ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
เศรษฐกิจ นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง ✦
เศรษฐกิจ Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท ✦
ความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน ✦
วัฒนธรรม พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค ✦
ความปลอดภัย ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง ✦
ความปลอดภัย นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ ✦
กฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช' ✦
กฎหมาย เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี ✦
เศรษฐกิจ

นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ ถึงลอนดอน เดินหน้าหารือเศรษฐกิจระดับสูง

นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางถึงกรุงลอนดอนเพื่อหารือในประเด็นการค้า การลงทุน และบริการด้านการบิน

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีของไทยได้เดินทางถึงกรุงลอนดอนเพื่อเข้าร่วมการหารือที่มีกำหนดการแน่นขนัด โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการเจรจาระดับสูงกับตัวแทนจากภาคการค้า ภาคธุรกิจ และภาคการลงทุน

นอกจากนี้ วาระการประชุมยังรวมถึงการหารือเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับภาคบริการและอุตสาหกรรมการบิน การหารือเหล่านี้มีความสำคัญต่อทั้งผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง เนื่องจากข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นในด้านการบินและการค้าอาจส่งผลต่อการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรในอนาคต รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศไทย

แม้จะมีการยืนยันว่ากำหนดการของนายกรัฐมนตรีมุ่งเน้นไปที่เสาหลักทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แต่ยังไม่มีการประกาศผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง ข้อตกลงที่ลงนาม หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกิดจากการประชุมเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่าการหารือเหล่านี้จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมหรือข้อเสนอการบริการใหม่ๆ สำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศหรือไม่ SawaLife จะติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการเจรจาทางการทูตเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

เศรษฐกิจ

Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
Asset World Corp เตรียมเปิดตัว REIT มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท

Asset World Corp (AWC) เตรียมยื่นจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ใหม่ในชื่อ AWR วันที่ 29 กันยายนนี้ โดยนำสินทรัพย์หลัก 5 แห่งเข้าร่วม

จากรายงานของ Khaosod Online บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เตรียมยื่นแบบไฟลิ่งเพื่อจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ใหม่ในชื่อ AWR ในวันที่ 29 กันยายนนี้ โดยบริษัทตั้งเป้านำสินทรัพย์ประเภทฟรีโฮลด์ 5 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม 4 แห่งและอาคารสำนักงานเกรดเอ 1 แห่ง เข้าร่วมกองทรัสต์ โดยมีมูลค่าเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ AWC เปิดเผยว่า ความคิดริเริ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อวางตำแหน่งให้ AWR เป็น REIT ชั้นนำที่เน้นการลงทุนในประเทศไทย 100% โดย AWC จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก (Sponsor) และมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อให้มั่นใจว่านักลงทุนไทยจะถือครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของกองทรัสต์ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมแผนงานสำหรับสินทรัพย์อีก 9 แห่งเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการรวมกลุ่มและการยกระดับความเป็นมืออาชีพอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของไทย แม้ว่าการยื่นไฟลิ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างสินทรัพย์ของ AWC แต่การอนุมัติขั้นสุดท้ายจากหน่วยงานกำกับดูแลยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการยื่นเอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อกำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะของกองทรัสต์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

ความปลอดภัย

กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงคมนาคมยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและการตอบสนองฉุกเฉิน

รัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้หน่วยงานคมนาคมทุกแห่งยกระดับการเฝ้าระวังน้ำท่วมและเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคมนาคมทุกแห่งยกระดับมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม โดยกำชับให้หน่วยงานต่างๆ อยู่ในสถานะเฝ้าระวังสูงสุดเพื่อติดตามความเสี่ยงจากน้ำท่วม และตรวจสอบให้แน่ใจว่าทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำสั่งนี้แสดงถึงความพร้อมที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วประเทศ แม้ว่ากระทรวงฯ จะมุ่งเน้นการลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด แต่ผู้ที่วางแผนเดินทางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตารางการเดินทางหรือสภาพถนน เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดการกับผลกระทบจากน้ำท่วม ขอแนะนำให้ติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับเส้นทางหรือบริการขนส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้น

ในขณะนี้ พื้นที่เฉพาะที่ได้รับความสำคัญสำหรับการเข้าช่วยเหลือทันทีและการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของบริการขนส่งที่แน่ชัดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารผ่านสื่อท้องถิ่นและช่องทางของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าความปลอดภัยและแผนการเดินทางจะไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:17 UTC

วัฒนธรรม

พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค

แหล่งข่าวเดียว
พระพยอมเตือนภัยข่าวปลอม อ้างผลิตยาสมุนไพรรักษาทุกโรค

พระพยอม เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ออกมาปฏิเสธข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าท่านผลิตยาสมุนไพรรักษาได้ทุกโรค

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ได้ออกมาเตือนภัยประชาชนเกี่ยวกับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จบนโซเชียลมีเดีย โดยมีการนำภาพของท่านไปตัดต่อด้วย AI และโฆษณาชวนเชื่อว่าทางวัดผลิตยาสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ ได้จนหายขาด ส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาที่วัดเพื่อขอยา ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

พระพยอมชี้แจงว่า ท่านเป็นเพียงพระนักเทศน์และนักพัฒนา ไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกร และทางวัดไม่มีการผลิตยารักษาโรคใดๆ ทั้งสิ้น โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการสร้างเรื่องของกลุ่มมิจฉาชีพที่ทำให้ประชาชนเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ ท่านยังเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพมีการแอบอ้างชื่อกระทรวงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าปลอม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพที่พบในโซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางศาสนาหรือการอ้างสรรพคุณรักษาโรคปาฏิหาริย์ ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่แอบอ้างชื่ออย่างไร ขอให้ประชาชนงดเว้นการเดินทางมาที่วัดเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจากทางวัดไม่มีบริการดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:35 UTC

ความปลอดภัย

ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโคราชเปิดพื้นที่จอดรถฟรีช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เซ็นทรัล โคราช และเดอะมอลล์ โคราช เปิดพื้นที่จอดรถให้ประชาชนนำรถมาจอดเพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่น ตามรายงานของ Thai Post ทั้งเซ็นทรัล โคราช และเดอะมอลล์ โคราช ได้เปิดพื้นที่จอดรถอย่างเป็นทางการเพื่อให้บริการพื้นที่จอดรถฟรีในจุดที่สูงและปลอดภัยสำหรับยานพาหนะของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้ประชาชนปกป้องทรัพย์สินจากความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม ในขณะที่ระดับน้ำในพื้นที่โดยรอบกำลังเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในภูมิภาคนี้ ถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยในการเก็บรักษายานพาหนะให้พ้นจากน้ำท่วม

แม้ว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเจ้าของรถได้ในทันที แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือรายงานนี้เน้นเฉพาะเรื่องความพร้อมของพื้นที่จอดรถเท่านั้น ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยติดตามช่องทางข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปิดถนน ความคืบหน้าของสถานการณ์น้ำท่วม และบริการฉุกเฉินอื่นๆ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ประชาชนควรตรวจสอบสถานะปัจจุบันของพื้นที่จอดรถเหล่านี้โดยตรงกับฝ่ายบริหารของห้างสรรพสินค้าก่อนที่จะนำรถไปจอด เนื่องจากความจุอาจมีจำกัดและสภาพการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:18 UTC

ความปลอดภัย

ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
ทางการเร่งระบายน้ำคลองรังสิตเพื่อจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระบายน้ำในพื้นที่คลองรังสิตเพื่อบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งให้กรมชลประทานเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในคลองรังสิต เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว อธิบดีกรมชลประทานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและปรับปรุงระบบการจัดการน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่รังสิต โครงการนี้ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการสะสมของน้ำและเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลนี้ แม้ว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงความสามารถในการระบายน้ำ แต่ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้คลองควรติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เทศบาลเกี่ยวกับระดับน้ำ

ในขณะนี้ ประสิทธิภาพของความพยายามในการระบายน้ำเหล่านี้ในการป้องกันน้ำล้นตลิ่งยังคงต้องรอการยืนยัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมชลประทานเพื่อรับทราบความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการน้ำในพื้นที่ดังกล่าว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:15 UTC

ความปลอดภัย

เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง

แหล่งข่าวเดียว
เวทีรับฟังความเห็นสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในบุรีรัมย์ยุติลงด้วยความรุนแรง

เวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดบุรีรัมย์ถูกยกเลิกกะทันหันหลังเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ ต้องยุติลงก่อนกำหนดเนื่องจากเกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรง ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ความตึงเครียดเริ่มขึ้นระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนโครงการประมาณ 800 คน กับสมาชิกกลุ่ม “โอโซนรักบ้านเกิด อ.ชำนิ” ซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการมาโดยตลอดเนื่องจากความกังวลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์เริ่มวุ่นวายเมื่อผู้เข้าร่วมเริ่มขว้างปาก้อนหินและก้อนดินใส่กันบริเวณหน้าเวที แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองร้อยควบคุมฝูงชนจะพยายามเข้าห้ามปราม แต่เหตุการณ์ก็บานปลายจนเกิดความโกลาหล ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างน้อย 1 รายจากการถูกของแข็ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรวมถึงนายอำเภอนางรองและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนางรองได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ แต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงตัดสินใจยุติเวทีดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสการคัดค้านโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ความรุนแรงจะยุติลงแล้ว แต่อนาคตของโครงการยังคงมีความไม่แน่นอน ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นจะถูกจัดขึ้นใหม่เมื่อใด หรือทางการจะมีมาตรการอย่างไรในการจัดการกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะขนาดใหญ่หรือการประชุมชุมชนที่มีความตึงเครียด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:17 UTC

ความปลอดภัย

นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยงานรัฐเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน โดยเน้นย้ำความพร้อมของแผนอพยพและเครื่องสูบน้ำ

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีของไทยได้ออกคำสั่งจากต่างประเทศ โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยกระดับความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน คำสั่งดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผนการอพยพมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องสูบน้ำ ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้และพร้อมสำหรับการนำไปติดตั้งใช้งานทันที

นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังกำหนดให้บุคลากรที่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ประกาศนี้ถือเป็นการเตือนให้ติดตามรายงานสภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากสถานการณ์เลวร้ายลง แม้ว่ารัฐบาลกำลังระดมทรัพยากรเพื่อจัดการกับเหตุฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับน้ำ แต่ในคำสั่งเบื้องต้นนี้ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าภูมิภาคใดมีความเสี่ยงสูงสุด ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเตรียมการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติในระดับจังหวัดอย่างไร และพื้นที่ใดจะได้รับความสำคัญในการจัดสรรอุปกรณ์ ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยควรติดตามช่องทางข่าวสารอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับคำเตือนสภาพอากาศและขั้นตอนความปลอดภัยในพื้นที่ของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:16 UTC

กฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช'

แหล่งข่าวเดียว
ศาลอุทธรณ์ไทยยืนโทษจำคุกตลอดชีวิต 'แดเนียล ซานโช'

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนยันคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายแดเนียล ซานโช บรอนชาโล ชาวสเปน ในคดีฆาตกรรมนายเอ็ดวิน อาร์เรียตา อาร์เตอากา เมื่อปี 2023

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้อ่านคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย โดยยืนตามคำพิพากษาเดิมให้จำคุกตลอดชีวิต นายแดเนียล ซานโช บรอนชาโล ชาวสเปน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและปิดบังซ่อนเร้นศพ นายเอ็ดวิน อาร์เรียตา อาร์เตอากา ศัลยแพทย์ตกแต่งชาวโคลอมเบีย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนเกาะพะงันเมื่อปี 2023

ศาลอุทธรณ์ได้ยกคำร้องอุทธรณ์ของทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจทก์ ส่งผลให้คำพิพากษาเดิมยังคงมีผลบังคับใช้ คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อต่างประเทศเนื่องจากตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องและลักษณะของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว คำพิพากษานี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในคดีที่สื่อต่างประเทศติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอาญาของไทยอย่างเคร่งครัดในคดีความรุนแรง แม้ว่าคำตัดสินของศาลอุทธรณ์จะทำให้คดีมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าฝ่ายจำเลยจะยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาของประเทศไทยหรือไม่ ทั้งนี้ ขอเตือนให้นักท่องเที่ยวในประเทศไทยทราบว่าประเทศมีมาตรฐานทางกฎหมายที่เข้มงวดต่อการกระทำความผิดทางอาญา และกระบวนการยุติธรรมในท้องถิ่นจะถูกบังคับใช้อย่างเสมอภาคโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:15 UTC

กฎหมาย

เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่ไทยรวบตัวบุคคลโพสต์คลิปอนาจารเด็กชายวัย 16 ปี

ตำรวจจับกุมผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ฐานลักลอบขายคลิปวิดีโออนาจารเด็กชายวัย 16 ปีผ่านกลุ่มลับ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ได้จับกุมบุคคลข้ามเพศรายหนึ่งซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้บัญชี X (ทวิตเตอร์เดิม) ในการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมาย โดยผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าได้ถ่ายคลิปวิดีโอขณะมีเพศสัมพันธ์กับเด็กชายวัย 16 ปี และนำไปขายเพื่อเข้าถึงกลุ่มลับที่มีการเรียกเก็บเงิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากผู้เยาว์และการเผยแพร่สื่อลามกผิดกฎหมาย การจับกุมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลทางกฎหมายที่รุนแรงเกี่ยวกับการผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กตามกฎหมายไทย

เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย จึงยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงข้อหาเฉพาะที่ผู้ต้องหาจะต้องเผชิญในชั้นศาลและขอบเขตทั้งหมดของเครือข่ายการเผยแพร่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะของผู้เสียหายหรือระยะเวลาที่ผู้ต้องหาได้กระทำการดังกล่าว ประชาชนควรตระหนักถึงกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลในท้องถิ่น และรายงานกิจกรรมออนไลน์ที่น่าสงสัยต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 12:16 UTC

ไต้หวันซ้อมรบทางทะเลจำลองสถานการณ์ต่อต้านการปิดล้อม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไต้หวันซ้อมรบทางทะเลจำลองสถานการณ์ต่อต้านการปิดล้อม

กองทัพไต้หวันเริ่มการซ้อมรบทางทะเลโดยมุ่งเน้นไปที่การรับมือกับการปิดล้อมที่อาจเกิดขึ้นและการคุ้มกันเส้นทางเดินเรือพาณิชย์

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไต้หวันซ้อมรบทางทะเลจำลองสถานการณ์ต่อต้านการปิดล้อม

แหล่งข่าวเดียว
ไต้หวันซ้อมรบทางทะเลจำลองสถานการณ์ต่อต้านการปิดล้อม

กองทัพไต้หวันเริ่มการซ้อมรบทางทะเลโดยมุ่งเน้นไปที่การรับมือกับการปิดล้อมที่อาจเกิดขึ้นและการคุ้มกันเส้นทางเดินเรือพาณิชย์

ตามรายงานจาก Matichon Online กองทัพไต้หวันได้เริ่มการซ้อมรบทางทะเลที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบขีดความสามารถในการรับมือกับการปิดล้อมทางทะเล โดยการซ้อมรบนี้จำลองสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มกันเรือพาณิชย์ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในการรักษาเส้นทางการค้าให้เปิดกว้างท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ การซ้อมรบดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจถึงความละเอียดอ่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่รอบช่องแคบไต้หวัน แม้ว่าการซ้อมรบเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันตามปกติของไต้หวัน แต่ก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามความปลอดภัยทางทะเลในภูมิภาค เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวอาจนำไปสู่การเพิ่มกำลังทหารในน่านน้ำโดยรอบในบางครั้ง

ในขณะนี้ ระยะเวลาของการซ้อมรบเฉพาะกิจนี้และขอบเขตทั้งหมดของกำลังพลทางเรือที่เกี่ยวข้องยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่าการซ้อมรบเหล่านี้อาจส่งผลต่อตารางการเดินเรือหรือรูปแบบการจราจรทางทะเลอย่างไร เช่นเคย ผู้ที่วางแผนเดินทางผ่านภูมิภาคนี้ควรติดตามข้อมูลผ่านประกาศทางทะเลอย่างเป็นทางการและสำนักข่าวท้องถิ่นเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นหรือการเปลี่ยนแปลงในสถานะความปลอดภัยของภูมิภาค

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 03:15 UTC

ราคาทองคำในไทยปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในวันที่ 13 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในวันที่ 13 สิงหาคม 2569

สมาคมค้าทองคำรายงานการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ โดยทองรูปพรรณอยู่ที่ 69,900 บาทต่อบาททองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในวันที่ 13 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในวันที่ 13 สิงหาคม 2569

สมาคมค้าทองคำรายงานการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ โดยทองรูปพรรณอยู่ที่ 69,900 บาทต่อบาททองคำ

ตามข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 09.42 น. ตามเวลาท้องถิ่น ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยสมาคมฯ รายงานว่าราคาปรับขึ้น 50 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

ในการอัปเดตช่วงเช้า ราคาขายออกของทองรูปพรรณอยู่ที่ 69,900 บาทต่อบาททองคำ ข้อมูลนี้ซึ่งรายงานโดยประชาชาติธุรกิจ สะท้อนถึงการประเมินมูลค่าตลาดในปัจจุบันที่จัดทำโดยหน่วยงานการค้าอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำมักถูกติดตามในฐานะตัวบ่งชี้ทั่วไปของความรู้สึกทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในท้องถิ่น แม้ว่าการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ผู้ที่สนใจซื้อเครื่องประดับทองคำหรือทองคำแท่งเพื่อการลงทุนควรทราบว่าราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันทำการ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโลกและความต้องการในท้องถิ่น

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าราคาเหล่านี้จะมีความผันผวนอย่างไรในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ เนื่องจากตลาดทองคำมีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะซื้อทองคำ ขอแนะนำให้ตรวจสอบเว็บไซต์ของสมาคมค้าทองคำหรือปรึกษาร้านทองในท้องถิ่นที่เชื่อถือได้เพื่อรับทราบราคาล่าสุดก่อนที่จะดำเนินการทำธุรกรรมใดๆ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 03:58 UTC

IRPC เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พร้อมกลยุทธ์ใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

IRPC เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พร้อมกลยุทธ์ใหม่

บริษัทปิโตรเคมี IRPC ประกาศกำไร 2.921 พันล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 พร้อมเปิดตัวกลยุทธ์ 'Recapitalize Plus'

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

IRPC เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พร้อมกลยุทธ์ใหม่

แหล่งข่าวเดียว
IRPC เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พร้อมกลยุทธ์ใหม่

บริษัทปิโตรเคมี IRPC ประกาศกำไร 2.921 พันล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 พร้อมเปิดตัวกลยุทธ์ 'Recapitalize Plus'

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานทางการเงินสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 2.921 พันล้านบาทในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกเหนือจากผลประกอบการทางการเงินแล้ว บริษัทยังได้เปิดตัวโครงการริเริ่มใหม่ภายใต้ชื่อ 'Recapitalize Plus' ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการกำหนดทิศทางการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทปิโตรเคมีขนาดใหญ่อย่าง IRPC มักเป็นตัวบ่งชี้ถึงสุขภาพทางอุตสาหกรรมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม เนื่องจากบริษัทเหล่านี้เป็นผู้เล่นสำคัญในภาคพลังงานและการผลิต ผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัทจึงอาจส่งผลต่อแนวโน้มตลาดในท้องถิ่นและผลผลิตทางอุตสาหกรรมได้

ในขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับองค์ประกอบการดำเนินงานของกลยุทธ์ 'Recapitalize Plus' ยังคงต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติม แม้ว่าตัวเลขกำไรจะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จล่าสุดของบริษัท แต่ผลกระทบระยะยาวของทิศทางเชิงกลยุทธ์ใหม่นี้ต่อส่วนแบ่งการตลาดและการจ้างงานในท้องถิ่นยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทเพื่อทำความเข้าใจว่าโครงการนี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างไรในไตรมาสต่อๆ ไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 03:16 UTC

ราคาทองคำโลกพุ่งรับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำโลกพุ่งรับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด

ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำโลกพุ่งรับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำโลกพุ่งรับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด

ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ราคาทองคำโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นหลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ

ฮั่วเซ่งเฮง ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ ได้ประเมินแนวโน้มตลาดสำหรับวันที่ 13 สิงหาคม ว่าเป็นแบบ "Sideways" (แกว่งตัวออกข้าง) โดยบริษัทได้ระบุแนวต้านของราคาทองคำโลกไว้ที่ 4,450 และ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแนวรับอยู่ที่ 4,380 และ 4,360 ดอลลาร์ สำหรับในประเทศ แนวโน้มของทองคำแท่งในไทยยังคงเป็นที่น่าสนใจ โดยมีเป้าหมายราคาที่อาจไปถึง 70,000 บาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อตลาดค้าปลีกในท้องถิ่นและราคาเครื่องประดับ แม้ว่าภาวะตลาดในปัจจุบันจะบ่งชี้ถึงช่วงของการปรับฐาน แต่นักลงทุนและผู้ที่สนใจในการซื้อขายทองคำควรตระหนักว่าตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจากการวิเคราะห์ตลาดในระยะสั้น ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าระดับราคาเหล่านี้จะมีความยั่งยืนเพียงใดในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีการเปลี่ยนแปลง ผู้เข้าร่วมตลาดควรติดตามข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินเพื่อทำความเข้าใจว่าแนวโน้มเหล่านี้อาจส่งผลต่อกำลังซื้อในท้องถิ่นอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 02:55 UTC

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: 13 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: 13 สิงหาคม 2569

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,600-1,630 จุดในวันนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่เป็นไปตามคาดและผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: 13 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: 13 สิงหาคม 2569

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,600-1,630 จุดในวันนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่เป็นไปตามคาดและผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์พายได้ประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,600 ถึง 1,630 จุด แนวโน้มดังกล่าวเป็นผลมาจากการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย

บรรยากาศการลงทุนได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการที่ค่า Forward PE ลดลงเหลือ 15 เท่า ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาด โดยคาดว่ากลุ่มเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสนับสนุนดัชนีในวันนี้ จากแรงส่งเชิงบวกในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่ติดตามเศรษฐกิจในท้องถิ่น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งความมั่นคงในตลาดการเงิน แม้ว่าข้อมูลปัจจุบันจะบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่เป็นบวก แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าความเคลื่อนไหวของตลาดขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกและอารมณ์ของนักลงทุน ณ ขณะนี้ ตัวเลขปิดตลาดจริงของวันยังคงต้องรอการยืนยัน และขอแนะนำให้นักลงทุนติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากตลาดหลักทรัพย์เพื่อดูผลการดำเนินงานสุดท้ายของดัชนี SET รายงานนี้อ้างอิงจากการวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์พายและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 02:56 UTC

เส้นทางสู่ 2,000 จุด: ความทะเยอทะยานของตลาดหุ้นไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เส้นทางสู่ 2,000 จุด: ความทะเยอทะยานของตลาดหุ้นไทย

ผู้เชี่ยวชาญหารือเกี่ยวกับข้อกำหนดเชิงโครงสร้างเพื่อให้ตลาดหุ้นไทยบรรลุเป้าหมายที่ 2,000 จุด

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เส้นทางสู่ 2,000 จุด: ความทะเยอทะยานของตลาดหุ้นไทย

แหล่งข่าวเดียว
เส้นทางสู่ 2,000 จุด: ความทะเยอทะยานของตลาดหุ้นไทย

ผู้เชี่ยวชาญหารือเกี่ยวกับข้อกำหนดเชิงโครงสร้างเพื่อให้ตลาดหุ้นไทยบรรลุเป้าหมายที่ 2,000 จุด

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2026 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาในหัวข้อ 'Empowering Opportunities: Changing the Game for Sustainable Investment' ในระหว่างงาน ผู้เข้าร่วมในอุตสาหกรรมได้กล่าวถึงคำถามที่ค้างคาใจมาตลอดสามปีว่า ตลาดหุ้นไทยต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถแตะระดับ 2,000 จุดได้

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ การบรรลุเป้าหมายนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยการพัฒนา 'เครื่องยนต์สองตัว' เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต แม้ว่าลักษณะเฉพาะของเครื่องยนต์เหล่านี้ยังคงเป็นหัวข้อที่นักวิเคราะห์ตลาดถกเถียงกันอยู่ แต่การสัมมนาได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อฟื้นฟูตลาดที่เผชิญกับภาวะชะงักงันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การอภิปรายนี้มีความสำคัญเนื่องจากผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นมักทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจระดับประเทศ ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของธุรกิจในท้องถิ่น ตลาดที่แข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่การไหลเวียนของเงินทุนที่เพิ่มขึ้นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องยืนยันว่ามาตรการทางนโยบายหรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจใดที่จะถูกนำมาใช้เพื่อทำหน้าที่เป็น 'เครื่องยนต์สองตัว' นี้ นักลงทุนและผู้สังเกตการณ์กำลังรอความชัดเจนเพิ่มเติมจากหน่วยงานทางการเงินเกี่ยวกับขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมที่จะดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนตลาดไปสู่เป้าหมายที่ทะเยอทะยานนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 02:56 UTC

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม 2569

สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยประกาศปรับขึ้นราคาทองคำในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 โดยทองรูปพรรณมีราคาขายออกอยู่ที่ 69,900 บาทต่อบาททองคำ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม 2569

สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยประกาศปรับขึ้นราคาทองคำในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 โดยทองรูปพรรณมีราคาขายออกอยู่ที่ 69,900 บาทต่อบาททองคำ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยรายงานการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำในประเทศ โดยอ้างอิงจากการประกาศครั้งที่ 1 ของวันเมื่อเวลา 09.03 น. ราคาปรับเพิ่มขึ้น 50 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

จากการอัปเดตล่าสุด ทองรูปพรรณ (ความบริสุทธิ์ 96.5%) มีราคาขายออกอยู่ที่ 69,900 บาทต่อบาททองคำ และมีราคารับซื้ออยู่ที่ 67,522.64 บาท ในขณะที่ทองคำแท่งมีราคารับซื้ออยู่ที่ 68,900 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 69,100 บาทต่อบาททองคำ สำหรับราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,409.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากทองคำยังคงเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมและเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตามประเพณี ผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายเครื่องประดับทองควรทราบว่าราคาในท้องถิ่นอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันตามความผันผวนของตลาดโลกและการประกาศเพิ่มเติมจากสมาคมค้าทองคำ แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเป็นภาพรวมของตลาดในปัจจุบัน แต่บุคคลทั่วไปควรตรวจสอบราคาล่าสุดโดยตรงผ่านช่องทางที่เป็นทางการหรือร้านทองในพื้นที่ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 02:35 UTC

งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP” กวาดยอดขาย 367 ล้านบาทใน 5 วัน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP” กวาดยอดขาย 367 ล้านบาทใน 5 วัน

งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างสูง โดยมียอดขายรวม 367 ล้านบาทภายใน 5 วันแรก

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP” กวาดยอดขาย 367 ล้านบาทใน 5 วัน

แหล่งข่าวเดียว
งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP” กวาดยอดขาย 367 ล้านบาทใน 5 วัน

งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างสูง โดยมียอดขายรวม 367 ล้านบาทภายใน 5 วันแรก

กรมประชาสัมพันธ์รัฐบาลไทยรายงานว่า งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” ประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านยอดขายในช่วง 5 วันแรก ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่ายอดขายรวมพุ่งสูงถึง 367 ล้านบาท โดยเฉพาะในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เพียงวันเดียวมียอดขายสูงถึง 82.7 ล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการจัดแสดงงานฝีมือท้องถิ่นและผลิตภัณฑ์ระดับภูมิภาค ยอดขายที่สูงสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมอย่างต่อเนื่องของโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ของไทย ซึ่งส่งเสริมสินค้าที่ผลิตโดยชุมชน ผู้ที่มาเยี่ยมชมงานมักจะได้พบกับสินค้าหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สิ่งทอ และอาหารพื้นเมืองที่หาซื้อไม่ได้ทั่วไปในร้านค้าปลีกปกติ

แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันตัวเลขรายได้ที่น่าประทับใจสำหรับ 5 วันแรกแล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมของงานยังคงต้องติดตามต่อไปเนื่องจากงานยังคงดำเนินอยู่ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานหรือสนับสนุนช่างฝีมือท้องถิ่นควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสำหรับตารางเวลาที่เหลือและไฮไลท์ของผลิตภัณฑ์ งานนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในท้องถิ่นที่มีต่อภาพรวมของประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สนับสนุนธุรกิจชุมชนโดยตรงพร้อมทั้งเข้าถึงสินค้าดั้งเดิมที่มีคุณภาพสูง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 01:55 UTC

รัฐบาลไทยเผยผลการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตเพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเผยผลการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตเพิ่มขึ้น

ทางการได้ดำเนินการคดีสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตกว่า 32,000 คดี ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็นกลุ่มที่มีการกระทำผิดมากที่สุด

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเผยผลการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตเพิ่มขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเผยผลการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตเพิ่มขึ้น

ทางการได้ดำเนินการคดีสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตกว่า 32,000 คดี ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็นกลุ่มที่มีการกระทำผิดมากที่สุด

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่ารัฐบาลได้ยกระดับการปราบปรามสินค้าที่ละเมิดกฎหมายสรรพสามิต โดยข้อมูลในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับสินค้าสรรพสามิตผิดกฎหมายรวมทั้งสิ้น 32,812 คดี

การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวส่งผลให้มีการจัดเก็บค่าปรับได้แล้ว 901.82 ล้านบาท โดยมีการประมาณการค่าปรับรวมไว้ที่ 4,508.18 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ยาสูบถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของการกระทำผิด โดยมีจำนวน 20,160 คดี ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 61 ของปริมาณคดีทั้งหมดที่บันทึกไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว รายงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการกำกับดูแลการจำหน่ายและการกระจายสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต แม้ว่ารัฐบาลจะเปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษทางการเงินแล้ว แต่สถานที่เฉพาะของการตรวจยึดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความพร้อมจำหน่ายของสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทในตลาดท้องถิ่นนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป นักท่องเที่ยวควรทราบว่าการซื้อสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานหรือสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีนั้นยังคงเป็นประเด็นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ รัฐบาลยังไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดเพิ่มเติมว่ามาตรการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้จะดำเนินต่อไปอย่างไรในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 01:55 UTC

การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ

เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจแบบเดิมไม่เพียงพอที่จะพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอีกต่อไป ตามรายงานล่าสุด

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ

แหล่งข่าวเดียว
การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ

เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจแบบเดิมไม่เพียงพอที่จะพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอีกต่อไป ตามรายงานล่าสุด

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญ บทวิเคราะห์ระบุว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจแบบเดิมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ และการท่องเที่ยว ไม่สามารถสร้างอัตราการเติบโตที่จำเป็นในการยกระดับประเทศไทยให้พ้นจากสถานะรายได้ปานกลางในปัจจุบันได้อีกต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านที่อาจเกิดขึ้นในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่รัฐบาลกำลังมองหากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อเอาชนะข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ความสนใจจึงมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในฐานะตัวเร่งหลักสำหรับการพัฒนาในอนาคต แม้ว่าการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ แต่รายงานระบุว่าการพึ่งพาเพียงภาคส่วนเหล่านี้อาจไม่เพียงพอสำหรับการก้าวหน้าของประเทศในระยะยาว

สิ่งที่ยังคงต้องติดตามคือรายละเอียดเฉพาะของนโยบายการลงทุนของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น และวิธีการนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ามาตรการใหม่เหล่านี้จะสามารถแก้ไขปัญหาความซบเซาของภาคการเติบโตแบบเดิมได้สำเร็จหรือไม่ หรือจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่วางไว้ สำหรับผู้ที่อาศัยหรือทำงานในประเทศไทย การติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 01:57 UTC

เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าที่ 33.02 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าที่ 33.02 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.02 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 โดยแสดงความแข็งค่าในขณะที่นักวิเคราะห์ตลาดได้กำหนดกรอบการซื้อขายสำหรับวันนี้

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าที่ 33.02 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

แหล่งข่าวเดียว
เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าที่ 33.02 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.02 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 โดยแสดงความแข็งค่าในขณะที่นักวิเคราะห์ตลาดได้กำหนดกรอบการซื้อขายสำหรับวันนี้

ในเช้าวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.02 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ซึ่งอ้างอิงบทวิเคราะห์จากฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศของธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) โดยค่าเงินบาทในขณะนี้แสดงท่าทีที่แข็งค่าขึ้น

นักวิเคราะห์ตลาดได้กำหนดกรอบแนวรับของเงินบาทไว้ที่ 32.80 บาท และแนวต้านที่ 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐสำหรับการซื้อขายในวันนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้านำเข้าและอำนาจซื้อของเงินตราต่างประเทศ การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นโดยทั่วไปหมายความว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจได้รับเงินบาทน้อยลงเมื่อแลกเปลี่ยนเงินตราของตน ซึ่งอาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางภายในประเทศสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ในทางกลับกัน อาจช่วยลดต้นทุนของสินค้านำเข้าสำหรับผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่น

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเป็นภาพรวมของการเปิดตลาดในปัจจุบัน แต่ยังคงต้องติดตามดูว่าค่าเงินจะมีทิศทางอย่างไรตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวัน และจะยังคงอยู่ในกรอบแนวรับและแนวต้านที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ ผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดควรติดตามข่าวสารทางการเงินอย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผันผวนของค่าเงิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 10 สิงหาคม 2026, 02:35 UTC

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยปี 2569 คาดโต 5.6% แซงหน้าจีดีพีรวม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยปี 2569 คาดโต 5.6% แซงหน้าจีดีพีรวม

สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะขยายตัว 5.6% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้น

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยปี 2569 คาดโต 5.6% แซงหน้าจีดีพีรวม

แหล่งข่าวเดียว
เศรษฐกิจดิจิทัลไทยปี 2569 คาดโต 5.6% แซงหน้าจีดีพีรวม

สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะขยายตัว 5.6% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้น

รายงานจากข่าวสดออนไลน์ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะขยายตัว 5.6% ในปี 2569 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าจีดีพีรวมของประเทศถึง 2.2 เท่า โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดการณ์ว่าจีดีพีจะขยายตัวอยู่ที่ 2.5%

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการ BDE เปิดเผยว่าการขยายตัวนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกสินค้าดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นถึง 45% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก โดยเฉพาะความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ IMF ยังจัดให้ไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI อีกด้วย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเติบโตนี้สะท้อนถึงการขยายตัวที่แข็งแกร่งของภาคเทคโนโลยีในท้องถิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงบริการดิจิทัลที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม BDE ระบุว่าการคาดการณ์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะการค้าโลกที่ต้องมีความมั่นคง แม้ว่าภาคส่วนนี้จะมีศักยภาพสูง แต่ผลกระทบระยะยาวจากต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไปตลอดทั้งปี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 01:15 UTC

รัฐบาลไทยเผยผลปราบปรามสินค้าหนีภาษี พบการกระทำผิดกว่า 32,000 คดีใน 10 เดือน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเผยผลปราบปรามสินค้าหนีภาษี พบการกระทำผิดกว่า 32,000 คดีใน 10 เดือน

ทางการไทยยกระดับการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยบันทึกคดีการหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตได้เกือบ 33,000 คดีในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเผยผลปราบปรามสินค้าหนีภาษี พบการกระทำผิดกว่า 32,000 คดีใน 10 เดือน

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเผยผลปราบปรามสินค้าหนีภาษี พบการกระทำผิดกว่า 32,000 คดีใน 10 เดือน

ทางการไทยยกระดับการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยบันทึกคดีการหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตได้เกือบ 33,000 คดีในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569

ตามรายงานจาก Thai Post รัฐบาลไทยได้เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามการค้าสินค้าผิดกฎหมายที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ข้อมูลในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงภาษีไปแล้ว 32,812 คดี โดยการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ส่งผลให้มีการเรียกเก็บค่าปรับรวมทั้งสิ้น 901.82 ล้านบาท

รายงานระบุว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็นส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดของการกระทำผิดเหล่านี้ โดยคิดเป็น 20,160 คดี หรือประมาณ 61% ของจำนวนคดีทั้งหมด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การปราบปรามนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลในการจัดระเบียบตลาดและสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของประเทศ แม้ว่าความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายจะมุ่งเน้นไปที่การจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์และการจัดเก็บภาษีเป็นหลัก แต่เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางค้าปลีกที่ได้รับอนุญาตและถูกต้องตามกฎหมาย

ในขณะนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้จะเป็นอย่างไรในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ และจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบเพิ่มเติมเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของยาสูบผิดกฎหมายและสินค้าที่ต้องเสียภาษีอื่นๆ หรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับผลกระทบของการยึดสินค้าเหล่านี้ต่อตลาดค้าปลีกโดยรวม หรือการเปลี่ยนแปลงในระเบียบการตรวจสอบสำหรับผู้บริโภค

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 00:55 UTC

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมลงทุน 'Smart & Green' พุ่งทะยาน 1.46 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมลงทุน 'Smart & Green' พุ่งทะยาน 1.46 แสนล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เผยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมเพื่อปรับเปลี่ยนสู่การผลิตที่ชาญฉลาดและยั่งยืนเกือบ 1,400 โครงการ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมลงทุน 'Smart & Green' พุ่งทะยาน 1.46 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมลงทุน 'Smart & Green' พุ่งทะยาน 1.46 แสนล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เผยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมเพื่อปรับเปลี่ยนสู่การผลิตที่ชาญฉลาดและยั่งยืนเกือบ 1,400 โครงการ

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำลังสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้ปรับตัวสู่แนวทาง 'Smart & Green' เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่าตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมในปี 2566 จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 มีผู้ประกอบการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายใต้มาตรการนี้จำนวน 1,397 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนกว่า 146,000 ล้านบาท

โครงการเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงเครื่องจักรให้ทันสมัย การนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ รวมถึงการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทดแทน เพื่อช่วยให้ธุรกิจสอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนสากลและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ประกอบการคือการใช้ระบบอัตโนมัติในสายการผลิตและการใช้ระบบบริหารจัดการโรงงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดความผิดพลาด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการก้าวไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในประเทศไทย แม้ว่าการลงทุนเหล่านี้จะมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและคุณภาพสินค้า แต่ผลกระทบระยะยาวต่อโครงสร้างการจ้างงานในท้องถิ่นและกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานให้ครบทั้ง 1,397 โครงการนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ บีโอไอยังคงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติปรับใช้แนวทางที่ยั่งยืนเหล่านี้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 00:55 UTC

งาน 'ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP' กวาดยอดขาย 367 ล้านบาทใน 5 วัน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

งาน 'ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP' กวาดยอดขาย 367 ล้านบาทใน 5 วัน

งาน 'ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี' ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างสูง โดยมียอดขายรวม 367 ล้านบาทในช่วง 5 วันแรก

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

งาน 'ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP' กวาดยอดขาย 367 ล้านบาทใน 5 วัน

แหล่งข่าวเดียว
งาน 'ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP' กวาดยอดขาย 367 ล้านบาทใน 5 วัน

งาน 'ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี' ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างสูง โดยมียอดขายรวม 367 ล้านบาทในช่วง 5 วันแรก

ตามรายงานจาก Thai Post รัฐบาลได้เปิดเผยว่างาน 'ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี' ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและสนับสนุนงานหัตถกรรมท้องถิ่น ประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านยอดขาย โดยในช่วง 5 วันแรกของการจัดงาน มียอดขายรวมสูงถึง 367 ล้านบาท โดยเฉพาะในวันที่ 12 สิงหาคมเพียงวันเดียว มียอดขายพุ่งสูงถึง 82.7 ล้านบาท

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการแสดงมรดกทางวัฒนธรรมและศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่นของไทย งานนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมจากภูมิภาคต่างๆ โดยตรงจากผู้ผลิต ซึ่งเป็นจุดเด่นสำหรับผู้ที่สนใจสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนหรือมองหาของที่ระลึกที่มีเอกลักษณ์ ยอดขายที่สูงสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนที่มีต่อสินค้าหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันตัวเลขรายได้ที่น่าประทับใจนี้แล้ว แต่ระยะเวลาการจัดงานทั้งหมดและผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้ที่วางแผนจะเข้าชมงานควรตรวจสอบประกาศอย่างเป็นทางการสำหรับตารางกิจกรรมที่เหลือและไฮไลท์สำคัญ เนื่องจากงานยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก งานนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของโครงการ OTOP (หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์) ในการส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานราก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 13 สิงหาคม 2026, 00:15 UTC

นักลงทุนและผู้ซื้อชาวโปแลนด์ผลักดันการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นักลงทุนและผู้ซื้อชาวโปแลนด์ผลักดันการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้ซื้อชาวโปแลนด์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเร่งเพิ่มแรงจูงใจให้กับตัวแทนขาย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นักลงทุนและผู้ซื้อชาวโปแลนด์ผลักดันการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต

แหล่งข่าวเดียว
นักลงทุนและผู้ซื้อชาวโปแลนด์ผลักดันการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้ซื้อชาวโปแลนด์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเร่งเพิ่มแรงจูงใจให้กับตัวแทนขาย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยกำลังเผชิญกับแรงขับเคลื่อนที่สำคัญจากความต้องการของตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเก็ตได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้ซื้อที่อยู่อาศัยชาวโปแลนด์ ซึ่งกำลังเข้ามาสร้างฐานที่มั่นบนเกาะแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อใช้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กำลังเร่งปรับกลยุทธ์ทางการตลาด ความพยายามเหล่านี้รวมถึงการเพิ่มอัตราค่าคอมมิชชั่นเพื่อจูงใจตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ และการจัดกิจกรรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่ออัปเดตข้อมูลโครงการให้กับพันธมิตรและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เป้าหมายหลักของโครงการเหล่านี้คือการเร่งปิดการขายในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับหรูและกลุ่มที่เน้นการท่องเที่ยว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้เน้นย้ำถึงภูมิทัศน์ทางประชากรที่กำลังพัฒนาของภูเก็ตและความสำคัญอย่างต่อเนื่องของการลงทุนจากต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น แม้ว่ารายงานจะยืนยันถึงการปรับกลยุทธ์ของผู้ประกอบการเพื่อดึงดูดเงินทุนจากโปแลนด์ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าความพยายามทางการตลาดเหล่านี้จะส่งผลต่อความพร้อมใช้งานและราคาอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาวสำหรับผู้เข้าร่วมตลาดรายอื่นอย่างไร ทั้งนี้ พัฒนาการเพิ่มเติมเกี่ยวกับความยั่งยืนของแนวโน้มนี้และอิทธิพลในวงกว้างต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของภูเก็ตยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 13:56 UTC

แสนสิริจับมือศศินทร์ปั้น Future Talent รับความท้าทายแห่งอนาคต
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แสนสิริจับมือศศินทร์ปั้น Future Talent รับความท้าทายแห่งอนาคต

บริษัทอสังหาริมทรัพย์แสนสิริประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ทางวิชาการเข้ากับความท้าทายทางธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แสนสิริจับมือศศินทร์ปั้น Future Talent รับความท้าทายแห่งอนาคต

แหล่งข่าวเดียว
แสนสิริจับมือศศินทร์ปั้น Future Talent รับความท้าทายแห่งอนาคต

บริษัทอสังหาริมทรัพย์แสนสิริประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ทางวิชาการเข้ากับความท้าทายทางธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย ได้เข้าทำความร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง 'Future Talent' หรือบุคลากรแห่งอนาคต ผ่านการบูรณาการหลักสูตรการศึกษาร่วมกับประสบการณ์ทางธุรกิจจริง เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสำหรับความท้าทายในอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องขององค์กรขนาดใหญ่ในท้องถิ่นในการยกระดับความเป็นมืออาชีพของแรงงานและส่งเสริมนวัตกรรมในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากแสนสิริเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ความร่วมมือในลักษณะนี้มักแสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพการบริการและมาตรฐานการจัดการในโครงการที่อยู่อาศัยในอนาคต

แม้ว่าจะมีการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับระยะเวลาของโครงการ จำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วม และโครงสร้างหลักสูตรที่ชัดเจนยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมอย่างไร และจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อื่นๆ ในประเทศหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 12:55 UTC

สถาบันการศึกษาไทยเผชิญภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สถาบันการศึกษาไทยเผชิญภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

Synology รายงานว่าสถาบันการศึกษาของไทยติดอันดับ 1 ใน 10 เป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลก โดยมีความเสียหายรวมสูงถึง 130 ล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สถาบันการศึกษาไทยเผชิญภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
สถาบันการศึกษาไทยเผชิญภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

Synology รายงานว่าสถาบันการศึกษาของไทยติดอันดับ 1 ใน 10 เป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลก โดยมีความเสียหายรวมสูงถึง 130 ล้านบาท

ตามรายงานจาก Prachachat Business บริษัท Synology ได้ระบุว่าสถาบันการศึกษาของไทยเป็นหนึ่งใน 10 เป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลก ข้อมูลระบุว่าสถาบันเหล่านี้ได้รับความเสียหายรวมประมาณ 130 ล้านบาทจากเหตุการณ์แรนซัมแวร์ Synology เน้นย้ำว่าต้นทุนเฉลี่ยที่เกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของข้อมูลในภาคส่วนนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 3.86 ล้านดอลลาร์ต่อเหตุการณ์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาในไทย แนวโน้มนี้เน้นย้ำถึงช่องโหว่ที่สำคัญในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รายงานแนะนำว่าการป้องกันหลักต่อภัยคุกคามดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) และความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) ในระดับผู้บริหาร Synology แนะนำให้สถาบันต่างๆ เร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรให้ทันสมัย และบังคับใช้การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด เพื่อจัดการกับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงของการรั่วไหล

แม้ว่ารายงานจะให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบทางการเงินและภาคส่วนที่มีความเสี่ยงสูงสุด แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าสถาบันแต่ละแห่งจะจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดการกับการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อย่างไร นอกจากนี้ ประสิทธิภาพในระยะยาวของกลยุทธ์ธรรมาภิบาลที่นำเสนอเพื่อป้องกันการละเมิดในอนาคตยังคงต้องได้รับการพิสูจน์ต่อไป ผู้อยู่อาศัยควรระมัดระวังเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อโต้ตอบกับพอร์ทัลดิจิทัลที่จัดการโดยองค์กรทางวิชาการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 12 สิงหาคม 2026, 11:56 UTC