ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง ✦
ความปลอดภัย GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย ✦
ทั่วไป จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ ✦
กฎหมาย ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก ✦
กีฬา “อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ✦
กีฬา 6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ✦
ความปลอดภัย GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ✦
ความปลอดภัย โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน ✦
ความปลอดภัย

หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

แหล่งข่าวเดียว
หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นถูกยิงเสียชีวิตขณะนั่งสังสรรค์ในจังหวัดพัทลุง โดยตำรวจกำลังมุ่งประเด็นไปที่ความขัดแย้งส่วนตัว

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ 'หมอบอย' ถูกยิงเสียชีวิตในจังหวัดพัทลุง โดยมีรายงานว่าผู้เสียชีวิตกำลังนั่งสังสรรค์กับเพื่อนอยู่หลังบ้านพัก ก่อนที่มือปืนไม่ทราบชื่อจะยิงใส่จำนวน 2 นัด ส่งผลให้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบและสอบปากคำพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ในขั้นตอนนี้ของการสอบสวน ตำรวจกำลังมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวว่าเป็นแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการก่อเหตุครั้งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด แม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าสาธารณชนทั่วไปกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ เนื่องจากขณะนี้การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ รายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุและลักษณะเฉพาะของความขัดแย้งที่ถูกกล่าวถึงนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:02 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

หน่วยงานอวกาศของไทยระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงในการเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศไทย ตามรายงานของ Khaosod English ระบุว่าทางหน่วยงานกำลังใช้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อติดตามผลกระทบจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงโอกาสที่น้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่ GISTDA ได้แนะนำเป็นพิเศษให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็น 'โซนสีแดง' เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการ

แม้ว่าข้อมูลดาวเทียมจะให้ภาพรวมที่ชัดเจนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในปัจจุบัน แต่ขอบเขตผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวัง ตรวจสอบรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นบ่อยครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัด ในขณะนี้ทางหน่วยงานยังคงประมวลผลข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของการเดินทางและกิจกรรมประจำวัน แม้ว่าคำสั่งอพยพเฉพาะเจาะจงหรือรายงานความเสียหายในพื้นที่นั้นจะอยู่ภายใต้การติดตามอย่างต่อเนื่องโดยหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:00 UTC

ทั่วไป

จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

แหล่งข่าวเดียว
จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์สำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งใหม่ในจังหวัดอุดรธานี

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมทรัพยากรน้ำประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 3 (สทน.3) ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำในจังหวัดอุดรธานี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลน้ำส่วนกลางถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีขึ้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ การจัดการระบบชลประทาน และการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยหรือภัยแล้งตามฤดูกาล ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในภาคอีสาน โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่การจัดการน้ำที่เชื่อถือได้มากขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติที่แม่นยำและทันท่วงทีในช่วงสภาพอากาศสุดขั้ว

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยัน

แม้ว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนการวางแผน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการก่อสร้างศูนย์ ขอบเขตการให้บริการข้อมูลแก่สาธารณะ และวิธีการบูรณาการข้อมูลเหล่านี้เข้ากับระบบจัดการภัยพิบัติของจังหวัด ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากกรมทรัพยากรน้ำในขณะที่แผนยุทธศาสตร์ดำเนินไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางจังหวัดเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:03 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มการตรวจสอบพื้นที่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ใหม่สำหรับการวัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำของไทย (DWR) ได้ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำภาคที่ 3 (สทน.3) ได้เริ่มปฏิบัติการภาคสนามเพื่อกำกับดูแลการติดตั้งอุปกรณ์วัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำแบบเฉพาะทาง ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพื่อกำหนดจุดติดตั้งที่แม่นยำสำหรับเครื่องมือติดตามเหล่านี้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อปรับปรุงความแม่นยำในการเก็บข้อมูลการใช้น้ำ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูลที่ดีขึ้นสำหรับการวางแผนทรัพยากรในอนาคต แต่โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกพื้นที่และการตรวจสอบ

ในขั้นตอนนี้ กรมทรัพยากรน้ำยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเริ่มใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด หรือข้อมูลที่รวบรวมได้จะมีอิทธิพลต่อนโยบายการจัดสรรน้ำในท้องถิ่นอย่างไร ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจหรือติดตั้งอุปกรณ์ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของการติดตามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริการน้ำในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่กรมฯ ดำเนินการตามกำหนดการติดตั้ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:04 UTC

กฎหมาย

ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

แหล่งข่าวเดียว
ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งใหญ่ในเขตทุ่งครุ ยึดยาบ้าได้ 23 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 2 ตัน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้แถลงผลการปฏิบัติการ 'Safe BKK' โดยการบุกเข้าตรวจค้นในชุมชนวัดทุ่งครุ หลังจากได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่

ในระหว่างการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นยาเสพติดจำนวนมหาศาล ได้แก่ ยาบ้า 23 ล้านเม็ด และไอซ์ 2 ตัน โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงานเพื่อกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ในระหว่างการจับกุม ผู้ต้องหาบางรายพยายามหลบหนีโดยการกระโดดลงน้ำและปีนขึ้นไปบนหลังคา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้โดรนบินกดดันเพื่อติดตามและควบคุมตัวผู้ต้องหาให้ยอมจำนน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน แม้ว่าภัยคุกคามในชุมชนวัดทุ่งครุจะได้รับการจัดการผ่านการกวาดล้างครั้งนี้แล้ว แต่การสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายการจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำนวนดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับจำนวนผู้ถูกจับกุมหรือกลุ่มอาชญากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังและแจ้งเบาะแสกิจกรรมที่น่าสงสัยแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดสำหรับฝนที่จะตกหนักในเย็นนี้ โดยมีการดำเนินการระบายน้ำเตรียมพร้อมไว้แล้ว

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเย็นวันนี้ โดยผู้ว่าฯ ได้สั่งให้สำนักการระบายน้ำเร่งผันน้ำไปทางพื้นที่แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้จะมีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนัก แต่ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้แสดงความมั่นใจในมาตรการป้องกันน้ำท่วมของเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่าไม่ได้มีความกังวลมากนักเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมขังในวงกว้างภายในเมืองหลวง ทางกรุงเทพมหานครกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าระบบระบายน้ำยังคงทำงานได้ตามปกติและมีการจัดการการไหลของน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่เมือง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ หมายความว่าแม้ทางเมืองจะดำเนินมาตรการเชิงรุก แต่ก็อาจเกิดน้ำท่วมขังในบางจุดหรือการจราจรติดขัดได้หากปริมาณฝนเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำ จึงขอแนะนำให้ติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในพื้นที่และวางแผนการเดินทางเผื่อเวลาในช่วงเย็นนี้ ขณะนี้สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม และการอัปเดตเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนที่ตกลงมาจริงตลอดช่วงเย็น ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้ระบุถึงการอพยพฉุกเฉินหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล มือวางอันดับ 17 ของโลก ถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลังจากการแข่งขันประเภททีม

รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่า พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล นักแบดมินตันชาวไทย ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 อย่างเป็นทางการ โดยนักกีฬาวัย 22 ปี ซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 17 ของโลก ได้รับบาดเจ็บที่หลังระหว่างการแข่งขันประเภททีมชายในนัดที่พบกับอินโดนีเซีย จนต้องขอถอนตัวจากการแข่งขันในแมตช์ดังกล่าว

ในแถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พณิชพลอธิบายว่าเขาและทีมผู้ฝึกสอนได้พยายามอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลา 2-3 วันระหว่างการแข่งขันประเภททีมและประเภทบุคคล อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่เขาสรุปว่าสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์ 100% จึงตัดสินใจถอนตัวเพื่อป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นและเพื่อรักษาคุณภาพในการแข่งขันในอนาคต พร้อมทั้งกล่าวขอโทษแฟนกีฬาและยืนยันว่าจะมุ่งเน้นการรักษาตัวเพื่อกลับมารับใช้ชาติในโอกาสต่อไป

สำหรับผู้ที่ติดตามการแข่งขัน การถอนตัวครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตารางการแข่งขัน แม้ว่านักกีฬาจะยืนยันการถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการพักฟื้นหรือรายละเอียดทางการแพทย์ที่ชัดเจน แฟนกีฬาสามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดการแข่งขันเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับตารางการแข่งขันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

แหล่งข่าวเดียว
6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

นักฟุตบอลเยาวชน 6 คนจากโครงการ GLO STAR 2026 เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมเป็นเวลา 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ในศึกเจลีก

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นักฟุตบอลเยาวชนไทย 6 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ GLO STAR 2026 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยมีพันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมส่งและให้โอวาทแก่เยาวชนก่อนออกเดินทาง

นักกีฬาทั้ง 6 คนได้รับคัดเลือกผ่านกระบวนการที่เข้มข้น เริ่มตั้งแต่การแข่งขัน GLO Cup 2026 รอบคัดเลือกใน 7 ภูมิภาค ตามด้วยรอบชิงแชมป์ประเทศไทย และการเก็บตัวใน GLO STAR Camp โดยเยาวชนกลุ่มนี้จะใช้เวลา 6 เดือนในการฝึกซ้อมกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในศึกเจลีกของประเทศญี่ปุ่น

สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจด้านกีฬาในประเทศไทย โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนากีฬาเยาวชนและความร่วมมือระหว่างองค์กรไทยกับลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้สัมผัสมาตรฐานการฝึกซ้อมระดับสากล

แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะในระดับอาชีพ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านักเตะเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเยาวชนของสโมสรได้ดีเพียงใด และความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในระยะยาวหรือไม่ โดยแฟนบอลชาวไทยจะคอยติดตามความก้าวหน้าของเยาวชนทั้ง 6 คนนี้อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนของประเทศในการแลกเปลี่ยนทางกีฬานี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA บ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดหลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมและการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อเตือนภัยความเสี่ยงน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยใช้แอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ในการระบุพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง (สีแดง) ซึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง การวิเคราะห์ดาวเทียมพบพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูงที่ขยายวงกว้าง ครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการรายงานจุดน้ำท่วมขังที่เป็นอันตรายบนเส้นทางคมนาคมสายหลักหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการขนส่ง ในส่วนของภาคอีสานตอนล่าง จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด กำลังเผชิญกับน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำเตือนเหล่านี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทางถนนและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่ระบุว่าเป็นเขตเสี่ยงภัย แม้ว่า GISTDA จะมีการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ แต่ผลกระทบโดยรวมต่อเส้นทางคมนาคมเฉพาะจุดและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่นต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต แสดงความกังวลหลังจากมีรายงานการรวมตัวกันยามค่ำคืนที่มีการแสดงควงกระบองไฟและกีดขวางการจราจร

ตามรายงานของ Khaosod English ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต ได้แสดงความกังวลหลังจากมีกลุ่มชาวต่างชาติรวมตัวกันยามค่ำคืนโดยไม่ได้รับอนุญาตบนถนนสาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:00 น. ของวันที่ 24 กันยายน 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมควงวัตถุที่มีไฟลุกโชน ซึ่งสร้างความสนใจให้กับชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ภาพถ่ายที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กท้องถิ่นชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมของกลุ่มดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะและความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยในพื้นที่ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์เช่นนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นเกี่ยวกับการรวมตัวในที่สาธารณะและการแสดงที่เกี่ยวข้องกับไฟในเขตที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสามารถระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ หรือมีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วม หรือเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวคอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวและรายงานกิจกรรมใดๆ ที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 02:25 UTC

ไทยเผชิญการตรวจสอบทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ กรณีเกินดุลการค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเผชิญการตรวจสอบทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ กรณีเกินดุลการค้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนไทยเสี่ยงขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 ขณะที่แรงกดดันจากสหรัฐฯ เรื่องความไม่สมดุลทางการค้าและกำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญการตรวจสอบทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ กรณีเกินดุลการค้า

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญการตรวจสอบทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ กรณีเกินดุลการค้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนไทยเสี่ยงขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 ขณะที่แรงกดดันจากสหรัฐฯ เรื่องความไม่สมดุลทางการค้าและกำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนในปี 2569 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าไทยอาจเผชิญกับการขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ในขณะเดียวกัน การเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งดึงดูดความสนใจจากทางการสหรัฐฯ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับตาดูจุดอันตราย 2 ประการ โดยมีความกังวลอย่างต่อเนื่องว่าสหรัฐฯ อาจขยายมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมจากอัตราภาษีปัจจุบันที่ 12.5% นักวิเคราะห์กำลังจับตาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเริ่มการไต่สวนใน 3 อุตสาหกรรมหลักของไทย ได้แก่ ยานยนต์ ยาง และเครื่องจักร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่อง "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ในภาคการผลิตของไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว พัฒนาการเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมจำหน่ายหรือราคาของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหลักเหล่านี้ แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะเกี่ยวข้องกับการติดตามทางเศรษฐกิจในระดับสูง แต่ยังคงต้องยืนยันว่าสหรัฐฯ จะเริ่มการไต่สวนใหม่หรือกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 23:56 UTC

นิกกี้ มินาจ เรียกร้องขอส่วนแบ่งรายได้จาก X เพิ่ม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นิกกี้ มินาจ เรียกร้องขอส่วนแบ่งรายได้จาก X เพิ่ม

นิกกี้ มินาจ ศิลปินระดับโลกได้เรียกร้องต่อสาธารณะให้ อีลอน มัสก์ เพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X หลังจากได้รับเงินโอนเพียง 0.42 ดอลลาร์

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นิกกี้ มินาจ เรียกร้องขอส่วนแบ่งรายได้จาก X เพิ่ม

แหล่งข่าวเดียว
นิกกี้ มินาจ เรียกร้องขอส่วนแบ่งรายได้จาก X เพิ่ม

นิกกี้ มินาจ ศิลปินระดับโลกได้เรียกร้องต่อสาธารณะให้ อีลอน มัสก์ เพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X หลังจากได้รับเงินโอนเพียง 0.42 ดอลลาร์

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ นิกกี้ มินาจ แร็ปเปอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ได้โพสต์ข้อความเชิงหยอกล้อบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับรายได้ที่ได้รับจากแพลตฟอร์ม X โดยเธอได้แสดงความคิดเห็นถึง อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์ม หลังจากได้รับส่วนแบ่งรายได้เป็นจำนวนเงิน 0.42 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13 บาทไทย

ในโพสต์ดังกล่าว ศิลปินสาวได้ขอให้มัสก์ช่วย "เติมลูกน้ำ" และเลื่อนจุดทศนิยมเพื่อเพิ่มยอดเงินที่ได้รับ เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากบนฟีดโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการอภิปรายที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับรูปแบบการสร้างรายได้สำหรับครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อธุรกิจหรือการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความผันผวนของรายได้ในเศรษฐกิจดิจิทัล แม้ว่าโพสต์ดังกล่าวจะเป็นการหยอกล้อ แต่ก็เน้นย้ำถึงบทสนทนาในวงกว้างเกี่ยวกับวิธีการที่แพลตฟอร์มต่างๆ จ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ใช้งานที่มีชื่อเสียงสำหรับการมีส่วนร่วมและเนื้อหาของพวกเขา

ในขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่า อีลอน มัสก์ หรือทีมบริหารของ X จะมีการตอบกลับอย่างเป็นทางการต่อคำขอดังกล่าวหรือไม่ หรือมีการวางแผนปรับเปลี่ยนโครงสร้างการสร้างรายได้ในปัจจุบันของแพลตฟอร์มหรือไม่ ผู้ใช้งานควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากแพลตฟอร์มเกี่ยวกับนโยบายรายได้ของครีเอเตอร์ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:26 UTC

ร้านผลไม้อยุธยาจัดโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 19 บาท คนแห่ต่อคิวยาว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ร้านผลไม้อยุธยาจัดโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 19 บาท คนแห่ต่อคิวยาว

ร้านผลไม้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับความสนใจอย่างมากจากการจัดโปรโมชั่นขายทุเรียนในราคาลูกละ 19 บาท ส่งผลให้มีลูกค้ามาต่อคิวรอซื้อเป็นจำนวนมาก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ร้านผลไม้อยุธยาจัดโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 19 บาท คนแห่ต่อคิวยาว

แหล่งข่าวเดียว
ร้านผลไม้อยุธยาจัดโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 19 บาท คนแห่ต่อคิวยาว

ร้านผลไม้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับความสนใจอย่างมากจากการจัดโปรโมชั่นขายทุเรียนในราคาลูกละ 19 บาท ส่งผลให้มีลูกค้ามาต่อคิวรอซื้อเป็นจำนวนมาก

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ร้านผลไม้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่รู้จักกันในชื่อ 'เจ๊ดาผลไม้ซิ่ง' ได้สร้างความฮือฮาในพื้นที่ด้วยการจัดแคมเปญโปรโมชั่นขายทุเรียนในราคาลูกละ 19 บาท

กลยุทธ์การตั้งราคาที่ดึงดูดใจนี้ส่งผลให้มีลูกค้าจำนวนมากมาเข้าคิวรอซื้อผลไม้ยอดนิยมในราคาที่ลดลงอย่างมาก สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ โปรโมชั่นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักและการแข่งขันของตลาดนัดในประเทศไทย ซึ่งพ่อค้าแม่ค้ามักใช้การตลาดที่สร้างสรรค์เพื่อดึงดูดลูกค้า

แม้ว่าโปรโมชั่นนี้จะประสบความสำเร็จในการดึงดูดฝูงชนจำนวนมาก แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าข้อเสนอนี้จะมีระยะเวลานานเท่าใด หรือทางร้านมีการจำกัดจำนวนการซื้อต่อคนหรือไม่ นักท่องเที่ยวที่วางแผนจะเดินทางไปในพื้นที่ควรทราบว่าโปรโมชั่นที่มีความต้องการสูงเช่นนี้อาจทำให้เกิดความแออัดบริเวณหน้าร้านได้ เช่นเดียวกับการจัดโปรโมชั่นทั่วไป สินค้ามีจำนวนจำกัดตามสต็อกที่มีอยู่ จึงแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบข้อมูลอัปเดตในพื้นที่หากต้องการเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 14:58 UTC

ไทยและสหภาพยุโรปเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีคืบหน้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยและสหภาพยุโรปเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีคืบหน้า

รัฐบาลไทยรายงานว่าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรปมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าสองในสามของการเจรจาทั้งหมด

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยและสหภาพยุโรปเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีคืบหน้า

แหล่งข่าวเดียว
ไทยและสหภาพยุโรปเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีคืบหน้า

รัฐบาลไทยรายงานว่าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรปมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าสองในสามของการเจรจาทั้งหมด

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าทางการไทยได้ประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป โดย ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลระบุว่าการเจรจาได้ข้อสรุปไปแล้วประมาณสองในสามของประเด็นทั้งหมด

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นเพื่อขยายตลาดส่งออก ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในเวทีโลก สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้อาจนำไปสู่ความพร้อมใช้งานของสินค้าและบริการจากยุโรปที่มากขึ้นในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาผู้บริโภคและความหลากหลายของตลาด สำหรับนักเดินทาง การบูรณาการทางเศรษฐกิจดังกล่าวมักจะสัมพันธ์กับการเดินทางเพื่อธุรกิจที่สะดวกขึ้นและมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นในระยะยาว

แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงความเชื่อมั่นเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจา แต่กรอบเวลาสุดท้ายสำหรับการสรุปผลในส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในสามนั้นยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาคส่วนเฉพาะที่จะได้รับความสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายของข้อตกลง เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการเจรจา จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางการค้าหรือขั้นตอนทางศุลกากรใดๆ เกิดขึ้นในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 14:50 UTC

ภาคเอกชนประเมินผลกระทบภาษี 12.5% และความกังวลเรื่องดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ภาคเอกชนประเมินผลกระทบภาษี 12.5% และความกังวลเรื่องดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ

ผู้นำภาคธุรกิจไทยชี้ว่าอัตราภาษี 12.5% ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ แต่เตือนว่าการที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ภาคเอกชนประเมินผลกระทบภาษี 12.5% และความกังวลเรื่องดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
ภาคเอกชนประเมินผลกระทบภาษี 12.5% และความกังวลเรื่องดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ

ผู้นำภาคธุรกิจไทยชี้ว่าอัตราภาษี 12.5% ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ แต่เตือนว่าการที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 ตัวแทนจากภาคเอกชนไทยได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยผู้นำภาคธุรกิจระบุว่าอัตราภาษี 12.5% นั้นยังไม่ถือว่าเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับอุตสาหกรรมในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม การหารือได้เน้นย้ำถึงความกังวลที่สำคัญเกี่ยวกับดุลการค้าที่ไทยเกินดุลกับสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมแสดงความกังวลว่าการเกินดุลนี้อาจนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นหรือความท้าทายทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรแปรรูป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ทำธุรกิจในประเทศไทย พัฒนาการนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเนื่องจากบ่งชี้ถึงช่วงเวลาแห่งความระมัดระวังทางเศรษฐกิจ แม้อัตราภาษีเองอาจไม่ใช่ประเด็นขัดแย้งหลัก แต่ความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าในวงกว้างกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาด

ในขั้นตอนนี้ ผลกระทบระยะยาวต่อสินค้าส่งออกเฉพาะกลุ่มและโอกาสที่จะเกิดมาตรการตอบโต้ทางการค้ายังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังติดตามอย่างใกล้ชิดว่าพลวัตทางการค้าเหล่านี้จะพัฒนาไปอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในขณะที่สถานการณ์นี้ดำเนินไป ขอแนะนำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศหรือการผลิตในท้องถิ่นติดตามข้อมูลผ่านการอัปเดตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:01 UTC

รายได้รัฐบาลไทยช่วง 9 เดือนแรกเกินเป้า 5 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รายได้รัฐบาลไทยช่วง 9 เดือนแรกเกินเป้า 5 หมื่นล้านบาท

กระทรวงการคลังเปิดเผยว่ารายได้รัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ 5 หมื่นล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รายได้รัฐบาลไทยช่วง 9 เดือนแรกเกินเป้า 5 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
รายได้รัฐบาลไทยช่วง 9 เดือนแรกเกินเป้า 5 หมื่นล้านบาท

กระทรวงการคลังเปิดเผยว่ารายได้รัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ 5 หมื่นล้านบาท

รายงานจากประชาชาติธุรกิจระบุว่า กระทรวงการคลังได้ประกาศผลการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยมีมูลค่ารวมกว่า 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้เดิมถึง 5 หมื่นล้านบาท

เจ้าหน้าที่ระบุว่าผลการดำเนินงานทางการคลังที่เป็นบวกนี้มาจากปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เพิ่มขึ้น เงินปันผลเพิ่มเติมจากกองทุนรวมวายุภักษ์ และเงินส่วนเกินจากการขายพันธบัตรรัฐบาล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน แม้ว่าการที่รัฐบาลมีรายได้เกินเป้าหมายมักจะบ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมทางการคลังที่มีเสถียรภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีส่วนบุคคลหรือการให้บริการสาธารณะในทันที ทั้งนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเงินส่วนเกินดังกล่าวจะถูกนำไปจัดสรรอย่างไร หรือจะมีผลต่อการปรับนโยบายการคลังในอนาคตหรือไม่

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงการคลังมีแผนที่จะใช้เงินส่วนเกินจำนวน 5 หมื่นล้านบาทนี้อย่างไรในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ โดยนักวิเคราะห์จะคอยติดตามประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดเก็บรายได้ที่สูงกว่าคาดการณ์นี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:27 UTC

ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอโทษหลังข้อมูลนักลงทุน 2 แสนรายรั่วไหล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอโทษหลังข้อมูลนักลงทุน 2 แสนรายรั่วไหล

ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการหลังจากเกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ทำให้ข้อมูลของนักลงทุน 200,000 รายรั่วไหล

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอโทษหลังข้อมูลนักลงทุน 2 แสนรายรั่วไหล

แหล่งข่าวเดียว
ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอโทษหลังข้อมูลนักลงทุน 2 แสนรายรั่วไหล

ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการหลังจากเกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ทำให้ข้อมูลของนักลงทุน 200,000 รายรั่วไหล

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ออกมาขอโทษนักลงทุนประมาณ 200,000 รายต่อสาธารณะ หลังจากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลที่บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD)

ข้อมูลจาก SET ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลของนักลงทุน นายอัสสเดชยืนยันว่า ณ เวลาที่ประกาศยังไม่มีรายงานความเสียหายทางการเงินที่เกิดจากเหตุการณ์นี้ เพื่อตอบสนองต่อความล้มเหลวทางความปลอดภัย SET ได้ให้คำมั่นว่าจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องข้อมูลของนักลงทุนให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบบัญชีการเงินส่วนบุคคลเพื่อหาความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แม้ว่าตลาดหลักทรัพย์จะรายงานว่ายังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นในทันทีก็ตาม แม้ว่า SET จะแสดงความรับผิดชอบและสัญญาว่าจะปรับปรุงระบบ แต่ขอบเขตที่แท้จริงของข้อมูลที่ถูกเข้าถึงและลักษณะเฉพาะของช่องโหว่ด้านความปลอดภัยยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ นักลงทุนควรติดตามข้อมูลผ่านช่องทางที่เป็นทางการของ SET เกี่ยวกับโปรโตคอลความปลอดภัยเพิ่มเติมหรือแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:27 UTC

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยคัดค้านการนำเข้าเนื้อไก่จากจีน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยคัดค้านการนำเข้าเนื้อไก่จากจีน

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยแสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอของรัฐบาลในการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของอุตสาหกรรมและความปลอดภัยทางอาหาร

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยคัดค้านการนำเข้าเนื้อไก่จากจีน

แหล่งข่าวเดียว
สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยคัดค้านการนำเข้าเนื้อไก่จากจีน

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยแสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอของรัฐบาลในการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของอุตสาหกรรมและความปลอดภัยทางอาหาร

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ กรมปศุสัตว์ของไทยยืนยันว่าประเทศจีนได้ยื่นคำขอส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกมายังประเทศไทย เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นและยังไม่มีการอนุญาตให้นำเข้า เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรในท้องถิ่น

ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยฯ ได้ออกมาคัดค้านข้อเสนอดังกล่าวต่อสาธารณะ โดยให้เหตุผลว่าการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีนอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งได้ทำงานมานานหลายปีเพื่อสร้างมาตรฐานด้านสุขอนามัยและการผลิตระดับโลก สมาคมฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคที่อาจเกิดขึ้นและความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของสินค้าที่เสนอให้นำเข้า ดร.ฉวีวรรณเน้นย้ำว่าปัจจุบันประเทศไทยผลิตเนื้อสัตว์ปีกได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และเตือนว่านโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของเกษตรกรในท้องถิ่น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว พัฒนาการนี้ถือเป็นประเด็นการถกเถียงเชิงนโยบายในปัจจุบัน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในทันทีของแหล่งอาหาร ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเนื้อสัตว์ปีกนำเข้าจากจีนมีวางจำหน่ายในตลาดไทยในขณะนี้ สถานการณ์ยังคงอยู่ในขั้นตอนแรกของการพิจารณาโดยรัฐบาล และยังไม่มีการยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการตามคำขอดังกล่าวหรือไม่ หรือจะมีมาตรการความปลอดภัยเฉพาะเจาะจงใดบ้างหากข้อเสนอนี้มีความคืบหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:21 UTC

EXIM BANK เผยความสำเร็จหลักสูตรฝึกอบรมผู้ส่งออก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

EXIM BANK เผยความสำเร็จหลักสูตรฝึกอบรมผู้ส่งออก

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ 90 คู่ และให้การสนับสนุนทางการเงินกว่า 544 ล้านบาทผ่านโครงการ EXIM 2X

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

EXIM BANK เผยความสำเร็จหลักสูตรฝึกอบรมผู้ส่งออก

แหล่งข่าวเดียว
EXIM BANK เผยความสำเร็จหลักสูตรฝึกอบรมผู้ส่งออก

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ 90 คู่ และให้การสนับสนุนทางการเงินกว่า 544 ล้านบาทผ่านโครงการ EXIM 2X

ตามรายงานจาก Prachachat Business ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้ประกาศความสำเร็จของหลักสูตร 'EXIM 2X' ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างผู้ส่งออกไทยรุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นการติดอาวุธทางความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ

ธนาคารรายงานว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้เข้าร่วมโครงการและพันธมิตรที่มีศักยภาพได้ถึง 90 คู่ นอกจากนี้ EXIM BANK ยังได้ให้การสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบสินเชื่อและวงเงินประกันการส่งออกรวมกว่า 544 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงานของธุรกิจเหล่านี้ในเวทีการค้าโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางเชิงธุรกิจในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของสถาบันการเงินในการเสริมสร้างภาคการส่งออกของประเทศ แม้ว่าโครงการจะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในระยะสั้นทั้งในด้านการจับคู่ธุรกิจและการจัดหาเงินทุน แต่ยังคงต้องติดตามผลในระยะยาวว่าผู้ประกอบการเหล่านี้จะมีผลการดำเนินงานอย่างไรท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน ทั้งนี้ ธนาคารยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดความยั่งยืนในระยะยาวสำหรับธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุน หรือแผนการขยายโครงการ EXIM 2X ในไตรมาสถัดไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:28 UTC

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ยืนยันข้อมูลรั่วไหลในระบบ Investor Portal
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ยืนยันข้อมูลรั่วไหลในระบบ Investor Portal

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) รายงานเหตุการณ์ระบบถูกแฮ็กส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานประมาณ 200,000 ราย โดยยืนยันว่าข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล แต่ข้อมูลยอดหุ้นยังคงปลอดภัย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ยืนยันข้อมูลรั่วไหลในระบบ Investor Portal

แหล่งข่าวเดียว
ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ยืนยันข้อมูลรั่วไหลในระบบ Investor Portal

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) รายงานเหตุการณ์ระบบถูกแฮ็กส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานประมาณ 200,000 ราย โดยยืนยันว่าข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล แต่ข้อมูลยอดหุ้นยังคงปลอดภัย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ได้ยืนยันว่าระบบ «Investor Portal» ถูกโจมตีทางไซเบอร์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนประมาณ 200,000 ราย

เจ้าหน้าที่ของ TSD รวมถึงนางสาวพิชยา ชมชัยยา ได้ชี้แจงว่าข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคลเกือบ 10 รายการ ซึ่งรวมถึงชื่อ เลขบัญชีหลักทรัพย์ รายละเอียดบัญชีธนาคาร และชื่อบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ TSD ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับยอดหุ้นหรือยอดเงินลงทุนที่แท้จริงถูกเข้าถึงหรือรั่วไหลในระหว่างเหตุการณ์นี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทยที่ใช้บริการ Investor Portal เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังความพยายามในการฟิชชิ่ง (Phishing) หรือการติดต่อที่ไม่ได้รับอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับบัญชีการเงินของตน แม้ว่า TSD จะยืนยันขอบเขตของข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลแล้ว แต่ขอบเขตความเสียหายของช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและมาตรการเฉพาะที่กำลังดำเนินการเพื่อป้องกันเหตุการณ์ในอนาคตยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ผู้ใช้งานควรตรวจสอบรายการทางการเงินของตนอย่างใกล้ชิดและติดตามการอัปเดตความปลอดภัยอย่างเป็นทางการจาก TSD หรือสถาบันการเงินของตน จนถึงขณะนี้ TSD ยืนยันว่าความถูกต้องของข้อมูลการถือครองหุ้นยังคงอยู่ครบถ้วน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:28 UTC

กระทรวงการคลังไทยประกาศออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส.
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังไทยประกาศออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส.

กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังไทยประกาศออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส.

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังไทยประกาศออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส.

กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการคลังได้ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก โดยเหรียญดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปี ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในปี 2569

กฎกระทรวงซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ระบุลักษณะเฉพาะและข้อกำหนดด้านการออกแบบสำหรับเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกนี้ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐมีบทบาทสำคัญในภาคเกษตรกรรมของไทย และการออกเหรียญในครั้งนี้ถือเป็นการยกย่องการดำเนินงานของธนาคารตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ข่าวดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะสำหรับนักสะสมเหรียญและผู้ที่ติดตามเหตุการณ์สำคัญของรัฐไทย แม้ว่ากฎกระทรวงจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนการผลิต วันที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึง และช่องทางการจัดจำหน่ายเหรียญนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากกรมธนารักษ์หรือ ธ.ก.ส. อีกครั้ง เนื่องจากเหรียญเหล่านี้เป็นเหรียญที่ระลึก จึงมุ่งเน้นเพื่อการสะสมมากกว่าการใช้หมุนเวียนทั่วไป ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมธนารักษ์เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการได้รับเหรียญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:28 UTC

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยขาดทุนสะสม 6.57 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยขาดทุนสะสม 6.57 หมื่นล้านบาท

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายงานสถานะติดลบสุทธิ 6.57 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีหนี้สินสูงในบัญชีน้ำมันและก๊าซ LPG

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยขาดทุนสะสม 6.57 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยขาดทุนสะสม 6.57 หมื่นล้านบาท

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายงานสถานะติดลบสุทธิ 6.57 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีหนี้สินสูงในบัญชีน้ำมันและก๊าซ LPG

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ สถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 มีการติดลบสุทธิอยู่ที่ 65,755 ล้านบาท โดยมีหนี้สินรวมสูงกว่า 105,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าสินทรัพย์รวมที่มีอยู่ 40,056 ล้านบาทอย่างมีนัยสำคัญ

รายละเอียดของการขาดทุนระบุว่า บัญชีน้ำมันติดลบอยู่ที่ 26,366 ล้านบาท ในขณะที่บัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ติดลบอยู่ที่ 39,389 ล้านบาท นอกจากนี้ กองทุนยังมีภาระหนี้สินจากการกู้ยืมเงินคงค้างอยู่ด้วย

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย สถานการณ์ทางการเงินนี้มีความสำคัญเนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกหลักที่รัฐบาลใช้ในการรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงานในประเทศ การขาดทุนจำนวนมากอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของรัฐบาลในการอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนของราคาขายปลีกน้ำมันที่สถานีบริการหรือส่งผลต่อค่าครองชีพได้

ในขณะนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะมีแนวทางในการจัดการกับหนี้สินคงค้างเหล่านี้อย่างไร และจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายราคาพลังงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการคลังระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของกองทุน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:28 UTC

ตำรวจไซเบอร์เตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมจากเหตุข้อมูลรั่วไหลของ TSD
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตำรวจไซเบอร์เตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมจากเหตุข้อมูลรั่วไหลของ TSD

ตำรวจไซเบอร์ของไทยออกคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจตกเป็น 'เหยื่อซ้ำซ้อน' จากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลของ TSD เมื่อเร็วๆ นี้

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตำรวจไซเบอร์เตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมจากเหตุข้อมูลรั่วไหลของ TSD

แหล่งข่าวเดียว
ตำรวจไซเบอร์เตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมจากเหตุข้อมูลรั่วไหลของ TSD

ตำรวจไซเบอร์ของไทยออกคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจตกเป็น 'เหยื่อซ้ำซ้อน' จากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลของ TSD เมื่อเร็วๆ นี้

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ตำรวจไซเบอร์ได้แจ้งเตือนนักลงทุนที่ข้อมูลส่วนบุคคลได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แฮ็กข้อมูลของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) โดยเจ้าหน้าที่เตือนว่าบุคคลเหล่านี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการตกเป็น 'เหยื่อซ้ำซ้อน' ซึ่งมิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสจากข้อมูลที่รั่วไหลไปแล้วเพื่อดำเนินการฉ้อโกงในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางการเงินในรูปแบบดิจิทัล หากคุณมีการลงทุนที่จัดการผ่าน TSD ขอแนะนำให้ระมัดระวังการติดต่อที่ไม่พึงประสงค์ ความพยายามในการฟิชชิ่ง (Phishing) หรือการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลที่น่าสงสัยซึ่งอ้างว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลดังกล่าว มิจฉาชีพมักใช้ความสับสนที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เหล่านี้เพื่อแอบอ้างเป็นตัวแทนทางการหรือบริการกู้คืนข้อมูล

พันตำรวจโท พากฤต กฤตยพงษ์ ยืนยันว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกำลังเร่งสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์นี้อย่างจริงจัง โดยมีการประสานงานกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อติดตามตัวคนร้าย ในขณะนี้ ขอบเขตความเสียหายของข้อมูลและการระบุตัวตนของผู้ก่อเหตุยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยตรวจสอบบัญชีทางการเงินของตนอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการจากตำรวจไซเบอร์เพื่อปกป้องทรัพย์สินดิจิทัลของท่านในระหว่างที่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:29 UTC

จีนส่งสัญญาณยอมรับภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

จีนส่งสัญญาณยอมรับภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์จีนยอมรับการเรียกเก็บภาษีระลอกล่าสุดที่ 12.5% ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งก่อให้เกิดความหวังในเชิงบวกต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้า

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

จีนส่งสัญญาณยอมรับภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301

แหล่งข่าวเดียว
จีนส่งสัญญาณยอมรับภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์จีนยอมรับการเรียกเก็บภาษีระลอกล่าสุดที่ 12.5% ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งก่อให้เกิดความหวังในเชิงบวกต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้า

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจที่อ้างอิงข้อมูลจากบลูมเบิร์ก กระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกแถลงการณ์แสดงท่าทียอมรับการเรียกเก็บภาษีระลอกล่าสุดที่ 12.5% โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ภาษีดังกล่าวซึ่งประกาศใช้ภายใต้มาตรา 301 ได้นำไปสู่การคาดการณ์ในตลาดว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจโลกอาจเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับห่วงโซ่อุปทานโลก การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมักส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตในภูมิภาค ความต้องการส่งออก และความผันผวนของค่าเงิน การลดระดับความตึงเครียดทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นอาจช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้มากขึ้นสำหรับธุรกิจที่ดำเนินงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวยังคงต้องติดตามต่อไป

แม้ว่าการยอมรับของรัฐบาลจีนจะบ่งชี้ถึงความพร้อมในการรับมือกับอุปสรรคทางการค้าใหม่เหล่านี้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าสถานการณ์นี้ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ยังคงต้องยืนยันว่าภาษีเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าที่นำเข้าในภูมิภาคอย่างไร หรือจะมีมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ยังคงติดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อดูสัญญาณของการปรับเปลี่ยนนโยบายเพิ่มเติมหรือข้อตกลงทางการค้าที่กว้างขวางขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:29 UTC