ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ ✦
เทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ✦
เศรษฐกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ ✦
การเมือง ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม ✦
เศรษฐกิจ ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง ✦
เศรษฐกิจ รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ✦
กฎหมาย ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง ✦
เหตุการณ์ ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' ✦
การขนส่ง

รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

แหล่งข่าวเดียว
รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนขบวนรถนอนในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนกันในย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนรถนอนซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงกระแทก

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ามีพนักงานการรถไฟได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แม้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัดและสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาของรถไฟที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ ผู้โดยสารควรตรวจสอบความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงการให้บริการกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนวางแผนการเดินทาง

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเฉี่ยวชน อาการปัจจุบันของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ และกรอบเวลาที่คาดว่าจะสามารถเคลียร์เส้นทางและกลับมาให้บริการตามปกติได้ ทางการยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความผิดพลาดของมนุษย์ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและการกลับมาให้บริการตามปกติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เทคโนโลยี

กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าศูนย์ข้อมูล Telehouse ในเขตห้วยขวางผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศแล้ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

การตรวจสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในวงกว้างเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทยนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ภายหลังการประเมิน กระทรวงฯ ยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขตห้วยขวาง ประกาศนี้ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสถานที่ดังกล่าวมีการดำเนินงานภายใต้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกำหนด การกำกับดูแลเช่นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

แม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันแล้ว แต่รายงานไม่ได้ระบุว่ามีการกำหนดการตรวจสอบเป็นระยะในอนาคตหรือไม่ หรือมีการประเมินในลักษณะเดียวกันสำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งอื่นๆ ในเมืองหลวงหรือไม่ ประชาชนที่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

ทางการยกระดับการเฝ้าระวังและจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิด 'วอร์รูม' ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังติดตามพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทางการจะมีการบริหารจัดการระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพการจราจรในพื้นที่อยู่เสมอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

รัฐบาลไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนในภาคกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลางของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลได้วางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุมเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้ระดมเครื่องจักรและจัดสรรเจ้าหน้าที่ประจำจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยทีมงานเหล่านี้มีหน้าที่ติดตามระดับน้ำและพร้อมตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามฤดูกาล แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันการจัดสรรทรัพยากรแล้ว แต่ในรายงานเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุรายละเอียดพื้นที่เฉพาะที่อาจเผชิญกับน้ำท่วมขังหรือความล่าช้าในการเดินทาง

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินไปนานเท่าใด และจะมีจังหวัดใดที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางหรือมีแผนการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว ควรติดตามพยากรณ์อากาศในท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพถนนหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำ รัฐบาลยังคงเน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เศรษฐกิจ

แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

แหล่งข่าวเดียว
แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

Her Hyness เพิ่มงบการตลาดและแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งในตลาดมาสก์และโทนเนอร์แพดของไทยที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness กำลังขยายงบประมาณด้านการตลาดอย่างจริงจังเพื่อตอกย้ำตำแหน่งในอุตสาหกรรมมาสก์และโทนเนอร์แพด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของรายได้ และคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคชาย

เพื่อสนับสนุนการขยายตัวนี้ แบรนด์ได้แต่งตั้งนักแสดง ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าผู้ชายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ HYPER T เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งกำลังตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าแบรนด์จะประกาศกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว แต่ผลกระทบที่ชัดเจนต่อความพร้อมจำหน่ายในร้านค้าปลีกและประสิทธิภาพในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่บริษัทเริ่มดำเนินแคมเปญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:57 UTC

การเมือง

ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ได้รับการยืนยัน
ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนตุลาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศว่าฝ่ายค้านกำลังสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งคาดว่าจะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคมนี้ โดยนายณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมเนื้อหาจากทุกพรรคเพื่อสร้างข้อมูลที่หนักแน่น

ญัตติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งหมายถึงอิทธิพลของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่มีต่อการดำเนินงานของรัฐ องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าพรรคได้รวบรวมหลักฐานสำคัญไว้แล้ว รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการล็อกสเปกในโครงการของรัฐ และยังคงเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางรัฐสภาตามปกติในประเทศไทย แต่บ่อยครั้งก็นำไปสู่การถกเถียงในสังคมและการเปลี่ยนแปลงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย และยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่ชัดสำหรับการประชุมสภาฯ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:38 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการนำเข้าทองคำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้า

ข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่า กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569) โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่ามูลค่าการค้ารวมอยู่ที่กว่า 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% จากปีก่อน

มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 26.30% รวมกว่า 12.8 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าทองคำจำนวนมาก นอกเหนือจากสินค้าหลักอื่นๆ เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ และอุปกรณ์สื่อสาร แม้ว่าไทยจะยังคงมีการส่งออกที่แข็งแกร่งในกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ปริมาณการนำเข้าทองคำที่สูงขึ้นได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางศุลกากรหรือนโยบายการนำเข้าในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า แม้ว่ากรมศุลกากรจะกำลังพิจารณามาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้าเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่หรือผลกระทบต่อตลาดทองคำยังคงต้องรอการยืนยัน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้ารวมตลอดปีงบประมาณจะอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อดูว่าการปรับเปลี่ยนทางการค้าเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาวะตลาดในประเทศหรือเสถียรภาพของค่าเงินอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เศรษฐกิจ

รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทุนหมุนเวียนในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวในงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569' โดยเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ของกองทุนหมุนเวียนภาครัฐในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งมอบคุณค่าให้กับประชาชนชาวไทย ตามรายงานจาก Matichon Online รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากลไกทางการเงินเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสนับสนุนความเป็นอยู่ของประชาชน

งานดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับการยกย่องความเป็นเลิศในการบริหารจัดการกองทุน และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักกีฬาชื่อดัง 4 ท่านที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงาน สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่บริหารจัดการโดยรัฐเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปรับปรุงบริการสาธารณะ

แม้ว่างานนี้จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการขยายกองทุนในอนาคตหรือผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่วนต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการนำนักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเศรษฐกิจนี้สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะเข้ากับการมีส่วนร่วมทางสังคมที่กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะของการประเมินกองทุนปี 2569 ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการกำกับดูแลทางการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

กฎหมาย

ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

แหล่งข่าวเดียว
ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) วางแผนที่จะเชิญพิธีกรโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชน โดยเฉพาะ หนุ่ม กรรชัย และ พุทธอภิวรรณ มาให้ข้อมูล การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่เงินบริจาคทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสขององค์กรการกุศลและบทบาทของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชนในการระดมทุนสาธารณะ แม้ว่า DSI จะระบุถึงความตั้งใจในการรวบรวมข้อมูล แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นขั้นตอนการสอบสวนไม่ใช่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ บุคคลที่กล่าวถึงยังไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในขั้นตอนนี้ แต่ถูกเรียกตัวในฐานะแหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพเพื่อช่วย DSI ในการตรวจสอบกิจกรรมทางการเงินของมูลนิธิที่กำลังดำเนินอยู่

สิ่งที่ยังต้องยืนยันคือกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสัมภาษณ์เหล่านี้ และข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก DSI เพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้อยู่อาศัยควรเชื่อถือคำแถลงอย่างเป็นทางการมากกว่ารายงานเชิงคาดเดาเกี่ยวกับลักษณะกิจกรรมของมูลนิธิหรือการมีส่วนร่วมของบุคคลในสื่อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เหตุการณ์

ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

M STUDIO และช่อง 3 เผยภาคต่อของแฟรนไชส์สยองขวัญ 'ธี่หยด' โดยจะพาผู้ชมไปสำรวจจุดเริ่มต้นของตัวละคร 'ยักษ์'

ตามรายงานจาก Khaosod Online ทาง M STUDIO และช่อง 3 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' โดยมี 'แป๊ป' ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, 'ต้อม' ธนเดช ประดิษฐ์ และ 'เต้ย' ชาลิต ไกรเลิศมงคล รับหน้าที่กำกับ ซึ่งถือเป็นภาคก่อนหน้าของซีรีส์สยองขวัญยอดนิยม

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ติดตามตัวละคร 'ยักษ์' และ 'จ่าปพันธ์' ในขณะที่พวกเขานำกองกำลังทหารเข้าสู่ป่าเขาขวางเพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหาย พล็อตเรื่องเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับตำนานเสือสมิงกินคนที่มีชื่อว่า 'ไอ้โหง' ซึ่งมีความสามารถในการจำแลงร่าง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งลี้ลับและสัตว์ป่าพร่าเลือนไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการขยายจักรวาลของแฟรนไชส์สยองขวัญท้องถิ่นครั้งสำคัญ โดยจะมีการสำรวจภูมิหลังของตัวละครหลักและเจาะลึกตำนานพื้นบ้าน แม้ว่าทีมงานจะยืนยันเนื้อเรื่องและสถานที่ถ่ายทำแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการหรือแผนการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ แฟนๆ ของภาพยนตร์แนวนี้ควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจาก M STUDIO และช่อง 3 เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในไทย

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์รายงานว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในประเทศไทยถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในไทย

แหล่งข่าวเดียว
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในไทย

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์รายงานว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในประเทศไทยถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบที่รุนแรงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ต่อประชากรไทย โรคเหล่านี้ซึ่งรวมถึงเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง ถูกระบุว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศ

นอกเหนือจากวิกฤตด้านสุขภาพแล้ว รายงานยังเน้นย้ำถึงภาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่โรคเหล่านี้สร้างให้กับประเทศ โดยประเมินความสูญเสียต่อปีไว้ที่ 1.6 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางสังคมและการเงินในวงกว้างของประชากรที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่มาพำนักระยะยาว ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตขณะอาศัยอยู่ในประเทศไทย การเข้าถึงสถานพยาบาลที่มีคุณภาพยังคงเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญสำหรับผู้ที่จัดการกับภาวะสุขภาพเรื้อรัง

แม้ว่ารายงานจะให้การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลหรือโครงการริเริ่มด้านสาธารณสุขใหม่ๆ ที่มุ่งลดความสูญเสียเหล่านี้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแทรกแซงที่ตรงจุดหรือการเปลี่ยนแปลงความคุ้มครองประกันสุขภาพแห่งชาติสำหรับการจัดการโรค NCDs ยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 09:56 UTC

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ประกาศมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้ให้แก่ผู้ประสบเหตุในโรงเรียนนนทบุรี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ประกาศมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้ให้แก่ผู้ประสบเหตุในโรงเรียนนนทบุรี

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกมาตรการเร่งด่วนลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่โรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ประกาศมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้ให้แก่ผู้ประสบเหตุในโรงเรียนนนทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ประกาศมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้ให้แก่ผู้ประสบเหตุในโรงเรียนนนทบุรี

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกมาตรการเร่งด่วนลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่โรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินให้กับครอบครัวที่สูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส

ภายใต้มาตรการใหม่นี้ ลูกค้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจะมีสิทธิ์ได้รับอัตราดอกเบี้ยลดเหลือ 0.01% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจะกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ส่วนในกรณีที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ธนาคารจะลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ที่เหลืออยู่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสถาบันการเงินของรัฐในการให้ความช่วยเหลือทางสังคมในช่วงวิกฤตท้องถิ่น แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าสินเชื่อบ้านของ ธอส. เป็นหลัก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองของสถาบันต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นขอความช่วยเหลือได้ที่สาขาของ ธอส. ทั่วประเทศ ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของเหตุการณ์ในโรงเรียนยังคงมีจำกัด และคาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากหน่วยงานท้องถิ่นในขณะที่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 09:57 UTC

ฮอนด้า ซิตี้ เปิดตัวรุ่นไฮบริดใหม่ หวังแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ฮอนด้า ซิตี้ เปิดตัวรุ่นไฮบริดใหม่ หวังแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ฮอนด้าได้เปิดตัวฮอนด้า ซิตี้ รุ่นไฮบริดที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในประเทศไทย พร้อมตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นและราคาเริ่มต้นที่ 619,000 บาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ฮอนด้า ซิตี้ เปิดตัวรุ่นไฮบริดใหม่ หวังแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

แหล่งข่าวเดียว
ฮอนด้า ซิตี้ เปิดตัวรุ่นไฮบริดใหม่ หวังแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ฮอนด้าได้เปิดตัวฮอนด้า ซิตี้ รุ่นไฮบริดที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในประเทศไทย พร้อมตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นและราคาเริ่มต้นที่ 619,000 บาท

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ฮอนด้าได้เปิดตัวฮอนด้า ซิตี้ รุ่นไฮบริดใหม่อย่างเป็นทางการในตลาดประเทศไทย ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ท่ามกลางการไหลบ่าเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนที่กำลังเข้าสู่ตลาดในประเทศขณะนี้

รุ่นที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้มาพร้อมกับตัวเลือกและฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้น โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 619,000 บาท สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภาคยานยนต์ท้องถิ่น ซึ่งมอบทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้นระหว่างเทคโนโลยีไฮบริดแบบดั้งเดิมกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าราคาและการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่จะได้รับการยืนยันจากผู้ผลิตแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมดและกำหนดการวางจำหน่ายที่แน่นอนในโชว์รูมทั่วประเทศยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจซื้อรถสามารถไปเยี่ยมชมโชว์รูมฮอนด้าที่ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจสอบความพร้อมของรุ่นไฮบริดใหม่เหล่านี้ และประเมินว่าการอัปเดตนี้เปรียบเทียบกับตัวเลือกรถยนต์อื่นๆ ที่มีจำหน่ายในตลาดไทยอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 09:35 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 5 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 5 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 1,400 บาท เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยราคาทองรูปพรรณอยู่ที่ 66,300 บาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 5 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 5 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 1,400 บาท เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยราคาทองรูปพรรณอยู่ที่ 66,300 บาท

ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเวลา 13.36 น. ตามเวลาท้องถิ่น ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,400 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาขายออกทองรูปพรรณอยู่ที่ 66,300 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนของตลาดทองคำนี้ถือเป็นตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตามวัฒนธรรมไทย และความผันผวนของราคาที่สำคัญมักสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในสภาวะเศรษฐกิจโลกหรือความแข็งแกร่งของค่าเงิน แม้ว่าการเพิ่มขึ้นนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการซื้อเครื่องประดับหรือทองคำแท่งเพื่อการลงทุน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันทำการตามความเคลื่อนไหวของตลาดระหว่างประเทศ

ในขณะนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มขาขึ้นนี้จะคงที่หรือจะยังคงมีความผันผวนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ผู้ที่สนใจในตลาดทองคำควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากสมาคมค้าทองคำเพื่อรับข้อมูลราคาที่เป็นปัจจุบันที่สุด เนื่องจากสภาวะตลาดในท้องถิ่นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว รายงานนี้อ้างอิงข้อมูลจาก Prachachat Business และสมาคมค้าทองคำ โดย SawaLife ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการเงินหรือคำแนะนำในการลงทุนแต่อย่างใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 05 สิงหาคม 2026, 08:18 UTC

รัฐมนตรีช่วยฯ สั่งสอบโครงการอี-คอมเมิร์ซของ สสว. ย้ำต้องโปร่งใส
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐมนตรีช่วยฯ สั่งสอบโครงการอี-คอมเมิร์ซของ สสว. ย้ำต้องโปร่งใส

นภินทร ศรีสรรพางค์ สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการอี-คอมเมิร์ซ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐมนตรีช่วยฯ สั่งสอบโครงการอี-คอมเมิร์ซของ สสว. ย้ำต้องโปร่งใส

แหล่งข่าวเดียว
รัฐมนตรีช่วยฯ สั่งสอบโครงการอี-คอมเมิร์ซของ สสว. ย้ำต้องโปร่งใส

นภินทร ศรีสรรพางค์ สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการอี-คอมเมิร์ซ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้มีคำสั่งด่วนให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการอี-คอมเมิร์ซของหน่วยงาน โดยเน้นย้ำว่าโครงการดังกล่าวจะต้องมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ในทุกมิติ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลโครงการดิจิทัลที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เนื่องจากโครงการเหล่านี้มักมีอิทธิพลต่อภูมิทัศน์ทางดิจิทัลและระบบสนับสนุนที่มีให้สำหรับผู้ค้าในท้องถิ่น ผลของการตรวจสอบนี้อาจส่งผลต่อทิศทางในอนาคตหรือมาตรฐานการดำเนินงานของการสนับสนุนอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

ในขณะนี้ การตรวจสอบยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น โดยข้อเท็จจริงเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ ความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น หรือกรอบเวลาในการตรวจสอบให้แล้วเสร็จนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการอัปเดตเพิ่มเติมจากกระทรวงพาณิชย์และ สสว. เกี่ยวกับผลของการตรวจสอบนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 09:36 UTC

ธอส. ประกาศมาตรการลดดอกเบี้ยช่วยเหลือลูกค้าจากเหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนในนนทบุรี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธอส. ประกาศมาตรการลดดอกเบี้ยช่วยเหลือลูกค้าจากเหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนในนนทบุรี

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินเร่งด่วนสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธอส. ประกาศมาตรการลดดอกเบี้ยช่วยเหลือลูกค้าจากเหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนในนนทบุรี

แหล่งข่าวเดียว
ธอส. ประกาศมาตรการลดดอกเบี้ยช่วยเหลือลูกค้าจากเหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนในนนทบุรี

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินเร่งด่วนสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี โดยธนาคารได้เสนอการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงดังกล่าว

สำหรับลูกค้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์นี้ ธนาคารได้ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี ส่วนลูกค้าที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ธนาคารได้ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาเงินกู้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองของสถาบันต่อวิกฤตการณ์ในท้องถิ่น แม้ว่าความช่วยเหลือนี้จะจำกัดเฉพาะลูกค้าของ ธอส. แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงกลไกการสนับสนุนทางสังคมที่มักจะถูกนำมาใช้ในประเทศไทยหลังจากเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมต่อสาธารณะ

ในขณะนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนที่เกิดเหตุหรือผลกระทบด้านความปลอดภัยในวงกว้างสำหรับพื้นที่ดังกล่าวยังคงต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานท้องถิ่น ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามช่องทางข่าวสารของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการสอบสวนและมาตรการความปลอดภัยสาธารณะเพิ่มเติม ทั้งนี้ มาตรการของธนาคารเป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น และไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของการสอบสวนทางอาญาที่กำลังดำเนินอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 09:20 UTC

กระทรวงการคลังไทยเตรียมยกเครื่องภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังไทยเตรียมยกเครื่องภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่

กระทรวงการคลังกำลังเตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการลดอัตราภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมใหม่

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังไทยเตรียมยกเครื่องภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังไทยเตรียมยกเครื่องภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่

กระทรวงการคลังกำลังเตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการลดอัตราภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมใหม่

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 กระทรวงการคลังของไทยกำลังเริ่มดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของประเทศครั้งใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการลดอัตราภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ๆ เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากแสดงให้เห็นถึงความพยายามเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับเทคโนโลยีที่ยั่งยืนและการผลิตขั้นสูง หากการปรับเปลี่ยนภาษีเหล่านี้ประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนสำหรับผู้บริโภคและเร่งการใช้ระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ทั้งอัตราภาษีที่เฉพาะเจาะจง กรอบเวลาในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงการคลังเพื่อชี้แจงว่ามาตรการทางการคลังเหล่านี้จะถูกรวมเข้ากับกรอบเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างไร ปัจจุบันข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 09:17 UTC

เอกนิติเผยกลยุทธ์เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เอกนิติเผยกลยุทธ์เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทย

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลัง ระบุถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยที่ถดถอยลง พร้อมเสนอแนวทาง '5T' เพื่อกระตุ้นการเติบโตในระยะยาวท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เอกนิติเผยกลยุทธ์เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทย

แหล่งข่าวเดียว
เอกนิติเผยกลยุทธ์เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทย

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลัง ระบุถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยที่ถดถอยลง พร้อมเสนอแนวทาง '5T' เพื่อกระตุ้นการเติบโตในระยะยาวท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลัง ได้ยอมรับต่อสาธารณะว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังถดถอยลง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เขาได้เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่เรียกว่า '5T' ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเร่งการลงทุนและเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ

เอกนิติระบุว่ารัฐบาลกำลังดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่สำคัญ ดังนั้นโครงการ '5T' จึงถูกออกแบบมาเพื่อวางรากฐานสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว แทนที่จะพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อส่งเสริมการเติบโตในสภาพแวดล้อมทางการคลังที่ท้าทาย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนจุดเน้นของรัฐบาลไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แม้ว่านโยบายเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของประเทศ แต่ผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพรายวันหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวคงต้องติดตามกันต่อไป ในขณะที่รัฐบาลกำลังจัดการกับข้อจำกัดทางการคลังเหล่านี้ รายละเอียดการดำเนินการที่เฉพาะเจาะจงและกรอบเวลาสำหรับมาตรการ '5T' ยังคงต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าการลงทุนที่นำเสนอนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นการปรับปรุงทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในช่วงหลายเดือนข้างหน้าอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 08:38 UTC

ราคาทองคำฟื้นตัวแรงหลังตลาดคลายความกังวล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำฟื้นตัวแรงหลังตลาดคลายความกังวล

ราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ หลังความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำฟื้นตัวแรงหลังตลาดคลายความกังวล

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำฟื้นตัวแรงหลังตลาดคลายความกังวล

ราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ หลังความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

รายงานจาก Khaosod Online Thailand ระบุว่าราคาทองคำมีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4,200–4,300 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 สัปดาห์ นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าปัจจัยบวกมาจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซที่มีความคืบหน้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง

ปัจจัยดังกล่าวช่วยลดความกังวลของตลาดเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือนกันยายน โดยข้อมูลจาก CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่านักลงทุนคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 3.75–4.00% ลดลงเหลือ 54.5% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้สูงถึง 60–70%

สำหรับผู้ที่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป้าหมายราคาทองคำไทยอยู่ที่ 76,500–82,200 บาทต่อบาททองคำ แม้นักวิเคราะห์บางส่วนจะมองว่าขาลงอาจสิ้นสุดลง แต่ YLG เตือนว่าแนวโน้มยังคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากการเจรจาช่องแคบฮอร์มุซสำเร็จ ราคาทองคำอาจพุ่งเป้าไปที่ 4,890–5,250 ดอลลาร์ แต่หากการเจรจาล้มเหลว ตลาดอาจเผชิญกับการปรับฐานและทดสอบแนวรับที่ 3,850–4,000 ดอลลาร์ นักลงทุนควรติดตามผลสรุปของการเจรจาทางภูมิรัฐศาสตร์นี้อย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 08:37 UTC

การเคหะแห่งชาติเปิดตัวโครงการเช่าที่พักอาศัยในแหลมฉบัง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเคหะแห่งชาติเปิดตัวโครงการเช่าที่พักอาศัยในแหลมฉบัง

การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ได้เปิดตัวโครงการเช่าที่พักอาศัยแห่งใหม่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับแรงงานในพื้นที่อุตสาหกรรมชลบุรี

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเคหะแห่งชาติเปิดตัวโครงการเช่าที่พักอาศัยในแหลมฉบัง

แหล่งข่าวเดียว
การเคหะแห่งชาติเปิดตัวโครงการเช่าที่พักอาศัยในแหลมฉบัง

การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ได้เปิดตัวโครงการเช่าที่พักอาศัยแห่งใหม่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับแรงงานในพื้นที่อุตสาหกรรมชลบุรี

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ได้เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในย่านแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี อย่างเป็นทางการ โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่พักอาศัยที่เพิ่มขึ้นภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมุ่งเน้นไปที่พนักงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่าโครงการในเฟสแรกประกอบด้วยหน่วยเช่าจำนวน 544 ยูนิต โดยมีอัตราค่าเช่ารายเดือนอยู่ที่ระหว่าง 2,000 ถึง 2,400 บาท โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดหาทางเลือกที่อยู่อาศัยในราคาที่เข้าถึงได้สำหรับแรงงานในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของการเคหะแห่งชาติในการขยายความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยในเขตเศรษฐกิจที่มีการเติบโตสูง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่กำลังพิจารณาย้ายมายังพื้นที่ชลบุรี โครงการนี้อาจเป็นทางเลือกที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นใกล้กับแหล่งจ้างงานหลัก อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัคร เกณฑ์การคัดเลือกสำหรับผู้เช่าที่มีศักยภาพ และกำหนดการเข้าพักที่แน่นอนสำหรับทั้ง 544 ยูนิตนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากการเคหะแห่งชาติ ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการเคหะแห่งชาติเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการจองยูนิตในโครงการใหม่นี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 08:17 UTC

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 6% ในปี 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 6% ในปี 2569

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ รายงานการเติบโตที่มั่นคงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พร้อมตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งปีไว้ที่ 4.2 แสนล้านบาท

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 6% ในปี 2569

แหล่งข่าวเดียว
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 6% ในปี 2569

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ รายงานการเติบโตที่มั่นคงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พร้อมตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งปีไว้ที่ 4.2 แสนล้านบาท

ตามรายงานจาก Thai Post กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้ประกาศผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทสามารถเพิ่มบัญชีลูกค้าใหม่ได้ 284,100 บัญชี คิดเป็นการเติบโต 4% นอกจากนี้ ยอดใช้จ่ายรวมผ่านบัตรเครดิตของบริษัทอยู่ที่ 196,700 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

สำหรับเป้าหมายในอนาคต กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่จะมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตรวมทั้งปีให้ถึง 420,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโต 6% เพื่อสนับสนุนเป้าหมายนี้ บริษัทวางแผนที่จะมุ่งเน้นการขยายส่วนแบ่งการตลาดโดยเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเติบโตนี้บ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมด้านสินเชื่อผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงในการรับชำระเงินผ่านบัตรของร้านค้าหรือข้อเสนอโปรโมชั่นต่างๆ ในขณะที่บริษัทพยายามผลักดันปริมาณธุรกรรมให้สูงขึ้น แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเน้นย้ำถึงเป้าหมายภายในและผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของบริษัท แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากลยุทธ์ที่มุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ถือบัตรรายบุคคลหรือภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ บริษัทยังคงเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านโครงการริเริ่มทางการตลาดใหม่ๆ เหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 08:16 UTC

ร.ต.อ.หญิง ดร.อาทิติยา เบ็ญจะปัก เปิดตัวธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ร.ต.อ.หญิง ดร.อาทิติยา เบ็ญจะปัก เปิดตัวธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

ดร.อาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือ 'ผู้กองแคท' ได้ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจความงามอย่างเป็นทางการด้วยผลิตภัณฑ์โทนอัพผิวกายใหม่

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ร.ต.อ.หญิง ดร.อาทิติยา เบ็ญจะปัก เปิดตัวธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

แหล่งข่าวเดียว
ร.ต.อ.หญิง ดร.อาทิติยา เบ็ญจะปัก เปิดตัวธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

ดร.อาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือ 'ผู้กองแคท' ได้ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจความงามอย่างเป็นทางการด้วยผลิตภัณฑ์โทนอัพผิวกายใหม่

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ร.ต.อ.หญิง ดร.อาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'ผู้กองแคท' ซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานในวงการนางงามและงานด้านตำรวจ ได้เปิดตัวธุรกิจใหม่ หลังจากประสบความสำเร็จด้านการศึกษาและงานในวงการบันเทิง เธอได้พัฒนาผลิตภัณฑ์โทนอัพผิวกายที่ออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพผิวและไลฟ์สไตล์ของคนไทยโดยเฉพาะ

ในการโปรโมทการเปิดตัวครั้งนี้ ผู้กองแคทได้ร่วมมือกับบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงไทย 2 ท่าน ได้แก่ จีน่า วิรายา และ เบนซ์ พริกไทย แคมเปญการตลาดนี้เน้นย้ำถึงบทบาทของผลิตภัณฑ์ในการเสริมสร้างความมั่นใจสำหรับการแต่งตัวในชีวิตประจำวันและการทำงานภายใต้แสงไฟบนเวที ผู้กองแคทกล่าวว่าโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้หญิงและกลุ่ม LGBTQ+ โดยการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนการแสดงออกส่วนบุคคลและความมั่นใจในตนเอง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดความงามและการดูแลส่วนบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งยังคงได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการเป็นผู้ประกอบการของเหล่าคนดัง แม้ว่าผลิตภัณฑ์จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับส่วนประกอบทางเคมีของทั้งสองสูตรและความพร้อมในการจำหน่ายในระยะยาวนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากทางแบรนด์ ผู้บริโภคที่สนใจควรติดตามช่องทางการจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 08:16 UTC

SCB Financial Markets คาดการณ์ความผันผวนของเงินบาทท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

SCB Financial Markets คาดการณ์ความผันผวนของเงินบาทท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

SCB Financial Markets คาดการณ์ความผันผวนระยะสั้นของเงินบาท โดยอ้างถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปัจจัยทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

SCB Financial Markets คาดการณ์ความผันผวนของเงินบาทท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

แหล่งข่าวเดียว
SCB Financial Markets คาดการณ์ความผันผวนของเงินบาทท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

SCB Financial Markets คาดการณ์ความผันผวนระยะสั้นของเงินบาท โดยอ้างถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปัจจัยทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB FM) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับความผันผวนของเงินบาท โดยระบุว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาค่าเงินมีความผันผวนอย่างมากจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การแทรกแซงค่าเงินเยน และความผันผวนของราคาทองคำ

ในระยะสั้น SCB FM คาดการณ์ว่าเงินบาทอาจเผชิญกับแรงกดดันให้อ่อนค่าลง โดยประเมินกรอบไว้ที่ 33.30 ถึง 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นักวิเคราะห์เตือนว่าหากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงาน ค่าเงินอาจอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ได้ ในทางกลับกัน หากสถานการณ์คลี่คลายและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบัน เงินบาทอาจมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปี

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความผันผวนนี้อาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้าและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แม้ว่า SCB FM จะระบุว่าความเสี่ยงจากการปิดสถานะ 'carry trade' ครั้งใหญ่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากนักลงทุนมีการกระจายแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ยังมีการติดตามแนวโน้มการขาดดุลการค้าของไทยที่อาจปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปี ทั้งนี้ ทิศทางสุดท้ายของค่าเงินยังคงขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคและการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในอนาคต ซึ่งยังคงต้องติดตามต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 08:16 UTC

กรมประมงไทยชี้แจงกรณีการสอบสวนทางการค้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมประมงไทยชี้แจงกรณีการสอบสวนทางการค้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ

กรมประมงของไทยได้ตอบสนองต่อการสอบสวนทางการค้าของสหรัฐฯ เกี่ยวกับกฎระเบียบด้านแรงงานบังคับ โดยเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของการส่งออกทูน่าไทย พร้อมระบุถึงความท้าทายในภาคส่วนกุ้ง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมประมงไทยชี้แจงกรณีการสอบสวนทางการค้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
กรมประมงไทยชี้แจงกรณีการสอบสวนทางการค้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ

กรมประมงของไทยได้ตอบสนองต่อการสอบสวนทางการค้าของสหรัฐฯ เกี่ยวกับกฎระเบียบด้านแรงงานบังคับ โดยเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของการส่งออกทูน่าไทย พร้อมระบุถึงความท้าทายในภาคส่วนกุ้ง

กรมประมงได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 โดยการสอบสวนของ USTR ได้ตรวจสอบคู่ค้าสำคัญ 60 ราย โดยมุ่งเน้นไปที่ความล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การสอบสวนของสหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวหาว่ามีการใช้แรงงานบังคับภายในกระบวนการผลิตภายในประเทศไทย แต่ความกังวลมุ่งเน้นไปที่การที่ประเทศไทยยังขาดกฎหมายหรือมาตรการเฉพาะในการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ กรมประมงยืนยันว่าสินค้าประมงไทยปราศจากแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทานและยังคงมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ในขณะที่การส่งออกทูน่าของไทยถือว่ามีความแข็งแกร่ง ภาคส่วนกุ้งกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว พัฒนาการนี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของไทยในการปรับนโยบายการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ แม้ว่าการสอบสวนจะมุ่งเน้นไปที่กฎระเบียบการนำเข้ามากกว่าการผลิตภายในประเทศ แต่ก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมประมงไทย ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลไทยจะปรับปรุงกฎหมายควบคุมการนำเข้าอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลทางการค้าของสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อความพร้อมจำหน่ายหรือราคาของสินค้าประมงนำเข้าในตลาดท้องถิ่นหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 07:57 UTC

นครปฐมผลักดัน 'กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ' กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นครปฐมผลักดัน 'กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ' กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

จังหวัดนครปฐมเปิดตัวโครงการเพิ่มมูลค่ากล้วยไม้และสินค้าเกษตรคุณภาพสูง โดยตั้งเป้าสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 10 ล้านบาท

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นครปฐมผลักดัน 'กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ' กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

แหล่งข่าวเดียว
นครปฐมผลักดัน 'กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ' กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

จังหวัดนครปฐมเปิดตัวโครงการเพิ่มมูลค่ากล้วยไม้และสินค้าเกษตรคุณภาพสูง โดยตั้งเป้าสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 10 ล้านบาท

ตามรายงานจาก Thai Post ฝ่ายบริหารจังหวัดนครปฐมได้เริ่มดำเนินกลยุทธ์ใหม่เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมกล้วยไม้และสินค้าเกษตรระดับพรีเมียมในท้องถิ่น โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมูลค่าทางการตลาดของสินค้าเหล่านี้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ตั้งเป้าหมายให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการดำเนินงานดังกล่าวเป็นจำนวน 10 ล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความคิดริเริ่มนี้อาจนำไปสู่การเพิ่มความพร้อมของสินค้าเกษตรคุณภาพสูงและนิทรรศการดอกไม้ภายในจังหวัด เนื่องจากนครปฐมมีชื่อเสียงด้านผลผลิตทางการเกษตร การผลักดันนี้อาจช่วยเพิ่มการมองเห็นของตลาดท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมกับผู้ผลิตในภูมิภาคโดยตรงมากขึ้น

แม้ว่าทางจังหวัดจะกำหนดเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนสำหรับแคมเปญนี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการและช่องทางการจัดจำหน่ายที่แน่นอนสำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่ากิจกรรมส่งเสริมการขายเหล่านี้จะส่งผลต่อการเติบโตที่เป็นรูปธรรมสำหรับเกษตรกรในท้องถิ่นอย่างไร และเป้าหมาย 10 ล้านบาทจะบรรลุผลผ่านกิจกรรมตามฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงหรือการพัฒนาตลาดอย่างยั่งยืนหรือไม่ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่และวันที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการจัดแสดงสินค้าเกษตรเหล่านี้ในขณะที่รัฐบาลจังหวัดดำเนินการตามแผนต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 07:37 UTC

งบพัฒนาเพชรบูรณ์ปี 2570 ถูกหั่นงบประมาณครั้งใหญ่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

งบพัฒนาเพชรบูรณ์ปี 2570 ถูกหั่นงบประมาณครั้งใหญ่

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการลดงบประมาณการพัฒนาจังหวัดประจำปี 2570 อย่างรุนแรง จากเดิม 280 ล้านบาท เหลือเพียง 38 ล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

งบพัฒนาเพชรบูรณ์ปี 2570 ถูกหั่นงบประมาณครั้งใหญ่

แหล่งข่าวเดียว
งบพัฒนาเพชรบูรณ์ปี 2570 ถูกหั่นงบประมาณครั้งใหญ่

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการลดงบประมาณการพัฒนาจังหวัดประจำปี 2570 อย่างรุนแรง จากเดิม 280 ล้านบาท เหลือเพียง 38 ล้านบาท

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ วิศัลย์ ตัวแทนในพื้นที่ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลกลางที่ลดงบประมาณการพัฒนาที่จัดสรรให้กับจังหวัดเพชรบูรณ์สำหรับปี 2570 ลงอย่างมาก โดยงบประมาณที่เสนอไว้ถูกตัดลดจาก 280 ล้านบาท เหลือเพียง 38 ล้านบาท

วิศัลย์แสดงความไม่พอใจต่อกระบวนการดังกล่าว โดยระบุว่าการลดงบประมาณนี้ดำเนินการโดยไม่มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานระดับจังหวัดล่วงหน้า เขาโต้แย้งว่าการตัดสินใจฝ่ายเดียวเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อความสามารถของจังหวัดในการบริหารจัดการโครงการพัฒนาของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเพชรบูรณ์บ่อยครั้ง เหตุการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการบำรุงรักษาและการขยายโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว และบริการสาธารณะที่ต้องพึ่งพางบประมาณของจังหวัด งบประมาณที่น้อยลงอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการปรับปรุงที่วางแผนไว้ หรือการระงับโครงการระดับภูมิภาคที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและการเข้าถึงพื้นที่

ในขณะนี้ ยังคงต้องติดตามว่าฝ่ายบริหารของจังหวัดจะปรับแผนการพัฒนาอย่างไรเพื่อรองรับงบประมาณที่ลดลง นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีคำตอบอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลกลางเกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้มีความโปร่งใสมากขึ้นในกระบวนการจัดสรรงบประมาณหรือไม่ ขณะนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอติดตามว่ารัฐบาลจังหวัดจะแสวงหาการสนับสนุนเพิ่มเติมหรือจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่มีอยู่ใหม่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการตัดงบประมาณครั้งนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 07:35 UTC

Cafe Amazon เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ยอดขายพุ่ง ขายเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 10 ล้านแก้ว
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Cafe Amazon เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ยอดขายพุ่ง ขายเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 10 ล้านแก้ว

Cafe Amazon ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มียอดขายเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Cafe Amazon เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ยอดขายพุ่ง ขายเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 10 ล้านแก้ว

แหล่งข่าวเดียว
Cafe Amazon เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ยอดขายพุ่ง ขายเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 10 ล้านแก้ว

Cafe Amazon ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มียอดขายเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569

รายงานจากประชาชาติธุรกิจระบุว่า Cafe Amazon ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้แจ้งผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ยอดขายเครื่องดื่มรวมในช่วงเวลาดังกล่าวสูงถึง 117 ล้านแก้ว

ตัวเลขนี้ถือเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 10 ล้านแก้วเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดกาแฟท้องถิ่นและการเข้าถึงที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เนื่องจาก Cafe Amazon ยังคงเป็นร้านกาแฟหลักที่พบได้ตามสถานีบริการน้ำมันและพื้นที่ในเมือง ยอดขายที่เพิ่มขึ้นนี้จึงบ่งชี้ถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าตัวเลขยอดขายจะยืนยันถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2 แต่รายงานไม่ได้ระบุถึงปัจจัยเฉพาะที่ส่งผลต่อการเติบโตนี้ เช่น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือแคมเปญส่งเสริมการขาย นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าผลประกอบการรายไตรมาสนี้จะส่งผลต่อเป้าหมายทางการเงินประจำปีของบริษัทหรือแผนการขยายธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 อย่างไร นักลงทุนและผู้สังเกตการณ์คงต้องรอการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมจาก OR เพื่อทำความเข้าใจถึงความยั่งยืนของยอดขายในระยะยาวต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 07:19 UTC

ไทยขยายเวลาตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก. ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2569
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

ไทยขยายเวลาตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก. ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2569

กระทรวงพลังงานขยายเวลาตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขนาด 15 กิโลกรัม ไว้ที่ 423 บาทต่อถัง เป็นเวลาอีก 3 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก

Khaosod Online Thailand + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยขยายเวลาตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก. ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2569

ได้รับการยืนยัน
ไทยขยายเวลาตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก. ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2569

กระทรวงพลังงานขยายเวลาตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขนาด 15 กิโลกรัม ไว้ที่ 423 บาทต่อถัง เป็นเวลาอีก 3 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กระทรวงพลังงานได้ประกาศขยายเวลามาตรการตรึงราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หรือก๊าซหุงต้ม โดยราคาสำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม จะยังคงอยู่ที่ 423 บาทต่อถัง ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงานและโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก โดยกระทรวงฯ ได้ติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจากรายงานข่าวที่ขัดแย้งกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เพื่อรักษาเพดานราคาดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้ปรับเพิ่มการชดเชยราคาก๊าซผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากเดิม 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว มาตรการนี้ช่วยสร้างเสถียรภาพชั่วคราวให้กับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดระหว่างประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันและก๊าซโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อบริหารจัดการราคาพลังงานภายในประเทศ แม้ว่าราคาจะถูกตรึงไว้จนถึงสิ้นเดือนตุลาคม แต่ความยั่งยืนของเงินอุดหนุนในระยะยาวนั้นยังคงขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโลกในอนาคตและการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้เดินทางและผู้อยู่อาศัยควรตระหนักว่าราคาพลังงานอาจมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้งหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาขยายมาตรการนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 04:17 UTC