล้านบาทจากงบกลางเพื่อใช้เป็นเงินอุดหนุนค่าโดยสารสำหรับผู้โดยสาร

โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการเดินทางระหว่างผู้ให้บริการขนส่งต่างๆ ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ทำให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางผ่านเส้นทางรถไฟและรถประจำทางต่างๆ ในเมืองได้ง่ายขึ้น มีรายงานว่ารัฐมนตรีพิพัฒน์ได้เลือกธนาคารกรุงไทยให้เป็นผู้บริหารจัดการระบบเคลียริ่งสำหรับระบบนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่ารายได้จะถูกจัดสรรอย่างถูกต้องระหว่างผู้ให้บริการขนส่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากสัญญาว่าจะมอบประสบการณ์การขนส่งสาธารณะที่บูรณาการมากขึ้นและอาจมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น หากมีการนำมาใช้จริง ตั๋วใบเดียวอาจช่วยลดความซับซ้อนในการเดินทางประจำวันและลดความจำเป็นในการใช้บัตรชำระเงินหรือเหรียญโดยสารหลายใบ อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเปิดตัวระบบ ขอบเขตที่แน่นอนของการอุดหนุนค่าโดยสาร และการอนุมัติงบประมาณ 5 พันล้านบาทที่ร้องขอจากรัฐบาลกลาง คาดว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติมในขณะที่กระทรวงประสานงานกับหน่วยงานด้านการเงินและขนส่งที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:37 UTC

ชาวฉะเชิงเทราถูกรางวัลสลากออมสิน 10 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ชาวฉะเชิงเทราถูกรางวัลสลากออมสิน 10 ล้านบาท

ลูกค้าธนาคารออมสิน (GSB) ในจังหวัดฉะเชิงเทราถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 10 ล้านบาท ในงวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ชาวฉะเชิงเทราถูกรางวัลสลากออมสิน 10 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ชาวฉะเชิงเทราถูกรางวัลสลากออมสิน 10 ล้านบาท

ลูกค้าธนาคารออมสิน (GSB) ในจังหวัดฉะเชิงเทราถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 10 ล้านบาท ในงวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ มีผู้โชคดีในจังหวัดฉะเชิงเทราถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 10 ล้านบาท จากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี ของธนาคารออมสิน (GSB) ซึ่งเป็นสลากหน่วยละ 100 บาท

เพจ GSB Society ยืนยันว่าสลากใบที่ถูกรางวัลนั้นซื้อมาจากสาขาถนนมหาจักรพรรดิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยทางธนาคารระบุว่าจะดำเนินการโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนให้แก่ผู้ถูกรางวัลในวันถัดจากวันที่ออกรางวัล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมอย่างต่อเนื่องของระบบสลากออมสิน ซึ่งเป็นรูปแบบการออมเงินและการลงทุนที่ได้รับความนิยมและได้รับการรับรองจากภาครัฐ แม้ว่าการถูกรางวัลครั้งนี้จะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชุมชนท้องถิ่น แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงโครงสร้างของสลากออมสิน ผู้ที่เข้าร่วมโครงการออมเงินดังกล่าวควรตรวจสอบผลรางวัลโดยตรงผ่านช่องทางที่เป็นทางการ

ในขณะนี้ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ถูกรางวัลยังคงถูกเก็บเป็นความลับตามระเบียบปฏิบัติมาตรฐานของธนาคาร ผู้ที่ซื้อสลากสำหรับงวดวันที่ 16 กันยายน 2569 ควรตรวจสอบหมายเลขสลากของตนกับผลรางวัลอย่างเป็นทางการที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรางวัลอื่นที่อาจพลาดไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:36 UTC

ซูเลียนประเทศไทยขยายเครือข่ายเปิดเอเจนซี่ใหม่ที่ศาลายา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ซูเลียนประเทศไทยขยายเครือข่ายเปิดเอเจนซี่ใหม่ที่ศาลายา

บริษัทขายตรงซูเลียน (ประเทศไทย) ได้เปิดเอเจนซี่แห่งใหม่ที่ศาลายาอย่างเป็นทางการเพื่อขยายขอบเขตทางธุรกิจ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ซูเลียนประเทศไทยขยายเครือข่ายเปิดเอเจนซี่ใหม่ที่ศาลายา

แหล่งข่าวเดียว
ซูเลียนประเทศไทยขยายเครือข่ายเปิดเอเจนซี่ใหม่ที่ศาลายา

บริษัทขายตรงซูเลียน (ประเทศไทย) ได้เปิดเอเจนซี่แห่งใหม่ที่ศาลายาอย่างเป็นทางการเพื่อขยายขอบเขตทางธุรกิจ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 บริษัทขายตรงซูเลียน (ประเทศไทย) ได้ขยายฐานการดำเนินงานโดยการเปิดเอเจนซี่แห่งใหม่ในพื้นที่ศาลายา ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ต่อเนื่องของบริษัทในการขยายเครือข่ายธุรกิจและสร้างโอกาสทางการค้าเพิ่มเติมภายในภูมิภาค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในหรือใกล้ศาลายา การพัฒนานี้แสดงถึงกิจกรรมทางธุรกิจในท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นและการเข้าถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายของบริษัท แม้ว่าการเปิดเอเจนซี่แห่งนี้จะเป็นการขยายตัวทางกายภาพของแบรนด์ แต่ยังคงต้องติดตามดูว่าสถานที่เฉพาะแห่งนี้จะส่งผลต่อพลวัตของตลาดในท้องถิ่นอย่างไร หรือบริการใดที่จะได้รับความสำคัญสำหรับชุมชน

เนื่องจากนี่เป็นการประกาศขยายธุรกิจขององค์กร จึงไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อนักเดินทางหรือนักท่องเที่ยว ผู้ที่สนใจในรูปแบบธุรกิจของบริษัทหรือความพร้อมของผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ไซต์ใหม่นี้ ควรติดตามการสื่อสารอย่างเป็นทางการของบริษัทเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติม ผลกระทบระยะยาวของเอเจนซี่นี้ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและขนาดของการดำเนินงานที่เฉพาะเจาะจงยังคงต้องได้รับการยืนยันจากรายงานผลการดำเนินงานในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:18 UTC

กองทุน ThaiCI มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำสู่เป้าหมาย Net Zero
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กองทุน ThaiCI มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำสู่เป้าหมาย Net Zero

กองทุน Thai Climate Initiative Fund (ThaiCI) กำลังวางตำแหน่งเพื่อเชื่อมโยงเงินทุนระดับโลกเข้ากับโครงการในท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กองทุน ThaiCI มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำสู่เป้าหมาย Net Zero

แหล่งข่าวเดียว
กองทุน ThaiCI มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำสู่เป้าหมาย Net Zero

กองทุน Thai Climate Initiative Fund (ThaiCI) กำลังวางตำแหน่งเพื่อเชื่อมโยงเงินทุนระดับโลกเข้ากับโครงการในท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

ตามรายงานจาก Matichon Online กองทุน Thai Climate Initiative Fund (ThaiCI) กำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศเข้ากับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ โดยโครงการนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติของไทยในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ผ่านการส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงระดับชาติที่กว้างขึ้นไปสู่ความยั่งยืน ในขณะที่ประเทศบูรณาการเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกมากขึ้น ผู้มาเยือนอาจเริ่มสังเกตเห็นการเพิ่มขึ้นของโครงการโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว โครงการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในภาคส่วนต่างๆ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ทันสมัยพร้อมทั้งจัดการกับความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

แม้ว่าเป้าหมายของกองทุนจะมีความชัดเจน แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาธารณชนกำลังรอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบเวลาสำหรับการเปิดตัวโครงการ เกณฑ์ในการคัดเลือกธุรกิจหรือภูมิภาคในท้องถิ่นที่จะได้รับเงินทุน และผลกระทบที่วัดผลได้จากการลงทุนเหล่านี้ที่จะมีต่อชีวิตประจำวันหรือการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว เมื่อโครงการมีความคืบหน้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคาดว่าจะให้ความชัดเจนมากขึ้นว่าความร่วมมือระดับโลกเหล่านี้จะนำไปสู่การปรับปรุงที่เป็นรูปธรรมสำหรับสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของไทยได้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:16 UTC

ไทยผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการก่อสร้าง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการก่อสร้าง

รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา กำลังผลักดันโครงการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเน้นการใช้วัสดุรีไซเคิล เช่น ทรายสังเคราะห์ (M-Sand) และกระจกโซลาร์เซลล์สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการก่อสร้าง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการก่อสร้าง

รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา กำลังผลักดันโครงการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเน้นการใช้วัสดุรีไซเคิล เช่น ทรายสังเคราะห์ (M-Sand) และกระจกโซลาร์เซลล์สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำลังส่งเสริมการบูรณาการหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าสู่ภาคการก่อสร้างของประเทศอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างการจัดหาวัตถุดิบและแนวปฏิบัติในการก่อสร้างที่ยั่งยืน

องค์ประกอบสำคัญของการผลักดันนี้รวมถึงการใช้ 'M-Sand' (ทรายสังเคราะห์) และกระจกจากโซลาร์เซลล์รีไซเคิล การนำวัสดุเหล่านี้มาใช้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดขยะและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภายในอุตสาหกรรม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาเมืองและโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนมากขึ้นในประเทศไทย ในขณะที่ประเทศกำลังมุ่งสู่มาตรฐานการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้อยู่อาศัยอาจได้เห็นการเพิ่มขึ้นของไซต์ก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการใหม่ๆ

แม้ว่ารัฐบาลจะกำลังผลักดันการใช้วัสดุเหล่านี้อย่างแข็งขัน แต่กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการนำไปใช้ในวงกว้างในโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าวัสดุรีไซเคิลเหล่านี้จะถูกรวมเข้ากับกฎหมายควบคุมอาคารที่มีอยู่ได้อย่างไร และจะมีผลกระทบต่อต้นทุนหรือความทนทานของโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตหรือไม่ คาดว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของการดำเนินการและแรงจูงใจสำหรับผู้พัฒนาโครงการตามมาในภายหลัง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 10:16 UTC

Chememan ตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้ผลิตปูนขาว 5 อันดับแรกของโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Chememan ตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้ผลิตปูนขาว 5 อันดับแรกของโลก

บริษัทเคมีภัณฑ์ของไทย Chememan ประกาศกลยุทธ์การขยายธุรกิจครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้าที่จะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตปูนขาว 5 อันดับแรกของโลก ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในประเทศ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Chememan ตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้ผลิตปูนขาว 5 อันดับแรกของโลก

แหล่งข่าวเดียว
Chememan ตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้ผลิตปูนขาว 5 อันดับแรกของโลก

บริษัทเคมีภัณฑ์ของไทย Chememan ประกาศกลยุทธ์การขยายธุรกิจครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้าที่จะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตปูนขาว 5 อันดับแรกของโลก ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในประเทศ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 บริษัทเคมีภัณฑ์พื้นฐานของไทย Chememan ได้เปิดเผยแผนการที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหนึ่งในห้าผู้ผลิตปูนขาวรายใหญ่ของโลก โดยบริษัทระบุว่าเป้าหมายเชิงกลยุทธ์นี้เป็นผลมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญในภาคอุตสาหกรรมเคมีของไทยในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ในขณะที่ Chememan ขยายการดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการในระดับสากล การขยายตัวนี้อาจเป็นสัญญาณของกิจกรรมทางอุตสาหกรรมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ ภาคส่วนเคมีภัณฑ์ที่แข็งแกร่งมักทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังให้กับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นและโอกาสในการจ้างงานในภูมิภาคที่บริษัทดำเนินงานอยู่

แม้ว่าบริษัทจะแสดงความมั่นใจในเส้นทางสู่การจัดอันดับ 5 อันดับแรกของโลก แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ยังต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาที่ชัดเจนในการบรรลุเป้าหมายนี้ รวมถึงยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนหรือการอัปเกรดทางเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อให้ได้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญดังกล่าว ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าบริษัทจะดำเนินกลยุทธ์ในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูงอย่างไร และจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตภายในประเทศในปัจจุบันไปพร้อมกับการขยายฐานธุรกิจในระดับสากลได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 09:58 UTC