ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง ✦
ความปลอดภัย GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย ✦
ทั่วไป จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ ✦
กฎหมาย ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก ✦
กีฬา “อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ✦
กีฬา 6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ✦
ความปลอดภัย GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ✦
ความปลอดภัย โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน ✦
ความปลอดภัย

หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

แหล่งข่าวเดียว
หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นถูกยิงเสียชีวิตขณะนั่งสังสรรค์ในจังหวัดพัทลุง โดยตำรวจกำลังมุ่งประเด็นไปที่ความขัดแย้งส่วนตัว

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ 'หมอบอย' ถูกยิงเสียชีวิตในจังหวัดพัทลุง โดยมีรายงานว่าผู้เสียชีวิตกำลังนั่งสังสรรค์กับเพื่อนอยู่หลังบ้านพัก ก่อนที่มือปืนไม่ทราบชื่อจะยิงใส่จำนวน 2 นัด ส่งผลให้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบและสอบปากคำพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ในขั้นตอนนี้ของการสอบสวน ตำรวจกำลังมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวว่าเป็นแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการก่อเหตุครั้งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด แม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าสาธารณชนทั่วไปกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ เนื่องจากขณะนี้การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ รายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุและลักษณะเฉพาะของความขัดแย้งที่ถูกกล่าวถึงนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:02 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

หน่วยงานอวกาศของไทยระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงในการเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศไทย ตามรายงานของ Khaosod English ระบุว่าทางหน่วยงานกำลังใช้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อติดตามผลกระทบจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงโอกาสที่น้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่ GISTDA ได้แนะนำเป็นพิเศษให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็น 'โซนสีแดง' เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการ

แม้ว่าข้อมูลดาวเทียมจะให้ภาพรวมที่ชัดเจนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในปัจจุบัน แต่ขอบเขตผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวัง ตรวจสอบรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นบ่อยครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัด ในขณะนี้ทางหน่วยงานยังคงประมวลผลข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของการเดินทางและกิจกรรมประจำวัน แม้ว่าคำสั่งอพยพเฉพาะเจาะจงหรือรายงานความเสียหายในพื้นที่นั้นจะอยู่ภายใต้การติดตามอย่างต่อเนื่องโดยหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:00 UTC

ทั่วไป

จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

แหล่งข่าวเดียว
จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์สำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งใหม่ในจังหวัดอุดรธานี

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมทรัพยากรน้ำประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 3 (สทน.3) ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำในจังหวัดอุดรธานี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลน้ำส่วนกลางถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีขึ้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ การจัดการระบบชลประทาน และการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยหรือภัยแล้งตามฤดูกาล ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในภาคอีสาน โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่การจัดการน้ำที่เชื่อถือได้มากขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติที่แม่นยำและทันท่วงทีในช่วงสภาพอากาศสุดขั้ว

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยัน

แม้ว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนการวางแผน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการก่อสร้างศูนย์ ขอบเขตการให้บริการข้อมูลแก่สาธารณะ และวิธีการบูรณาการข้อมูลเหล่านี้เข้ากับระบบจัดการภัยพิบัติของจังหวัด ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากกรมทรัพยากรน้ำในขณะที่แผนยุทธศาสตร์ดำเนินไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางจังหวัดเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:03 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มการตรวจสอบพื้นที่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ใหม่สำหรับการวัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำของไทย (DWR) ได้ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำภาคที่ 3 (สทน.3) ได้เริ่มปฏิบัติการภาคสนามเพื่อกำกับดูแลการติดตั้งอุปกรณ์วัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำแบบเฉพาะทาง ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพื่อกำหนดจุดติดตั้งที่แม่นยำสำหรับเครื่องมือติดตามเหล่านี้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อปรับปรุงความแม่นยำในการเก็บข้อมูลการใช้น้ำ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูลที่ดีขึ้นสำหรับการวางแผนทรัพยากรในอนาคต แต่โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกพื้นที่และการตรวจสอบ

ในขั้นตอนนี้ กรมทรัพยากรน้ำยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเริ่มใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด หรือข้อมูลที่รวบรวมได้จะมีอิทธิพลต่อนโยบายการจัดสรรน้ำในท้องถิ่นอย่างไร ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจหรือติดตั้งอุปกรณ์ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของการติดตามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริการน้ำในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่กรมฯ ดำเนินการตามกำหนดการติดตั้ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:04 UTC

กฎหมาย

ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

แหล่งข่าวเดียว
ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งใหญ่ในเขตทุ่งครุ ยึดยาบ้าได้ 23 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 2 ตัน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้แถลงผลการปฏิบัติการ 'Safe BKK' โดยการบุกเข้าตรวจค้นในชุมชนวัดทุ่งครุ หลังจากได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่

ในระหว่างการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นยาเสพติดจำนวนมหาศาล ได้แก่ ยาบ้า 23 ล้านเม็ด และไอซ์ 2 ตัน โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงานเพื่อกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ในระหว่างการจับกุม ผู้ต้องหาบางรายพยายามหลบหนีโดยการกระโดดลงน้ำและปีนขึ้นไปบนหลังคา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้โดรนบินกดดันเพื่อติดตามและควบคุมตัวผู้ต้องหาให้ยอมจำนน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน แม้ว่าภัยคุกคามในชุมชนวัดทุ่งครุจะได้รับการจัดการผ่านการกวาดล้างครั้งนี้แล้ว แต่การสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายการจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำนวนดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับจำนวนผู้ถูกจับกุมหรือกลุ่มอาชญากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังและแจ้งเบาะแสกิจกรรมที่น่าสงสัยแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดสำหรับฝนที่จะตกหนักในเย็นนี้ โดยมีการดำเนินการระบายน้ำเตรียมพร้อมไว้แล้ว

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเย็นวันนี้ โดยผู้ว่าฯ ได้สั่งให้สำนักการระบายน้ำเร่งผันน้ำไปทางพื้นที่แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้จะมีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนัก แต่ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้แสดงความมั่นใจในมาตรการป้องกันน้ำท่วมของเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่าไม่ได้มีความกังวลมากนักเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมขังในวงกว้างภายในเมืองหลวง ทางกรุงเทพมหานครกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าระบบระบายน้ำยังคงทำงานได้ตามปกติและมีการจัดการการไหลของน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่เมือง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ หมายความว่าแม้ทางเมืองจะดำเนินมาตรการเชิงรุก แต่ก็อาจเกิดน้ำท่วมขังในบางจุดหรือการจราจรติดขัดได้หากปริมาณฝนเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำ จึงขอแนะนำให้ติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในพื้นที่และวางแผนการเดินทางเผื่อเวลาในช่วงเย็นนี้ ขณะนี้สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม และการอัปเดตเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนที่ตกลงมาจริงตลอดช่วงเย็น ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้ระบุถึงการอพยพฉุกเฉินหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล มือวางอันดับ 17 ของโลก ถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลังจากการแข่งขันประเภททีม

รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่า พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล นักแบดมินตันชาวไทย ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 อย่างเป็นทางการ โดยนักกีฬาวัย 22 ปี ซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 17 ของโลก ได้รับบาดเจ็บที่หลังระหว่างการแข่งขันประเภททีมชายในนัดที่พบกับอินโดนีเซีย จนต้องขอถอนตัวจากการแข่งขันในแมตช์ดังกล่าว

ในแถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พณิชพลอธิบายว่าเขาและทีมผู้ฝึกสอนได้พยายามอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลา 2-3 วันระหว่างการแข่งขันประเภททีมและประเภทบุคคล อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่เขาสรุปว่าสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์ 100% จึงตัดสินใจถอนตัวเพื่อป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นและเพื่อรักษาคุณภาพในการแข่งขันในอนาคต พร้อมทั้งกล่าวขอโทษแฟนกีฬาและยืนยันว่าจะมุ่งเน้นการรักษาตัวเพื่อกลับมารับใช้ชาติในโอกาสต่อไป

สำหรับผู้ที่ติดตามการแข่งขัน การถอนตัวครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตารางการแข่งขัน แม้ว่านักกีฬาจะยืนยันการถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการพักฟื้นหรือรายละเอียดทางการแพทย์ที่ชัดเจน แฟนกีฬาสามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดการแข่งขันเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับตารางการแข่งขันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

แหล่งข่าวเดียว
6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

นักฟุตบอลเยาวชน 6 คนจากโครงการ GLO STAR 2026 เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมเป็นเวลา 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ในศึกเจลีก

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นักฟุตบอลเยาวชนไทย 6 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ GLO STAR 2026 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยมีพันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมส่งและให้โอวาทแก่เยาวชนก่อนออกเดินทาง

นักกีฬาทั้ง 6 คนได้รับคัดเลือกผ่านกระบวนการที่เข้มข้น เริ่มตั้งแต่การแข่งขัน GLO Cup 2026 รอบคัดเลือกใน 7 ภูมิภาค ตามด้วยรอบชิงแชมป์ประเทศไทย และการเก็บตัวใน GLO STAR Camp โดยเยาวชนกลุ่มนี้จะใช้เวลา 6 เดือนในการฝึกซ้อมกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในศึกเจลีกของประเทศญี่ปุ่น

สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจด้านกีฬาในประเทศไทย โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนากีฬาเยาวชนและความร่วมมือระหว่างองค์กรไทยกับลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้สัมผัสมาตรฐานการฝึกซ้อมระดับสากล

แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะในระดับอาชีพ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านักเตะเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเยาวชนของสโมสรได้ดีเพียงใด และความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในระยะยาวหรือไม่ โดยแฟนบอลชาวไทยจะคอยติดตามความก้าวหน้าของเยาวชนทั้ง 6 คนนี้อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนของประเทศในการแลกเปลี่ยนทางกีฬานี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA บ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดหลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมและการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อเตือนภัยความเสี่ยงน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยใช้แอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ในการระบุพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง (สีแดง) ซึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง การวิเคราะห์ดาวเทียมพบพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูงที่ขยายวงกว้าง ครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการรายงานจุดน้ำท่วมขังที่เป็นอันตรายบนเส้นทางคมนาคมสายหลักหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการขนส่ง ในส่วนของภาคอีสานตอนล่าง จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด กำลังเผชิญกับน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำเตือนเหล่านี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทางถนนและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่ระบุว่าเป็นเขตเสี่ยงภัย แม้ว่า GISTDA จะมีการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ แต่ผลกระทบโดยรวมต่อเส้นทางคมนาคมเฉพาะจุดและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่นต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต แสดงความกังวลหลังจากมีรายงานการรวมตัวกันยามค่ำคืนที่มีการแสดงควงกระบองไฟและกีดขวางการจราจร

ตามรายงานของ Khaosod English ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต ได้แสดงความกังวลหลังจากมีกลุ่มชาวต่างชาติรวมตัวกันยามค่ำคืนโดยไม่ได้รับอนุญาตบนถนนสาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:00 น. ของวันที่ 24 กันยายน 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมควงวัตถุที่มีไฟลุกโชน ซึ่งสร้างความสนใจให้กับชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ภาพถ่ายที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กท้องถิ่นชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมของกลุ่มดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะและความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยในพื้นที่ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์เช่นนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นเกี่ยวกับการรวมตัวในที่สาธารณะและการแสดงที่เกี่ยวข้องกับไฟในเขตที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสามารถระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ หรือมีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วม หรือเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวคอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวและรายงานกิจกรรมใดๆ ที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 02:25 UTC

DAD รายงานการลงทุน 477 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

DAD รายงานการลงทุน 477 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ (DAD) ประกาศการลงทุนมูลค่า 477 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เพื่อสนับสนุนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

DAD รายงานการลงทุน 477 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

แหล่งข่าวเดียว
DAD รายงานการลงทุน 477 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ (DAD) ประกาศการลงทุนมูลค่า 477 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เพื่อสนับสนุนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ (DAD) ได้ดำเนินการลงทุนไปแล้วกว่า 477 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การอัดฉีดเงินทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นอย่างต่อเนื่องในด้านโครงสร้างพื้นฐานและโครงการทางเศรษฐกิจที่นำโดยภาครัฐ แม้ว่าการลงทุนเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชาติ แต่ผลกระทบที่เฉพาะเจาะจงต่อบริการในท้องถิ่นหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป รายงานดังกล่าวเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนว่าโครงการใดบ้างที่ได้รับเงินทุน หรือโครงการเหล่านี้จะมีอิทธิพลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของผู้ที่อาศัยหรือเดินทางมายังประเทศไทยอย่างไร

ในขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์ระยะยาวของการลงทุนเหล่านี้และโครงการเฉพาะของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าเงินทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนไปสู่การปรับปรุงหรือการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 07:57 UTC

ข้อกังวลเรื่องการปรับปรุงตลาดเทวราชที่ถูกทิ้งร้าง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้อกังวลเรื่องการปรับปรุงตลาดเทวราชที่ถูกทิ้งร้าง

สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตดุสิตวิจารณ์ความล่าช้า 3 ปีในการเปิดตลาดเทวราช หลังใช้งบประมาณปรับปรุงไปถึง 44 ล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้อกังวลเรื่องการปรับปรุงตลาดเทวราชที่ถูกทิ้งร้าง

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลเรื่องการปรับปรุงตลาดเทวราชที่ถูกทิ้งร้าง

สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตดุสิตวิจารณ์ความล่าช้า 3 ปีในการเปิดตลาดเทวราช หลังใช้งบประมาณปรับปรุงไปถึง 44 ล้านบาท

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตดุสิต ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานะของตลาดเทวราช แม้ว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณ 44 ล้านบาทเพื่อการปรับปรุง แต่สถานที่ดังกล่าวกลับถูกปล่อยทิ้งร้างมานานถึง 3 ปี

ส.ก.เขตดุสิตระบุว่า การปิดตลาดเป็นเวลานานส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ที่กำลังดิ้นรนเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ นอกจากนี้ การที่ไม่มีความเคลื่อนไหวในพื้นที่ยังทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่าตลาดปิดถาวร ส่งผลให้จำนวนผู้มาใช้บริการลดลงอย่างมาก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้หมายความว่าศูนย์กลางการค้าที่เคยคึกคักยังคงไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งจำกัดทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ สภาพความทรุดโทรมที่ดำเนินอยู่และการขาดกำหนดการเปิดที่ชัดเจนยังคงสร้างความไม่พอใจให้กับชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ยังคงต้องรอการยืนยันว่าโครงการปรับปรุงจะแล้วเสร็จเมื่อใดและตลาดจะกลับมาเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้เมื่อใด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความล่าช้า 3 ปี หรือระบุวันที่แน่นอนสำหรับการเปิดใช้งานสถานที่ดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 08:37 UTC

นักวิชาการชี้ถึงเวลาสร้าง 'นวัตกรรมสังคม' เพื่อคุ้มครองดูแล 'ครีเอเตอร์' ในยุค Gig Economy
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นักวิชาการชี้ถึงเวลาสร้าง 'นวัตกรรมสังคม' เพื่อคุ้มครองดูแล 'ครีเอเตอร์' ในยุค Gig Economy

หลังจากการจากไปของครีเอเตอร์ชื่อดัง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิตได้ออกมาเรียกร้องให้มีการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมใหม่ๆ สำหรับแรงงานในยุค Gig Economy ที่กำลังเติบโตในประเทศไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นักวิชาการชี้ถึงเวลาสร้าง 'นวัตกรรมสังคม' เพื่อคุ้มครองดูแล 'ครีเอเตอร์' ในยุค Gig Economy

แหล่งข่าวเดียว
นักวิชาการชี้ถึงเวลาสร้าง 'นวัตกรรมสังคม' เพื่อคุ้มครองดูแล 'ครีเอเตอร์' ในยุค Gig Economy

หลังจากการจากไปของครีเอเตอร์ชื่อดัง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิตได้ออกมาเรียกร้องให้มีการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมใหม่ๆ สำหรับแรงงานในยุค Gig Economy ที่กำลังเติบโตในประเทศไทย

เรียกร้องการคุ้มครองครีเอเตอร์

รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต และคณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการจากไปของครีเอเตอร์ที่รู้จักกันในชื่อ 'Hlun Solo' โดย ดร.สุริยะใส ระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของบุคคลที่ทำงานในระบบเศรษฐกิจแบบ Gig Economy ในยุคปัจจุบัน

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การอภิปรายนี้เน้นย้ำถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของการทำงานและการจ้างงานในรูปแบบดิจิทัล ในขณะที่ Gig Economy ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การขาดระบบตาข่ายรองรับทางสังคมสำหรับครีเอเตอร์อิสระและฟรีแลนซ์ได้กลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลทั้งในเชิงวิชาการและสาธารณะ ดร.สุริยะใส เสนอว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องพัฒนา 'นวัตกรรมสังคม' หรือกรอบการทำงานและระบบสนับสนุนใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความคุ้มครองและความมั่นคงที่ดีขึ้นให้กับผู้ที่มีรายได้หลักจากการพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัล

สถานะปัจจุบัน

แม้ว่าข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปจะเริ่มต้นโดยนักวิชาการที่มีชื่อเสียง แต่เรื่องนี้ยังคงเป็นเพียงข้อเสนอสำหรับการอภิปราย ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหรือโครงการสวัสดิการสังคมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอันเป็นผลมาจากแถลงการณ์ดังกล่าว ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าการอภิปรายนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เป็นรูปธรรมหรือการสร้างโครงสร้างสนับสนุนสำหรับภาคส่วนสร้างสรรค์ในประเทศไทยหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 07:57 UTC

รัฐวิสาหกิจไทยรายงานการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 1.72 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐวิสาหกิจไทยรายงานการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 1.72 แสนล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจรายงานว่ารัฐวิสาหกิจได้เบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้ว 1.72 แสนล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 3

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐวิสาหกิจไทยรายงานการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 1.72 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
รัฐวิสาหกิจไทยรายงานการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 1.72 แสนล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจรายงานว่ารัฐวิสาหกิจได้เบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้ว 1.72 แสนล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 3

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ประกาศว่ารัฐวิสาหกิจในประเทศไทยได้เบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้ว 1.72 แสนล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. ยืนยันว่าตัวเลขนี้ถือเป็นสัดส่วนที่สำคัญของงบประมาณที่วางไว้ โดยยังมีงบประมาณอีกประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาทที่ต้องเบิกจ่ายในช่วงเวลาที่เหลือของปี

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ระดับการลงทุนภาครัฐนี้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ทั่วประเทศ โครงการขนาดใหญ่ที่บริหารจัดการโดยรัฐวิสาหกิจมักมีอิทธิพลต่อความคืบหน้าของงานสาธารณะ การปรับปรุงระบบขนส่ง และบริการสาธารณูปโภค ซึ่งส่งผลต่อชีวิตประจำวันและโลจิสติกส์การเดินทาง

แม้ความคืบหน้าในการเบิกจ่ายจะมีความชัดเจน แต่ผลกระทบที่เฉพาะเจาะจงต่อแต่ละภาคส่วนยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตามองไตรมาสสุดท้ายเพื่อดูว่าเงินงบประมาณที่เหลืออีก 7.8 หมื่นล้านบาทจะถูกนำไปใช้จนครบถ้วนตามเป้าหมายประจำปีหรือไม่ ทั้งนี้ สคร. ยังคงติดตามการใช้จ่ายเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการต่างๆ ของรัฐจะเป็นไปตามกำหนดการและมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 06:57 UTC

การส่งออกไทยโตต่อเนื่อง 24 เดือน แม้เผชิญภาวะขาดดุลการค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การส่งออกไทยโตต่อเนื่อง 24 เดือน แม้เผชิญภาวะขาดดุลการค้า

หอการค้าไทยรายงานตัวเลขการส่งออกเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัว 20.8% สะท้อนการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะมีการขาดดุลการค้าก็ตาม

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การส่งออกไทยโตต่อเนื่อง 24 เดือน แม้เผชิญภาวะขาดดุลการค้า

แหล่งข่าวเดียว
การส่งออกไทยโตต่อเนื่อง 24 เดือน แม้เผชิญภาวะขาดดุลการค้า

หอการค้าไทยรายงานตัวเลขการส่งออกเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัว 20.8% สะท้อนการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 แม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะมีการขาดดุลการค้าก็ตาม

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ หอการค้าไทย (TCC) เปิดเผยว่าตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัว 20.8% ซึ่งถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 การส่งออกขยายตัวได้ 17.6% แม้ว่าไทยจะประสบภาวะขาดดุลการค้าในช่วงเวลาดังกล่าว แต่นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ย้ำว่าไม่ควรประเมินสถานการณ์จากตัวเลขขาดดุลเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า กว่า 72% ของการนำเข้าของไทยเป็นกลุ่มสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ซึ่งหอการค้าไทยมองว่าเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาค มากกว่าจะเป็นสัญญาณของความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรม แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพรายวันหรือบริการด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าพลวัตทางการค้านี้จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อหรือค่าเงินบาทในอนาคตอย่างไร ในขณะที่รัฐบาลยังคงต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 07:17 UTC

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศของไทยปรับตัวลดลง 850 บาทต่อบาททองคำเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศของไทยปรับตัวลดลง 850 บาทต่อบาททองคำเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ตลาดทองคำในประเทศของไทยมีการปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำระบุว่าราคาทองคำปรับตัวลดลง 850 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ณ เวลา 17.01 น. ราคาขายออกของทองรูปพรรณอยู่ที่ 65,050 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำมักถูกจับตามองในฐานะดัชนีชี้วัดความรู้สึกทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในท้องถิ่น แม้ว่าทองคำมักจะถูกซื้อเพื่อเป็นการลงทุนแบบดั้งเดิมหรือเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับส่วนตัว แต่การเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างมีนัยสำคัญอาจส่งผลต่อกิจกรรมการค้าปลีกในย่านร้านทองและตลาดท้องถิ่น นักท่องเที่ยวที่สนใจซื้อเครื่องประดับทองควรทราบว่าราคาเหล่านี้มีความผันผวนตามตลาดรายวันและอาจแตกต่างกันไปในแต่ละร้านค้า

ในขณะนี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจระดับโลกหรือระดับท้องถิ่นที่เฉพาะเจาะจงซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง 850 บาทนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากนักวิเคราะห์ทางการเงิน ผู้ที่วางแผนทำธุรกรรมสำคัญควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำหรือแหล่งข่าวทางการเงินในท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ เช่น ประชาชาติธุรกิจ เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับข้อมูลราคาที่เป็นปัจจุบันที่สุดก่อนตัดสินใจซื้อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2026, 15:27 UTC

ไทยตรึงราคาน้ำมันรับมือความผันผวนของพลังงานโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยตรึงราคาน้ำมันรับมือความผันผวนของพลังงานโลก

กระทรวงพลังงานใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีก ท่ามกลางราคา LNG ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 60%

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยตรึงราคาน้ำมันรับมือความผันผวนของพลังงานโลก

แหล่งข่าวเดียว
ไทยตรึงราคาน้ำมันรับมือความผันผวนของพลังงานโลก

กระทรวงพลังงานใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีก ท่ามกลางราคา LNG ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 60%

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กระทรวงพลังงานของไทยกำลังติดตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด หลังจากราคาของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคา LNG เพิ่มขึ้นเกือบ 60% อันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ รัฐบาลยืนยันว่ากำลังใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเต็มที่เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมัน เจ้าหน้าที่ได้ให้ความมั่นใจแก่สาธารณชนว่าประเทศมีสำรองพลังงานที่ปลอดภัย โดยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานถึง 101 วัน นอกจากนี้ กระทรวงยังเร่งดำเนินการเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และให้ความสำคัญกับการจัดซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนและจาก สปป.ลาว เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการพุ่งขึ้นของค่าขนส่งและค่าสาธารณูปโภคในทันที แม้ว่าการแทรกแซงของรัฐบาลจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก แต่ความยั่งยืนในระยะยาวของการควบคุมราคานี้ยังคงขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งในภูมิภาค นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนค่าโดยสารหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 06:56 UTC

รัฐบาลไทยเริ่มทบทวนกฎหมายธุรกิจกว่า 100 ฉบับ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเริ่มทบทวนกฎหมายธุรกิจกว่า 100 ฉบับ

ประเทศไทยได้เริ่มกระบวนการทบทวนกฎหมายกว่า 100 ฉบับที่ภาคเอกชนระบุว่าเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเริ่มทบทวนกฎหมายธุรกิจกว่า 100 ฉบับ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเริ่มทบทวนกฎหมายธุรกิจกว่า 100 ฉบับ

ประเทศไทยได้เริ่มกระบวนการทบทวนกฎหมายกว่า 100 ฉบับที่ภาคเอกชนระบุว่าเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 รัฐบาลไทยได้ประกาศโครงการสำคัญในการประเมินและปฏิรูปกฎหมายกว่า 100 ฉบับ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่ากระบวนการทบทวนนี้กำลังดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนเพื่อระบุข้อบังคับเฉพาะที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและเพิ่มต้นทุนในปัจจุบัน

ความเคลื่อนไหวนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมผ่านการปรับปรุงกระบวนการทางราชการให้คล่องตัวขึ้น สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวิธีการจัดการใบอนุญาตธุรกิจ ใบอนุญาต หรือกฎระเบียบทางการค้า ซึ่งอาจช่วยลดความซับซ้อนของงานธุรการสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในท้องถิ่น สำหรับนักท่องเที่ยว แม้ผลกระทบในทันทีจะมีน้อย แต่สภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางธุรกิจและภาคบริการในอนาคต

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทบทวนเท่านั้น รัฐบาลเพิ่งเริ่มทำงานร่วมกับตัวแทนภาคเอกชนเพื่อประเมินกฎหมายเหล่านี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกฎระเบียบที่จะได้รับการแก้ไข ยกเลิก หรือแทนที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ดังนั้นกรอบเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายใดๆ จึงยังไม่ได้รับการยืนยัน และผลกระทบในทางปฏิบัติต่อชีวิตประจำวันหรือการดำเนินธุรกิจจะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์เฉพาะของการหารือที่กำลังดำเนินอยู่นี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมในขณะที่รัฐบาลยังคงร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 05:35 UTC

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2026
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2026

ราคาทองคำในประเทศปรับตัวลดลงเล็กน้อย 150 บาทต่อบาททองคำ เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2026

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2026

ราคาทองคำในประเทศปรับตัวลดลงเล็กน้อย 150 บาทต่อบาททองคำ เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสมาคมค้าทองคำในช่วงเช้าของวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับตัวลดลง โดยเมื่อเวลา 09.05 น. ราคาขายออกทองรูปพรรณอยู่ที่ 64,800 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งสะท้อนถึงการปรับลดลง 150 บาทจากราคาปิดของวันก่อนหน้า

สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด สมาคมค้าทองคำรายงานว่าราคารับซื้อทองคำแท่งในประเทศอยู่ที่ 63,800 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำเป็นตัวบ่งชี้ทั่วไปของภาวะเศรษฐกิจ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเป็นความเคลื่อนไหวตามปกติของตลาด แต่อาจส่งผลต่อต้นทุนในการซื้อเครื่องประดับหรือทองคำเพื่อการลงทุนภายในประเทศ

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูล ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่สมาคมค้าทองคำจัดทำขึ้น ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ราคาเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันซื้อขายตามสภาวะตลาดโลกและความต้องการในท้องถิ่น ผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำควรตรวจสอบราคาล่าสุดโดยตรงผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตหรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมค้าทองคำ เนื่องจากความผันผวนของตลาดอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วหลังจากการอัปเดตในช่วงเช้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2026, 02:57 UTC

สมาชิกยูฟ่าขู่คว่ำบาตรฟีฟ่าหากเดินหน้าแผนแปรรูปหุ้นให้เอกชน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สมาชิกยูฟ่าขู่คว่ำบาตรฟีฟ่าหากเดินหน้าแผนแปรรูปหุ้นให้เอกชน

สมาชิก 55 ชาติของยูฟ่าลงมติเห็นชอบในการขู่คว่ำบาตรฟีฟ่า หากองค์กรฟุตบอลระดับโลกยังคงเดินหน้าแผนการขายหุ้นให้กับนักลงทุนเอกชน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สมาชิกยูฟ่าขู่คว่ำบาตรฟีฟ่าหากเดินหน้าแผนแปรรูปหุ้นให้เอกชน

แหล่งข่าวเดียว
สมาชิกยูฟ่าขู่คว่ำบาตรฟีฟ่าหากเดินหน้าแผนแปรรูปหุ้นให้เอกชน

สมาชิก 55 ชาติของยูฟ่าลงมติเห็นชอบในการขู่คว่ำบาตรฟีฟ่า หากองค์กรฟุตบอลระดับโลกยังคงเดินหน้าแผนการขายหุ้นให้กับนักลงทุนเอกชน

ตามรายงานจาก Thai Post สมาชิก 55 ชาติของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ได้บรรลุข้อตกลงในการขู่คว่ำบาตรสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานที่ระบุว่าฟีฟ่ากำลังพิจารณาขายหุ้นให้กับหน่วยงานเอกชนเพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ติดตามฟุตบอลระดับนานาชาติ พัฒนาการนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในการบริหารจัดการกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก หากมีการคว่ำบาตรเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันรายการใหญ่ระดับนานาชาติ ทั้งตารางการถ่ายทอดสด กิจกรรมสำหรับแฟนบอล และบรรยากาศโดยรวมของการแข่งขันฟุตบอลทั่วโลก รวมถึงการรับชมในสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทย

ในขณะนี้ สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าการขู่ดังกล่าวเป็นเพียงเจตจำนงที่ประกาศโดยสมาชิกยูฟ่าเท่านั้น ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าฟีฟ่าจะเดินหน้าแผนการแปรรูปอย่างเป็นทางการหรือไม่ หรือการเจรจาจะนำไปสู่ทางออกที่หลีกเลี่ยงการแตกแยกดังกล่าวได้ แฟนบอลควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทั้งสององค์กรเพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันฟุตบอลในอนาคตอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 06:37 UTC

หอการค้าไทยมองตัวเลขขาดดุลการค้าเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

หอการค้าไทยมองตัวเลขขาดดุลการค้าเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ

หอการค้าไทยรายงานว่าตัวเลขขาดดุลการค้าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

หอการค้าไทยมองตัวเลขขาดดุลการค้าเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
หอการค้าไทยมองตัวเลขขาดดุลการค้าเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ

หอการค้าไทยรายงานว่าตัวเลขขาดดุลการค้าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 หอการค้าไทยได้ชี้แจงถึงความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขการขาดดุลการค้าของประเทศในช่วงครึ่งปีแรก โดยระบุว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างภายในเศรษฐกิจไทย

ข้อมูลระบุว่าการนำเข้าส่วนใหญ่ประกอบด้วยวัตถุดิบ เครื่องจักร และสินค้าทุน ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อรองรับกำลังการผลิตในอนาคต หอการค้ามองว่าแนวโน้มนี้เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทางองค์กรได้แนะนำให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข่าวดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแม้ตัวเลขการค้าอาจดูเป็นลบในเชิงสถิติ แต่ผู้นำในอุตสาหกรรมมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การพัฒนาในระยะยาว ไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในทันที อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะยาวของการนำเข้าเหล่านี้ต่อเศรษฐกิจของประเทศยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยนักสังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องในการเร่งเจรจาการค้าอย่างไร และการลงทุนเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนไปสู่การเติบโตทางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่ในไตรมาสต่อๆ ไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 06:57 UTC

กรรมการ ก.ล.ต. เสนอ 4 ข้อรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรรมการ ก.ล.ต. เสนอ 4 ข้อรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษี

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. เสนอ 4 แนวทางปฏิรูปกฎหมายธุรกิจต่างด้าวเพื่อปิดช่องโหว่การใช้นอมินี หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้าไทย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรรมการ ก.ล.ต. เสนอ 4 ข้อรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษี

แหล่งข่าวเดียว
กรรมการ ก.ล.ต. เสนอ 4 ข้อรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษี

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. เสนอ 4 แนวทางปฏิรูปกฎหมายธุรกิจต่างด้าวเพื่อปิดช่องโหว่การใช้นอมินี หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้าไทย

ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการที่สหรัฐอเมริกาปรับขึ้นภาษีสินค้าไทย โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ นายพชรเสนอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยด่วน

การจัดการกับปัญหา 'นอมินี'

หัวใจสำคัญของข้อเสนอนี้มุ่งเน้นไปที่การปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่อนุญาตให้มีการใช้ 'นอมินี' หรือบุคคล/นิติบุคคลที่ถือครองทรัพย์สินหรือดำเนินธุรกิจแทนผลประโยชน์ของต่างชาติเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านความเป็นเจ้าของ นายพชรได้เสนอ 4 แนวทางเฉพาะเพื่อเพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบดังกล่าว เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดีขึ้นในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย

ผลกระทบและแนวโน้ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การปฏิรูปที่เสนอนี้อาจส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจของต่างชาติในประเทศไทย หากมีการนำไปปฏิบัติจริง การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นต่อโครงสร้างนอมินีอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการจดทะเบียนธุรกิจและข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กร

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลไทยจะรับข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปพิจารณาหรือไม่ หรือจะมีการร่างแก้ไขกฎหมายโดยเร็วเพียงใด ในขณะนี้ ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นเชิงวิชาชีพของกรรมการ ก.ล.ต. เท่านั้น ไม่ใช่การประกาศใช้นโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศจากทางราชการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 06:57 UTC

พันธบัตร 'ออมพลัส' ของไทยขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่กี่วินาที
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

พันธบัตร 'ออมพลัส' ของไทยขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่กี่วินาที

พันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลรุ่น 'ออมพลัส' มียอดขายถึงเป้าหมาย 2 พันล้านบาทภายในเวลาเพียง 21 วินาทีในวันแรกที่เปิดจำหน่าย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

พันธบัตร 'ออมพลัส' ของไทยขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่กี่วินาที

แหล่งข่าวเดียว
พันธบัตร 'ออมพลัส' ของไทยขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่กี่วินาที

พันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลรุ่น 'ออมพลัส' มียอดขายถึงเป้าหมาย 2 พันล้านบาทภายในเวลาเพียง 21 วินาทีในวันแรกที่เปิดจำหน่าย

ตามรายงานของ Thai Post เครื่องมือทางการเงินล่าสุดของรัฐบาลไทยอย่างพันธบัตรออมทรัพย์ 'ออมพลัส' ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต แสดงความพึงพอใจเนื่องจากยอดการจำหน่ายรวม 2 พันล้านบาทถูกจองซื้อจนหมดภายในเวลา 21 วินาทีหลังจากเปิดให้จองซื้อ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความต้องการที่สูงสำหรับผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นช่องทางการลงทุนที่มั่นคง แม้ว่าการที่พันธบัตรนี้หมดลงอย่างรวดเร็วจะสะท้อนถึงสภาพคล่องของตลาดและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังชี้ให้เห็นว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลในอนาคตอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนที่สนใจต้องดำเนินการทันทีเมื่อมีการเปิดตัว

ในขณะนี้ ยังคงต้องยืนยันว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออกพันธบัตร 'ออมพลัส' เพิ่มเติมหรือไม่ หรือจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความต้องการสูงในลักษณะเดียวกันเปิดตัวในอนาคตอันใกล้เพื่อรองรับผู้ที่ไม่สามารถซื้อได้ทันในช่วงเวลาแรกนี้หรือไม่ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันที่ออกพันธบัตรในรอบถัดไปหรือการขยายโควตาอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 05:58 UTC

ระบบพร้อมเพย์ของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ระบบพร้อมเพย์ของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

National ITMX รายงานยอดธุรกรรมพร้อมเพย์เพิ่มขึ้น 13% ในเดือนมิถุนายน 2569 ตอกย้ำบทบาทของระบบต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ระบบพร้อมเพย์ของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

แหล่งข่าวเดียว
ระบบพร้อมเพย์ของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

National ITMX รายงานยอดธุรกรรมพร้อมเพย์เพิ่มขึ้น 13% ในเดือนมิถุนายน 2569 ตอกย้ำบทบาทของระบบต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบบการชำระเงินดิจิทัล "พร้อมเพย์" (PromptPay) ของไทยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี โดยในเดือนมิถุนายน 2569 เพียงเดือนเดียว แพลตฟอร์มได้ประมวลผลธุรกรรมไปถึง 2.39 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มูลค่ารวมของธุรกรรมเหล่านี้อยู่ที่ 4.38 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโต 4% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ณ เดือนมิถุนายน จำนวนบัญชีที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์มีมากกว่า 83.15 ล้านเลขหมาย NITMX ซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินของประเทศ ระบุว่าระบบยังคงทำหน้าที่เป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับภูมิทัศน์ทางการเงินดิจิทัลของไทย นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่าบริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code กำลังขยายตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้ยืนยันว่าการชำระเงินดิจิทัลยังคงเป็นช่องทางหลักในการทำธุรกรรมทางการเงินทั่วประเทศ การใช้งานพร้อมเพย์อย่างแพร่หลายช่วยให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันง่ายขึ้น ตั้งแต่การซื้อสินค้าปลีกขนาดเล็กไปจนถึงการชำระเงินจำนวนมาก แม้ว่าความเสถียรของระบบและปริมาณธุรกรรมที่สูงจะได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน แต่ยังคงต้องติดตามว่าการเชื่อมต่อกับเครือข่ายการชำระเงินระหว่างประเทศในอนาคตจะมีอิทธิพลต่อความสะดวกในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนสำหรับผู้มาเยือนอย่างไร ผู้ใช้งานควรติดตามการอัปเดตจากแอปพลิเคชันธนาคารของตนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความสามารถในการชำระเงินข้ามพรมแดนใหม่ๆ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 05:57 UTC

หอการค้าไทยวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

หอการค้าไทยวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

หอการค้าไทยรายงานว่าตัวเลขการค้าล่าสุดสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านในโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย พร้อมเรียกร้องให้ใช้ข้อตกลงการค้าเสรีเพื่อกระตุ้นการลงทุน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

หอการค้าไทยวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
หอการค้าไทยวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

หอการค้าไทยรายงานว่าตัวเลขการค้าล่าสุดสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านในโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย พร้อมเรียกร้องให้ใช้ข้อตกลงการค้าเสรีเพื่อกระตุ้นการลงทุน

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 หอการค้าไทยได้วิเคราะห์ข้อมูลการค้าล่าสุด โดยระบุว่าตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญภายในโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย โดยทางองค์กรเชื่อว่าการขาดดุลการค้าในปัจจุบันน่าจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ระยะสั้นเท่านั้น

เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจ หอการค้าได้เรียกร้องให้มีการใช้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างมีกลยุทธ์เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเหล่านี้ หอการค้ามุ่งหวังที่จะสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การวิเคราะห์นี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศ แม้ว่าหอการค้าจะมองว่าการขาดดุลการค้าเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ประสิทธิภาพของกลยุทธ์ FTA ที่เสนอมาเพื่อกระตุ้นการลงทุนนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามว่านโยบายของรัฐบาลจะสอดคล้องกับคำแนะนำเหล่านี้อย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ณ ขณะนี้ ผลกระทบระยะยาวของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างนี้ต่อราคาผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโดยรวมยังไม่ได้รับการยืนยัน และจำเป็นต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อกำหนดขอบเขตที่แท้จริงของการปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 05:56 UTC

EXIM BANK เปิดตัวโปรแกรมสนับสนุนการส่งออกในงาน Franchise Expo Thailand 2026
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

EXIM BANK เปิดตัวโปรแกรมสนับสนุนการส่งออกในงาน Franchise Expo Thailand 2026

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยนำเสนอแพ็กเกจสินเชื่อพิเศษและประกันการส่งออกในงาน Franchise Expo Thailand 2026 เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในการขยายตลาดต่างประเทศ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

EXIM BANK เปิดตัวโปรแกรมสนับสนุนการส่งออกในงาน Franchise Expo Thailand 2026

แหล่งข่าวเดียว
EXIM BANK เปิดตัวโปรแกรมสนับสนุนการส่งออกในงาน Franchise Expo Thailand 2026

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยนำเสนอแพ็กเกจสินเชื่อพิเศษและประกันการส่งออกในงาน Franchise Expo Thailand 2026 เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในการขยายตลาดต่างประเทศ

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้ประกาศโครงการสนับสนุนทางการเงินใหม่สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภายใต้แนวคิด 'Export Co-pilot' โดยโครงการนี้จะจัดแสดงในงาน Franchise Expo Thailand 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 ถึง 9 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 6-7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

EXIM BANK มุ่งเน้นการเสริมสภาพคล่องและลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่หรือขยายตลาดในต่างประเทศ ธนาคารเสนออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเริ่มต้นที่ 2% พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การลดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนที่บูธของธนาคาร (หมายเลข I2) ภายในงาน โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความท้าทายทางการค้าและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย โครงการนี้ถือเป็นโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำสำหรับการทำธุรกิจระหว่างประเทศ สำหรับนักท่องเที่ยว งานนี้แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจและการจัดนิทรรศการในท้องถิ่น แม้ว่าธนาคารจะระบุอัตราดอกเบี้ยโปรโมชันและกำหนดการจัดงานไว้แล้ว แต่เกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เฉพาะเจาะจงและขอบเขตการให้บริการทั้งหมดของ 'Export Co-pilot' ยังคงต้องรอการยืนยันจากตัวแทนของธนาคารภายในงาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 05:36 UTC

“ชารางแดงเกาะเกร็ด” ขึ้นทะเบียน GI รายการที่ 5 ของนนทบุรี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

“ชารางแดงเกาะเกร็ด” ขึ้นทะเบียน GI รายการที่ 5 ของนนทบุรี

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ชารางแดงเกาะเกร็ด” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการที่ 5 ของจังหวัดนนทบุรี เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตขึ้น 8 ล้านบาทต่อปี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

“ชารางแดงเกาะเกร็ด” ขึ้นทะเบียน GI รายการที่ 5 ของนนทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
“ชารางแดงเกาะเกร็ด” ขึ้นทะเบียน GI รายการที่ 5 ของนนทบุรี

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ชารางแดงเกาะเกร็ด” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการที่ 5 ของจังหวัดนนทบุรี เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตขึ้น 8 ล้านบาทต่อปี

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ได้ขึ้นทะเบียน “ชารางแดงเกาะเกร็ด” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นสินค้า GI รายการที่ 5 ของจังหวัดนนทบุรี โดยเน้นย้ำถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญบนเกาะเกร็ด

ชารางแดงผลิตจากต้นรางแดงซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นที่เจริญเติบโตได้ดีในดินตะกอนที่อุดมด้วยแร่ธาตุในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ชานี้ผ่านกรรมวิธีแปรรูปตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวมอญ ทำให้ได้น้ำชาสีเหลืองอำพันที่มีรสชาติกลมกล่อม หอมหวาน และไม่ฝาด นอกจากความสำคัญทางวัฒนธรรมแล้ว ชารางแดงยังเป็นที่นิยมในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีสรรพคุณช่วยลดไขมัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การขึ้นทะเบียนนี้ถือเป็นเครื่องหมายรับรองความแท้จริงและคุณภาพ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการหาซื้อชารางแดงเป็นของฝากระดับพรีเมียม กรมทรัพย์สินทางปัญญาคาดการณ์ว่าการขึ้นทะเบียนนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ประมาณ 8 ล้านบาทต่อปี และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในพื้นที่

แม้ว่าสถานะ GI จะให้ความคุ้มครองทางกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดและวิธีการผลิต แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าสิ่งนี้จะส่งผลต่อการขยายตัวของการผลิตในระยะยาวอย่างไร และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับชาบนเกาะเกร็ดเพิ่มเติมหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 05:17 UTC

โฮมโปรรายงานกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโต 13.99%
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โฮมโปรรายงานกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโต 13.99%

โฮมโปรประกาศผลกำไรเพิ่มขึ้น 13.99% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โฮมโปรรายงานกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโต 13.99%

แหล่งข่าวเดียว
โฮมโปรรายงานกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโต 13.99%

โฮมโปรประกาศผลกำไรเพิ่มขึ้น 13.99% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัทโฮมโปร ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน ได้รายงานผลกำไรที่เติบโตขึ้น 13.99% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยผลประกอบการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเติบโตนี้บ่งชี้ว่าบริษัทอยู่ในสถานะที่มั่นคงในการดำเนินงานและให้บริการต่อไป นอกจากนี้ โฮมโปรยังได้ระบุถึงความตั้งใจที่จะเดินหน้าขยายสาขา ซึ่งอาจส่งผลให้สินค้าและบริการด้านการปรับปรุงบ้านสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

แม้ว่าบริษัทจะยืนยันผลประกอบการทางการเงินที่เป็นบวกและกลยุทธ์การขยายสาขาแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของสาขาใหม่หรือกำหนดการเปิดให้บริการนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ในขณะที่ภาคธุรกิจค้าปลีกยังคงต้องรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าแผนการขยายสาขาเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 04:56 UTC