ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง ✦
ความปลอดภัย GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย ✦
ทั่วไป จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ ✦
กฎหมาย ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก ✦
กีฬา “อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ✦
กีฬา 6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ✦
ความปลอดภัย GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ✦
ความปลอดภัย โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน ✦
ความปลอดภัย

หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

แหล่งข่าวเดียว
หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นถูกยิงเสียชีวิตขณะนั่งสังสรรค์ในจังหวัดพัทลุง โดยตำรวจกำลังมุ่งประเด็นไปที่ความขัดแย้งส่วนตัว

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ 'หมอบอย' ถูกยิงเสียชีวิตในจังหวัดพัทลุง โดยมีรายงานว่าผู้เสียชีวิตกำลังนั่งสังสรรค์กับเพื่อนอยู่หลังบ้านพัก ก่อนที่มือปืนไม่ทราบชื่อจะยิงใส่จำนวน 2 นัด ส่งผลให้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบและสอบปากคำพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ในขั้นตอนนี้ของการสอบสวน ตำรวจกำลังมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวว่าเป็นแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการก่อเหตุครั้งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด แม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าสาธารณชนทั่วไปกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ เนื่องจากขณะนี้การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ รายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุและลักษณะเฉพาะของความขัดแย้งที่ถูกกล่าวถึงนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:02 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

หน่วยงานอวกาศของไทยระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงในการเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศไทย ตามรายงานของ Khaosod English ระบุว่าทางหน่วยงานกำลังใช้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อติดตามผลกระทบจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงโอกาสที่น้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่ GISTDA ได้แนะนำเป็นพิเศษให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็น 'โซนสีแดง' เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการ

แม้ว่าข้อมูลดาวเทียมจะให้ภาพรวมที่ชัดเจนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในปัจจุบัน แต่ขอบเขตผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวัง ตรวจสอบรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นบ่อยครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัด ในขณะนี้ทางหน่วยงานยังคงประมวลผลข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของการเดินทางและกิจกรรมประจำวัน แม้ว่าคำสั่งอพยพเฉพาะเจาะจงหรือรายงานความเสียหายในพื้นที่นั้นจะอยู่ภายใต้การติดตามอย่างต่อเนื่องโดยหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:00 UTC

ทั่วไป

จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

แหล่งข่าวเดียว
จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์สำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งใหม่ในจังหวัดอุดรธานี

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมทรัพยากรน้ำประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 3 (สทน.3) ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำในจังหวัดอุดรธานี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลน้ำส่วนกลางถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีขึ้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ การจัดการระบบชลประทาน และการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยหรือภัยแล้งตามฤดูกาล ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในภาคอีสาน โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่การจัดการน้ำที่เชื่อถือได้มากขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติที่แม่นยำและทันท่วงทีในช่วงสภาพอากาศสุดขั้ว

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยัน

แม้ว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนการวางแผน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการก่อสร้างศูนย์ ขอบเขตการให้บริการข้อมูลแก่สาธารณะ และวิธีการบูรณาการข้อมูลเหล่านี้เข้ากับระบบจัดการภัยพิบัติของจังหวัด ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากกรมทรัพยากรน้ำในขณะที่แผนยุทธศาสตร์ดำเนินไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางจังหวัดเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:03 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มการตรวจสอบพื้นที่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ใหม่สำหรับการวัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำของไทย (DWR) ได้ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำภาคที่ 3 (สทน.3) ได้เริ่มปฏิบัติการภาคสนามเพื่อกำกับดูแลการติดตั้งอุปกรณ์วัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำแบบเฉพาะทาง ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพื่อกำหนดจุดติดตั้งที่แม่นยำสำหรับเครื่องมือติดตามเหล่านี้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อปรับปรุงความแม่นยำในการเก็บข้อมูลการใช้น้ำ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูลที่ดีขึ้นสำหรับการวางแผนทรัพยากรในอนาคต แต่โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกพื้นที่และการตรวจสอบ

ในขั้นตอนนี้ กรมทรัพยากรน้ำยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเริ่มใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด หรือข้อมูลที่รวบรวมได้จะมีอิทธิพลต่อนโยบายการจัดสรรน้ำในท้องถิ่นอย่างไร ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจหรือติดตั้งอุปกรณ์ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของการติดตามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริการน้ำในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่กรมฯ ดำเนินการตามกำหนดการติดตั้ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:04 UTC

กฎหมาย

ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

แหล่งข่าวเดียว
ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งใหญ่ในเขตทุ่งครุ ยึดยาบ้าได้ 23 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 2 ตัน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้แถลงผลการปฏิบัติการ 'Safe BKK' โดยการบุกเข้าตรวจค้นในชุมชนวัดทุ่งครุ หลังจากได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่

ในระหว่างการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นยาเสพติดจำนวนมหาศาล ได้แก่ ยาบ้า 23 ล้านเม็ด และไอซ์ 2 ตัน โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงานเพื่อกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ในระหว่างการจับกุม ผู้ต้องหาบางรายพยายามหลบหนีโดยการกระโดดลงน้ำและปีนขึ้นไปบนหลังคา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้โดรนบินกดดันเพื่อติดตามและควบคุมตัวผู้ต้องหาให้ยอมจำนน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน แม้ว่าภัยคุกคามในชุมชนวัดทุ่งครุจะได้รับการจัดการผ่านการกวาดล้างครั้งนี้แล้ว แต่การสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายการจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำนวนดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับจำนวนผู้ถูกจับกุมหรือกลุ่มอาชญากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังและแจ้งเบาะแสกิจกรรมที่น่าสงสัยแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดสำหรับฝนที่จะตกหนักในเย็นนี้ โดยมีการดำเนินการระบายน้ำเตรียมพร้อมไว้แล้ว

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเย็นวันนี้ โดยผู้ว่าฯ ได้สั่งให้สำนักการระบายน้ำเร่งผันน้ำไปทางพื้นที่แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้จะมีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนัก แต่ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้แสดงความมั่นใจในมาตรการป้องกันน้ำท่วมของเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่าไม่ได้มีความกังวลมากนักเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมขังในวงกว้างภายในเมืองหลวง ทางกรุงเทพมหานครกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าระบบระบายน้ำยังคงทำงานได้ตามปกติและมีการจัดการการไหลของน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่เมือง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ หมายความว่าแม้ทางเมืองจะดำเนินมาตรการเชิงรุก แต่ก็อาจเกิดน้ำท่วมขังในบางจุดหรือการจราจรติดขัดได้หากปริมาณฝนเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำ จึงขอแนะนำให้ติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในพื้นที่และวางแผนการเดินทางเผื่อเวลาในช่วงเย็นนี้ ขณะนี้สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม และการอัปเดตเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนที่ตกลงมาจริงตลอดช่วงเย็น ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้ระบุถึงการอพยพฉุกเฉินหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล มือวางอันดับ 17 ของโลก ถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลังจากการแข่งขันประเภททีม

รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่า พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล นักแบดมินตันชาวไทย ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 อย่างเป็นทางการ โดยนักกีฬาวัย 22 ปี ซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 17 ของโลก ได้รับบาดเจ็บที่หลังระหว่างการแข่งขันประเภททีมชายในนัดที่พบกับอินโดนีเซีย จนต้องขอถอนตัวจากการแข่งขันในแมตช์ดังกล่าว

ในแถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พณิชพลอธิบายว่าเขาและทีมผู้ฝึกสอนได้พยายามอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลา 2-3 วันระหว่างการแข่งขันประเภททีมและประเภทบุคคล อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่เขาสรุปว่าสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์ 100% จึงตัดสินใจถอนตัวเพื่อป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นและเพื่อรักษาคุณภาพในการแข่งขันในอนาคต พร้อมทั้งกล่าวขอโทษแฟนกีฬาและยืนยันว่าจะมุ่งเน้นการรักษาตัวเพื่อกลับมารับใช้ชาติในโอกาสต่อไป

สำหรับผู้ที่ติดตามการแข่งขัน การถอนตัวครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตารางการแข่งขัน แม้ว่านักกีฬาจะยืนยันการถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการพักฟื้นหรือรายละเอียดทางการแพทย์ที่ชัดเจน แฟนกีฬาสามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดการแข่งขันเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับตารางการแข่งขันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

แหล่งข่าวเดียว
6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

นักฟุตบอลเยาวชน 6 คนจากโครงการ GLO STAR 2026 เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมเป็นเวลา 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ในศึกเจลีก

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นักฟุตบอลเยาวชนไทย 6 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ GLO STAR 2026 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยมีพันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมส่งและให้โอวาทแก่เยาวชนก่อนออกเดินทาง

นักกีฬาทั้ง 6 คนได้รับคัดเลือกผ่านกระบวนการที่เข้มข้น เริ่มตั้งแต่การแข่งขัน GLO Cup 2026 รอบคัดเลือกใน 7 ภูมิภาค ตามด้วยรอบชิงแชมป์ประเทศไทย และการเก็บตัวใน GLO STAR Camp โดยเยาวชนกลุ่มนี้จะใช้เวลา 6 เดือนในการฝึกซ้อมกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในศึกเจลีกของประเทศญี่ปุ่น

สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจด้านกีฬาในประเทศไทย โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนากีฬาเยาวชนและความร่วมมือระหว่างองค์กรไทยกับลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้สัมผัสมาตรฐานการฝึกซ้อมระดับสากล

แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะในระดับอาชีพ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านักเตะเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเยาวชนของสโมสรได้ดีเพียงใด และความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในระยะยาวหรือไม่ โดยแฟนบอลชาวไทยจะคอยติดตามความก้าวหน้าของเยาวชนทั้ง 6 คนนี้อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนของประเทศในการแลกเปลี่ยนทางกีฬานี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA บ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดหลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมและการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อเตือนภัยความเสี่ยงน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยใช้แอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ในการระบุพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง (สีแดง) ซึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง การวิเคราะห์ดาวเทียมพบพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูงที่ขยายวงกว้าง ครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการรายงานจุดน้ำท่วมขังที่เป็นอันตรายบนเส้นทางคมนาคมสายหลักหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการขนส่ง ในส่วนของภาคอีสานตอนล่าง จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด กำลังเผชิญกับน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำเตือนเหล่านี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทางถนนและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่ระบุว่าเป็นเขตเสี่ยงภัย แม้ว่า GISTDA จะมีการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ แต่ผลกระทบโดยรวมต่อเส้นทางคมนาคมเฉพาะจุดและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่นต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต แสดงความกังวลหลังจากมีรายงานการรวมตัวกันยามค่ำคืนที่มีการแสดงควงกระบองไฟและกีดขวางการจราจร

ตามรายงานของ Khaosod English ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต ได้แสดงความกังวลหลังจากมีกลุ่มชาวต่างชาติรวมตัวกันยามค่ำคืนโดยไม่ได้รับอนุญาตบนถนนสาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:00 น. ของวันที่ 24 กันยายน 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมควงวัตถุที่มีไฟลุกโชน ซึ่งสร้างความสนใจให้กับชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ภาพถ่ายที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กท้องถิ่นชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมของกลุ่มดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะและความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยในพื้นที่ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์เช่นนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นเกี่ยวกับการรวมตัวในที่สาธารณะและการแสดงที่เกี่ยวข้องกับไฟในเขตที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสามารถระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ หรือมีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วม หรือเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวคอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวและรายงานกิจกรรมใดๆ ที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 02:25 UTC

ตลาดรถยนต์เยอรมนีเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฮบริด เปิดโอกาสส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าให้ไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตลาดรถยนต์เยอรมนีเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฮบริด เปิดโอกาสส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าให้ไทย

การเปลี่ยนผ่านของเยอรมนีไปสู่รถยนต์ไฮบริดกำลังผลักดันความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสร้างโอกาสในการเติบโตของการส่งออกสำหรับผู้ผลิตในไทย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตลาดรถยนต์เยอรมนีเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฮบริด เปิดโอกาสส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าให้ไทย

แหล่งข่าวเดียว
ตลาดรถยนต์เยอรมนีเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฮบริด เปิดโอกาสส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าให้ไทย

การเปลี่ยนผ่านของเยอรมนีไปสู่รถยนต์ไฮบริดกำลังผลักดันความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสร้างโอกาสในการเติบโตของการส่งออกสำหรับผู้ผลิตในไทย

ตามรายงานจาก Matichon Online ตลาดรถยนต์ของเยอรมนีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญไปสู่เทคโนโลยีรถยนต์ไฮบริด การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ความต้องการชิ้นส่วนเฉพาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมชี้ว่าแนวโน้มนี้ถือเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของไทยในการขยายขอบเขตการส่งออก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงบทบาทที่กำลังพัฒนาของประเทศในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดระดับโลก ในขณะที่ประเทศไทยวางตำแหน่งตนเองเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วน EV ที่สำคัญ เศรษฐกิจในท้องถิ่นอาจเห็นกิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นและการลงทุนในภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้ตอกย้ำถึงความทันสมัยที่เพิ่มขึ้นของภูมิทัศน์อุตสาหกรรมของไทย ซึ่งยังคงบูรณาการเข้ากับมาตรฐานยานยนต์ของยุโรปอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แม้ว่าความต้องการชิ้นส่วนจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัจจัยหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าผู้ผลิตรายใดในไทยที่มีความพร้อมมากที่สุดในการตอบสนองความต้องการทางเทคนิคที่เข้มงวดของตลาดเยอรมนี และยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณการส่งออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังติดตามดูว่าบริษัทในท้องถิ่นจะปรับเปลี่ยนสายการผลิตของตนอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดระหว่างประเทศเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบระยะยาวต่อดุลการค้าของไทยกับเยอรมนี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 03:35 UTC

ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่ 'Bank of Thailand'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่ 'Bank of Thailand'

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อให้บริการข้อมูลทางการเงินแบบรวมศูนย์และสนับสนุนการเข้าถึงโครงการช่วยเหลือสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่ 'Bank of Thailand'

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่ 'Bank of Thailand'

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อให้บริการข้อมูลทางการเงินแบบรวมศูนย์และสนับสนุนการเข้าถึงโครงการช่วยเหลือสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2026 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ "Bank of Thailand" โดยนางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์และโฆษก ธปท. เปิดเผยว่าแอปพลิเคชันนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่ครอบคลุมสำหรับข้อมูลทางการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์หลักของแพลตฟอร์มเพื่อปรับปรุงการเข้าถึงข้อมูลให้ง่ายขึ้นสำหรับทั้งประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เกี่ยวข้องกับภูมิทัศน์ทางการเงินของไทย แอปพลิเคชันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการในการค้นหาและสมัครเข้าร่วมโครงการสนับสนุนทางการเงินและมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่ธนาคารกลางนำเสนอ การรวมทรัพยากรเหล่านี้ไว้ในอินเทอร์เฟซมือถือเดียว ธปท. มุ่งหวังที่จะปรับปรุงความโปร่งใสและความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

แม้ว่าแอปพลิเคชันจะเปิดให้ใช้งานแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับขอบเขตการทำงานแบบโต้ตอบทั้งหมด เช่น ความสามารถในการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ หรือข้อกำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับโครงการช่วยเหลือที่ระบุไว้นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันผ่านการอัปเดตในอนาคต ผู้ใช้งานควรติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของ ธปท. เพื่อทำความเข้าใจว่าเครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้จะสามารถบูรณาการเข้ากับการจัดการทางการเงินส่วนบุคคลหรือธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างไร การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในความพยายามอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางในการปรับปรุงการสื่อสารและการให้บริการแก่สาธารณชนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 03:36 UTC

ร้านข้าวแกงราคาประหยัดในสมุทรสงคราม: ร้าน “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” จำหน่ายอาหารเริ่มต้น 20 บาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ร้านข้าวแกงราคาประหยัดในสมุทรสงคราม: ร้าน “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” จำหน่ายอาหารเริ่มต้น 20 บาท

ร้านข้าวแกงแห่งใหม่ในสมุทรสงครามช่วยชาวบ้านรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นด้วยการจำหน่ายอาหารในราคาเริ่มต้นเพียง 20 บาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ร้านข้าวแกงราคาประหยัดในสมุทรสงคราม: ร้าน “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” จำหน่ายอาหารเริ่มต้น 20 บาท

แหล่งข่าวเดียว
ร้านข้าวแกงราคาประหยัดในสมุทรสงคราม: ร้าน “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” จำหน่ายอาหารเริ่มต้น 20 บาท

ร้านข้าวแกงแห่งใหม่ในสมุทรสงครามช่วยชาวบ้านรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นด้วยการจำหน่ายอาหารในราคาเริ่มต้นเพียง 20 บาท

ในพื้นที่ตำบลบางจะเกร็ง จังหวัดสมุทรสงคราม ร้านอาหารท้องถิ่นชื่อ “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” ได้รับความสนใจจากความมุ่งมั่นในการจำหน่ายอาหารราคาประหยัด ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ร้านนี้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 17 เมษายน โดยนางสาวปัณณ์ณัช รื่นลี้ลิ้มสกุล เจ้าของร้าน ซึ่งต้องการเสนอทางเลือกอาหารราคาประหยัดให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่สัญจรผ่านพื้นที่

ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น ร้านนี้มีเมนูหมุนเวียนมากกว่า 10 อย่างต่อวัน โดยราคาเริ่มต้นที่ 20 บาท ความคิดริเริ่มนี้มาจากพื้นฐานครอบครัวของเจ้าของร้านในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะประสบการณ์ของคุณแม่ที่เคยขายข้าวแกงและตัวเจ้าของร้านเองที่เคยขายข้าวถ้วยที่ตลาดแม่กลองมาก่อน

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้ ร้านนี้ถือเป็นตัวอย่างของการปรับตัวของชุมชนเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ แม้ว่าร้านจะมีทางเลือกในการรับประทานอาหารราคาประหยัด แต่ผู้มาเยือนควรทราบว่าเมนูมีการหมุนเวียนทุกวันและความพร้อมของอาหารแต่ละอย่างอาจแตกต่างกันไป เนื่องจากเป็นร้านขนาดเล็กที่ดำเนินการโดยคนในท้องถิ่น ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบเวลาทำการปัจจุบันและเมนูอาหารเมื่อเดินทางไปถึง เนื่องจากรายละเอียดเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนหลังจากช่วงเปิดร้านใหม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 03:36 UTC

ไทยส่งเสริม 'Value Tourism' ยกระดับเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยส่งเสริม 'Value Tourism' ยกระดับเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ทางการไทยเน้นย้ำการเปลี่ยนผ่านสู่ 'Value Tourism' เพื่อเชื่อมโยงสินค้าและบริการท้องถิ่นเข้ากับเศรษฐกิจระดับชาติเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยส่งเสริม 'Value Tourism' ยกระดับเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยส่งเสริม 'Value Tourism' ยกระดับเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ทางการไทยเน้นย้ำการเปลี่ยนผ่านสู่ 'Value Tourism' เพื่อเชื่อมโยงสินค้าและบริการท้องถิ่นเข้ากับเศรษฐกิจระดับชาติเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2026 ประเทศไทยกำลังส่งเสริมแนวคิด 'Value Tourism' อย่างจริงจังในฐานะแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งขึ้นระหว่างภาคการท่องเที่ยวกับสินค้าและบริการในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นทั่วประเทศ

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการเพิ่มความพร้อมและการส่งเสริมประสบการณ์ท้องถิ่นและสินค้าหัตถกรรมคุณภาพสูง โดยการให้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่าปริมาณ รัฐบาลตั้งใจที่จะสร้างความมั่นใจว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะส่งผลกระทบโดยตรงและยั่งยืนต่อชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น กลยุทธ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบตลาดมวลชนไปสู่กรอบเศรษฐกิจที่บูรณาการมากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้มีส่วนร่วมกับงานฝีมือไทยและข้อเสนอระดับภูมิภาคอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แม้ว่ากรอบนโยบายจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการนำไปปฏิบัติว่าจะส่งผลกระทบต่อราคา โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว หรือโครงการระดับภูมิภาคอย่างไรนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจระดับสูงเหล่านี้จะแปลเปลี่ยนไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในการดำเนินงานประจำวันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและประสบการณ์ที่มอบให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 03:15 UTC

รัฐบาลไทยยกระดับมาตรการตรวจสอบการจดทะเบียนบริษัท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยยกระดับมาตรการตรวจสอบการจดทะเบียนบริษัท

กฎระเบียบใหม่ที่มุ่งป้องกันการใช้คนไทยเป็น 'นอมินี' ให้กับนิติบุคคลต่างชาติมีผลบังคับใช้แล้ววันนี้

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยยกระดับมาตรการตรวจสอบการจดทะเบียนบริษัท

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยยกระดับมาตรการตรวจสอบการจดทะเบียนบริษัท

กฎระเบียบใหม่ที่มุ่งป้องกันการใช้คนไทยเป็น 'นอมินี' ให้กับนิติบุคคลต่างชาติมีผลบังคับใช้แล้ววันนี้

ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยได้ประกาศใช้มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นสำหรับการจดทะเบียนบริษัท นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เคยเปิดโอกาสให้นิติบุคคลต่างชาติใช้คนไทยเป็น 'นอมินี' เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในการถือครองธุรกิจโดยชาวต่างชาติ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงสภาพแวดล้อมทางธุรการที่เข้มงวดขึ้นในด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรและความโปร่งใสของความเป็นเจ้าของ แม้รัฐบาลจะระบุว่านี่เป็นความเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ แต่ผลกระทบในทางปฏิบัติที่มีต่อโครงสร้างธุรกิจที่มีอยู่เดิมนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนระยะสั้นไม่น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรการเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีส่วนร่วมในโครงการธุรกิจระยะยาวหรือการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์อาจพบกับข้อกำหนดด้านเอกสารที่ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นในระหว่างกระบวนการจดทะเบียน

ในขณะนี้ ทางการยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนทางเทคนิคเฉพาะสำหรับการตรวจสอบใหม่เหล่านี้อย่างครบถ้วน ยังคงต้องยืนยันว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกนำไปใช้กับบริษัทที่มีอยู่เดิมอย่างไรเมื่อเทียบกับการยื่นจดทะเบียนใหม่ และจะต้องใช้เอกสารใดบ้างเพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 02:55 UTC

โพลหาดชี้ดัชนีความเชื่อมั่นในภาคใต้ของไทยลดลง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โพลหาดชี้ดัชนีความเชื่อมั่นในภาคใต้ของไทยลดลง

ผลสำรวจล่าสุดจากหาดใหญ่โพลบ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โพลหาดชี้ดัชนีความเชื่อมั่นในภาคใต้ของไทยลดลง

แหล่งข่าวเดียว
โพลหาดชี้ดัชนีความเชื่อมั่นในภาคใต้ของไทยลดลง

ผลสำรวจล่าสุดจากหาดใหญ่โพลบ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2026 หาดใหญ่โพลได้เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงอย่างรวดเร็วใน 14 จังหวัดภาคใต้ของไทย ผลสำรวจเน้นย้ำว่าประชาชนกำลังแสดงความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ปัจจัยสำคัญที่ผลสำรวจระบุว่ามีส่วนทำให้เกิดความรู้สึกเชิงลบนี้ ได้แก่ การสิ้นสุดของโครงการ 'ไทยช่วยไทย' และการปรับเปลี่ยนโปรแกรมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนในท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้ดูเหมือนจะสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินในหมู่ประชากรในภูมิภาค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่วางแผนจะเดินทางหรือทำธุรกิจในภาคใต้ของไทย การเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกนี้อาจเป็นสัญญาณของช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือกำลังซื้อในท้องถิ่นลดลง แม้ว่าผลโพลจะให้ภาพรวมของการรับรู้ของประชาชน แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าสภาวะทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะพัฒนาไปอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หรือรัฐบาลจะออกมาตรการใหม่เพื่อแก้ไขความไม่พอใจที่รายงานมาหรือไม่ นักท่องเที่ยวควรทราบว่าสภาวะทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นอาจส่งผลต่อความพร้อมของบริการและบรรยากาศทั่วไปในภูมิภาค จำเป็นต้องมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากช่องทางของรัฐบาลอย่างเป็นทางการเพื่อกำหนดผลกระทบระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้ต่อเศรษฐกิจภาคใต้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 02:35 UTC

แนวโน้มการลงทุนที่เปลี่ยนไป: จุดจบของยุคที่เน้นสหรัฐฯ หรือไม่?
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แนวโน้มการลงทุนที่เปลี่ยนไป: จุดจบของยุคที่เน้นสหรัฐฯ หรือไม่?

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO ของ Jitta Wealth ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่เงินทุนไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นในปี 2026 ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายเกี่ยวกับอนาคตของกลยุทธ์การลงทุนระดับโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แนวโน้มการลงทุนที่เปลี่ยนไป: จุดจบของยุคที่เน้นสหรัฐฯ หรือไม่?

แหล่งข่าวเดียว
แนวโน้มการลงทุนที่เปลี่ยนไป: จุดจบของยุคที่เน้นสหรัฐฯ หรือไม่?

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO ของ Jitta Wealth ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่เงินทุนไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นในปี 2026 ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายเกี่ยวกับอนาคตของกลยุทธ์การลงทุนระดับโลก

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO ของ Jitta Wealth ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในรูปแบบการลงทุนระดับโลกตลอดปี 2026 ข้อมูลบ่งชี้ว่าเม็ดเงินลงทุนกำลังไหลออกจากสหรัฐอเมริกามากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้นักวิเคราะห์ทางการเงินตั้งคำถามว่ายุคของการลงทุนที่กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ กำลังจะสิ้นสุดลงหรือไม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ในขณะที่พอร์ตการลงทุนมีการกระจายตัวออกจากสหรัฐฯ ตลาดท้องถิ่นและเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาจประสบกับการเปลี่ยนแปลงของระดับสภาพคล่องและความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ การทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจมหภาคเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่จัดการการเงินส่วนบุคคลหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจในภูมิภาค เนื่องจากการจัดสรรเงินทุนระดับโลกมักส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยในท้องถิ่นและเสถียรภาพของค่าเงิน

แม้ว่าแนวโน้มการไหลออกของเงินทุนจากสหรัฐฯ จะเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ยังคงต้องยืนยันว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ถาวรในภูมิทัศน์ทางการเงินโลก หรือเป็นเพียงปฏิกิริยาชั่วคราวต่อสภาวะตลาดในปัจจุบัน นักลงทุนควรติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างไร และสถาบันการเงินระหว่างประเทศจะปรับแนวโน้มระยะยาวของตนหรือไม่ ในขณะนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันในหมู่บริษัทการลงทุนระดับโลก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 01:56 UTC

เจ้าของที่ดินในบางใหญ่แห่ขายที่ดินท่ามกลางดีลบิ๊กคิงส์ที่ยังไม่จบ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เจ้าของที่ดินในบางใหญ่แห่ขายที่ดินท่ามกลางดีลบิ๊กคิงส์ที่ยังไม่จบ

เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในเขตบางใหญ่กำลังประกาศขายที่ดินเนื่องจากข้อตกลงทางการค้าขนาดใหญ่เผชิญกับความล่าช้าและภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เจ้าของที่ดินในบางใหญ่แห่ขายที่ดินท่ามกลางดีลบิ๊กคิงส์ที่ยังไม่จบ

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าของที่ดินในบางใหญ่แห่ขายที่ดินท่ามกลางดีลบิ๊กคิงส์ที่ยังไม่จบ

เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในเขตบางใหญ่กำลังประกาศขายที่ดินเนื่องจากข้อตกลงทางการค้าขนาดใหญ่เผชิญกับความล่าช้าและภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ พื้นที่บางใหญ่กำลังประสบกับกระแสการประกาศขายที่ดินเพิ่มขึ้น เนื่องจากเจ้าของต้องการลดภาระภาษีที่ดิน ความเคลื่อนไหวที่สำคัญเกี่ยวข้องกับศูนย์การค้าบิ๊กคิงส์ ซึ่งมีรายงานว่าข้อตกลงการเข้าซื้อกิจการโดยกลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ยังคงไม่สามารถสรุปได้ ส่งผลให้เจ้าของประกาศขายทรัพย์สินอีกครั้งในราคา 2 พันล้านบาท โดยรวมพื้นที่ด้านหลังของไซต์หลักด้วย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์อสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่นนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางการค้าในบางใหญ่ในอนาคต ในขณะที่ตระกูลลิปตพัลลภกำลังเดินหน้าแผนเปิดสปอร์ตคอมเพล็กซ์ภายในปีนี้ หน่วยงานใหญ่อื่นๆ ก็กำลังปรับพอร์ตการลงทุนของตนเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรายงานว่าทุนธนชาตกำลังมองหาทางขายที่ดินขนาด 105 ไร่ ในขณะที่บางจากมีรายงานว่ากำลังแอบเช่าที่ดินในบริเวณใกล้เคียง

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เน้นย้ำถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและข้อเสนอทางการค้าของเขต อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายของการขายที่ดินเหล่านี้และสถานะในอนาคตของไซต์บิ๊กคิงส์ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่และการพัฒนาใหม่ๆ เหล่านี้จะปรับเปลี่ยนการเข้าถึงและสิ่งอำนวยความสะดวกของพื้นที่ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 01:56 UTC

ค่ายรถญี่ปุ่นปรับกลยุทธ์รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ค่ายรถญี่ปุ่นปรับกลยุทธ์รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าเพื่อแข่งขันกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในตลาดไทย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ค่ายรถญี่ปุ่นปรับกลยุทธ์รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

แหล่งข่าวเดียว
ค่ายรถญี่ปุ่นปรับกลยุทธ์รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าเพื่อแข่งขันกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในตลาดไทย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังปรับกลยุทธ์เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยที่มีขนาด 200,000 คัน โดยเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตจีน บริษัทอย่างฮอนด้ากำลังใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เพื่อนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าด้วยอัตราภาษี 20%

ฮอนด้าเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 'Super-ONE' ในเดือนสิงหาคมนี้ โดยมุ่งเน้นการทำราคาให้แข่งขันได้กับคู่แข่งจากจีนด้วยการนำเข้าทั้งคันจากญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน มาสด้ากำลังเตรียมขยายไลน์ผลิตภัณฑ์โดยการนำเข้ารถรุ่น CX-6e จากจีนในช่วงปลายปีนี้ และมีรายงานว่าโตโยต้ากำลังพิจารณาแผนกลยุทธ์ของตนเองในภาคส่วนนี้เช่นกัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ว่าจะมีตัวเลือกรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายมากขึ้นในตลาดท้องถิ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาจำหน่ายรถยนต์และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ แม้ว่าการมาถึงของฮอนด้า Super-ONE จะได้รับการยืนยันสำหรับเดือนสิงหาคม แต่รายละเอียดเกี่ยวกับกลยุทธ์ราคาเฉพาะของผู้ผลิตรายอื่นและขอบเขตที่แน่ชัดของแผนการในอนาคตของโตโยต้ายังคงต้องรอการยืนยัน ผู้บริโภคควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากแบรนด์เหล่านี้ในขณะที่สถานการณ์ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 01:16 UTC

การบินไทยประกาศทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาทลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่อู่ตะเภา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การบินไทยประกาศทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาทลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่อู่ตะเภา

การบินไทยเดินหน้าโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) มูลค่า 1 หมื่นล้านบาทที่สนามบินอู่ตะเภา โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในปี 2573

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การบินไทยประกาศทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาทลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่อู่ตะเภา

แหล่งข่าวเดียว
การบินไทยประกาศทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาทลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่อู่ตะเภา

การบินไทยเดินหน้าโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) มูลค่า 1 หมื่นล้านบาทที่สนามบินอู่ตะเภา โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในปี 2573

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ การบินไทยได้ข้อสรุปเงื่อนไขการเช่าพื้นที่สำหรับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) แห่งใหม่ที่สนามบินอู่ตะเภา โดยสายการบินกำลังลงทุน 1 หมื่นล้านบาทในโครงการนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ประสบความล่าช้าไป 6 เดือน ขณะนี้โครงการมีกำหนดการแล้วเสร็จภายในปี 2573 เพื่อรองรับการซ่อมบำรุงฝูงบินที่กำลังขยายตัวของสายการบิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศด้านการบินภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการนี้คาดว่าจะสร้างรายได้ปีละ 5 พันล้านบาทตลอดระยะเวลาสัญญาเช่า 50 ปี โดยมีผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท การเพิ่มขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงในท้องถิ่นคาดว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตธุรกิจที่ไม่ใช่การบินของสายการบินและสนับสนุนเศรษฐกิจในภูมิภาค

แม้ว่าเงื่อนไขการเช่าพื้นที่จะได้ข้อสรุปแล้ว แต่โครงการยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะต้องดำเนินการให้ทันกำหนดการในปี 2573 เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าเพิ่มเติม ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าตารางการก่อสร้างจะเป็นไปตามแผนหรือไม่หลังจากที่เกิดความล่าช้าในช่วงแรก ศูนย์แห่งนี้ถือเป็นความมุ่งมั่นระยะยาวต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของประเทศไทย แม้ว่าขีดความสามารถในการปฏิบัติงานเต็มรูปแบบและกำหนดการเปิดให้บริการที่เฉพาะเจาะจงยังคงต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 สิงหาคม 2026, 00:35 UTC

ยอดปิดโรงงานในไทยพุ่งสูงขึ้น ก่อให้เกิดความกังวลทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ยอดปิดโรงงานในไทยพุ่งสูงขึ้น ก่อให้เกิดความกังวลทางเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานยอดปิดโรงงานที่เพิ่มขึ้นตลอดปี 2569 ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเลิกจ้างงานจำนวนมากและความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ยอดปิดโรงงานในไทยพุ่งสูงขึ้น ก่อให้เกิดความกังวลทางเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
ยอดปิดโรงงานในไทยพุ่งสูงขึ้น ก่อให้เกิดความกังวลทางเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานยอดปิดโรงงานที่เพิ่มขึ้นตลอดปี 2569 ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเลิกจ้างงานจำนวนมากและความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลง

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจที่อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแนวโน้มการปิดโรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ข้อมูลระบุว่าจำนวนโรงงานที่ปิดตัวลงมีมากกว่าจำนวนโรงงานที่เปิดใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ถดถอย

นักวิเคราะห์ระบุว่าแนวโน้มนี้เกิดจากปัญหาเรื้อรังที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องเผชิญ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงและการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนราคาถูกในตลาดท้องถิ่น ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้กำลังถูกซ้ำเติมด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ทำให้เกิดความกังวลว่าประเทศอาจเผชิญกับสถานการณ์ซ้ำรอยปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่มีการเลิกจ้างงานประมาณ 500,000 คน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ แนวโน้มนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคบริการในท้องถิ่น การใช้จ่ายของผู้บริโภค และค่าครองชีพโดยรวม แม้ว่าข้อมูลจะเน้นย้ำถึงแนวโน้มที่ชัดเจนของการหดตัวในภาคอุตสาหกรรม แต่ผลกระทบระยะยาวต่อตลาดแรงงานระดับชาติและกลยุทธ์การบรรเทาผลกระทบเฉพาะจากรัฐบาลยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการปิดตัวเหล่านี้จะยังคงเร่งตัวขึ้นต่อไปหรือไม่ หรือมาตรการแทรกแซงทางนโยบายจะสามารถช่วยรักษาเสถียรภาพของภาคการผลิตได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 23:56 UTC

การรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงินในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงินในประเทศไทย

Thai Post รายงานถึงความท้าทายในการจัดการการเงินส่วนบุคคลท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ภาวะเงินเฟ้อ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงินในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
การรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงินในประเทศไทย

Thai Post รายงานถึงความท้าทายในการจัดการการเงินส่วนบุคคลท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ภาวะเงินเฟ้อ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 บุคคลทั่วไปกำลังเผชิญกับความท้าทายทางการเงินที่สำคัญซึ่งเกิดจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจโลก ภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ รายงานระบุว่าปัจจัยเหล่านี้ประกอบกับภัยธรรมชาติและอัตราการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและมูลค่าที่แท้จริงของเงินออมส่วนบุคคล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนระยะยาวในประเทศไทย สภาวะเศรษฐกิจมหภาคเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งเนื่องจากส่งผลต่อค่าใช้จ่ายรายวันและอำนาจซื้อของสกุลเงินท้องถิ่น รายงานเน้นย้ำว่าผู้เกษียณอายุซึ่งขาดรายได้ที่มั่นคงจากการทำงานประจำมีความเสี่ยงต่อความผันผวนเหล่านี้เป็นพิเศษ การจัดการการเงินส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ความสามารถในการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ

แม้ว่ารายงานจะสรุปถึงแรงกดดันในวงกว้างที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงิน แต่ก็ไม่ได้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายเฉพาะหรือการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทย ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มระดับโลกเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยในอนาคตหรือดัชนีราคาผู้บริโภคในท้องถิ่นอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยติดตามการวางแผนทางการเงินของตนอย่างใกล้ชิดในขณะที่ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจโลกยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 17:16 UTC

ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยคาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยคาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปอย่างเป็นทางการแล้ว โดยหน่วยงานทางการเงินคาดการณ์ว่าจะมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เป็นต้นไป

เพื่อตอบสนองต่อตัวชี้วัดดังกล่าว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้เริ่มหารือกับตัวแทนภาคเอกชนเพื่อจัดตั้งคณะทำงาน 5 คณะ โดยกลุ่มเหล่านี้มีหน้าที่พัฒนาแผนยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่เพื่อมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ด้วยวิสัยทัศน์ที่ตั้งเป้าหมายสู่ความมั่งคั่งของประเทศภายใน 12 ปีข้างหน้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเสถียรภาพให้กับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกิจกรรมทางธุรกิจในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้ว่ามุมมองของธนาคารกลางจะเป็นไปในเชิงบวก แต่ความเร็วที่แท้จริงของการฟื้นตัวนี้ยังคงต้องรอการยืนยันเมื่อไตรมาสที่ 3 ดำเนินต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่จะเปลี่ยนเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ให้เป็นนโยบายการลงทุนที่ปฏิบัติได้จริงอย่างไร ในขณะนี้ สถานการณ์ยังคงเป็นไปในลักษณะของความหวังที่ระมัดระวังมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทันที

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 17:16 UTC

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดวงเงินโอนใหม่สำหรับเยาวชน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดวงเงินโอนใหม่สำหรับเยาวชน

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังนำข้อจำกัดในการทำธุรกรรมที่เข้มงวดขึ้นมาใช้สำหรับผู้ใช้ที่เป็นเยาวชน เพื่อต่อสู้กับการเพิ่มขึ้นของ 'บัญชีม้า' และการใช้ชื่อผู้อื่นทำธุรกรรม

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดวงเงินโอนใหม่สำหรับเยาวชน

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดวงเงินโอนใหม่สำหรับเยาวชน

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังนำข้อจำกัดในการทำธุรกรรมที่เข้มงวดขึ้นมาใช้สำหรับผู้ใช้ที่เป็นเยาวชน เพื่อต่อสู้กับการเพิ่มขึ้นของ 'บัญชีม้า' และการใช้ชื่อผู้อื่นทำธุรกรรม

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศปรับปรุงกฎระเบียบทางการเงินครั้งสำคัญเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของ 'บัญชีม้า' และการฉ้อโกงทางการเงินผ่านการใช้ชื่อผู้อื่น (นอมินี) โดยธนาคารกลางกำลังดำเนินนโยบายใหม่ที่จำกัดจำนวนเงินที่ผู้ใช้ที่เป็นเยาวชนสามารถโอนหรือชำระเงินได้ในการทำธุรกรรมแต่ละครั้ง โดยกำหนดไว้ไม่เกิน 10,000 บาท

มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนและคนหนุ่มสาวถูกเครือข่ายอาชญากรแสวงหาผลประโยชน์โดยการนำบัญชีไปใช้ในกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อวิธีการจัดการเงินค่าขนมหรือการชำระเงินดิจิทัลสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่อายุน้อย สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ แม้ว่าเป้าหมายคือการเพิ่มความปลอดภัย แต่กรอบเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจนและเกณฑ์อายุที่แน่นอนสำหรับข้อจำกัดเหล่านี้ยังคงต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินแต่ละแห่ง

นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรตรวจสอบแอปพลิเคชันธนาคารของตนหรือปรึกษาสาขาธนาคารในพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจว่าข้อจำกัดใหม่เหล่านี้อาจส่งผลต่อบัญชีของตนอย่างไร ในขณะที่สถานการณ์ยังคงพัฒนาต่อไป คาดว่าธนาคารกลางจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบังคับใช้เพดานวงเงินเหล่านี้และข้อยกเว้นที่เป็นไปได้สำหรับบัญชีที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 17:17 UTC

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันระดับโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันระดับโลก

ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่สอง โดยระบุว่าความไม่สงบในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันระดับโลก

แหล่งข่าวเดียว
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันระดับโลก

ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่สอง โดยระบุว่าความไม่สงบในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2569 โดยธนาคารกลางระบุว่าความไม่สงบที่ยังคงดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางและการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมักส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสำหรับบริการขนส่งและที่พักเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการวางแผนงบประมาณการเดินทางและค่าครองชีพโดยรวม นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังรอการอัปเดตเกี่ยวกับสถานะในบัญชีเฝ้าระวังทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพัฒนาการที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการค้าระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นในการลงทุน

แม้ว่าการชะลอตัวจะเกิดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานจากภายนอก แต่ผลกระทบระยะยาวต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและการกำหนดราคาบริการยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดว่าแรงกดดันเหล่านี้จะยังคงอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปีหรือไม่ หรือเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง ณ ปัจจุบัน การปรับเปลี่ยนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวหรือการเปลี่ยนแปลงสถานะการเฝ้าระวังของสหรัฐฯ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และคาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 15:35 UTC

ปตท.สผ. ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.50 บาทต่อหุ้น
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

ปตท.สผ. ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.50 บาทต่อหุ้น

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหลังจากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

Thai Post + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ปตท.สผ. ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.50 บาทต่อหุ้น

ได้รับการยืนยัน
ปตท.สผ. ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.50 บาทต่อหุ้น

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหลังจากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอย่างเป็นทางการในอัตรา 4.50 บาทต่อหุ้น การตัดสินใจดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งบริษัทสามารถรักษาการดำเนินงานด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติไว้ได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ประกาศนี้สะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของหนึ่งในหน่วยงานด้านพลังงานหลักของประเทศ เนื่องจาก ปตท.สผ. มีบทบาทสำคัญในภาคพลังงานของไทย ข้อมูลทางการเงินดังกล่าวจึงมักได้รับความสนใจจากนักลงทุนและผู้ที่ติดตามสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย แม้ว่าการจ่ายเงินปันผลจะเป็นการยืนยันถึงสภาพคล่องในปัจจุบันและความมุ่งมั่นของบริษัทที่มีต่อผู้ถือหุ้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพรายวันหรือราคาพลังงานสำหรับประชาชนทั่วไป

ในขณะนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผล (XD) และกำหนดการจ่ายเงินอย่างเป็นทางการยังไม่ได้ระบุไว้อย่างครบถ้วนในรายงานฉบับแรก ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือพอร์ทัลนักลงทุนสัมพันธ์ของ ปตท.สผ. เพื่อทราบกำหนดการที่ชัดเจนของการจ่ายเงินดังกล่าว รายงานนี้ยืนยันเพียงจำนวนเงินปันผลเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้แนวทางทางการเงินเพิ่มเติมสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 11:58 UTC

ไทยเดินหน้าตั้งคณะทำงานใหม่ ปั้นยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเดินหน้าตั้งคณะทำงานใหม่ ปั้นยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ โดยตั้งเป้าผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เกิน 3% ต่อปี ภายในระยะเวลา 4 ปี

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเดินหน้าตั้งคณะทำงานใหม่ ปั้นยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเดินหน้าตั้งคณะทำงานใหม่ ปั้นยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ โดยตั้งเป้าผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เกิน 3% ต่อปี ภายในระยะเวลา 4 ปี

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้เริ่มจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะทางจำนวน 5 ชุด เพื่อรับผิดชอบในการสร้างยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ที่ครอบคลุมสำหรับประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้สูงกว่า 3% ต่อปี ภายในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในทิศทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งอาจนำไปสู่โครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางธุรกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานท้องถิ่น แม้ว่าโครงการนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามเชิงรุกของทางการในการกระตุ้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว สำหรับนักท่องเที่ยว แม้นโยบายเศรษฐกิจระดับสูงเหล่านี้อาจไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยวในทันที แต่มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนาประเทศในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพการบริการและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว

ในขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะทำงานเหล่านี้และกลไกที่แน่ชัดที่จะใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโต 3% ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่จะออกมาจากคณะกรรมการเหล่านี้ เนื่องจากยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ประสิทธิภาพในระยะยาวของมาตรการเหล่านี้จึงยังคงเป็นประเด็นสำหรับการประเมินในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 11:57 UTC

ปตท.สผ. เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกแข็งแกร่ง พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ปตท.สผ. เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกแข็งแกร่ง พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ประกาศกำไรสุทธิ 3.9 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันในตลาดโลก

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ปตท.สผ. เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกแข็งแกร่ง พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซ

แหล่งข่าวเดียว
ปตท.สผ. เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกแข็งแกร่ง พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ประกาศกำไรสุทธิ 3.9 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันในตลาดโลก

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ปตท.สผ. ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานทางการเงินในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยบริษัทมีรายได้รวม 1.77 แสนล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 39,032 ล้านบาท ทั้งนี้ ปตท.สผ. มีแผนที่จะจ่ายเงินปันผล 4.50 บาทต่อหุ้น

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยของบริษัทอยู่ที่ 563,179 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% อยู่ที่ 49.54 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามทิศทางของตลาดโลก แม้จะมีความไม่แน่นอนในภาคพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ ปตท.สผ. ยังคงรักษาการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศไว้ได้ที่ประมาณ 2,680 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณการส่งมอบตามสัญญาที่ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว รายงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของแหล่งพลังงานภายในประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนของโลก แม้ระดับการผลิตของบริษัทจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ผลกระทบระยะยาวจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในท้องถิ่นนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2026, 11:56 UTC