ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ ✦
เทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ✦
เศรษฐกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ ✦
การเมือง ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม ✦
เศรษฐกิจ ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง ✦
เศรษฐกิจ รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ✦
กฎหมาย ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง ✦
เหตุการณ์ ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' ✦
การขนส่ง

รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

แหล่งข่าวเดียว
รายงานเหตุรถไฟเฉี่ยวชนในย่านบางซื่อ

เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนขบวนรถนอนในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนกันในย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนรถนอนซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงกระแทก

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ามีพนักงานการรถไฟได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แม้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัดและสถานการณ์เฉพาะที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาของรถไฟที่ผ่านสถานีกลางบางซื่อ ผู้โดยสารควรตรวจสอบความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงการให้บริการกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนวางแผนการเดินทาง

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเฉี่ยวชน อาการปัจจุบันของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ และกรอบเวลาที่คาดว่าจะสามารถเคลียร์เส้นทางและกลับมาให้บริการตามปกติได้ ทางการยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความผิดพลาดของมนุษย์ที่อาจมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและการกลับมาให้บริการตามปกติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เทคโนโลยี

กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงทรัพยากรฯ ตรวจสอบศูนย์ข้อมูล Telehouse พบผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าศูนย์ข้อมูล Telehouse ในเขตห้วยขวางผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศแล้ว

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

การตรวจสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในวงกว้างเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทยนั้นเป็นไปตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ภายหลังการประเมิน กระทรวงฯ ยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขตห้วยขวาง ประกาศนี้ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสถานที่ดังกล่าวมีการดำเนินงานภายใต้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลกำหนด การกำกับดูแลเช่นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

แม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันแล้ว แต่รายงานไม่ได้ระบุว่ามีการกำหนดการตรวจสอบเป็นระยะในอนาคตหรือไม่ หรือมีการประเมินในลักษณะเดียวกันสำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งอื่นๆ ในเมืองหลวงหรือไม่ ประชาชนที่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเปิดวอร์รูม 24 ชม. รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง

ทางการยกระดับการเฝ้าระวังและจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิด 'วอร์รูม' ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังติดตามพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทางการจะมีการบริหารจัดการระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบจากฝนตกหนักยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพการจราจรในพื้นที่อยู่เสมอ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง

รัฐบาลไทยกำลังติดตามปริมาณน้ำฝนในภาคกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำและดูแลประชาชนในพื้นที่

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลางของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลได้วางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุมเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้ระดมเครื่องจักรและจัดสรรเจ้าหน้าที่ประจำจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยทีมงานเหล่านี้มีหน้าที่ติดตามระดับน้ำและพร้อมตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามฤดูกาล แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันการจัดสรรทรัพยากรแล้ว แต่ในรายงานเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุรายละเอียดพื้นที่เฉพาะที่อาจเผชิญกับน้ำท่วมขังหรือความล่าช้าในการเดินทาง

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดนี้จะดำเนินไปนานเท่าใด และจะมีจังหวัดใดที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพิ่มเติมหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางหรือมีแผนการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว ควรติดตามพยากรณ์อากาศในท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพถนนหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำ รัฐบาลยังคงเน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

เศรษฐกิจ

แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

แหล่งข่าวเดียว
แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness รุกตลาดมาสก์และโทนเนอร์เต็มสูบ

Her Hyness เพิ่มงบการตลาดและแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งในตลาดมาสก์และโทนเนอร์แพดของไทยที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ แบรนด์สกินแคร์ไทย Her Hyness กำลังขยายงบประมาณด้านการตลาดอย่างจริงจังเพื่อตอกย้ำตำแหน่งในอุตสาหกรรมมาสก์และโทนเนอร์แพด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของรายได้ และคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคชาย

เพื่อสนับสนุนการขยายตัวนี้ แบรนด์ได้แต่งตั้งนักแสดง ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าผู้ชายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ HYPER T เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในท้องถิ่น ซึ่งกำลังตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าแบรนด์จะประกาศกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว แต่ผลกระทบที่ชัดเจนต่อความพร้อมจำหน่ายในร้านค้าปลีกและประสิทธิภาพในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่บริษัทเริ่มดำเนินแคมเปญดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:57 UTC

การเมือง

ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ได้รับการยืนยัน
ผู้นำฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลในเดือนตุลาคม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนตุลาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศว่าฝ่ายค้านกำลังสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งคาดว่าจะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคมนี้ โดยนายณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมเนื้อหาจากทุกพรรคเพื่อสร้างข้อมูลที่หนักแน่น

ญัตติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งหมายถึงอิทธิพลของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่มีต่อการดำเนินงานของรัฐ องค์กรอิสระ และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐ นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่าพรรคได้รวบรวมหลักฐานสำคัญไว้แล้ว รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการล็อกสเปกในโครงการของรัฐ และยังคงเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางรัฐสภาตามปกติในประเทศไทย แต่บ่อยครั้งก็นำไปสู่การถกเถียงในสังคมและการเปลี่ยนแปลงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย และยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่ชัดสำหรับการประชุมสภาฯ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:38 UTC

เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าจากยอดนำเข้าทองคำพุ่งสูง

กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการนำเข้าทองคำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้า

ข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่า กรมศุลกากรรายงานภาวะขาดดุลการค้าประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569) โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่ามูลค่าการค้ารวมอยู่ที่กว่า 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% จากปีก่อน

มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 26.30% รวมกว่า 12.8 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าทองคำจำนวนมาก นอกเหนือจากสินค้าหลักอื่นๆ เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ และอุปกรณ์สื่อสาร แม้ว่าไทยจะยังคงมีการส่งออกที่แข็งแกร่งในกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ปริมาณการนำเข้าทองคำที่สูงขึ้นได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางศุลกากรหรือนโยบายการนำเข้าในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า แม้ว่ากรมศุลกากรจะกำลังพิจารณามาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้าเหล่านี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่หรือผลกระทบต่อตลาดทองคำยังคงต้องรอการยืนยัน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้ารวมตลอดปีงบประมาณจะอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อดูว่าการปรับเปลี่ยนทางการค้าเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาวะตลาดในประเทศหรือเสถียรภาพของค่าเงินอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เศรษฐกิจ

รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
รองนายกฯ เอกนิติ ชูบทบาทกองทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทุนหมุนเวียนในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569'

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวในงาน 'ทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569' โดยเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ของกองทุนหมุนเวียนภาครัฐในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งมอบคุณค่าให้กับประชาชนชาวไทย ตามรายงานจาก Matichon Online รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากลไกทางการเงินเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสนับสนุนความเป็นอยู่ของประชาชน

งานดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับการยกย่องความเป็นเลิศในการบริหารจัดการกองทุน และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักกีฬาชื่อดัง 4 ท่านที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงาน สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่บริหารจัดการโดยรัฐเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปรับปรุงบริการสาธารณะ

แม้ว่างานนี้จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการขยายกองทุนในอนาคตหรือผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่วนต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการนำนักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีเศรษฐกิจนี้สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะเข้ากับการมีส่วนร่วมทางสังคมที่กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะของการประเมินกองทุนปี 2569 ในขณะที่รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการกำกับดูแลทางการคลังต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:55 UTC

กฎหมาย

ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

แหล่งข่าวเดียว
ดีเอสไอเตรียมเชิญสื่อมวลชนให้ข้อมูลเงินบริจาค มูลนิธิกัน จอมพลัง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) วางแผนที่จะเชิญพิธีกรโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชน โดยเฉพาะ หนุ่ม กรรชัย และ พุทธอภิวรรณ มาให้ข้อมูล การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่เงินบริจาคทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิกัน จอมพลัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสขององค์กรการกุศลและบทบาทของบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อมวลชนในการระดมทุนสาธารณะ แม้ว่า DSI จะระบุถึงความตั้งใจในการรวบรวมข้อมูล แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นขั้นตอนการสอบสวนไม่ใช่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ บุคคลที่กล่าวถึงยังไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในขั้นตอนนี้ แต่ถูกเรียกตัวในฐานะแหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพเพื่อช่วย DSI ในการตรวจสอบกิจกรรมทางการเงินของมูลนิธิที่กำลังดำเนินอยู่

สิ่งที่ยังต้องยืนยันคือกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสัมภาษณ์เหล่านี้ และข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก DSI เพื่อรับข้อมูลอัปเดต เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้อยู่อาศัยควรเชื่อถือคำแถลงอย่างเป็นทางการมากกว่ารายงานเชิงคาดเดาเกี่ยวกับลักษณะกิจกรรมของมูลนิธิหรือการมีส่วนร่วมของบุคคลในสื่อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

เหตุการณ์

ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง'

M STUDIO และช่อง 3 เผยภาคต่อของแฟรนไชส์สยองขวัญ 'ธี่หยด' โดยจะพาผู้ชมไปสำรวจจุดเริ่มต้นของตัวละคร 'ยักษ์'

ตามรายงานจาก Khaosod Online ทาง M STUDIO และช่อง 3 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ 'ธี่หยด : สมิงเขาขวาง' โดยมี 'แป๊ป' ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, 'ต้อม' ธนเดช ประดิษฐ์ และ 'เต้ย' ชาลิต ไกรเลิศมงคล รับหน้าที่กำกับ ซึ่งถือเป็นภาคก่อนหน้าของซีรีส์สยองขวัญยอดนิยม

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ติดตามตัวละคร 'ยักษ์' และ 'จ่าปพันธ์' ในขณะที่พวกเขานำกองกำลังทหารเข้าสู่ป่าเขาขวางเพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหาย พล็อตเรื่องเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับตำนานเสือสมิงกินคนที่มีชื่อว่า 'ไอ้โหง' ซึ่งมีความสามารถในการจำแลงร่าง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งลี้ลับและสัตว์ป่าพร่าเลือนไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการขยายจักรวาลของแฟรนไชส์สยองขวัญท้องถิ่นครั้งสำคัญ โดยจะมีการสำรวจภูมิหลังของตัวละครหลักและเจาะลึกตำนานพื้นบ้าน แม้ว่าทีมงานจะยืนยันเนื้อเรื่องและสถานที่ถ่ายทำแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการหรือแผนการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ แฟนๆ ของภาพยนตร์แนวนี้ควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจาก M STUDIO และช่อง 3 เพื่อรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 08:56 UTC

ไทยเสนอโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ หวังกระตุ้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเสนอโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ หวังกระตุ้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

กระทรวงการคลังกำลังร่างโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเสนอโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ หวังกระตุ้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเสนอโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ หวังกระตุ้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

กระทรวงการคลังกำลังร่างโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศแผนการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยกล่าวในงานสัมมนาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า รัฐบาลมีแผนที่จะผลักดันให้ค่ายรถยนต์หันมาใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local content) มากขึ้นในกระบวนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในประเทศ

การปรับเปลี่ยนนโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และตอกย้ำสถานะของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาค สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลต่อความพร้อมจำหน่ายและราคาของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต เนื่องจากผู้ผลิตจะต้องปรับกลยุทธ์การผลิตให้สอดคล้องกับมาตรการจูงใจทางภาษีใหม่

แม้ว่ากระทรวงการคลังมีแผนที่จะเสนอข้อเสนอดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ทั้งอัตราภาษีที่ชัดเจน ข้อกำหนดเกี่ยวกับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และกรอบเวลาในการบังคับใช้ยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์และราคาในประเทศไทยอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 14:56 UTC

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ รายงานการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่เตือนว่าเป้าหมายการใช้จ่ายรวมทั้งปีที่ 4.2 แสนล้านบาทอาจไม่เป็นไปตามเป้า

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ รายงานการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่เตือนว่าเป้าหมายการใช้จ่ายรวมทั้งปีที่ 4.2 แสนล้านบาทอาจไม่เป็นไปตามเป้า

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้ประกาศผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ระบุว่าการเติบโตดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น

แม้จะมีทิศทางที่เป็นบวก แต่บริษัทได้แสดงความระมัดระวังเกี่ยวกับแนวโน้มตลอดทั้งปี โดยปัจจุบันกรุงศรี คอนซูมเมอร์คาดการณ์ว่าอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งปีที่ 4.2 แสนล้านบาทได้ ซึ่งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นนี้มีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและภายในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย รายงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล แม้ว่าภาคการเงินจะยังคงมีความเคลื่อนไหว แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเป้าหมายการใช้จ่ายเหล่านี้สะท้อนถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาวะตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าบริษัทจะมีการปรับกลยุทธ์หรือสภาพเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นจนสามารถบรรลุเป้าหมายเดิมได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่เหลือของปี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 14:57 UTC

งานสัมมนา FPO Symposium 2026 ชูพลังข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

งานสัมมนา FPO Symposium 2026 ชูพลังข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของไทย

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงานสัมมนาที่เน้นย้ำถึงบทบาทของกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

งานสัมมนา FPO Symposium 2026 ชูพลังข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของไทย

แหล่งข่าวเดียว
งานสัมมนา FPO Symposium 2026 ชูพลังข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของไทย

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงานสัมมนาที่เน้นย้ำถึงบทบาทของกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงาน 'FPO Symposium 2026' ภายใต้หัวข้อ 'Building Resilience: From Vision to Mission' โดยงานนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้ข้อมูลเชิงลึกเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อความผันผวนของโลก

วิทยากรหลัก อาทิ สันติธาร เสถียรไทย และ ผยง ศรีวณิช ได้เน้นย้ำว่าการบูรณาการข้อมูลที่ครอบคลุมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ การใช้ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถสร้างกรอบการทำงานที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่คาดเดาไม่ได้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ไปสู่การจัดการเศรษฐกิจที่อิงตามหลักฐาน แม้ว่างานสัมมนานี้จะแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เพื่อความมั่นคงในระยะยาว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติในภาคส่วนใดบ้าง และจะมีผลกระทบที่จับต้องได้ต่อค่าครองชีพหรือการดำเนินธุรกิจในอนาคตอันใกล้อย่างไร ทั้งนี้ สศค. ยังคงเน้นย้ำว่าข้อมูลจะเป็นรากฐานสำคัญของภารกิจทางเศรษฐกิจในอนาคต แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เฉพาะเจาะจงจากการหารือเหล่านี้อย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 12:57 UTC

สกัดจับยาเสพติดในนครพนม: เจ้าหน้าที่ยึดของกลางมูลค่า 100 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สกัดจับยาเสพติดในนครพนม: เจ้าหน้าที่ยึดของกลางมูลค่า 100 ล้านบาท

ตำรวจนครพนมจับกุมชายสองคนขณะขนเฮโรอีนและยาไอซ์จำนวนมาก มูลค่าประเมิน 100 ล้านบาท

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สกัดจับยาเสพติดในนครพนม: เจ้าหน้าที่ยึดของกลางมูลค่า 100 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
สกัดจับยาเสพติดในนครพนม: เจ้าหน้าที่ยึดของกลางมูลค่า 100 ล้านบาท

ตำรวจนครพนมจับกุมชายสองคนขณะขนเฮโรอีนและยาไอซ์จำนวนมาก มูลค่าประเมิน 100 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ในจังหวัดนครพนมได้สกัดจับรถยนต์ที่บรรทุกยาเสพติดจำนวนมาก ตามรายงานจาก Thai Post เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมชายสองคนที่ขับรถกระบะบริเวณหน้าสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง โดยพบว่าภายในรถมีการขนส่งเฮโรอีนและยาไอซ์ ซึ่งมีมูลค่าประเมินในตลาดสูงถึง 100 ล้านบาท

ปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด นำโดย ว่าที่ร้อยตรีรวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม และ พ.ต.ท.ณรายุทธ ไตรยสุทธิ์ รองผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามการลักลอบขนยาเสพติดตามแนวชายแดน แม้ว่าภัยคุกคามจากบุคคลกลุ่มนี้จะถูกระงับไปแล้ว แต่เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดในประเทศไทย ขณะนี้รายละเอียดเกี่ยวกับต้นทางของยาเสพติดและจุดหมายปลายทางสุดท้ายยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ โดยคาดว่าจะมีการรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายต่อผู้ต้องหาทั้งสองดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 12:36 UTC

Central Retail เข้าซื้อกิจการ MaxValu พร้อมเปลี่ยนชื่อ 30 สาขาเป็น Tops
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Central Retail เข้าซื้อกิจการ MaxValu พร้อมเปลี่ยนชื่อ 30 สาขาเป็น Tops

Central Retail Corporation ได้ปิดดีลเข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu ทั้ง 30 สาขาในประเทศไทย โดยมีแผนที่จะเปลี่ยนเป็นแบรนด์ Tops

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Central Retail เข้าซื้อกิจการ MaxValu พร้อมเปลี่ยนชื่อ 30 สาขาเป็น Tops

แหล่งข่าวเดียว
Central Retail เข้าซื้อกิจการ MaxValu พร้อมเปลี่ยนชื่อ 30 สาขาเป็น Tops

Central Retail Corporation ได้ปิดดีลเข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu ทั้ง 30 สาขาในประเทศไทย โดยมีแผนที่จะเปลี่ยนเป็นแบรนด์ Tops

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการเข้าซื้อกิจการของบริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด โดยข้อตกลงนี้ครอบคลุมการซื้อซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu ทั้ง 30 สาขาที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด (CFR) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ CRC ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามในสัญญาเพื่อเข้าถือหุ้น 100% ในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ MaxValu หลังจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปลี่ยนชื่อสาขาทั้ง 30 แห่งให้ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Tops

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในภูมิทัศน์การค้าปลีกในท้องถิ่น MaxValu เป็นแหล่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่สะดวกสบายในหลายย่านมาเป็นเวลานาน เมื่อร้านค้าเหล่านี้เปลี่ยนเป็น Tops ลูกค้าอาจพบกับการเปลี่ยนแปลงของประเภทสินค้า การจัดวางภายในร้าน และอาจรวมถึงโครงสร้างราคาเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการค้าปลีกของ Tops

แม้ว่าการเข้าซื้อกิจการจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดบางประการที่ยังต้องรอความชัดเจน กำหนดการสำหรับการเปลี่ยนป้ายชื่อร้านในแต่ละสาขายังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ และบริษัทยังไม่ได้ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบต่อพนักงานปัจจุบันหรือโปรแกรมสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ MaxValu เดิมอย่างไร ผู้อยู่อาศัยควรติดตามป้ายประกาศในพื้นที่เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับวันปิดทำการหรือวันปรับปรุงร้านค้าในขณะที่กระบวนการรวมกิจการเริ่มต้นขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 12:36 UTC

เปิดงานมหกรรมการเงินโคราช มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เปิดงานมหกรรมการเงินโคราช มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการเงินในจังหวัดนครราชสีมา โดยมุ่งหวังที่จะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคผ่านโอกาสด้านสินเชื่อและการลงทุน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เปิดงานมหกรรมการเงินโคราช มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน

แหล่งข่าวเดียว
เปิดงานมหกรรมการเงินโคราช มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการเงินในจังหวัดนครราชสีมา โดยมุ่งหวังที่จะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคผ่านโอกาสด้านสินเชื่อและการลงทุน

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการเงิน (Money Expo) ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ตามรายงานของมติชนออนไลน์ งานดังกล่าวถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน

ภายในงานเน้นการให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย รวมถึงแพ็กเกจสินเชื่อพิเศษและโอกาสในการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ การนำเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้มาสู่ระดับจังหวัดโดยตรงมีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจในท้องถิ่นและการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ทำธุรกิจในภูมิภาคนี้ งานดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการติดต่อกับสถาบันการเงินชั้นนำและสำรวจทางเลือกด้านสินเชื่อที่อาจไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายนักนอกเขตเมืองใหญ่ สำหรับนักท่องเที่ยว แม้ว่างานนี้จะเป็นกิจกรรมในพื้นที่ แต่ความพยายามในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคในวงกว้างอาจเป็นสัญญาณของการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมเชิงพาณิชย์และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่โคราช

เนื่องจากงานดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ ผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจระดับภูมิภาคจึงยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าจะมีเงินทุนหมุนเวียนผ่านโครงการสินเชื่อและการลงทุนที่นำเสนอภายในงานมากน้อยเพียงใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 08:56 UTC

วิเคราะห์การกล่าวถึง 'สนามหญ้า' ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในที่สาธารณะบ่อยครั้ง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

วิเคราะห์การกล่าวถึง 'สนามหญ้า' ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในที่สาธารณะบ่อยครั้ง

รายงานจาก Prachachat Business ระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กล่าวถึง 'สนามหญ้า' ในงานสาธารณะอย่างน้อย 45 ครั้งในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

วิเคราะห์การกล่าวถึง 'สนามหญ้า' ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในที่สาธารณะบ่อยครั้ง

แหล่งข่าวเดียว
วิเคราะห์การกล่าวถึง 'สนามหญ้า' ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในที่สาธารณะบ่อยครั้ง

รายงานจาก Prachachat Business ระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กล่าวถึง 'สนามหญ้า' ในงานสาธารณะอย่างน้อย 45 ครั้งในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา

ตามรายงานจาก Prachachat Business ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่น่าสนใจในการพูดถึง 'สนามหญ้า' ระหว่างการปรากฏตัวในที่สาธารณะและการให้สัมภาษณ์ ข้อมูลในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าประธานาธิบดีได้อ้างถึงหัวข้อนี้อย่างน้อย 45 ครั้ง โดยเฉลี่ยคือทุกๆ 12 วัน ตัวเลขนี้ยังไม่รวมถึงการกล่าวถึงเพิ่มเติมอีกหลายครั้งผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเขา

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าความถี่นี้สูงกว่าอัตราที่สังเกตได้ในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา แม้ว่าบริบทเฉพาะหรือเจตนาเบื้องหลังคำพูดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่ความสม่ำเสมอของข้อความได้ดึงดูดความสนใจจากสื่อที่ติดตามวาทกรรมสาธารณะของเขา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข่าวนี้ถือเป็นเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศทางการเมืองในปัจจุบันของสหรัฐฯ และประเด็นเฉพาะที่ฝ่ายบริหารให้ความสำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่ารายงานนี้มุ่งเน้นไปที่ความถี่ของการกล่าวถึงตามที่ Prachachat Business ได้บันทึกไว้เท่านั้น ยังคงต้องยืนยันว่าความคิดเห็นเหล่านี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ความสนใจส่วนตัว หรือกลยุทธ์ในการพูดหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์ยังคงติดตามคำแถลงสาธารณะเหล่านี้ต่อไปเพื่อพิจารณาว่ามีความเกี่ยวข้องกับจุดเน้นด้านการบริหารที่กว้างขึ้นหรือไม่ หรือเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 12:57 UTC

เหตุข้อมูลรั่วไหลที่ TSD กระทบนักลงทุน 2 แสนราย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เหตุข้อมูลรั่วไหลที่ TSD กระทบนักลงทุน 2 แสนราย

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD รายงานการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการประมาณ 200,000 ราย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เหตุข้อมูลรั่วไหลที่ TSD กระทบนักลงทุน 2 แสนราย

แหล่งข่าวเดียว
เหตุข้อมูลรั่วไหลที่ TSD กระทบนักลงทุน 2 แสนราย

ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD รายงานการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการประมาณ 200,000 ราย

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ตรวจพบเหตุการณ์การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลในระบบ TSD Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามรายงานจาก Khaosod Online ระบุว่าผู้บริหารของ TSD และกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.1) ได้ออกมายืนยันเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการประมาณ 200,000 ราย จากฐานผู้ถือหลักทรัพย์ทั้งหมดกว่า 5 ล้านราย

ข้อมูลที่ถูกเข้าถึงประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ชื่อบริษัทหลักทรัพย์ เลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และข้อมูลบัญชีธนาคาร ทั้งนี้ TSD ระบุว่าไม่พบหลักฐานการรั่วไหลของข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ ประวัติการทำธุรกรรม หรือข้อมูลการเข้าสู่ระบบ เช่น ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบบัญชีการเงินส่วนบุคคลเพื่อหาความผิดปกติ แม้ว่า TSD จะได้ออกมาขออภัยต่อสาธารณะและประกาศพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ขอบเขตที่ชัดเจนของกระบวนการเยียวยายังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม นักลงทุนควรระมัดระวังความเสี่ยงจากการหลอกลวงทางออนไลน์ (Phishing) หรือการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลหลังจากเหตุการณ์นี้ โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมจาก TSD ในขณะที่การสืบสวนของ บก.สอท.1 ยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 12:16 UTC

จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เผชิญกระแสวิจารณ์หนักจากข้อเสนอการลงทุน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เผชิญกระแสวิจารณ์หนักจากข้อเสนอการลงทุน

จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากข้อเสนอในการนำกิจกรรมฟุตบอลโลกไปดำเนินการเชิงพาณิชย์ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เผชิญกระแสวิจารณ์หนักจากข้อเสนอการลงทุน

แหล่งข่าวเดียว
จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เผชิญกระแสวิจารณ์หนักจากข้อเสนอการลงทุน

จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากข้อเสนอในการนำกิจกรรมฟุตบอลโลกไปดำเนินการเชิงพาณิชย์ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง

ตามรายงานจาก Khaosod Online จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กำลังเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักและข้อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากข้อเสนอในการปรับโครงสร้างการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ขององค์กรประสบความล้มเหลว แผนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งบริษัทลูกในนาม ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด เอ็นเทอร์ไพรส์ (FFE) ด้วยมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยฟีฟ่าตั้งใจจะถือสิทธิ์ควบคุมทั้งหมดและเปิดขายหุ้นส่วนน้อย 20% ให้กับนักลงทุนภายนอกเพื่อระดมทุนสูงสุด 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุน อินฟานติโนได้เสนอเงิน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับสมาคมสมาชิกทั้ง 211 แห่ง หากพวกเขาสนับสนุนแผนการลงทุนภาคเอกชนในรายการแข่งขันต่างๆ รวมถึงฟุตบอลโลกชายและหญิง ข้อเสนอดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากสมาชิกยูฟ่า 55 แห่งที่ลงมติว่าจะคว่ำบาตรฟุตบอลโลกหากแผนนี้เดินหน้าต่อไป แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ความขัดแย้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะผู้นำของอินฟานติโน โดยมีอาร์เจนตินาเป็นฝ่ายที่ออกมาสนับสนุนเขาในท่ามกลางวิกฤตนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงภายในองค์กรกำกับดูแลฟุตบอลระดับโลก แม้ภัยคุกคามเรื่องการคว่ำบาตรฟุตบอลโลกจะถูกระงับไปแล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวต่อความเป็นผู้นำของฟีฟ่าและการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติในอนาคตยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าอินฟานติโนจะสามารถรักษาตำแหน่งของตนไว้ได้หรือไม่ ในขณะที่แรงกดดันจากองค์กรฟุตบอลระหว่างประเทศต่างๆ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 12:16 UTC

เซ็นทรัล รีเทล เข้าซื้อกิจการอิออน ไทยแลนด์ พร้อมรีแบรนด์ร้าน MaxValu 30 สาขา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เซ็นทรัล รีเทล เข้าซื้อกิจการอิออน ไทยแลนด์ พร้อมรีแบรนด์ร้าน MaxValu 30 สาขา

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ประกาศเข้าซื้อกิจการอิออน ไทยแลนด์ โดยผนวกสาขา MaxValu จำนวน 30 แห่งเข้าสู่เครือข่ายค้าปลีกของบริษัท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เซ็นทรัล รีเทล เข้าซื้อกิจการอิออน ไทยแลนด์ พร้อมรีแบรนด์ร้าน MaxValu 30 สาขา

แหล่งข่าวเดียว
เซ็นทรัล รีเทล เข้าซื้อกิจการอิออน ไทยแลนด์ พร้อมรีแบรนด์ร้าน MaxValu 30 สาขา

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ประกาศเข้าซื้อกิจการอิออน ไทยแลนด์ โดยผนวกสาขา MaxValu จำนวน 30 แห่งเข้าสู่เครือข่ายค้าปลีกของบริษัท

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการอิออน ไทยแลนด์ ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้ช่วยให้ CRC สามารถผนวกสาขาซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu จำนวน 30 แห่งเข้าสู่พอร์ตโฟลิโอค้าปลีกที่มีอยู่เดิม ตามประกาศระบุว่าสาขาเหล่านี้จะถูกรีแบรนด์ภายใต้ชื่อ 'ท็อปส์' (Tops)

นอกเหนือจากพื้นที่ร้านค้าแล้ว การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ยังทำให้เซ็นทรัล รีเทล ได้รับฐานลูกค้ากว่า 900,000 ราย นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและศูนย์ผลิตอาหารพร้อมทานที่อิออน ไทยแลนด์เคยถือครองอยู่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของร้านขายของชำในท้องถิ่น ลูกค้าที่ใช้บริการร้าน MaxValu ควรเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์และอาจมีการปรับเปลี่ยนรายการสินค้าเมื่อสาขาเหล่านี้เปลี่ยนไปใช้รูปแบบร้านค้าของท็อปส์ แม้ว่าการเข้าซื้อกิจการจะได้รับการยืนยันผ่านการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แล้ว แต่กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับกระบวนการรีแบรนด์และการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของร้านค้ายังคงต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติมจากบริษัท ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยติดตามประกาศจากเซ็นทรัล รีเทล เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปิดร้านค้าหรือการหยุดให้บริการในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 11:36 UTC

ไทยเตรียมคลอดแพ็กเกจภาษี ดึงทุนโลกตั้งฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเตรียมคลอดแพ็กเกจภาษี ดึงทุนโลกตั้งฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

กระทรวงการคลังกำลังพัฒนามาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้บริษัทระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมคลอดแพ็กเกจภาษี ดึงทุนโลกตั้งฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเตรียมคลอดแพ็กเกจภาษี ดึงทุนโลกตั้งฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

กระทรวงการคลังกำลังพัฒนามาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้บริษัทระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 กระทรวงการคลังของไทยกำลังเร่งพิจารณามาตรการทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ามาตรการนี้มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ผลิตต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ

นโยบายที่นำเสนอนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการที่ตัดสินใจตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยจะได้รับสิทธิอัตราภาษีสรรพสามิตที่ต่ำลง ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการที่เลือกนำเข้ารถยนต์โดยไม่ตั้งโรงงานผลิตในไทยอาจต้องเผชิญกับภาระภาษีที่สูงกว่า กลยุทธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการเสียเปรียบของผู้ลงทุนในประเทศและกระตุ้นให้เกิดการไหลเข้าของเงินลงทุนจริง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์ ซึ่งอาจนำไปสู่การมีรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้นและระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งขึ้น กระทรวงการคลังคาดว่าจะสรุปรายละเอียดของแพ็กเกจภาษีนี้ภายในเดือนกันยายน 2569 แม้ว่าจะมีรายงานว่าการหารือกับผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกำลังดำเนินอยู่ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราภาษีที่ชัดเจนและเกณฑ์ที่แน่นอนสำหรับข้อกำหนดด้านชิ้นส่วนในประเทศยังคงต้องรอการยืนยัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มอบหมายให้กรมศุลกากรและกรมสรรพากรปรับปรุงมาตรการเหล่านี้เพื่อให้มั่นใจว่าจะสนับสนุนเป้าหมายทางอุตสาหกรรมในอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 11:35 UTC

Origin Property เผยแผนลงทุนครั้งใหญ่ในภูเก็ต
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Origin Property เผยแผนลงทุนครั้งใหญ่ในภูเก็ต

Origin Property ประกาศแผนขยายธุรกิจ 3 ปีในภูเก็ต โดยตั้งเป้าพอร์ตการลงทุนรวมมูลค่า 3.16 หมื่นล้านบาทภายในปี 2571

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Origin Property เผยแผนลงทุนครั้งใหญ่ในภูเก็ต

แหล่งข่าวเดียว
Origin Property เผยแผนลงทุนครั้งใหญ่ในภูเก็ต

Origin Property ประกาศแผนขยายธุรกิจ 3 ปีในภูเก็ต โดยตั้งเป้าพอร์ตการลงทุนรวมมูลค่า 3.16 หมื่นล้านบาทภายในปี 2571

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ Origin Property กำลังเร่งขยายการพัฒนาโครงการในภูเก็ต หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการไปแล้ว 8 แห่งตั้งแต่ปี 2566 ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายนี้ได้วางแผนกลยุทธ์เพื่อขยายการดำเนินงานในภูมิภาคนี้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะมีมูลค่าพอร์ตการลงทุนสะสมรวม 3.16 หมื่นล้านบาทภายในปี 2571

สำหรับปีนี้ บริษัทกำลังเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในพื้นที่เชิงทะเลและป่าตอง นอกจากนี้ Origin Property ยังได้ร่วมทุนกับเครือโรงแรมขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงการโรงแรมใหม่อีก 3 แห่ง โดยโครงการโรงแรมเหล่านี้มีกำหนดทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 จนถึงปี 2571

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การขยายตัวนี้ถือเป็นสัญญาณของการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยและโรงแรมระดับไฮเอนด์ในศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญ การหลั่งไหลเข้ามาของโครงการพัฒนาใหม่ๆ อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ในท้องถิ่น ซึ่งอาจเพิ่มตัวเลือกที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยในพื้นที่ยอดนิยมอย่างป่าตองและเชิงทะเล

แม้ว่าแผนงานดังกล่าวจะให้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับการเติบโตของบริษัท แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับแบรนด์ของพันธมิตรโรงแรมและการออกแบบทางสถาปัตยกรรมขั้นสุดท้ายสำหรับคอนโดมิเนียมที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักลงทุนที่สนใจควรติดตามประกาศในอนาคตเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับกำหนดการของโครงการและสถานที่ตั้งที่ชัดเจน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 11:19 UTC

การเยือนไทยของผู้นำเมียนมาส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ในการค้าไทย-เมียนมา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเยือนไทยของผู้นำเมียนมาส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ในการค้าไทย-เมียนมา

การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำเมียนมาสร้างความหวังในการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้าชายแดนและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเยือนไทยของผู้นำเมียนมาส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ในการค้าไทย-เมียนมา

แหล่งข่าวเดียว
การเยือนไทยของผู้นำเมียนมาส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ในการค้าไทย-เมียนมา

การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำเมียนมาสร้างความหวังในการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้าชายแดนและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่าการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายมิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งเมียนมา ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ความร่วมมือทางการทูตครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นในการฟื้นฟูความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ ซึ่งเผชิญกับข้อจำกัดต่างๆ จากสถานการณ์ในเมียนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

การหารือระหว่างผู้นำทั้งสองครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแรงงาน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า นอกจากนี้ยังมีการจัดงาน 'Thailand – Myanmar Business Forum 2026' ภายใต้แนวคิด 'A New Chapter in Thailand – Myanmar Business Partnership' ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง พัฒนาการนี้มีความสำคัญเนื่องจากการค้าชายแดนยังคงเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้จะเคยเผชิญกับอุปสรรคจากความไม่สงบในภูมิภาคและมาตรการทางการค้าของเมียนมาก็ตาม แม้การเยือนครั้งนี้จะส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก แต่ผลลัพธ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าและกรอบเวลาในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจใหม่ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามดูว่าการหารือระดับสูงเหล่านี้จะนำไปสู่การปรับปรุงที่เป็นรูปธรรมสำหรับการค้าข้ามพรมแดนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 11:18 UTC

การลงทุนจากไต้หวันในไทยพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การลงทุนจากไต้หวันในไทยพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก

ปีเตอร์ หลาน ผู้แทนระดับสูงของไต้หวันประจำประเทศไทย รายงานว่ามีการลงทุนจากไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่าเสถียรภาพทางการเมืองและการเติบโตทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การลงทุนจากไต้หวันในไทยพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก

แหล่งข่าวเดียว
การลงทุนจากไต้หวันในไทยพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก

ปีเตอร์ หลาน ผู้แทนระดับสูงของไต้หวันประจำประเทศไทย รายงานว่ามีการลงทุนจากไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่าเสถียรภาพทางการเมืองและการเติบโตทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 ปีเตอร์ หลาน หัวหน้าสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป (TECO) ประจำประเทศไทย ได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมงาน 'Tea & Talk with TECO and Peter Lan' ซึ่งจัดขึ้นที่ The Bangkok Club ในย่านสาทร ในระหว่างงานดังกล่าว หลานได้เน้นย้ำถึงการไหลเข้าของการลงทุนใหม่จากไต้หวันสู่ตลาดไทยอย่างเห็นได้ชัด

ตามคำกล่าวของหลาน แนวโน้มทางเศรษฐกิจนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดบริษัทเหล่านี้เข้ามาในภูมิภาค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้อาจเป็นสัญญาณของช่วงเวลาที่มีกิจกรรมทางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นและการสร้างงานที่มีศักยภาพในภาคเทคโนโลยีและการผลิต การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันและไทยอาจนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจเพิ่มเติมในศูนย์กลางสำคัญอย่างกรุงเทพมหานคร

แม้ว่าผู้แทนจะแสดงความเชื่อมั่นเกี่ยวกับกระแสการลงทุนเหล่านี้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและอุตสาหกรรมเฉพาะที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดนั้นยังคงต้องได้รับการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าการลงทุนเหล่านี้จะปรากฏเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในขณะที่พลวัตของห่วงโซ่อุปทานโลกยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 08:15 UTC

ไทยเตรียมผลักดันโครงการอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเตรียมผลักดันโครงการอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาโครงการใหม่เพื่อมอบเงินอุดหนุน 50,000 บาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัย โดยตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมถึง 1 ล้านครัวเรือน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมผลักดันโครงการอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเตรียมผลักดันโครงการอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาโครงการใหม่เพื่อมอบเงินอุดหนุน 50,000 บาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัย โดยตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมถึง 1 ล้านครัวเรือน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคที่อยู่อาศัย โดยแผนดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะมอบเงินอุดหนุนจำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือน โดยตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการเข้าถึงบ้านเรือนจำนวน 1 ล้านหลังทั่วประเทศไทย

เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านนี้ มีรายงานว่ารัฐบาลกำลังหารือกับธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ ความคิดริเริ่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้กับผู้อยู่อาศัยและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่มาพำนักระยะยาว การพัฒนานี้อาจนำไปสู่การลดค่าสาธารณูปโภคและเสถียรภาพด้านพลังงานที่ดีขึ้นในย่านที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบายเท่านั้น รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเกณฑ์การได้รับสิทธิ์ ขั้นตอนการสมัคร และกรอบเวลาอย่างเป็นทางการสำหรับการดำเนินการยังไม่มีการสรุป ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อยืนยันว่าโครงการอุดหนุนนี้จะมีการบังคับใช้จริงหรือไม่ และจะมีผลบังคับใช้กับที่อยู่อาศัยประเภทใดบ้าง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 10:16 UTC

ไทยผลักดันบทบาทอาเซียนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยผลักดันบทบาทอาเซียนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

ในการประชุม ASEAN & Asia Forum ครั้งที่ 18 ที่สิงคโปร์ ไทยเสนอให้อาเซียนเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกไปสู่การเป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยผลักดันบทบาทอาเซียนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

แหล่งข่าวเดียว
ไทยผลักดันบทบาทอาเซียนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

ในการประชุม ASEAN & Asia Forum ครั้งที่ 18 ที่สิงคโปร์ ไทยเสนอให้อาเซียนเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกไปสู่การเป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม The ASEAN & Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 ณ ประเทศสิงคโปร์ ตามรายงานของ Khaosod Online Thailand การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากภาคการเมือง การทูต ธุรกิจ และวิชาการ เพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

วิสัยทัศน์ของไทยเน้นย้ำว่าอาเซียนควรใช้ความหลากหลายให้เป็นจุดแข็งเพื่อก้าวสู่การเป็นพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนระดับโลกที่ได้รับความเชื่อมั่น นางสาวกิริฎาย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค ข้อเสนอสำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อตอกย้ำสถานะของอาเซียนในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก นอกจากนี้ ไทยยังสนับสนุนให้เร่งความก้าวหน้าด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การหารือเหล่านี้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ตลาดภูมิภาคที่บูรณาการมากขึ้นและการมุ่งเน้นเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและใช้เทคโนโลยี แม้ว่าโครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่การนำนโยบายไปปฏิบัติจริงในประเทศสมาชิกต่างๆ ยังคงต้องรอการยืนยัน การประชุมเน้นย้ำว่าแม้จะมีความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าข้อเสนอระดับสูงเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นข้อตกลงทางการค้าและกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 10:17 UTC

Finbiz by ttb แนะ SME ไทยใช้ข้อมูลธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Finbiz by ttb แนะ SME ไทยใช้ข้อมูลธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

โครงการใหม่จาก Finbiz by ttb สนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมใช้ข้อมูลทางธุรกิจเพื่อปรับปรุงความน่าเชื่อถือและการจัดการทางการเงิน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Finbiz by ttb แนะ SME ไทยใช้ข้อมูลธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

แหล่งข่าวเดียว
Finbiz by ttb แนะ SME ไทยใช้ข้อมูลธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

โครงการใหม่จาก Finbiz by ttb สนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมใช้ข้อมูลทางธุรกิจเพื่อปรับปรุงความน่าเชื่อถือและการจัดการทางการเงิน

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 แพลตฟอร์ม 'Finbiz by ttb' ได้ออกมาแนะนำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในประเทศไทยให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ โครงการนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่พบบ่อยว่าเจ้าของธุรกิจในท้องถิ่นจำนวนมากทราบดีว่าธุรกิจของตนมีกำไร แต่ประสบปัญหาในการแปลงความสำเร็จดังกล่าวให้เป็นบันทึกทางการเงินที่เป็นทางการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารต้องการสำหรับการพิจารณาสินเชื่อ

การจัดระเบียบและใช้ข้อมูลทางธุรกิจที่ถูกต้องแม่นยำจะช่วยให้ SME สามารถควบคุมทิศทางการเงินของตนได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสในการได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดช่องว่างระหว่างความสำเร็จในการดำเนินงานกับข้อกำหนดที่เป็นทางการของธนาคาร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย พัฒนาการนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการจัดเก็บข้อมูลทางดิจิทัลและความโปร่งใสทางการเงินในเศรษฐกิจท้องถิ่น ในขณะที่ภาคธนาคารยังคงปรับปรุงกระบวนการประเมินความเสี่ยงให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ธุรกิจที่รักษาประวัติทางการเงินที่ชัดเจนและมีข้อมูลรองรับน่าจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

แม้ว่าโครงการนี้จะให้กรอบกลยุทธ์สำหรับเจ้าของธุรกิจ แต่ยังคงต้องติดตามดูว่าแนวทางการจัดการข้อมูลเหล่านี้จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในภาคส่วนต่างๆ มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ เกณฑ์เฉพาะที่ธนาคารแต่ละแห่งจะใช้ในการประเมินข้อมูลเหล่านี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ายังไม่มีการระบุรายละเอียดอย่างครบถ้วน ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องคอยติดตามข้อมูลอัปเดตจากสถาบันการเงินของตนต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 10:16 UTC

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในไทย

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์รายงานว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในประเทศไทยถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในไทย

แหล่งข่าวเดียว
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในไทย

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์รายงานว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในประเทศไทยถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบที่รุนแรงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ต่อประชากรไทย โรคเหล่านี้ซึ่งรวมถึงเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง ถูกระบุว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศ

นอกเหนือจากวิกฤตด้านสุขภาพแล้ว รายงานยังเน้นย้ำถึงภาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่โรคเหล่านี้สร้างให้กับประเทศ โดยประเมินความสูญเสียต่อปีไว้ที่ 1.6 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางสังคมและการเงินในวงกว้างของประชากรที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่มาพำนักระยะยาว ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตขณะอาศัยอยู่ในประเทศไทย การเข้าถึงสถานพยาบาลที่มีคุณภาพยังคงเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญสำหรับผู้ที่จัดการกับภาวะสุขภาพเรื้อรัง

แม้ว่ารายงานจะให้การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลหรือโครงการริเริ่มด้านสาธารณสุขใหม่ๆ ที่มุ่งลดความสูญเสียเหล่านี้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแทรกแซงที่ตรงจุดหรือการเปลี่ยนแปลงความคุ้มครองประกันสุขภาพแห่งชาติสำหรับการจัดการโรค NCDs ยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 07 สิงหาคม 2026, 09:56 UTC