ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
กีฬา ภูริพล บุญสอน สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ ✦
เศรษฐกิจ รองนายกฯ อนุทิน เยือนลอนดอน เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย ✦
ความปลอดภัย พระมรณภาพจากเหตุดินสไลด์หลังน้ำป่าไหลหลากในจันทบุรี ✦
กีฬา นักวิ่งลมกรดไทย 'บิว' คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติ 9.90 วินาที ✦
กีฬา ไทยคว้าเหรียญเงิน NARAKA: BLADEPOINT ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ✦
กีฬา นักวิ่งสาวไทยคว้าอันดับ 5 และ 6 ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรหญิง เอเชียนเกมส์ ✦
ทั่วไป ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ประเวศ-บึงหนองบอน เร่งจัดการความเสี่ยงน้ำท่วม ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำจัดสัมมนาเกษตรยั่งยืนที่กำแพงเพชร ✦
กีฬา จีนครองเจ้าสระในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ✦
ความปลอดภัย สทนช. ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันใน 30 จังหวัด ✦
กีฬา

ภูริพล บุญสอน สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์

ได้รับการยืนยัน
ภูริพล บุญสอน สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์

ภูริพล บุญสอน นักวิ่งลมกรดชาวไทย คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่นาโกยา พร้อมทำลายสถิติใหม่

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ภูริพล บุญสอน นักวิ่งลมกรดชาวไทยวัย 20 ปี ได้สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ณ สนามนาโกยา ซิตี้ มิซูโฮ พาร์ค แอธเลติก สเตเดียม ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย ภูริพลเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกด้วยเวลา 9.91 วินาที ซึ่งถือเป็นการทำลายสถิติเดิม ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปีที่นักกีฬาไทยสามารถคว้าเหรียญทองในรายการนี้ได้สำเร็จ โดยทำลายสถิติเดิมของ ซู บิง เทียน จากจีน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความสำเร็จนี้ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชาติเป็นอย่างมาก และสะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นที่เพิ่มขึ้นของไทยในวงการกรีฑาระดับนานาชาติ เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากต่อการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กำลังดำเนินอยู่ในนาโกยา ซึ่งอาจส่งผลต่อความสนใจในด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและโครงการพัฒนานักกีฬาในท้องถิ่น ในขณะที่การเฉลิมฉลองกำลังมุ่งเน้นไปที่ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์นี้ ผู้ติดตามการแข่งขันกำลังจับตามองรอบชิงชนะเลิศต่อไปว่าภูริพลจะสามารถรักษาฟอร์มการวิ่งได้หรือไม่ ทั้งนี้ คาดว่าคณะกรรมการจัดการแข่งขันจะมีการยืนยันรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธีมอบเหรียญรางวัลและตารางการแข่งขันของนักกีฬาในลำดับต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 13:36 UTC

เศรษฐกิจ

รองนายกฯ อนุทิน เยือนลอนดอน เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย

แหล่งข่าวเดียว
รองนายกฯ อนุทิน เยือนลอนดอน เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีไทย เดินทางถึงกรุงลอนดอนเพื่อหารือระดับสูงกับตัวแทนรัฐบาลอังกฤษและผู้นำภาคธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีไทย ได้เดินทางถึงกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร อย่างเป็นทางการ เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านเศรษฐกิจในการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ตามรายงานของ Thai Post วาระการประชุมของรองนายกรัฐมนตรีรวมถึงการหารือระดับสูงกับตัวแทนจากรัฐบาลอังกฤษและสภาธุรกิจไทย-อังกฤษ

นอกเหนือจากการหารือระหว่างภาครัฐแล้ว นายอนุทินยังมีกำหนดการพบปะกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ อาทิ UBS และ Virgin โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความพยายามทางการทูตเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการผลักดันให้ประเทศไทยบูรณาการเข้ากับเครือข่ายการเงินโลกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับนักเดินทาง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับสูงเช่นนี้มักจะส่งผลดีต่อการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจและการเชื่อมต่อระหว่างประเทศในระยะยาว

ในขณะที่การเยือนยังคงดำเนินอยู่ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการประชุม เช่น ข้อตกลงที่ลงนามหรือข้อผูกพันในการลงทุนที่เป็นรูปธรรมนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะรอติดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการหลังจากการหารือสิ้นสุดลง เพื่อดูว่าการเจรจาเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้หรือโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโครงการใหม่ในประเทศไทยหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 13:36 UTC

ความปลอดภัย

พระมรณภาพจากเหตุดินสไลด์หลังน้ำป่าไหลหลากในจันทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
พระมรณภาพจากเหตุดินสไลด์หลังน้ำป่าไหลหลากในจันทบุรี

พระภิกษุรูปหนึ่งมรณภาพหลังจากเหตุดินสไลด์ที่เกิดจากน้ำป่าไหลหลากถล่มสำนักสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรี

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหลายตำบลในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดดินสไลด์ถล่มลงมาทับกุฏิของพระภิกษุในสำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ส่งผลให้มีพระภิกษุมรณภาพ 1 รูป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่ป่า ซึ่งอาจส่งผลให้ถนนในท้องถิ่นถูกตัดขาดและบริการที่จำเป็นหยุดชะงัก ผู้ที่อยู่ในจังหวัดจันทบุรีหรือวางแผนจะเดินทางไปเยือนควรติดตามการแจ้งเตือนสภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อเดินทางใกล้บริเวณลาดชันหรือทางน้ำ

แม้ว่าจะมีการรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสำนักสงฆ์แล้ว แต่ความเสียหายโดยรวมในตำบลที่ได้รับผลกระทบยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่น ขณะนี้ทีมกู้ภัยกำลังเร่งจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารผ่านประกาศอย่างเป็นทางการของจังหวัด และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ระบุว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดดินสไลด์จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 13:35 UTC

กีฬา

นักวิ่งลมกรดไทย 'บิว' คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติ 9.90 วินาที

แหล่งข่าวเดียว
นักวิ่งลมกรดไทย 'บิว' คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ พร้อมทุบสถิติ 9.90 วินาที

นักกีฬาทีมชาติไทย 'บิว' คว้าเหรียญทองในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร ในเอเชียนเกมส์ ด้วยสถิติใหม่ 9.90 วินาที

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นักวิ่งลมกรดชาวไทย 'บิว' ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าเหรียญทองในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร ในเอเชียนเกมส์ โดยทำเวลาได้ 9.90 วินาที ซึ่งถือเป็นการทำลายสถิติและเป็นก้าวสำคัญของวงการกรีฑาไทยในระดับนานาชาติ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความสำเร็จครั้งนี้ได้สร้างความภาคภูมิใจและบรรยากาศการเฉลิมฉลองไปทั่วประเทศ การแข่งขันกีฬารายการใหญ่อย่างเอเชียนเกมส์มักจะกระตุ้นความสนใจของสาธารณชนต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาในท้องถิ่น และอาจส่งผลต่อบรรยากาศในพื้นที่จัดกิจกรรมชมการแข่งขันหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาต่างๆ ทั่วประเทศ

แม้ว่าชัยชนะจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่ขณะนี้ผู้ติดตามข่าวสารกำลังรอการรับรองสถิติอย่างเป็นทางการจากองค์กรกีฬาระหว่างประเทศ รวมถึงตารางการแข่งขันในอนาคตของนักกีฬาผู้นี้ ทั้งนี้ ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมเฉลิมฉลองหรือการต้อนรับอย่างเป็นทางการ ผลงานครั้งนี้ช่วยตอกย้ำสถานะของนักกีฬาในฐานะตัวเต็งระดับภูมิภาค และแฟนกีฬากำลังรอคอยข่าวสารว่าความสำเร็จนี้จะส่งผลต่อการเตรียมความพร้อมของทีมชาติสำหรับการแข่งขันชิงแชมป์โลกในอนาคตอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 13:35 UTC

กีฬา

ไทยคว้าเหรียญเงิน NARAKA: BLADEPOINT ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
ไทยคว้าเหรียญเงิน NARAKA: BLADEPOINT ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์

ทีมอีสปอร์ตทีมชาติไทยคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขัน NARAKA: BLADEPOINT ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2026 ทีมอีสปอร์ตทีมชาติไทยประสบความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขัน NARAKA: BLADEPOINT ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ซึ่งจัดขึ้นที่ Aichi Sky Expo ในเมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ทีมไทยซึ่งประกอบด้วย นพรัตน์ ปิดความลับ, วชิราวุธ ช้างน้อย, จงรักษ์ กำแพงแก้ว, สหวรรษ พลงาม และ เควิน เลอเมือน สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่พ่ายแพ้ให้กับทีมจากประเทศจีนในท้ายที่สุด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในวงการเกมระดับภูมิภาค ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในเวทีอีสปอร์ตระดับนานาชาติ การแข่งขันเอเชียนเกมส์ได้มีการบรรจุกีฬาดิจิทัลเข้ามามากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่กว้างขึ้นของการยอมรับการเล่นเกมระดับมืออาชีพทั่วทั้งเอเชีย

แม้ว่าเหรียญเงินจะเป็นความสำเร็จที่ได้รับการยืนยันสำหรับคณะตัวแทนจากประเทศไทย แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถิติการแข่งขันหรือตารางการแข่งขันในอนาคตของทีม แฟนเกมและผู้ติดตามวงการกีฬาไทยสามารถรอติดตามได้ว่าผลงานนี้จะส่งผลต่ออันดับของทีมในการแข่งขันอีสปอร์ตระดับโลกรายการต่อไปอย่างไร ในขณะนี้คาดว่าทีมจะเดินทางกลับประเทศไทยหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันที่ Aichi Sky Expo

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 กันยายน 2026, 09:55 UTC

กีฬา

นักวิ่งสาวไทยคว้าอันดับ 5 และ 6 ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรหญิง เอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
นักวิ่งสาวไทยคว้าอันดับ 5 และ 6 ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรหญิง เอเชียนเกมส์

จิราพัชรและสุกานดา นักกรีฑาชาวไทยทำผลงานคว้าอันดับที่ 5 และ 6 ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรหญิงในเอเชียนเกมส์ ขณะที่ เฉิน ยู่เจี๋ย สร้างสถิติใหม่ในการแข่งขัน

ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรหญิงในเอเชียนเกมส์ที่กำลังดำเนินอยู่ จิราพัชรและสุกานดา นักวิ่งสาวชาวไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 5 และ 6 ตามลำดับ การแข่งขันครั้งนี้ถูกครอบงำโดย เฉิน ยู่เจี๋ย ซึ่งสามารถป้องกันแชมป์ได้สำเร็จพร้อมทั้งสร้างสถิติใหม่ให้กับการแข่งขันรายการนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ผลการแข่งขันนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของนักกรีฑาไทยในเวทีระดับทวีป แม้ว่าจะยังไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ในครั้งนี้ แต่การที่มีนักวิ่งไทยถึงสองคนผ่านเข้าสู่รอบ 6 คนสุดท้ายถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของทีมชาติไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติที่มีเดิมพันสูง

ในขณะที่การแข่งขันเอเชียนเกมส์ยังคงดำเนินต่อไป แฟนกีฬาคงต้องติดตามกันต่อไปว่านักกีฬาทั้งสองจะสามารถรักษาฟอร์มการวิ่งนี้ไว้ได้หรือไม่ในการแข่งขันวิ่งผลัดหรือรายการอื่นๆ ในอนาคต คาดว่าผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการและรายละเอียดเวลาทั้งหมดจะถูกสรุปโดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันในเร็วๆ นี้ ผู้ที่สนใจติดตามการแข่งขันที่เหลือควรตรวจสอบการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการของทัวร์นาเมนต์เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการเข้าร่วมของนักกีฬาไทยต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 13:36 UTC

ทั่วไป

ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ประเวศ-บึงหนองบอน เร่งจัดการความเสี่ยงน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ประเวศ-บึงหนองบอน เร่งจัดการความเสี่ยงน้ำท่วม

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงน้ำท่วมในเขตประเวศและบึงหนองบอน พร้อมสั่งเพิ่มกำลังสูบน้ำเพื่อรับมือปัญหาน้ำล้นคลอง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเขตประเวศและบึงหนองบอนเพื่อประเมินสถานการณ์และกลยุทธ์การจัดการน้ำ ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ผู้ว่าฯ ระบุว่าปัญหาหลักที่เขตเหล่านี้กำลังเผชิญคือระดับน้ำในคลองที่เต็มจนถึงขีดจำกัดสูงสุด

เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้สั่งการให้เพิ่มกำลังการสูบน้ำทันที นอกจากนี้ยังได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งผันน้ำเข้าสู่แก้มลิงบึงหนองบอนเพื่อลดแรงดันในเครือข่ายคลองระบายน้ำ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ การดำเนินการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำล้นเข้าท่วมพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณะ แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกออกแบบมาเพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับน้ำ แต่ประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องยังคงต้องติดตามต่อไป นักท่องเที่ยวในเขตประเวศควรระมัดระวังปัญหาการจราจรที่อาจเกิดขึ้นหากระดับน้ำสูงขึ้น ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าระดับน้ำในคลองจะกลับสู่สภาวะปกติเมื่อใด ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดการน้ำ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 13:36 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำจัดสัมมนาเกษตรยั่งยืนที่กำแพงเพชร

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำจัดสัมมนาเกษตรยั่งยืนที่กำแพงเพชร

เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำเข้าร่วมสัมมนาเรื่องการบริหารจัดการน้ำและดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ตัวแทนจากกรมทรัพยากรน้ำ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 และส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่ 3 จังหวัดกำแพงเพชร ได้เข้าร่วมการสัมมนาในหัวข้อ “น้ำดี ดินดี เกษตรกรอยู่ได้”

ในระหว่างงาน เจ้าหน้าที่จากกรมฯ ได้ร่วมเป็นวิทยากรนำเสนอภารกิจหลักและโครงการริเริ่มต่างๆ ของกรมทรัพยากรน้ำ โดยการสัมมนาเน้นไปที่กลยุทธ์การบริหารจัดการน้ำและดินแบบบูรณาการ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติไปพร้อมกัน

สำหรับประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการสร้างเสถียรภาพให้กับภาคการเกษตรผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น แม้ว่าการสัมมนาจะเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากลยุทธ์การจัดการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติในวงกว้างทั่วทั้งจังหวัดอย่างไร หรือจะมีโครงการสนับสนุนโดยตรงใดบ้างที่จะมอบให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อันเป็นผลมาจากการหารือในครั้งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดกำแพงเพชรนั้น ไม่น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระบวนการทางบริหารเหล่านี้ แม้ว่าโครงการนี้จะเน้นย้ำถึงความสำคัญของภูมิภาคในด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมก็ตาม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 13:30 UTC

กีฬา

จีนครองเจ้าสระในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026

แหล่งข่าวเดียว
จีนครองเจ้าสระในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026

ทัพนักกีฬาว่ายน้ำจีนปิดฉากเอเชียนเกมส์ 2026 ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม โดยคว้าไปทั้งหมด 30 เหรียญทอง

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ทัพนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติจีนทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุดในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 โดยสามารถคว้าเหรียญรางวัลรวมไปได้ถึง 54 เหรียญ แบ่งเป็น 30 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน และ 11 เหรียญทองแดง

ความสำเร็จครั้งนี้มาจากผลงานรายบุคคลที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ จาง จ่านซั่ว วัย 19 ปี ที่กวาดไปถึง 7 เหรียญทอง และ หยู จื่อตี๋ วัย 13 ปี ที่คว้าเพิ่มอีก 3 เหรียญทอง นอกจากนี้ ฉิน ไห่หยาง เจ้าของสถิติโลกยังสามารถป้องกันแชมป์ว่ายน้ำท่ากบ 50 เมตรได้สำเร็จ ในขณะที่ จาง ยู่เฟย มีส่วนร่วมในการคว้าอีก 4 เหรียญทอง ในขณะที่ประเทศเจ้าภาพอย่างญี่ปุ่น จบการแข่งขันว่ายน้ำด้วยผลงาน 7 เหรียญทอง 15 เหรียญเงิน และ 15 เหรียญทองแดง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงระดับการแข่งขันกีฬาที่เข้มข้นในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าการแข่งขันว่ายน้ำจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผู้ชมควรระมัดระวังเรื่องการจราจรที่อาจติดขัดหรือความหนาแน่นของผู้คนใกล้สถานที่จัดการแข่งขันกีฬาหลักในระหว่างที่เอเชียนเกมส์ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ ตารางสรุปเหรียญรางวัลรวมทั้งหมดของเอเชียนเกมส์ 2026 ยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 13:36 UTC

ความปลอดภัย

สทนช. ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันใน 30 จังหวัด

แหล่งข่าวเดียว
สทนช. ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันใน 30 จังหวัด

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ออกประกาศเตือนภัยสำหรับ 30 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยแนะนำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันในช่วงวันที่ 26-30 กันยายน 2569

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 6 ประจำปี 2569 เพื่อแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงของน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยประกาศดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 30 จังหวัด และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ถึง 30 กันยายน 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้หรือมีแผนจะเดินทางไปเยือน สถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ คาดว่าฝนที่ตกหนักจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น การเดินทางบนท้องถนน และกิจกรรมกลางแจ้ง ทางการขอความร่วมมือให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ทางน้ำติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำจังหวัด

แม้ว่า สทนช. จะระบุรายชื่อจังหวัดที่ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ผลกระทบเฉพาะจุดยังคงต้องรอการยืนยันตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบเส้นทางและที่พักของตนเทียบกับการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลก่อนดำเนินการตามแผนการเดินทาง ทั้งนี้ โปรดทราบว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยเบื้องต้น ประชาชนควรติดตามข้อมูลความปลอดภัยแบบเรียลไทม์และคำแนะนำฉุกเฉินจากช่องทางที่เป็นทางการในช่วงเวลานี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 13:15 UTC

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าดึงบริษัท 'New Economy' เข้าจดทะเบียนในอนาคต
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าดึงบริษัท 'New Economy' เข้าจดทะเบียนในอนาคต

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำลังเร่งดึงบริษัทในกลุ่ม 'New Economy' และ 'New S-Curve' กว่า 10 แห่งเข้าจดทะเบียน โดยเสนอมาตรการลดค่าธรรมเนียมและให้การสนับสนุนระยะยาว

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าดึงบริษัท 'New Economy' เข้าจดทะเบียนในอนาคต

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าดึงบริษัท 'New Economy' เข้าจดทะเบียนในอนาคต

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำลังเร่งดึงบริษัทในกลุ่ม 'New Economy' และ 'New S-Curve' กว่า 10 แห่งเข้าจดทะเบียน โดยเสนอมาตรการลดค่าธรรมเนียมและให้การสนับสนุนระยะยาว

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เริ่มกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อดึงดูดบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในกลุ่ม 'New Economy' และ 'New S-Curve' มากกว่า 10 แห่ง นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่าทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมหารือกับบริษัทเหล่านี้ตั้งแต่ปีนี้เพื่อสนับสนุนให้มีการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านนี้ SET วางแผนที่จะดำเนินมาตรการสนับสนุนระยะเวลา 5 ปี ซึ่งรวมถึงการลดค่าธรรมเนียมและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำ IPO แม้ว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะกำลังเดินหน้าดึงดูดบริษัทเหล่านี้อย่างจริงจัง แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่าการทำ IPO ของบริษัทในกลุ่มนี้อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในช่วงปลายปี 2570

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์การลงทุนในท้องถิ่น เนื่องจาก SET มุ่งหวังที่จะสร้างความหลากหลายให้กับตลาดนอกเหนือจากอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม แม้ว่ามาตรการนี้อาจนำไปสู่ตลาดหุ้นที่มีความคึกคักมากขึ้น แต่ยังคงต้องติดตามว่าบริษัทใดจะตัดสินใจเข้าร่วมกระบวนการนี้ และมาตรการจูงใจที่เสนอจะสามารถดึงดูดบริษัทเป้าหมายได้สำเร็จหรือไม่ นักลงทุนและผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศจาก SET ต่อไปเพื่อยืนยันว่าบริษัทใดจะดำเนินการตามแผนการจดทะเบียนในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 09:55 UTC

แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในลำปางถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในลำปางถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท

แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในอำเภองาว จังหวัดลำปาง กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืนหลังจากถูกรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กันยายน 2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในลำปางถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในลำปางถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้านบาท

แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในอำเภองาว จังหวัดลำปาง กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืนหลังจากถูกรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กันยายน 2569

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวชื่อนางสุพัตรา หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'ป้ากา' จากบ้านใหม่ธานี ต.บ้านหวด อ.งาว จ.ลำปาง ได้ถูกรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย โดยสลากหมายเลข 730640 ซึ่งออกรางวัลเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นางสุพัตราถือสลากที่ถูกรางวัลจำนวน 2 ใบ ทำให้ได้รับเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 12 ล้านบาท

ข่าวนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกโดยชมรมท่องเที่ยวอำเภองาว และสร้างความตื่นเต้นให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการฉลองโชคลาภ ป้ากามีแผนที่จะเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวฟรีให้กับชาวบ้านในชุมชน ทั้งนี้ นางสุพัตราได้เดินทางไปยังสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่กรุงเทพฯ เพื่อขึ้นเงินรางวัลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมของสลากกินแบ่งรัฐบาลในประเทศไทย ซึ่งมักเป็นจุดสนใจสำหรับการเฉลิมฉลองในชุมชนและความสนใจของคนในท้องถิ่น แม้ว่าการถูกรางวัลจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งร้านค้าหรือการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจยังคงเป็นเรื่องส่วนตัว ผู้ที่มาเยือนอำเภองาวอาจพบว่าบรรยากาศในชุมชนมีความคึกคักเป็นพิเศษหลังจากทราบข่าวนี้ แม้ว่าจะไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงการให้บริการในพื้นที่อย่างเป็นทางการก็ตาม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 09:32 UTC

ไทยเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO' หนุนอุตสาหกรรม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO' หนุนอุตสาหกรรม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน

รัฐบาลไทยเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อช่วยให้ 10 อุตสาหกรรม 'New Economy' สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้นผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนการลงทุน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO' หนุนอุตสาหกรรม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO' หนุนอุตสาหกรรม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน

รัฐบาลไทยเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อช่วยให้ 10 อุตสาหกรรม 'New Economy' สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้นผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนการลงทุน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO' โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของ 'New Economy' ในการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์เพื่อขยายธุรกิจและเชื่อมโยงสู่ระดับโลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าโครงการนี้มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมเป็นเวลา 3 ปีให้กับบริษัทที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ กลยุทธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย 'Investment-led Growth' ของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การสร้างงานทักษะสูง และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้บ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการจ้างงานทักษะสูงในอนาคต แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดกรอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและโครงสร้างความร่วมมือระหว่างบีโอไอ ตลท. และ ก.ล.ต. ไว้แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเกณฑ์การคัดเลือกสำหรับบริษัทแต่ละแห่งและกำหนดการที่ชัดเจนสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO รอบแรกภายใต้โครงการนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 09:32 UTC

บีโอไอเปิดตัวมาตรการภาษีใหม่กระตุ้นตลาด IPO ในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บีโอไอเปิดตัวมาตรการภาษีใหม่กระตุ้นตลาด IPO ในไทย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เปิดตัวมาตรการ 'BOI to IPO' ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้บริษัทต่างๆ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บีโอไอเปิดตัวมาตรการภาษีใหม่กระตุ้นตลาด IPO ในไทย

แหล่งข่าวเดียว
บีโอไอเปิดตัวมาตรการภาษีใหม่กระตุ้นตลาด IPO ในไทย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เปิดตัวมาตรการ 'BOI to IPO' ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้บริษัทต่างๆ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เปิดตัวมาตรการใหม่ภายใต้ชื่อ 'BOI to IPO' โดยมาตรการนี้มอบสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเพิ่มเติมอีก 3 ปี ให้แก่บริษัทที่ตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

วัตถุประสงค์หลักของนโยบายนี้คือการรักษาฐานนักลงทุนต่างชาติเดิมไว้ พร้อมทั้งดึงดูดเงินทุนใหม่จากกลุ่มธุรกิจ 'New Economy' การจูงใจให้บริษัทเข้าสู่ตลาดทุนในประเทศมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในการเป็นฐานการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค โดยมาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ มีความผูกพันระยะยาวกับเศรษฐกิจไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางธุรกิจในท้องถิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่กิจกรรมทางธุรกิจและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในประเทศ แม้ว่านโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับการดำเนินงานของบริษัทต่างชาติ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อตลาดหลักทรัพย์และเกณฑ์เฉพาะที่บริษัทต้องปฏิบัติตามเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าจะมีบริษัทจำนวนเท่าใดที่ใช้ประโยชน์จากมาตรการจูงใจนี้ และจะสามารถสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นในประเทศไทยได้สำเร็จหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 09:55 UTC

ไทยพบยอดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาพุ่งสูงขึ้น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยพบยอดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาพุ่งสูงขึ้น

คำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 10% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ตามรายงานจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยพบยอดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาพุ่งสูงขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
ไทยพบยอดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาพุ่งสูงขึ้น

คำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 10% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ตามรายงานจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ตามรายงานจาก Khaosod Online กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ของไทยได้บันทึกกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม กรมได้รับคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) รวม 53,794 คำขอ ซึ่งรวมถึงเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้น 10.43% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่าจำนวนรายการทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับการจดทะเบียนมีถึง 39,096 รายการ ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโต 7.88% จากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ยังมีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์อีก 14,811 รายการในช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่าความคุ้มครองลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีที่สร้างสรรค์ผลงาน แต่เจ้าของผลงานจำนวนมากยังคงแจ้งข้อมูลต่อกรมอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างบันทึกหลักฐานของผลงานตนเอง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย แนวโน้มนี้บ่งชี้ถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการปกป้องแบรนด์และนวัตกรรมในตลาดท้องถิ่น สภาพแวดล้อมด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่แข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งอาจช่วยยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าที่มีให้สำหรับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเพิ่มขึ้นของคำขอเหล่านี้จะส่งผลต่อระยะเวลาในการดำเนินการสำหรับผู้ยื่นคำขอรายใหม่หรือไม่ ในขณะนี้ ข้อมูลยืนยันถึงแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจนในการสร้างมาตรฐานให้กับสินทรัพย์ทางความคิดและเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 09:11 UTC

เมกาโฮม มีนบุรี ทุ่มงบ 310 ล้านบาท พลิกโฉมสู่ 'ไฮบริดสโตร์'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เมกาโฮม มีนบุรี ทุ่มงบ 310 ล้านบาท พลิกโฉมสู่ 'ไฮบริดสโตร์'

เมกาโฮมเปิดตัวการปรับปรุงสาขามีนบุรีครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็น 'ไฮบริดสโตร์' เพื่อรองรับตลาดวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ให้ดียิ่งขึ้น

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เมกาโฮม มีนบุรี ทุ่มงบ 310 ล้านบาท พลิกโฉมสู่ 'ไฮบริดสโตร์'

แหล่งข่าวเดียว
เมกาโฮม มีนบุรี ทุ่มงบ 310 ล้านบาท พลิกโฉมสู่ 'ไฮบริดสโตร์'

เมกาโฮมเปิดตัวการปรับปรุงสาขามีนบุรีครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็น 'ไฮบริดสโตร์' เพื่อรองรับตลาดวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ให้ดียิ่งขึ้น

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 ผู้ค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน 'เมกาโฮม' ได้ลงทุนงบประมาณ 310 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงสาขามีนบุรี โดยได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็น 'ไฮบริดสโตร์' ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร

การปรับโฉมครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งโดยการรวมสินค้าและบริการที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ทั้งกลุ่มผู้รับเหมามืออาชีพและเจ้าของบ้านทั่วไป การปรับปรุงพื้นที่ขายให้ทันสมัยช่วยให้บริษัทวางตำแหน่งตนเองเป็นศูนย์รวมที่ครบวงจรสำหรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยและงานช่างเทคนิค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในย่านมีนบุรี การพัฒนานี้ช่วยให้เข้าถึงคลังวัสดุก่อสร้างและเครื่องมือช่างได้สะดวกยิ่งขึ้น การเปลี่ยนไปสู่รูปแบบไฮบริดอาจช่วยให้กระบวนการจัดซื้อสำหรับผู้ที่กำลังดำเนินโครงการปรับปรุงบ้านหรือซ่อมแซมอาคารมีความคล่องตัวมากขึ้น

แม้ว่าบริษัทจะประกาศความสำเร็จของการลงทุนและรูปแบบร้านใหม่แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับบริการใหม่ทั้งหมดหรือการเปลี่ยนแปลงเวลาทำการที่อาจเกิดขึ้นยังคงต้องรอการยืนยัน ลูกค้าสามารถไปเยี่ยมชมสถานที่จริงเพื่อสำรวจสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับการปรับปรุงและตรวจสอบความพร้อมของสินค้าในกลุ่มที่ต้องการได้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:55 UTC

หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 17 ปี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 17 ปี

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยรายงานระดับหนี้ครัวเรือนที่ทำสถิติสูงสุด ส่งผลกระทบต่อทั้งคนวัยทำงานและผู้เกษียณอายุ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 17 ปี

แหล่งข่าวเดียว
หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 17 ปี

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยรายงานระดับหนี้ครัวเรือนที่ทำสถิติสูงสุด ส่งผลกระทบต่อทั้งคนวัยทำงานและผู้เกษียณอายุ

ตามรายงานจาก Matichon Online ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยได้พุ่งสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงภาระทางการเงินที่สำคัญในกลุ่มอายุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มากกว่าครึ่งหนึ่งของบุคคลที่มีอายุ 30 ปีในปัจจุบันมีภาระหนี้สิน นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่าแม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นวัยเกษียณแล้ว ภาระหนี้เฉลี่ยยังคงอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาทต่อคน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว แนวโน้มนี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจในวงกว้างภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคในท้องถิ่น กิจกรรมค้าปลีก และค่าครองชีพโดยรวม แม้ว่ารายงานจะให้ภาพรวมที่ชัดเจนของระดับหนี้ในปัจจุบัน แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของหนี้ที่เฉพาะเจาะจง เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อตัวเลขเหล่านี้ นอกจากนี้ ผลกระทบระยะยาวของการสะสมหนี้สินนี้ต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศของไทยยังคงต้องรอการยืนยันจากการวิเคราะห์ของรัฐบาลเพิ่มเติม นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจมหภาคเหล่านี้ แต่อาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์การค้าปลีกในท้องถิ่นเนื่องจากงบประมาณของครัวเรือนที่ตึงตัวขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:51 UTC

จังหวัดเพชรบุรีจัดการประชุมครั้งที่ 2 ว่าด้วยนโยบายที่ดินและการพัฒนาอาชีพ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

จังหวัดเพชรบุรีจัดการประชุมครั้งที่ 2 ว่าด้วยนโยบายที่ดินและการพัฒนาอาชีพ

กรมทรัพยากรน้ำเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานระดับจังหวัดที่เพชรบุรี เพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายที่ดินและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

Department of Water Resources — News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

จังหวัดเพชรบุรีจัดการประชุมครั้งที่ 2 ว่าด้วยนโยบายที่ดินและการพัฒนาอาชีพ

แหล่งข่าวเดียว
จังหวัดเพชรบุรีจัดการประชุมครั้งที่ 2 ว่าด้วยนโยบายที่ดินและการพัฒนาอาชีพ

กรมทรัพยากรน้ำเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานระดับจังหวัดที่เพชรบุรี เพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายที่ดินและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้ประกาศการเข้าร่วมการประชุมครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ของคณะทำงานส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ภายใต้คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดเพชรบุรี (คทช.)

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืนและปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น โดยการปรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับนโยบายที่ดิน คณะกรรมการมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นสำหรับชุมชนภายในจังหวัด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้เน้นย้ำถึงความพยายามด้านการบริหารอย่างต่อเนื่องในการสร้างเสถียรภาพให้กับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับที่ดินในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อด้านผลผลิตทางการเกษตรและการท่องเที่ยวชายฝั่ง แม้ว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นก้าวหนึ่งในการวางแผนระดับจังหวัด แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการหารือเชิงนโยบายเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนไปสู่โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เฉพาะเจาะจงหรือโปรแกรมการเข้าถึงตลาดใหม่สำหรับผู้ผลิตในท้องถิ่นอย่างไร กรมทรัพยากรน้ำยังคงมีบทบาทสนับสนุนเพื่อให้แน่ใจว่าการจัดการน้ำยังคงบูรณาการเข้ากับกลยุทธ์การใช้ประโยชน์ที่ดินในวงกว้างเหล่านี้ ทั้งนี้ หน่วยงานระดับจังหวัดยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงหรือโครงการริเริ่มที่จะเกิดขึ้นจากการประชุมครั้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:56 UTC

CJ MORE เปิดตัวโครงการ “CJ STAR ของดีติดดาว” หนุนสินค้าชุมชนทั่วไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

CJ MORE เปิดตัวโครงการ “CJ STAR ของดีติดดาว” หนุนสินค้าชุมชนทั่วไทย

เครือร้านค้าปลีก CJ MORE เปิดตัวโครงการ “CJ STAR” เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

CJ MORE เปิดตัวโครงการ “CJ STAR ของดีติดดาว” หนุนสินค้าชุมชนทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
CJ MORE เปิดตัวโครงการ “CJ STAR ของดีติดดาว” หนุนสินค้าชุมชนทั่วไทย

เครือร้านค้าปลีก CJ MORE เปิดตัวโครงการ “CJ STAR” เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand เครือร้านค้าปลีก CJ MORE ได้เปิดตัวโครงการใหม่ในชื่อ “CJ STAR ของดีติดดาว” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยด้วยการจัดหาพื้นที่เพื่อเข้าถึงฐานผู้บริโภคที่กว้างขึ้น

ปัจจุบัน CJ MORE มีเครือข่ายสาขากว่า 2,100 แห่ง ครอบคลุมกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศไทย และตั้งใจที่จะใช้เครือข่ายนี้ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับสินค้าโดยการปรับปรุงคุณภาพ มาตรฐาน และบรรจุภัณฑ์ พร้อมทั้งถ่ายทอดเรื่องราวและภูมิปัญญาเบื้องหลังผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ สินค้าเหล่านี้จะถูกจัดวางในพื้นที่ “CJ STAR” ภายในร้าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ผลิตในท้องถิ่นกับสาธารณชน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการนี้อาจช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ในจุดจำหน่ายที่เข้าถึงง่าย ซึ่งอาจทำให้การค้นหาของดีประจำภูมิภาคที่เคยจำกัดอยู่เพียงในตลาดท้องถิ่นกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น

แม้ว่าทางบริษัทจะประกาศเปิดตัวและขอบเขตของเครือข่ายร้านค้าปลีกแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับรายชื่อชุมชนที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดหรือกำหนดการในการขยายพื้นที่จัดแสดงสินค้าเหล่านี้ไปทั่วประเทศยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โครงการนี้ถูกวางไว้เป็นความพยายามระยะยาวเพื่อส่งเสริมรายได้ที่ยั่งยืนและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในชุมชนท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:53 UTC

CJ MORE เปิดตัวโครงการ 'CJ STAR' เพื่อส่งเสริมสินค้าชุมชนไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

CJ MORE เปิดตัวโครงการ 'CJ STAR' เพื่อส่งเสริมสินค้าชุมชนไทย

เครือข่ายร้านค้าปลีก CJ MORE ได้เปิดตัวโครงการ 'CJ STAR' เพื่อคัดสรรและจัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงจากชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

CJ MORE เปิดตัวโครงการ 'CJ STAR' เพื่อส่งเสริมสินค้าชุมชนไทย

แหล่งข่าวเดียว
CJ MORE เปิดตัวโครงการ 'CJ STAR' เพื่อส่งเสริมสินค้าชุมชนไทย

เครือข่ายร้านค้าปลีก CJ MORE ได้เปิดตัวโครงการ 'CJ STAR' เพื่อคัดสรรและจัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงจากชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 เครือข่ายร้านค้าปลีก CJ MORE ได้เปิดตัวโครงการ 'CJ STAR' อย่างเป็นทางการ โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อระบุและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นซึ่งสร้างสรรค์โดยชุมชนท้องถิ่นของไทย โดยมอบโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีช่องทางที่กว้างขึ้นในการเข้าถึงผู้บริโภค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการนี้อาจช่วยเพิ่มความพร้อมจำหน่ายของสินค้าที่มีเอกลักษณ์และมาจากแหล่งผลิตในท้องถิ่นภายในร้านสะดวกซื้อ CJ MORE การนำสินค้าที่ผลิตโดยชุมชนเข้าสู่เครือข่ายค้าปลีกระดับประเทศมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งมอบความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อในการเข้าถึงสินค้าขึ้นชื่อประจำภูมิภาค ซึ่งสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมและงานฝีมือที่หลากหลายของประเทศไทย

แม้ว่าโครงการนี้จะมุ่งเน้นไปที่การขยายโอกาสทางการตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับรายชื่อชุมชนที่เข้าร่วมทั้งหมดและกำหนดการสำหรับการวางจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ทั่วประเทศยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของ CJ MORE เพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าจะมีสินค้าท้องถิ่นรายการใดบ้างที่จะวางจำหน่ายในร้านสาขาใกล้บ้านท่าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:52 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 16 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 16 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 1,000 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 โดยทองรูปพรรณมีราคาขายอยู่ที่ 69,200 บาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 16 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 16 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 1,000 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 โดยทองรูปพรรณมีราคาขายอยู่ที่ 69,200 บาท

ข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำระบุว่า ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 โดย ณ เวลา 17.11 น. ราคาขายทองรูปพรรณปรับเพิ่มขึ้น 1,000 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาขายอยู่ที่ 69,200 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนนี้เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของสภาวะตลาดในปัจจุบัน แม้ว่าทองคำมักจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่การเปลี่ยนแปลงของราคาที่รวดเร็วเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในท้องถิ่น รวมถึงต้นทุนของเครื่องประดับหรือทองคำแท่งเพื่อการลงทุน นักท่องเที่ยวที่สนใจซื้อทองคำควรทราบว่าราคาขายปลีกจะขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนตามกลไกตลาดในแต่ละวันและอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละร้านค้า

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มขาขึ้นนี้จะดำเนินต่อไปนานเพียงใดหรือตลาดจะกลับมามีเสถียรภาพในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ผู้ที่วางแผนทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากสมาคมค้าทองคำ เนื่องจากราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวันทำการตามสภาวะตลาดโลกและความต้องการในประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 กันยายน 2026, 11:57 UTC

SCGP ขยายฐานโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ในชลบุรี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

SCGP ขยายฐานโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ในชลบุรี

SCGP เข้าซื้อหุ้น 90% ในโรงงานผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกที่ชลบุรี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์การส่งออก โดยจะเริ่มรับรู้รายได้ในเดือนตุลาคม 2569

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

SCGP ขยายฐานโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ในชลบุรี

แหล่งข่าวเดียว
SCGP ขยายฐานโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ในชลบุรี

SCGP เข้าซื้อหุ้น 90% ในโรงงานผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกที่ชลบุรี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์การส่งออก โดยจะเริ่มรับรู้รายได้ในเดือนตุลาคม 2569

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ SCGP ได้ลงทุน 68 ล้านบาทเพื่อเข้าถือหุ้น 90% ใน JZF ซึ่งเป็นโรงงานผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี โดยบริษัทวางแผนที่จะเริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อกิจการครั้งใหม่นี้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อเสริมสร้างการสนับสนุนของบริษัทต่อภาคการส่งออกผลไม้ โดยเฉพาะการขนส่งไปยังประเทศจีน การบูรณาการโรงงานแห่งนี้จะช่วยให้ SCGP เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมและลดต้นทุนการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SCGP ระบุว่าการขยายตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์หรือการส่งออกในท้องถิ่น การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรอบเส้นทางการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย แม้ว่าการเข้าซื้อกิจการจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวต่อประสิทธิภาพการขนส่งในท้องถิ่นและขนาดที่แท้จริงของการเพิ่มกำลังการผลิตยังคงต้องติดตามต่อไปเมื่อการดำเนินงานถูกบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านการจ้างงานหรือกำหนดการขยายตัวที่เฉพาะเจาะจงนอกเหนือจากวันที่รับรู้รายได้ในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:54 UTC

ภูมิทัศน์พลังงานไทยเปลี่ยนผ่าน: ความต้องการไฟฟ้าพุ่งทุบสถิติและการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ภูมิทัศน์พลังงานไทยเปลี่ยนผ่าน: ความต้องการไฟฟ้าพุ่งทุบสถิติและการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานของไทยรายงานความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นและการยอมรับยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งสวนทางกับการใช้พลังงานน้ำมันที่ลดลง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ภูมิทัศน์พลังงานไทยเปลี่ยนผ่าน: ความต้องการไฟฟ้าพุ่งทุบสถิติและการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า

แหล่งข่าวเดียว
ภูมิทัศน์พลังงานไทยเปลี่ยนผ่าน: ความต้องการไฟฟ้าพุ่งทุบสถิติและการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานของไทยรายงานความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นและการยอมรับยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งสวนทางกับการใช้พลังงานน้ำมันที่ลดลง

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่าประเทศไทยได้ผ่านช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่สำคัญในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. ระบุว่าการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 0.9% สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 2.4% โดยจุดที่น่าสนใจคือความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ที่พุ่งสูงถึง 36,759 เมกะวัตต์

การเปลี่ยนแปลงนี้ขับเคลื่อนโดยการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 6% และการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 8.5% นอกจากนี้ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ยังเร่งตัวขึ้น โดยมียอดจดทะเบียนสะสมแตะ 491,496 คัน เพิ่มขึ้น 66% ซึ่งส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าที่สถานีอัดประจุเพิ่มขึ้นถึง 87.1% ในทางกลับกัน การใช้น้ำมันแบบดั้งเดิมลดลง และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานลดลง 0.4%

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังปรับปรุงให้ทันสมัยและพึ่งพาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มั่นคงมากขึ้น แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าจะเห็นได้ชัดเจน แต่ผลกระทบระยะยาวต่อราคาพลังงานและความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้ายังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ สนพ. คาดการณ์ว่าความต้องการใช้พลังงานรวมจะเพิ่มขึ้น 1.4% ในช่วงที่เหลือของปี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:32 UTC

EEC เสนอจัดโซนนิ่งศูนย์ข้อมูล ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าไฟฟ้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

EEC เสนอจัดโซนนิ่งศูนย์ข้อมูล ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าไฟฟ้า

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผลักดันการจัดโซนนิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูล โดยเตือนว่าราคาไฟฟ้าที่สูงอาจส่งผลกระทบต่อการดึงดูดการลงทุนในอนาคต

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

EEC เสนอจัดโซนนิ่งศูนย์ข้อมูล ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าไฟฟ้า

แหล่งข่าวเดียว
EEC เสนอจัดโซนนิ่งศูนย์ข้อมูล ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าไฟฟ้า

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผลักดันการจัดโซนนิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูล โดยเตือนว่าราคาไฟฟ้าที่สูงอาจส่งผลกระทบต่อการดึงดูดการลงทุนในอนาคต

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดกฎระเบียบการจัดโซนนิ่งเฉพาะสำหรับการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อรวมกลุ่มสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อการจัดการโครงสร้างพื้นฐานและการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม EEC ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการเหล่านี้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าหากราคาไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง ประเทศไทยอาจประสบปัญหาในการดึงดูดหรือรักษาการลงทุนที่สำคัญในภาคส่วนศูนย์ข้อมูลไว้ได้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนพลังงานจึงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับบริษัทเทคโนโลยีระหว่างประเทศที่กำลังพิจารณาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางอุตสาหกรรมและการจัดการสาธารณูปโภค แม้ว่าข้อเสนอเรื่องการจัดโซนนิ่งจะมีความชัดเจน แต่สถานที่เฉพาะสำหรับโซนเหล่านี้และกลยุทธ์สุดท้ายในการจัดการราคาไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรมยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่ารัฐบาลจะจัดการกับความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะยังคงมีความสามารถในการแข่งขันในภูมิทัศน์ดิจิทัลต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:16 UTC

อุตสาหกรรมสร้างบ้านของไทยถูกระบุว่าเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อุตสาหกรรมสร้างบ้านของไทยถูกระบุว่าเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา เน้นย้ำถึงบทบาทของอุตสาหกรรมสร้างบ้านในห่วงโซ่อุปทานระดับชาติ และเรียกร้องให้มีการยกระดับเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมสร้างบ้านของไทยถูกระบุว่าเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

แหล่งข่าวเดียว
อุตสาหกรรมสร้างบ้านของไทยถูกระบุว่าเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา เน้นย้ำถึงบทบาทของอุตสาหกรรมสร้างบ้านในห่วงโซ่อุปทานระดับชาติ และเรียกร้องให้มีการยกระดับเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของอุตสาหกรรมสร้างบ้านในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นของประเทศไทย รัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตว่าภาคส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งมีส่วนช่วยในเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนระยะยาว การมุ่งเน้นไปที่ภาคการก่อสร้างนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในมาตรฐานที่อยู่อาศัยและความพร้อมใช้งาน เนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนให้อุตสาหกรรมยกระดับแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ผู้ที่ต้องการสร้างหรือปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์อาจพบกับบริการที่บูรณาการทางเทคโนโลยีและเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้นในไม่ช้า การผลักดันให้เกิดความทันสมัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แน่ใจว่าอุตสาหกรรมยังคงตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของประชากร

แม้ว่ารัฐมนตรีจะระบุถึงความสำคัญของภาคส่วนนี้แล้ว แต่มาตรการเชิงนโยบายเฉพาะหรือแรงจูงใจจากรัฐบาลเพื่ออำนวยความสะดวกในการยกระดับเหล่านี้ยังคงต้องได้รับการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอติดตามว่าบริษัทก่อสร้างจะปรับรูปแบบธุรกิจของตนอย่างไรเพื่อตอบสนองความคาดหวังใหม่เหล่านี้ และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะนำไปสู่แนวทางการก่อสร้างที่ยั่งยืนหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่ ผลกระทบระยะยาวต่อต้นทุนที่อยู่อาศัยและระยะเวลาการก่อสร้างยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 08:16 UTC

ราคาทองคำในไทยปรับลดลง 100 บาท เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยปรับลดลง 100 บาท เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569

สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองคำปรับลดลง 100 บาทในวันนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่บาทละ 69,100 บาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับลดลง 100 บาท เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับลดลง 100 บาท เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569

สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองคำปรับลดลง 100 บาทในวันนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่บาทละ 69,100 บาท

ตามข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ ณ วันที่ 17 กันยายน 2569 ราคาทองคำในประเทศไทยปรับลดลง 100 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า โดยเมื่อเวลา 14.31 น. ตามเวลาท้องถิ่น ราคาขายออกของทองรูปพรรณอยู่ที่บาทละ 69,100 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำมักถูกจับตามองในฐานะดัชนีชี้วัดความรู้สึกทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในท้องถิ่น แม้ว่าทองคำจะเป็นการลงทุนและสินค้าทางวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมในประเทศ แต่การปรับเปลี่ยนรายวันนี้สะท้อนถึงแนวโน้มตลาดในวงกว้างที่สมาคมติดตามอยู่

นักท่องเที่ยวที่สนใจซื้อทองรูปพรรณควรทราบว่าราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันตามสภาวะตลาดโลกและอุปทานในท้องถิ่น ขอแนะนำให้ตรวจสอบเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมค้าทองคำหรือเยี่ยมชมร้านทองที่เชื่อถือได้เพื่อรับทราบราคาล่าสุดก่อนทำธุรกรรม เนื่องจากนี่เป็นเพียงการอัปเดตราคาตลาดรายวัน จึงยังคงต้องติดตามต่อไปว่าราคาจะมีความผันผวนอย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งนี้ สมาคมยังคงให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อสร้างความโปร่งใสให้กับผู้บริโภคและนักลงทุน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:52 UTC

สหภาพยุโรปบังคับใช้กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ใหม่ กระทบการส่งออกของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สหภาพยุโรปบังคับใช้กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ใหม่ กระทบการส่งออกของไทย

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ของไทยได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สหภาพยุโรปบังคับใช้กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ใหม่ กระทบการส่งออกของไทย

แหล่งข่าวเดียว
สหภาพยุโรปบังคับใช้กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ใหม่ กระทบการส่งออกของไทย

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ของไทยได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ สหภาพยุโรปได้เริ่มบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (PPWR) อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นโยบายการค้าใหม่นี้กำหนดมาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มงวดสำหรับบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ถุงพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อาหาร ไปจนถึงวัสดุที่ใช้ในการจัดส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซ

ข้อกำหนดสำคัญภายใต้ PPWR รวมถึงมาตรฐานการรีไซเคิลที่ได้รับการปรับปรุง และข้อจำกัดที่เข้มงวดเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายและโลหะหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎระเบียบนี้ห้ามใช้สาร PFAS (สารเพอร์และโพลีฟลูออโรอัลคิล) ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหารโดยเด็ดขาด สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้แจ้งเตือนผู้ส่งออกไทยให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยเน้นย้ำว่าการปฏิบัติตามกฎระเบียบมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาโอกาสในการเข้าถึงตลาดภายในสหภาพยุโรป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนที่เห็นได้ชัดในการผลิตและการออกแบบสินค้าอุปโภคบริโภคที่มุ่งเน้นการส่งออก เนื่องจากผู้ผลิตในท้องถิ่นต้องปรับห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับมาตรฐานยุโรปเหล่านี้ แม้ว่ากฎระเบียบจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวต่อราคาสินค้าส่งออกของไทยและกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการปรับตัวของอุตสาหกรรมในภาพรวมยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมจากหน่วยงานด้านการค้าเกี่ยวกับระเบียบวิธีปฏิบัติในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:53 UTC

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานคาดการณ์ความต้องการพลังงานปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 1.4%
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานคาดการณ์ความต้องการพลังงานปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 1.4%

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานการใช้พลังงานขั้นต้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.9% และคาดการณ์ว่าความต้องการพลังงานตลอดทั้งปีจะเพิ่มขึ้น 1.4% ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานคาดการณ์ความต้องการพลังงานปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 1.4%

แหล่งข่าวเดียว
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานคาดการณ์ความต้องการพลังงานปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 1.4%

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานการใช้พลังงานขั้นต้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.9% และคาดการณ์ว่าความต้องการพลังงานตลอดทั้งปีจะเพิ่มขึ้น 1.4% ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลก

ตามรายงานจาก Prachachat Business สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. ระบุว่าการใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.9% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี สนพ. คาดการณ์ว่าความต้องการพลังงานรวมตลอดทั้งปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 1.4% อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กำลังติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่าความผันผวนของราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มั่นคงของประเทศ แม้ว่าปริมาณพลังงานในปัจจุบันจะเพียงพอต่อการรองรับการเติบโตนี้ แต่แนวโน้มความผันผวนของราคาในตลาดโลกอาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานยังคงมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดระหว่างประเทศ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มราคาโลกเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่ออัตราค่าสาธารณูปโภคหรือราคาเชื้อเพลิงสำหรับผู้บริโภคในประเทศอย่างไรในช่วงเดือนต่อๆ ไป ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพลังงานต่อไปตลอดทั้งปี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 07:53 UTC