ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
เศรษฐกิจ นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง ✦
เศรษฐกิจ Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท ✦
ความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน ✦
วัฒนธรรม พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค ✦
ความปลอดภัย ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง ✦
ความปลอดภัย นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ ✦
กฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช' ✦
กฎหมาย เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี ✦
เศรษฐกิจ

นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงกรุงลอนดอนเพื่อหารือในประเด็นการค้า การลงทุน และบริการด้านการบิน

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีของไทยได้เดินทางถึงกรุงลอนดอนเพื่อเข้าร่วมการหารือที่มีกำหนดการแน่นขนัด โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการเจรจาระดับสูงกับตัวแทนจากภาคการค้า ภาคธุรกิจ และภาคการลงทุน

นอกจากนี้ วาระการประชุมยังรวมถึงการหารือเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับภาคบริการและอุตสาหกรรมการบิน การหารือเหล่านี้มีความสำคัญต่อทั้งผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง เนื่องจากข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นในด้านการบินและการค้าอาจส่งผลต่อการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรในอนาคต รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศไทย

แม้จะมีการยืนยันว่ากำหนดการของนายกรัฐมนตรีมุ่งเน้นไปที่เสาหลักทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แต่ยังไม่มีการประกาศผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง ข้อตกลงที่ลงนาม หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกิดจากการประชุมเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่าการหารือเหล่านี้จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมหรือข้อเสนอการบริการใหม่ๆ สำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศหรือไม่ SawaLife จะติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการเจรจาทางการทูตเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

เศรษฐกิจ

Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท

Asset World Corp (AWC) เตรียมยื่นจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ใหม่ในชื่อ AWR วันที่ 29 กันยายนนี้ โดยนำสินทรัพย์หลัก 5 แห่งเข้าร่วม

จากรายงานของ Khaosod Online บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เตรียมยื่นแบบไฟลิ่งเพื่อจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ใหม่ในชื่อ AWR ในวันที่ 29 กันยายนนี้ โดยบริษัทตั้งเป้านำสินทรัพย์ประเภทฟรีโฮลด์ 5 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม 4 แห่งและอาคารสำนักงานเกรดเอ 1 แห่ง เข้าร่วมกองทรัสต์ โดยมีมูลค่าเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ AWC เปิดเผยว่า ความคิดริเริ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อวางตำแหน่งให้ AWR เป็น REIT ชั้นนำที่เน้นการลงทุนในประเทศไทย 100% โดย AWC จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก (Sponsor) และมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อให้มั่นใจว่านักลงทุนไทยจะถือครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของกองทรัสต์ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมแผนงานสำหรับสินทรัพย์อีก 9 แห่งเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการรวมกลุ่มและการยกระดับความเป็นมืออาชีพอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของไทย แม้ว่าการยื่นไฟลิ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างสินทรัพย์ของ AWC แต่การอนุมัติขั้นสุดท้ายจากหน่วยงานกำกับดูแลยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการยื่นเอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อกำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะของกองทรัสต์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

ความปลอดภัย

กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน

รัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้หน่วยงานคมนาคมทุกแห่งยกระดับการเฝ้าระวังน้ำท่วมและเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคมนาคมทุกแห่งยกระดับมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม โดยกำชับให้หน่วยงานต่างๆ อยู่ในสถานะเฝ้าระวังสูงสุดเพื่อติดตามความเสี่ยงจากน้ำท่วม และตรวจสอบให้แน่ใจว่าทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำสั่งนี้แสดงถึงความพร้อมที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วประเทศ แม้ว่ากระทรวงฯ จะมุ่งเน้นการลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด แต่ผู้ที่วางแผนเดินทางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตารางการเดินทางหรือสภาพถนน เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดการกับผลกระทบจากน้ำท่วม ขอแนะนำให้ติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับเส้นทางหรือบริการขนส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้น

ในขณะนี้ พื้นที่เฉพาะที่ได้รับความสำคัญสำหรับการเข้าช่วยเหลือทันทีและการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของบริการขนส่งที่แน่ชัดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารผ่านสื่อท้องถิ่นและช่องทางของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าความปลอดภัยและแผนการเดินทางจะไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:17 UTC

วัฒนธรรม

พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค

แหล่งข่าวเดียว
พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค

พระพยอม เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ออกมาปฏิเสธข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าท่านผลิตยาสมุนไพรรักษาได้ทุกโรค

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ได้ออกมาเตือนภัยประชาชนเกี่ยวกับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จบนโซเชียลมีเดีย โดยมีการนำภาพของท่านไปตัดต่อด้วย AI และโฆษณาชวนเชื่อว่าทางวัดผลิตยาสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ ได้จนหายขาด ส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาที่วัดเพื่อขอยา ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

พระพยอมชี้แจงว่า ท่านเป็นเพียงพระนักเทศน์และนักพัฒนา ไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกร และทางวัดไม่มีการผลิตยารักษาโรคใดๆ ทั้งสิ้น โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการสร้างเรื่องของกลุ่มมิจฉาชีพที่ทำให้ประชาชนเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ ท่านยังเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพมีการแอบอ้างชื่อกระทรวงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าปลอม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพที่พบในโซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางศาสนาหรือการอ้างสรรพคุณรักษาโรคปาฏิหาริย์ ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่แอบอ้างชื่ออย่างไร ขอให้ประชาชนงดเว้นการเดินทางมาที่วัดเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจากทางวัดไม่มีบริการดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

ความปลอดภัย

ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เซ็นทรัล โคราช และเดอะมอลล์ โคราช เปิดพื้นที่จอดรถให้ประชาชนนำรถมาจอดเพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่น ตามรายงานของ Thai Post ทั้งเซ็นทรัล โคราช และเดอะมอลล์ โคราช ได้เปิดพื้นที่จอดรถอย่างเป็นทางการเพื่อให้บริการพื้นที่จอดรถฟรีในจุดที่สูงและปลอดภัยสำหรับยานพาหนะของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้ประชาชนปกป้องทรัพย์สินจากความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม ในขณะที่ระดับน้ำในพื้นที่โดยรอบกำลังเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในภูมิภาคนี้ ถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยในการเก็บรักษายานพาหนะให้พ้นจากน้ำท่วม

แม้ว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเจ้าของรถได้ในทันที แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือรายงานนี้เน้นเฉพาะเรื่องความพร้อมของพื้นที่จอดรถเท่านั้น ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยติดตามช่องทางข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปิดถนน ความคืบหน้าของสถานการณ์น้ำท่วม และบริการฉุกเฉินอื่นๆ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ประชาชนควรตรวจสอบสถานะปัจจุบันของพื้นที่จอดรถเหล่านี้โดยตรงกับฝ่ายบริหารของห้างสรรพสินค้าก่อนที่จะนำรถไปจอด เนื่องจากความจุอาจมีจำกัดและสภาพการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:18 UTC

ความปลอดภัย

ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระบายน้ำในพื้นที่คลองรังสิตเพื่อบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้กรมชลประทานเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในคลองรังสิต เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว อธิบดีกรมชลประทานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและปรับปรุงระบบการจัดการน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่รังสิต โครงการนี้ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการสะสมของน้ำและเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลนี้ แม้ว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงความสามารถในการระบายน้ำ แต่ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้คลองควรติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เทศบาลเกี่ยวกับระดับน้ำ

ในขณะนี้ ประสิทธิภาพของความพยายามในการระบายน้ำเหล่านี้ในการป้องกันน้ำล้นตลิ่งยังคงต้องรอการยืนยัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมชลประทานเพื่อรับทราบความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการน้ำในพื้นที่ดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:15 UTC

ความปลอดภัย

เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง

แหล่งข่าวเดียว
เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง

เวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดบุรีรัมย์ถูกยกเลิกกะทันหันหลังเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ ต้องยุติลงก่อนกำหนดเนื่องจากเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรง ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ความตึงเครียดเริ่มขึ้นระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนโครงการประมาณ 800 คน กับสมาชิกกลุ่ม “โอโซนรักบ้านเกิด อ.ชำนิ” ซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการมาโดยตลอดเนื่องจากความกังวลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์เริ่มวุ่นวายเมื่อผู้เข้าร่วมเริ่มขว้างปาก้อนหินและก้อนดินใส่กันบริเวณหน้าเวที แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองร้อยควบคุมฝูงชนจะพยายามเข้าห้ามปราม แต่เหตุการณ์ก็บานปลายจนเกิดความโกลาหล ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างน้อย 1 รายจากการถูกของแข็ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรวมถึงนายอำเภอนางรองและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนางรองได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ แต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงตัดสินใจยุติเวทีดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสการคัดค้านโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ความรุนแรงจะยุติลงแล้ว แต่อนาคตของโครงการยังคงมีความไม่แน่นอน ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นจะถูกจัดขึ้นใหม่เมื่อใด หรือทางการจะมีมาตรการอย่างไรในการจัดการกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะขนาดใหญ่หรือการประชุมชุมชนที่มีความตึงเครียด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:17 UTC

ความปลอดภัย

นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยงานรัฐเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน โดยเน้นย้ำความพร้อมของแผนอพยพและเครื่องสูบน้ำ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีของไทยได้ออกคำสั่งจากต่างประเทศ โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยกระดับความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน คำสั่งดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผนการอพยพมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องสูบน้ำ ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้และพร้อมสำหรับการนำไปติดตั้งใช้งานทันที

นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังกำหนดให้บุคลากรที่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ประกาศนี้ถือเป็นการเตือนให้ติดตามรายงานสภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากสถานการณ์เลวร้ายลง แม้ว่ารัฐบาลกำลังระดมทรัพยากรเพื่อจัดการกับเหตุฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับน้ำ แต่ในคำสั่งเบื้องต้นนี้ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าภูมิภาคใดมีความเสี่ยงสูงสุด ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเตรียมการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติในระดับจังหวัดอย่างไร และพื้นที่ใดจะได้รับความสำคัญในการจัดสรรอุปกรณ์ ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยควรติดตามช่องทางข่าวสารอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับคำเตือนสภาพอากาศและขั้นตอนความปลอดภัยในพื้นที่ของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:16 UTC

กฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช'

แหล่งข่าวเดียว
ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช'

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนยันคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายแดเนียล ซานโช บรอนชาโล ชาวสเปน ในคดีฆาตกรรมนายเอ็ดวิน อาร์เรียตา อาร์เตอากา เมื่อปี 2023

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้อ่านคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย โดยยืนตามคำพิพากษาเดิมให้จำคุกตลอดชีวิต นายแดเนียล ซานโช บรอนชาโล ชาวสเปน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและปิดบังซ่อนเร้นศพ นายเอ็ดวิน อาร์เรียตา อาร์เตอากา ศัลยแพทย์ตกแต่งชาวโคลอมเบีย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนเกาะพะงันเมื่อปี 2023

ศาลอุทธรณ์ได้ยกคำร้องอุทธรณ์ของทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจทก์ ส่งผลให้คำพิพากษาเดิมยังคงมีผลบังคับใช้ คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อต่างประเทศเนื่องจากตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องและลักษณะของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คำพิพากษานี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในคดีที่สื่อต่างประเทศติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอาญาของไทยอย่างเคร่งครัดในคดีความรุนแรง แม้ว่าคำตัดสินของศาลอุทธรณ์จะทำให้คดีมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าฝ่ายจำเลยจะยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาของประเทศไทยหรือไม่ ทั้งนี้ ขอเตือนให้นักท่องเที่ยวในประเทศไทยทราบว่าประเทศมีมาตรฐานทางกฎหมายที่เข้มงวดต่อการกระทำความผิดทางอาญา และกระบวนการยุติธรรมในท้องถิ่นจะถูกบังคับใช้อย่างเสมอภาคโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:15 UTC

กฎหมาย

เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี

ตำรวจจับกุมผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ฐานลักลอบขายคลิปวิดีโออนาจารเด็กชายวัย 16 ปีผ่านกลุ่มลับ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ได้จับกุมบุคคลข้ามเพศรายหนึ่งซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้บัญชี X (ทวิตเตอร์เดิม) ในการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมาย โดยผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าได้ถ่ายคลิปวิดีโอขณะมีเพศสัมพันธ์กับเด็กชายวัย 16 ปี และนำไปขายเพื่อเข้าถึงกลุ่มลับที่มีการเรียกเก็บเงิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากผู้เยาว์และการเผยแพร่สื่อลามกผิดกฎหมาย การจับกุมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลทางกฎหมายที่รุนแรงเกี่ยวกับการผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กตามกฎหมายไทย

เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย จึงยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงข้อหาเฉพาะที่ผู้ต้องหาจะต้องเผชิญในชั้นศาลและขอบเขตทั้งหมดของเครือข่ายการเผยแพร่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะของผู้เสียหายหรือระยะเวลาที่ผู้ต้องหาได้กระทำการดังกล่าว ประชาชนควรตระหนักถึงกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลในท้องถิ่น และรายงานกิจกรรมออนไลน์ที่น่าสงสัยต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:16 UTC

รัฐบาลไทยจับมือ Infineon ยกระดับอาชีวศึกษาไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยจับมือ Infineon ยกระดับอาชีวศึกษาไทย

รัฐบาลไทยประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ Infineon จากเยอรมนี เพื่อปรับปรุงการอาชีวศึกษาและผลิตแรงงานฝีมือ โดยเตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยจับมือ Infineon ยกระดับอาชีวศึกษาไทย

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยจับมือ Infineon ยกระดับอาชีวศึกษาไทย

รัฐบาลไทยประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ Infineon จากเยอรมนี เพื่อปรับปรุงการอาชีวศึกษาและผลิตแรงงานฝีมือ โดยเตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ตามรายงานจาก Matichon Online รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับบริษัท Infineon ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเพื่อพลิกโฉมการอาชีวศึกษาในประเทศไทยให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจในตลาดแรงงานท้องถิ่น ความร่วมมือนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างการฝึกอบรมทางวิชาการและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก และคาดว่าจะช่วยให้นักศึกษามีทักษะเฉพาะทางที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นในตลาดงาน

หมุดหมายสำคัญของโครงการนี้คือการเปิดโรงงานแห่งใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แม้ว่ารัฐบาลจะเน้นย้ำว่าความร่วมมือนี้เป็นก้าวสำคัญสู่การปรับปรุงอุตสาหกรรมให้ทันสมัย แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับขนาดของโรงงาน จำนวนนักศึกษาที่จะรับเข้าเรียน และผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนนี้จะบูรณาการเข้ากับหลักสูตรอาชีวศึกษาที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และจะนำไปสู่โอกาสการจ้างงานที่ยั่งยืนสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาชาวไทยหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:55 UTC

รัฐบาลไทยพิจารณาทางเลือกสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยพิจารณาทางเลือกสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณากำหนดจำนวนเงินจ่ายสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ในเฟสที่ 2

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยพิจารณาทางเลือกสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยพิจารณาทางเลือกสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2

นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณากำหนดจำนวนเงินจ่ายสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ในเฟสที่ 2

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้ขอให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลัง เป็นผู้กำหนดโครงสร้างของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ในเฟสที่ 2 โดยประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาคือรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนรายเดือนแก่ผู้มีสิทธิ์จำนวน 1,000 บาท หรือ 500 บาท

นายกรัฐมนตรีระบุว่าคาดว่าจะใช้งบประมาณสำหรับเฟสถัดไปนี้จากงบประมาณคงเหลือ 4 หมื่นล้านบาทจากพ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินก้อนแรก โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินให้กับประชาชน และการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จะจ่ายจะมีผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชนและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจโดยรวมภายในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความคืบหน้านี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการบริหารจัดการทรัพยากรทางการคลังพร้อมกับการสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของเฟสที่ 2 เกณฑ์การคัดเลือกผู้มีสิทธิ์ที่ชัดเจน และการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับจำนวนเงินจ่ายรายเดือน ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:57 UTC

กบข. เตรียมส่งคืนผลตอบแทน 1.78 พันล้านบาทเข้าคลัง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กบข. เตรียมส่งคืนผลตอบแทน 1.78 พันล้านบาทเข้าคลัง

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เตรียมนำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองส่วนเกินจำนวน 1.78 พันล้านบาทเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งถือเป็นครั้งแรก โดยยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อเงินออมของสมาชิก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กบข. เตรียมส่งคืนผลตอบแทน 1.78 พันล้านบาทเข้าคลัง

แหล่งข่าวเดียว
กบข. เตรียมส่งคืนผลตอบแทน 1.78 พันล้านบาทเข้าคลัง

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เตรียมนำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองส่วนเกินจำนวน 1.78 พันล้านบาทเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งถือเป็นครั้งแรก โดยยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อเงินออมของสมาชิก

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้ประกาศแผนการนำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองส่วนเกินจำนวน 1,789 ล้านบาทเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน โดยการโอนเงินครั้งนี้มีกำหนดการในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่กองทุนได้นำส่งกำไรส่วนเกินเข้าเป็นรายได้ของรัฐ

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. ยืนยันว่าการดำเนินการทางการเงินนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินออมเพื่อการเกษียณหรือสิทธิประโยชน์ของสมาชิกกองทุนที่มีมากกว่า 1.2 ล้านคน โดยการตัดสินใจครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่การลดทอนสินทรัพย์ของสมาชิก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านบำนาญของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการโอนเงินครั้งนี้จะมีนัยสำคัญในเชิงนโยบายการคลัง แต่ก็ถูกนำเสนอในฐานะการดำเนินการทางบริหารที่มั่นคง เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่มีการโอนเงินในลักษณะนี้ ผู้สังเกตการณ์อาจรอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อกลยุทธ์การบริหารเงินส่วนเกินของกองทุน ทั้งนี้ กลไกเฉพาะเจาะจงในการนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในงบประมาณแผ่นดินยังคงต้องรอการยืนยันจากกระทรวงการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:57 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 550 บาท โดยทองรูปพรรณมีราคาอยู่ที่ 69,450 บาทต่อบาททองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 550 บาท โดยทองรูปพรรณมีราคาอยู่ที่ 69,450 บาทต่อบาททองคำ

ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำระบุว่า ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดย ณ เวลา 11.31 น. ราคาขายออกของทองรูปพรรณปรับเพิ่มขึ้น 550 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 69,450 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในตลาดโลหะมีค่าในท้องถิ่น แม้ว่าทองคำมักจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายทองคำควรทราบว่าราคามีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาในระหว่างวันตามสภาวะตลาดโลกและความต้องการในประเทศ

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงข้อมูล ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่สมาคมค้าทองคำเผยแพร่เท่านั้น นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรตรวจสอบราคาปัจจุบันผ่านช่องทางที่เป็นทางการหรือร้านทองในพื้นที่ก่อนทำธุรกรรม เนื่องจากสภาวะตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มระยะยาวของการเคลื่อนไหวของราคานี้ยังคงต้องติดตามต่อไป เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:57 UTC

ไทยเผชิญความกังวลเรื่องหนี้พุ่งท่ามกลางคำถามเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเผชิญความกังวลเรื่องหนี้พุ่งท่ามกลางคำถามเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

Thai Post รายงานถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทย โดยตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญความกังวลเรื่องหนี้พุ่งท่ามกลางคำถามเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญความกังวลเรื่องหนี้พุ่งท่ามกลางคำถามเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

Thai Post รายงานถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทย โดยตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 Thai Post ได้นำเสนอประเด็นความกังวลอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทย โดยการอภิปรายในรายการ 'ครบมุมข่าว' กับคุณนิธินาฏ ราชนิยม ได้มุ่งเน้นไปที่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในปัจจุบัน ซึ่งแตะระดับ 60:40 นักวิเคราะห์กำลังตั้งคำถามถึงความยั่งยืนในระยะยาวของกลยุทธ์การสนับสนุนทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในปัจจุบัน และมาตรการเหล่านี้เพียงพอที่จะรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจภายใต้ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การอภิปรายทางเศรษฐกิจนี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลัง อัตราเงินเฟ้อ หรือค่าครองชีพ แม้ว่ารายงานจะส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับแนวโน้มในปัจจุบัน แต่เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อมูลนี้อ้างอิงจากการวิเคราะห์ของสื่อและไม่ใช่การประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางการเงิน

สิ่งที่ยังคงต้องติดตามคือรัฐบาลมีแผนอย่างไรในการจัดการกับระดับหนี้เหล่านี้ในไตรมาสการคลังที่จะถึงนี้ และจะมีการนำมาตรการรัดเข็มขัดใหม่หรือการปรับเปลี่ยนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้หรือไม่ ผู้อยู่อาศัยควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อรับข้อมูลอัปเดตที่ผ่านการตรวจสอบเกี่ยวกับสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสภาวะทางการเงินในชีวิตประจำวัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:38 UTC

ไทยคาดการณ์จำนวนประชากรกลุ่มมหาเศรษฐีจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยคาดการณ์จำนวนประชากรกลุ่มมหาเศรษฐีจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานฉบับใหม่ระบุว่าจำนวนบุคคลที่มีความมั่งคั่งระดับสูงในประเทศไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 26% ระหว่างปี 2569 ถึง 2574

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยคาดการณ์จำนวนประชากรกลุ่มมหาเศรษฐีจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยคาดการณ์จำนวนประชากรกลุ่มมหาเศรษฐีจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานฉบับใหม่ระบุว่าจำนวนบุคคลที่มีความมั่งคั่งระดับสูงในประเทศไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 26% ระหว่างปี 2569 ถึง 2574

จากรายงานของ Asia News Network ระบุว่าประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งที่สำคัญของโลก ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มความมั่งคั่งทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าจำนวนบุคคลที่มีความมั่งคั่งระดับสูง (UHNWIs) ในประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 26% ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2574 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่คาดว่าจะสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน แนวโน้มนี้เน้นย้ำถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประเทศไทยในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก การเพิ่มขึ้นของกลุ่มประชากรมหาเศรษฐีมักมีความสัมพันธ์กับความต้องการอสังหาริมทรัพย์หรูและบริการระดับไฮเอนด์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุนในท้องถิ่น Thai Post ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อกลุ่มความมั่งคั่งนี้ขยายตัว บทบาทของที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพจึงมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบน

แม้ว่าการคาดการณ์เหล่านี้จะชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งสำหรับภาคธุรกิจหรูหรา แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกในวงกว้างอาจส่งผลต่อเป้าหมายการเติบโตเหล่านี้อย่างไร นักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ควรติดตามรายงานทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการต่อไป เพื่อยืนยันว่าอัตราการเติบโตที่คาดการณ์ไว้นี้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานจริงของตลาดเมื่อเวลาผ่านไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:38 UTC

Gastech 2026 ปิดฉากในไทยด้วยข้อตกลงมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Gastech 2026 ปิดฉากในไทยด้วยข้อตกลงมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน และเกิดข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างประเทศมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Gastech 2026 ปิดฉากในไทยด้วยข้อตกลงมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

แหล่งข่าวเดียว
Gastech 2026 ปิดฉากในไทยด้วยข้อตกลงมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน และเกิดข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างประเทศมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ งาน Gastech 2026 ที่จัดขึ้นในประเทศไทยได้ปิดฉากลงพร้อมผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นายเอกนัฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่างานนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50,000 คน และนำไปสู่ข้อตกลงทางธุรกิจรวมมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดการณ์ว่างานนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

ประเด็นสำคัญของการประชุมคือการหารือเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน นายเอกนัฏได้หารือร่วมกับตัวแทนจาก 17 ประเทศ เพื่อวางกลยุทธ์รับมือความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของแหล่งพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านนโยบายพลังงานและธุรกิจระหว่างประเทศ แม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้นจะมีความชัดเจน แต่ประสิทธิภาพในระยะยาวของข้อตกลงระหว่าง 17 ประเทศในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยดูว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนเป็นมาตรการความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นรูปธรรมสำหรับภูมิภาคได้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:58 UTC

Gastech 2026 สร้างดีลธุรกิจมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Gastech 2026 สร้างดีลธุรกิจมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ไทย

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่างาน Gastech 2026 ประสบความสำเร็จในการสร้างดีลธุรกิจมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งตอกย้ำศักยภาพในการลงทุนของประเทศไทย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Gastech 2026 สร้างดีลธุรกิจมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ไทย

แหล่งข่าวเดียว
Gastech 2026 สร้างดีลธุรกิจมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ไทย

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่างาน Gastech 2026 ประสบความสำเร็จในการสร้างดีลธุรกิจมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งตอกย้ำศักยภาพในการลงทุนของประเทศไทย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่างาน Gastech 2026 เป็นเวทีสำคัญในการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าลงทุนและน่าอยู่อาศัย โดยงานดังกล่าวได้เปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจาทางธุรกิจจนนำไปสู่ข้อตกลงที่มีมูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกเหนือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว รัฐมนตรียังเน้นย้ำว่างานนี้สร้างประโยชน์มหาศาลในด้านภาพลักษณ์ของประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญเช่นนี้ช่วยแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของไทยในการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้านพลังงานและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามานี้อาจเป็นสัญญาณของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภาคพลังงาน สำหรับนักท่องเที่ยว งานลักษณะนี้มักจะมาพร้อมกับกิจกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นและการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์กลางเมืองใหญ่ แม้ว่าตัวเลข 2 หมื่นล้านดอลลาร์จะเป็นมูลค่ารวมของดีลที่เจรจากันในงาน แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินโครงการเหล่านี้และผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงานในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงและน่าดึงดูดสำหรับธุรกิจระดับโลก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:58 UTC

เนสท์เล่ ประเทศไทย เดินหน้าสนับสนุนการรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เนสท์เล่ ประเทศไทย เดินหน้าสนับสนุนการรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง

เนสท์เล่ (ไทย) ได้ลงนามในข้อตกลงใหม่เพื่อรับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าโดยตรงจากเกษตรกรในท้องถิ่นสำหรับฤดูกาลผลิต 2569/2570 โดยมุ่งเน้นที่แนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เนสท์เล่ ประเทศไทย เดินหน้าสนับสนุนการรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข่าวเดียว
เนสท์เล่ ประเทศไทย เดินหน้าสนับสนุนการรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง

เนสท์เล่ (ไทย) ได้ลงนามในข้อตกลงใหม่เพื่อรับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าโดยตรงจากเกษตรกรในท้องถิ่นสำหรับฤดูกาลผลิต 2569/2570 โดยมุ่งเน้นที่แนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีต่ออุตสาหกรรมกาแฟไทยด้วยการประกาศแผนการรับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าโดยตรงจากเกษตรกรสำหรับฤดูกาลผลิต 2569/2570 ความคิดริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นในการสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่นผ่านการนำแนวทางการเกษตรเชิงฟื้นฟูมาใช้

นอกเหนือจากการรับซื้อโดยตรงแล้ว บริษัทยังมุ่งเน้นการให้ความรู้และการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อช่วยให้เกษตรกรปรับปรุงทั้งคุณภาพและปริมาณของผลผลิต เป้าหมายที่ระบุไว้ของโครงการนี้คือการยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตโดยรวมของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในประเทศไทย พร้อมไปกับการมุ่งเน้นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในภาคการเกษตรในท้องถิ่น การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงการลงทุนขององค์กรอย่างต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานระดับประเทศของไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนภายในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งอาจส่งผลต่อมาตรฐานตลาดท้องถิ่นและการพัฒนาการเกษตรในภูมิภาคที่ปลูกกาแฟ แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะระบุถึงความมุ่งมั่นที่ชัดเจนสำหรับฤดูกาลผลิตที่จะถึงนี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับปริมาณเมล็ดกาแฟทั้งหมดที่จะรับซื้อหรือจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการที่แน่นอนนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากบริษัทต่อไปเมื่อฤดูกาลดำเนินไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:38 UTC

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของโครงการเงินอุดหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของโครงการเงินอุดหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส'

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้โยนคำถามเกี่ยวกับการขยายเวลาและมูลค่าของโครงการเงินอุดหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส' ให้กับอธิบดีกรมสรรพสามิตเป็นผู้ชี้แจง

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของโครงการเงินอุดหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส'

แหล่งข่าวเดียว
ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของโครงการเงินอุดหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส'

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้โยนคำถามเกี่ยวกับการขยายเวลาและมูลค่าของโครงการเงินอุดหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส' ให้กับอธิบดีกรมสรรพสามิตเป็นผู้ชี้แจง

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 อนาคตของโครงการเงินอุดหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส' ยังคงอยู่ระหว่างการหารือ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการขยายเวลาโครงการและประเด็นที่ว่าเงินอุดหนุนจะถูกกำหนดไว้ที่ 500 หรือ 1,000 บาท

รัฐมนตรีอนุทินปฏิเสธที่จะให้คำตอบที่ชัดเจน โดยได้แนะนำให้ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เพื่อขอรายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานะของโครงการและระดับเงินทุนในอนาคต

สำหรับประชาชนและผู้ที่ติดตามนโยบายเศรษฐกิจในท้องถิ่น ความคืบหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินโครงการต่อและรายละเอียดด้านการเงินของเงินอุดหนุนดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แม้ว่าโครงการนี้จะเป็นที่สนใจสำหรับผู้ที่ติดตามมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนบ่งชี้ว่าการพิจารณาทางบริหารยังคงดำเนินอยู่

ในขณะนี้ ยังคงต้องรอการยืนยันว่าโครงการจะได้รับการขยายเวลาหรือไม่ จำนวนเงินอุดหนุนสุดท้ายจะเป็นเท่าใด และกรมสรรพสามิตจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อใด ผู้ที่สนใจควรติดตามการสื่อสารอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการดำเนินโครงการสนับสนุนทางการเงินนี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:36 UTC

ไทยปรับลดเงินอุดหนุนน้ำมันดีเซล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยปรับลดเงินอุดหนุนน้ำมันดีเซล

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดเงินชดเชยน้ำมันดีเซลลง 0.60 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยปรับลดเงินอุดหนุนน้ำมันดีเซล

แหล่งข่าวเดียว
ไทยปรับลดเงินอุดหนุนน้ำมันดีเซล

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดเงินชดเชยน้ำมันดีเซลลง 0.60 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ประกาศปรับลดเงินชดเชยสำหรับน้ำมันดีเซล โดยอ้างอิงจากรายงานของมติชนออนไลน์ ระดับการสนับสนุนได้ถูกปรับลดลง 0.60 บาทต่อลิตร ส่งผลให้อัตราเงินชดเชยใหม่เหลืออยู่ที่ 8.62 บาทต่อลิตร โดยการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้มีผลบังคับใช้ทันที

ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการได้ตัดสินใจเพิ่มการสนับสนุนสำหรับผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ การปรับเปลี่ยนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงานในประเทศท่ามกลางสภาวะตลาดโลกที่มีความผันผวน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินอุดหนุนนี้อาจส่งผลต่อราคาเชื้อเพลิงที่สถานีบริการ แม้ว่าการลดการสนับสนุนน้ำมันดีเซลอาจนำไปสู่การปรับราคาสำหรับผู้บริโภค แต่การเพิ่มการสนับสนุนแก๊สโซฮอล์อาจช่วยบรรเทาภาระให้กับผู้ที่ใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินได้บ้าง

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยรวมหรือค่าโดยสารขนส่งอย่างไรในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงติดตามแนวโน้มพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด จึงอาจมีการปรับระดับเงินอุดหนุนเพิ่มเติมในอนาคต ขอแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบราคาที่สถานีบริการน้ำมันในพื้นที่และติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านประกาศอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายพลังงาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:15 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยเพิ่มขึ้น 450 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยเพิ่มขึ้น 450 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ ราคาทองคำในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดย ณ เวลา 10.39 น. ราคาทองรูปพรรณอยู่ที่บาทละ 69,350 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นรวม 450 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 09.03 น. สมาคมฯ ได้รายงานการปรับขึ้นราคาครั้งแรกที่ 400 บาท โดยราคาทองรูปพรรณอยู่ที่ 69,300 บาท การปรับปรุงข้อมูลในภายหลังสะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนอย่างต่อเนื่องในตลาดทองคำภายในประเทศตลอดช่วงเช้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความผันผวนของราคาทองคำมักถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและคาดการณ์เงินเฟ้อในประเทศ แม้ว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนและการออมที่ได้รับความนิยมในไทย แต่การเปลี่ยนแปลงของราคาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือบริการสำหรับนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่วางแผนจะซื้อทองรูปพรรณหรือทองคำแท่งควรทราบว่าราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันทำการตามสภาวะตลาดโลกและความต้องการในท้องถิ่น ขณะนี้ตลาดทองคำยังคงมีความเคลื่อนไหวและอาจมีความผันผวนเกิดขึ้นได้อีก นักลงทุนควรติดตามข้อมูลราคาล่าสุดจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมค้าทองคำ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:57 UTC

‘ศุภจี’ เดินทางไปฟิลิปปินส์เพื่อปิดดีลภาษีกับสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

‘ศุภจี’ เดินทางไปฟิลิปปินส์เพื่อปิดดีลภาษีกับสหรัฐฯ

ศุภจี สุทธิพงศ์ชัย เดินทางไปฟิลิปปินส์เพื่อหารือกับรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หวังแก้ไขประเด็นรายละเอียดที่เหลือของข้อตกลงภาษีทวิภาคี

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

‘ศุภจี’ เดินทางไปฟิลิปปินส์เพื่อปิดดีลภาษีกับสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
‘ศุภจี’ เดินทางไปฟิลิปปินส์เพื่อปิดดีลภาษีกับสหรัฐฯ

ศุภจี สุทธิพงศ์ชัย เดินทางไปฟิลิปปินส์เพื่อหารือกับรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หวังแก้ไขประเด็นรายละเอียดที่เหลือของข้อตกลงภาษีทวิภาคี

ตามรายงานจาก Thai Post ศุภจี สุทธิพงศ์ชัย มีกำหนดการเดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ในวันเสาร์นี้ เพื่อหารือกับรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการปิดดีลข้อตกลงทางภาษีที่ค้างอยู่ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

ศุภจีระบุว่ากรอบการทำงานส่วนใหญ่ของข้อตกลงได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว การหารือที่จะเกิดขึ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขประเด็นย่อยที่ยังคงค้างอยู่ในเอกสาร เมื่อรายละเอียดสุดท้ายเหล่านี้ได้รับการจัดการแล้ว คาดว่าจะสามารถสรุปข้อตกลงดังกล่าวได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางเชิงธุรกิจ ความคืบหน้านี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและนโยบายเศรษฐกิจที่มีผลต่อการค้าข้ามพรมแดน ข้อตกลงทางภาษีที่เสร็จสมบูรณ์อาจช่วยปรับปรุงการดำเนินธุรกิจและส่งผลต่อต้นทุนสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างสหรัฐฯ และไทย

ในขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับประเด็นย่อยที่เหลืออยู่ต่อสาธารณะ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการยืนยันว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การลงนามอย่างเป็นทางการ หรือจะต้องมีการเจรจาเพิ่มเติมก่อนที่ข้อตกลงจะได้รับการให้สัตยาบันอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ SawaLife จะติดตามสถานการณ์ต่อไปเมื่อมีการอัปเดตอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:37 UTC

เลขาฯ สภาพัฒน์ เตือนความเสี่ยงระดับโลกหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เลขาฯ สภาพัฒน์ เตือนความเสี่ยงระดับโลกหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

หัวหน้าหน่วยงานวางแผนระดับชาติของไทยแสดงความกังวลว่าการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเสถียรภาพของตลาดโลก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เลขาฯ สภาพัฒน์ เตือนความเสี่ยงระดับโลกหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แหล่งข่าวเดียว
เลขาฯ สภาพัฒน์ เตือนความเสี่ยงระดับโลกหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

หัวหน้าหน่วยงานวางแผนระดับชาติของไทยแสดงความกังวลว่าการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเสถียรภาพของตลาดโลก

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ส่งผลดีนัก และอาจเพิ่มความเสี่ยงในภูมิทัศน์ทางการเงินของโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลต่อความแข็งแกร่งของเงินบาทและค่าครองชีพโดยรวม ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยโลกมักนำไปสู่ความผันผวนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและอาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้า แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของ สศช. จะได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ แต่ขอบเขตที่แน่ชัดของผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังเฝ้าดูว่าสถาบันการเงินในท้องถิ่นจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงระดับโลกเหล่านี้อย่างไร และจำเป็นต้องมีการปรับนโยบายการเงินในประเทศเพิ่มเติมเพื่อลดความไม่มั่นคงที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ จนถึงขณะนี้ ผลกระทบระยะยาวจากการตัดสินใจของเฟดต่อทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังคงเป็นหัวข้อที่ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:35 UTC

บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 กันยายน 2569

YLG Bullion รายงานแนวโน้มเชิงบวกในตลาดทองคำหลังจากเกิดสัญญาณ Bullish Divergence

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 กันยายน 2569

YLG Bullion รายงานแนวโน้มเชิงบวกในตลาดทองคำหลังจากเกิดสัญญาณ Bullish Divergence

ตามรายงานจากบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ตลาดทองคำได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัมที่น่าสนใจ นักวิเคราะห์สังเกตว่าราคาได้ทะลุระดับ 4,368 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากสัญญาณ 'Bullish Divergence' ที่ระบุได้ในกราฟ 4 ชั่วโมง ตัวบ่งชี้ทางเทคนิคนี้บ่งชี้ถึงการกลับมาเป็นแนวโน้มเชิงบวกสำหรับโลหะมีค่า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย บทวิเคราะห์นี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความผันผวนของตลาดในปัจจุบัน YLG Bullion แนะนำว่าหากราคาเกิดการย่อตัว ความแข็งแกร่งของตลาดจะถูกทดสอบด้วยความสามารถในการรักษาตำแหน่งโดยไม่ทำระดับต่ำสุดใหม่

แม้ว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคนี้จะนำเสนอภาพรวมของความรู้สึกในตลาดปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาทองคำมีความผันผวนอย่างรวดเร็วตามปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก รายงานนี้ถือเป็นการสังเกตการณ์ตลาดมากกว่าการรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ที่สนใจในการซื้อขายหรือลงทุนในทองคำควรติดตามข่าวสารทางการเงินอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาวะตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว การยืนยันแนวโน้มระยะยาวจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่จะประกาศออกมาและการเคลื่อนไหวของราคาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:57 UTC

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผยผลกระทบหลัง Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผยผลกระทบหลัง Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เตือนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดโลกและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผยผลกระทบหลัง Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แหล่งข่าวเดียว
เลขาฯ สภาพัฒน์ เผยผลกระทบหลัง Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เตือนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดโลกและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยระบุว่าการปรับขึ้นดังกล่าวอาจส่งผลให้ความเสี่ยงของตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น และอาจกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศไทย

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศไทย นายดนุชาระบุว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องพิจารณานโยบายเพื่อรับมือกับส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและตลาดต่างประเทศ โดยรัฐบาลกำลังมุ่งเน้นไปที่แผนการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ส่วนกรณีราคาพลังงานที่สูงขึ้น นายดนุชาระบุว่ามีกลไกกองทุนและมาตรการของหน่วยงานต่างๆ รองรับอยู่แล้ว แม้จะยอมรับว่าการทำให้ราคาน้ำมันถูกสำหรับทุกคนนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับนโยบายการเงินอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงระดับโลก และจะมีมาตรการจูงใจการลงทุนระยะยาวอย่างไรเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจในประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:45 UTC

สภาพัฒน์แนะรัฐบาลวางเกมเศรษฐกิจระยะยาว รับมือตลาดโลกขึ้นดอกเบี้ย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สภาพัฒน์แนะรัฐบาลวางเกมเศรษฐกิจระยะยาว รับมือตลาดโลกขึ้นดอกเบี้ย

หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติของไทยเตือนถึงความเสี่ยงในตลาดโลก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สภาพัฒน์แนะรัฐบาลวางเกมเศรษฐกิจระยะยาว รับมือตลาดโลกขึ้นดอกเบี้ย

แหล่งข่าวเดียว
สภาพัฒน์แนะรัฐบาลวางเกมเศรษฐกิจระยะยาว รับมือตลาดโลกขึ้นดอกเบี้ย

หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติของไทยเตือนถึงความเสี่ยงในตลาดโลก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ สภาพัฒน์) ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% โดยอ้างอิงจากรายงานของประชาชาติธุรกิจ ระบุว่าสภาพัฒน์มองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงที่สูงขึ้นในระบบการเงินโลก

เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก สภาพัฒน์ได้เสนอแนะให้รัฐบาลไทยหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเน้นย้ำว่าแทนที่จะตอบสนองต่อความผันผวนในระยะสั้น ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจนี้อาจส่งสัญญาณถึงช่วงเวลาของการบริหารจัดการทางการคลังที่ต้องใช้ความระมัดระวัง ในขณะที่รัฐบาลพยายามรับมือกับภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น แม้ว่าสภาพัฒน์จะระบุถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับมาตรการจูงใจด้านการลงทุนใหม่ๆ หรือการปรับนโยบายการคลังของประเทศนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยนักสังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปฏิบัติเป็นกฎหมายหรือมาตรการบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 03:58 UTC

Chememan ตั้งเป้าขึ้นแท่น 1 ใน 5 ผู้ผลิตปูนไลม์ระดับโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Chememan ตั้งเป้าขึ้นแท่น 1 ใน 5 ผู้ผลิตปูนไลม์ระดับโลก

บริษัท เคมีแมน ผู้ผลิตปูนไลม์ของไทย ตั้งเป้ากำไรสุทธิทะลุ 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Chememan ตั้งเป้าขึ้นแท่น 1 ใน 5 ผู้ผลิตปูนไลม์ระดับโลก

แหล่งข่าวเดียว
Chememan ตั้งเป้าขึ้นแท่น 1 ใน 5 ผู้ผลิตปูนไลม์ระดับโลก

บริษัท เคมีแมน ผู้ผลิตปูนไลม์ของไทย ตั้งเป้ากำไรสุทธิทะลุ 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ

รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่า บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศแผนการเติบโตครั้งสำคัญภายใต้ชื่อ 'Big Jump' โดยมีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 5 ผู้ผลิตปูนไลม์ชั้นนำของโลก ในงานเสวนาผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุนที่จังหวัดเชียงใหม่ ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต ประธานกรรมการบริษัทฯ เปิดเผยว่าการเข้าซื้อกิจการ Lime Master ที่เสร็จสิ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในประเทศ

สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยและนักลงทุน การขยายตัวนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบริษัทในระดับภูมิภาค โดยเคมีแมนมีแผนรุกตลาดอินโด-แปซิฟิกอย่างเต็มกำลังในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งรวมถึงการลงทุนในประเทศอินเดียที่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า และการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศอินโดนีเซียซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2570

แม้บริษัทจะมีความมั่นใจในเป้าหมายการเติบโตและผลกำไรในระยะยาว แต่ยังมีปัจจัยหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยกรอบเวลาการเข้าสู่ตลาดอินเดียขึ้นอยู่กับความคืบหน้าในอนาคต และโครงการในอินโดนีเซียยังคงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของขั้นตอนการพัฒนาจนถึงปี 2570 สำหรับผู้ที่ติดตามภาคอุตสาหกรรมของไทย ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทท้องถิ่นในการขยายธุรกิจสู่ระดับสากล นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวในระดับนานาชาติอีกด้วย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 18 กันยายน 2026, 04:46 UTC