ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ ✦
เทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ✦
เศรษฐกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ ✦
การเมือง ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม ✦
เศรษฐกิจ ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง ✦
เศรษฐกิจ รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ✦
กฎหมาย ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง ✦
เหตุการณ์ ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' ✦
การขนส่ง

รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

แหล่งข่าวเดียว
รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนขบวนรถนอนในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนกันในย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนรถนอนซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงกระแทก

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ามีพนักงานการรถไฟได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แม้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัดและสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาของรถไฟที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ ผู้โดยสารควรตรวจสอบความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงการให้บริการกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนวางแผนการเดินทาง

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเฉี่ยวชน อาการปัจจุบันของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ และกรอบเวลาที่คาดว่าจะสามารถเคลียร์เส้นทางและกลับมาให้บริการตามปกติได้ ทางการยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความผิดพลาดของมนุษย์ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและการกลับมาให้บริการตามปกติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เทคโนโลยี

กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าศูนย์ข้อมูล Telehouse ในเขตห้วยขวางผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศแล้ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

การตรวจสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในวงกว้างเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทยนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ภายหลังการประเมิน กระทรวงฯ ยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขตห้วยขวาง ประกาศนี้ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสถานที่ดังกล่าวมีการดำเนินงานภายใต้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกำหนด การกำกับดูแลเช่นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

แม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันแล้ว แต่รายงานไม่ได้ระบุว่ามีการกำหนดการตรวจสอบเป็นระยะในอนาคตหรือไม่ หรือมีการประเมินในลักษณะเดียวกันสำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งอื่นๆ ในเมืองหลวงหรือไม่ ประชาชนที่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

ทางการยกระดับการเฝ้าระวังและจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิด 'วอร์รูม' ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังติดตามพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทางการจะมีการบริหารจัดการระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพการจราจรในพื้นที่อยู่เสมอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

รัฐบาลไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนในภาคกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลางของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลได้วางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุมเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้ระดมเครื่องจักรและจัดสรรเจ้าหน้าที่ประจำจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยทีมงานเหล่านี้มีหน้าที่ติดตามระดับน้ำและพร้อมตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามฤดูกาล แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันการจัดสรรทรัพยากรแล้ว แต่ในรายงานเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุรายละเอียดพื้นที่เฉพาะที่อาจเผชิญกับน้ำท่วมขังหรือความล่าช้าในการเดินทาง

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินไปนานเท่าใด และจะมีจังหวัดใดที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางหรือมีแผนการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว ควรติดตามพยากรณ์อากาศในท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพถนนหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำ รัฐบาลยังคงเน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เศรษฐกิจ

แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

แหล่งข่าวเดียว
แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

Her Hyness เพิ่มงบการตลาดและแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งในตลาดมาสก์และโทนเนอร์แพดของไทยที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness กำลังขยายงบประมาณด้านการตลาดอย่างจริงจังเพื่อตอกย้ำตำแหน่งในอุตสาหกรรมมาสก์และโทนเนอร์แพด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของรายได้ และคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคชาย

เพื่อสนับสนุนการขยายตัวนี้ แบรนด์ได้แต่งตั้งนักแสดง ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าผู้ชายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ HYPER T เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งกำลังตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าแบรนด์จะประกาศกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว แต่ผลกระทบที่ชัดเจนต่อความพร้อมจำหน่ายในร้านค้าปลีกและประสิทธิภาพในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่บริษัทเริ่มดำเนินแคมเปญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:57 UTC

การเมือง

ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ได้รับการยืนยัน
ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนตุลาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศว่าฝ่ายค้านกำลังสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งคาดว่าจะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคมนี้ โดยนายณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมเนื้อหาจากทุกพรรคเพื่อสร้างข้อมูลที่หนักแน่น

ญัตติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งหมายถึงอิทธิพลของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่มีต่อการดำเนินงานของรัฐ องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าพรรคได้รวบรวมหลักฐานสำคัญไว้แล้ว รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการล็อกสเปกในโครงการของรัฐ และยังคงเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางรัฐสภาตามปกติในประเทศไทย แต่บ่อยครั้งก็นำไปสู่การถกเถียงในสังคมและการเปลี่ยนแปลงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย และยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่ชัดสำหรับการประชุมสภาฯ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:38 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการนำเข้าทองคำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้า

ข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่า กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569) โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่ามูลค่าการค้ารวมอยู่ที่กว่า 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% จากปีก่อน

มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 26.30% รวมกว่า 12.8 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าทองคำจำนวนมาก นอกเหนือจากสินค้าหลักอื่นๆ เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ และอุปกรณ์สื่อสาร แม้ว่าไทยจะยังคงมีการส่งออกที่แข็งแกร่งในกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ปริมาณการนำเข้าทองคำที่สูงขึ้นได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางศุลกากรหรือนโยบายการนำเข้าในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า แม้ว่ากรมศุลกากรจะกำลังพิจารณามาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้าเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่หรือผลกระทบต่อตลาดทองคำยังคงต้องรอการยืนยัน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้ารวมตลอดปีงบประมาณจะอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อดูว่าการปรับเปลี่ยนทางการค้าเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาวะตลาดในประเทศหรือเสถียรภาพของค่าเงินอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เศรษฐกิจ

รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทุนหมุนเวียนในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวในงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569' โดยเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ของกองทุนหมุนเวียนภาครัฐในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งมอบคุณค่าให้กับประชาชนชาวไทย ตามรายงานจาก Matichon Online รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากลไกทางการเงินเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสนับสนุนความเป็นอยู่ของประชาชน

งานดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับการยกย่องความเป็นเลิศในการบริหารจัดการกองทุน และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักกีฬาชื่อดัง 4 ท่านที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงาน สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่บริหารจัดการโดยรัฐเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปรับปรุงบริการสาธารณะ

แม้ว่างานนี้จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการขยายกองทุนในอนาคตหรือผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่วนต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการนำนักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเศรษฐกิจนี้สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะเข้ากับการมีส่วนร่วมทางสังคมที่กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะของการประเมินกองทุนปี 2569 ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการกำกับดูแลทางการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

กฎหมาย

ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

แหล่งข่าวเดียว
ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) วางแผนที่จะเชิญพิธีกรโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชน โดยเฉพาะ หนุ่ม กรรชัย และ พุทธอภิวรรณ มาให้ข้อมูล การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่เงินบริจาคทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสขององค์กรการกุศลและบทบาทของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชนในการระดมทุนสาธารณะ แม้ว่า DSI จะระบุถึงความตั้งใจในการรวบรวมข้อมูล แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นขั้นตอนการสอบสวนไม่ใช่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ บุคคลที่กล่าวถึงยังไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในขั้นตอนนี้ แต่ถูกเรียกตัวในฐานะแหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพเพื่อช่วย DSI ในการตรวจสอบกิจกรรมทางการเงินของมูลนิธิที่กำลังดำเนินอยู่

สิ่งที่ยังต้องยืนยันคือกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสัมภาษณ์เหล่านี้ และข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก DSI เพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้อยู่อาศัยควรเชื่อถือคำแถลงอย่างเป็นทางการมากกว่ารายงานเชิงคาดเดาเกี่ยวกับลักษณะกิจกรรมของมูลนิธิหรือการมีส่วนร่วมของบุคคลในสื่อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เหตุการณ์

ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

M STUDIO และช่อง 3 เผยภาคต่อของแฟรนไชส์สยองขวัญ 'ธี่หยด' โดยจะพาผู้ชมไปสำรวจจุดเริ่มต้นของตัวละคร 'ยักษ์'

ตามรายงานจาก Khaosod Online ทาง M STUDIO และช่อง 3 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' โดยมี 'แป๊ป' ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, 'ต้อม' ธนเดช ประดิษฐ์ และ 'เต้ย' ชาลิต ไกรเลิศมงคล รับหน้าที่กำกับ ซึ่งถือเป็นภาคก่อนหน้าของซีรีส์สยองขวัญยอดนิยม

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ติดตามตัวละคร 'ยักษ์' และ 'จ่าปพันธ์' ในขณะที่พวกเขานำกองกำลังทหารเข้าสู่ป่าเขาขวางเพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหาย พล็อตเรื่องเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับตำนานเสือสมิงกินคนที่มีชื่อว่า 'ไอ้โหง' ซึ่งมีความสามารถในการจำแลงร่าง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งลี้ลับและสัตว์ป่าพร่าเลือนไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการขยายจักรวาลของแฟรนไชส์สยองขวัญท้องถิ่นครั้งสำคัญ โดยจะมีการสำรวจภูมิหลังของตัวละครหลักและเจาะลึกตำนานพื้นบ้าน แม้ว่าทีมงานจะยืนยันเนื้อเรื่องและสถานที่ถ่ายทำแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการหรือแผนการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ แฟนๆ ของภาพยนตร์แนวนี้ควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจาก M STUDIO และช่อง 3 เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวสินเชื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวสินเชื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อใหม่สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยอนุญาตให้ผู้กู้สามารถนำรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนรัฐมาหักลบกับค่างวดรายเดือนได้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวสินเชื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวสินเชื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อใหม่สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยอนุญาตให้ผู้กู้สามารถนำรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนรัฐมาหักลบกับค่างวดรายเดือนได้

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2026 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป โดยสินเชื่อดังกล่าวให้วงเงินสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อราย

คุณสมบัติหลักของโครงการนี้คือการประมาณการค่างวดรายเดือนอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ทั้งนี้ ธนาคารได้เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าเดิมของ ธอส. มาก่อน จุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือการนำรายได้ที่เกิดจากการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้กับรัฐ มาใช้เพื่อหักลบกับยอดชำระค่างวดสินเชื่อรายเดือน

สำหรับผู้อยู่อาศัยในประเทศไทย โครงการนี้อาจเป็นช่องทางที่ช่วยให้เข้าถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น โดยการลดภาระทางการเงินในช่วงเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจควรทราบว่าเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ อัตราดอกเบี้ย และรายละเอียดขั้นตอนการหักลบรายได้จากการขายไฟฟ้ายังไม่ได้มีการระบุไว้อย่างครบถ้วนในการประกาศเบื้องต้น ผู้ที่สนใจควรติดตามข้อมูลผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของ ธอส. เพื่อตรวจสอบเงื่อนไขและข้อกำหนดทั้งหมดก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 23:20 UTC

อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่เดินหน้าทวงภาษี 1.7 หมื่นล้านบาทจากทักษิณ ชินวัตร
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่เดินหน้าทวงภาษี 1.7 หมื่นล้านบาทจากทักษิณ ชินวัตร

อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่เริ่มดำเนินการติดตามภาษีค้างชำระจำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่เดินหน้าทวงภาษี 1.7 หมื่นล้านบาทจากทักษิณ ชินวัตร

แหล่งข่าวเดียว
อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่เดินหน้าทวงภาษี 1.7 หมื่นล้านบาทจากทักษิณ ชินวัตร

อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่เริ่มดำเนินการติดตามภาษีค้างชำระจำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

ตามรายงานจาก Thai Post อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ได้เริ่มดำเนินการเพื่อติดตามภาษีค้างชำระจำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทักษิณพ้นโทษในคดีที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้สังเกตการณ์ภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทย ความเคลื่อนไหวนี้ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อพิพาททางกฎหมายและการเงินที่ยืดเยื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูง รายงานระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นคล้ายกับที่อดีตเจ้าหน้าที่เคยเผชิญในคดีภาษีในอดีต โดยเฉพาะการอ้างถึงกรณีของเบญจา หลุยเจริญ ซึ่งเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน

แม้ว่ากรมสรรพากรจะดำเนินการติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงไม่มีความแน่นอน ยังไม่มีการยืนยันว่ากระบวนการทางกฎหมายจะเป็นอย่างไรหรือกรมจะใช้กลไกใดในการติดตามเงินดังกล่าว สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความผันผวนที่ยังคงมีอยู่ในการบังคับใช้กฎหมายทางปกครองและภาษีอากร คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมในขณะที่กรมสรรพากรดำเนินการตามภารกิจต่อไป สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความซับซ้อนระหว่างประวัติศาสตร์ทางการเมืองและนโยบายการจัดเก็บภาษีในปัจจุบันของประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 17:21 UTC

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เปิดตัว 'DIPROM RISE' เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เปิดตัว 'DIPROM RISE' เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทย

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) จัดงาน 'DIPROM RISE' ที่สยามพารากอน เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการระดับภูมิภาค 27 รายเข้ากับโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เปิดตัว 'DIPROM RISE' เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทย

แหล่งข่าวเดียว
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เปิดตัว 'DIPROM RISE' เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทย

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) จัดงาน 'DIPROM RISE' ที่สยามพารากอน เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการระดับภูมิภาค 27 รายเข้ากับโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ

ระหว่างวันที่ 18–20 กันยายน 2569 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ได้จัดงาน 'DIPROM RISE: Discover Potential. Rising Together' ขึ้นที่ Star Hall ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยงานนี้ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือก 27 รายจากทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีในการสร้างเครือข่ายและเข้าถึงโอกาสทางการตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

กิจกรรมนี้สอดคล้องกับนโยบาย 'DIPROM FLEXi' ประจำปี 2569 ของกรมฯ ซึ่งมุ่งเน้นการให้การสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างยืดหยุ่นและตรงจุดตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามอุปสรรคในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงตลาด โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้รับงบประมาณรวม 22 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาผู้ประกอบการ 800 คน และ 90 กิจการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว งานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและส่งเสริมงานฝีมือท้องถิ่น แม้ว่างานที่สยามพารากอนจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่โครงการ 'DIPROM FLEXi' ยังคงดำเนินต่อไปในภูมิภาคต่างๆ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามว่าจะมีกิจกรรมระดับภูมิภาคเพิ่มเติมอีกกี่ครั้งภายใต้งบประมาณนี้ และผลกระทบระยะยาวของผู้ประกอบการเหล่านี้ต่อตลาดระดับประเทศจะเป็นอย่างไร ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของไทยอาจพบโอกาสในการติดต่อกับธุรกิจเหล่านี้ได้มากขึ้นในขณะที่กรมฯ ดำเนินกิจกรรมพัฒนาในระดับภูมิภาคต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 14:40 UTC

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป 213 รายการ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป 213 รายการ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้มอบตราสัญลักษณ์ 'Thai SELECT' ให้กับผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทยจำนวน 213 รายการ เพื่อยกระดับการยอมรับในระดับสากลสำหรับรสชาติไทยแท้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป 213 รายการ

แหล่งข่าวเดียว
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป 213 รายการ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้มอบตราสัญลักษณ์ 'Thai SELECT' ให้กับผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทยจำนวน 213 รายการ เพื่อยกระดับการยอมรับในระดับสากลสำหรับรสชาติไทยแท้

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้มอบตราสัญลักษณ์ 'Thai SELECT' ให้กับผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจำนวน 213 รายการอย่างเป็นทางการ ความคิดริเริ่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการส่งออกอาหารไทยและสร้างความมั่นใจว่าผู้บริโภคในระดับสากลจะสามารถระบุรสชาติไทยแท้ที่มีคุณภาพสูงในตลาดโลกได้อย่างง่ายดาย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การรับรองนี้ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานด้านคุณภาพ เมื่อเลือกซื้อวัตถุดิบไทยหรืออาหารสำเร็จรูปในต่างประเทศ ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จะเป็นเครื่องรับประกันว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปตามสูตรดั้งเดิมและมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งช่วยให้ผู้ที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทยสามารถปรุงอาหารไทยแท้ที่บ้านได้ง่ายขึ้น หรือช่วยให้ระบุแบรนด์ที่เชื่อถือได้ในระหว่างการเดินทาง

แม้ว่า DITP จะยืนยันการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ทั้ง 213 รายการนี้แล้ว แต่รายชื่อแบรนด์ที่เฉพาะเจาะจงและหมวดหมู่อาหารทั้งหมดที่รวมอยู่ในชุดล่าสุดนี้ยังไม่ได้มีการระบุรายละเอียดไว้อย่างครบถ้วนในการประกาศครั้งแรก ผู้บริโภคที่สนใจผลิตภัณฑ์เฉพาะเจาะจงควรสังเกตตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการบนบรรจุภัณฑ์ ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ภาครัฐที่กว้างขึ้นในการเสริมสร้าง 'Soft Power' ของอาหารไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตอาหารไทยในเวทีระหว่างประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 14:00 UTC

ไทย-ออสเตรเลียหารือขยายตลาดแรงงานและยกระดับทักษะด้าน AI
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทย-ออสเตรเลียหารือขยายตลาดแรงงานและยกระดับทักษะด้าน AI

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือทวิภาคีกับเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียเพื่อสำรวจโอกาสในการขยายตลาดแรงงานและพัฒนาทักษะแรงงานในยุคปัญญาประดิษฐ์

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทย-ออสเตรเลียหารือขยายตลาดแรงงานและยกระดับทักษะด้าน AI

แหล่งข่าวเดียว
ไทย-ออสเตรเลียหารือขยายตลาดแรงงานและยกระดับทักษะด้าน AI

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือทวิภาคีกับเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียเพื่อสำรวจโอกาสในการขยายตลาดแรงงานและพัฒนาทักษะแรงงานในยุคปัญญาประดิษฐ์

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2026 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับตัวแทนจากประเทศออสเตรเลีย โดยประเด็นหลักของการประชุมคือการเสริมสร้างความร่วมมือด้านตลาดแรงงานไทย โดยเน้นย้ำเป็นพิเศษเรื่องการยกระดับทักษะแรงงานเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจที่ได้รับอิทธิพลจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการบูรณาการแรงงานระหว่างประเทศและการศึกษาด้านเทคนิค หากการหารือเหล่านี้นำไปสู่ข้อตกลงอย่างเป็นทางการ อาจส่งผลให้เกิดช่องทางใหม่ๆ สำหรับผู้เชี่ยวชาญไทยในการเข้าสู่ตลาดแรงงานออสเตรเลีย หรืออำนวยความสะดวกในโครงการแลกเปลี่ยนความรู้ที่จะนำการฝึกอบรมด้าน AI ขั้นสูงมาสู่ประเทศไทย

ในขณะนี้ การหารือยังคงอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับจำนวนแรงงานที่เกี่ยวข้อง กรอบเวลาในการดำเนินการ หรืออุตสาหกรรมเฉพาะที่จะมุ่งเน้นสำหรับการบูรณาการ AI ยังไม่มีการสรุปผล ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศจากรัฐบาลในอนาคตเพื่อดูว่าการหารือทวิภาคีเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เป็นรูปธรรม หรือกรอบวีซ่าและการฝึกอบรมใหม่ๆ หรือไม่ จนถึงปัจจุบัน ความคิดริเริ่มนี้ถือเป็นความพยายามเชิงกลยุทธ์ในการปรับขีดความสามารถของแรงงานไทยให้สอดคล้องกับแนวโน้มเทคโนโลยีระดับโลก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 12:40 UTC

ร่าง พ.ร.บ. แรงงานอิสระจุดประเด็นถกเถียงเรื่องค่าตอบแทนไรเดอร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ร่าง พ.ร.บ. แรงงานอิสระจุดประเด็นถกเถียงเรื่องค่าตอบแทนไรเดอร์

ไชยชนก ชิดชอบ เตรียมเสนอ พ.ร.บ. แรงงานอิสระเพื่อแก้ไขปัญหาค่าตอบแทนของไรเดอร์ หลังมีรายงานว่าไรเดอร์จำนวนมากได้รับค่ารอบต่อกิโลเมตรในอัตราที่ต่ำ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ร่าง พ.ร.บ. แรงงานอิสระจุดประเด็นถกเถียงเรื่องค่าตอบแทนไรเดอร์

แหล่งข่าวเดียว
ร่าง พ.ร.บ. แรงงานอิสระจุดประเด็นถกเถียงเรื่องค่าตอบแทนไรเดอร์

ไชยชนก ชิดชอบ เตรียมเสนอ พ.ร.บ. แรงงานอิสระเพื่อแก้ไขปัญหาค่าตอบแทนของไรเดอร์ หลังมีรายงานว่าไรเดอร์จำนวนมากได้รับค่ารอบต่อกิโลเมตรในอัตราที่ต่ำ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ไชยชนก ชิดชอบ กำลังเร่งขยายฐานข้อมูลแรงงานอิสระโดยมีเป้าหมายที่จะเสนอ พ.ร.บ. แรงงานอิสระ เพื่อแก้ไขปัญหาความกังวลด้านค่าตอบแทนในภาคธุรกิจการจัดส่งสินค้า

ข้อมูลที่ระบุในรายงานชี้ว่า ไรเดอร์ประมาณ 80% ได้รับค่าตอบแทนต่ำเพียง 3.70 บาทต่อกิโลเมตร ตัวเลขนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญในการอภิปรายเกี่ยวกับความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของการทำงานผ่านแพลตฟอร์มในประเทศไทย ในการตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว Lalamove ได้โต้แย้งสถิติดังกล่าว โดยระบุว่ามีไรเดอร์เพียง 3% เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากอัตราค่าตอบแทนที่ต่ำเช่นนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้บริการจัดส่งสินค้า ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับการกำกับดูแลเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและสวัสดิภาพของแรงงาน แม้ว่ากฎหมายที่เสนอนี้จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความคุ้มครองให้กับแรงงานอิสระ แต่ผลกระทบที่แท้จริงต่อค่าบริการและความพร้อมในการจัดส่งยังคงต้องติดตามต่อไป

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ นี่เป็นเพียงข้อเสนอทางกฎหมายที่อยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของการพัฒนา รายละเอียดเฉพาะของร่างกฎหมาย กรอบเวลาในการเสนอต่อรัฐสภา และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบสำหรับแพลตฟอร์มจัดส่งสินค้ายังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังคงถกเถียงกันเรื่องความถูกต้องของข้อมูลค่าตอบแทน และคาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมในขณะที่ข้อเสนอดังกล่าวดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 11:01 UTC

TDRI ชี้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลง แต่ไม่ได้สะท้อนฐานะการเงินที่ดีขึ้นของประชาชน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

TDRI ชี้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลง แต่ไม่ได้สะท้อนฐานะการเงินที่ดีขึ้นของประชาชน

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลง แต่เตือนว่าสิ่งนี้ไม่ได้สะท้อนถึงสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้นของประชาชน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

TDRI ชี้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลง แต่ไม่ได้สะท้อนฐานะการเงินที่ดีขึ้นของประชาชน

แหล่งข่าวเดียว
TDRI ชี้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลง แต่ไม่ได้สะท้อนฐานะการเงินที่ดีขึ้นของประชาชน

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลง แต่เตือนว่าสิ่งนี้ไม่ได้สะท้อนถึงสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้นของประชาชน

ตามรายงานจาก Matichon Online สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้สังเกตเห็นการลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของประเทศ อย่างไรก็ตาม สถาบันชี้แจงว่าการปรับตัวดีขึ้นทางสถิตินี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าประชาชนมีรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงเพิ่มขึ้นหรือมีความมั่นคงทางการเงินที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

นักวิเคราะห์ของ TDRI เสนอว่าปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังแนวโน้มนี้คือการที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดกับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ครัวเรือนจำนวนมากเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น แทนที่จะเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สถาบันมองว่านี่เป็นอาการของปัญหาเชิงโครงสร้างที่กว้างกว่านั้น TDRI ได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสาเหตุรากเหง้าของภาระทางการเงินของครัวเรือน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ พัฒนาการนี้เน้นย้ำถึงสภาพแวดล้อมการปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังมากขึ้นในประเทศไทย ผู้ที่กำลังมองหาสินเชื่อหรือวงเงินสินเชื่ออาจพบว่าธนาคารมีความเข้มงวดในการคัดกรองมากขึ้น แม้ว่าข้อมูลในระดับมหภาคจะแสดงให้เห็นถึงการลดลงของสัดส่วนหนี้ แต่ความเป็นจริงสำหรับหลายคนยังคงเป็นภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างอย่างไร และนโยบายเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในความเป็นอยู่ทางการเงินของประชาชนหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอคอยว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในอนาคตจะแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แท้จริง แทนที่จะเป็นเพียงการจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อเท่านั้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 10:40 UTC

นายกฯ ถึงโตเกียวเพื่อหารือด้านการลงทุนและให้กำลังใจนักกีฬาไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นายกฯ ถึงโตเกียวเพื่อหารือด้านการลงทุนและให้กำลังใจนักกีฬาไทย

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงกรุงโตเกียวเพื่อนำการหารือเกี่ยวกับการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น พร้อมให้กำลังใจทัพนักกีฬาไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นายกฯ ถึงโตเกียวเพื่อหารือด้านการลงทุนและให้กำลังใจนักกีฬาไทย

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ ถึงโตเกียวเพื่อหารือด้านการลงทุนและให้กำลังใจนักกีฬาไทย

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงกรุงโตเกียวเพื่อนำการหารือเกี่ยวกับการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น พร้อมให้กำลังใจทัพนักกีฬาไทย

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีของไทยได้เดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการหารือระดับสูงกับคณะทำงาน 'Team Thailand' ตามรายงานของ Thai Post วัตถุประสงค์หลักของการเยือนครั้งนี้คือเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคีและส่งเสริมโอกาสในการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเยือนครั้งนี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวนโยบายการค้าและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอนาคต นอกเหนือจากวาระทางเศรษฐกิจแล้ว นายกรัฐมนตรียังเดินทางมาเพื่อแสดงความสนับสนุนแก่ทัพนักกีฬาทีมชาติไทยที่กำลังแข่งขันอยู่ในประเทศญี่ปุ่น

แม้ว่าการเยือนครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตและการเงิน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อตกลงการลงทุนใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายแต่อย่างใด ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการอัปเดตเพิ่มเติมจากรัฐบาลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการประชุมเหล่านี้ สำหรับนักท่องเที่ยว การเยือนครั้งนี้ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบหรือความไม่สะดวกในทันที แม้ว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการทูตที่แข็งขันระหว่างทั้งสองประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาคส่วนการลงทุนเฉพาะที่กำลังให้ความสำคัญนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากช่องทางของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 10:03 UTC

ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยเรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อซบเซาก่อนปีใหม่ 2570
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยเรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อซบเซาก่อนปีใหม่ 2570

ผู้ประกอบการร้านอาหารกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงเพื่อแก้ไขปัญหาอำนาจซื้อที่เปราะบางและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2570

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยเรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อซบเซาก่อนปีใหม่ 2570

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยเรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อซบเซาก่อนปีใหม่ 2570

ผู้ประกอบการร้านอาหารกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงเพื่อแก้ไขปัญหาอำนาจซื้อที่เปราะบางและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2570

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ อุตสาหกรรมร้านอาหารในประเทศไทยกำลังแสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการระบุว่าอำนาจซื้อของผู้บริโภคยังคงมีความเปราะบาง ในขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทายสำหรับภาคธุรกิจ

เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันดังกล่าว ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลโดยระบุคำขอ 3 ประการที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2570 ทางอุตสาหกรรมหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลที่กำลังจะมาถึง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ของร้านอาหารในประเทศไทย หากรัฐบาลยอมรับข้อเสนอดังกล่าว อาจนำไปสู่แคมเปญส่งเสริมการขายใหม่ๆ หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อราคาหรือความพร้อมในการให้บริการในภาคการบริการ ในทางกลับกัน หากต้นทุนยังคงสูงโดยไม่มีการแทรกแซง สถานประกอบการบางแห่งอาจประสบปัญหาในการรักษาระดับการบริการหรือราคาเมนูในปัจจุบัน

ในขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะของคำขอทั้ง 3 ประการยังไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน และยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของภาคอุตสาหกรรมนี้อย่างไร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการตอบรับอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดอาหารและเครื่องดื่มในภาพรวม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 10:01 UTC

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงโตเกียวเพื่อหารือด้านเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงโตเกียวเพื่อหารือด้านเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงโตเกียวเพื่อพบปะกับคณะทำงาน 'Team Thailand' ในวันที่ 21 กันยายน เพื่อหารือเกี่ยวกับการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงโตเกียวเพื่อหารือด้านเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงโตเกียวเพื่อหารือด้านเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงโตเกียวเพื่อพบปะกับคณะทำงาน 'Team Thailand' ในวันที่ 21 กันยายน เพื่อหารือเกี่ยวกับการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานของ Matichon Online นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้เดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว วัตถุประสงค์หลักของการเยือนครั้งนี้คือการเข้าร่วมการหารือระดับสูงกับคณะทำงาน 'Team Thailand' ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 กันยายน โดยวาระการประชุมมุ่งเน้นไปที่การกระชับความสัมพันธ์ด้านการลงทุนทวิภาคีและการส่งเสริมเศรษฐกิจไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อนโยบายการค้าและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอนาคต การมีส่วนร่วมทางการทูตเช่นนี้มักเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการลงทุนใหม่ๆ หรือข้อตกลงทวิภาคีที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

ในขั้นตอนนี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการหารือเหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยัน ประชาชนกำลังรอการอัปเดตเพิ่มเติมหลังจากการประชุมในวันที่ 21 กันยายน เพื่อทำความเข้าใจขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมที่อาจดำเนินการเพื่อปรับปรุงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น เนื่องจากเหตุการณ์ทางการทูตนี้ยังคงดำเนินอยู่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับข้อตกลงหรือความคิดริเริ่มเชิงกลยุทธ์ใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการหารือเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 10:01 UTC

กรมบัญชีกลางทบทวนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมบัญชีกลางทบทวนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

กรมบัญชีกลางสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยสำรวจทางเลือกในการบูรณาการหรือประสานงานกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 'บัตรทอง'

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมบัญชีกลางทบทวนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

แหล่งข่าวเดียว
กรมบัญชีกลางทบทวนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

กรมบัญชีกลางสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยสำรวจทางเลือกในการบูรณาการหรือประสานงานกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 'บัตรทอง'

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2026 กรมบัญชีกลางได้สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลสำหรับข้าราชการไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการสร้างทางเลือกใหม่ที่อนุญาตให้ข้าราชการสามารถเลือกสิทธิระหว่างสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ได้รับจากรัฐในปัจจุบัน กับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อระบบ 'บัตรทอง'

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลไทยในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและปรับปรุงระบบสุขภาพของประเทศ แม้ว่าระบบสวัสดิการข้าราชการในปัจจุบันจะมีระดับความคุ้มครองที่เฉพาะเจาะจง แต่การบูรณาการหรือประสานงานกับระบบบัตรทองอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบริหารที่กว้างขึ้นในด้านการเข้าถึงและการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั่วประเทศ

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ข้อมูลเหล่านี้อ้างอิงจากผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเท่านั้น ในขณะนี้ยังไม่มีการประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการหรือกำหนดการดำเนินการใดๆ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกเฉพาะของทางเลือกที่นำเสนอ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคุณภาพหรือความพร้อมของบริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีสิทธิ ยังคงต้องรอการยืนยันจากกระทรวงการคลัง ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 09:01 UTC

เอกนิติเตรียมหารือ สอท. 21 ก.ย. นี้ เร่งเครื่องโครงการ 'Reinvent Thailand'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เอกนิติเตรียมหารือ สอท. 21 ก.ย. นี้ เร่งเครื่องโครงการ 'Reinvent Thailand'

เอกนิติ นิติณฑ์ประภาศ เตรียมหารือกลยุทธ์ 'Reinvent Thailand' ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางเศรษฐกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เอกนิติเตรียมหารือ สอท. 21 ก.ย. นี้ เร่งเครื่องโครงการ 'Reinvent Thailand'

แหล่งข่าวเดียว
เอกนิติเตรียมหารือ สอท. 21 ก.ย. นี้ เร่งเครื่องโครงการ 'Reinvent Thailand'

เอกนิติ นิติณฑ์ประภาศ เตรียมหารือกลยุทธ์ 'Reinvent Thailand' ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางเศรษฐกิจ

ในวันที่ 21 กันยายนนี้ เอกนิติ นิติณฑ์ประภาศ มีกำหนดการเข้าหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อขับเคลื่อนโครงการ 'Reinvent Thailand' ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ วัตถุประสงค์หลักของการหารือครั้งนี้คือการเร่งเครื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการระบุและปลดล็อกอุปสรรคทางกฎระเบียบหรือโครงสร้างเฉพาะ 7 ประการ ที่กำลังเป็นปัจจัยขัดขวางขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย โครงการนี้มีความสำคัญเนื่องจากมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนการทางราชการให้คล่องตัวและยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโดยรวม หากประสบความสำเร็จ การปฏิรูปเหล่านี้อาจนำไปสู่ภูมิทัศน์ทางกฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับ 7 ด้านที่จะได้รับการ 'ปลดล็อก' นั้นยังไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน แม้ว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นก้าวเชิงรุกสู่การปฏิรูปนโยบาย แต่กรอบเวลาในการดำเนินการจริงและผลกระทบเฉพาะต่อภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอผลสรุปจากการหารือเพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมในท้องถิ่นและแนวโน้มทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างไร การประชุมครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนเบื้องต้นในความพยายามครั้งใหญ่เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 09:01 UTC

SILPIN ฉลองครบรอบ 9 ปีด้วยแนวคิด 'From Local Legacy to Global Gastronomy'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

SILPIN ฉลองครบรอบ 9 ปีด้วยแนวคิด 'From Local Legacy to Global Gastronomy'

SILPIN ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมด้านรสชาติของไทย ฉลองครบรอบ 9 ปีด้วยการเปิดตัวแนวคิดใหม่เพื่อยกระดับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยสู่ประสบการณ์ระดับโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

SILPIN ฉลองครบรอบ 9 ปีด้วยแนวคิด 'From Local Legacy to Global Gastronomy'

แหล่งข่าวเดียว
SILPIN ฉลองครบรอบ 9 ปีด้วยแนวคิด 'From Local Legacy to Global Gastronomy'

SILPIN ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมด้านรสชาติของไทย ฉลองครบรอบ 9 ปีด้วยการเปิดตัวแนวคิดใหม่เพื่อยกระดับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยสู่ประสบการณ์ระดับโลก

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 แบรนด์ SILPIN ได้จัดงานเปิดตัวครั้งใหญ่ในรอบ 9 ปี เพื่อฉลองครบรอบการดำเนินงาน โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “From Local Legacy to Global Gastronomy” ซึ่งเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการนำวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยมาผ่านกระบวนการนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์รสชาติที่ซับซ้อนสำหรับตลาดต่างประเทศ

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้นภายใต้ชื่อ “Authentic Thai Flavours to the World” โดยการใช้นวัตกรรมในการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตร SILPIN มุ่งหวังที่จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย และเปลี่ยนผลผลิตท้องถิ่นให้กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของซอฟต์พาวเวอร์ บริษัทตั้งใจที่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างการเกษตรแบบดั้งเดิมของไทยกับอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย ซึ่งกำลังมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและมุ่งเน้นการส่งออกมากขึ้น แม้ว่างานดังกล่าวจะแสดงให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของแบรนด์ได้สำเร็จ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือความร่วมมือกับพันธมิตรด้านการบริการระดับนานาชาติยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ บริษัทยังคงวางตำแหน่งตนเองเป็นผู้เล่นสำคัญในการส่งเสริมอัตลักษณ์ของไทยผ่านรสชาติและกลิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 09:02 UTC

ภาคเอกชนไทยเร่งรัฐบาลปลดล็อกอุปสรรคทางการค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ภาคเอกชนไทยเร่งรัฐบาลปลดล็อกอุปสรรคทางการค้า

ผู้นำธุรกิจไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการลดอุปสรรคทางการค้าและสนับสนุนการขยายตัวสู่ตลาดต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ภาคเอกชนไทยเร่งรัฐบาลปลดล็อกอุปสรรคทางการค้า

แหล่งข่าวเดียว
ภาคเอกชนไทยเร่งรัฐบาลปลดล็อกอุปสรรคทางการค้า

ผู้นำธุรกิจไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการลดอุปสรรคทางการค้าและสนับสนุนการขยายตัวสู่ตลาดต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ ภาคเอกชนไทยกำลังผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับภาครัฐอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขอุปสรรคสำคัญในสถานการณ์การค้าและการส่งออกปัจจุบัน ภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น และมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกซ้ำเติมด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมได้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐ โดยมุ่งเน้นไปที่การปลดล็อกศักยภาพทางการค้าและให้การสนับสนุนเงินทุนไทยในการขยายตัวสู่ตลาดต่างประเทศ เป้าหมายหลักคือการเจาะตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อกระจายแหล่งรายได้และบรรเทาผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ซบเซา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ แต่การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่รัฐบาลจะนำมาใช้นั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าข้อเสนอใดของภาคเอกชนจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก และการปรับเปลี่ยนนโยบายเหล่านี้จะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วเพียงใดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศ ในขณะนี้รัฐบาลได้รับทราบถึงความจำเป็นในการทำงานร่วมกันแล้ว แต่กรอบเวลาสำหรับการดำเนินการทางกฎหมายหรือการบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรมยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 09:03 UTC

ส.อ.ท. ผลักดัน 'Made in Thailand' (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ส.อ.ท. ผลักดัน 'Made in Thailand' (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยผลักดันให้การรับรอง 'Made in Thailand' (MiT) เป็นเกณฑ์สำคัญในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใน 3 อุตสาหกรรมหลัก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ส.อ.ท. ผลักดัน 'Made in Thailand' (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

แหล่งข่าวเดียว
ส.อ.ท. ผลักดัน 'Made in Thailand' (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยผลักดันให้การรับรอง 'Made in Thailand' (MiT) เป็นเกณฑ์สำคัญในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใน 3 อุตสาหกรรมหลัก

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังผลักดันอย่างจริงจังให้การรับรอง 'Made in Thailand' (MiT) กลายเป็นข้อกำหนดหลักในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งจะให้ความสำคัญกับผู้ผลิตในประเทศมากกว่าซัพพลายเออร์ต่างชาติ หากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้จริง อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศ และอาจช่วยลดต้นทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและเวชภัณฑ์โดยการลดการพึ่งพาการนำเข้า สำหรับนักท่องเที่ยว ผลกระทบอาจเป็นทางอ้อม แต่อาจส่งผลต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสาธารณะและสาธารณสุขของไทยในระยะยาว

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ขณะนี้ข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นแนวคิดที่ผลักดันโดย ส.อ.ท. เท่านั้น ยังคงต้องรอการยืนยันว่าหน่วยงานรัฐใดบ้างที่จะนำแนวทางการจัดซื้อนี้ไปใช้ และกรอบเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลว่าข้อกำหนด MiT เหล่านี้จะกลายเป็นข้อบังคับสำหรับสัญญาในอนาคตของภาครัฐหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 08:41 UTC

LEPAS บุกตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในไทย ชูจุดเด่นความสง่างามระดับพรีเมียม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

LEPAS บุกตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในไทย ชูจุดเด่นความสง่างามระดับพรีเมียม

LEPAS แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ระดับพรีเมียมจาก Chery Automobile เปิดตัวในประเทศไทย โดยเปลี่ยนทิศทางตลาดจากการเน้นสมรรถนะเพียงอย่างเดียว มาเป็นการเน้นความสง่างามและอัตลักษณ์ของแบรนด์

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

LEPAS บุกตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในไทย ชูจุดเด่นความสง่างามระดับพรีเมียม

แหล่งข่าวเดียว
LEPAS บุกตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในไทย ชูจุดเด่นความสง่างามระดับพรีเมียม

LEPAS แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ระดับพรีเมียมจาก Chery Automobile เปิดตัวในประเทศไทย โดยเปลี่ยนทิศทางตลาดจากการเน้นสมรรถนะเพียงอย่างเดียว มาเป็นการเน้นความสง่างามและอัตลักษณ์ของแบรนด์

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท Chery Automobile ได้เปิดตัว LEPAS แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ระดับพรีเมียมเข้าสู่ตลาดประเทศไทย โดยแบรนด์มุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ด้วยการก้าวข้ามการเน้นสมรรถนะทางเทคนิคแบบเดิมๆ และหันมาให้ความสำคัญกับ 'ความสง่างาม' รวมถึงการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ชัดเจน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ในประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการขยายตัวของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม ซึ่งมอบทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์และไลฟ์สไตล์ กลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่กว้างขึ้นของผู้ผลิตที่หันมาใช้ 'Soft Power' เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับลูกค้า แทนที่จะพึ่งพาเพียงแค่ข้อมูลจำเพาะทางกลไกเท่านั้น

แม้ว่าการเข้าสู่ตลาดของแบรนด์จะได้รับการยืนยันแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอความชัดเจน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นรถยนต์ โครงสร้างราคา และการจัดตั้งศูนย์บริการทั่วประเทศ ในขณะที่ตลาด NEV ในประเทศไทยยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบในระยะยาวจากการที่ LEPAS เน้นความสง่างามมากกว่าสมรรถนะนั้นยังคงต้องติดตามกันต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความพร้อมจำหน่ายและเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ได้จากช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการของผู้ผลิต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 08:21 UTC

แสนสิริขยายโครงการที่อยู่อาศัยในย่านกรุงเทพกรีฑา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แสนสิริขยายโครงการที่อยู่อาศัยในย่านกรุงเทพกรีฑา

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แสนสิริ กำลังเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ 2 แห่งในย่านกรุงเทพกรีฑา โดยอ้างถึงความน่าสนใจและโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเติบโตของทำเลดังกล่าว

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แสนสิริขยายโครงการที่อยู่อาศัยในย่านกรุงเทพกรีฑา

แหล่งข่าวเดียว
แสนสิริขยายโครงการที่อยู่อาศัยในย่านกรุงเทพกรีฑา

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แสนสิริ กำลังเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ 2 แห่งในย่านกรุงเทพกรีฑา โดยอ้างถึงความน่าสนใจและโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเติบโตของทำเลดังกล่าว

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยอย่าง แสนสิริ กำลังเสริมความแข็งแกร่งในย่านกรุงเทพกรีฑาทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยบริษัทมีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ 2 แห่งที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ 'Well Living'

การขยายตัวครั้งนี้ตอกย้ำถึงสถานะที่เพิ่มขึ้นของถนน 'กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่' ซึ่งกลายเป็นทำเลที่เป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ความน่าสนใจของพื้นที่นี้มาจากโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการเชื่อมต่อการคมนาคมที่สะดวกเข้าสู่ใจกลางเมือง การมีโรงเรียนนานาชาติ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ย่านนี้กลายเป็นจุดสนใจสำหรับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่ต้องการตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนที่มีศักยภาพ การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกให้กลายเป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิตที่ทันสมัย การหลั่งไหลเข้ามาของโครงการที่อยู่อาศัยใหม่บ่งชี้ถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้พัฒนาจะประกาศความตั้งใจที่จะสร้างโครงการทั้งสองแห่งนี้แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาของโครงการ ราคาขาย และวันที่แล้วเสร็จที่แน่นอนนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากทางบริษัท ผู้ที่สนใจในพื้นที่นี้ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากแสนสิริเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการที่อยู่อาศัยเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 08:02 UTC

ไทยเตรียมบังคับใช้เกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ภายในกลางเดือนตุลาคมนี้
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเตรียมบังคับใช้เกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ภายในกลางเดือนตุลาคมนี้

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังสรุปเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรและการจัดโซนนิ่งอุตสาหกรรม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมบังคับใช้เกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ภายในกลางเดือนตุลาคมนี้

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเตรียมบังคับใช้เกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ภายในกลางเดือนตุลาคมนี้

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังสรุปเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรและการจัดโซนนิ่งอุตสาหกรรม

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังเตรียมบังคับใช้เกณฑ์ควบคุมสำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ภายในกลางเดือนตุลาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าและน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคส่วนนี้จะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคครัวเรือน

ประเด็นสำคัญของนโยบายที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ การจัดประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดและความต้องการพลังงาน ตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกลอาจต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเฉพาะหากมีการใช้ไฟฟ้าเกิน 100 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งใจที่จะกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับอุตสาหกรรมต้องตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่กำหนดไว้ เพื่อปรับปรุงการจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการกำหนดเกณฑ์การใช้พลังงานที่เฉพาะเจาะจง ในขณะที่อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์นั้นมีอยู่แล้ว

สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ กฎระเบียบเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างกรอบการทำงานที่เป็นระบบสำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรสาธารณะ แม้ว่าไทม์ไลน์จะกำหนดไว้ที่กลางเดือนตุลาคม แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงเกณฑ์การใช้พลังงานขั้นสุดท้าย หน่วยงานรัฐที่จะเป็นเจ้าภาพในการกำกับดูแล และกลไกที่ชัดเจนในการปฏิบัติตามนโยบาย ซึ่งขณะนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอความชัดเจนเหล่านี้เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 07:21 UTC