ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
เศรษฐกิจ นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง ✦
เศรษฐกิจ Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท ✦
ความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน ✦
วัฒนธรรม พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค ✦
ความปลอดภัย ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง ✦
ความปลอดภัย นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ ✦
กฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช' ✦
กฎหมาย เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี ✦
เศรษฐกิจ

นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงกรุงลอนดอนเพื่อหารือในประเด็นการค้า การลงทุน และบริการด้านการบิน

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีของไทยได้เดินทางถึงกรุงลอนดอนเพื่อเข้าร่วมการหารือที่มีกำหนดการแน่นขนัด โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการเจรจาระดับสูงกับตัวแทนจากภาคการค้า ภาคธุรกิจ และภาคการลงทุน

นอกจากนี้ วาระการประชุมยังรวมถึงการหารือเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับภาคบริการและอุตสาหกรรมการบิน การหารือเหล่านี้มีความสำคัญต่อทั้งผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง เนื่องจากข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นในด้านการบินและการค้าอาจส่งผลต่อการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรในอนาคต รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศไทย

แม้จะมีการยืนยันว่ากำหนดการของนายกรัฐมนตรีมุ่งเน้นไปที่เสาหลักทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แต่ยังไม่มีการประกาศผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง ข้อตกลงที่ลงนาม หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกิดจากการประชุมเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่าการหารือเหล่านี้จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมหรือข้อเสนอการบริการใหม่ๆ สำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศหรือไม่ SawaLife จะติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการเจรจาทางการทูตเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

เศรษฐกิจ

Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท

Asset World Corp (AWC) เตรียมยื่นจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ใหม่ในชื่อ AWR วันที่ 29 กันยายนนี้ โดยนำสินทรัพย์หลัก 5 แห่งเข้าร่วม

จากรายงานของ Khaosod Online บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เตรียมยื่นแบบไฟลิ่งเพื่อจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ใหม่ในชื่อ AWR ในวันที่ 29 กันยายนนี้ โดยบริษัทตั้งเป้านำสินทรัพย์ประเภทฟรีโฮลด์ 5 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม 4 แห่งและอาคารสำนักงานเกรดเอ 1 แห่ง เข้าร่วมกองทรัสต์ โดยมีมูลค่าเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ AWC เปิดเผยว่า ความคิดริเริ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อวางตำแหน่งให้ AWR เป็น REIT ชั้นนำที่เน้นการลงทุนในประเทศไทย 100% โดย AWC จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก (Sponsor) และมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อให้มั่นใจว่านักลงทุนไทยจะถือครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของกองทรัสต์ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมแผนงานสำหรับสินทรัพย์อีก 9 แห่งเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการรวมกลุ่มและการยกระดับความเป็นมืออาชีพอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของไทย แม้ว่าการยื่นไฟลิ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างสินทรัพย์ของ AWC แต่การอนุมัติขั้นสุดท้ายจากหน่วยงานกำกับดูแลยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการยื่นเอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อกำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะของกองทรัสต์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

ความปลอดภัย

กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน

รัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้หน่วยงานคมนาคมทุกแห่งยกระดับการเฝ้าระวังน้ำท่วมและเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคมนาคมทุกแห่งยกระดับมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม โดยกำชับให้หน่วยงานต่างๆ อยู่ในสถานะเฝ้าระวังสูงสุดเพื่อติดตามความเสี่ยงจากน้ำท่วม และตรวจสอบให้แน่ใจว่าทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำสั่งนี้แสดงถึงความพร้อมที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วประเทศ แม้ว่ากระทรวงฯ จะมุ่งเน้นการลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด แต่ผู้ที่วางแผนเดินทางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตารางการเดินทางหรือสภาพถนน เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดการกับผลกระทบจากน้ำท่วม ขอแนะนำให้ติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับเส้นทางหรือบริการขนส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้น

ในขณะนี้ พื้นที่เฉพาะที่ได้รับความสำคัญสำหรับการเข้าช่วยเหลือทันทีและการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของบริการขนส่งที่แน่ชัดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารผ่านสื่อท้องถิ่นและช่องทางของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าความปลอดภัยและแผนการเดินทางจะไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:17 UTC

วัฒนธรรม

พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค

แหล่งข่าวเดียว
พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค

พระพยอม เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ออกมาปฏิเสธข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าท่านผลิตยาสมุนไพรรักษาได้ทุกโรค

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ได้ออกมาเตือนภัยประชาชนเกี่ยวกับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จบนโซเชียลมีเดีย โดยมีการนำภาพของท่านไปตัดต่อด้วย AI และโฆษณาชวนเชื่อว่าทางวัดผลิตยาสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ ได้จนหายขาด ส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาที่วัดเพื่อขอยา ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

พระพยอมชี้แจงว่า ท่านเป็นเพียงพระนักเทศน์และนักพัฒนา ไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกร และทางวัดไม่มีการผลิตยารักษาโรคใดๆ ทั้งสิ้น โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการสร้างเรื่องของกลุ่มมิจฉาชีพที่ทำให้ประชาชนเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ ท่านยังเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพมีการแอบอ้างชื่อกระทรวงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าปลอม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพที่พบในโซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางศาสนาหรือการอ้างสรรพคุณรักษาโรคปาฏิหาริย์ ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่แอบอ้างชื่ออย่างไร ขอให้ประชาชนงดเว้นการเดินทางมาที่วัดเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจากทางวัดไม่มีบริการดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

ความปลอดภัย

ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เซ็นทรัล โคราช และเดอะมอลล์ โคราช เปิดพื้นที่จอดรถให้ประชาชนนำรถมาจอดเพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่น ตามรายงานของ Thai Post ทั้งเซ็นทรัล โคราช และเดอะมอลล์ โคราช ได้เปิดพื้นที่จอดรถอย่างเป็นทางการเพื่อให้บริการพื้นที่จอดรถฟรีในจุดที่สูงและปลอดภัยสำหรับยานพาหนะของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้ประชาชนปกป้องทรัพย์สินจากความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม ในขณะที่ระดับน้ำในพื้นที่โดยรอบกำลังเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในภูมิภาคนี้ ถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยในการเก็บรักษายานพาหนะให้พ้นจากน้ำท่วม

แม้ว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเจ้าของรถได้ในทันที แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือรายงานนี้เน้นเฉพาะเรื่องความพร้อมของพื้นที่จอดรถเท่านั้น ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยติดตามช่องทางข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปิดถนน ความคืบหน้าของสถานการณ์น้ำท่วม และบริการฉุกเฉินอื่นๆ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ประชาชนควรตรวจสอบสถานะปัจจุบันของพื้นที่จอดรถเหล่านี้โดยตรงกับฝ่ายบริหารของห้างสรรพสินค้าก่อนที่จะนำรถไปจอด เนื่องจากความจุอาจมีจำกัดและสภาพการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:18 UTC

ความปลอดภัย

ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระบายน้ำในพื้นที่คลองรังสิตเพื่อบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้กรมชลประทานเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในคลองรังสิต เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว อธิบดีกรมชลประทานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและปรับปรุงระบบการจัดการน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่รังสิต โครงการนี้ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการสะสมของน้ำและเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลนี้ แม้ว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงความสามารถในการระบายน้ำ แต่ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้คลองควรติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เทศบาลเกี่ยวกับระดับน้ำ

ในขณะนี้ ประสิทธิภาพของความพยายามในการระบายน้ำเหล่านี้ในการป้องกันน้ำล้นตลิ่งยังคงต้องรอการยืนยัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมชลประทานเพื่อรับทราบความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการน้ำในพื้นที่ดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:15 UTC

ความปลอดภัย

เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง

แหล่งข่าวเดียว
เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง

เวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดบุรีรัมย์ถูกยกเลิกกะทันหันหลังเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ ต้องยุติลงก่อนกำหนดเนื่องจากเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรง ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ความตึงเครียดเริ่มขึ้นระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนโครงการประมาณ 800 คน กับสมาชิกกลุ่ม “โอโซนรักบ้านเกิด อ.ชำนิ” ซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการมาโดยตลอดเนื่องจากความกังวลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์เริ่มวุ่นวายเมื่อผู้เข้าร่วมเริ่มขว้างปาก้อนหินและก้อนดินใส่กันบริเวณหน้าเวที แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองร้อยควบคุมฝูงชนจะพยายามเข้าห้ามปราม แต่เหตุการณ์ก็บานปลายจนเกิดความโกลาหล ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างน้อย 1 รายจากการถูกของแข็ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรวมถึงนายอำเภอนางรองและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนางรองได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ แต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงตัดสินใจยุติเวทีดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสการคัดค้านโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ความรุนแรงจะยุติลงแล้ว แต่อนาคตของโครงการยังคงมีความไม่แน่นอน ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นจะถูกจัดขึ้นใหม่เมื่อใด หรือทางการจะมีมาตรการอย่างไรในการจัดการกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะขนาดใหญ่หรือการประชุมชุมชนที่มีความตึงเครียด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:17 UTC

ความปลอดภัย

นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยงานรัฐเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน โดยเน้นย้ำความพร้อมของแผนอพยพและเครื่องสูบน้ำ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีของไทยได้ออกคำสั่งจากต่างประเทศ โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยกระดับความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน คำสั่งดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผนการอพยพมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องสูบน้ำ ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้และพร้อมสำหรับการนำไปติดตั้งใช้งานทันที

นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังกำหนดให้บุคลากรที่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ประกาศนี้ถือเป็นการเตือนให้ติดตามรายงานสภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากสถานการณ์เลวร้ายลง แม้ว่ารัฐบาลกำลังระดมทรัพยากรเพื่อจัดการกับเหตุฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับน้ำ แต่ในคำสั่งเบื้องต้นนี้ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าภูมิภาคใดมีความเสี่ยงสูงสุด ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเตรียมการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติในระดับจังหวัดอย่างไร และพื้นที่ใดจะได้รับความสำคัญในการจัดสรรอุปกรณ์ ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยควรติดตามช่องทางข่าวสารอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับคำเตือนสภาพอากาศและขั้นตอนความปลอดภัยในพื้นที่ของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:16 UTC

กฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช'

แหล่งข่าวเดียว
ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช'

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนยันคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายแดเนียล ซานโช บรอนชาโล ชาวสเปน ในคดีฆาตกรรมนายเอ็ดวิน อาร์เรียตา อาร์เตอากา เมื่อปี 2023

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้อ่านคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย โดยยืนตามคำพิพากษาเดิมให้จำคุกตลอดชีวิต นายแดเนียล ซานโช บรอนชาโล ชาวสเปน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและปิดบังซ่อนเร้นศพ นายเอ็ดวิน อาร์เรียตา อาร์เตอากา ศัลยแพทย์ตกแต่งชาวโคลอมเบีย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนเกาะพะงันเมื่อปี 2023

ศาลอุทธรณ์ได้ยกคำร้องอุทธรณ์ของทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจทก์ ส่งผลให้คำพิพากษาเดิมยังคงมีผลบังคับใช้ คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อต่างประเทศเนื่องจากตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องและลักษณะของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คำพิพากษานี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในคดีที่สื่อต่างประเทศติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอาญาของไทยอย่างเคร่งครัดในคดีความรุนแรง แม้ว่าคำตัดสินของศาลอุทธรณ์จะทำให้คดีมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าฝ่ายจำเลยจะยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาของประเทศไทยหรือไม่ ทั้งนี้ ขอเตือนให้นักท่องเที่ยวในประเทศไทยทราบว่าประเทศมีมาตรฐานทางกฎหมายที่เข้มงวดต่อการกระทำความผิดทางอาญา และกระบวนการยุติธรรมในท้องถิ่นจะถูกบังคับใช้อย่างเสมอภาคโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:15 UTC

กฎหมาย

เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี

ตำรวจจับกุมผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ฐานลักลอบขายคลิปวิดีโออนาจารเด็กชายวัย 16 ปีผ่านกลุ่มลับ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ได้จับกุมบุคคลข้ามเพศรายหนึ่งซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้บัญชี X (ทวิตเตอร์เดิม) ในการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมาย โดยผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าได้ถ่ายคลิปวิดีโอขณะมีเพศสัมพันธ์กับเด็กชายวัย 16 ปี และนำไปขายเพื่อเข้าถึงกลุ่มลับที่มีการเรียกเก็บเงิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากผู้เยาว์และการเผยแพร่สื่อลามกผิดกฎหมาย การจับกุมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลทางกฎหมายที่รุนแรงเกี่ยวกับการผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กตามกฎหมายไทย

เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย จึงยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงข้อหาเฉพาะที่ผู้ต้องหาจะต้องเผชิญในชั้นศาลและขอบเขตทั้งหมดของเครือข่ายการเผยแพร่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะของผู้เสียหายหรือระยะเวลาที่ผู้ต้องหาได้กระทำการดังกล่าว ประชาชนควรตระหนักถึงกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลในท้องถิ่น และรายงานกิจกรรมออนไลน์ที่น่าสงสัยต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:16 UTC

บางจากประกาศแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บางจากประกาศแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แต่งตั้ง บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทคนใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 สืบต่อจาก ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บางจากประกาศแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่

แหล่งข่าวเดียว
บางจากประกาศแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แต่งตั้ง บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทคนใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 สืบต่อจาก ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ คณะกรรมการบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มีมติแต่งตั้ง บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยการเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ จะเข้ามารับตำแหน่งต่อจาก ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ซึ่งสัญญาจ้างงานจะสิ้นสุดลงในสิ้นปี 2569 การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในการบริหารจัดการระดับสูงของหนึ่งในบริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีความน่าสนใจเนื่องจากบางจากมีบทบาทสำคัญในภาคพลังงานของประเทศ รวมถึงการจัดจำหน่ายเชื้อเพลิงและการดำเนินธุรกิจค้าปลีก การเปลี่ยนแปลงผู้นำในระดับนี้อาจส่งผลต่อทิศทางกลยุทธ์ระยะยาว โครงการด้านความยั่งยืน หรือนโยบายราคาขายปลีก ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อผู้บริโภคได้

ในขณะนี้ บริษัทได้ยืนยันการแต่งตั้งและวันที่มีผลบังคับใช้แล้ว ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางกลยุทธ์องค์กรหรือการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานภายใต้ผู้นำคนใหม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติมเมื่อใกล้ถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน โดยนักสังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าบริษัทจะดำเนินธุรกิจในภาคพลังงานภายใต้การนำใหม่นี้อย่างไรในปีหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:58 UTC

KKP Research ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยโต 2.5%
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

KKP Research ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยโต 2.5%

KKP Research ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 เป็น 2.5% โดยระบุว่าเป็นการฟื้นตัวแบบ K-Shape ที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนใน AI และการส่งออก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

KKP Research ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยโต 2.5%

แหล่งข่าวเดียว
KKP Research ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยโต 2.5%

KKP Research ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 เป็น 2.5% โดยระบุว่าเป็นการฟื้นตัวแบบ K-Shape ที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนใน AI และการส่งออก

อัปเดตแนวโน้มเศรษฐกิจ

KKP Research ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP สำหรับประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% ตามรายงานระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการฟื้นตัวแบบ 'K-Shape' ซึ่งมีลักษณะเด่นคือความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างภาคส่วนที่เติบโตสูงกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังประสบปัญหา

ปัจจัยขับเคลื่อนและความท้าทายหลัก

การเติบโตส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนและผลการดำเนินงานด้านการส่งออก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้านี้ไม่ครอบคลุมทุกภาคส่วน โดยมี 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์ ปิโตรเคมี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ อุตสาหกรรมเหล่านี้กำลังดิ้นรนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดและการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้า

ผลกระทบและแนวโน้ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจ การฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ชี้ให้เห็นว่าในขณะที่ภาคส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีกำลังขยายตัว แต่ฐานเศรษฐกิจในวงกว้างยังคงมีความเปราะบาง ความแตกต่างระหว่างระดับบนที่รุ่งเรืองกับระดับล่างที่กำลังถดถอยเน้นย้ำถึงการขาดความมั่งคั่งที่ทั่วถึง

สิ่งที่ยังต้องติดตาม

แม้ว่าเป้าหมายการเติบโตที่ 2.5% จะเป็นเกณฑ์มาตรฐาน แต่ความยั่งยืนในระยะยาวของการฟื้นตัวนี้ขึ้นอยู่กับว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิมจะปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่ารัฐบาลหรือภาคเอกชนจะสามารถดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนภาคส่วนที่ล่าช้าและลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:31 UTC

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: นักวิเคราะห์มองโอกาสฟื้นตัว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: นักวิเคราะห์มองโอกาสฟื้นตัว

บล.พาย มองเห็นโอกาสการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เริ่มทรงตัวและราคาน้ำมันชะลอตัวลง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: นักวิเคราะห์มองโอกาสฟื้นตัว

แหล่งข่าวเดียว
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: นักวิเคราะห์มองโอกาสฟื้นตัว

บล.พาย มองเห็นโอกาสการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เริ่มทรงตัวและราคาน้ำมันชะลอตัวลง

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ บล.พาย ได้แสดงความเห็นเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยคาดการณ์ว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,570-1,595 จุด นักวิเคราะห์มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) อาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้วหลังจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามคาดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นอกจากนี้ การชะลอตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลกยังถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนโดยรวม

สำหรับนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยที่ติดตามเศรษฐกิจในประเทศ บล.พาย ได้แนะนำหุ้นกลุ่มการเงิน ได้แก่ MTC, SAWAD และ TIDLOR ว่าเป็นสินทรัพย์ที่น่าสะสม นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น DELTA และ KCE อาจได้รับแรงส่งเชิงบวกจากภาคเทคโนโลยีในเอเชีย

แม้ว่าการคาดการณ์เหล่านี้จะให้มุมมองเชิงบวกสำหรับผู้ร่วมตลาด แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นยังคงขึ้นอยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและอารมณ์ของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงได้ สำหรับผู้ที่อาศัยหรือท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวของตลาดเหล่านี้สะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในวงกว้างที่อาจส่งผลต่อสภาวะทางการเงินในท้องถิ่น ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มเหล่านี้จะมีความยั่งยืนเพียงใด และการฟื้นตัวที่คาดการณ์ไว้จะเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ นักลงทุนควรติดตามการอัปเดตข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบความคืบหน้าต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:31 UTC

MEA จับมือ Max Me เปิดตัวโครงการแลกคะแนนสะสม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

MEA จับมือ Max Me เปิดตัวโครงการแลกคะแนนสะสม

การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ร่วมมือกับ Max Me เพื่อให้ลูกค้าสามารถแลกเปลี่ยนคะแนนสะสม เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

MEA จับมือ Max Me เปิดตัวโครงการแลกคะแนนสะสม

แหล่งข่าวเดียว
MEA จับมือ Max Me เปิดตัวโครงการแลกคะแนนสะสม

การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ร่วมมือกับ Max Me เพื่อให้ลูกค้าสามารถแลกเปลี่ยนคะแนนสะสม เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับบริษัท แมกซ์ มี คอร์ป จำกัด ในกลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี เพื่อเปิดตัวโครงการแลกเปลี่ยนคะแนนสะสมใหม่ ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ความคิดริเริ่มนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแปลงคะแนน MEA Point เป็น Max Point ได้ ซึ่งเป็นการสร้างระบบรางวัลข้ามแพลตฟอร์มสำหรับผู้บริโภคไฟฟ้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เดินทางมายังเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ใช้บริการของ MEA ความร่วมมือนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประโยชน์ของคะแนนที่สะสมไว้ การบูรณาการระบบรางวัลทั้งสองเข้าด้วยกันช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการแลกรับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการชำระค่าไฟฟ้าตามปกติ

แม้ว่าข้อตกลงจะได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับอัตราการแลกเปลี่ยนระหว่าง MEA Point และ Max Point รวมถึงรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดที่สามารถใช้คะแนนเหล่านี้ได้ คาดว่าจะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในการอัปเดตจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องในภายหลัง ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของ MEA เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการเชื่อมโยงบัญชีและเริ่มกระบวนการโอนคะแนน ความร่วมมือนี้ถือเป็นความพยายามเชิงกลยุทธ์ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในการปรับปรุงการมีส่วนร่วมกับลูกค้าและมอบบริการที่มีมูลค่าเพิ่มให้กับฐานผู้ใช้งาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:31 UTC

รัฐบาลไทยเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ช่วงปลายปี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ช่วงปลายปี

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังเตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 หลังจากมีการขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส'

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ช่วงปลายปี

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ช่วงปลายปี

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังเตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 หลังจากมีการขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส'

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยกำลังพัฒนามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2569 โดยมาตรการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการขยายเวลาโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ออกไปอีก 2 เดือน

ในการตอบข้อกังวลเกี่ยวกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี นางศุภจีระบุว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าราคาจะยังคงมีเสถียรภาพและไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเงินของโลก ทั้งนี้ ในส่วนของการดูแลนโยบายอัตราดอกเบี้ยระดับประเทศนั้น อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการที่กำลังจะออกมานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในช่วงสิ้นปี ขณะนี้รัฐบาลกำลังประสานงานระหว่างกระทรวงต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าแนวทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปีจะมีความครอบคลุม รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับลักษณะและขอบเขตของแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เหล่านี้ยังคงอยู่ระหว่างการหารือและยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยคาดว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมออกมาในขณะที่รัฐบาลประเมินภาพรวมทางเศรษฐกิจต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:26 UTC

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังความกังวลด้านอุปทานผ่อนคลายลง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังความกังวลด้านอุปทานผ่อนคลายลง

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เนื่องจากความกังวลของตลาดเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวเริ่มคลี่คลายลง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังความกังวลด้านอุปทานผ่อนคลายลง

แหล่งข่าวเดียว
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังความกังวลด้านอุปทานผ่อนคลายลง

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เนื่องจากความกังวลของตลาดเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวเริ่มคลี่คลายลง

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) และเบรนต์ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยหน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาลดลงมาจากการที่ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกมีความสำคัญเนื่องจากมักส่งผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงภายในประเทศและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง แม้ว่าแนวโน้มปัจจุบันจะบ่งชี้ถึงการผ่อนคลายแรงกดดันด้านอุปทานชั่วคราว แต่ตลาดพลังงานยังคงมีความผันผวน

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ แม้ว่าราคาอ้างอิงระดับโลกจะมีแนวโน้มลดลง แต่ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ภาษีสรรพสามิต และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ทั้งนี้ แนวโน้มขาลงดังกล่าวจะคงอยู่ต่อเนื่องหรือนำไปสู่การปรับลดราคาหน้าปั๊มในท้องถิ่นอย่างชัดเจนหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากพัฒนาการของตลาดในอนาคตและการประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานด้านพลังงานในพื้นที่ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามการอัปเดตราคาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:31 UTC

เตรียมคลอดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังจบโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เตรียมคลอดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังจบโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

กระทรวงเศรษฐกิจกำลังเตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจหลังจากโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2 สิ้นสุดลง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เตรียมคลอดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังจบโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

แหล่งข่าวเดียว
เตรียมคลอดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังจบโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

กระทรวงเศรษฐกิจกำลังเตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจหลังจากโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2 สิ้นสุดลง

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 กระทรวงเศรษฐกิจกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ โดยโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นมาตรการต่อเนื่องจากโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2 ที่กำลังจะสิ้นสุดลง

คุณศุภจี ตัวแทนจากกระทรวงฯ ระบุว่ารัฐบาลมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันว่ากำลังติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนถึงแนวทางเชิงรุกของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและจัดการกับภาวะเงินเฟ้อ แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันถึงความตั้งใจที่จะดำเนินมาตรการเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับขอบเขต ระยะเวลา และเกณฑ์การได้รับสิทธิ์ของแพ็กเกจใหม่ยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงเศรษฐกิจเกี่ยวกับกำหนดการดำเนินงานและภาคส่วนที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:20 UTC

ศุภจีเร่งเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ก่อนหารือที่ฟิลิปปินส์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ศุภจีเร่งเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ก่อนหารือที่ฟิลิปปินส์

ศุภจีกำลังเตรียมตัวสำหรับการหารือด้านภาษีที่สำคัญกับตัวแทนการค้าของสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์ แม้ว่าจะยังไม่มีการนัดหมายพบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตาม

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ศุภจีเร่งเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ก่อนหารือที่ฟิลิปปินส์

แหล่งข่าวเดียว
ศุภจีเร่งเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ก่อนหารือที่ฟิลิปปินส์

ศุภจีกำลังเตรียมตัวสำหรับการหารือด้านภาษีที่สำคัญกับตัวแทนการค้าของสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์ แม้ว่าจะยังไม่มีการนัดหมายพบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตาม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 ศุภจีกำลังเร่งดำเนินการเพื่อสรุปการเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามดังกล่าว เธอมีกำหนดการที่จะหารือกับตัวแทนจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในประเทศฟิลิปปินส์ในวันพรุ่งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเจรจาเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลต่อเงื่อนไขการค้าทวิภาคีและนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าจากสหรัฐฯ แม้ว่าการหารือเหล่านี้จะเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่มีการชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่มีการนัดหมายการประชุมระหว่างคณะผู้แทนไทยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อหารือในประเด็นดังกล่าว

ในขั้นตอนนี้ ผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงของการหารือที่จะเกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าการเจรจาเหล่านี้จะนำไปสู่ข้อตกลงอย่างเป็นทางการหรือไม่ หรือจะต้องมีการเจรจาเพิ่มเติมอีกหลายรอบ SawaLife จะคอยติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความคืบหน้าทางการค้านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:19 UTC

ไทยใกล้ปิดดีลข้อตกลงการค้าและภาษีกับสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยใกล้ปิดดีลข้อตกลงการค้าและภาษีกับสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ไทยกำลังเร่งสรุปรายละเอียดเล็กน้อยของข้อตกลงการค้าและภาษีกับสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะมีการหารือระดับสูงระหว่างอนุทิน ชาญวีรกูล และโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อแก้ไขประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่เหลืออยู่

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยใกล้ปิดดีลข้อตกลงการค้าและภาษีกับสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยใกล้ปิดดีลข้อตกลงการค้าและภาษีกับสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ไทยกำลังเร่งสรุปรายละเอียดเล็กน้อยของข้อตกลงการค้าและภาษีกับสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะมีการหารือระดับสูงระหว่างอนุทิน ชาญวีรกูล และโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อแก้ไขประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่เหลืออยู่

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำลังนำทีมเร่งสรุปข้อตกลงด้านการค้าและภาษีกับสหรัฐอเมริกา ขณะนี้การเจรจามุ่งเน้นไปที่การแก้ไขรายละเอียดทางเทคนิคเล็กน้อย โดยมีกำหนดการประชุมระหว่างตัวแทนฝ่ายไทยและรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ในวันพรุ่งนี้

แม้ว่ากรอบส่วนใหญ่ของข้อตกลงจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังมีประเด็นเชิงกลยุทธ์บางประการที่ยังคงค้างอยู่ โดยเฉพาะข้อเสนอเรื่องอัตราภาษีพิเศษเพื่อแลกกับข้อตกลงระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งถือเป็นประเด็นระดับผู้นำ เจ้าหน้าที่ระบุว่าประเด็นเฉพาะนี้จะได้รับการหารือผ่านการสื่อสารโดยตรงระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีไทย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความคืบหน้านี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าในอนาคต ต้นทุนการนำเข้า และภาพรวมทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในขั้นตอนนี้ กำหนดการสุดท้ายสำหรับการบังคับใช้ข้อตกลงและผลกระทบที่ชัดเจนต่อสินค้าอุปโภคบริโภคหรือการดำเนินธุรกิจยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับผลการหารือที่ฟิลิปปินส์และการเจรจาระดับสูงที่จะตามมา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:32 UTC

EGCO Group ขยายพอร์ตโฟลิโอด้วยการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าในนิวยอร์ก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

EGCO Group ขยายพอร์ตโฟลิโอด้วยการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าในนิวยอร์ก

กลุ่มบริษัท EGCO ของไทยได้เข้าถือหุ้น 45% ในโรงไฟฟ้าก๊าซ Astoria Energy II ในนิวยอร์ก โดยใช้กลยุทธ์การหมุนเวียนสินทรัพย์เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดทันที

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

EGCO Group ขยายพอร์ตโฟลิโอด้วยการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าในนิวยอร์ก

แหล่งข่าวเดียว
EGCO Group ขยายพอร์ตโฟลิโอด้วยการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าในนิวยอร์ก

กลุ่มบริษัท EGCO ของไทยได้เข้าถือหุ้น 45% ในโรงไฟฟ้าก๊าซ Astoria Energy II ในนิวยอร์ก โดยใช้กลยุทธ์การหมุนเวียนสินทรัพย์เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดทันที

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ บริษัทพลังงานไทย EGCO Group ได้ขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศอย่างเป็นทางการด้วยการเข้าถือหุ้นทางอ้อม 45.0549% ในโรงไฟฟ้า Astoria Energy II ซึ่งตั้งอยู่ในนครนิวยอร์ก โรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CCGT) ที่มีกำลังการผลิตรวม 615 เมกะวัตต์

การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ 'Asset Recycling' ของ EGCO ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนเงินทุนจากสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อนำไปลงทุนในโครงการใหม่ที่มีศักยภาพสูง การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้มีความโดดเด่นเนื่องจากมีการทำสัญญา Tolling Agreement ระยะยาวกับหน่วยงานการไฟฟ้าแห่งรัฐนิวยอร์ก (NYPA) ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดได้ทันที

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้เน้นย้ำถึงการขยายตัวระดับโลกของกลุ่มบริษัทพลังงานไทย แม้ว่าการเข้าซื้อกิจการจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินของ EGCO แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราค่าสาธารณูปโภคในท้องถิ่นหรือบริการด้านพลังงานภายในประเทศไทย ผลกระทบเชิงปฏิบัติการระยะยาวของการลงทุนเฉพาะนี้ต่อเสถียรภาพของเงินปันผลโดยรวมของบริษัทยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่โครงการถูกรวมเข้ากับพอร์ตโฟลิโอระดับโลกของบริษัท นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามรายงานทางการเงินในอนาคตเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าสินทรัพย์ระหว่างประเทศนี้มีส่วนช่วยต่อผลกำไรโดยรวมของกลุ่มอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:39 UTC

กระทรวงเศรษฐกิจไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางความกังวลเรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงเศรษฐกิจไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางความกังวลเรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ย

กระทรวงเศรษฐกิจไทยกำลังพัฒนาแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงเศรษฐกิจไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางความกังวลเรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ย

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงเศรษฐกิจไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางความกังวลเรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ย

กระทรวงเศรษฐกิจไทยกำลังพัฒนาแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 คุณศุภจี ตัวแทนจากกระทรวงเศรษฐกิจ ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังติดตามราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าราคายังคงมีเสถียรภาพแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั่วโลก ข้อกังวลหลักคือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต่อเศรษฐกิจไทย

เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากภายนอกเหล่านี้ กระทรวงกำลังเตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและเป็นระยะยาว เป้าหมายของโครงการนี้คือการรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจภายในประเทศและปกป้องผู้บริโภคจากความผันผวนของค่าครองชีพ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากแสดงให้เห็นถึงแนวทางเชิงรุกของรัฐบาลในการจัดการกับภาวะเงินเฟ้อและรักษาอำนาจซื้อ ราคาสินค้าที่จำเป็นที่มีเสถียรภาพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่อาศัยหรือมาเยือนประเทศไทย เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

แม้ว่ากระทรวงจะยืนยันถึงการมีอยู่ของแผนงานเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการ ลักษณะที่แท้จริงของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาคส่วนที่จะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่านโยบายเหล่านี้จะถูกบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับชาติในวงกว้างอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:05 UTC

รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประกาศว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประกาศว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารัฐบาลไทยกำลังพัฒนาชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หลังจากสิ้นสุดโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการดูแลไม่ให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในประเทศไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายให้ติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความผันผวนของราคาที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว

สำหรับผู้ที่อาศัยหรือเดินทางมายังประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงแนวทางเชิงรุกของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเงินระดับโลก แม้ว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นในกลยุทธ์การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับลักษณะ กรอบเวลา และเกณฑ์การได้รับสิทธิ์ของมาตรการชุดใหม่นี้ยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำความเข้าใจว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างไร และจะมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพหรือการดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นอย่างไร สถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลงในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงประเมินภาพรวมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:39 UTC

ไทยคว้าดีลธุรกิจกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์จากงาน Gastech 2026
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

ไทยคว้าดีลธุรกิจกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์จากงาน Gastech 2026

รัฐบาลไทยรายงานว่างาน Gastech 2026 ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งตอกย้ำถึงความน่าสนใจของประเทศสำหรับการลงทุนและการอยู่อาศัย

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยคว้าดีลธุรกิจกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์จากงาน Gastech 2026

ได้รับการยืนยัน
ไทยคว้าดีลธุรกิจกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์จากงาน Gastech 2026

รัฐบาลไทยรายงานว่างาน Gastech 2026 ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งตอกย้ำถึงความน่าสนใจของประเทศสำหรับการลงทุนและการอยู่อาศัย

กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยระบุว่า งาน Gastech 2026 เป็นเวทีสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยรัฐมนตรีเอกนัฏระบุว่างานดังกล่าวส่งผลให้เกิดข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากผลกระทบทางการเงินในทันทีแล้ว รัฐบาลยังเน้นย้ำว่างานนี้ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การไหลเข้าของการลงทุนนี้อาจเป็นสัญญาณของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลชี้ว่างานนี้ประสบความสำเร็จในการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นทั้งศูนย์กลางทางธุรกิจระหว่างประเทศและจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับการอยู่อาศัย

แม้ว่ารัฐบาลจะเน้นย้ำถึงมูลค่ามหาศาลของข้อตกลงเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับลักษณะของสัญญา กรอบเวลาในการดำเนินการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากพลังงานนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่าแม้ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นก้าวสำคัญในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลรายงาน แต่ผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยนั้นจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการดำเนินการตามข้อตกลงทางธุรกิจเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 15:00 UTC

เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.08 ต่อดอลลาร์ในวันที่ 14 กันยายน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.08 ต่อดอลลาร์ในวันที่ 14 กันยายน

เงินบาทเริ่มซื้อขายที่ระดับ 33.08 ต่อดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยนักวิเคราะห์กำหนดแนวรับไว้ที่ 32.90 และแนวต้านที่ 33.20

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.08 ต่อดอลลาร์ในวันที่ 14 กันยายน

แหล่งข่าวเดียว
เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.08 ต่อดอลลาร์ในวันที่ 14 กันยายน

เงินบาทเริ่มซื้อขายที่ระดับ 33.08 ต่อดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยนักวิเคราะห์กำหนดแนวรับไว้ที่ 32.90 และแนวต้านที่ 33.20

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.08 ต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงเช้าของวันที่ 14 กันยายน 2569 ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศของทีทีบีได้ให้บทวิเคราะห์ล่าสุด โดยกำหนดแนวรับของค่าเงินไว้ที่ 32.90 และแนวต้านที่ 33.20 ต่อดอลลาร์

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในประเทศไทย ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เงินบาทที่แข็งค่าหรืออ่อนค่าลงจะเปลี่ยนอำนาจซื้อของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกอย่างตั้งแต่สินค้านำเข้า ไปจนถึงค่าที่พักและค่าอาหาร การติดตามการเปลี่ยนแปลงรายวันเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับผู้ที่วางแผนงบประมาณหรือจัดการการโอนเงินระหว่างประเทศ

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเป็นภาพรวมของสถานะการเปิดตลาด แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าค่าเงินจะมีทิศทางอย่างไรในช่วงที่เหลือของวันซื้อขาย สภาวะตลาดอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกและการพัฒนาทางการเงินในท้องถิ่น ผู้ที่สนใจในการวางแผนทางการเงินเฉพาะด้านควรปรึกษาผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรามืออาชีพหรือที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อทำความเข้าใจว่าอัตราแลกเปลี่ยนเหล่านี้อาจส่งผลต่อสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่านอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 14 กันยายน 2026, 02:16 UTC

ค่ายรถญี่ปุ่นยังคงครองใจผู้ใช้รถในไทยด้วยความภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ค่ายรถญี่ปุ่นยังคงครองใจผู้ใช้รถในไทยด้วยความภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

ผลสำรวจล่าสุดจาก Differential ระบุว่าแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำด้านความภักดีของผู้บริโภคในกลุ่มผู้ขับขี่ชาวไทย แม้ความสนใจในรถยนต์พลังงานทางเลือกจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ค่ายรถญี่ปุ่นยังคงครองใจผู้ใช้รถในไทยด้วยความภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

แหล่งข่าวเดียว
ค่ายรถญี่ปุ่นยังคงครองใจผู้ใช้รถในไทยด้วยความภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

ผลสำรวจล่าสุดจาก Differential ระบุว่าแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำด้านความภักดีของผู้บริโภคในกลุ่มผู้ขับขี่ชาวไทย แม้ความสนใจในรถยนต์พลังงานทางเลือกจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ การศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้รถในไทยตลอดระยะเวลา 3 ปี (2567–2569) โดย Differential เผยให้เห็นแนวโน้มที่สำคัญในตลาดรถยนต์ไทย ข้อมูลระบุว่าแม้ผู้ขับขี่ชาวไทยจะเปิดรับรถยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้น แต่แบรนด์รถยนต์จากญี่ปุ่นยังคงได้รับคะแนนความภักดีต่อแบรนด์สูงสุดในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นซึ่งครองตลาดท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังตั้งข้อสังเกตว่าสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาขายต่อกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ว่าเมื่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตเต็มที่ ผู้บริโภคเริ่มมองข้ามความแปลกใหม่และหันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าทางการเงินในระยะยาวมากขึ้น

สิ่งที่ยังคงต้องติดตามต่อไปคืออันดับความภักดีเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อการแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น แม้ว่าแบรนด์ญี่ปุ่นจะยังคงรักษาฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งไว้ได้ในขณะนี้ แต่การให้ความสำคัญกับราคาขายต่อที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์การแข่งขันในอนาคต นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยที่กำลังวางแผนซื้อรถยนต์ในประเทศไทยอาจพบว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์ในการพิจารณาความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของตลาดในระยะยาวของแบรนด์รถยนต์ต่างๆ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:00 UTC

Grab ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ 'พาร์ตไทม์เพื่อคนไทย' ช่วยสร้างรายได้เสริม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Grab ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ 'พาร์ตไทม์เพื่อคนไทย' ช่วยสร้างรายได้เสริม

Grab ประเทศไทย เปิดตัวโครงการใหม่สำหรับนักศึกษาและข้าราชการ เพื่อช่วยให้มีรายได้เสริมท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Grab ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ 'พาร์ตไทม์เพื่อคนไทย' ช่วยสร้างรายได้เสริม

แหล่งข่าวเดียว
Grab ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ 'พาร์ตไทม์เพื่อคนไทย' ช่วยสร้างรายได้เสริม

Grab ประเทศไทย เปิดตัวโครงการใหม่สำหรับนักศึกษาและข้าราชการ เพื่อช่วยให้มีรายได้เสริมท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ

Grab ประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการ 'พาร์ตไทม์เพื่อคนไทย' อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถสร้างรายได้เสริมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ตามรายงานของ Khaosod Online โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่นักศึกษาสายอาชีวะและมหาวิทยาลัย รวมถึงข้าราชการ เช่น ทหารและตำรวจ โดยสนับสนุนให้ใช้เวลาว่างมาขับรถรับส่งผู้โดยสารหรือเป็นไรเดอร์จัดส่งอาหารและพัสดุ

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย กล่าวว่าโครงการนี้ตอบโจทย์เทรนด์ 'Side Hustle' ที่กำลังเติบโตในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ซึ่งกำลังมองหาวิธีแบ่งเบาภาระทางการเงินในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทกำลังดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ในสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และกองทัพอากาศ โดยผู้เข้าร่วมใหม่จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น อินเซนทีฟพิเศษและอุปกรณ์สนับสนุนการให้บริการ เช่น เสื้อแจ็กเก็ตและกระเป๋าบรรจุอาหาร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจแบบ Gig Economy ของไทย ที่แพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังกลายเป็นแหล่งรายได้ที่ยืดหยุ่น แม้ว่าโครงการนี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาภาระทางการเงิน แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนคนขับพาร์ตไทม์จะส่งผลต่อความพร้อมในการให้บริการหรือระยะเวลารอคอยของผู้ใช้บริการอย่างไร Grab ย้ำว่าโครงการนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคนโดยไม่จำกัดอายุหรือระดับการศึกษา หากมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:51 UTC

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 18 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 18 กันยายน 2569

Matichon Online รายงานการปรับราคาน้ำมันล่าสุดในประเทศไทย ณ วันที่ 18 กันยายน 2569

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 18 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 18 กันยายน 2569

Matichon Online รายงานการปรับราคาน้ำมันล่าสุดในประเทศไทย ณ วันที่ 18 กันยายน 2569

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 Matichon Online ได้เผยแพร่อัปเดตรายวันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันตามสถานีบริการต่างๆ ทั่วประเทศไทย รายงานดังกล่าวให้ข้อมูลตัวเลขล่าสุดสำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซลแก่ผู้ขับขี่และประชาชน ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้งตามสภาวะตลาดโลกและนโยบายการกำกับดูแลในท้องถิ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การอัปเดตราคานี้มีความสำคัญต่อการวางแผนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เนื่องจากราคาน้ำมันมีผลโดยตรงต่อค่าขนส่งสาธารณะ ค่าโดยสารรถแท็กซี่ และค่าขนส่งสินค้า การติดตามการเปลี่ยนแปลงรายวันเหล่านี้ช่วยให้บุคคลสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าในการเดินทางหรือท่องเที่ยว

แม้ว่ารายงานจะยืนยันสถานะราคาปัจจุบันสำหรับวันดังกล่าว แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าต้นทุนน้ำมันในประเทศไทยอาจแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการและแต่ละภูมิภาค ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบป้ายแสดงราคาที่สถานีบริการในพื้นที่หรืออัปเดตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพลังงานเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุดก่อนเติมน้ำมัน ณ ขณะนี้ อัตราการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของน้ำมันแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับข้อมูลล่าสุดจากบริษัทน้ำมันแต่ละแห่งและกรอบการกำกับดูแลด้านพลังงานของประเทศ คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมตามแนวโน้มของตลาดน้ำมันโลกที่ยังคงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:46 UTC

การผงาดของ 'C-Beauty' และผลกระทบต่อตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การผงาดของ 'C-Beauty' และผลกระทบต่อตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย

แบรนด์ความงามจากจีนกำลังเปลี่ยนสถานะจากสินค้าทางเลือกราคาประหยัดสู่คู่แข่งระดับโลก ท้าทายอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยด้วยนวัตกรรมและการออกแบบ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การผงาดของ 'C-Beauty' และผลกระทบต่อตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
การผงาดของ 'C-Beauty' และผลกระทบต่อตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย

แบรนด์ความงามจากจีนกำลังเปลี่ยนสถานะจากสินค้าทางเลือกราคาประหยัดสู่คู่แข่งระดับโลก ท้าทายอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยด้วยนวัตกรรมและการออกแบบ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ อุตสาหกรรมความงามทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เนื่องจากแบรนด์เครื่องสำอางจีนหรือที่รู้จักกันในชื่อ 'C-Beauty' กำลังก้าวข้ามภาพลักษณ์เดิมที่เป็นสินค้าเน้นราคาถูก แบรนด์เหล่านี้กำลังยกระดับตัวเองขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการออกแบบที่ทันสมัย

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความท้าทายด้านการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นสำหรับตลาดเครื่องสำอางไทย ในขณะที่แบรนด์ C-Beauty ขยายตัวในระดับสากลอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตในไทยกำลังเผชิญกับภูมิทัศน์ใหม่ที่ราคาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ปัจจัยหลักในการสร้างความแตกต่างอีกต่อไป สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย แนวโน้มนี้บ่งชี้ถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ความงามที่มีให้เลือกมากขึ้นในตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณของช่วงเวลาแห่งการแข่งขันที่เข้มข้นสำหรับแบรนด์ท้องถิ่นที่ครองพื้นที่ค้าปลีกในประเทศมาอย่างยาวนาน

แม้ว่ารายงานจะเน้นย้ำถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของแบรนด์จีนเหล่านี้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทเครื่องสำอางไทยที่มีชื่อเสียงยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้บริโภคอาจได้รับประโยชน์จากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และราคาที่แข่งขันได้ แต่อุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อผู้เล่นระดับโลกรายใหม่เหล่านี้ พัฒนาการในอนาคตจะขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ท้องถิ่นจะปรับกลยุทธ์การตลาดและนวัตกรรมของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพื่อรักษาตำแหน่งของตนท่ามกลางการแข่งขันระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:01 UTC