ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ ✦
เทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ✦
เศรษฐกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ ✦
การเมือง ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม ✦
เศรษฐกิจ ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง ✦
เศรษฐกิจ รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ✦
กฎหมาย ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง ✦
เหตุการณ์ ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' ✦
การขนส่ง

รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

แหล่งข่าวเดียว
รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนขบวนรถนอนในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนกันในย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนรถนอนซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงกระแทก

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ามีพนักงานการรถไฟได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แม้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัดและสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาของรถไฟที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ ผู้โดยสารควรตรวจสอบความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงการให้บริการกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนวางแผนการเดินทาง

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเฉี่ยวชน อาการปัจจุบันของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ และกรอบเวลาที่คาดว่าจะสามารถเคลียร์เส้นทางและกลับมาให้บริการตามปกติได้ ทางการยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความผิดพลาดของมนุษย์ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและการกลับมาให้บริการตามปกติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เทคโนโลยี

กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าศูนย์ข้อมูล Telehouse ในเขตห้วยขวางผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศแล้ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

การตรวจสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในวงกว้างเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทยนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ภายหลังการประเมิน กระทรวงฯ ยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขตห้วยขวาง ประกาศนี้ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสถานที่ดังกล่าวมีการดำเนินงานภายใต้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกำหนด การกำกับดูแลเช่นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

แม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันแล้ว แต่รายงานไม่ได้ระบุว่ามีการกำหนดการตรวจสอบเป็นระยะในอนาคตหรือไม่ หรือมีการประเมินในลักษณะเดียวกันสำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งอื่นๆ ในเมืองหลวงหรือไม่ ประชาชนที่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

ทางการยกระดับการเฝ้าระวังและจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิด 'วอร์รูม' ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังติดตามพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทางการจะมีการบริหารจัดการระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพการจราจรในพื้นที่อยู่เสมอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

รัฐบาลไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนในภาคกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลางของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลได้วางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุมเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้ระดมเครื่องจักรและจัดสรรเจ้าหน้าที่ประจำจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยทีมงานเหล่านี้มีหน้าที่ติดตามระดับน้ำและพร้อมตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามฤดูกาล แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันการจัดสรรทรัพยากรแล้ว แต่ในรายงานเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุรายละเอียดพื้นที่เฉพาะที่อาจเผชิญกับน้ำท่วมขังหรือความล่าช้าในการเดินทาง

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินไปนานเท่าใด และจะมีจังหวัดใดที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางหรือมีแผนการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว ควรติดตามพยากรณ์อากาศในท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพถนนหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำ รัฐบาลยังคงเน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เศรษฐกิจ

แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

แหล่งข่าวเดียว
แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

Her Hyness เพิ่มงบการตลาดและแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งในตลาดมาสก์และโทนเนอร์แพดของไทยที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness กำลังขยายงบประมาณด้านการตลาดอย่างจริงจังเพื่อตอกย้ำตำแหน่งในอุตสาหกรรมมาสก์และโทนเนอร์แพด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของรายได้ และคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคชาย

เพื่อสนับสนุนการขยายตัวนี้ แบรนด์ได้แต่งตั้งนักแสดง ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าผู้ชายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ HYPER T เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งกำลังตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าแบรนด์จะประกาศกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว แต่ผลกระทบที่ชัดเจนต่อความพร้อมจำหน่ายในร้านค้าปลีกและประสิทธิภาพในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่บริษัทเริ่มดำเนินแคมเปญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:57 UTC

การเมือง

ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ได้รับการยืนยัน
ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนตุลาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศว่าฝ่ายค้านกำลังสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งคาดว่าจะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคมนี้ โดยนายณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมเนื้อหาจากทุกพรรคเพื่อสร้างข้อมูลที่หนักแน่น

ญัตติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งหมายถึงอิทธิพลของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่มีต่อการดำเนินงานของรัฐ องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าพรรคได้รวบรวมหลักฐานสำคัญไว้แล้ว รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการล็อกสเปกในโครงการของรัฐ และยังคงเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางรัฐสภาตามปกติในประเทศไทย แต่บ่อยครั้งก็นำไปสู่การถกเถียงในสังคมและการเปลี่ยนแปลงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย และยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่ชัดสำหรับการประชุมสภาฯ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:38 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการนำเข้าทองคำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้า

ข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่า กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569) โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่ามูลค่าการค้ารวมอยู่ที่กว่า 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% จากปีก่อน

มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 26.30% รวมกว่า 12.8 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าทองคำจำนวนมาก นอกเหนือจากสินค้าหลักอื่นๆ เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ และอุปกรณ์สื่อสาร แม้ว่าไทยจะยังคงมีการส่งออกที่แข็งแกร่งในกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ปริมาณการนำเข้าทองคำที่สูงขึ้นได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางศุลกากรหรือนโยบายการนำเข้าในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า แม้ว่ากรมศุลกากรจะกำลังพิจารณามาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้าเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่หรือผลกระทบต่อตลาดทองคำยังคงต้องรอการยืนยัน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้ารวมตลอดปีงบประมาณจะอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อดูว่าการปรับเปลี่ยนทางการค้าเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาวะตลาดในประเทศหรือเสถียรภาพของค่าเงินอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เศรษฐกิจ

รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทุนหมุนเวียนในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวในงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569' โดยเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ของกองทุนหมุนเวียนภาครัฐในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งมอบคุณค่าให้กับประชาชนชาวไทย ตามรายงานจาก Matichon Online รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากลไกทางการเงินเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสนับสนุนความเป็นอยู่ของประชาชน

งานดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับการยกย่องความเป็นเลิศในการบริหารจัดการกองทุน และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักกีฬาชื่อดัง 4 ท่านที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงาน สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่บริหารจัดการโดยรัฐเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปรับปรุงบริการสาธารณะ

แม้ว่างานนี้จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการขยายกองทุนในอนาคตหรือผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่วนต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการนำนักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเศรษฐกิจนี้สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะเข้ากับการมีส่วนร่วมทางสังคมที่กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะของการประเมินกองทุนปี 2569 ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการกำกับดูแลทางการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

กฎหมาย

ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

แหล่งข่าวเดียว
ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) วางแผนที่จะเชิญพิธีกรโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชน โดยเฉพาะ หนุ่ม กรรชัย และ พุทธอภิวรรณ มาให้ข้อมูล การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่เงินบริจาคทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสขององค์กรการกุศลและบทบาทของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชนในการระดมทุนสาธารณะ แม้ว่า DSI จะระบุถึงความตั้งใจในการรวบรวมข้อมูล แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นขั้นตอนการสอบสวนไม่ใช่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ บุคคลที่กล่าวถึงยังไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในขั้นตอนนี้ แต่ถูกเรียกตัวในฐานะแหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพเพื่อช่วย DSI ในการตรวจสอบกิจกรรมทางการเงินของมูลนิธิที่กำลังดำเนินอยู่

สิ่งที่ยังต้องยืนยันคือกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสัมภาษณ์เหล่านี้ และข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก DSI เพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้อยู่อาศัยควรเชื่อถือคำแถลงอย่างเป็นทางการมากกว่ารายงานเชิงคาดเดาเกี่ยวกับลักษณะกิจกรรมของมูลนิธิหรือการมีส่วนร่วมของบุคคลในสื่อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เหตุการณ์

ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

M STUDIO และช่อง 3 เผยภาคต่อของแฟรนไชส์สยองขวัญ 'ธี่หยด' โดยจะพาผู้ชมไปสำรวจจุดเริ่มต้นของตัวละคร 'ยักษ์'

ตามรายงานจาก Khaosod Online ทาง M STUDIO และช่อง 3 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' โดยมี 'แป๊ป' ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, 'ต้อม' ธนเดช ประดิษฐ์ และ 'เต้ย' ชาลิต ไกรเลิศมงคล รับหน้าที่กำกับ ซึ่งถือเป็นภาคก่อนหน้าของซีรีส์สยองขวัญยอดนิยม

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ติดตามตัวละคร 'ยักษ์' และ 'จ่าปพันธ์' ในขณะที่พวกเขานำกองกำลังทหารเข้าสู่ป่าเขาขวางเพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหาย พล็อตเรื่องเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับตำนานเสือสมิงกินคนที่มีชื่อว่า 'ไอ้โหง' ซึ่งมีความสามารถในการจำแลงร่าง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งลี้ลับและสัตว์ป่าพร่าเลือนไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการขยายจักรวาลของแฟรนไชส์สยองขวัญท้องถิ่นครั้งสำคัญ โดยจะมีการสำรวจภูมิหลังของตัวละครหลักและเจาะลึกตำนานพื้นบ้าน แม้ว่าทีมงานจะยืนยันเนื้อเรื่องและสถานที่ถ่ายทำแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการหรือแผนการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ แฟนๆ ของภาพยนตร์แนวนี้ควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจาก M STUDIO และช่อง 3 เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

กระทรวงการคลังไทยเผยรายได้เกินเป้า คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1 ปี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังไทยเผยรายได้เกินเป้า คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1 ปี

กระทรวงการคลังรายงานผลการจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมายในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 พร้อมยืนยันคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เท่าเดิมอีก 1 ปี

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังไทยเผยรายได้เกินเป้า คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1 ปี

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังไทยเผยรายได้เกินเป้า คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1 ปี

กระทรวงการคลังรายงานผลการจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมายในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 พร้อมยืนยันคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เท่าเดิมอีก 1 ปี

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กระทรวงการคลังได้เปิดเผยตัวเลขการจัดเก็บรายได้สุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) โดยรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิได้ 2,158,531 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิม 50,896 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.4% และยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

จากผลการดำเนินงานทางการเงินดังกล่าว กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ระดับปัจจุบันต่อไปอีก 1 ปี นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่ารัฐบาลกำลังเตรียมปรับปรุงนโยบายภาษีบุหรี่ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาและขอบเขตของการปรับเปลี่ยนดังกล่าวยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การตัดสินใจคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบันช่วยสร้างเสถียรภาพทางภาษีเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านสินค้าและบริการในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าการที่รายได้เกินเป้าหมายจะสะท้อนถึงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจที่ดี แต่ผู้ที่สนใจในตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับภาษีที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจนสำหรับการบังคับใช้การเปลี่ยนแปลงภาษีบุหรี่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2026, 03:16 UTC

รัฐบาลไทยชูโครงการรถไฟ 'Missing Link' เชื่อมโยงการค้าภาคใต้
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยชูโครงการรถไฟ 'Missing Link' เชื่อมโยงการค้าภาคใต้

รัฐบาลไทยปกป้องโครงการแลนด์บริดจ์ฉบับปรับปรุง โดยเน้นย้ำถึงการเชื่อมต่อทางรถไฟสายใหม่ระหว่างชุมพรและท่าเรือระนองในฐานะประตูการค้าเชิงยุทธศาสตร์

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยชูโครงการรถไฟ 'Missing Link' เชื่อมโยงการค้าภาคใต้

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยชูโครงการรถไฟ 'Missing Link' เชื่อมโยงการค้าภาคใต้

รัฐบาลไทยปกป้องโครงการแลนด์บริดจ์ฉบับปรับปรุง โดยเน้นย้ำถึงการเชื่อมต่อทางรถไฟสายใหม่ระหว่างชุมพรและท่าเรือระนองในฐานะประตูการค้าเชิงยุทธศาสตร์

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ รัฐบาลไทยได้ตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ 'แลนด์บริดจ์' ฉบับปรับปรุงได้รวมโครงการรถไฟ 'Missing Link' ซึ่งออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟชุมพรเข้ากับท่าเรือระนองโดยตรง

ทางการระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นประตูการค้าที่สำคัญสู่ทะเลอันดามัน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ระหว่างจีนและสิงคโปร์ รัฐบาลยืนยันว่าการพัฒนานี้มีความจำเป็นต่อการเพิ่มการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคและการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภาคใต้ของไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค แม้รัฐบาลจะนำเสนอการเชื่อมต่อทางรถไฟนี้ในฐานะตัวเร่งการค้าระหว่างประเทศ แต่กรอบเวลาการก่อสร้างที่ชัดเจนและผลกระทบต่อการสัญจรในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยัน ในขณะที่โครงการเปลี่ยนจากการอภิปรายเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินการที่เป็นไปได้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงบประมาณ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกำหนดการที่แน่นอนสำหรับการพัฒนาเส้นทางรถไฟ ปัจจุบันโครงการนี้ถือเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจระยะยาวของจังหวัดภาคใต้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2026, 02:16 UTC

อัปเดตราคาบิตคอยน์: 29 กรกฎาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อัปเดตราคาบิตคอยน์: 29 กรกฎาคม 2569

บิตคอยน์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันนี้ โดยแตะระดับ 63,817 ดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจาก Prachachat Business

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อัปเดตราคาบิตคอยน์: 29 กรกฎาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตราคาบิตคอยน์: 29 กรกฎาคม 2569

บิตคอยน์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันนี้ โดยแตะระดับ 63,817 ดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจาก Prachachat Business

ภาพรวมตลาด

ตามข้อมูลที่รายงานโดย Prachachat Business เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ราคาของบิตคอยน์มีการขยับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ณ เวลา 07.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น สกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวมีการซื้อขายอยู่ที่ 63,817 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 0.16% เมื่อเทียบกับช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สินทรัพย์นี้มีการเปลี่ยนแปลงของราคาโดยรวมอยู่ที่ 4.04%

ผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือเดินทางท่องเที่ยว ราคาดังกล่าวเทียบเท่ากับประมาณ 2,140,422.18 บาท แม้ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในภาคการเงินท้องถิ่น แต่นักท่องเที่ยวควรทราบว่าความผันผวนของมูลค่าสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายรายวันสำหรับสินค้าหรือบริการในสกุลเงินบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้อยู่อาศัยที่ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลหรือบริการชำระเงินผ่านคริปโต การเปลี่ยนแปลงของตลาดเหล่านี้อาจส่งผลต่ออำนาจการซื้อเมื่อแปลงสินทรัพย์เป็นสกุลเงินท้องถิ่น

สถานะและแนวโน้ม

รายงานนี้สะท้อนถึงภาพรวมในช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น เนื่องจากตลาดสกุลเงินดิจิทัลขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนสูง ตัวเลขที่ระบุจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว นักลงทุนและผู้ติดตามข่าวสารควรติดตามแหล่งข่าวทางการเงินอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ เนื่องจากข้อมูลนี้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ของประสิทธิภาพตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในภาพรวม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2026, 00:15 UTC

ไทยเผชิญการตรวจสอบทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ กรณีเกินดุลการค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเผชิญการตรวจสอบทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ กรณีเกินดุลการค้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนไทยเสี่ยงขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 ขณะที่แรงกดดันจากสหรัฐฯ เรื่องความไม่สมดุลทางการค้าและกำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญการตรวจสอบทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ กรณีเกินดุลการค้า

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญการตรวจสอบทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ กรณีเกินดุลการค้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนไทยเสี่ยงขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 ขณะที่แรงกดดันจากสหรัฐฯ เรื่องความไม่สมดุลทางการค้าและกำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนในปี 2569 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าไทยอาจเผชิญกับการขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ในขณะเดียวกัน การเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งดึงดูดความสนใจจากทางการสหรัฐฯ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับตาดูจุดอันตราย 2 ประการ โดยมีความกังวลอย่างต่อเนื่องว่าสหรัฐฯ อาจขยายมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมจากอัตราภาษีปัจจุบันที่ 12.5% นักวิเคราะห์กำลังจับตาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเริ่มการไต่สวนใน 3 อุตสาหกรรมหลักของไทย ได้แก่ ยานยนต์ ยาง และเครื่องจักร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่อง "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ในภาคการผลิตของไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว พัฒนาการเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมจำหน่ายหรือราคาของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหลักเหล่านี้ แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะเกี่ยวข้องกับการติดตามทางเศรษฐกิจในระดับสูง แต่ยังคงต้องยืนยันว่าสหรัฐฯ จะเริ่มการไต่สวนใหม่หรือกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 23:56 UTC

นิกกี้ มินาจ เรียกร้องขอส่วนแบ่งรายได้จาก X เพิ่ม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นิกกี้ มินาจ เรียกร้องขอส่วนแบ่งรายได้จาก X เพิ่ม

นิกกี้ มินาจ ศิลปินระดับโลกได้เรียกร้องต่อสาธารณะให้ อีลอน มัสก์ เพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X หลังจากได้รับเงินโอนเพียง 0.42 ดอลลาร์

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นิกกี้ มินาจ เรียกร้องขอส่วนแบ่งรายได้จาก X เพิ่ม

แหล่งข่าวเดียว
นิกกี้ มินาจ เรียกร้องขอส่วนแบ่งรายได้จาก X เพิ่ม

นิกกี้ มินาจ ศิลปินระดับโลกได้เรียกร้องต่อสาธารณะให้ อีลอน มัสก์ เพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X หลังจากได้รับเงินโอนเพียง 0.42 ดอลลาร์

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ นิกกี้ มินาจ แร็ปเปอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ได้โพสต์ข้อความเชิงหยอกล้อบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับรายได้ที่ได้รับจากแพลตฟอร์ม X โดยเธอได้แสดงความคิดเห็นถึง อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์ม หลังจากได้รับส่วนแบ่งรายได้เป็นจำนวนเงิน 0.42 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13 บาทไทย

ในโพสต์ดังกล่าว ศิลปินสาวได้ขอให้มัสก์ช่วย "เติมลูกน้ำ" และเลื่อนจุดทศนิยมเพื่อเพิ่มยอดเงินที่ได้รับ เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากบนฟีดโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการอภิปรายที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับรูปแบบการสร้างรายได้สำหรับครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อธุรกิจหรือการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความผันผวนของรายได้ในเศรษฐกิจดิจิทัล แม้ว่าโพสต์ดังกล่าวจะเป็นการหยอกล้อ แต่ก็เน้นย้ำถึงบทสนทนาในวงกว้างเกี่ยวกับวิธีการที่แพลตฟอร์มต่างๆ จ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ใช้งานที่มีชื่อเสียงสำหรับการมีส่วนร่วมและเนื้อหาของพวกเขา

ในขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่า อีลอน มัสก์ หรือทีมบริหารของ X จะมีการตอบกลับอย่างเป็นทางการต่อคำขอดังกล่าวหรือไม่ หรือมีการวางแผนปรับเปลี่ยนโครงสร้างการสร้างรายได้ในปัจจุบันของแพลตฟอร์มหรือไม่ ผู้ใช้งานควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากแพลตฟอร์มเกี่ยวกับนโยบายรายได้ของครีเอเตอร์ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:26 UTC

ร้านผลไม้อยุธยาจัดโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 19 บาท คนแห่ต่อคิวยาว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ร้านผลไม้อยุธยาจัดโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 19 บาท คนแห่ต่อคิวยาว

ร้านผลไม้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับความสนใจอย่างมากจากการจัดโปรโมชั่นขายทุเรียนในราคาลูกละ 19 บาท ส่งผลให้มีลูกค้ามาต่อคิวรอซื้อเป็นจำนวนมาก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ร้านผลไม้อยุธยาจัดโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 19 บาท คนแห่ต่อคิวยาว

แหล่งข่าวเดียว
ร้านผลไม้อยุธยาจัดโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 19 บาท คนแห่ต่อคิวยาว

ร้านผลไม้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับความสนใจอย่างมากจากการจัดโปรโมชั่นขายทุเรียนในราคาลูกละ 19 บาท ส่งผลให้มีลูกค้ามาต่อคิวรอซื้อเป็นจำนวนมาก

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ร้านผลไม้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่รู้จักกันในชื่อ 'เจ๊ดาผลไม้ซิ่ง' ได้สร้างความฮือฮาในพื้นที่ด้วยการจัดแคมเปญโปรโมชั่นขายทุเรียนในราคาลูกละ 19 บาท

กลยุทธ์การตั้งราคาที่ดึงดูดใจนี้ส่งผลให้มีลูกค้าจำนวนมากมาเข้าคิวรอซื้อผลไม้ยอดนิยมในราคาที่ลดลงอย่างมาก สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ โปรโมชั่นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักและการแข่งขันของตลาดนัดในประเทศไทย ซึ่งพ่อค้าแม่ค้ามักใช้การตลาดที่สร้างสรรค์เพื่อดึงดูดลูกค้า

แม้ว่าโปรโมชั่นนี้จะประสบความสำเร็จในการดึงดูดฝูงชนจำนวนมาก แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าข้อเสนอนี้จะมีระยะเวลานานเท่าใด หรือทางร้านมีการจำกัดจำนวนการซื้อต่อคนหรือไม่ นักท่องเที่ยวที่วางแผนจะเดินทางไปในพื้นที่ควรทราบว่าโปรโมชั่นที่มีความต้องการสูงเช่นนี้อาจทำให้เกิดความแออัดบริเวณหน้าร้านได้ เช่นเดียวกับการจัดโปรโมชั่นทั่วไป สินค้ามีจำนวนจำกัดตามสต็อกที่มีอยู่ จึงแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบข้อมูลอัปเดตในพื้นที่หากต้องการเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 14:58 UTC

ไทยและสหภาพยุโรปเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีคืบหน้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยและสหภาพยุโรปเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีคืบหน้า

รัฐบาลไทยรายงานว่าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรปมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าสองในสามของการเจรจาทั้งหมด

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยและสหภาพยุโรปเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีคืบหน้า

แหล่งข่าวเดียว
ไทยและสหภาพยุโรปเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีคืบหน้า

รัฐบาลไทยรายงานว่าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรปมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าสองในสามของการเจรจาทั้งหมด

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าทางการไทยได้ประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป โดย ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลระบุว่าการเจรจาได้ข้อสรุปไปแล้วประมาณสองในสามของประเด็นทั้งหมด

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นเพื่อขยายตลาดส่งออก ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในเวทีโลก สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้อาจนำไปสู่ความพร้อมใช้งานของสินค้าและบริการจากยุโรปที่มากขึ้นในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาผู้บริโภคและความหลากหลายของตลาด สำหรับนักเดินทาง การบูรณาการทางเศรษฐกิจดังกล่าวมักจะสัมพันธ์กับการเดินทางเพื่อธุรกิจที่สะดวกขึ้นและมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นในระยะยาว

แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงความเชื่อมั่นเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจา แต่กรอบเวลาสุดท้ายสำหรับการสรุปผลในส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในสามนั้นยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาคส่วนเฉพาะที่จะได้รับความสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายของข้อตกลง เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการเจรจา จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางการค้าหรือขั้นตอนทางศุลกากรใดๆ เกิดขึ้นในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 14:50 UTC

ภาคเอกชนประเมินผลกระทบภาษี 12.5% และความกังวลเรื่องดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ภาคเอกชนประเมินผลกระทบภาษี 12.5% และความกังวลเรื่องดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ

ผู้นำภาคธุรกิจไทยชี้ว่าอัตราภาษี 12.5% ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ แต่เตือนว่าการที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ภาคเอกชนประเมินผลกระทบภาษี 12.5% และความกังวลเรื่องดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
ภาคเอกชนประเมินผลกระทบภาษี 12.5% และความกังวลเรื่องดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ

ผู้นำภาคธุรกิจไทยชี้ว่าอัตราภาษี 12.5% ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ แต่เตือนว่าการที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 ตัวแทนจากภาคเอกชนไทยได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยผู้นำภาคธุรกิจระบุว่าอัตราภาษี 12.5% นั้นยังไม่ถือว่าเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับอุตสาหกรรมในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม การหารือได้เน้นย้ำถึงความกังวลที่สำคัญเกี่ยวกับดุลการค้าที่ไทยเกินดุลกับสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมแสดงความกังวลว่าการเกินดุลนี้อาจนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นหรือความท้าทายทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรแปรรูป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ทำธุรกิจในประเทศไทย พัฒนาการนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเนื่องจากบ่งชี้ถึงช่วงเวลาแห่งความระมัดระวังทางเศรษฐกิจ แม้อัตราภาษีเองอาจไม่ใช่ประเด็นขัดแย้งหลัก แต่ความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าในวงกว้างกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาด

ในขั้นตอนนี้ ผลกระทบระยะยาวต่อสินค้าส่งออกเฉพาะกลุ่มและโอกาสที่จะเกิดมาตรการตอบโต้ทางการค้ายังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังติดตามอย่างใกล้ชิดว่าพลวัตทางการค้าเหล่านี้จะพัฒนาไปอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในขณะที่สถานการณ์นี้ดำเนินไป ขอแนะนำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศหรือการผลิตในท้องถิ่นติดตามข้อมูลผ่านการอัปเดตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:01 UTC

รายได้รัฐบาลไทยช่วง 9 เดือนแรกเกินเป้า 5 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รายได้รัฐบาลไทยช่วง 9 เดือนแรกเกินเป้า 5 หมื่นล้านบาท

กระทรวงการคลังเปิดเผยว่ารายได้รัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ 5 หมื่นล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รายได้รัฐบาลไทยช่วง 9 เดือนแรกเกินเป้า 5 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
รายได้รัฐบาลไทยช่วง 9 เดือนแรกเกินเป้า 5 หมื่นล้านบาท

กระทรวงการคลังเปิดเผยว่ารายได้รัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ 5 หมื่นล้านบาท

รายงานจากประชาชาติธุรกิจระบุว่า กระทรวงการคลังได้ประกาศผลการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยมีมูลค่ารวมกว่า 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้เดิมถึง 5 หมื่นล้านบาท

เจ้าหน้าที่ระบุว่าผลการดำเนินงานทางการคลังที่เป็นบวกนี้มาจากปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เพิ่มขึ้น เงินปันผลเพิ่มเติมจากกองทุนรวมวายุภักษ์ และเงินส่วนเกินจากการขายพันธบัตรรัฐบาล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน แม้ว่าการที่รัฐบาลมีรายได้เกินเป้าหมายมักจะบ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมทางการคลังที่มีเสถียรภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีส่วนบุคคลหรือการให้บริการสาธารณะในทันที ทั้งนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเงินส่วนเกินดังกล่าวจะถูกนำไปจัดสรรอย่างไร หรือจะมีผลต่อการปรับนโยบายการคลังในอนาคตหรือไม่

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงการคลังมีแผนที่จะใช้เงินส่วนเกินจำนวน 5 หมื่นล้านบาทนี้อย่างไรในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ โดยนักวิเคราะห์จะคอยติดตามประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดเก็บรายได้ที่สูงกว่าคาดการณ์นี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:27 UTC

ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอโทษหลังข้อมูลนักลงทุน 2 แสนรายรั่วไหล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอโทษหลังข้อมูลนักลงทุน 2 แสนรายรั่วไหล

ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการหลังจากเกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ทำให้ข้อมูลของนักลงทุน 200,000 รายรั่วไหล

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอโทษหลังข้อมูลนักลงทุน 2 แสนรายรั่วไหล

แหล่งข่าวเดียว
ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอโทษหลังข้อมูลนักลงทุน 2 แสนรายรั่วไหล

ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการหลังจากเกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ทำให้ข้อมูลของนักลงทุน 200,000 รายรั่วไหล

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ออกมาขอโทษนักลงทุนประมาณ 200,000 รายต่อสาธารณะ หลังจากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลที่บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD)

ข้อมูลจาก SET ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลของนักลงทุน นายอัสสเดชยืนยันว่า ณ เวลาที่ประกาศยังไม่มีรายงานความเสียหายทางการเงินที่เกิดจากเหตุการณ์นี้ เพื่อตอบสนองต่อความล้มเหลวทางความปลอดภัย SET ได้ให้คำมั่นว่าจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องข้อมูลของนักลงทุนให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบบัญชีการเงินส่วนบุคคลเพื่อหาความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แม้ว่าตลาดหลักทรัพย์จะรายงานว่ายังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นในทันทีก็ตาม แม้ว่า SET จะแสดงความรับผิดชอบและสัญญาว่าจะปรับปรุงระบบ แต่ขอบเขตที่แท้จริงของข้อมูลที่ถูกเข้าถึงและลักษณะเฉพาะของช่องโหว่ด้านความปลอดภัยยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ นักลงทุนควรติดตามข้อมูลผ่านช่องทางที่เป็นทางการของ SET เกี่ยวกับโปรโตคอลความปลอดภัยเพิ่มเติมหรือแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:27 UTC

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยคัดค้านการนำเข้าเนื้อไก่จากจีน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยคัดค้านการนำเข้าเนื้อไก่จากจีน

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยแสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอของรัฐบาลในการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของอุตสาหกรรมและความปลอดภัยทางอาหาร

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยคัดค้านการนำเข้าเนื้อไก่จากจีน

แหล่งข่าวเดียว
สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยคัดค้านการนำเข้าเนื้อไก่จากจีน

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยแสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอของรัฐบาลในการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของอุตสาหกรรมและความปลอดภัยทางอาหาร

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ กรมปศุสัตว์ของไทยยืนยันว่าประเทศจีนได้ยื่นคำขอส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกมายังประเทศไทย เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นและยังไม่มีการอนุญาตให้นำเข้า เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรในท้องถิ่น

ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยฯ ได้ออกมาคัดค้านข้อเสนอดังกล่าวต่อสาธารณะ โดยให้เหตุผลว่าการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีนอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งได้ทำงานมานานหลายปีเพื่อสร้างมาตรฐานด้านสุขอนามัยและการผลิตระดับโลก สมาคมฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคที่อาจเกิดขึ้นและความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของสินค้าที่เสนอให้นำเข้า ดร.ฉวีวรรณเน้นย้ำว่าปัจจุบันประเทศไทยผลิตเนื้อสัตว์ปีกได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และเตือนว่านโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของเกษตรกรในท้องถิ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว พัฒนาการนี้ถือเป็นประเด็นการถกเถียงเชิงนโยบายในปัจจุบัน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในทันทีของแหล่งอาหาร ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเนื้อสัตว์ปีกนำเข้าจากจีนมีวางจำหน่ายในตลาดไทยในขณะนี้ สถานการณ์ยังคงอยู่ในขั้นตอนแรกของการพิจารณาโดยรัฐบาล และยังไม่มีการยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการตามคำขอดังกล่าวหรือไม่ หรือจะมีมาตรการความปลอดภัยเฉพาะเจาะจงใดบ้างหากข้อเสนอนี้มีความคืบหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:21 UTC

EXIM BANK เผยความสำเร็จหลักสูตรฝึกอบรมผู้ส่งออก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

EXIM BANK เผยความสำเร็จหลักสูตรฝึกอบรมผู้ส่งออก

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ 90 คู่ และให้การสนับสนุนทางการเงินกว่า 544 ล้านบาทผ่านโครงการ EXIM 2X

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

EXIM BANK เผยความสำเร็จหลักสูตรฝึกอบรมผู้ส่งออก

แหล่งข่าวเดียว
EXIM BANK เผยความสำเร็จหลักสูตรฝึกอบรมผู้ส่งออก

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ 90 คู่ และให้การสนับสนุนทางการเงินกว่า 544 ล้านบาทผ่านโครงการ EXIM 2X

ตามรายงานจาก Prachachat Business ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้ประกาศความสำเร็จของหลักสูตร 'EXIM 2X' ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างผู้ส่งออกไทยรุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นการติดอาวุธทางความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ

ธนาคารรายงานว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้เข้าร่วมโครงการและพันธมิตรที่มีศักยภาพได้ถึง 90 คู่ นอกจากนี้ EXIM BANK ยังได้ให้การสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบสินเชื่อและวงเงินประกันการส่งออกรวมกว่า 544 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงานของธุรกิจเหล่านี้ในเวทีการค้าโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางเชิงธุรกิจในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของสถาบันการเงินในการเสริมสร้างภาคการส่งออกของประเทศ แม้ว่าโครงการจะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในระยะสั้นทั้งในด้านการจับคู่ธุรกิจและการจัดหาเงินทุน แต่ยังคงต้องติดตามผลในระยะยาวว่าผู้ประกอบการเหล่านี้จะมีผลการดำเนินงานอย่างไรท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน ทั้งนี้ ธนาคารยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดความยั่งยืนในระยะยาวสำหรับธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุน หรือแผนการขยายโครงการ EXIM 2X ในไตรมาสถัดไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:28 UTC

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ยืนยันข้อมูลรั่วไหลในระบบ Investor Portal
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ยืนยันข้อมูลรั่วไหลในระบบ Investor Portal

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) รายงานเหตุการณ์ระบบถูกแฮ็กส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานประมาณ 200,000 ราย โดยยืนยันว่าข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล แต่ข้อมูลยอดหุ้นยังคงปลอดภัย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ยืนยันข้อมูลรั่วไหลในระบบ Investor Portal

แหล่งข่าวเดียว
ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ยืนยันข้อมูลรั่วไหลในระบบ Investor Portal

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) รายงานเหตุการณ์ระบบถูกแฮ็กส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานประมาณ 200,000 ราย โดยยืนยันว่าข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล แต่ข้อมูลยอดหุ้นยังคงปลอดภัย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ได้ยืนยันว่าระบบ «Investor Portal» ถูกโจมตีทางไซเบอร์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนประมาณ 200,000 ราย

เจ้าหน้าที่ของ TSD รวมถึงนางสาวพิชยา ชมชัยยา ได้ชี้แจงว่าข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคลเกือบ 10 รายการ ซึ่งรวมถึงชื่อ เลขบัญชีหลักทรัพย์ รายละเอียดบัญชีธนาคาร และชื่อบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ TSD ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับยอดหุ้นหรือยอดเงินลงทุนที่แท้จริงถูกเข้าถึงหรือรั่วไหลในระหว่างเหตุการณ์นี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทยที่ใช้บริการ Investor Portal เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังความพยายามในการฟิชชิ่ง (Phishing) หรือการติดต่อที่ไม่ได้รับอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับบัญชีการเงินของตน แม้ว่า TSD จะยืนยันขอบเขตของข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลแล้ว แต่ขอบเขตความเสียหายของช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและมาตรการเฉพาะที่กำลังดำเนินการเพื่อป้องกันเหตุการณ์ในอนาคตยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ผู้ใช้งานควรตรวจสอบรายการทางการเงินของตนอย่างใกล้ชิดและติดตามการอัปเดตความปลอดภัยอย่างเป็นทางการจาก TSD หรือสถาบันการเงินของตน จนถึงขณะนี้ TSD ยืนยันว่าความถูกต้องของข้อมูลการถือครองหุ้นยังคงอยู่ครบถ้วน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:28 UTC

กระทรวงการคลังไทยประกาศออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส.
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังไทยประกาศออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส.

กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังไทยประกาศออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส.

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังไทยประกาศออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส.

กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการคลังได้ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก โดยเหรียญดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปี ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในปี 2569

กฎกระทรวงซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ระบุลักษณะเฉพาะและข้อกำหนดด้านการออกแบบสำหรับเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกนี้ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐมีบทบาทสำคัญในภาคเกษตรกรรมของไทย และการออกเหรียญในครั้งนี้ถือเป็นการยกย่องการดำเนินงานของธนาคารตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ข่าวดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะสำหรับนักสะสมเหรียญและผู้ที่ติดตามเหตุการณ์สำคัญของรัฐไทย แม้ว่ากฎกระทรวงจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนการผลิต วันที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึง และช่องทางการจัดจำหน่ายเหรียญนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากกรมธนารักษ์หรือ ธ.ก.ส. อีกครั้ง เนื่องจากเหรียญเหล่านี้เป็นเหรียญที่ระลึก จึงมุ่งเน้นเพื่อการสะสมมากกว่าการใช้หมุนเวียนทั่วไป ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมธนารักษ์เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการได้รับเหรียญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:28 UTC

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยขาดทุนสะสม 6.57 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยขาดทุนสะสม 6.57 หมื่นล้านบาท

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายงานสถานะติดลบสุทธิ 6.57 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีหนี้สินสูงในบัญชีน้ำมันและก๊าซ LPG

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยขาดทุนสะสม 6.57 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยขาดทุนสะสม 6.57 หมื่นล้านบาท

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายงานสถานะติดลบสุทธิ 6.57 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีหนี้สินสูงในบัญชีน้ำมันและก๊าซ LPG

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ สถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 มีการติดลบสุทธิอยู่ที่ 65,755 ล้านบาท โดยมีหนี้สินรวมสูงกว่า 105,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าสินทรัพย์รวมที่มีอยู่ 40,056 ล้านบาทอย่างมีนัยสำคัญ

รายละเอียดของการขาดทุนระบุว่า บัญชีน้ำมันติดลบอยู่ที่ 26,366 ล้านบาท ในขณะที่บัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ติดลบอยู่ที่ 39,389 ล้านบาท นอกจากนี้ กองทุนยังมีภาระหนี้สินจากการกู้ยืมเงินคงค้างอยู่ด้วย

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย สถานการณ์ทางการเงินนี้มีความสำคัญเนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกหลักที่รัฐบาลใช้ในการรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงานในประเทศ การขาดทุนจำนวนมากอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของรัฐบาลในการอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนของราคาขายปลีกน้ำมันที่สถานีบริการหรือส่งผลต่อค่าครองชีพได้

ในขณะนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะมีแนวทางในการจัดการกับหนี้สินคงค้างเหล่านี้อย่างไร และจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายราคาพลังงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการคลังระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของกองทุน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:28 UTC

ตำรวจไซเบอร์เตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมจากเหตุข้อมูลรั่วไหลของ TSD
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจไซเบอร์เตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมจากเหตุข้อมูลรั่วไหลของ TSD

ตำรวจไซเบอร์ของไทยออกคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจตกเป็น 'เหยื่อซ้ำซ้อน' จากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลของ TSD เมื่อเร็วๆ นี้

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตำรวจไซเบอร์เตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมจากเหตุข้อมูลรั่วไหลของ TSD

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจไซเบอร์เตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมจากเหตุข้อมูลรั่วไหลของ TSD

ตำรวจไซเบอร์ของไทยออกคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจตกเป็น 'เหยื่อซ้ำซ้อน' จากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลของ TSD เมื่อเร็วๆ นี้

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ตำรวจไซเบอร์ได้แจ้งเตือนนักลงทุนที่ข้อมูลส่วนบุคคลได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แฮ็กข้อมูลของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) โดยเจ้าหน้าที่เตือนว่าบุคคลเหล่านี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการตกเป็น 'เหยื่อซ้ำซ้อน' ซึ่งมิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสจากข้อมูลที่รั่วไหลไปแล้วเพื่อดำเนินการฉ้อโกงในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางการเงินในรูปแบบดิจิทัล หากคุณมีการลงทุนที่จัดการผ่าน TSD ขอแนะนำให้ระมัดระวังการติดต่อที่ไม่พึงประสงค์ ความพยายามในการฟิชชิ่ง (Phishing) หรือการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลที่น่าสงสัยซึ่งอ้างว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลดังกล่าว มิจฉาชีพมักใช้ความสับสนที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เหล่านี้เพื่อแอบอ้างเป็นตัวแทนทางการหรือบริการกู้คืนข้อมูล

พันตำรวจโท พากฤต กฤตยพงษ์ ยืนยันว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกำลังเร่งสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์นี้อย่างจริงจัง โดยมีการประสานงานกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อติดตามตัวคนร้าย ในขณะนี้ ขอบเขตความเสียหายของข้อมูลและการระบุตัวตนของผู้ก่อเหตุยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยตรวจสอบบัญชีทางการเงินของตนอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการจากตำรวจไซเบอร์เพื่อปกป้องทรัพย์สินดิจิทัลของท่านในระหว่างที่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:29 UTC

จีนส่งสัญญาณยอมรับภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

จีนส่งสัญญาณยอมรับภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์จีนยอมรับการเรียกเก็บภาษีระลอกล่าสุดที่ 12.5% ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งก่อให้เกิดความหวังในเชิงบวกต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้า

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

จีนส่งสัญญาณยอมรับภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301

แหล่งข่าวเดียว
จีนส่งสัญญาณยอมรับภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์จีนยอมรับการเรียกเก็บภาษีระลอกล่าสุดที่ 12.5% ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งก่อให้เกิดความหวังในเชิงบวกต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้า

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจที่อ้างอิงข้อมูลจากบลูมเบิร์ก กระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกแถลงการณ์แสดงท่าทียอมรับการเรียกเก็บภาษีระลอกล่าสุดที่ 12.5% โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ภาษีดังกล่าวซึ่งประกาศใช้ภายใต้มาตรา 301 ได้นำไปสู่การคาดการณ์ในตลาดว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจโลกอาจเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับห่วงโซ่อุปทานโลก การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมักส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตในภูมิภาค ความต้องการส่งออก และความผันผวนของค่าเงิน การลดระดับความตึงเครียดทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นอาจช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้มากขึ้นสำหรับธุรกิจที่ดำเนินงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวยังคงต้องติดตามต่อไป

แม้ว่าการยอมรับของรัฐบาลจีนจะบ่งชี้ถึงความพร้อมในการรับมือกับอุปสรรคทางการค้าใหม่เหล่านี้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าสถานการณ์นี้ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ยังคงต้องยืนยันว่าภาษีเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าที่นำเข้าในภูมิภาคอย่างไร หรือจะมีมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ยังคงติดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อดูสัญญาณของการปรับเปลี่ยนนโยบายเพิ่มเติมหรือข้อตกลงทางการค้าที่กว้างขวางขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:29 UTC