ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
เศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ✦
ความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย ✦
ความปลอดภัย ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน ✦
กีฬา ‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ✦
เทคโนโลยี พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร ✦
ทั่วไป ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานการณ์น้ำท่วมหนัก เหตุคลองเต็มความจุ ✦
ความปลอดภัย น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มรุนแรงในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ✦
กีฬา ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ไทยผ่านเข้ารอบศึกบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย ✦
กีฬา “บิว” ภูริพล ลมกรดไทยคว้าทองวิ่ง 100 เมตร เอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติการแข่งขัน ✦
กีฬา ครีเอเตอร์เกมชื่อดังเตือนภัย หลังถูกนักแข่งโปรลีกยืมเงินแสนแล้วไม่คืน ✦
เศรษฐกิจ

ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ฟิลิปปินส์ระงับภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้มและน้ำมันก๊าดเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางประเภทอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันก๊าด มาตรการทางการคลังนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในครัวเรือน ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อค่าครองชีพรายวันได้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศอาจสังเกตเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจทางอ้อมจากราคาเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์พลังงาน

แม้ว่าการระงับภาษีนี้มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในทันที แต่ระยะเวลาที่แน่นอนของมาตรการลดหย่อนภาษีนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทางการยังไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดนโยบายที่ชัดเจน และยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบทางการคลังต่องบประมาณของประเทศอย่างครบถ้วน ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระยะเวลาของมาตรการยกเว้นภาษีนี้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบด้านราคาเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นตามสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

ความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางการประเมินความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในประเทศไทย

ในขณะที่ประเทศไทยเผชิญกับช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง นักวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมและกำหนดเวลาที่จำเป็นต้องอพยพ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับฝนที่ตกต่อเนื่องและยาวนาน เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไทยอาจนำไปสู่การสะสมของน้ำในปริมาณมาก ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงเชิงรุกสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

คำแนะนำมุ่งเน้นไปที่การระบุตัวบ่งชี้เฉพาะที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ได้ถึงระดับวิกฤตซึ่งจำเป็นต้องมีการอพยพเพื่อความปลอดภัย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมความพร้อมส่วนบุคคลในช่วงฤดูฝน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการติดตามระดับน้ำในพื้นที่และคำเตือนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือที่สุดในการประเมินความรุนแรงของสถานการณ์

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อมูลนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบทั่วไปสำหรับการสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง ไม่ใช่คำสั่งฉุกเฉินเฉพาะเจาะจง เกณฑ์ในการตัดสินว่าเมื่อใดที่การอพยพกลายเป็นเรื่องบังคับอาจแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์ท้องถิ่น โครงสร้างพื้นฐาน และความรุนแรงของปริมาณน้ำฝน ณ ปัจจุบัน คำสั่งอพยพเฉพาะยังคงขึ้นอยู่กับการประเมินแบบเรียลไทม์โดยหน่วยงานท้องถิ่น ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ควรติดตามข้อมูลผ่านช่องทางที่เป็นทางการ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ เพื่อยืนยันสถานะของสถานที่ที่ตนอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

ความปลอดภัย

ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
ปทุมธานีตั้งวอร์รูมรับมือน้ำท่วม ระดมจิตอาสากรอกกระสอบทรายแจกชาวบ้าน

ทางการท้องถิ่นในจังหวัดปทุมธานีได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจกจ่ายกระสอบทราย 3,000 ใบให้แก่ประชาชนเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ทางการจังหวัดปทุมธานี นำโดยนายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง ได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูมรับมือน้ำท่วมขึ้นที่วัดแสงสรรค์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชนที่กำลังเผชิญกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้มอบกระสอบทรายจำนวน 3,000 ใบ โดยมีจิตอาสาและคนในชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันกรอกและขนย้ายกระสอบทรายเพื่อนำไปช่วยชาวบ้านเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือน ขณะนี้ศูนย์ดังกล่าวเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังระดับน้ำและประสานงานด้านสิ่งของบรรเทาทุกข์

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามอย่างจริงจังในการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัย แม้ว่าสถานการณ์จะอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้เขตคลองหลวงควรเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับระดับน้ำ ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่าภัยคุกคามจากน้ำท่วมจะคงอยู่นานเพียงใดและจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมหรือไม่หากระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีการดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:15 UTC

กีฬา

‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

ได้รับการยืนยัน
‘ก้อง-สมเกียรติ’ เตรียมลุยศึก ‘เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์’ สนามที่ 10 ที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต

สมเกียรติ จันทรา นักบิดชาวไทย เตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ที่ประเทศอิตาลี

ตามรายงานจาก Thai Post สมเกียรติ จันทรา นักบิดชื่อดังชาวไทย กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามเครโมน่า เซอร์กิต ประเทศอิตาลี

สำหรับแฟนกีฬาและผู้ติดตามวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย การปรากฏตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพนักแข่งของสมเกียรติ ในขณะที่เขาก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกอย่างเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สนามเครโมน่า เซอร์กิต ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความท้าทายทางเทคนิคของสนาม จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับนักบิดไทยในการประชันฝีมือกับคู่แข่งระดับนานาชาติ

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้อยู่อาศัยที่สนใจในกีฬามอเตอร์สปอร์ต เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของนักกีฬาไทยในเวทีระดับโลก แม้ว่าความตื่นเต้นเกี่ยวกับการเข้าร่วมแข่งขันจะมีสูง แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเวลาในการควอลิฟายและผลการแข่งขันยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการต่อไป ผู้ชมที่วางแผนจะติดตามการแข่งขันควรตรวจสอบข้อมูลอัปเดตจากทางรายการอย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนตารางเวลาที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศหรือสภาพสนาม การเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำสำหรับแฟนกีฬาชาวไทยที่ต้องการส่งกำลังใจให้ตัวแทนของชาติในการแข่งขันบนสนามแข่งในยุโรป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:17 UTC

เทคโนโลยี

พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

แหล่งข่าวเดียว
พระพยอมเตือนภัยมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมคลิปโฆษณาสมุนไพร

พระพยอม กัลยาโณ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาสมุนไพรบนโซเชียลมีเดียที่ใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอแอบอ้างชื่อท่านเพื่อหลอกขายสินค้า

ข้อมูลเท็จจาก AI

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พระพยอม กัลยาโณ ได้ออกมาเตือนภัยประชาชนเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด โดยระบุว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI สร้างคลิปวิดีโอปลอม (Deepfake) เพื่อแอบอ้างว่าท่านเป็นผู้แนะนำสมุนไพรต่างๆ ว่าสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด

คำชี้แจงจากพระพยอม

พระพยอมได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือโฆษณาสมุนไพรเหล่านั้น โดยท่านย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลของคำกล่าวอ้างดังกล่าว เนื่องจากท่านไม่มีความรู้ด้านเภสัชกรรมและไม่มีความสามารถในการผลิตยา พร้อมทั้งขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงและอย่าหลงเชื่อโฆษณาออนไลน์ที่หลอกลวงเหล่านี้

ผลกระทบและการตรวจสอบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของมิจฉาชีพที่ใช้ AI บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบความถูกต้องของคำแนะนำด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะหรือผู้นำทางศาสนา ทั้งนี้ ยังต้องรอการยืนยันว่าเพจโซเชียลมีเดียใดบ้างที่เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อผู้กระทำผิดหรือไม่ ผู้บริโภคควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตสำหรับปัญหาสุขภาพ แทนการเชื่อถือคำกล่าวอ้างบนโซเชียลมีเดีย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 15:10 UTC

ทั่วไป

ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานการณ์น้ำท่วมหนัก เหตุคลองเต็มความจุ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานการณ์น้ำท่วมหนัก เหตุคลองเต็มความจุ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่าฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้คลองหลายแห่งเต็มความจุ ส่งผลให้การระบายน้ำในกรุงเทพฯ ทำได้ยากขึ้น

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณคลองประเวศบุรีรมย์และบึงหนองบอน หลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งในบางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสูงกว่า 150 มิลลิเมตร ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่าปัญหาหลักในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องท่อระบายน้ำอุดตัน แต่เป็นเพราะเครือข่ายคลองของเมืองเต็มความจุ ทำให้ไม่สามารถรับน้ำเพิ่มได้

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ใกล้เคียงริมคลองต่อไปอีกระยะหนึ่ง นายชัชชาติระบุว่าแม้เครื่องสูบน้ำจะทำงานเต็มกำลัง แต่ด้วยปริมาณน้ำมหาศาลทำให้การระบายน้ำทำได้ยาก โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งกำจัดขยะและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมเตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เพิ่มเติมในจุดวิกฤต

นายชัชชาติเน้นย้ำว่าเจ้าหน้าที่ กทม. จะปฏิบัติงานตลอดทั้งคืนเนื่องจากพยากรณ์อากาศคาดว่าจะมีฝนตกต่อเนื่อง แม้ทางเมืองจะพยายามบริหารจัดการระดับน้ำอย่างเต็มที่ แต่ประสิทธิภาพของการระบายน้ำยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนที่ตกลงมา ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ริมคลองติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการสัญจรในพื้นที่ดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ทั้งนี้ ระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:55 UTC

ความปลอดภัย

น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มรุนแรงในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มรุนแรงในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี

ฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในจังหวัดจันทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงกว้าง

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี กำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตหลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ตำบลขุนซ่อง ตำบลพวา และตำบลสามพี่น้องอย่างหนัก

เหตุการณ์น่าสลดใจคือดินถล่มทับกุฏิพระในสำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ส่งผลให้มีพระมรณภาพ 1 รูป นอกจากนี้ น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน สวนผลไม้ และเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ โดยเฉพาะถนนสายรอง เช่น ถนนหน้าวัดธรรมทาน และถนนเชื่อมต่อบ้านเขาป้อมไปยังบ้านวังอีแอ่น ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถสัญจรได้เนื่องจากระดับน้ำสูง แม้ว่าถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นเส้นทางหลักจะยังคงใช้งานได้ แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครกู้ภัย กำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเน้นการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและการอพยพผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงอันตรายในการสัญจรบนถนนสายรองในพื้นที่ช่วงสภาพอากาศรุนแรง ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่ากระบวนการฟื้นฟูจะใช้เวลานานเท่าใด และจะมีฝนตกลงมาเพิ่มจนทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นอีกหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:55 UTC

กีฬา

ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ไทยผ่านเข้ารอบศึกบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย

แหล่งข่าวเดียว
ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ไทยผ่านเข้ารอบศึกบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย

แม้จะพ่ายแพ้ 2 นัด แต่ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ของไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของการแข่งขันบาสเกตบอลนักเรียนเอเชียได้สำเร็จ โดยทำคะแนนรวมได้สูงสุด

ตามรายงานจาก Matichon Online ทีมบาสเกตบอลหญิง 3x3 ของไทยประสบความสำเร็จในการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของการแข่งขันบาสเกตบอลนักเรียนเอเชีย แม้ว่าทีมจะพ่ายแพ้ไป 2 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็สามารถคว้าอันดับที่ 2 ของกลุ่มมาครองได้สำเร็จ เนื่องจากมีคะแนนรวมสูงกว่าคู่แข่งทีมอื่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในกีฬาในท้องถิ่น ผลการแข่งขันนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขันและความมุ่งมั่นของทีมไทยในรายการระดับภูมิภาค ความสามารถของทีมในการผ่านเข้ารอบแม้จะพบกับอุปสรรคเน้นย้ำถึงความสำคัญของผลต่างคะแนนในรูปแบบ 3x3 ซึ่งมักจะให้รางวัลแก่ความสม่ำเสมอในการทำคะแนน แม้ว่าผลการแข่งขันในบางนัดจะไม่เป็นใจก็ตาม

ในขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับคู่แข่งในรอบถัดไปหรือตารางการแข่งขันที่แน่นอน แฟนกีฬาและผู้ติดตามสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการของการแข่งขันเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของทีมในรอบต่อไป ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักกีฬานักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันในขณะที่พวกเขายังคงเป็นตัวแทนของประเทศไทยบนเวทีระดับนานาชาติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:50 UTC

กีฬา

“บิว” ภูริพล ลมกรดไทยคว้าทองวิ่ง 100 เมตร เอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติการแข่งขัน

แหล่งข่าวเดียว
“บิว” ภูริพล ลมกรดไทยคว้าทองวิ่ง 100 เมตร เอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติการแข่งขัน

ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาทีมชาติไทย คว้าเหรียญทองวิ่ง 100 เมตร ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 พร้อมสร้างสถิติใหม่ของการแข่งขัน

“บิว” ภูริพล บุญสอน นักวิ่งลมกรดทีมชาติไทย สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากรายงานของข่าวสดออนไลน์ ภูริพลเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 9.90 วินาที ซึ่งถือเป็นการทำลายสถิติการแข่งขันในรายการนี้

หลังจบการแข่งขัน ภูริพลได้แสดงความดีใจด้วยท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ของ มาเตอุส คุนญา กองหน้าจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเจ้าตัวเผยว่าท่าดังกล่าวเกิดขึ้นเองโดยฉับพลันในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ สำหรับแฟนกีฬาและประชาชนในประเทศไทย ผลงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์กรีฑาของชาติ

สำหรับการแข่งขันในรายการถัดไป ภูริพลยังมีโปรแกรมลงแข่งขันอีก 2 รายการ คือ วิ่ง 200 เมตร และวิ่งผลัด 4x100 เมตรชาย โดยนักกรีฑาหนุ่มได้เปรยว่าหากคว้าเหรียญทองเพิ่มได้อีก อาจจะเปลี่ยนท่าดีใจเป็นท่าอื่น แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกท่าของใคร แม้ว่าฟอร์มการวิ่งในปัจจุบันจะยอดเยี่ยมมาก แต่แฟนกีฬาและผู้ติดตามต่างรอลุ้นว่าเขาจะสามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้หรือไม่ในการแข่งขันที่เหลือ ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติและสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นของนักกีฬาไทยในระดับทวีป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:55 UTC

กีฬา

ครีเอเตอร์เกมชื่อดังเตือนภัย หลังถูกนักแข่งโปรลีกยืมเงินแสนแล้วไม่คืน

แหล่งข่าวเดียว
ครีเอเตอร์เกมชื่อดังเตือนภัย หลังถูกนักแข่งโปรลีกยืมเงินแสนแล้วไม่คืน

กิตงาย ครีเอเตอร์เกมชื่อดังชาวไทย ได้ออกมาเปิดเผยผ่านคลิปวิดีโอว่านักแข่งอีสปอร์ตระดับโปรลีกรายหนึ่งไม่ยอมคืนเงินที่ยืมไปจำนวน 100,000 บาท แม้ว่าจะมีการทำสัญญากันไว้แล้วก็ตาม

กฤษฎา 'กิตงาย' ปิมลื้อ ครีเอเตอร์เกมชื่อดังและอดีตนักแข่งและโค้ช RoV มืออาชีพ ได้ออกมาแบ่งปันประสบการณ์เตือนภัยเกี่ยวกับข้อพิพาททางการเงินกับนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพอีกรายหนึ่ง ในคลิปวิดีโอที่ทำร่วมกับครีเอเตอร์อย่าง 'ใจร้าว' และ 'Chicken V' กิตงายเปิดเผยว่าเขาได้ให้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่นักแข่งที่มีโปรไฟล์น่าเชื่อถือหลังจากที่บุคคลดังกล่าวมาขอยืมเงิน

แม้ว่าจะมีการทำสัญญายืมเงินอย่างเป็นทางการ แต่กิตงายระบุว่าเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปีแล้วแต่เขายังไม่ได้รับเงินคืนแม้แต่บาทเดียว พร้อมระบุว่าผู้ยืมได้หยุดตอบข้อความของเขาไปแล้ว กิตงายแสดงความกังวลว่าผู้อื่น รวมถึงแฟนคลับที่อาจไม่ทราบถึงพฤติกรรมส่วนตัวของนักแข่งรายนี้ อาจถูกสถานะทางอาชีพของนักกีฬาคนดังกล่าวทำให้หลงเชื่อได้ เขาเน้นย้ำว่าจุดประสงค์ของคลิปนี้คือเพื่อเตือนชุมชนเกมให้ระมัดระวังเรื่องการให้ผู้อื่นยืมเงิน แม้จะเป็นบุคคลที่มีโปรไฟล์ทางอาชีพที่ดูน่าเชื่อถือก็ตาม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ติดตามวงการอีสปอร์ตไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินส่วนบุคคล โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงสาธารณะของบุคคลนั้นๆ แม้กิตงายจะอ้างว่าอาจมีผู้อื่นที่ได้รับผลกระทบจากบุคคลเดียวกันนี้ แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยัน ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยชื่อของผู้ยืมต่อสาธารณะ และสถานะทางกฎหมายของสัญญายืมเงินยังคงเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคู่กรณี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:56 UTC

Chang Cold Brew เปิดตัว 'Mini Can' ขนาด 250 มล. เจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Chang Cold Brew เปิดตัว 'Mini Can' ขนาด 250 มล. เจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

Chang Cold Brew ได้เปิดตัว 'Mini Can' ขนาด 250 มล. ใหม่ พร้อมฝาเปิดกว้าง 360 องศา เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดเบียร์ไทยที่มีมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Chang Cold Brew เปิดตัว 'Mini Can' ขนาด 250 มล. เจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

แหล่งข่าวเดียว
Chang Cold Brew เปิดตัว 'Mini Can' ขนาด 250 มล. เจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

Chang Cold Brew ได้เปิดตัว 'Mini Can' ขนาด 250 มล. ใหม่ พร้อมฝาเปิดกว้าง 360 องศา เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดเบียร์ไทยที่มีมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท

ตามรายงานจาก Matichon Online ทาง Chang Cold Brew ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ 'Mini Can' ขนาด 250 มล. อย่างเป็นทางการ การเปิดตัวครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และผู้ที่มองหาทางเลือกในการดื่มที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยจุดเด่นสำคัญของบรรจุภัณฑ์ใหม่นี้คือฝาเปิดกว้างแบบ 360 องศา ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการดื่มให้ดียิ่งขึ้น

ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่แบรนด์ต้องการเสริมความแข็งแกร่งในตลาดเบียร์ที่มีการแข่งขันสูงในประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1.6 แสนล้านบาท การนำเสนอขนาดที่เล็กลงและพกพาสะดวกนี้เป็นความพยายามของบริษัทในการกระจายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนาครั้งนี้หมายความว่าจะมีตัวเลือกบรรจุภัณฑ์ใหม่ของ Chang Cold Brew วางจำหน่ายตามร้านค้าต่างๆ แม้ว่าผลิตภัณฑ์จะเริ่มเข้าสู่ตลาดแล้ว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า 'Mini Can' รูปแบบนี้จะมีการกระจายสินค้าครอบคลุมในภูมิภาคต่างๆ และเครือข่ายร้านค้าปลีกทั่วประเทศมากน้อยเพียงใด ผู้บริโภคที่สนใจทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่สามารถมองหากระป๋องแบบเปิดกว้างได้ที่ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 23:10 UTC

การส่งออกไทยเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การส่งออกไทยเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลง

ภาคการส่งออกของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในขณะที่รอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเร่งกระจายตลาดเพื่อการเติบโตในอนาคต

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การส่งออกไทยเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลง

แหล่งข่าวเดียว
การส่งออกไทยเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลง

ภาคการส่งออกของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในขณะที่รอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเร่งกระจายตลาดเพื่อการเติบโตในอนาคต

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ อุตสาหกรรมการส่งออกของไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญเนื่องจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาที่กำลังพัฒนา แม้ว่าการหารือเกี่ยวกับข้อตกลง ART จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความไม่แน่นอนของตลาด แต่ภาคส่วนนี้ยังคงอยู่ในสถานะเฝ้าระวัง

รายละเอียดสำคัญที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ได้แก่ อัตราภาษีศุลกากรขั้นสุดท้ายของสหรัฐฯ รายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่ปรับปรุงใหม่ และข้อกำหนดเกี่ยวกับเงื่อนไขแรงงานบังคับ ตัวแปรเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออกไทยในการวางแผนกลยุทธ์สำหรับปี 2570 และปีต่อๆ ไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในด้านความพร้อมจำหน่ายและราคาของสินค้าที่ต้องพึ่งพากระแสการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันจะยังคงจำกัด แต่ภาคเอกชนกำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อกระจายตลาดส่งออกเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ในขณะนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเงื่อนไขทางการค้าเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดภูมิทัศน์การแข่งขันสำหรับสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ในท้ายที่สุด คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเมื่อการเจรจาคืบหน้าและมีการกำหนดกรอบนโยบายขั้นสุดท้าย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 23:10 UTC

การทางพิเศษแห่งประเทศไทยประกาศแผนขยายทางด่วนมูลค่า 3 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การทางพิเศษแห่งประเทศไทยประกาศแผนขยายทางด่วนมูลค่า 3 แสนล้านบาท

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยแผนการลงทุนขนาดใหญ่ 3 แสนล้านบาท เพื่อก่อสร้างทางด่วนใหม่ 8 เส้นทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดและส่งเสริมการเชื่อมต่อด้านการท่องเที่ยว

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การทางพิเศษแห่งประเทศไทยประกาศแผนขยายทางด่วนมูลค่า 3 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
การทางพิเศษแห่งประเทศไทยประกาศแผนขยายทางด่วนมูลค่า 3 แสนล้านบาท

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยแผนการลงทุนขนาดใหญ่ 3 แสนล้านบาท เพื่อก่อสร้างทางด่วนใหม่ 8 เส้นทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดและส่งเสริมการเชื่อมต่อด้านการท่องเที่ยว

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวอย่างต่อเนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 54 ของการดำเนินงาน โดยหน่วยงานได้ประกาศแผนการลงทุนครั้งสำคัญรวมมูลค่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างทางด่วนใหม่ 8 เส้นทาง รวมระยะทางทั้งสิ้น 224.6 กิโลเมตร

โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นอกเหนือจากการบรรเทาปัญหาในเขตเมืองแล้ว โครงการยังมีเป้าหมายที่จะขยายเครือข่ายการคมนาคมเพื่อรองรับการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งอาจช่วยให้การเดินทางของทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระหว่างศูนย์กลางหลักและสถานที่ท่องเที่ยวในภูมิภาคมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย การขยายตัวนี้ถือเป็นความพยายามในระยะยาวเพื่อปรับปรุงการเชื่อมต่อทั่วประเทศ แม้ว่าโครงการจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดเวลาในการเดินทางและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงภูมิภาคที่มีการท่องเที่ยวสูง แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกำหนดการก่อสร้างที่แน่นอนของแต่ละเส้นทางจากทั้ง 8 เส้นทาง รวมถึงวันที่คาดว่าจะแล้วเสร็จของแต่ละส่วนนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ในขณะที่โครงการดำเนินไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะรอติดตามข้อมูลเพิ่มเติมว่าเส้นทางใหม่เหล่านี้จะบูรณาการเข้ากับระบบขนส่งที่มีอยู่เดิมอย่างไร และจะมีผลกระทบเฉพาะเจาะจงอย่างไรต่อเส้นทางการเดินทางไปยังจังหวัดท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 23:10 UTC

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 14 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 14 กันยายน 2569

ราคาขายปลีกน้ำมันล่าสุดที่สถานีบริการบางจาก ณ วันที่ 14 กันยายน 2569

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 14 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 14 กันยายน 2569

ราคาขายปลีกน้ำมันล่าสุดที่สถานีบริการบางจาก ณ วันที่ 14 กันยายน 2569

ตามข้อมูลที่รายงานโดย ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาขายปลีกน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันบางจากได้รับการปรับปรุงสำหรับผู้บริโภคแล้ว

ณ วันนี้ แก๊สโซฮอล์ 95 จำหน่ายในราคาลิตรละ 39.09 บาท ในขณะที่แก๊สโซฮอล์ 91 จำหน่ายในราคาลิตรละ 38.72 บาท สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ดีเซล ปัจจุบันดีเซล B7 มีราคาอยู่ที่ลิตรละ 39.84 บาท และดีเซล B20 มีจำหน่ายในราคาลิตรละ 34.84 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ระดับราคาเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ว่าจะใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือบริการขนส่งสาธารณะที่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงประเภทเหล่านี้ การติดตามความผันผวนของราคาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่วางแผนการเดินทางระยะไกลหรือจัดการค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน

ทั้งนี้ ยังคงต้องรอการยืนยันว่าราคาเหล่านี้เปรียบเทียบกับผู้ค้าปลีกน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ ทั่วประเทศอย่างไร เนื่องจากราคาอาจมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละแบรนด์และภูมิภาค ผู้บริโภคควรตรวจสอบป้ายแสดงราคาที่สถานีบริการในพื้นที่เพื่อรับทราบราคาที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุดในตำแหน่งที่ท่านอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 14 กันยายน 2026, 01:16 UTC

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่กรอบ 3.75-4% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่กรอบ 3.75-4% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ประกาศมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในกรอบ 3.75-4% ตามรายงานจาก Prachachat Business ความเคลื่อนไหวนี้เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ตลาดคาดการณ์ไว้ในวงกว้างว่าเป็นมาตรการเชิงกลยุทธ์เพื่อสกัดกั้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงดำเนินอยู่

นอกเหนือจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้แล้ว 'Dot Plot' ล่าสุดของเฟด ซึ่งเป็นแผนภูมิที่สะท้อนถึงความคาดหวังด้านนโยบายของคณะกรรมการ ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งก่อนสิ้นปี 2026 โดยการคาดการณ์นี้อ้างอิงจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่กำลังเร่งตัวขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลกระทบต่อตลาดเงินทั่วโลกและความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเงินบาท การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มักนำไปสู่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจซื้อของผู้ที่ถือครองเงินดอลลาร์หรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทย

แม้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในทันทีจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่ช่วงเวลาที่แน่นอนและขนาดของการปรับขึ้นในอนาคตยังคงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อสภาวะทางการเงินระหว่างประเทศและเสถียรภาพของตลาดในท้องถิ่นอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 19:30 UTC

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องศาลภาษีคัดค้านการยึดทรัพย์ 1.5 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องศาลภาษีคัดค้านการยึดทรัพย์ 1.5 หมื่นล้านบาท

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรเพื่อระงับการยึดทรัพย์สินมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทโดยกรมสรรพากร

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องศาลภาษีคัดค้านการยึดทรัพย์ 1.5 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ทักษิณ ชินวัตร ยื่นฟ้องศาลภาษีคัดค้านการยึดทรัพย์ 1.5 หมื่นล้านบาท

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรเพื่อระงับการยึดทรัพย์สินมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทโดยกรมสรรพากร

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการทางกฎหมายในศาลภาษีอากรเพื่อระงับไม่ให้กรมสรรพากรยึดทรัพย์สินมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยตัวแทนทางกฎหมายของอดีตผู้นำโต้แย้งว่าความพยายามในการจัดเก็บภาษีในปัจจุบันเกินกว่าความรับผิดที่กำหนดไว้ตามคำพิพากษาของศาลก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ทีมกฎหมายยังกล่าวอ้างว่ามีบุคคลที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตนอยู่เบื้องหลังการดำเนินการบังคับคดีเหล่านี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางกฎหมายที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมือง แม้ว่าคดีลักษณะนี้จะเป็นเรื่องปกติในภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทย แต่ก็เน้นย้ำถึงความซับซ้อนของการบังคับใช้กฎหมายภาษีและกระบวนการยุติธรรมของประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวยังคงมีความไม่แน่นอน และยังไม่มีการยืนยันว่าศาลภาษีอากรจะมีคำสั่งอย่างไรต่อคำร้องขอให้ระงับการยึดทรัพย์ หรือกรมสรรพากรจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การจัดเก็บภาษีเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องเหล่านี้หรือไม่ ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากศาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อพิพาททางกฎหมายนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 17:17 UTC

ตลาดแรงงานไทยเผชิญความท้าทายในการปรับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดแรงงานไทยเผชิญความท้าทายในการปรับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการ

ในขณะที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าทางธุรกิจ นายจ้างในไทยต่างมองหาแรงงานที่มีความพร้อมในการทำงานทันที ในขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการค้นหาเส้นทางอาชีพของตนเอง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดแรงงานไทยเผชิญความท้าทายในการปรับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการ

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดแรงงานไทยเผชิญความท้าทายในการปรับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการ

ในขณะที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าทางธุรกิจ นายจ้างในไทยต่างมองหาแรงงานที่มีความพร้อมในการทำงานทันที ในขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการค้นหาเส้นทางอาชีพของตนเอง

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการบูรณาการทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ภาคธุรกิจกำลังให้ความสำคัญกับการสรรหาบุคลากรที่มีความคล่องตัวในการปรับตัวเข้ากับเครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่และมีความพร้อมในการปฏิบัติงานได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างความต้องการของอุตสาหกรรมและความชัดเจนในเส้นทางอาชีพของคนรุ่นใหม่ แรงงานรุ่นใหม่จำนวนมากรายงานว่ายังมีความไม่แน่ใจเกี่ยวกับจุดแข็งทางวิชาชีพและเป้าหมายในระยะยาวของตนเอง เพื่อตอบสนองต่อเรื่องนี้ องค์กรต่างๆ เช่น KTC จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่นอกเหนือไปจากการฝึกอบรมภายใน โดยมุ่งเน้นไปที่การมอบประสบการณ์จริงให้กับเยาวชน เพื่อให้พวกเขาได้ค้นพบศักยภาพของตนเองและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งความสามารถในการปรับตัวและประสบการณ์จริงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แม้ว่าโครงการริเริ่มจากภาคเอกชนนี้จะมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างทางทักษะ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าโครงการให้คำปรึกษาและการพัฒนาเหล่านี้จะขยายตัวไปยังภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามดูว่าความพยายามเหล่านี้จะสามารถปรับความคาดหวังของแรงงานรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดิจิทัลของประเทศได้สำเร็จหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 17:18 UTC

กมธ.วุฒิสภาตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วม 530 ล้านบาทในสงขลา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กมธ.วุฒิสภาตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วม 530 ล้านบาทในสงขลา

คณะกรรมาธิการงบประมาณของวุฒิสภากำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมมูลค่า 530 ล้านบาทในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กมธ.วุฒิสภาตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วม 530 ล้านบาทในสงขลา

แหล่งข่าวเดียว
กมธ.วุฒิสภาตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วม 530 ล้านบาทในสงขลา

คณะกรรมาธิการงบประมาณของวุฒิสภากำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมมูลค่า 530 ล้านบาทในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณของวุฒิสภา นำโดยนายศุภโชค ศาลากิจ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ตำบลเกาะแต้ว จังหวัดสงขลา การตรวจสอบมุ่งเน้นไปที่การใช้จ่ายงบประมาณจำนวน 530 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาเพื่อใช้ในโครงการฟื้นฟูพื้นที่หลังประสบภัยน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่

การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องมาจากข้อร้องเรียนอย่างเป็นทางการจากตัวแทนภาคประชาชน ได้แก่ นายเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ และนายเกรียงไกร คมขำ ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกต 5 ประเด็นหลักเกี่ยวกับโครงการ โดยกล่าวหาว่าอาจมีการทุจริตและตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณที่ใช้ไป คณะกรรมาธิการได้เข้าตรวจสอบพื้นที่บ่อขยะเกาะแต้วเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนเชิงลึกในข้อกล่าวหาดังกล่าว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การตรวจสอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง แม้คณะกรรมาธิการจะยืนยันถึงการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แต่ข้อกล่าวหายังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินที่ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัด ยังไม่มีการออกผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการว่ามีการกระทำผิด และการสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ ผู้ที่สนใจควรติดตามรายงานเพิ่มเติมจากคณะกรรมาธิการวุฒิสภาเพื่อดูว่าการดำเนินโครงการเป็นไปตามมาตรฐานทางกฎหมายและการเงินหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 16:16 UTC

หนุ่มพัทลุงดวงเฮง ถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

หนุ่มพัทลุงดวงเฮง ถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท

ชายวัย 33 ปีจากจังหวัดพัทลุงถูกรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย รับเงินรางวัล 12 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

หนุ่มพัทลุงดวงเฮง ถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
หนุ่มพัทลุงดวงเฮง ถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท

ชายวัย 33 ปีจากจังหวัดพัทลุงถูกรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย รับเงินรางวัล 12 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ประกาศผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยรางวัลที่ 1 คือหมายเลข 730640 ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ นายวัชรากร ทองมาก อายุ 33 ปี ชาวตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ถูกรางวัลดังกล่าว

นายวัชรากร ซึ่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากยี่ปั๊วในพื้นที่ก่อนวันออกรางวัลเพียงไม่นาน วางแผนที่จะนำเงินรางวัล 12 ล้านบาทไปใช้หนี้สินครอบครัว ลงทุนทำธุรกิจ และเก็บเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกทั้ง 3 คน โดยนางสาวสุดาดวง อินรัสพงค์ ภรรยาของเขาได้แสดงความดีใจอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงสถานะทางการเงินในครั้งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมในการเสี่ยงโชคผ่านระบบสลากกินแบ่งรัฐบาลที่แพร่หลายทั่วประเทศไทย แม้ว่าเงินรางวัลนี้จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับครอบครัวในทันที แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ของเกมเสี่ยงโชคเหล่านี้ ทั้งนี้ ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนธุรกิจที่ครอบครัวตั้งใจจะดำเนินการ หรือวิธีการจัดการสถานะทางการเงินใหม่ของพวกเขา ข่าวดังกล่าวถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจในระดับท้องถิ่นภายหลังการประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 15:16 UTC

เหตุลักทรัพย์บ้านที่อุดรธานี พบค่าไฟพุ่งสูงผิดปกติ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เหตุลักทรัพย์บ้านที่อุดรธานี พบค่าไฟพุ่งสูงผิดปกติ

ชายชาวกรุงเทพฯ พบว่าบ้านของแม่ที่ไม่มีคนอยู่ถูกคนร้ายขโมยทรัพย์สินไปจนหมด พร้อมกับบิลค่าไฟฟ้าที่สูงเกือบ 5 หมื่นบาทโดยไม่ทราบสาเหตุ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เหตุลักทรัพย์บ้านที่อุดรธานี พบค่าไฟพุ่งสูงผิดปกติ

แหล่งข่าวเดียว
เหตุลักทรัพย์บ้านที่อุดรธานี พบค่าไฟพุ่งสูงผิดปกติ

ชายชาวกรุงเทพฯ พบว่าบ้านของแม่ที่ไม่มีคนอยู่ถูกคนร้ายขโมยทรัพย์สินไปจนหมด พร้อมกับบิลค่าไฟฟ้าที่สูงเกือบ 5 หมื่นบาทโดยไม่ทราบสาเหตุ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นายสิทธิพล อายุ 57 ปี ชาวกรุงเทพฯ ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี หลังพบว่าบ้านพักของแม่ที่ไม่มีคนอยู่อาศัยในตำบลบ้านจั่น อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ถูกคนร้ายงัดแงะและขโมยทรัพย์สินไปหลายรายการ ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ทรัพย์สินที่สูญหายรวมถึงเครื่องปรับอากาศ ปั๊มน้ำ เครื่องตัดหญ้า และสายไฟทั้งภายในและภายนอกตัวบ้าน

เหตุการณ์นี้ถูกพบหลังจากที่นายสิทธิพลสังเกตเห็นความผิดปกติของบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนกันยายน ซึ่งพุ่งสูงถึง 49,681.90 บาท จากปกติที่เคยจ่ายไม่ถึง 100 บาทต่อเดือน นายสิทธิพลแสดงความกังวลใจเนื่องจากเมื่อติดต่อไปยังสำนักงานไฟฟ้าในพื้นที่ กลับไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่เพียงแต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากไฟฟ้ารั่ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของบ้าน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการปล่อยบ้านทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแลเป็นเวลานาน นอกเหนือจากการสูญเสียทรัพย์สินแล้ว ความผิดปกติของค่าสาธารณูปโภคอาจเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของการบุกรุกพื้นที่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวน โดยยังต้องรอการยืนยันว่าค่าไฟฟ้าที่สูงผิดปกตินั้นเกิดจากการกระทำของคนร้ายหรือความขัดข้องทางเทคนิค และยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 14:55 UTC

ชาวไทใหญ่ถูกรางวัลที่ 1 รับโชค 12 ล้านบาทที่เชียงใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ชาวไทใหญ่ถูกรางวัลที่ 1 รับโชค 12 ล้านบาทที่เชียงใหม่

ชาวบ้านในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท หลังซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เหลือจากแผงขาย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ชาวไทใหญ่ถูกรางวัลที่ 1 รับโชค 12 ล้านบาทที่เชียงใหม่

แหล่งข่าวเดียว
ชาวไทใหญ่ถูกรางวัลที่ 1 รับโชค 12 ล้านบาทที่เชียงใหม่

ชาวบ้านในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท หลังซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เหลือจากแผงขาย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ชายชาวไทใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ 'ลุงคำ' ได้รับโชคใหญ่จากการถูกรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับตลาดแม่มาลัย ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

การถูกรางวัลครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการโพสต์ขอความช่วยเหลือผ่านโซเชียลมีเดียโดยแม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาลชื่อ 'น้องฝ้าย' ซึ่งต้องการให้ช่วยซื้อสลากที่เหลือจากการขาย หรือที่เรียกกันว่า 'หวยเคิ้น' โดยมีเพื่อนแม่ค้าชื่อ 'น้องขวัญ' ช่วยอำนวยความสะดวกในการขายสลากที่เหลือ ลุงคำซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่แม่มาลัยได้ซื้อสลากชุดหนึ่งซึ่งมีสลาก 2 ใบ หมายเลข 730640

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีปฏิบัติในท้องถิ่นที่มักจะช่วยอุดหนุนแม่ค้าขายสลากรายย่อยที่มักประสบปัญหาขายสลากไม่หมดก่อนวันออกรางวัล แม้เหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของผู้ชนะ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมของสลากกินแบ่งรัฐบาลในสังคมไทย ทั้งนี้ ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการใช้เงินรางวัลของผู้ชนะ หรือการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับขั้นตอนการรับรางวัล นอกเหนือจากรายงานเบื้องต้นที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 14:35 UTC

Gastech 2026 เผยยอดเจรจาแผนลงทุนแตะ 4 หมื่นล้านดอลลาร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Gastech 2026 เผยยอดเจรจาแผนลงทุนแตะ 4 หมื่นล้านดอลลาร์

การจัดงาน Gastech 2026 ในช่วง 3 วันแรก มีมูลค่าการเจรจาแผนลงทุนคาดการณ์ไว้ที่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือด้านพลังงานระดับโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Gastech 2026 เผยยอดเจรจาแผนลงทุนแตะ 4 หมื่นล้านดอลลาร์

แหล่งข่าวเดียว
Gastech 2026 เผยยอดเจรจาแผนลงทุนแตะ 4 หมื่นล้านดอลลาร์

การจัดงาน Gastech 2026 ในช่วง 3 วันแรก มีมูลค่าการเจรจาแผนลงทุนคาดการณ์ไว้ที่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือด้านพลังงานระดับโลก

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ งาน Gastech 2026 ได้บรรลุหมุดหมายสำคัญในช่วง 3 วันแรก โดยมีมูลค่าการเจรจาแผนลงทุนคาดการณ์ไว้ที่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ งานนี้ทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับผู้นำด้านพลังงานระดับโลกในการผลักดันการหารือไปสู่ข้อตกลงอย่างเป็นทางการ

ประเด็นสำคัญในการเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG), ไฟฟ้า, ปิโตรเคมี และการเดินเรือ งานนี้เน้นย้ำถึงความร่วมมือครั้งใหญ่ 7 โครงการที่เกี่ยวข้องกับยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดอนาคตของภาคพลังงานผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย งานนี้ตอกย้ำบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางสำหรับการหารือด้านอุตสาหกรรมและพลังงานระดับสูง แม้ว่าขนาดของการเจรจาเหล่านี้จะมีนัยสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงมูลค่าของแผนการลงทุนที่อยู่ระหว่างการหารือเท่านั้น ส่วนการเจรจาเหล่านี้จะนำไปสู่โครงการระยะยาวที่สรุปผลได้จริงหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่งานดำเนินไปและมีการทำสัญญาอย่างเป็นทางการ ผลกระทบของการพัฒนาในภาคพลังงานเหล่านี้ต่อค่าสาธารณูปโภคในท้องถิ่นหรือโครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 14:56 UTC

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวหลักสูตรออนไลน์ฟรี 4 หลักสูตร เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ

แหล่งข่าวเดียว
OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวหลักสูตรออนไลน์ฟรี 4 หลักสูตร เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ได้ประกาศความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการเปิดตัวชุดหลักสูตร E-Learning สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างสรรค์ โดยโครงการนี้ประกอบด้วย 4 หลักสูตร รวม 22 บทเรียน ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมไทยมาใช้ในการพัฒนาวิชาชีพได้

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD เปิดเผยว่า หลักสูตรนี้มีเส้นทางการเรียนรู้ที่เป็นระบบ ตั้งแต่การเข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ผลงาน การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการตลาดเชิงพาณิชย์ โครงการนี้มุ่งเน้นการให้ทักษะที่นำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อสร้างอาชีพและโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ของไทย

สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจในภาคธุรกิจสร้างสรรค์ของไทย หลักสูตรนี้ถือเป็นช่องทางที่ยืดหยุ่นในการเพิ่มพูนความรู้ด้านการออกแบบและการสร้างแบรนด์ โดยผู้ที่เรียนจบและผ่านเกณฑ์การทดสอบจะได้รับใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์

แม้ว่าปัจจุบันหลักสูตรจะเปิดให้เข้าเรียนได้ฟรี แต่ผู้ที่สนใจควรทราบว่าผลกระทบระยะยาวต่อตลาดแรงงานในท้องถิ่นและความลึกซึ้งของเนื้อหาในส่วนของทรัพย์สินทางปัญญายังคงต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัครและวันเริ่มต้นหลักสูตรได้ผ่านช่องทางของ OKMD และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามรายงานจาก Khaosod Online

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 13:55 UTC

การซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทย

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Thai Post ตรวจสอบผลกระทบของการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางและเศรษฐกิจไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
การซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทย

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Thai Post ตรวจสอบผลกระทบของการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางและเศรษฐกิจไทย

รายงานล่าสุดที่ตีพิมพ์โดย Thai Post เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ได้อภิปรายถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างจากกิจกรรมการซื้อพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ บทความนี้สำรวจความสมดุลที่ละเอียดอ่อนระหว่างความเป็นอิสระของธนาคารกลางและนโยบายการคลังของรัฐบาล โดยเน้นย้ำว่าการดำเนินงานทางการเงินระหว่างประเทศเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อตลาดโลกได้อย่างไร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย พัฒนาการเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลต่อเสถียรภาพของค่าเงินและค่าครองชีพ เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ดำเนินการซื้อพันธบัตรในวงกว้าง อาจส่งผลต่อความแข็งแกร่งของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงอำนาจซื้อของชาวต่างชาติและต้นทุนของสินค้านำเข้า นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินโลกมักส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยในท้องถิ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินออมส่วนบุคคลและต้นทุนการกู้ยืมภายในระบบธนาคารของไทย

แม้ว่าบทวิเคราะห์ของ Thai Post จะเป็นกรอบแนวคิดในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมหภาคเหล่านี้ แต่ผลกระทบระยะยาวสำหรับประเทศไทยยังคงต้องได้รับการยืนยันต่อไป ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะตอบสนองต่อแรงกดดันภายนอกเหล่านี้อย่างไร และจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการคลังภายในประเทศเพื่อลดความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ ในขณะนี้สถานการณ์กำลังพัฒนา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอข้อมูลเพิ่มเติมว่าแนวโน้มทางการเงินระหว่างประเทศเหล่านี้จะปรากฏชัดเจนในตลาดไทยอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 13:37 UTC

สภากรุงเทพมหานครอนุมัติงบประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาทสำหรับปี 2570
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สภากรุงเทพมหานครอนุมัติงบประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาทสำหรับปี 2570

สภากรุงเทพมหานครได้ผ่านงบประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2570 โดยสมาชิกสภาได้ตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สภากรุงเทพมหานครอนุมัติงบประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาทสำหรับปี 2570

แหล่งข่าวเดียว
สภากรุงเทพมหานครอนุมัติงบประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาทสำหรับปี 2570

สภากรุงเทพมหานครได้ผ่านงบประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2570 โดยสมาชิกสภาได้ตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า สภากรุงเทพมหานครได้อนุมัติงบประมาณของกรุงเทพมหานครสำหรับปีงบประมาณ 2570 อย่างเป็นทางการ โดยมีวงเงินรวม 9.3 หมื่นล้านบาท ในระหว่างกระบวนการพิจารณา สมาชิกสภาได้อภิปรายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบและอาจมีการปรับลดงบประมาณในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายโครงการ

หนึ่งในโครงการที่สภาให้ความสำคัญในการตรวจสอบคือโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ว่าภาพรวมของงบประมาณจะได้รับอนุมัติแล้ว แต่การปรับเปลี่ยนรายละเอียดในโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามการพัฒนาของเมือง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การอนุมัติงบประมาณนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นตัวกำหนดเงินทุนที่มีอยู่สำหรับบริการสาธารณะ การบำรุงรักษาเมือง และการปรับปรุงระบบขนส่งทั่วทั้งเมืองหลวง การเปลี่ยนแปลงในโครงการขนาดใหญ่อาจส่งผลต่อกรอบเวลาหรือขอบเขตของการพัฒนาเมือง รวมถึงการขยายสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าหรือการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ

ในขณะนี้ รายละเอียดสุดท้ายว่าโครงการใดบ้างที่ถูกปรับลดงบประมาณและผลกระทบที่แน่ชัดต่อกรอบเวลาการพัฒนาของเมืองนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่าการปรับเปลี่ยนทางการคลังเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติในหน่วยงานต่างๆ ของกรุงเทพมหานครอย่างไรในปีที่จะถึงนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 13:35 UTC

สภากรุงเทพมหานครปัดตกโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้ามูลค่า 6 พันล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สภากรุงเทพมหานครปัดตกโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้ามูลค่า 6 พันล้านบาท

กรุงเทพมหานคร (กทม.) แสดงความผิดหวังหลังจากสภากรุงเทพมหานครปฏิเสธข้อเสนอโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้ามูลค่า 6 พันล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สภากรุงเทพมหานครปัดตกโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้ามูลค่า 6 พันล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
สภากรุงเทพมหานครปัดตกโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้ามูลค่า 6 พันล้านบาท

กรุงเทพมหานคร (กทม.) แสดงความผิดหวังหลังจากสภากรุงเทพมหานครปฏิเสธข้อเสนอโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้ามูลค่า 6 พันล้านบาท

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประสบปัญหาในการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าสภากรุงเทพมหานครได้ปฏิเสธโครงการเช่ารถขยะพลังงานไฟฟ้า (EV) ระยะเวลา 5 ปี มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท

เจ้าหน้าที่ กทม. ได้ชี้แจงว่าโครงการนี้มีความโปร่งใสและเป็นความพยายามในการเปลี่ยนผ่านเมืองหลวงไปสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดมลพิษในเขตเมือง กทม. แสดงความเสียดายต่อการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่าการปฏิเสธนี้ทำให้กรุงเทพฯ พลาดโอกาสในการก้าวสู่การเป็นเมืองไร้มลพิษผ่านการปรับปรุงกองรถจัดการขยะให้ทันสมัย

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การตัดสินใจนี้หมายความว่าเมืองจะยังคงต้องพึ่งพารถเก็บขยะที่มีอยู่เดิม แทนที่จะเปลี่ยนไปใช้กองรถไฟฟ้าที่เงียบและสะอาดกว่าในระยะสั้น แม้ กทม. จะยืนยันว่าโครงการนี้ถูกออกแบบมาอย่างโปร่งใส แต่การตัดสินใจของสภาก็ส่งผลให้การดำเนินโครงการสีเขียวนี้ต้องหยุดชะงักลงทันที ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า กทม. จะพยายามปรับปรุงและเสนอโครงการนี้ใหม่เพื่อพิจารณาในอนาคตหรือไม่ หรือโครงการจะถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในบริการเก็บขยะหรือนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองอันเป็นผลมาจากผลลัพธ์ทางกฎหมายนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 13:55 UTC

สศช. เตือน 3 ความเสี่ยงทางการคลังที่ไทยกำลังเผชิญ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สศช. เตือน 3 ความเสี่ยงทางการคลังที่ไทยกำลังเผชิญ

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุถึงความท้าทายทางการคลัง 3 ประการ พร้อมแนะให้สร้างสมดุลระหว่างสวัสดิการสาธารณะและวินัยทางการเงิน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สศช. เตือน 3 ความเสี่ยงทางการคลังที่ไทยกำลังเผชิญ

แหล่งข่าวเดียว
สศช. เตือน 3 ความเสี่ยงทางการคลังที่ไทยกำลังเผชิญ

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุถึงความท้าทายทางการคลัง 3 ประการ พร้อมแนะให้สร้างสมดุลระหว่างสวัสดิการสาธารณะและวินัยทางการเงิน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงทางการคลังที่สำคัญ 3 ประการที่กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในปัจจุบัน ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ความกังวลเหล่านี้รวมถึงระดับหนี้สาธารณะที่สูงของประเทศ การจัดเก็บรายได้ที่ลดลง และความจำเป็นในการลดรายจ่ายภาครัฐ

นายดนุชาเน้นย้ำว่านโยบายการคลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างสมดุลที่ยั่งยืนระหว่างการรักษาวินัยทางการคลังที่เข้มงวดกับการจัดสวัสดิการสาธารณะที่จำเป็น สศช. เสนอว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คำเตือนทางการคลังเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายของรัฐบาลในอนาคต การปรับเปลี่ยนบริการสาธารณะ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อค่าครองชีพและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโดยรวม แม้ว่า สศช. จะระบุถึงความเสี่ยงเหล่านี้แล้ว แต่มาตรการเฉพาะที่รัฐบาลจะนำมาใช้เพื่อบรรเทาความเสี่ยงดังกล่าวยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าผู้กำหนดนโยบายจะสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการด้านการสนับสนุนทางสังคมกับแรงกดดันในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 12:56 UTC

ตลาดหุ้นไทยร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหุ้นไทยร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 6 โดยกลุ่มท่องเที่ยวและพลังงานเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นไทยร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหุ้นไทยร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 6 โดยกลุ่มท่องเที่ยวและพลังงานเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปิดที่ 1,562.73 จุด ลดลง 15.93 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 6 ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงรวมกว่า 59 จุดในช่วงเวลาดังกล่าว

นักวิเคราะห์ตลาดระบุว่าแรงเทขายอย่างหนักในกลุ่มพลังงานและกลุ่มท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาด นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังมียอดขายสุทธิรวม 7.19 พันล้านบาทในวันที่รายงาน ทั้งนี้ โบรกเกอร์ได้กำหนดแนวรับถัดไปของดัชนีไว้ที่ 1,550 จุด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความผันผวนของตลาดนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แม้ว่าผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นจะไม่ได้กำหนดค่าใช้จ่ายในการเดินทางรายวันโดยตรง แต่ก็มักจะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินและความเชื่อมั่นของธุรกิจในท้องถิ่น

ขณะนี้ผู้ร่วมตลาดกำลังรอผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดในช่วงค่ำของวันที่ 16 กันยายน 2569 เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสภาวะทางการเงินทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มขาลงนี้จะทรงตัวหรือดำเนินต่อไปอย่างไร ในขณะที่นักลงทุนกำลังเฝ้าดูตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 12:56 UTC