ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
วัฒนธรรม งาน ICONIC Craft Coffee Expo ปลุกกระแสวงการกาแฟไทยให้คึกคัก ✦
ความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมหนักตัดขาดหลายพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ✦
การขนส่ง เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ ✦
การท่องเที่ยว ททท. เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' กระตุ้นการท่องเที่ยวจีน ✦
เทคโนโลยี อินฟินีออนเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในสมุทรปราการ ✦
ความปลอดภัย กลุ่มเซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมใน 4 สาขา ✦
การขนส่ง การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนขบวนรถนอน ✦
ความปลอดภัย เซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถ 4 สาขา ช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วม ✦
เทคโนโลยี กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ เขตห้วยขวาง ✦
วัฒนธรรม

งาน ICONIC Craft Coffee Expo ปลุกกระแสวงการกาแฟไทยให้คึกคัก

แหล่งข่าวเดียว
งาน ICONIC Craft Coffee Expo ปลุกกระแสวงการกาแฟไทยให้คึกคัก

งาน ICONIC Craft Coffee Expo ที่ไอคอนสยามรายงานยอดขายและจำนวนผู้เข้าชมที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ตอกย้ำความนิยมที่เพิ่มขึ้นของวัฒนธรรมกาแฟพิเศษในประเทศไทย

จากรายงานของมติชนออนไลน์ งาน 'ICONIC Craft Coffee Expo' ที่จัดขึ้น ณ ไอคอนสยาม ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยทำหน้าที่เป็นจุดรวมพลังสำคัญสำหรับชุมชนคนรักกาแฟในท้องถิ่น ผู้จัดงานรายงานว่ายอดขายเพิ่มขึ้น 30% และมีจำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อประสบการณ์กาแฟพิเศษในกรุงเทพฯ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความมีชีวิตชีวาของวงการกาแฟในประเทศไทยที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไอคอนสยามซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยายังคงวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์และเทรนด์อาหาร ความสำเร็จของงานแสดงสินค้าครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากาแฟคราฟต์กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งสำหรับการค้าในท้องถิ่นและการดึงดูดนักท่องเที่ยวในเมืองหลวง

แม้ตัวเลขที่รายงานจะบ่งชี้ถึงการตอบรับที่ดีจากสาธารณชน แต่ผลกระทบในระยะยาวต่ออุตสาหกรรมกาแฟในภาพรวมนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป ยังไม่มีการยืนยันว่างานแสดงสินค้านี้จะกลายเป็นกิจกรรมประจำปีหรือจะมีการขยายงานในลักษณะเดียวกันไปยังสถานที่อื่นๆ หรือไม่ ผู้ที่สนใจวัฒนธรรมกาแฟในท้องถิ่นควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากไอคอนสยามสำหรับนิทรรศการไลฟ์สไตล์และการรวมตัวของชุมชนในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ความปลอดภัย

กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

รัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้กระทรวงคมนาคมดำเนินมาตรการรับมือน้ำท่วมอย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยในการเดินทางทั่วประเทศ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้กระทรวงคมนาคมปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้น โดยคำสั่งดังกล่าวเน้นย้ำให้มีการเฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้สัญจรและนักท่องเที่ยว

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย คำสั่งนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายการขนส่งทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำในช่วงฤดูฝน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับมอบหมายให้ระบุพื้นที่เสี่ยงภัยและตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่ากระทรวงจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคม แต่นักท่องเที่ยวควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตารางการเดินทางหรือการสัญจรบนท้องถนน

ในขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจังหวัดหรือเส้นทางคมนาคมใดที่อยู่ในระดับเฝ้าระวังสูงสุด นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานท้องถิ่นก่อนออกเดินทางไกล ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อบริการขนส่งสาธารณะอย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและความสามารถในการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมหนักตัดขาดหลายพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมหนักตัดขาดหลายพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

น้ำท่วมฉับพลันในอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่งผลให้หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ระบบสื่อสารขัดข้อง และพื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายอย่างหนัก

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมทางหลวงหมายเลข 3076 ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ สถานการณ์ในขณะนี้อยู่ในระดับวิกฤต โดยชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่หนักที่สุดในรอบ 50 ปี

หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและกลายเป็นเกาะเนื่องจากเส้นทางคมนาคมถูกน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ระบบโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตไม่สามารถใช้งานได้ พื้นที่สวนเกษตรกรรมจมอยู่ใต้น้ำ และสัตว์เศรษฐกิจ เช่น วัวและควาย หลายร้อยตัวยังคงติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม

นายบุญนาค พรพจน์ธนมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองตะเกรา กำลังควบคุมการปฏิบัติงานช่วยเหลือด้วยตนเอง เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ทางการจึงต้องใช้เรือท้องแบนและรถยนต์ขนาดใหญ่ในการเร่งอพยพกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็ก โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่สำนักงาน อบต.คลองตะเกรา

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานยังคงได้รับความเสียหายและระบบสื่อสารยังไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ แม้ว่าการช่วยเหลือจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสียหายต่อทรัพย์สินและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

การขนส่ง

เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

แหล่งข่าวเดียว
เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

หัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนชนเข้ากับรถไฟตู้นอน CNR ที่จอดนิ่งอยู่ในย่านบางซื่อ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2026 เกิดอุบัติเหตุทางรางในพื้นที่ย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเกี่ยวข้องกับหัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนและรถไฟตู้นอน CNR ตามรายงานจาก Khaosod English ระบุว่าหัวรถจักรดังกล่าวได้พุ่งชนเข้ากับขบวนรถไฟตู้นอนที่จอดนิ่งอยู่ ส่งผลให้รถไฟทั้งสองขบวนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ชนกันในครั้งนี้

ทางการยืนยันว่ามีพนักงานรถไฟได้รับบาดเจ็บหนึ่งรายในระหว่างการปะทะ ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บหรือสาเหตุที่แน่ชัดของความผิดพลาดในการสับเปลี่ยนขบวนในขณะนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการเดินรถไฟที่ผ่านศูนย์กลางบางซื่อ แม้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลกระทบต่อเส้นทางเดินรถตามตารางเวลา แต่ขอแนะนำให้ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความล่าช้าหรือการปรับเปลี่ยนการให้บริการ

ขณะนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเหตุการณ์ชนกันดังกล่าวจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการให้บริการของขบวนรถที่ได้รับความเสียหายอย่างไร และเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชั่วคราวในตารางเดินรถท้องถิ่นหรือไม่ การสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดของการปฏิบัติงานสับเปลี่ยนขบวนยังคงดำเนินอยู่ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเดินทางของท่าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:45 UTC

การท่องเที่ยว

ททท. เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' กระตุ้นการท่องเที่ยวจีน

แหล่งข่าวเดียว
ททท. เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' กระตุ้นการท่องเที่ยวจีน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชิญ 31 อินฟลูเอนเซอร์จีนมาโปรโมตประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย เพื่อรักษาแรงส่งด้านการท่องเที่ยวต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีนปี 2570

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัวโครงการ 'Nihao Month 2026' อย่างเป็นทางการ โดยต้อนรับ 31 อินฟลูเอนเซอร์ (KOLs) ชื่อดังจากจีนเพื่อให้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยด้วยตนเอง โครงการนี้เปิดตัวในงาน 'Amazing Thailand Mid-Autumn Celebration 2026' ณ One Bangkok โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน

ตามรายงานของ Khaosod Online โครงการนี้มุ่งเน้นการใช้คอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยสู่สายตาชาวจีน โดยการแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางส่วนตัว คาดว่าเหล่าครีเอเตอร์เหล่านี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางและกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมภายใต้แนวคิด 'จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน'

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย แคมเปญนี้แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในตลาดจีน ซึ่งอาจนำไปสู่กิจกรรมส่งเสริมการขายและงานอีเวนต์ต่างๆ ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 จนถึงเทศกาลตรุษจีนปี 2570 แม้ว่าแคมเปญนี้จะออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความสนใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพ แต่ผลกระทบระยะยาวต่อจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวหรือนโยบายวีซ่ายังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ ททท. ยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือทางดิจิทัลเหล่านี้ในการรักษาความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

เทคโนโลยี

อินฟินีออนเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในสมุทรปราการ

แหล่งข่าวเดียว
อินฟินีออนเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในสมุทรปราการ

อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ ผู้ผลิตชิปจากเยอรมนี เตรียมเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาทในประเทศไทย วันที่ 1 ตุลาคม 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ ผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี มีกำหนดเปิดโรงงานผลิตแห่งใหม่อย่างเป็นทางการในจังหวัดสมุทรปราการ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญมูลค่ากว่า 48,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปสู่การผลิตชิปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

โรงงานแห่งใหม่นี้จะเป็นฐานการผลิต Power Module แห่งที่ 3 ของอินฟินีออนต่อจากเยอรมนีและจีน ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน และดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากส่วนการผลิตแล้ว โรงงานแห่งนี้ยังรวมถึงการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์วิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่แห่งแรกของบริษัทในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ติดตามอุตสาหกรรม การพัฒนานี้แสดงถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาค คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เน้นย้ำว่าโครงการนี้รวมถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยตั้งเป้าการใช้วัตถุดิบในประเทศไว้ที่ 60% นอกจากนี้ ข้อตกลงยังกำหนดให้มีการพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน

แม้ว่าพิธีเปิดจะได้รับการยืนยันสำหรับวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อการจ้างงานในท้องถิ่นและกำหนดการที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานเต็มรูปแบบของศูนย์วิจัยนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

ความปลอดภัย

กลุ่มเซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมใน 4 สาขา

แหล่งข่าวเดียว
กลุ่มเซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อหนีน้ำท่วมใน 4 สาขา

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลในอยุธยา โคราช ชลบุรี และศรีราชา เปิดพื้นที่จอดรถฟรีเพื่อช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวในการปกป้องยานพาหนะจากสถานการณ์น้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กลุ่มเซ็นทรัลได้ประกาศเปิดพื้นที่จอดรถที่กำหนดไว้ในศูนย์การค้า 4 แห่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดหาสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าของรถในการนำรถไปจอดให้พ้นจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

สาขาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ เซ็นทรัล อยุธยา, เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล ชลบุรี และเซ็นทรัล ศรีราชา โดยบริการนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ มาตรการนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับยานพาหนะจากน้ำท่วม

แม้ว่าจะมีพื้นที่จอดรถให้บริการ แต่รายงานระบุว่าผู้ที่สนใจใช้บริการควรตรวจสอบขั้นตอนและข้อกำหนดเฉพาะสำหรับการเข้าใช้ในแต่ละสาขา ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับความจุที่แน่นอนของพื้นที่จอดรถและระยะเวลาในการให้บริการยังไม่ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจน ผู้ที่วางแผนจะใช้บริการดังกล่าวควรติดต่อสอบถามข้อมูลล่าสุดโดยตรงกับศูนย์การค้าแต่ละแห่ง เพื่อให้แน่ใจว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียนยานพาหนะเมื่อเดินทางไปถึง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

การขนส่ง

การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนขบวนรถนอน

แหล่งข่าวเดียว
การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนขบวนรถนอน

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังเร่งตรวจสอบเหตุรถจักรเฉี่ยวชนกับขบวนรถนอน โดยยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินรถตามปกติ

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการหลังจากเกิดเหตุรถจักรเฉี่ยวชนกับขบวนรถนอน ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการสับเปลี่ยนขบวนหรือการเคลื่อนย้ายรถ ส่งผลให้เกิดการเฉี่ยวชนกันเล็กน้อยระหว่างรถทั้งสองขบวน

เจ้าหน้าที่การรถไฟยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่ส่งผลกระทบต่อตารางการเดินรถทั่วประเทศ เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว การรถไฟฯ ได้ออกคำสั่งกำชับให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความท้าทายด้านการบำรุงรักษาและการปฏิบัติงานภายในเครือข่ายรถไฟ แม้ว่าการรถไฟฯ จะยืนยันว่าการให้บริการยังคงมีความเสถียรและปลอดภัย แต่ปัจจัยทางเทคนิคหรือความผิดพลาดจากบุคคลที่นำไปสู่การเฉี่ยวชนยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้ การรถไฟฯ ยังไม่ได้เปิดเผยกำหนดการที่ชัดเจนว่าจะมีการเผยแพร่รายงานการสอบสวนฉบับสมบูรณ์เมื่อใด ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการรถไฟฯ เพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดต แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการรายงานการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในการเดินรถก็ตาม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:35 UTC

ความปลอดภัย

เซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถ 4 สาขา ช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
เซ็นทรัลเปิดพื้นที่จอดรถ 4 สาขา ช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วม

เซ็นทรัลพัฒนาเปิดพื้นที่จอดรถในศูนย์การค้า 4 แห่ง เพื่อเป็นจุดจอดรถสำรองสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเปิดพื้นที่จอดรถภายในศูนย์การค้า 4 แห่ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนสามารถนำรถยนต์มาจอดในพื้นที่ปลอดภัยและห่างไกลจากจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วม

ศูนย์การค้าที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ เซ็นทรัล อยุธยา, เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล ชลบุรี และเซ็นทรัล ศรีราชา โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Khaosod Online ได้มีการจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับโครงการนี้ เช่น อาคารจอดรถชั้น 1.5 ที่เซ็นทรัล อยุธยา และอาคารจอดรถ Parking B ชั้น 2.5 ที่เซ็นทรัล โคราช

สำหรับประชาชนที่ต้องการใช้บริการจำเป็นต้องลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ ณ จุดรับฝากรถ โดยต้องเตรียมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาคู่มือรถมาแสดง หากมานอกเวลาทำการ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าศูนย์การค้าเพื่อขอลงทะเบียนได้

ทั้งนี้ บริษัทได้ระบุเงื่อนไขว่าพื้นที่จอดรถจำกัดเฉพาะจุดที่กำหนดไว้เท่านั้น และทางศูนย์การค้าจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นกับรถที่นำมาฝากภายใต้โครงการนี้ ประชาชนควรติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือตรวจสอบความพร้อมของพื้นที่กับทางศูนย์การค้าโดยตรงก่อนเดินทาง เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในแต่ละพื้นที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:36 UTC

เทคโนโลยี

กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ เขตห้วยขวาง

แหล่งข่าวเดียว
กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ เขตห้วยขวาง

กรมควบคุมมลพิษของไทยได้ดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ในกรุงเทพฯ โดยยืนยันว่าการระบายน้ำทิ้งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ประกาศผลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์ข้อมูลเทเลเฮ้าส์ (Telehouse) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร การตรวจสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชิงรุกเพื่อติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ภายในเมือง

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ เจ้าหน้าที่ได้มุ่งเน้นไปที่ระบบจัดการน้ำทิ้งของสถานที่ดังกล่าวเป็นพิเศษ โดยกรมควบคุมมลพิษยืนยันว่าน้ำที่ระบายออกจากพื้นที่ไม่มีร่องรอยของการปนเปื้อนน้ำมันและยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนในพื้นที่เขตห้วยขวาง การตรวจสอบนี้ถือเป็นการสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในการดำเนินงานของศูนย์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในเมืองหลวง ท่าทีเชิงรุกของกรมควบคุมมลพิษบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยีจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

แม้ว่าผลการตรวจสอบในปัจจุบันจะระบุว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่รายงานไม่ได้ระบุว่าการตรวจสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของตารางการตรวจสอบประจำสำหรับศูนย์ข้อมูลทั้งหมดในภูมิภาคหรือไม่ หรือมีการวางแผนที่จะติดตามตรวจสอบสถานที่อื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้หรือไม่ ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมควบคุมมลพิษเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่ของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 11:15 UTC

Minor International ทุ่มงบซื้อกิจการ Bonchon ทั่วโลก ยกเว้นทวีปอเมริกา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Minor International ทุ่มงบซื้อกิจการ Bonchon ทั่วโลก ยกเว้นทวีปอเมริกา

Minor International ประกาศเข้าซื้อกิจการ Bonchon International มูลค่า 1.65 พันล้านบาท โดยได้รับสิทธิ์ในแบรนด์ครอบคลุมทุกภูมิภาคยกเว้นทวีปอเมริกา

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Minor International ทุ่มงบซื้อกิจการ Bonchon ทั่วโลก ยกเว้นทวีปอเมริกา

แหล่งข่าวเดียว
Minor International ทุ่มงบซื้อกิจการ Bonchon ทั่วโลก ยกเว้นทวีปอเมริกา

Minor International ประกาศเข้าซื้อกิจการ Bonchon International มูลค่า 1.65 พันล้านบาท โดยได้รับสิทธิ์ในแบรนด์ครอบคลุมทุกภูมิภาคยกเว้นทวีปอเมริกา

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเข้าซื้อหุ้น 100% ของ Bonchon International ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ระบุว่ามูลค่าการทำธุรกรรมครั้งนี้อยู่ที่ 1.65 พันล้านบาท

ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้ทำให้ Minor International ได้รับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแบรนด์ Bonchon ในตลาดทั่วโลก ยกเว้นทวีปอเมริกา การผนวกเครือร้านไก่ทอดสไตล์เกาหลีที่ได้รับความนิยมนี้เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอของบริษัท มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ผ่านค่าลิขสิทธิ์และค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ที่เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทยและภูมิภาคอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหารใหม่ของ MINT การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้อาจส่งสัญญาณถึงการขยายตัวหรือการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานและการตลาดของแบรนด์ เนื่องจาก Minor International เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในภาคธุรกิจบริการและอาหาร แบรนด์อาจมีความโดดเด่นมากขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงด้านการดำเนินงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ในขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนเมนูหรือการเปิดสาขาใหม่ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากบริษัทว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะส่งผลต่อการดำเนินงานประจำวันของร้าน Bonchon ที่มีอยู่เดิมนอกทวีปอเมริกาอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 11:37 UTC

ไทยเตรียมปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเตรียมปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ

รัฐบาลไทยกำลังทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนการผลิตรถยนต์ในประเทศ ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด และรถยนต์สันดาป

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเตรียมปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ

รัฐบาลไทยกำลังทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนการผลิตรถยนต์ในประเทศ ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด และรถยนต์สันดาป

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับภาคยานยนต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระภาษีให้แก่ผู้ผลิตที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยและมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

การปรับเปลี่ยนนโยบายนี้เกิดขึ้นหลังจากมีข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องของโครงสร้างภาษีศุลกากรในปัจจุบัน โดยระบุว่ารถยนต์ที่นำเข้าจากบางภูมิภาค เช่น กลุ่มประเทศ EFTA ได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ เพื่อแก้ไขข้อกังวลเหล่านี้และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน กระทรวงการคลังจึงได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเร่งพิจารณาทบทวนกรอบภาษีดังกล่าว

สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนที่เสนอนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริดด้วย หากมีการผลิตในประเทศ สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจท้องถิ่น ความเคลื่อนไหวนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับบริษัทที่ลงทุนในโรงงานผลิตในไทยและสร้างการจ้างงานในพื้นที่

แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงเจตจำนงในการสร้างสภาพแวดล้อมที่แข่งขันได้มากขึ้นสำหรับผู้ผลิตในประเทศ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับอัตราภาษีใหม่และกรอบเวลาในการดำเนินการยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 10:56 UTC

ส่งออกอัญมณีไทยพุ่งสูงขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมมุ่งสู่การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ส่งออกอัญมณีไทยพุ่งสูงขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมมุ่งสู่การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีมูลค่ากว่า 8.25 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยกระทรวงพาณิชย์กำลังผลักดันให้เปลี่ยนจากการผลิตแบบ OEM ไปสู่ ODM

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ส่งออกอัญมณีไทยพุ่งสูงขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมมุ่งสู่การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์

แหล่งข่าวเดียว
ส่งออกอัญมณีไทยพุ่งสูงขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมมุ่งสู่การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีมูลค่ากว่า 8.25 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยกระทรวงพาณิชย์กำลังผลักดันให้เปลี่ยนจากการผลิตแบบ OEM ไปสู่ ODM

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยมียอดส่งออกรวม 8,253.19 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังส่งเสริมให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นเปลี่ยนจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่มีการออกแบบของตนเอง (ODM) การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของผลิตภัณฑ์ไทย โดยเน้นที่การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และสร้างแบรนด์ของตนเอง แทนที่จะเป็นเพียงการรับจ้างผลิตตามคำสั่งซื้อ

เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดจัดงาน “Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 74” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2569 โดยงานนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเวทีในการแสดงฝีมือช่างและศักยภาพด้านการออกแบบของไทยสู่ตลาดสากล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงโอกาสที่จะได้เห็นเครื่องประดับคุณภาพสูงที่มีแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงนวัตกรรมการออกแบบของไทย แม้ตัวเลขการส่งออกจะแสดงให้เห็นถึงภาคเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ความสำเร็จในระยะยาวของการเปลี่ยนผ่านสู่ ODM ยังคงต้องติดตามต่อไปในขณะที่ผู้ผลิตปรับตัวเข้ากับโมเดลธุรกิจที่เน้นการออกแบบใหม่นี้ ผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมนี้อาจพบว่างานแสดงสินค้าที่จะถึงนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสังเกตแนวโน้มล่าสุดของการออกแบบเครื่องประดับไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 11:37 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 11 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 11 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น 1,200 บาทต่อบาททองคำ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 11 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งสูงขึ้น: 11 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น 1,200 บาทต่อบาททองคำ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 สมาคมค้าทองคำของประเทศไทยรายงานว่าราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ณ เวลา 10.19 น. ราคาทองรูปพรรณอยู่ที่ 69,850 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเพิ่มขึ้น 1,200 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของตลาดทองคำในครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและการเงินที่สำคัญของประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของราคาเช่นนี้มักสะท้อนถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจในวงกว้างหรือความผันผวนของตลาดโลก แม้ว่าการปรับตัวขึ้นนี้จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนในการซื้อเครื่องประดับทองหรือทองคำแท่งเพื่อการลงทุน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือค่าบริการสำหรับนักท่องเที่ยวในทันที อย่างไรก็ตาม ผู้ที่วางแผนจะซื้อทองคำเป็นของที่ระลึกหรือเพื่อการลงทุนควรทราบว่าราคามีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาในระหว่างวันตามสภาวะตลาดระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มขาขึ้นนี้จะคงอยู่เป็นระยะเวลานานเพียงใด และปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกใดที่เป็นสาเหตุเฉพาะที่ทำให้เกิดการพุ่งขึ้นของราคาในครั้งนี้ ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำก่อนทำธุรกรรมสำคัญ เนื่องจากความผันผวนของตลาดอาจทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในระหว่างวันทำการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 04:39 UTC

กรมการค้าภายในแจงสถานการณ์ไข่ไก่ ยันมีเพียงพอต่อความต้องการ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมการค้าภายในแจงสถานการณ์ไข่ไก่ ยันมีเพียงพอต่อความต้องการ

ทางการไทยปฏิเสธข่าวลือเรื่องไข่ไก่ขาดแคลนจากการส่งออก พร้อมเปิดตัวโครงการลดราคาเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมการค้าภายในแจงสถานการณ์ไข่ไก่ ยันมีเพียงพอต่อความต้องการ

แหล่งข่าวเดียว
กรมการค้าภายในแจงสถานการณ์ไข่ไก่ ยันมีเพียงพอต่อความต้องการ

ทางการไทยปฏิเสธข่าวลือเรื่องไข่ไก่ขาดแคลนจากการส่งออก พร้อมเปิดตัวโครงการลดราคาเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด

กรมการค้าภายในได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ไข่ไก่ในประเทศอย่างเป็นทางการ โดยปฏิเสธข่าวลือที่ว่าการส่งออกเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะขาดแคลนในท้องถิ่น ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ยืนยันว่าแม้ผลผลิตจะลดลงชั่วคราว แต่ปริมาณไข่ไก่ในปัจจุบันยังคงเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพ กรมการค้าภายในได้เปิดตัวโครงการ “ไข่ไทยช่วยไทย” โดยตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 31 สิงหาคม 2569 ไข่ไก่จะถูกจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 10% ณ จุดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ประสานงานกับห้างค้าส่งและค้าปลีกเพื่อจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษและกระจายสินค้าให้ทั่วถึงทุกจังหวัด

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและป้องกันการขาดแคลนในบางพื้นที่ ในจังหวัดนครราชสีมาที่มีการร้องเรียนเข้ามา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดหาไข่ไก่เพิ่มเติมจากแหล่งผลิตอื่นเข้ามาจำหน่ายเพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าให้เพียงพอ

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าปริมาณสินค้ามีเพียงพอ แต่กรมการค้าภายในยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคา ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าภาวะผลผลิตลดลงชั่วคราวนี้จะคงอยู่ยาวนานเพียงใด และจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติมหลังจากสิ้นเดือนสิงหาคมเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาต่อไปหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 10:57 UTC

ไทยเตรียมยกเครื่องโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทุกประเภท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเตรียมยกเครื่องโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทุกประเภท

กรมสรรพสามิตเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ทุกประเภทเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมยกเครื่องโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทุกประเภท

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเตรียมยกเครื่องโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทุกประเภท

กรมสรรพสามิตเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ทุกประเภทเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้ประกาศแผนการรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ทุกประเภท โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีที่อาจเกิดขึ้นนี้อาจส่งผลต่อราคาจำหน่ายรถยนต์ในอนาคตและความพร้อมของรุ่นรถยนต์บางประเภทในตลาดไทย เนื่องจากรัฐบาลต้องการปรับปรุงกรอบภาษีให้ทันสมัย ผู้บริโภคอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงในวิธีการจัดเก็บภาษีรถยนต์ประเภทต่างๆ ตั้งแต่เครื่องยนต์สันดาปภายในไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือประกาศนี้เป็นเพียงแผนเบื้องต้นสำหรับการปฏิรูปโครงสร้าง รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับอัตราภาษีใหม่ กรอบเวลาในการดำเนินการ และประเภทรถยนต์ที่จะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ในขณะที่กรมสรรพสามิตดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าการปรับเปลี่ยนเหล่านี้จะถูกนำไปใช้จริงอย่างไร ในขณะนี้ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน และยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงภาระภาษีรถยนต์ในปัจจุบันแต่อย่างใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 10:35 UTC

ราคาดอกมะลิพุ่งสูงก่อนวันแม่ในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาดอกมะลิพุ่งสูงก่อนวันแม่ในประเทศไทย

กรมการค้าภายในกำลังติดตามสถานการณ์ตลาดดอกไม้ เนื่องจากราคาดอกมะลิพุ่งสูงถึง 1,000 บาทต่อลิตรจากความต้องการตามฤดูกาลและปริมาณสินค้าที่ลดลง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาดอกมะลิพุ่งสูงก่อนวันแม่ในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ราคาดอกมะลิพุ่งสูงก่อนวันแม่ในประเทศไทย

กรมการค้าภายในกำลังติดตามสถานการณ์ตลาดดอกไม้ เนื่องจากราคาดอกมะลิพุ่งสูงถึง 1,000 บาทต่อลิตรจากความต้องการตามฤดูกาลและปริมาณสินค้าที่ลดลง

ในช่วงใกล้ถึงวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย กรมการค้าภายในได้เริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์กลางตลาดดอกไม้ที่สำคัญ รวมถึงปากคลองตลาด 2 และตลาดยอดพิมาน เพื่อติดตามราคาดอกมะลิที่ปรับตัวสูงขึ้น ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ราคาดอกมะลิสดได้ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ระหว่าง 750 ถึง 1,000 บาทต่อลิตร ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสด โดยร้านค้าปลีกจำหน่ายดอกมะลิเกรดเออยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคาขายส่งอยู่ที่ประมาณ 850 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ พวงมาลัยดอกมะลิยังมีราคาเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ 200 ถึง 300 บาทต่อพวง

นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า การปรับตัวของราคาเกิดจากความต้องการในช่วงเทศกาลที่สูงขึ้นประกอบกับปริมาณดอกมะลิที่ออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว หมายความว่าการซื้อดอกไม้สำหรับวันแม่ในปีนี้จะมีราคาแพงขึ้นอย่างมาก กรมการค้าภายในได้ออกคำเตือนอย่างเข้มงวดไปยังผู้ค้า โดยกำหนดให้ต้องปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน เจ้าหน้าที่ได้เตือนว่าผู้ค้าที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรมจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แม้ว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดการค้าที่เป็นธรรม แต่ขอแนะนำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคากับผู้ค้ารายอื่นก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินเกินความจำเป็น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 10:39 UTC

ราคาดอกมะลิพุ่งสูงก่อนวันแม่ในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาดอกมะลิพุ่งสูงก่อนวันแม่ในไทย

ฝนที่ตกหนักส่งผลให้ผลผลิตดอกมะลิลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาในจังหวัดชัยนาทพุ่งสูงถึงเกือบ 2,000 บาทต่อกิโลกรัมก่อนวันแม่แห่งชาติ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาดอกมะลิพุ่งสูงก่อนวันแม่ในไทย

แหล่งข่าวเดียว
ราคาดอกมะลิพุ่งสูงก่อนวันแม่ในไทย

ฝนที่ตกหนักส่งผลให้ผลผลิตดอกมะลิลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาในจังหวัดชัยนาทพุ่งสูงถึงเกือบ 2,000 บาทต่อกิโลกรัมก่อนวันแม่แห่งชาติ

ในช่วงใกล้ถึงวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย ดอกมะลิซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการร้อยมาลัยมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองชัยนาทจำหน่ายดอกมะลิในราคาเกือบ 2,000 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาปกติที่อยู่ที่ 550 ถึง 700 บาทอย่างเห็นได้ชัด

แม่ค้าดอกไม้ในท้องถิ่นระบุว่าสาเหตุหลักมาจากฝนที่ตกชุกและต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ซึ่งทำให้ต้นมะลิไม่ออกดอกและผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ปัญหานี้ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายค่อนข้างเงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าหลายรายตัดสินใจงดจัดโปรโมชั่นเนื่องจากต้นทุนดอกไม้สดที่สูงมาก แม้ว่าพวงมาลัยจะยังคงมีจำหน่าย แต่ราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่ 20 ถึง 200 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความประณีต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว นี่หมายความว่าของขวัญดอกไม้แบบดั้งเดิมสำหรับวันแม่ในปีนี้อาจมีราคาแพงขึ้นหรือหาซื้อได้ยากกว่าปกติ แม้ว่าการขึ้นราคาครั้งนี้จะเกิดจากสภาพการเก็บเกี่ยวในปัจจุบัน แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าสภาพอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาตลาดตามฤดูกาลในประเทศไทยอย่างไร ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าระดับราคาเหล่านี้จะปรับตัวลดลงหลังช่วงเทศกาลหรือไม่ หรือปัญหาการขาดแคลนผลผลิตจะยังคงดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 04:16 UTC

ตรีรัตน์เสนอรัฐลดภาษีน้ำมันก่อนดันอีวี ชี้รถกระบะยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตรีรัตน์เสนอรัฐลดภาษีน้ำมันก่อนดันอีวี ชี้รถกระบะยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย

ตรีรัตน์ ศิริจันทรโอภาส เรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการลดภาษีน้ำมัน โดยชี้ว่ารถกระบะยังคงมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจของประเทศ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตรีรัตน์เสนอรัฐลดภาษีน้ำมันก่อนดันอีวี ชี้รถกระบะยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย

แหล่งข่าวเดียว
ตรีรัตน์เสนอรัฐลดภาษีน้ำมันก่อนดันอีวี ชี้รถกระบะยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย

ตรีรัตน์ ศิริจันทรโอภาส เรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการลดภาษีน้ำมัน โดยชี้ว่ารถกระบะยังคงมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 ตรีรัตน์ ศิริจันทรโอภาส ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาทบทวนลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจในภาคยานยนต์ ตรีรัตน์ให้เหตุผลว่าก่อนที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ รัฐบาลควรดำเนินการลดภาษีน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของประชาชน

ตรีรัตน์เน้นย้ำว่ารถกระบะยังคงเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านโลจิสติกส์ ธุรกิจขนาดเล็ก และการขนส่งในพื้นที่ชนบท เขาเสนอว่าการมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันอาจมองข้ามความจำเป็นเร่งด่วนของผู้ที่ต้องพึ่งพารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อการทำมาหากิน สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย ข้อเสนอนี้สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับความสมดุลระหว่างนโยบายสิ่งแวดล้อมและความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของค่าใช้จ่ายในการขนส่งในชีวิตประจำวัน

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ นี่เป็นเพียงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากบุคคลหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่มาตรการของรัฐบาลที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีน้ำมันหรือการปรับเปลี่ยนแผนงานส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับนโยบายราคาน้ำมันหรือกฎระเบียบของอุตสาหกรรมยานยนต์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 10:36 UTC

ราคาดอกมะลิพุ่งสูงที่ปากคลองตลาดก่อนวันแม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาดอกมะลิพุ่งสูงที่ปากคลองตลาดก่อนวันแม่

ในขณะที่ประเทศไทยเตรียมตัวเข้าสู่วันแม่ ราคาดอกมะลิที่ตลาดปากคลองตลาดในกรุงเทพฯ พุ่งสูงถึงลิตรละ 1,000 บาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาดอกมะลิพุ่งสูงที่ปากคลองตลาดก่อนวันแม่

แหล่งข่าวเดียว
ราคาดอกมะลิพุ่งสูงที่ปากคลองตลาดก่อนวันแม่

ในขณะที่ประเทศไทยเตรียมตัวเข้าสู่วันแม่ ราคาดอกมะลิที่ตลาดปากคลองตลาดในกรุงเทพฯ พุ่งสูงถึงลิตรละ 1,000 บาท

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ปากคลองตลาด ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งดอกไม้หลักของกรุงเทพฯ เพื่อติดตามราคาดอกมะลิก่อนถึงช่วงเทศกาลวันแม่ที่กำลังจะมาถึง

จากการลงพื้นที่พบว่าราคาดอกมะลิมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยราคาพุ่งสูงสุดถึงลิตรละ 1,000 บาท การปรับตัวขึ้นของราคาในช่วงนี้ถือเป็นแนวโน้มตามฤดูกาลปกติในประเทศไทย เนื่องจากความต้องการดอกมะลิซึ่งเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมของวันแม่เพิ่มสูงขึ้นในหมู่ผู้ที่ต้องการนำไปร้อยพวงมาลัยหรือจัดดอกไม้เพื่อมอบให้แก่แม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การปรับตัวขึ้นของราคาในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ควรทราบหากคุณวางแผนที่จะซื้อดอกไม้เป็นของขวัญในช่วงเทศกาล ราคาในตลาดค้าส่งอย่างปากคลองตลาดมักจะผันผวนตามอุปสงค์และอุปทาน และราคาขายปลีกในพื้นที่อื่นอาจแตกต่างกันออกไป แม้ว่าราคาปัจจุบันจะอยู่ที่ลิตรละ 1,000 บาท แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าปริมาณสินค้าจะเป็นอย่างไรเมื่อใกล้ถึงวันจริง และราคาจะทรงตัวหรือปรับตัวสูงขึ้นอีก ผู้ที่ไปเยือนตลาดควรเตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและอาจมีความหนาแน่นของผู้คนในขณะที่เมืองกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ช่วงเทศกาล

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 10:37 UTC

กรมสรรพสามิตไทยทบทวนโครงสร้างภาษีเพื่อความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมสรรพสามิตไทยทบทวนโครงสร้างภาษีเพื่อความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์

กรมสรรพสามิตกำลังประเมินนโยบายภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์สันดาปที่ดำเนินงานในประเทศไทย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมสรรพสามิตไทยทบทวนโครงสร้างภาษีเพื่อความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์

แหล่งข่าวเดียว
กรมสรรพสามิตไทยทบทวนโครงสร้างภาษีเพื่อความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์

กรมสรรพสามิตกำลังประเมินนโยบายภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์สันดาปที่ดำเนินงานในประเทศไทย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้สั่งการให้มีการทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งครอบคลุมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่ได้จัดตั้งฐานการผลิตภายในประเทศไทย

การทบทวนดังกล่าวเกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่สอดคล้องของภาษีศุลกากร โดยกรมฯ ระบุว่าข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ในปัจจุบันส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์บางประเภทต่ำกว่า ซึ่งเจ้าหน้าที่มองว่าสร้างความเสียเปรียบให้กับการผลิตภายในประเทศและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในท้องถิ่น การแก้ไขความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่แข่งขันได้มากขึ้นสำหรับบริษัทที่ผลิตรถยนต์ในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาและความพร้อมจำหน่ายของรถยนต์ประเภทต่างๆ ในตลาดไทยในอนาคต แม้ว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเหล่านี้ให้สอดคล้องกัน แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการปรับอัตราภาษีและกรอบเวลาในการดำเนินการยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาคยานยนต์และค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 10:40 UTC

Atlas Energy เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตแข็งแกร่ง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Atlas Energy เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตแข็งแกร่ง

Atlas Energy ประกาศกำไรสุทธิ 59.1 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายก๊าซ LPG ที่เพิ่มขึ้น

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Atlas Energy เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตแข็งแกร่ง

แหล่งข่าวเดียว
Atlas Energy เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตแข็งแกร่ง

Atlas Energy ประกาศกำไรสุทธิ 59.1 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายก๊าซ LPG ที่เพิ่มขึ้น

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี ได้เปิดเผยผลประกอบการทางการเงินสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 59.1 ล้านบาท บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 5.8% ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในทุกมิติ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย รายงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคพลังงานในท้องถิ่น เนื่องจากก๊าซ LPG ยังคงเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักสำหรับครัวเรือน ร้านอาหาร และบริการขนส่งหลายแห่งทั่วประเทศ ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของบริษัทจึงบ่งชี้ถึงห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและความต้องการของตลาดที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะแสดงถึงแนวโน้มทางการเงินที่เป็นบวกสำหรับบริษัท แต่รายงานไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคาดการณ์ระยะยาวหรือการเปลี่ยนแปลงราคาสำหรับผู้บริโภค ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่าข้อมูลนี้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานในอดีตของไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทในช่วงที่เหลือของปีนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 09:57 UTC

โปแลนด์ก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 6 ของยุโรป
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

โปแลนด์ก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 6 ของยุโรป

โปแลนด์แซงหน้าเบลเยียมและสวีเดนขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 6 ของสหภาพยุโรปเมื่อพิจารณาจากจีดีพีตามราคาปัจจุบันในปี 2025

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

โปแลนด์ก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 6 ของยุโรป

แหล่งข่าวเดียว
โปแลนด์ก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 6 ของยุโรป

โปแลนด์แซงหน้าเบลเยียมและสวีเดนขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 6 ของสหภาพยุโรปเมื่อพิจารณาจากจีดีพีตามราคาปัจจุบันในปี 2025

ตามรายงานของยูโรนิวส์ (Euronews) ซึ่งอ้างอิงโดยประชาชาติธุรกิจ โปแลนด์ได้บรรลุหมุดหมายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยในปี 2025 ประเทศโปแลนด์จัดอยู่ในอันดับที่ 6 ของสหภาพยุโรปเมื่อพิจารณาจากจีดีพีตามราคาปัจจุบัน (nominal GDP) การเติบโตนี้ทำให้โปแลนด์สามารถแซงหน้าทั้งเบลเยียมและสวีเดนได้ โดยผลผลิตทางเศรษฐกิจของโปแลนด์ในปัจจุบันคิดเป็นเกือบ 5% ของจีดีพีรวมของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้เน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของโปแลนด์ในฐานะผู้เล่นทางเศรษฐกิจรายใหญ่ในยุโรป เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและใหญ่ขึ้นมักจะสัมพันธ์กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น การบริการที่ทันสมัย และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดการด้านการเดินทาง รวมถึงค่าครองชีพหรือบริการด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนถึงสถานะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มการเติบโตนี้จะสามารถรักษาไว้ได้อย่างไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และสิ่งนี้จะส่งผลกระทบเฉพาะเจาะจงอย่างไรต่อพลวัตทางการค้าในภูมิภาค ผู้สังเกตการณ์จะยังคงติดตามต่อไปว่าโปแลนด์จะสามารถรักษาแรงส่งนี้เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ในยุโรปได้หรือไม่ เนื่องจากนี่เป็นรายงานเกี่ยวกับข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค จึงไม่ได้หมายความถึงการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดในการเดินทางส่วนบุคคลหรือสถานะทางกฎหมายสำหรับผู้ที่มาเยือนหรือพำนักอยู่ในประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 10:40 UTC

งาน Thailand Content Market 2026 สร้างมูลค่าการค้าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

งาน Thailand Content Market 2026 สร้างมูลค่าการค้าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท

งาน Thailand Content Market 2026 ครั้งแรกปิดฉากลงด้วยผลลัพธ์ทางการค้าที่สำคัญ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในอุตสาหกรรมคอนเทนต์สร้างสรรค์

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

งาน Thailand Content Market 2026 สร้างมูลค่าการค้าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
งาน Thailand Content Market 2026 สร้างมูลค่าการค้าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท

งาน Thailand Content Market 2026 ครั้งแรกปิดฉากลงด้วยผลลัพธ์ทางการค้าที่สำคัญ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในอุตสาหกรรมคอนเทนต์สร้างสรรค์

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ งาน 'Thailand Content Market 2026' ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 9,792.4 ล้านบาท (ประมาณ 288 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่างานนี้ได้อำนวยความสะดวกในการเจรจาธุรกิจรวม 1,706 นัดหมาย

จากมูลค่ารวมดังกล่าว เป็นการซื้อขายที่เกิดขึ้นทันที 265.7 ล้านบาท (7.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และคาดว่าจะเกิดการซื้อขายต่อเนื่องภายใน 1 ปีอีก 2,669.4 ล้านบาท งานนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำในตลาดคอนเทนต์สร้างสรรค์ของอาเซียน โดยมุ่งหวังที่จะแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกอย่างจีนและอินเดีย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ในขณะที่ประเทศพยายามขยายบทบาทในสื่อและความบันเทิงระดับโลก ผู้มาเยือนอาจสังเกตเห็นการเพิ่มขึ้นของคอนเทนต์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูงและความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิทัศน์สื่อของไทย แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะแสดงถึงการเริ่มต้นที่แข็งแกร่งสำหรับโครงการนี้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่ออุตสาหกรรมและการบรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้าที่คาดการณ์ไว้นั้นยังคงต้องติดตามต่อไปในขณะที่ตลาดมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 09:56 UTC

ไทยเริ่มยกเครื่องโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหญ่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเริ่มยกเครื่องโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหญ่

กรมสรรพสามิตได้รับคำสั่งให้ปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศและสร้างความเป็นธรรมในตลาด

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเริ่มยกเครื่องโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหญ่

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเริ่มยกเครื่องโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหญ่

กรมสรรพสามิตได้รับคำสั่งให้ปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศและสร้างความเป็นธรรมในตลาด

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตดำเนินการยกเครื่องโครงสร้างภาษีรถยนต์ของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์เข้ามาตั้งหรือขยายฐานการผลิตภายในประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เท่าเทียมกันมากขึ้นสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในอุตสาหกรรม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้อาจส่งผลต่อราคาและความพร้อมจำหน่ายของรถยนต์ในตลาดไทยในอนาคต การส่งเสริมการผลิตในท้องถิ่นมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาวเกี่ยวกับประเภทของรถยนต์ที่เข้าถึงได้ง่ายหรือคุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้บริโภค

ในขั้นตอนนี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการคำนวณการปรับภาษีเหล่านี้หรือหมวดหมู่รถยนต์ที่จะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกยังคงต้องรอการยืนยัน ขณะนี้กรมสรรพสามิตกำลังอยู่ในระหว่างการทบทวนกรอบการทำงาน และคาดว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมออกมาเมื่อนโยบายมีความชัดเจนขึ้น นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของรถยนต์ในอนาคตหรือภูมิทัศน์ยานยนต์ในท้องถิ่นอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 09:36 UTC

TNL เผยผลกำไรไตรมาส 2 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

TNL เผยผลกำไรไตรมาส 2 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

TNL ประกาศกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 97.2% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 แตะระดับ 135 ล้านบาท

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

TNL เผยผลกำไรไตรมาส 2 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

แหล่งข่าวเดียว
TNL เผยผลกำไรไตรมาส 2 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

TNL ประกาศกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 97.2% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 แตะระดับ 135 ล้านบาท

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท TNL ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานทางการเงินสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 135 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 97.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ บริษัทยังรายงานอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 46.1% สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเช่นนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของสุขภาพองค์กรธุรกิจในท้องถิ่นและภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของบริษัทที่มั่นคงมักเป็นสัญญาณของเสถียรภาพในภาคส่วนเฉพาะของเศรษฐกิจไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในท้องถิ่นและบรรยากาศการลงทุน

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาแห่งการเติบโตที่สำคัญของบริษัท แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าผลลัพธ์เหล่านี้จะส่งผลต่อการวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทหรือการจ่ายเงินปันผลในอนาคตอย่างไร นักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ตลาดน่าจะจับตามองรายงานประจำไตรมาสถัดไปเพื่อประเมินว่าแนวโน้มการเติบโตนี้จะมีความยั่งยืนตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณหรือไม่ เช่นเดียวกับการรายงานทางการเงินทั่วไป ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานในอดีตและไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 09:36 UTC

ไทยเผชิญวิกฤตโรงเรียนเอกชนปิดตัวเพิ่มขึ้นในปี 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเผชิญวิกฤตโรงเรียนเอกชนปิดตัวเพิ่มขึ้นในปี 2569

รายงานจาก Matichon Online ระบุว่าในปี 2569 มีโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศไทยปิดกิจการไปแล้ว 30 แห่ง เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาการสืบทอดกิจการ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเผชิญวิกฤตโรงเรียนเอกชนปิดตัวเพิ่มขึ้นในปี 2569

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผชิญวิกฤตโรงเรียนเอกชนปิดตัวเพิ่มขึ้นในปี 2569

รายงานจาก Matichon Online ระบุว่าในปี 2569 มีโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศไทยปิดกิจการไปแล้ว 30 แห่ง เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาการสืบทอดกิจการ

ตามรายงานจาก Matichon Online ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจำนวนโรงเรียนเอกชนที่ปิดตัวลงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2569 โดยมีสถาบันการศึกษา 30 แห่งทั่วประเทศที่ยุติการดำเนินงาน การปิดตัวดังกล่าวมีสาเหตุมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซารวมถึงการที่ทายาทไม่มีความสนใจที่จะดำเนินธุรกิจการศึกษาของครอบครัวต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ แนวโน้มนี้อาจบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างของภูมิทัศน์ทางการศึกษาในท้องถิ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมของโรงเรียนและความมั่นคงของชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แม้ว่ารายงานจะเน้นย้ำถึงขนาดของการปิดตัวในปัจจุบัน แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการปิดตัวเหล่านี้จะส่งผลต่อแนวโน้มการลงทะเบียนเรียนในระยะยาวอย่างไร หรือจะมีการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนสถาบันที่กำลังประสบปัญหาหรือไม่ ในขณะนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบโดยตรงของการปิดตัวเหล่านี้ที่มีต่อภาคการศึกษาเอกชน ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหรือแนวทางการตอบสนองเชิงนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการนั้นยังไม่มีการระบุแน่ชัด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 06:35 UTC

ไทยและนิวซีแลนด์ยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยและนิวซีแลนด์ยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์

คณะรัฐมนตรีไทยเห็นชอบปฏิญญาร่วมกับนิวซีแลนด์เพื่อสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีเป็น 3 เท่าภายในปี 2588

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยและนิวซีแลนด์ยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์

แหล่งข่าวเดียว
ไทยและนิวซีแลนด์ยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์

คณะรัฐมนตรีไทยเห็นชอบปฏิญญาร่วมกับนิวซีแลนด์เพื่อสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีเป็น 3 เท่าภายในปี 2588

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศว่าคณะรัฐมนตรีไทยได้เห็นชอบปฏิญญาร่วมกับนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ข้อตกลงนี้ถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนผ่านทั้งสองประเทศสู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ ความคิดริเริ่มนี้มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความร่วมมือใน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงของชาติ การค้า และนวัตกรรม

หัวใจสำคัญของข้อตกลงนี้คือเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยทั้งสองประเทศตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้เป็น 3 เท่าภายในปี 2588 การส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในด้านนวัตกรรมและการพาณิชย์มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้ส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวต่อการบูรณาการทวิภาคีที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้ว่าปฏิญญาจะกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายเฉพาะด้าน เช่น กฎระเบียบทางการค้า การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า หรือแรงจูงใจทางธุรกิจใหม่ๆ ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศในอนาคตเกี่ยวกับการดำเนินการตามเป้าหมายทางการค้าเหล่านี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความพร้อมของสินค้าหรือบริการระหว่างทั้งสองประเทศ ในขณะนี้ข้อตกลงดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกรอบการทำงานระดับสูง และจำเป็นต้องมีขั้นตอนทางกฎหมายหรือการบริหารเพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนเป้าหมายเหล่านี้ให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 11 สิงหาคม 2026, 09:15 UTC