ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ ✦
เทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ✦
เศรษฐกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ ✦
การเมือง ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม ✦
เศรษฐกิจ ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง ✦
เศรษฐกิจ รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ✦
กฎหมาย ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง ✦
เหตุการณ์ ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' ✦
การขนส่ง

รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

แหล่งข่าวเดียว
รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนขบวนรถนอนในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนกันในย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนรถนอนซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงกระแทก

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ามีพนักงานการรถไฟได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แม้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัดและสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาของรถไฟที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ ผู้โดยสารควรตรวจสอบความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงการให้บริการกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนวางแผนการเดินทาง

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเฉี่ยวชน อาการปัจจุบันของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ และกรอบเวลาที่คาดว่าจะสามารถเคลียร์เส้นทางและกลับมาให้บริการตามปกติได้ ทางการยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความผิดพลาดของมนุษย์ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและการกลับมาให้บริการตามปกติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เทคโนโลยี

กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าศูนย์ข้อมูล Telehouse ในเขตห้วยขวางผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศแล้ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

การตรวจสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในวงกว้างเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทยนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ภายหลังการประเมิน กระทรวงฯ ยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขตห้วยขวาง ประกาศนี้ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสถานที่ดังกล่าวมีการดำเนินงานภายใต้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกำหนด การกำกับดูแลเช่นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

แม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันแล้ว แต่รายงานไม่ได้ระบุว่ามีการกำหนดการตรวจสอบเป็นระยะในอนาคตหรือไม่ หรือมีการประเมินในลักษณะเดียวกันสำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งอื่นๆ ในเมืองหลวงหรือไม่ ประชาชนที่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

ทางการยกระดับการเฝ้าระวังและจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิด 'วอร์รูม' ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังติดตามพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทางการจะมีการบริหารจัดการระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพการจราจรในพื้นที่อยู่เสมอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

รัฐบาลไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนในภาคกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลางของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลได้วางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุมเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้ระดมเครื่องจักรและจัดสรรเจ้าหน้าที่ประจำจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยทีมงานเหล่านี้มีหน้าที่ติดตามระดับน้ำและพร้อมตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามฤดูกาล แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันการจัดสรรทรัพยากรแล้ว แต่ในรายงานเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุรายละเอียดพื้นที่เฉพาะที่อาจเผชิญกับน้ำท่วมขังหรือความล่าช้าในการเดินทาง

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินไปนานเท่าใด และจะมีจังหวัดใดที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางหรือมีแผนการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว ควรติดตามพยากรณ์อากาศในท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพถนนหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำ รัฐบาลยังคงเน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เศรษฐกิจ

แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

แหล่งข่าวเดียว
แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

Her Hyness เพิ่มงบการตลาดและแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งในตลาดมาสก์และโทนเนอร์แพดของไทยที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness กำลังขยายงบประมาณด้านการตลาดอย่างจริงจังเพื่อตอกย้ำตำแหน่งในอุตสาหกรรมมาสก์และโทนเนอร์แพด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของรายได้ และคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคชาย

เพื่อสนับสนุนการขยายตัวนี้ แบรนด์ได้แต่งตั้งนักแสดง ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าผู้ชายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ HYPER T เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งกำลังตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าแบรนด์จะประกาศกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว แต่ผลกระทบที่ชัดเจนต่อความพร้อมจำหน่ายในร้านค้าปลีกและประสิทธิภาพในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่บริษัทเริ่มดำเนินแคมเปญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:57 UTC

การเมือง

ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ได้รับการยืนยัน
ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนตุลาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศว่าฝ่ายค้านกำลังสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งคาดว่าจะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคมนี้ โดยนายณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมเนื้อหาจากทุกพรรคเพื่อสร้างข้อมูลที่หนักแน่น

ญัตติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งหมายถึงอิทธิพลของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่มีต่อการดำเนินงานของรัฐ องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าพรรคได้รวบรวมหลักฐานสำคัญไว้แล้ว รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการล็อกสเปกในโครงการของรัฐ และยังคงเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางรัฐสภาตามปกติในประเทศไทย แต่บ่อยครั้งก็นำไปสู่การถกเถียงในสังคมและการเปลี่ยนแปลงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย และยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่ชัดสำหรับการประชุมสภาฯ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:38 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการนำเข้าทองคำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้า

ข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่า กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569) โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่ามูลค่าการค้ารวมอยู่ที่กว่า 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% จากปีก่อน

มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 26.30% รวมกว่า 12.8 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าทองคำจำนวนมาก นอกเหนือจากสินค้าหลักอื่นๆ เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ และอุปกรณ์สื่อสาร แม้ว่าไทยจะยังคงมีการส่งออกที่แข็งแกร่งในกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ปริมาณการนำเข้าทองคำที่สูงขึ้นได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางศุลกากรหรือนโยบายการนำเข้าในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า แม้ว่ากรมศุลกากรจะกำลังพิจารณามาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้าเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่หรือผลกระทบต่อตลาดทองคำยังคงต้องรอการยืนยัน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้ารวมตลอดปีงบประมาณจะอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อดูว่าการปรับเปลี่ยนทางการค้าเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาวะตลาดในประเทศหรือเสถียรภาพของค่าเงินอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เศรษฐกิจ

รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทุนหมุนเวียนในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวในงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569' โดยเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ของกองทุนหมุนเวียนภาครัฐในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งมอบคุณค่าให้กับประชาชนชาวไทย ตามรายงานจาก Matichon Online รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากลไกทางการเงินเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสนับสนุนความเป็นอยู่ของประชาชน

งานดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับการยกย่องความเป็นเลิศในการบริหารจัดการกองทุน และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักกีฬาชื่อดัง 4 ท่านที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงาน สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่บริหารจัดการโดยรัฐเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปรับปรุงบริการสาธารณะ

แม้ว่างานนี้จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการขยายกองทุนในอนาคตหรือผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่วนต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการนำนักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเศรษฐกิจนี้สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะเข้ากับการมีส่วนร่วมทางสังคมที่กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะของการประเมินกองทุนปี 2569 ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการกำกับดูแลทางการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

กฎหมาย

ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

แหล่งข่าวเดียว
ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) วางแผนที่จะเชิญพิธีกรโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชน โดยเฉพาะ หนุ่ม กรรชัย และ พุทธอภิวรรณ มาให้ข้อมูล การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่เงินบริจาคทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสขององค์กรการกุศลและบทบาทของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชนในการระดมทุนสาธารณะ แม้ว่า DSI จะระบุถึงความตั้งใจในการรวบรวมข้อมูล แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นขั้นตอนการสอบสวนไม่ใช่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ บุคคลที่กล่าวถึงยังไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในขั้นตอนนี้ แต่ถูกเรียกตัวในฐานะแหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพเพื่อช่วย DSI ในการตรวจสอบกิจกรรมทางการเงินของมูลนิธิที่กำลังดำเนินอยู่

สิ่งที่ยังต้องยืนยันคือกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสัมภาษณ์เหล่านี้ และข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก DSI เพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้อยู่อาศัยควรเชื่อถือคำแถลงอย่างเป็นทางการมากกว่ารายงานเชิงคาดเดาเกี่ยวกับลักษณะกิจกรรมของมูลนิธิหรือการมีส่วนร่วมของบุคคลในสื่อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เหตุการณ์

ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

M STUDIO และช่อง 3 เผยภาคต่อของแฟรนไชส์สยองขวัญ 'ธี่หยด' โดยจะพาผู้ชมไปสำรวจจุดเริ่มต้นของตัวละคร 'ยักษ์'

ตามรายงานจาก Khaosod Online ทาง M STUDIO และช่อง 3 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' โดยมี 'แป๊ป' ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, 'ต้อม' ธนเดช ประดิษฐ์ และ 'เต้ย' ชาลิต ไกรเลิศมงคล รับหน้าที่กำกับ ซึ่งถือเป็นภาคก่อนหน้าของซีรีส์สยองขวัญยอดนิยม

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ติดตามตัวละคร 'ยักษ์' และ 'จ่าปพันธ์' ในขณะที่พวกเขานำกองกำลังทหารเข้าสู่ป่าเขาขวางเพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหาย พล็อตเรื่องเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับตำนานเสือสมิงกินคนที่มีชื่อว่า 'ไอ้โหง' ซึ่งมีความสามารถในการจำแลงร่าง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งลี้ลับและสัตว์ป่าพร่าเลือนไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการขยายจักรวาลของแฟรนไชส์สยองขวัญท้องถิ่นครั้งสำคัญ โดยจะมีการสำรวจภูมิหลังของตัวละครหลักและเจาะลึกตำนานพื้นบ้าน แม้ว่าทีมงานจะยืนยันเนื้อเรื่องและสถานที่ถ่ายทำแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการหรือแผนการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ แฟนๆ ของภาพยนตร์แนวนี้ควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจาก M STUDIO และช่อง 3 เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังตลาดคลายความกังวลด้านอุปทาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังตลาดคลายความกังวลด้านอุปทาน

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 4 เนื่องจากความกังวลของตลาดเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวเริ่มผ่อนคลายลง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังตลาดคลายความกังวลด้านอุปทาน

แหล่งข่าวเดียว
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังตลาดคลายความกังวลด้านอุปทาน

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 4 เนื่องจากความกังวลของตลาดเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวเริ่มผ่อนคลายลง

รายงานจากประชาชาติธุรกิจโดยอ้างอิงข้อมูลจากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) และเบรนต์มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ในตลาดโลก

นักวิเคราะห์ชี้ว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้คือความกังวลของตลาดที่ลดลงเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัว เมื่อความกลัวเรื่องการขาดแคลนในระยะสั้นเริ่มผ่อนคลายลง นักลงทุนจึงได้ปรับสถานะการลงทุน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในปัจจุบันเริ่มปรับตัวเย็นลง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย แนวโน้มนี้มีความสำคัญเนื่องจากมักส่งผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงภายในประเทศและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง แม้ว่าราคาน้ำมันที่ลดลงอาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อสินค้าและบริการได้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อราคาขายปลีกหน้าปั๊มน้ำมันยังคงต้องติดตามต่อไป ขณะนี้ผู้ร่วมตลาดกำลังจับตาดูว่าแนวโน้มขาลงนี้จะมีความเสถียรหรือไม่ หรือจะมีปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ภายนอกเข้ามาสร้างความผันผวนให้กับภาคพลังงานอีกครั้งหรือไม่ ในขณะนี้ตลาดกำลังตอบสนองต่อการคลายความกังวลด้านอุปทานในทันที แต่จำเป็นต้องติดตามพัฒนาการของระดับการผลิตทั่วโลกเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะเวลาของการปรับราคาในครั้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 04:04 UTC

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงยืดเยื้อ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงยืดเยื้อ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ยุติช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยคงที่มานาน 3 ปีอย่างเป็นทางการ โดยมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% การตัดสินใจดังกล่าวผ่านด้วยมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง ซึ่ง ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย จาก KKP Research วิเคราะห์ว่าสะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นของธนาคารกลางเกี่ยวกับความสามารถในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของสหรัฐฯ นี้มีความสำคัญ เนื่องจากมักส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกและค่าเงินบาท การลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ได้สร้างความกังวลในหมู่นักวิเคราะห์ตลาดที่เกรงว่าเงินเฟ้ออาจจะจัดการได้ยากกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

แม้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะได้รับการยืนยันแล้ว แต่ทิศทางระยะยาวของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเด็นที่ไม่มีความแน่นอน ผู้ร่วมตลาดกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้นไปถึงระดับใดและจะคงอยู่นานเพียงใด ในขณะนี้ ความกังวลหลักสำหรับเศรษฐกิจโลกคือความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพของค่าเงิน จำเป็นต้องมีการติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อประเมินผลกระทบของการปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจเหล่านี้อย่างครบถ้วน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 กันยายน 2026, 03:11 UTC

กรณ์ จาติกวณิช ผลักดันลดภาษีดีเซลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรณ์ จาติกวณิช ผลักดันลดภาษีดีเซลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาโต้แย้งท่าทีของรัฐบาล โดยยืนยันว่าการลดภาษีดีเซลเป็นทางออกที่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่มาตรการที่เพิ่มหนี้สิน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรณ์ จาติกวณิช ผลักดันลดภาษีดีเซลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
กรณ์ จาติกวณิช ผลักดันลดภาษีดีเซลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาโต้แย้งท่าทีของรัฐบาล โดยยืนยันว่าการลดภาษีดีเซลเป็นทางออกที่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่มาตรการที่เพิ่มหนี้สิน

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 นายกรณ์ จาติกวณิช ได้ตอบโต้รองโฆษกรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยนายกรณ์ยืนยันว่าน้ำมันดีเซลเปรียบเสมือน 'เส้นเลือดใหญ่' ของเศรษฐกิจไทย และการลดภาษีน้ำมันดีเซลเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของแรงกดดันทางการเงินในปัจจุบัน

นายกรณ์โต้แย้งว่าแนวทางนี้จะช่วยบรรเทาภาระให้กับประชาชนในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าของรถยนต์เท่านั้น และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเพิ่มหนี้สาธารณะโดยจำเป็น โดยเน้นย้ำว่านโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การถกเถียงนี้มีความสำคัญเนื่องจากราคาน้ำมันส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้า ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ และอัตราเงินเฟ้อโดยรวม การลดภาษีดีเซลอาจช่วยลดค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้หากมีการนำไปปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ได้ยอมรับข้อเสนอนี้ และยังคงต้องติดตามต่อไปว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการคลังเพื่อตอบสนองต่อข้อโต้แย้งเหล่านี้หรือไม่ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีดีเซล และประชาชนควรติดตามประกาศจากรัฐบาลสำหรับการปรับเปลี่ยนนโยบายราคาเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO'

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO' เพื่อสนับสนุน SMEs และธุรกิจในกลุ่ม 'New Economy' ให้เข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO'

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO'

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO' เพื่อสนับสนุน SMEs และธุรกิจในกลุ่ม 'New Economy' ให้เข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ 'BOI to IPO' ซึ่งเป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และบริษัทในกลุ่ม 'New Economy' ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะนำบริษัทเหล่านี้เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยโดยอาศัยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

โครงการนี้รวมถึงกลยุทธ์การจัดโรดโชว์ไปยังกองทุนรวม 15 แห่ง เพื่อสร้างเส้นทางให้บริษัทในห่วงโซ่อุปทานสามารถเปลี่ยนจากการดำเนินงานแบบบริษัทเอกชนไปสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตัวแทนจาก SET ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายในการเสริมสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศด้วยการขยายจำนวนบริษัทจดทะเบียน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน การพัฒนานี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในองค์ประกอบของตลาดหุ้นไทย ซึ่งอาจนำเสนอโอกาสในการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้นในภาคธุรกิจที่กำลังเติบโต แม้ว่าโครงการนี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศของ SMEs แต่กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO รอบแรกและเกณฑ์ที่แน่นอนสำหรับบริษัทที่เข้าร่วมยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าความร่วมมือระหว่าง SET และ BOI นี้จะสามารถอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านของบริษัทขนาดเล็กเข้าสู่ตลาดทุนได้มีประสิทธิภาพเพียงใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 03:05 UTC

บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 21 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 21 กันยายน 2569

YLG Bullion รายงานแนวโน้มล่าสุดของตลาดทองคำ โดยระบุถึงการปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาและระดับแนวต้านสำคัญ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 21 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 21 กันยายน 2569

YLG Bullion รายงานแนวโน้มล่าสุดของตลาดทองคำ โดยระบุถึงการปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาและระดับแนวต้านสำคัญ

ตามรายงานจากบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ตลาดทองคำได้ประสบกับความผันผวนของราคาในช่วงที่ผ่านมา บทวิเคราะห์ระบุว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาทองคำมีการปรับตัวลดลง (Pullback) โดยลงไปทำระดับสูงสุดบริเวณ 4,343 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะเกิดการดีดตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดราคายังไม่สามารถทะลุผ่านระดับแนวต้านที่ 4,399 ดอลลาร์สหรัฐไปได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวของตลาดเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อการซื้อขายทองคำในประเทศและราคาทองรูปพรรณ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมและเป็นแหล่งเก็บมูลค่าแบบดั้งเดิมภายในประเทศ ซึ่งหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำในตลาดโลกสามารถส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของเครื่องประดับทองและทองคำแท่งที่จำหน่ายในร้านค้าท้องถิ่น

แม้ว่าบทวิเคราะห์นี้จะให้ภาพรวมของพฤติกรรมตลาดในปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาทองคำมีความผันผวนสูงและอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตามตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจโลก นักลงทุนและผู้ที่สนใจซื้อทองคำควรติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความสามารถของราคาในการทะลุผ่านระดับ 4,399 ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง รายงานฉบับนี้เป็นการสังเกตการณ์ตลาดและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 03:05 UTC

คาดการณ์ตลาดหุ้นไทย: นักวิเคราะห์ชี้ดัชนีผันผวนในกรอบ 1,560-1,620 จุด
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

คาดการณ์ตลาดหุ้นไทย: นักวิเคราะห์ชี้ดัชนีผันผวนในกรอบ 1,560-1,620 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ พาย คาดการณ์ดัชนี SET จะมีความผันผวนในสัปดาห์นี้ พร้อมแนะนำ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นสำหรับการลงทุน ในขณะที่ยังคงติดตามราคาน้ำมันและความคืบหน้าของนโยบายรัฐบาล

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

คาดการณ์ตลาดหุ้นไทย: นักวิเคราะห์ชี้ดัชนีผันผวนในกรอบ 1,560-1,620 จุด

แหล่งข่าวเดียว
คาดการณ์ตลาดหุ้นไทย: นักวิเคราะห์ชี้ดัชนีผันผวนในกรอบ 1,560-1,620 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ พาย คาดการณ์ดัชนี SET จะมีความผันผวนในสัปดาห์นี้ พร้อมแนะนำ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นสำหรับการลงทุน ในขณะที่ยังคงติดตามราคาน้ำมันและความคืบหน้าของนโยบายรัฐบาล

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ได้ออกบทวิเคราะห์คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET) สำหรับสัปดาห์นี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่าดัชนีจะมีความผันผวนและเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,560 ถึง 1,620 จุด

สำหรับนักลงทุน ทางบริษัทได้ระบุ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี, ธนาคาร, ค้าปลีก, ท่องเที่ยว และการเงิน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสำหรับการเก็งกำไรท่ามกลางความผันผวนของตลาดในภาพรวม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทย รายงานระบุว่าการเคลื่อนไหวของตลาดจะได้รับอิทธิพลหลักจากสองปัจจัย คือ แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก และความคืบหน้าเกี่ยวกับการต่ออายุโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ของภาครัฐ

แม้ว่าการคาดการณ์เหล่านี้จะสะท้อนถึงมุมมองของตลาดในปัจจุบัน แต่ยังคงต้องติดตามความชัดเจนของโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ต่อไป เนื่องจากสถานะการต่ออายุโครงการยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ทั้งนี้ นักลงทุนและประชาชนควรทราบว่าการคาดการณ์ตลาดอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยทางเศรษฐกิจภายนอก ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 03:05 UTC

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศปรับตัวลดลงเล็กน้อยในวันนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกที่ราคา 69,650 บาทต่อบาททองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569

ราคาทองคำในประเทศปรับตัวลดลงเล็กน้อยในวันนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกที่ราคา 69,650 บาทต่อบาททองคำ

ตามข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ ณ วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 09.24 น. ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลง 200 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ ราคาขายออกของทองรูปพรรณในปัจจุบันอยู่ที่ 69,650 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนอย่างต่อเนื่องในตลาดทองคำภายในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและเป็นช่องทางการลงทุนทั่วไป แม้ว่าการลดลงของราคาในครั้งนี้อาจเป็นที่สนใจสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อเครื่องประดับหรือทองคำแท่งเพื่อการลงทุน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาทองคำมีความผันผวนสูงและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวันทำการ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโลกและความต้องการในท้องถิ่น

ในขณะนี้ สมาคมฯ ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับปัจจัยเฉพาะที่ส่งผลต่อการปรับราคาในวันนี้ ผู้ที่วางแผนจะทำธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำควรตรวจสอบเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมค้าทองคำเพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ เนื่องจากราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รายงานนี้อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ ณ ช่วงเช้าของวันที่ 21 กันยายน 2569

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 03:05 UTC

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569

สมาคมค้าทองคำรายงานการปรับลดลงเล็กน้อยของราคาทองคำในประเทศวันนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 69,750 บาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569

สมาคมค้าทองคำรายงานการปรับลดลงเล็กน้อยของราคาทองคำในประเทศวันนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 69,750 บาท

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยได้ประกาศปรับลดราคาทองคำในประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อเวลา 09.09 น. ระบุว่าราคาปรับลดลง 100 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด ทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 68,750 บาท และขายออกที่บาทละ 68,950 บาท ในขณะที่ทองรูปพรรณ 96.5% มีราคาซื้ออยู่ที่บาทละ 67,371.04 บาท และราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 69,750 บาท ส่วนราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,375.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความผันผวนเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติในตลาดทองคำของไทย ซึ่งเป็นทั้งช่องทางการลงทุนที่ได้รับความนิยมและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม แม้ว่าการปรับลดราคาจะอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก แต่ผู้ที่ต้องการซื้อเครื่องประดับหรือทองคำแท่งอาจพบว่าข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการวางแผนทางการเงิน สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันตามความผันผวนของตลาดโลกและความต้องการในท้องถิ่น เนื่องจากข้อมูลนี้อ้างอิงจากการประกาศครั้งแรกของวันโดยสมาคมค้าทองคำ จึงอาจมีการอัปเดตเพิ่มเติมในระหว่างวัน นักท่องเที่ยวควรทราบว่าร้านทองในประเทศไทยดำเนินธุรกิจโดยอ้างอิงจากราคามาตรฐานอย่างเป็นทางการเหล่านี้ในแต่ละวัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 02:25 UTC

รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานในมาเก๊า
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานในมาเก๊า

รัฐบาลไทยเปิดรับสมัครนักศึกษาฝึกงานในภาคบริการที่มาเก๊าจำนวน 20 อัตรา โดยมีเงินเดือนสูงสุดถึง 71,000 บาท

Thai Post + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานในมาเก๊า

ได้รับการยืนยัน
รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานในมาเก๊า

รัฐบาลไทยเปิดรับสมัครนักศึกษาฝึกงานในภาคบริการที่มาเก๊าจำนวน 20 อัตรา โดยมีเงินเดือนสูงสุดถึง 71,000 บาท

ตามรายงานจาก Thai Post รัฐบาลไทยได้เปิดโครงการรับสมัครนักศึกษาเพื่อเข้าฝึกงานในภาคบริการที่มาเก๊าจำนวน 20 อัตรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบประสบการณ์การทำงานระดับนานาชาติให้กับนักศึกษาไทย

รายละเอียดสำคัญของโครงการมีดังนี้:

  • ตำแหน่ง: เปิดรับนักศึกษาจำนวน 20 อัตรา
  • ค่าตอบแทน: ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเงินเดือนสูงสุดถึง 71,000 บาทต่อเดือน
  • กำหนดการรับสมัคร: ผู้ที่สนใจต้องยื่นใบสมัครภายในวันที่ 23 กันยายน 2569
  • ค่าใช้จ่าย: กระบวนการรับสมัครไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับผู้ที่สนใจในตลาดแรงงานระดับภูมิภาค โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพข้ามพรมแดนในอุตสาหกรรมบริการของเอเชีย แม้ว่าโครงการจะเสนอค่าตอบแทนที่น่าสนใจ แต่ผู้สมัครควรทราบว่าเกณฑ์การคัดเลือกเฉพาะเจาะจง เช่น ทักษะทางภาษาหรือคุณสมบัติทางวิชาการ ยังไม่ได้มีการระบุรายละเอียดไว้อย่างชัดเจนในการประกาศเบื้องต้น

ในขณะนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการในมาเก๊าหรือโอกาสทางอาชีพในระยะยาวหลังจากการฝึกงานยังคงต้องรอการยืนยัน นักศึกษาที่สนใจควรตรวจสอบช่องทางการสมัครอย่างเป็นทางการผ่านหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อเสนอดังกล่าวก่อนดำเนินการต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 01:46 UTC

ธอส. เปิดตัวสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปแบบไม่ต้องใช้หลักประกัน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธอส. เปิดตัวสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปแบบไม่ต้องใช้หลักประกัน

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธอส. เปิดตัวสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปแบบไม่ต้องใช้หลักประกัน

แหล่งข่าวเดียว
ธอส. เปิดตัวสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปแบบไม่ต้องใช้หลักประกัน

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ประกาศเปิดตัวสินเชื่อใหม่เพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัย ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่าธนาคารเสนอวงเงินกู้ตั้งแต่ 100,000 ถึง 150,000 บาทต่อราย

จุดเด่นที่สำคัญของโครงการนี้คือเป็นสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ซึ่งหมายความว่าผู้กู้ไม่จำเป็นต้องนำทรัพย์สินมาค้ำประกัน โดยธนาคารจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากข้อมูลพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของผู้กู้ ทั้งนี้ ธนาคารยืนยันว่ามีสภาพคล่องเพียงพอที่จะสนับสนุนโครงการดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยในประเทศไทย การพัฒนานี้อาจมีความสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคในระยะยาวผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยไม่ต้องแบกรับภาระจากการจัดหาหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบเดิม อัตราดอกเบี้ยต่ำของสินเชื่อนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การปรับปรุงบ้านอย่างยั่งยืนเข้าถึงกลุ่มประชากรได้กว้างขวางขึ้น

แม้ว่าธนาคารจะยืนยันวงเงินกู้และเกณฑ์การพิจารณาจากข้อมูลการใช้ไฟฟ้าแล้ว แต่ผู้ที่สนใจควรทราบว่าอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนและรายการเงื่อนไขคุณสมบัติฉบับเต็มยังไม่ได้ระบุรายละเอียดในการประกาศครั้งแรก ผู้ที่สนใจควรติดต่อ ธอส. โดยตรงเพื่อยืนยันขั้นตอนการสมัครปัจจุบันและเงื่อนไขเฉพาะ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 02:06 UTC

กรณ์ จาติกวณิช จี้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันแทนการแจกเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรณ์ จาติกวณิช จี้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันแทนการแจกเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม

กรณ์ จาติกวณิช อดีตนักการเมือง วิจารณ์ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเรียกร้องให้มีการลดภาษีน้ำมันดีเซลเพื่อลดต้นทุนพลังงานสำหรับระบบเศรษฐกิจโดยรวม แทนการแจกเงินช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรณ์ จาติกวณิช จี้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันแทนการแจกเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม

แหล่งข่าวเดียว
กรณ์ จาติกวณิช จี้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันแทนการแจกเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม

กรณ์ จาติกวณิช อดีตนักการเมือง วิจารณ์ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเรียกร้องให้มีการลดภาษีน้ำมันดีเซลเพื่อลดต้นทุนพลังงานสำหรับระบบเศรษฐกิจโดยรวม แทนการแจกเงินช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 กรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการจัดการต้นทุนพลังงานของรัฐบาล โดยระบุว่าการที่รัฐบาลปฏิเสธที่จะลดภาษีน้ำมันดีเซลโดยอ้างว่าจะช่วยเฉพาะผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัวนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ

กรณ์เน้นย้ำว่าน้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยสำคัญของระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนด้านโลจิสติกส์ การขนส่ง และการผลิตในภาคส่วนต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่การใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น เขาได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อดำเนินการลดภาษีน้ำมันในวงกว้าง ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านโยบายการแจกเงินช่วยเหลือให้แก่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย ข้อถกเถียงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับนโยบายการคลังและค่าครองชีพ การลดภาษีน้ำมันอาจช่วยลดราคาสินค้าและบริการได้โดยการลดต้นทุนการขนส่ง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการคลังหรือจะยังคงดำเนินนโยบายการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแบบเฉพาะกลุ่มต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการปรับลดภาษีน้ำมันในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 01:06 UTC

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศลงจากตำแหน่งประธาน Berkshire Hathaway
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศลงจากตำแหน่งประธาน Berkshire Hathaway

ในวัย 96 ปี วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานของ Berkshire Hathaway โดยเปลี่ยนไปรับตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ ในขณะที่โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ บุตรชายของเขาเข้ามารับหน้าที่ผู้นำคณะกรรมการบริษัท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศลงจากตำแหน่งประธาน Berkshire Hathaway

แหล่งข่าวเดียว
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศลงจากตำแหน่งประธาน Berkshire Hathaway

ในวัย 96 ปี วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานของ Berkshire Hathaway โดยเปลี่ยนไปรับตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ ในขณะที่โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ บุตรชายของเขาเข้ามารับหน้าที่ผู้นำคณะกรรมการบริษัท

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนานในวัย 96 ปี ได้ประกาศลงจากตำแหน่งประธานบริหารของ Berkshire Hathaway อย่างเป็นทางการโดยมีผลทันที โดยเขาจะเปลี่ยนไปรับตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์แทน ในขณะที่โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ บุตรชายของเขาได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัทคนใหม่

ในจดหมายที่ส่งถึงผู้ถือหุ้น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในทีมผู้นำชุดใหม่ของบริษัทและซีอีโอคนใหม่ การเปลี่ยนผ่านความเป็นผู้นำครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับหนึ่งในกลุ่มบริษัทการลงทุนที่ใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดในโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีความน่าสนใจเนื่องจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจระดับโลกของ Berkshire Hathaway และผลกระทบที่มีต่อแนวโน้มตลาดระหว่างประเทศ แม้ว่าบริษัทจะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของปรัชญาการลงทุนส่วนบุคคลของบัฟเฟตต์มาอย่างยาวนาน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ประธานคณะกรรมการคนใหม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ

ในขณะนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวของบริษัทภายใต้การนำของคณะกรรมการชุดใหม่ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยนักสังเกตการณ์จะคอยติดตามอย่างใกล้ชิดว่าตลาดจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการส่งไม้ต่อระหว่างรุ่นนี้ และบริษัทจะยังคงรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานตามที่วางไว้ได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 02:06 UTC

รัฐบาลไทยประกาศมาตรการพยุงราคาน้ำมันดีเซลสำหรับปี 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยประกาศมาตรการพยุงราคาน้ำมันดีเซลสำหรับปี 2569

รัฐบาลไทยเปิดเผยไทม์ไลน์มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลตลอดปี 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาต้นทุนให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยประกาศมาตรการพยุงราคาน้ำมันดีเซลสำหรับปี 2569

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยประกาศมาตรการพยุงราคาน้ำมันดีเซลสำหรับปี 2569

รัฐบาลไทยเปิดเผยไทม์ไลน์มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลตลอดปี 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาต้นทุนให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยได้เปิดเผยไทม์ไลน์กลยุทธ์การพยุงราคาน้ำมันดีเซลสำหรับปี 2569 อย่างเป็นทางการ โดยมาตรการนี้มุ่งเน้นไปที่การลดราคาหน้าโรงกลั่นเป็นระยะๆ เพื่อให้มั่นใจว่าต้นทุนน้ำมันดีเซลภายในประเทศจะยังคงต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลวางแผนที่จะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกหลักในการรองรับแรงกระแทกด้านราคาและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด นโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่มีต่อเศรษฐกิจในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ประกาศนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันดีเซลจะมีความเสถียรค่อนข้างมากตลอดปีหน้า การรักษาต้นทุนเชื้อเพลิงให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค รัฐบาลมุ่งหวังที่จะป้องกันแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สำคัญต่อต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งมักส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการ

แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดไทม์ไลน์และความตั้งใจที่จะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเพดานราคาที่แน่นอนหรือระยะเวลาของแต่ละช่วงยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการปรับเปลี่ยนมาตรการเหล่านี้ หากสภาวะตลาดน้ำมันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงระยะเวลาดำเนินการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 00:46 UTC

รัฐมนตรีทวีลงพื้นที่สงขลา หนุนศักยภาพธุรกิจท้องถิ่น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐมนตรีทวีลงพื้นที่สงขลา หนุนศักยภาพธุรกิจท้องถิ่น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทวี สอดส่อง ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อเน้นย้ำศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่นและสนับสนุนการขยายกิจการธุรกิจแปรรูปปลาที่มีชื่อเสียงในพื้นที่

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐมนตรีทวีลงพื้นที่สงขลา หนุนศักยภาพธุรกิจท้องถิ่น

แหล่งข่าวเดียว
รัฐมนตรีทวีลงพื้นที่สงขลา หนุนศักยภาพธุรกิจท้องถิ่น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทวี สอดส่อง ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อเน้นย้ำศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่นและสนับสนุนการขยายกิจการธุรกิจแปรรูปปลาที่มีชื่อเสียงในพื้นที่

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทวี สอดส่อง ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการที่จังหวัดสงขลา โดยมุ่งเน้นไปที่ศักยภาพทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจในท้องถิ่น ในระหว่างการลงพื้นที่ รัฐมนตรีทวีได้พบปะกับตัวแทนครอบครัวของจุฬาราชมนตรีคนที่ 18 เพื่อให้กำลังใจในการขยายกิจการท้องถิ่น โดยเฉพาะธุรกิจ 'แพปลาเบอร์ 11'

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และการสนับสนุนอุตสาหกรรมท้องถิ่นที่มั่นคงในภาคใต้ของประเทศไทย การให้ความสำคัญกับภาคการแปรรูปปลาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้าทางทะเลและการผลิตอาหารในท้องถิ่นที่มีต่อเศรษฐกิจของจังหวัด

แม้ว่าการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีจะเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการในท้องถิ่น แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ หรือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจนี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ระบุว่าการลงพื้นที่ในลักษณะนี้มักมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าของธุรกิจในท้องถิ่น และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันการเติบโตของภูมิภาค คาดว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนนโยบายเฉพาะสำหรับชุมชนธุรกิจในสงขลาตามมา ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินโครงการเข้าถึงระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 00:45 UTC

สสว. เผยผลงานโครงการ BDS สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สสว. เผยผลงานโครงการ BDS สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประกาศความสำเร็จของโครงการระบบบริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ (BDS) ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1 พันล้านบาทในช่วงปี 2565-2569

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สสว. เผยผลงานโครงการ BDS สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
สสว. เผยผลงานโครงการ BDS สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประกาศความสำเร็จของโครงการระบบบริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ (BDS) ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1 พันล้านบาทในช่วงปี 2565-2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จของโครงการระบบบริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ (BDS) โดยนางสาวปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. ระบุว่าในช่วงปี 2565-2569 โครงการได้สนับสนุนข้อเสนอของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปแล้วกว่า 6,131 ข้อเสนอ ด้วยวงเงินอุดหนุนกว่า 332 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมรวมกว่า 1,000 ล้านบาท

โครงการ BDS ใช้กลไกการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่อเร่งการพัฒนาธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยในปี 2569 เครือข่ายได้ขยายตัวจนมีผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) รวม 401 หน่วยงาน และมีบริการให้เลือกใช้ถึง 1,464 บริการ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาผลิตภาพและการจัดการธุรกิจ ไปจนถึงมาตรฐานสินค้าและการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย การขยายตัวนี้สะท้อนถึงระบบนิเวศการสนับสนุนที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับธุรกิจในท้องถิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่ความหลากหลายของสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น แม้ว่าโครงการจะแสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ความยั่งยืนในระยะยาวของเอสเอ็มอีเหล่านี้และผลกระทบที่เฉพาะเจาะจงต่อราคาผู้บริโภคนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ สสว. ยังคงเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS Marketplace เพื่อดึงธุรกิจเข้าสู่เครือข่ายการสนับสนุนนี้อย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 01:05 UTC

อัปเดตราคาบิตคอยน์: 21 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อัปเดตราคาบิตคอยน์: 21 กันยายน 2569

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.08% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยซื้อขายอยู่ที่ 81,314 ดอลลาร์สหรัฐ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อัปเดตราคาบิตคอยน์: 21 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตราคาบิตคอยน์: 21 กันยายน 2569

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.08% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยซื้อขายอยู่ที่ 81,314 ดอลลาร์สหรัฐ

ตามข้อมูลที่รายงานโดย Prachachat Business เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ราคาของบิตคอยน์มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย ณ เวลา 07.12 น. สกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวซื้อขายอยู่ที่ 81,314 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,713,447.84 บาท ซึ่งตัวเลขนี้แสดงถึงการลดลง 0.08% เมื่อเทียบกับราคาที่บันทึกไว้เมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนหน้า

ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา สินทรัพย์นี้มีความผันผวนอยู่ที่ 5.67% สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนของสินทรัพย์ดิจิทัลหลักอย่างบิตคอยน์มักถูกติดตามเพื่อเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของตลาดในภาคการเงินดิจิทัล แม้ว่าการเคลื่อนไหวของราคาเหล่านี้จะเป็นเรื่องปกติในตลาดสกุลเงินดิจิทัลที่มีความผันผวนสูง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วซึ่งอาจเกิดขึ้นในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มราคาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในท้องถิ่นหรือการหารือด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้สกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยอย่างไรในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นักลงทุนและผู้ที่สนใจในเศรษฐกิจดิจิทัลควรติดตามข่าวสารทางการเงินจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติม เนื่องจากสภาวะตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 01:06 UTC

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 21 กันยายน 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 21 กันยายน 2569

ราคาน้ำมันขายปลีกปัจจุบันในประเทศไทย ตามข้อมูลจากสถานีบริการน้ำมันบางจาก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 21 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 21 กันยายน 2569

ราคาน้ำมันขายปลีกปัจจุบันในประเทศไทย ตามข้อมูลจากสถานีบริการน้ำมันบางจาก

ณ วันที่ 21 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันขายปลีกที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในประเทศไทยได้รับการปรับปรุงสำหรับผู้บริโภค ข้อมูลจาก Prachachat Business ระบุว่า แก๊สโซฮอล์ 95 จำหน่ายในราคา 39.94 บาทต่อลิตร ในขณะที่แก๊สโซฮอล์ 91 จำหน่ายในราคา 39.57 บาทต่อลิตร

สำหรับผู้บริโภคน้ำมันดีเซล ดีเซลพื้นฐาน B7 มีราคาอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ น้ำมันดีเซล B20 ยังมีจำหน่ายในราคา 35.69 บาทต่อลิตร

การปรับราคาเหล่านี้มีความสำคัญต่อทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางถนนและโลจิสติกส์ทั่วประเทศ การติดตามความผันผวนเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่วางแผนการเดินทางหรือจัดการการเดินทางในแต่ละวัน เนื่องจากราคาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อเพลิงและการกระจายสินค้าในแต่ละภูมิภาค

ทั้งนี้ ยังคงต้องรอการยืนยันว่าราคาเหล่านี้เปรียบเทียบกับผู้ค้าปลีกน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ ในประเทศไทยอย่างไร เนื่องจากกลยุทธ์ด้านราคาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละแบรนด์ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวควรทราบว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงอัตราขายปลีกปัจจุบันที่สถานีบางจาก และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามแนวโน้มของตลาดน้ำมันโลกและการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 21 กันยายน 2026, 01:06 UTC

ส.อ.ท. เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน 'เมดอินไทยแลนด์' ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ส.อ.ท. เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน 'เมดอินไทยแลนด์' ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับสินค้าในประเทศในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมหลัก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ส.อ.ท. เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน 'เมดอินไทยแลนด์' ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

แหล่งข่าวเดียว
ส.อ.ท. เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน 'เมดอินไทยแลนด์' ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับสินค้าในประเทศในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมหลัก

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2026 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันนโยบาย 'เมดอินไทยแลนด์' อย่างเป็นทางการ โดยหัวใจสำคัญของข้อเสนอนี้คือการกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเป็นอันดับแรก

ส.อ.ท. ได้ระบุกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3 กลุ่มหลักสำหรับการปรับเปลี่ยนนโยบายนี้ เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ ส.อ.ท. เชื่อว่าการนำสินค้าท้องถิ่นเหล่านี้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภาครัฐจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลต่อความพร้อมใช้งานของสินค้าและบริการบางประเภท เนื่องจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐอาจหันมาสนับสนุนผู้ผลิตในท้องถิ่นมากขึ้น แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นการแสดงถึงกลยุทธ์มุ่งสู่การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อเสนอนี้ และจะมีกฎระเบียบใดบ้างที่จะถูกนำมาใช้เพื่อบังคับใช้มาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว คาดว่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบเวลาของการเปลี่ยนแปลงและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อรัฐบาลพิจารณาข้อเสนอของ ส.อ.ท. ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 กันยายน 2026, 23:40 UTC