ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง ✦
ความปลอดภัย GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย ✦
ทั่วไป จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ ✦
กฎหมาย ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก ✦
กีฬา “อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ✦
กีฬา 6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ✦
ความปลอดภัย GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ✦
ความปลอดภัย โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน ✦
ความปลอดภัย

หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

แหล่งข่าวเดียว
หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นถูกยิงเสียชีวิตขณะนั่งสังสรรค์ในจังหวัดพัทลุง โดยตำรวจกำลังมุ่งประเด็นไปที่ความขัดแย้งส่วนตัว

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ 'หมอบอย' ถูกยิงเสียชีวิตในจังหวัดพัทลุง โดยมีรายงานว่าผู้เสียชีวิตกำลังนั่งสังสรรค์กับเพื่อนอยู่หลังบ้านพัก ก่อนที่มือปืนไม่ทราบชื่อจะยิงใส่จำนวน 2 นัด ส่งผลให้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบและสอบปากคำพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ในขั้นตอนนี้ของการสอบสวน ตำรวจกำลังมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวว่าเป็นแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการก่อเหตุครั้งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด แม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าสาธารณชนทั่วไปกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ เนื่องจากขณะนี้การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ รายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุและลักษณะเฉพาะของความขัดแย้งที่ถูกกล่าวถึงนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:02 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

หน่วยงานอวกาศของไทยระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงในการเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศไทย ตามรายงานของ Khaosod English ระบุว่าทางหน่วยงานกำลังใช้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อติดตามผลกระทบจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงโอกาสที่น้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่ GISTDA ได้แนะนำเป็นพิเศษให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็น 'โซนสีแดง' เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการ

แม้ว่าข้อมูลดาวเทียมจะให้ภาพรวมที่ชัดเจนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในปัจจุบัน แต่ขอบเขตผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวัง ตรวจสอบรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นบ่อยครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัด ในขณะนี้ทางหน่วยงานยังคงประมวลผลข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของการเดินทางและกิจกรรมประจำวัน แม้ว่าคำสั่งอพยพเฉพาะเจาะจงหรือรายงานความเสียหายในพื้นที่นั้นจะอยู่ภายใต้การติดตามอย่างต่อเนื่องโดยหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:00 UTC

ทั่วไป

จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

แหล่งข่าวเดียว
จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์สำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งใหม่ในจังหวัดอุดรธานี

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมทรัพยากรน้ำประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 3 (สทน.3) ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำในจังหวัดอุดรธานี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลน้ำส่วนกลางถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีขึ้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ การจัดการระบบชลประทาน และการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยหรือภัยแล้งตามฤดูกาล ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในภาคอีสาน โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่การจัดการน้ำที่เชื่อถือได้มากขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติที่แม่นยำและทันท่วงทีในช่วงสภาพอากาศสุดขั้ว

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยัน

แม้ว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนการวางแผน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการก่อสร้างศูนย์ ขอบเขตการให้บริการข้อมูลแก่สาธารณะ และวิธีการบูรณาการข้อมูลเหล่านี้เข้ากับระบบจัดการภัยพิบัติของจังหวัด ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากกรมทรัพยากรน้ำในขณะที่แผนยุทธศาสตร์ดำเนินไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางจังหวัดเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:03 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มการตรวจสอบพื้นที่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ใหม่สำหรับการวัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำของไทย (DWR) ได้ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำภาคที่ 3 (สทน.3) ได้เริ่มปฏิบัติการภาคสนามเพื่อกำกับดูแลการติดตั้งอุปกรณ์วัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำแบบเฉพาะทาง ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพื่อกำหนดจุดติดตั้งที่แม่นยำสำหรับเครื่องมือติดตามเหล่านี้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อปรับปรุงความแม่นยำในการเก็บข้อมูลการใช้น้ำ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูลที่ดีขึ้นสำหรับการวางแผนทรัพยากรในอนาคต แต่โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกพื้นที่และการตรวจสอบ

ในขั้นตอนนี้ กรมทรัพยากรน้ำยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเริ่มใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด หรือข้อมูลที่รวบรวมได้จะมีอิทธิพลต่อนโยบายการจัดสรรน้ำในท้องถิ่นอย่างไร ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจหรือติดตั้งอุปกรณ์ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของการติดตามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริการน้ำในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่กรมฯ ดำเนินการตามกำหนดการติดตั้ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:04 UTC

กฎหมาย

ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

แหล่งข่าวเดียว
ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งใหญ่ในเขตทุ่งครุ ยึดยาบ้าได้ 23 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 2 ตัน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้แถลงผลการปฏิบัติการ 'Safe BKK' โดยการบุกเข้าตรวจค้นในชุมชนวัดทุ่งครุ หลังจากได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่

ในระหว่างการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นยาเสพติดจำนวนมหาศาล ได้แก่ ยาบ้า 23 ล้านเม็ด และไอซ์ 2 ตัน โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงานเพื่อกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ในระหว่างการจับกุม ผู้ต้องหาบางรายพยายามหลบหนีโดยการกระโดดลงน้ำและปีนขึ้นไปบนหลังคา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้โดรนบินกดดันเพื่อติดตามและควบคุมตัวผู้ต้องหาให้ยอมจำนน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน แม้ว่าภัยคุกคามในชุมชนวัดทุ่งครุจะได้รับการจัดการผ่านการกวาดล้างครั้งนี้แล้ว แต่การสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายการจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำนวนดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับจำนวนผู้ถูกจับกุมหรือกลุ่มอาชญากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังและแจ้งเบาะแสกิจกรรมที่น่าสงสัยแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดสำหรับฝนที่จะตกหนักในเย็นนี้ โดยมีการดำเนินการระบายน้ำเตรียมพร้อมไว้แล้ว

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเย็นวันนี้ โดยผู้ว่าฯ ได้สั่งให้สำนักการระบายน้ำเร่งผันน้ำไปทางพื้นที่แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้จะมีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนัก แต่ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้แสดงความมั่นใจในมาตรการป้องกันน้ำท่วมของเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่าไม่ได้มีความกังวลมากนักเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมขังในวงกว้างภายในเมืองหลวง ทางกรุงเทพมหานครกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าระบบระบายน้ำยังคงทำงานได้ตามปกติและมีการจัดการการไหลของน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่เมือง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ หมายความว่าแม้ทางเมืองจะดำเนินมาตรการเชิงรุก แต่ก็อาจเกิดน้ำท่วมขังในบางจุดหรือการจราจรติดขัดได้หากปริมาณฝนเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำ จึงขอแนะนำให้ติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในพื้นที่และวางแผนการเดินทางเผื่อเวลาในช่วงเย็นนี้ ขณะนี้สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม และการอัปเดตเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนที่ตกลงมาจริงตลอดช่วงเย็น ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้ระบุถึงการอพยพฉุกเฉินหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล มือวางอันดับ 17 ของโลก ถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลังจากการแข่งขันประเภททีม

รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่า พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล นักแบดมินตันชาวไทย ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 อย่างเป็นทางการ โดยนักกีฬาวัย 22 ปี ซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 17 ของโลก ได้รับบาดเจ็บที่หลังระหว่างการแข่งขันประเภททีมชายในนัดที่พบกับอินโดนีเซีย จนต้องขอถอนตัวจากการแข่งขันในแมตช์ดังกล่าว

ในแถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พณิชพลอธิบายว่าเขาและทีมผู้ฝึกสอนได้พยายามอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลา 2-3 วันระหว่างการแข่งขันประเภททีมและประเภทบุคคล อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่เขาสรุปว่าสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์ 100% จึงตัดสินใจถอนตัวเพื่อป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นและเพื่อรักษาคุณภาพในการแข่งขันในอนาคต พร้อมทั้งกล่าวขอโทษแฟนกีฬาและยืนยันว่าจะมุ่งเน้นการรักษาตัวเพื่อกลับมารับใช้ชาติในโอกาสต่อไป

สำหรับผู้ที่ติดตามการแข่งขัน การถอนตัวครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตารางการแข่งขัน แม้ว่านักกีฬาจะยืนยันการถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการพักฟื้นหรือรายละเอียดทางการแพทย์ที่ชัดเจน แฟนกีฬาสามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดการแข่งขันเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับตารางการแข่งขันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

แหล่งข่าวเดียว
6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

นักฟุตบอลเยาวชน 6 คนจากโครงการ GLO STAR 2026 เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมเป็นเวลา 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ในศึกเจลีก

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นักฟุตบอลเยาวชนไทย 6 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ GLO STAR 2026 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยมีพันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมส่งและให้โอวาทแก่เยาวชนก่อนออกเดินทาง

นักกีฬาทั้ง 6 คนได้รับคัดเลือกผ่านกระบวนการที่เข้มข้น เริ่มตั้งแต่การแข่งขัน GLO Cup 2026 รอบคัดเลือกใน 7 ภูมิภาค ตามด้วยรอบชิงแชมป์ประเทศไทย และการเก็บตัวใน GLO STAR Camp โดยเยาวชนกลุ่มนี้จะใช้เวลา 6 เดือนในการฝึกซ้อมกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในศึกเจลีกของประเทศญี่ปุ่น

สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจด้านกีฬาในประเทศไทย โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนากีฬาเยาวชนและความร่วมมือระหว่างองค์กรไทยกับลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้สัมผัสมาตรฐานการฝึกซ้อมระดับสากล

แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะในระดับอาชีพ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านักเตะเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเยาวชนของสโมสรได้ดีเพียงใด และความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในระยะยาวหรือไม่ โดยแฟนบอลชาวไทยจะคอยติดตามความก้าวหน้าของเยาวชนทั้ง 6 คนนี้อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนของประเทศในการแลกเปลี่ยนทางกีฬานี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA บ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดหลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมและการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อเตือนภัยความเสี่ยงน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยใช้แอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ในการระบุพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง (สีแดง) ซึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง การวิเคราะห์ดาวเทียมพบพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูงที่ขยายวงกว้าง ครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการรายงานจุดน้ำท่วมขังที่เป็นอันตรายบนเส้นทางคมนาคมสายหลักหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการขนส่ง ในส่วนของภาคอีสานตอนล่าง จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด กำลังเผชิญกับน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำเตือนเหล่านี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทางถนนและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่ระบุว่าเป็นเขตเสี่ยงภัย แม้ว่า GISTDA จะมีการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ แต่ผลกระทบโดยรวมต่อเส้นทางคมนาคมเฉพาะจุดและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่นต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต แสดงความกังวลหลังจากมีรายงานการรวมตัวกันยามค่ำคืนที่มีการแสดงควงกระบองไฟและกีดขวางการจราจร

ตามรายงานของ Khaosod English ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต ได้แสดงความกังวลหลังจากมีกลุ่มชาวต่างชาติรวมตัวกันยามค่ำคืนโดยไม่ได้รับอนุญาตบนถนนสาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:00 น. ของวันที่ 24 กันยายน 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมควงวัตถุที่มีไฟลุกโชน ซึ่งสร้างความสนใจให้กับชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ภาพถ่ายที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กท้องถิ่นชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมของกลุ่มดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะและความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยในพื้นที่ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์เช่นนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นเกี่ยวกับการรวมตัวในที่สาธารณะและการแสดงที่เกี่ยวข้องกับไฟในเขตที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสามารถระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ หรือมีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วม หรือเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวคอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวและรายงานกิจกรรมใดๆ ที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 02:25 UTC

ชาวระนองรวมตัวประท้วงโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ชาวระนองรวมตัวประท้วงโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

ชุมชนใน 8 ตำบลของจังหวัดระนองรวมตัวกันเพื่อคัดค้านโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยอ้างถึงความกังวลด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถีวัฒนธรรม

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ชาวระนองรวมตัวประท้วงโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

แหล่งข่าวเดียว
ชาวระนองรวมตัวประท้วงโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

ชุมชนใน 8 ตำบลของจังหวัดระนองรวมตัวกันเพื่อคัดค้านโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยอ้างถึงความกังวลด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถีวัฒนธรรม

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2026 ชาวบ้านจาก 8 ตำบลในจังหวัดระนองได้จัดกิจกรรมรวมพลังเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมของตน โดยโครงการนี้ใช้ชื่อว่า 'ปกป้องวิถีควน หลาด เล' ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของชุมชนจากจังหวัดระนองและชุมพร

วัตถุประสงค์หลักของการรวมตัวครั้งนี้คือการแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ของรัฐบาลและโครงการพัฒนาแลนด์บริดจ์ที่เกี่ยวข้อง ผู้เข้าร่วมโต้แย้งว่าแผนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นี้คุกคามความสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยาของภูมิภาคและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนที่พวกเขาเรียกว่า 'ควน หลาด เล' (ภูเขา-ตลาด-ทะเล)

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในภาคใต้ของประเทศไทย แม้ว่าการประท้วงจะสะท้อนถึงความพยายามของภาคประชาชนในการหยุดยั้งโครงการ SEC แต่ผลกระทบระยะยาวต่อกรอบเวลาการดำเนินงานของรัฐบาลนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่าแม้ชุมชนจะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการคัดค้านโครงการ แต่การตอบสนองอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับข้อกังวลเฉพาะของท้องถิ่นนั้นยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวในพื้นที่ควรตระหนักว่าอาจมีการชุมนุมในท้องถิ่นเกิดขึ้นในขณะที่การหารือเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 12:36 UTC

มาดามแป้งประกาศอัดฉีด 2 ล้านบาท หากทัพช้างศึกคว้าแชมป์กลุ่มศึกอาเซียนคัพ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

มาดามแป้งประกาศอัดฉีด 2 ล้านบาท หากทัพช้างศึกคว้าแชมป์กลุ่มศึกอาเซียนคัพ

นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศมอบเงินอัดฉีด 2 ล้านบาทให้แก่ทีมชาติไทย หากสามารถคว้าแชมป์กลุ่มในการแข่งขันอาเซียนคัพ 2026 ได้สำเร็จ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

มาดามแป้งประกาศอัดฉีด 2 ล้านบาท หากทัพช้างศึกคว้าแชมป์กลุ่มศึกอาเซียนคัพ

แหล่งข่าวเดียว
มาดามแป้งประกาศอัดฉีด 2 ล้านบาท หากทัพช้างศึกคว้าแชมป์กลุ่มศึกอาเซียนคัพ

นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศมอบเงินอัดฉีด 2 ล้านบาทให้แก่ทีมชาติไทย หากสามารถคว้าแชมป์กลุ่มในการแข่งขันอาเซียนคัพ 2026 ได้สำเร็จ

นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศมอบเงินรางวัลอัดฉีดจำนวน 2 ล้านบาทให้แก่ทีมชาติไทย หรือ 'ทัพช้างศึก' หากสามารถจบการแข่งขันในฐานะแชมป์กลุ่มของศึกอาเซียนคัพ 2026 ได้สำเร็จ การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหลังจากทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเก็บ 6 คะแนนเต็มจาก 2 นัดแรก โดยบุกไปชนะลาว 5-0 และล่าสุดเปิดบ้านเอาชนะมาเลเซีย 2-0 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ท่ามกลางแฟนบอลกว่า 16,000 คน

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นวลพรรณระบุว่าการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงฟีฟ่าเดย์ ทำให้ทีมจำเป็นต้องใช้ผู้เล่นสายเลือดใหม่หลายคน อย่างไรก็ตาม เธอได้แสดงความชื่นชมในความกระหายและมุ่งมั่นของนักเตะที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองแม้จะขาดผู้เล่นตัวหลักหลายราย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ผลงานของทีมที่สนามราชมังคลากีฬาสถานสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในกีฬาฟุตบอลในพื้นที่ การแข่งขันที่สนามแห่งนี้มักมีแฟนบอลจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการจราจรและระบบขนส่งสาธารณะในย่านรามคำแหง แม้ทีมจะโชว์ฟอร์มได้ดี แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าทีมจะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นเพื่อคว้าแชมป์กลุ่มและผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้หรือไม่ แฟนบอลควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการสำหรับตารางการแข่งขันในนัดถัดไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 12:40 UTC

รัฐบาลไทยเผยยอดเงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้านบาทจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

รัฐบาลไทยเผยยอดเงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้านบาทจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”

หลังผ่านไป 2 เดือน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีผู้เข้าร่วมแล้ว 26 ล้านราย และร้านค้า 1.1 ล้านแห่ง

Prachachat Business + 2 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเผยยอดเงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้านบาทจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”

ได้รับการยืนยัน
รัฐบาลไทยเผยยอดเงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้านบาทจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”

หลังผ่านไป 2 เดือน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีผู้เข้าร่วมแล้ว 26 ล้านราย และร้านค้า 1.1 ล้านแห่ง

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ รัฐบาลไทยประกาศว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ได้สร้างยอดเงินสะพัดรวมกว่า 8.64 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลา 2 เดือนแรกของการดำเนินงาน นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าโครงการนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีประชาชนเข้าร่วม 26 ล้านราย และมีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 1.1 ล้านร้านค้า

ข้อมูลระบุว่า 96.9% ของการใช้จ่ายทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านร้านค้าที่ลงทะเบียน ซึ่งตอกย้ำถึงเป้าหมายของโครงการในการสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มองว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อผลกระทบของโครงการที่มีต่อการบริโภคภายในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น แม้อัตราการเข้าร่วมที่สูงจะบ่งชี้ถึงการยอมรับในวงกว้าง แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลมีแผนอย่างไรในการรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจนี้ในระยะยาว หรือจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของโครงการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผู้ที่สนใจกลไกเฉพาะของเงินอุดหนุน 60/40 ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสิทธิ์และขั้นตอนต่อไปของโครงการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business + 2 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 04:16 UTC

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย: ผลกระทบไตรมาส 2 และความกังวลด้านต้นทุน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย: ผลกระทบไตรมาส 2 และความกังวลด้านต้นทุน

ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 เป็น 2.3% โดยระบุว่าไตรมาสที่ 2 เผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดจากความขัดแย้งทั่วโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย: ผลกระทบไตรมาส 2 และความกังวลด้านต้นทุน

แหล่งข่าวเดียว
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย: ผลกระทบไตรมาส 2 และความกังวลด้านต้นทุน

ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 เป็น 2.3% โดยระบุว่าไตรมาสที่ 2 เผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดจากความขัดแย้งทั่วโลก

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 เป็น 2.3% การปรับเปลี่ยนนี้เป็นผลมาจากการประเมินว่าผลกระทบจากความขัดแย้งทั่วโลกที่กำลังดำเนินอยู่นั้นมีความรุนแรงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางระบุว่าไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย สภาพเศรษฐกิจเช่นนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่ต้องใช้ความระมัดระวัง รายงานระบุว่าไตรมาสที่ 3 จะต้องมีการติดตามค่าครองชีพที่สูงขึ้นและต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างใกล้ชิด ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศ

แม้ว่าการคาดการณ์การเติบโตจะเป็นพื้นฐานสำหรับปีนี้ แต่ขอบเขตที่แท้จริงของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อชีวิตประจำวันยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะส่งผลต่อตลาดในวงกว้างอย่างไร และจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ ในขณะที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางมายังประเทศไทยควรตระหนักถึงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในค่าครองชีพ ในขณะที่ภาคธุรกิจปรับตัวเข้ากับสภาวะทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 11:36 UTC

ทำความเข้าใจภาวะหมดไฟในการทำงานในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทำความเข้าใจภาวะหมดไฟในการทำงานในประเทศไทย

รายงานล่าสุดจากประชาชาติธุรกิจเน้นย้ำถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกนิยามว่าเป็นความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทำความเข้าใจภาวะหมดไฟในการทำงานในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ทำความเข้าใจภาวะหมดไฟในการทำงานในประเทศไทย

รายงานล่าสุดจากประชาชาติธุรกิจเน้นย้ำถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกนิยามว่าเป็นความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการ

ตามรายงานล่าสุดจากประชาชาติธุรกิจ แนวคิดเรื่อง 'ภาวะหมดไฟ' (Burnout) ได้กลายเป็นหัวข้อสำคัญในแวดวงวิชาชีพของไทย องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามภาวะนี้ว่าเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างประสบความสำเร็จ อาการรวมถึงความรู้สึกหมดพลังหรืออ่อนล้า การเพิ่มระยะห่างทางจิตใจจากงาน และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง

สำหรับชาวต่างชาติและผู้อยู่อาศัยที่ทำงานในประเทศไทย การทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้นในวัฒนธรรมองค์กรท้องถิ่นและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน รายงานเน้นย้ำว่าภาวะหมดไฟไม่ใช่ภาพสะท้อนของการขาดความมุ่งมั่นหรือ 'จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้' ของบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน

แม้ว่ารายงานจะให้คำจำกัดความที่ชัดเจนของภาวะนี้ แต่ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าอุตสาหกรรมต่างๆ ในไทยจะปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการเพื่อแก้ไขข้อกังวลเหล่านี้อย่างไร ผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบวิชาชีพควรทราบว่าการอภิปรายนี้ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การสร้างความตระหนักรู้และผลกระทบทางจิตวิทยาจากความต้องการในการทำงานสมัยใหม่ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหรือนโยบายองค์กรที่บังคับใช้เพื่อตอบสนองต่อข้อค้นพบเหล่านี้ ผู้ที่กำลังทำงานในตลาดแรงงานไทยอาจพบว่ามีประโยชน์ในการติดตามว่าบริษัทในท้องถิ่นเริ่มบูรณาการข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เข้ากับกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลของตนอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 10:56 UTC

เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาสที่ 2 ปี 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในไตรมาสที่ 2 โดยได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโลกและการท่องเที่ยวที่ลดลง แม้ว่าภาคการส่งออกเทคโนโลยีจะยังคงมีการเติบโต

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

แหล่งข่าวเดียว
เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในไตรมาสที่ 2 โดยได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโลกและการท่องเที่ยวที่ลดลง แม้ว่าภาคการส่งออกเทคโนโลยีจะยังคงมีการเติบโต

ตามรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่อ้างถึงโดย Khaosod Online เศรษฐกิจไทยยังคงทรงตัวในเดือนมิถุนายน 2569 โดยไตรมาสที่ 2 แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวในเกือบทุกด้านเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ธนาคารกลางระบุว่าสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในภาคบริการ ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารประสบกับภาวะซบเซาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งซ้ำเติมด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากตะวันออกกลางและยุโรป รวมถึงการลดเที่ยวบินเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น การบริโภคภาคเอกชนก็ลดลงเช่นกันเนื่องจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น แม้จะมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐก็ตาม ในขณะที่การใช้เชื้อเพลิงและยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าชะลอตัวลง แต่ภาคเทคโนโลยียังคงเป็นจุดแข็งด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล

สำหรับแนวโน้มในอนาคต ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการบริโภคของครัวเรือนจะยังคงกระจุกตัวอยู่ในไตรมาสที่ 3 แม้จะมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ แต่ค่าครองชีพที่สูงยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเหล่านี้จะคงอยู่ยาวนานเพียงใด และจะมีมาตรการภาครัฐเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 11:00 UTC

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 8 แสนรายยังยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 8 แสนรายยังยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ

กระทรวงการคลังรายงานว่าผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการจำนวนหลายแสนรายยังดำเนินการยืนยันตัวตนไม่เสร็จสิ้น ส่งผลให้กระทรวงมหาดไทยต้องลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 8 แสนรายยังยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 8 แสนรายยังยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ

กระทรวงการคลังรายงานว่าผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการจำนวนหลายแสนรายยังดำเนินการยืนยันตัวตนไม่เสร็จสิ้น ส่งผลให้กระทรวงมหาดไทยต้องลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กระทรวงการคลังเปิดเผยว่ามีผู้ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 800,000 ราย ที่ยังไม่สามารถดำเนินการยืนยันตัวตนให้เสร็จสิ้นได้ ซึ่งอุปสรรคทางธุรการนี้ส่งผลให้ผู้มีสิทธิไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการที่ตนควรได้รับ

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยได้ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการขั้นตอนการยืนยันตัวตนที่จำเป็น ความคิดริเริ่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แน่ใจว่าผู้มีสิทธิจะได้รับความช่วยเหลือโดยไม่ล่าช้าไปกว่านี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่มาพำนักระยะยาว ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลไทยในการปรับปรุงการกระจายสวัสดิการสังคม แม้ว่าประเด็นนี้จะเกี่ยวข้องกับผู้ถือบัตรสวัสดิการในท้องถิ่นโดยเฉพาะ แต่ก็สะท้อนถึงการให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการเกี่ยวกับอัตลักษณ์ดิจิทัลและการเข้าถึงบริการทางสังคมในประเทศไทย

ในขณะนี้ ยังคงต้องติดตามว่าการปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหาความล่าช้าได้รวดเร็วเพียงใด และผู้ที่ได้รับผลกระทบจะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ของตนได้อย่างเต็มที่เมื่อใด นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังระบุว่าคาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานแยกต่างหากภายในเดือนสิงหาคม แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับขอบเขตและผลกระทบต่อสาธารณชนยังคงรอการประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 10:16 UTC

นักธุรกิจสาวร้องถูกหมอดูหลอกสูญเงินกว่า 30 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นักธุรกิจสาวร้องถูกหมอดูหลอกสูญเงินกว่า 30 ล้านบาท

นักธุรกิจสาววัย 32 ปี เข้าร้องขอความช่วยเหลือจากเพจสายไหมต้องรอด หลังอ้างว่าถูกหมอดูหลอกให้เสียเงินกว่า 30 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 4 ปี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นักธุรกิจสาวร้องถูกหมอดูหลอกสูญเงินกว่า 30 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
นักธุรกิจสาวร้องถูกหมอดูหลอกสูญเงินกว่า 30 ล้านบาท

นักธุรกิจสาววัย 32 ปี เข้าร้องขอความช่วยเหลือจากเพจสายไหมต้องรอด หลังอ้างว่าถูกหมอดูหลอกให้เสียเงินกว่า 30 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 4 ปี

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นักธุรกิจสาววัย 32 ปี ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด โดยระบุว่าถูกหมอดูชื่อดังหลอกลวงจนสูญเงินไปกว่า 30 ล้านบาท ผู้เสียหายเล่าว่าได้ติดต่อหมอดูรายนี้ผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อ 4-5 ปีก่อนเพื่อขอคำปรึกษาด้านธุรกิจ โดยในช่วงแรกคำทำนายมีความแม่นยำจนทำให้เกิดความเชื่อถือ ต่อมาหมอดูรายนี้ได้โน้มน้าวให้เธอจ่ายเงินค่าทำพิธีกรรมและค่าซื้อพานครู ซึ่งในแต่ละครั้งมีมูลค่าสูงเกือบหนึ่งล้านบาท

กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีรายงานเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า นักธุรกิจสาวลูกครึ่งไทย-ฮ่องกงรายหนึ่งได้ร้องเรียนว่าถูกหมอดูคนเดียวกันหลอกจนสูญเงินไปถึง 40 ล้านบาท สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการใช้บริการด้านความเชื่อหรือการดูดวงที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะบริการที่ทำผ่านช่องทางออนไลน์ แม้ว่าผู้เสียหายจะเข้าขอความช่วยเหลือจากนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอดแล้ว แต่ข้อกล่าวหายังคงอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อหมอดูรายดังกล่าวหรือไม่ จึงขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 10:20 UTC

นักธุรกิจสาวร้องเรียนสูญเงินกว่า 30 ล้านบาทจากหมอดูดัง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นักธุรกิจสาวร้องเรียนสูญเงินกว่า 30 ล้านบาทจากหมอดูดัง

นักธุรกิจหญิงชาวไทยได้ยื่นเรื่องร้องเรียนโดยอ้างว่าถูกหมอดูดังหลอกลวงเงินไปกว่า 30 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 5 ปี

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นักธุรกิจสาวร้องเรียนสูญเงินกว่า 30 ล้านบาทจากหมอดูดัง

แหล่งข่าวเดียว
นักธุรกิจสาวร้องเรียนสูญเงินกว่า 30 ล้านบาทจากหมอดูดัง

นักธุรกิจหญิงชาวไทยได้ยื่นเรื่องร้องเรียนโดยอ้างว่าถูกหมอดูดังหลอกลวงเงินไปกว่า 30 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 5 ปี

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2026 นักธุรกิจหญิงรายหนึ่งได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่โดยอ้างว่าถูกหมอดูชื่อดังหลอกลวง ผู้ร้องเรียนระบุว่าพฤติกรรมฉ้อโกงดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานถึง 5 ปี ส่งผลให้สูญเสียเงินรวมกว่า 30 ล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย กรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ความระมัดระวังในการใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก โดยเฉพาะบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษาด้านส่วนตัวหรือจิตวิญญาณ แม้ว่าการดูดวงจะเป็นวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการทำข้อตกลงทางการเงินที่มีมูลค่าสูงควรได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญและมีเอกสารทางกฎหมายรองรับเพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบ

ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยตัวตนของหมอดูรายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และวิธีการเฉพาะที่ใช้ในการฉ้อโกงตามที่ถูกกล่าวหายังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าข้อมูลเหล่านี้ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาเท่านั้น กระบวนการทางกฎหมายยังคงดำเนินอยู่ และความถูกต้องของข้อกล่าวหาจะถูกตัดสินผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการ ผู้ติดตามข่าวสารกำลังรอการอัปเดตเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีและดูว่าจะมีผู้เสียหายรายอื่นเข้าแจ้งความเพิ่มเติมหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 10:15 UTC

ข้อเสนอปรับปรุงเกณฑ์ลดหย่อนภาษี TISA ของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้อเสนอปรับปรุงเกณฑ์ลดหย่อนภาษี TISA ของไทย

รายงานระบุว่ากระทรวงการคลังกำลังพิจารณาจำกัดวงเงินลดหย่อนภาษี TISA ไว้ที่ 600,000 บาท และยกเลิกระบบตัวคูณ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้อเสนอปรับปรุงเกณฑ์ลดหย่อนภาษี TISA ของไทย

แหล่งข่าวเดียว
ข้อเสนอปรับปรุงเกณฑ์ลดหย่อนภาษี TISA ของไทย

รายงานระบุว่ากระทรวงการคลังกำลังพิจารณาจำกัดวงเงินลดหย่อนภาษี TISA ไว้ที่ 600,000 บาท และยกเลิกระบบตัวคูณ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 กระทรวงการคลังของไทยกำลังอยู่ในระหว่างการสรุปการปรับปรุงเกณฑ์การลดหย่อนภาษีสำหรับบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุน (TISA) โดยการหารือในปัจจุบันชี้ให้เห็นถึงการปรับลดวงเงินลดหย่อนภาษีต่อปีเหลือ 600,000 บาท จากเดิมที่เคยเสนอไว้ที่ 800,000 บาท

นอกจากนี้ คาดว่ากระทรวงการคลังจะยกเลิกระบบ 'ตัวคูณ' ที่เคยผูกติดกับระดับรายได้ โดยภายใต้ข้อเสนอก่อนหน้านี้ ผู้ที่มีรายได้ 1.5 ล้านบาทต่อปีจะมีสิทธิ์ใช้ตัวคูณ 1.3 เท่า ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าจะถูกจำกัดอยู่ที่ 0.7 เท่า ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ยืนยันว่าข้อเสนอ TISA ฉบับล่าสุดจะไม่มีการใช้ตัวคูณเหล่านี้อีกต่อไป

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นนี้มีความสำคัญต่อผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลและกลยุทธ์ด้านภาษี การปรับเพดานการลดหย่อนและการยกเลิกระบบตัวคูณตามรายได้จะช่วยให้กระบวนการคำนวณง่ายขึ้น แต่อาจส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยรวมสำหรับผู้ที่มีรายได้ในระดับต่างๆ

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่ารายละเอียดเหล่านี้ยังคงอ้างอิงจากรายงานการหารือภายในกระทรวงการคลังเท่านั้น การยืนยันอย่างเป็นทางการและกรอบกฎหมายฉบับสมบูรณ์สำหรับโครงการ TISA ยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ผู้อยู่อาศัยควรติดตามข้อมูลจากช่องทางของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดก่อนที่จะตัดสินใจทางการเงินระยะยาวโดยอ้างอิงจากตัวเลขที่นำเสนอนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 08:16 UTC

นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อโครงการเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทย พลัส'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อโครงการเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทย พลัส'

ผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพลชี้ให้เห็นว่า แม้โครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้อย่างคึกคัก แต่ยังไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการสนับสนุนทางการเมืองต่อรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อโครงการเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทย พลัส'

แหล่งข่าวเดียว
นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อโครงการเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทย พลัส'

ผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพลชี้ให้เห็นว่า แม้โครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้อย่างคึกคัก แต่ยังไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการสนับสนุนทางการเมืองต่อรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลการสำรวจเรื่องโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 16-21 กรกฎาคม 2569 โดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,850 คน จากหลากหลายกลุ่มประชากรทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของโครงการที่มีต่อความคิดเห็นของสาธารณชนที่มีต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ข้อมูลระบุว่าร้อยละ 71.35 ของผู้ตอบแบบสอบถามเข้าร่วมโครงการโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน แม้ว่าโครงการนี้จะดูเหมือนมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับบุคคล แต่ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าการเข้าร่วมโครงการไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การสนับสนุนทางการเมืองต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้นเสมอไป ผู้เข้าร่วมจำนวนมากยังคงมีความเห็นที่ไม่แน่ชัดหรือเป็นกลางต่อรัฐบาล แม้ว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวก็ตาม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลนี้บ่งชี้ว่าแม้รัฐบาลจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแข็งขัน แต่สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน ผลสำรวจนี้เน้นย้ำถึงความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างประโยชน์ของความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับการตัดสินใจทางการเมือง ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนในระยะยาวอย่างไร หรือรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจนี้ให้เป็นการสนับสนุนทางการเมืองที่กว้างขวางขึ้นหรือไม่ ในขณะนี้โครงการดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ผลกระทบทางการเมืองยังคงไม่ชัดเจน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 08:20 UTC

สหรัฐฯ สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจาก 43 บริษัทจีน โดยอ้างความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สหรัฐฯ สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจาก 43 บริษัทจีน โดยอ้างความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

สหรัฐอเมริกาได้จำกัดการนำเข้าสินค้าจากบริษัทจีน 43 แห่ง โดยอ้างถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะที่ปักกิ่งระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สหรัฐฯ สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจาก 43 บริษัทจีน โดยอ้างความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

แหล่งข่าวเดียว
สหรัฐฯ สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจาก 43 บริษัทจีน โดยอ้างความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

สหรัฐอเมริกาได้จำกัดการนำเข้าสินค้าจากบริษัทจีน 43 แห่ง โดยอ้างถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะที่ปักกิ่งระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานจาก Matichon Online รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากบริษัทจีน 43 แห่งอย่างเป็นทางการ โดยทางการสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าเป็นการตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชนกลุ่มน้อย ในขณะที่ปักกิ่งได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นรูปแบบหนึ่งของการบีบบังคับทางเศรษฐกิจและยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกัน เนื่องจากประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นกับทั้งสหรัฐฯ และจีน การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าอาจส่งผลต่อความพร้อมจำหน่ายและราคาของสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมต่างๆ ในตลาดท้องถิ่น ผู้อยู่อาศัยอาจสังเกตเห็นความผันผวนของราคาสินค้านำเข้าหรือความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้

ในขณะนี้ ขอบเขตผลกระทบที่แท้จริงต่อตลาดไทยยังคงต้องรอการยืนยัน ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่ได้รับผลกระทบหรือข้อจำกัดเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้นานเท่าใด ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าปักกิ่งจะดำเนินมาตรการตอบโต้หรือไม่ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคซับซ้อนยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจความเคลื่อนไหวทางการค้าควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่ามาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศเหล่านี้อาจส่งผลต่อการค้าในท้องถิ่นอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 08:15 UTC

ชาวโมร็อกโกนับพันพยายามข้ามแดนเข้าสู่เซวตา ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ชาวโมร็อกโกนับพันพยายามข้ามแดนเข้าสู่เซวตา ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

กลุ่มคนนับพันพยายามเข้าสู่ดินแดนเซวตาของสเปนทางทะเลหลังจากมีข่าวลือบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการว่างงานอย่างรุนแรงในโมร็อกโก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ชาวโมร็อกโกนับพันพยายามข้ามแดนเข้าสู่เซวตา ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
ชาวโมร็อกโกนับพันพยายามข้ามแดนเข้าสู่เซวตา ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

กลุ่มคนนับพันพยายามเข้าสู่ดินแดนเซวตาของสเปนทางทะเลหลังจากมีข่าวลือบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการว่างงานอย่างรุนแรงในโมร็อกโก

ตามรายงานจาก Prachachat Business เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2026 เกิดความวุ่นวายขึ้นบริเวณชายแดนระหว่างโมร็อกโกและเซวตา ซึ่งเป็นดินแดนส่วนแยกของสเปน โดยชาวโมร็อกโกนับพันคนได้พยายามว่ายน้ำข้ามพรมแดนเพื่อเข้าสู่ดินแดนดังกล่าว การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้มีรายงานว่าเกิดจากข่าวลือที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียว่ามีการเปิดพรมแดนแล้ว

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงและการขาดแคลนโอกาสในการจ้างงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อโมร็อกโกในขณะนี้ การหลั่งไหลของผู้คนที่พยายามเข้าสู่ดินแดนของสเปนสะท้อนถึงความสิ้นหวังของผู้ที่กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเงินอย่างหนักในประเทศของตน

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย การปิดพรมแดน หรือการหยุดชะงักของการขนส่งและบริการในท้องถิ่นทั้งในและรอบๆ เซวตา ผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปเยือนหรือผ่านพื้นที่ดังกล่าวควรติดตามคำแนะนำการเดินทางจากรัฐบาลและข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสถานะของพรมแดนและสภาพความปลอดภัย

ในขณะนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับการตอบสนองของเจ้าหน้าที่ชายแดนและผลกระทบระยะยาวต่อเสถียรภาพในภูมิภาคยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ รวมถึงแถลงการณ์จากทางการสเปนและโมร็อกโกเกี่ยวกับการจัดการพรมแดนและสถานะของผู้ที่พยายามข้ามแดนยังคงอยู่ระหว่างการรอคอย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 05:36 UTC

BLCP Power ร่วมเวทีเสวนา EEC หารือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

BLCP Power ร่วมเวทีเสวนา EEC หารือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

BLCP Power และกรมประชาสัมพันธ์ได้เข้าร่วมเวทีเสวนาเกี่ยวกับอนาคตของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมุ่งเน้นไปที่การเติบโตอย่างยั่งยืนและการสื่อสารที่โปร่งใส

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

BLCP Power ร่วมเวทีเสวนา EEC หารือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

แหล่งข่าวเดียว
BLCP Power ร่วมเวทีเสวนา EEC หารือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

BLCP Power และกรมประชาสัมพันธ์ได้เข้าร่วมเวทีเสวนาเกี่ยวกับอนาคตของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมุ่งเน้นไปที่การเติบโตอย่างยั่งยืนและการสื่อสารที่โปร่งใส

บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) โดยนายยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ได้เข้าร่วมงานเสวนาในหัวข้อ 'EEC ระยะต่อไป: สื่อสารความก้าวหน้า สร้างความเชื่อมั่น เชื่อมประชาชนสู่การพัฒนา' ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อหารือเกี่ยวกับบทบาทของภาคเอกชนและภาคพลังงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ในระหว่างการเสวนา ซึ่งมีนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และนายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมได้หารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางอุตสาหกรรมกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การสนทนาดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารที่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับพลังงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ ความคิดริเริ่มดังกล่าวเน้นย้ำถึงความพยายามในการบริหารจัดการ EEC ที่บูรณาการมากขึ้น โดยสนับสนุนให้บริษัทเอกชนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากการดำเนินงานให้มากขึ้น แม้ว่าเวทีนี้จะเป็นเพียงแพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เฉพาะเจาะจงหรือกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการหารือเหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป กิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในวงกว้างที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนผ่านการแบ่งปันข้อมูลเชิงรุกในขณะที่ EEC ดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 05:16 UTC

ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามต่อการที่รัฐบาลลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยตนเอง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามต่อการที่รัฐบาลลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยตนเอง

สามารถ ราชพลสิทธิ์ ได้แนะนำให้รัฐบาลไทยหลีกเลี่ยงการลงทุนโดยตรงในโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเสนอให้หันไปมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น 'จุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไป' แทน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามต่อการที่รัฐบาลลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยตนเอง

แหล่งข่าวเดียว
ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามต่อการที่รัฐบาลลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยตนเอง

สามารถ ราชพลสิทธิ์ ได้แนะนำให้รัฐบาลไทยหลีกเลี่ยงการลงทุนโดยตรงในโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเสนอให้หันไปมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น 'จุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไป' แทน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2026 สามารถ ราชพลสิทธิ์ ได้ออกมาคัดค้านแผนของรัฐบาลในการเป็นผู้นำการลงทุนสำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยสามารถให้เหตุผลว่ารัฐควรหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมทางการเงินโดยตรงในโครงการขนาดใหญ่นี้ และเสนอว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น 'จุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไป' (Missing Link) ซึ่งจะสามารถสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้และเห็นผลได้ทันทีมากกว่าต่อเครือข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การถกเถียงนี้เน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับอนาคตของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศไทย แม้ว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะถูกนำเสนอว่าเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่การคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางการเงินและบทบาทของรัฐบาลชี้ให้เห็นว่ากรอบเวลาและกลยุทธ์การดำเนินงานของโครงการยังคงต้องผ่านการตรวจสอบทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนหรือจะดำเนินการตามแผนเดิมสำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไปหรือไม่ ในขณะนี้ข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่สาธารณชนและผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ เนื่องจากผลการตัดสินใจเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาคและรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 04:16 UTC

รัฐบาลเผยโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก เงินสะพัดกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลเผยโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก เงินสะพัดกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท

รัฐบาลไทยรายงานว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทย พลัส' สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้ถึง 8.64 หมื่นล้านบาทในช่วงสองเดือนแรก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลเผยโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก เงินสะพัดกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลเผยโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก เงินสะพัดกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท

รัฐบาลไทยรายงานว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทย พลัส' สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้ถึง 8.64 หมื่นล้านบาทในช่วงสองเดือนแรก

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 รัฐบาลไทยได้เปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 'ไทยช่วยไทย พลัส' (60/40) โดยระบุว่าในช่วงสองเดือนนับตั้งแต่เริ่มโครงการ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบรวมทั้งสิ้น 8.64 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขจากรัฐบาลระบุว่ามีประชาชนกว่า 26 ล้านรายได้ใช้สิทธิ์ตามโครงการในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศโดยการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้เข้าร่วม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพคล่องภายในประเทศและกิจกรรมการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารัฐบาลจะมองว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นสัญญาณบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ผลกระทบระยะยาวต่ออัตราเงินเฟ้อและความยั่งยืนของมาตรการทางการคลังดังกล่าวยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่ารัฐบาลมีแผนที่จะขยายระยะเวลาโครงการหรือปรับเปลี่ยนสัดส่วนการอุดหนุนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ ทั้งนี้ ตัวเลขที่รายงานในปัจจุบันสะท้อนถึงผลการดำเนินงานในช่วงสองเดือนแรกเท่านั้น และจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบในภาพรวมต่อเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 03:35 UTC

ข้อเสนอเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา 'ข้าวแกง 40 บาท' ในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้อเสนอเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา 'ข้าวแกง 40 บาท' ในประเทศไทย

อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเข้ามาจัดการกับต้นทุนอาหารที่สูงขึ้นเพื่อรักษาความสามารถในการเข้าถึงอาหารราคา 40 บาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้อเสนอเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา 'ข้าวแกง 40 บาท' ในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ข้อเสนอเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา 'ข้าวแกง 40 บาท' ในประเทศไทย

อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเข้ามาจัดการกับต้นทุนอาหารที่สูงขึ้นเพื่อรักษาความสามารถในการเข้าถึงอาหารราคา 40 บาท

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2026 อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ได้เสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ค้าอาหารริมทาง โดยจุดมุ่งหมายหลักของข้อเสนอนี้คือการรักษาความสามารถในการเข้าถึง 'ข้าวแกง 40 บาท' ซึ่งเป็นอาหารหลักสำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่คำนึงถึงงบประมาณ

อิศเรศเสนอให้รัฐบาลอำนวยความสะดวกในการใช้พื้นที่ของรัฐสำหรับผู้ค้า และเจรจากับห้างสรรพสินค้าเพื่อลดค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งถือเป็นต้นทุนคงที่ที่สำคัญสำหรับธุรกิจอาหารขนาดเล็ก นอกจากนี้ ข้อเสนอยังเรียกร้องให้มีการควบคุมดูแลพ่อค้าคนกลางในห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันการโก่งราคาวัตถุดิบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความคิดริเริ่มนี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพและความสามารถในการเข้าถึงอาหารในแต่ละวันในประเทศไทย หากมีการนำมาตรการเหล่านี้ไปปฏิบัติ อาจช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาอาหารท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปพิจารณาหรือไม่ หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุนผู้ค้าหรือไม่ ในขณะนี้ข้อเสนอดังกล่าวถือเป็นแนวทางในการบรรเทาความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการอาหารในท้องถิ่นกำลังเผชิญอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 01:55 UTC

ปรากฏการณ์ใหม่ในที่ทำงานกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ปรากฏการณ์ใหม่ในที่ทำงานกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

รายงานล่าสุดจากประชาชาติธุรกิจเน้นย้ำถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของ 'การถอนตัวอย่างเงียบๆ' ในหมู่พนักงาน ซึ่งมีความรุนแรงยิ่งกว่าภาวะหมดไฟแบบเดิม

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ปรากฏการณ์ใหม่ในที่ทำงานกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ปรากฏการณ์ใหม่ในที่ทำงานกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

รายงานล่าสุดจากประชาชาติธุรกิจเน้นย้ำถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของ 'การถอนตัวอย่างเงียบๆ' ในหมู่พนักงาน ซึ่งมีความรุนแรงยิ่งกว่าภาวะหมดไฟแบบเดิม

วิกฤตการถอนตัวอย่างเงียบๆ

ตามรายงานล่าสุดจาก ประชาชาติธุรกิจ มีแนวโน้มที่น่ากังวลเกิดขึ้นภายในกลุ่มแรงงานไทย แม้ว่าพนักงานอาจดูเหมือนกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เข้าร่วมการประชุม และรักษาภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ แต่หลายคนกำลังประสบกับปรากฏการณ์ที่อธิบายได้ว่าเป็นการถอนตัวอย่างลึกซึ้งและเงียบเชียบ พฤติกรรมนี้มีรายงานว่ารุนแรงกว่าแนวโน้ม 'Quiet Quitting' (การลาออกอย่างเงียบๆ) ที่เป็นที่รู้จักกันดี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงในพลวัตการทำงานนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้นในวัฒนธรรมองค์กรและการมีส่วนร่วมของพนักงาน หากคุณกำลังบริหารทีมหรือทำงานภายในองค์กรท้องถิ่น การเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการจัดการความสัมพันธ์ทางวิชาชีพและการรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี รายงานระบุว่าวิกฤตนี้ไม่ได้เกิดจากภาระงานที่มากเกินไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาเชิงองค์กรที่ซ่อนอยู่

สิ่งที่ยังต้องยืนยัน

แม้ว่ารายงานจะระบุถึงการมีอยู่ของ 'การถอนตัวอย่างเงียบๆ' นี้ แต่สาเหตุที่แท้จริงนอกเหนือจากปัญหาภาระงานทั่วไปยังคงต้องมีการสำรวจเพิ่มเติม นอกจากนี้ ผลกระทบระยะยาวของแนวโน้มนี้ต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงขององค์กรในประเทศไทยยังไม่ได้รับการกำหนดแน่ชัด ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตามองว่าแผนกทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่นจะปรับตัวอย่างไรต่อความท้าทายที่กำลังพัฒนานี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 02 สิงหาคม 2026, 00:56 UTC