ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
กีฬา กรุงเทพฯ ประกาศจัดงานวิ่ง GIVE GREEN CBD Bangkok Marathon 2027 ✦
กีฬา อาดิดาสเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษฉลองความสำเร็จของ ลิโอเนล เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินา ✦
การเมือง พรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์รัฐบาลกรณีราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ✦
การท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประกาศปิดการท่องเที่ยวชั่วคราวเนื่องจากฝนตกหนัก ✦
วัฒนธรรม กำนันและผู้ใหญ่บ้านในภาคเหนือคัดค้านการเปลี่ยนรางวัลปืนเกียรติยศเป็นเงินสด ✦
วัฒนธรรม คู่รักคนดัง 'กัปตัน-เอ้ก' ประกาศปิดฉากชีวิตคู่ ✦
การเมือง วาทกรรมทางการเมืองเข้มข้นขึ้นเกี่ยวกับความเป็นผู้นำในอนาคต ✦
กีฬา ไทยประเดิมคว้า 5 แชมป์ ศึกเพาะกายชิงแชมป์เอเชีย ✦
การเมือง นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ก่อนเดินทางเยือนอังกฤษ ✦
การเมือง ความตึงเครียดทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นจากกระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา ✦
กีฬา

กรุงเทพฯ ประกาศจัดงานวิ่ง GIVE GREEN CBD Bangkok Marathon 2027

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ ประกาศจัดงานวิ่ง GIVE GREEN CBD Bangkok Marathon 2027

กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ AWC และ Generali ประกาศจัดงานวิ่ง GIVE GREEN CBD Bangkok Marathon 2027

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Asset World Corp (AWC) และ Generali เพื่อจัดงาน 'GIVE GREEN CBD Bangkok Marathon 2027' โดยอ้างอิงจากรายงานของมติชนออนไลน์ งานดังกล่าวจะจัดขึ้นใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว งานวิ่งมาราธอนนี้ถือเป็นกิจกรรมสำคัญในปฏิทินกีฬาของเมือง ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชนในย่านธุรกิจใจกลางเมือง กิจกรรมในลักษณะนี้มักนำไปสู่การปิดถนนชั่วคราวและการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการจราจร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทางของผู้ที่สัญจรในใจกลางเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว

แม้ว่าการประกาศจะยืนยันถึงความร่วมมือและชื่อของงานแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวันที่จัดงาน เส้นทางการวิ่ง ขั้นตอนการลงทะเบียน และแผนการจัดการจราจรที่อาจเกิดขึ้นนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปหรือประกาศต่อสาธารณะ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมและผู้สัญจรควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจาก กทม. และผู้จัดงานต่อไปในขณะที่การวางแผนดำเนินไป กิจกรรมนี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการบูรณาการกิจกรรมกีฬาขนาดใหญ่เข้ากับภูมิทัศน์เมืองของกรุงเทพฯ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 21:10 UTC

กีฬา

อาดิดาสเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษฉลองความสำเร็จของ ลิโอเนล เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินา

แหล่งข่าวเดียว
อาดิดาสเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษฉลองความสำเร็จของ ลิโอเนล เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินา

อาดิดาสเปิดตัวคอลเลคชั่นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นใหม่เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จทางประวัติศาสตร์ของลิโอเนล เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินา

ตามรายงานจาก Matichon Online อาดิดาสได้เปิดตัวคอลเลคชั่นสินค้าพิเศษอย่างเป็นทางการเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในอาชีพของไอคอนฟุตบอล ลิโอเนล เมสซี ในช่วงที่เขาเล่นให้กับทีมชาติอาร์เจนตินา คอลเลคชั่นนี้ถือเป็นการยกย่องการมีส่วนร่วมที่สำคัญและความสำเร็จของเขาบนเวทีระดับนานาชาติ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทยที่เป็นแฟนของที่ระลึกฟุตบอล การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการซื้อสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่นที่เกี่ยวข้องกับหนึ่งในผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการกีฬา โดยปกติแล้วสินค้าเหล่านี้จะมีจำหน่ายผ่านช่องทางการขายอย่างเป็นทางการของอาดิดาสและร้านค้าหลักที่ตั้งอยู่ในย่านช้อปปิ้งสำคัญของกรุงเทพฯ และศูนย์กลางเมืองอื่นๆ

แม้ว่าคอลเลคชั่นนี้จะเฉลิมฉลองตำนานของเมสซี แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ราคา และระยะเวลาที่มีจำหน่ายในตลาดไทยนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากผู้ค้าปลีกในพื้นที่ ลูกค้าที่สนใจสามารถตรวจสอบได้ที่แพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการของอาดิดาสประเทศไทย หรือเยี่ยมชมร้านค้าที่ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจสอบระดับสินค้าคงคลังและวันที่วางจำหน่ายเฉพาะสำหรับภูมิภาคของตน เนื่องจากนี่เป็นแคมเปญระดับโลก ความพร้อมจำหน่ายอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการจัดการสต็อกในท้องถิ่นและโปรโมชั่นเฉพาะของแต่ละร้าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 19:10 UTC

การเมือง

พรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์รัฐบาลกรณีราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

แหล่งข่าวเดียว
พรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์รัฐบาลกรณีราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

พรรคประชาธิปัตย์แสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติที่ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้นแม้ต้นทุนการกลั่นจะลดลง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดแถลงข่าวถึงสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นสัญญาณ 'ผิดปกติ' ในโครงสร้างราคาน้ำมันของไทย ข้อมูลที่พรรคนำเสนอระบุว่าราคาหน้าโรงกลั่นของน้ำมันดีเซล B7 ลดลงจาก 39.33 บาทต่อลิตรในวันที่ 21 กันยายน เหลือ 37.49 บาทต่อลิตรในวันที่ 24 กันยายน อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกกลับปรับตัวในทิศทางตรงกันข้าม โดยเพิ่มขึ้นจาก 40.69 บาท เป็น 41.44 บาทต่อลิตรในช่วงเวลาเดียวกัน

นายตรีรัตน์โต้แย้งว่าแนวโน้มนี้ขัดกับกลไกตลาดทั่วไป เนื่องจากประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นทั้งที่ต้นทุนการผลิตลดลง นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงภาระทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีหนี้สะสมสูงเกือบ 1 แสนล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่าปัจจัยนี้อาจส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกทั่วประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าครองชีพ แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนของราคาเหล่านี้ แต่ทางรัฐบาลยังไม่ได้ให้คำตอบอย่างเป็นทางการต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐบาลจะจัดการกับข้อกังวลเชิงโครงสร้างเหล่านี้อย่างไร หรือจะมีการประกาศปรับปรุงการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับราคาขายปลีกต่อไปหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 18:50 UTC

การท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประกาศปิดการท่องเที่ยวชั่วคราวเนื่องจากฝนตกหนัก

แหล่งข่าวเดียว
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประกาศปิดการท่องเที่ยวชั่วคราวเนื่องจากฝนตกหนัก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งการให้อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ส่งผลให้มีการปิดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทันทีเนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนัก

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยได้กำชับให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทุกแห่งประเมินสถานการณ์ในพื้นที่และพิจารณาปิดการท่องเที่ยวหรือจำกัดการเข้า-ออกตามความเหมาะสม

สืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงปิดด่านตรวจทางขึ้นทั้ง 2 ฝั่งเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เป็นต้นไป นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เปิดเผยว่าการปิดพื้นที่ครั้งนี้มีสาเหตุมาจากระดับน้ำบริเวณโป่งต้นไทรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป หมายความว่าขณะนี้ไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่อุทยานฯ โดยทางการได้กำชับให้อุทยานแห่งชาติทุกแห่งเตรียมกำลังพลกู้ภัยตลอด 24 ชั่วโมง และสื่อสารข้อมูลสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ แม้เขาใหญ่จะปิดให้บริการ แต่ผู้ที่วางแผนเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติแห่งอื่นควรติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหัวหน้าอุทยานแต่ละแห่งมีอำนาจในการจำกัดการเข้าพื้นที่ตามการประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ สำหรับกำหนดการเปิดให้บริการของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากฝนที่ตกต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 18:30 UTC

วัฒนธรรม

กำนันและผู้ใหญ่บ้านในภาคเหนือคัดค้านการเปลี่ยนรางวัลปืนเกียรติยศเป็นเงินสด

แหล่งข่าวเดียว
กำนันและผู้ใหญ่บ้านในภาคเหนือคัดค้านการเปลี่ยนรางวัลปืนเกียรติยศเป็นเงินสด

ผู้นำชุมชนจาก 17 จังหวัดภาคเหนือคัดค้านนโยบายของรัฐบาลที่จะเปลี่ยนรางวัลปืนเกียรติยศเป็นเงินสดหรือสิ่งของอื่นแทน

ในการประชุมคณะกรรมการบริหารชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 17 จังหวัดภาคเหนือที่จังหวัดกำแพงเพชร ตัวแทนจากพื้นที่ได้ยื่นหนังสือคัดค้านนโยบายใหม่ของกรมการปกครอง ซึ่งมีแผนจะยกเลิกการมอบอาวุธปืนเป็นรางวัลเกียรติยศแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้านดีเด่น โดยเปลี่ยนไปมอบเป็นเงินสดหรือสิ่งของแทน เพื่อเป็นการจัดระเบียบอาวุธปืนตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย

นายนันทิวัฒน์ พัฒนศักดิ์ภิญโญ กำนันตำบลวังชะโอน พร้อมด้วยกลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้ยื่นหนังสือคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า อาวุธปืนรางวัลถือเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศและมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่ามูลค่าของเงินสด นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการป้องกันตัวและการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ แม้ว่าในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความภาคภูมิใจก็ตาม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการเรื่องอาวุธปืนในประเทศไทย แม้นโยบายดังกล่าวจะมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติของทางราชการให้ทันสมัย แต่ก็ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความสำคัญทางวัฒนธรรมของรางวัลเกียรติยศเมื่อเทียบกับกฎระเบียบด้านความปลอดภัยในปัจจุบัน ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงมหาดไทยจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อเรียกร้องนี้ และรัฐบาลจะดำเนินการตามแผนที่วางไว้หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อหาทางออกร่วมกัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 17:50 UTC

วัฒนธรรม

คู่รักคนดัง 'กัปตัน-เอ้ก' ประกาศปิดฉากชีวิตคู่

แหล่งข่าวเดียว
คู่รักคนดัง 'กัปตัน-เอ้ก' ประกาศปิดฉากชีวิตคู่

กัปตัน ภูธเนศ และ เอ้ก บุษกร คนดังในวงการบันเทิงไทย ยืนยันการแยกทางกัน โดยเปิดเผยว่าชีวิตคู่ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025

ตามรายงานจาก Matichon Online กัปตัน ภูธเนศ และ เอ้ก บุษกร คนดังในวงการบันเทิงไทย ได้ประกาศยุติชีวิตคู่ลงอย่างเป็นทางการ โดยทั้งคู่เปิดเผยว่าได้จดทะเบียนหย่ากันในช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ต่อสาธารณะ ทั้งคู่ได้แสดงความเสียใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกชาย โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะไม่สามารถดำเนินชีวิตคู่ต่อไปได้ การประกาศครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชนและสื่อมวลชนไทย เนื่องจากทั้งคู่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ติดตามข่าวสารวงการบันเทิงไทย ข่าวดังกล่าวถือเป็นการปิดฉากความสัมพันธ์ของคู่รักคนดัง แม้ว่าทั้งคู่จะเปิดเผยช่วงเวลาของการแยกทางกัน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการเรื่องการเลี้ยงดูบุตรในอนาคต หรือเหตุผลเฉพาะเจาะจงของการเลิกรา นอกเหนือจากคำแถลงทั่วไปว่าไม่สามารถประคับประคองชีวิตคู่ต่อไปได้ เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัว จึงไม่มีการคาดหมายว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อชีวิตส่วนตัวของบุคคลสาธารณะในประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 17:10 UTC

การเมือง

วาทกรรมทางการเมืองเข้มข้นขึ้นเกี่ยวกับความเป็นผู้นำในอนาคต

แหล่งข่าวเดียว
วาทกรรมทางการเมืองเข้มข้นขึ้นเกี่ยวกับความเป็นผู้นำในอนาคต

คอลัมน์ล่าสุดจาก Thai Post เน้นย้ำถึงกลยุทธ์ทางการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นโดยมุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ถึงการหวนกลับไปสู่วงจรของการเผชิญหน้าทางการเมืองในอดีต

บทวิจารณ์ล่าสุดที่ตีพิมพ์โดย Thai Post ได้ดึงดูดความสนใจไปที่กลยุทธ์ทางการเมืองที่กำลังพัฒนาในประเทศไทย บทความระบุว่ากลุ่มการเมืองบางกลุ่มกำลังใช้วิธีการเผชิญหน้า โดยเปรียบเทียบระหว่างการโค่นล้มทักษิณ ชินวัตรในอดีตกับความพยายามในปัจจุบันที่มุ่งเป้าไปที่อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้เขียนตั้งสมมติฐานว่ากลุ่มเหล่านี้กำลังพยายามอย่างแข็งขันที่จะทำลายอิทธิพลของผู้นำในปัจจุบัน ซึ่งส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะหวนกลับไปสู่รูปแบบความไม่มั่นคงทางการเมืองในอดีต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ วาทกรรมนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงธรรมชาติที่มักจะผันผวนของวาทกรรมทางการเมืองไทย แม้ว่าความคิดเห็นดังกล่าวจะสะท้อนมุมมองของผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองบางกลุ่มและไม่ได้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือนโยบายในทันที แต่ก็เน้นย้ำถึงความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องระหว่างผลประโยชน์ทางการเมืองที่แข่งขันกัน ผู้สังเกตการณ์ควรทราบว่านี่เป็นการวิเคราะห์กลยุทธ์ทางการเมือง ไม่ใช่รายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหรือการบริหารที่เกิดขึ้นจริง

สิ่งที่ยังคงต้องยืนยันคือกลยุทธ์ที่ระบุไว้เหล่านี้จะปรากฏออกมาเป็นการกระทำในรัฐสภาหรือการกระทำต่อสาธารณะอย่างไร ในขณะที่ภูมิทัศน์ทางการเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผู้อยู่อาศัยควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าความตึงเครียดเหล่านี้อาจส่งผลต่อกระบวนการทางกฎหมายหรือเสถียรภาพของสาธารณะอย่างไร ในขั้นตอนนี้ สถานการณ์ยังคงเป็นเรื่องของการถกเถียงทางการเมืองและการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ มากกว่าที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับการยืนยันในการบริหารประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 17:15 UTC

กีฬา

ไทยประเดิมคว้า 5 แชมป์ ศึกเพาะกายชิงแชมป์เอเชีย

แหล่งข่าวเดียว
ไทยประเดิมคว้า 5 แชมป์ ศึกเพาะกายชิงแชมป์เอเชีย

นักกีฬาทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันเพาะกายและฟิตเนสชิงแชมป์เอเชีย โดยคว้าเหรียญทองไปแล้ว 5 เหรียญในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ ทีมชาติไทยได้แสดงผลงานที่ยอดเยี่ยมในการแข่งขันเพาะกายและฟิตเนสชิงแชมป์เอเชียที่กำลังดำเนินอยู่ โดยสามารถคว้าแชมป์ไปได้ถึง 5 รายการในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน

ความสำเร็จในช่วงต้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงระดับความพร้อมทางร่างกายและการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยมของนักกีฬาไทยในระดับทวีป สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวที่สนใจในแวดวงกีฬา ความสำเร็จนี้ตอกย้ำถึงความโดดเด่นที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในวงการกีฬาเพาะกายระดับนานาชาติ งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักกีฬาในการแสดงความมุ่งมั่นและวินัย ซึ่งช่วยดึงดูดความสนใจไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านการฝึกซ้อมกีฬาที่แข็งแกร่งของประเทศ

แม้ว่าผลการแข่งขันเบื้องต้นจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป คาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนเหรียญรางวัลรวมและประเภทการแข่งขันที่ได้รับชัยชนะในลำดับต่อไป แฟนกีฬาและผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากผู้จัดการแข่งขันเพื่อรับทราบตารางคะแนนล่าสุดและกำหนดการแข่งขันในรอบถัดไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 17:10 UTC

การเมือง

นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ก่อนเดินทางเยือนอังกฤษ

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ก่อนเดินทางเยือนอังกฤษ

นายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวถ้อยแถลงต่อสหประชาชาติ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปองค์กรเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในระดับสากล

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 นายกรัฐมนตรีของไทยได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ในระหว่างการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงจุดยืนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความจำเป็นในการปฏิรูปสหประชาชาติ เพื่อให้ทุกประเทศมีเสียงที่เท่าเทียมกันมากขึ้นบนเวทีโลก

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การมีส่วนร่วมทางการทูตนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทเชิงรุกของไทยในการหารือด้านนโยบายระหว่างประเทศ แม้ว่าสุนทรพจน์จะมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับสูง แต่การวางตำแหน่งในระดับนานาชาติเช่นนี้มักส่งผลต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีและข้อตกลงทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อนโยบายวีซ่าระยะยาวหรือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจระหว่างประเทศ

ภายหลังการประชุมสหประชาชาติ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางต่อไปยังสหราชอาณาจักร รายละเอียดเกี่ยวกับวาระการประชุมเฉพาะสำหรับการเยือนสหราชอาณาจักร รวมถึงการพบปะกับเจ้าหน้าที่อังกฤษหรือตัวแทนทางการค้า ยังคงต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอแถลงการณ์เพิ่มเติมจากรัฐบาลเพื่อชี้แจงผลลัพธ์ของความพยายามทางการทูตเหล่านี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทิศทางนโยบายต่างประเทศของไทยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 17:18 UTC

การเมือง

ความตึงเครียดทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นจากกระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา

แหล่งข่าวเดียว
ความตึงเครียดทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นจากกระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา

ฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวกำลังท้าทายคณะกรรมการการเลือกตั้งของไทยเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมา โดยอ้างว่ามีความไม่โปร่งใสในขั้นตอนต่างๆ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ความขัดแย้งทางการเมืองได้ทวีความรุนแรงขึ้นเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมา ฝ่ายค้านรวมถึงบุคคลที่ระบุว่าเป็น 'เท้ง' ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วกัน ในขณะเดียวกัน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง 'ไอติม' ได้ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่ามีบุคคลผู้มีอิทธิพลที่เรียกว่า 'ช้าง 3 ตัว' เข้ามาแทรกแซงกระบวนการอย่างไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ นายสนธิและกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทบทวนมติที่ผ่านมา กลุ่มเหล่านี้เตือนว่าหากไม่ดำเนินการแก้ไขข้อกังวลดังกล่าว อาจนำไปสู่การดำเนินคดีทางกฎหมายกับคณะกรรมการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ภายในกลไกการคัดเลือกทางนิติบัญญัติของประเทศ แม้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นเรื่องการเมืองภายในเป็นหลัก แต่ก็เน้นย้ำถึงช่วงเวลาที่มีการตรวจสอบสถาบันของรัฐอย่างเข้มงวดมากขึ้น ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า ป.ป.ช. จะเริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการหรือไม่ หรือ กกต. จะดำเนินการใดๆ เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องให้มีการทบทวน ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นหรือการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมือง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 17:18 UTC

ศุภาลัยเผยผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ออสเตรเลีย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ศุภาลัยเผยผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ออสเตรเลีย

บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในออสเตรเลีย โดยคาดการณ์ว่ายอดขายรวมทั้งปีจะทะลุ 1.5 หมื่นล้านบาท

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ศุภาลัยเผยผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ออสเตรเลีย

แหล่งข่าวเดียว
ศุภาลัยเผยผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ออสเตรเลีย

บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในออสเตรเลีย โดยคาดการณ์ว่ายอดขายรวมทั้งปีจะทะลุ 1.5 หมื่นล้านบาท

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มลงทุนในปี 2557 บริษัทได้ลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ไปแล้วกว่า 202,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง

สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ศุภาลัยรายงานยอดขายรวม 420 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 9,500 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานดังกล่าว บริษัทแสดงความมั่นใจว่ายอดขายรวมตลอดทั้งปีจะทะลุเป้าหมายที่ 1.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ข่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการกระจายความเสี่ยงในระดับสากลของบริษัทไทยรายใหญ่ แม้ว่าการเติบโตนี้จะสะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่มั่นคงของผู้เล่นรายสำคัญในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาวะตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศหรือราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในไทยแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าบริษัทจะสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ตลอดช่วงครึ่งปีหลังหรือไม่ หรือความผันผวนของตลาดในออสเตรเลียอาจส่งผลต่อการคาดการณ์เหล่านี้ นักลงทุนและผู้ที่สนใจควรติดตามการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นทางการจากบริษัทเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุนระหว่างประเทศต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 06:05 UTC

STeP เริ่มออกแบบนโยบายเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหารในพื้นที่ NEC
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

STeP เริ่มออกแบบนโยบายเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหารในพื้นที่ NEC

อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STeP) กำลังรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อออกแบบมาตรการเชิงนโยบายในการบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหารภายในระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC)

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

STeP เริ่มออกแบบนโยบายเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหารในพื้นที่ NEC

แหล่งข่าวเดียว
STeP เริ่มออกแบบนโยบายเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหารในพื้นที่ NEC

อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STeP) กำลังรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อออกแบบมาตรการเชิงนโยบายในการบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหารภายในระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC)

ตามรายงานของ Matichon Online เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STeP) ได้เริ่มกระบวนการระดมความคิดเห็นเพื่อออกแบบมาตรการเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่เหนียวแน่นยิ่งขึ้นระหว่างการผลิตทางการเกษตรและห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของความพยายามเชิงกลยุทธ์ในการยกระดับระบบอาหารในท้องถิ่น และอาจช่วยปรับปรุงคุณภาพและความพร้อมของสินค้าเกษตรในภูมิภาค การเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างฟาร์มและการแปรรูปอาหารจะช่วยสนับสนุนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดท้องถิ่นและความพร้อมของสินค้าอาหารเฉพาะทางในอนาคต

ในขณะนี้ โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการปรึกษาหารือและการออกแบบ มาตรการเชิงนโยบายที่เฉพาะเจาะจง กรอบเวลาในการดำเนินการ และผลกระทบโดยตรงต่อราคาผู้บริโภคหรือความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ยังไม่มีการสรุป รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการตามนโยบายเหล่านี้และผลกระทบที่จับต้องได้ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังคงดำเนินอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 04:16 UTC

หุ้น PHAT เข้าเทรดวันแรกต่ำกว่าราคาจอง IPO
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

หุ้น PHAT เข้าเทรดวันแรกต่ำกว่าราคาจอง IPO

กลุ่มภัทร (PHAT) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยเปิดตลาดต่ำกว่าราคาเสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อประชาชนทั่วไป

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

หุ้น PHAT เข้าเทรดวันแรกต่ำกว่าราคาจอง IPO

แหล่งข่าวเดียว
หุ้น PHAT เข้าเทรดวันแรกต่ำกว่าราคาจอง IPO

กลุ่มภัทร (PHAT) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยเปิดตลาดต่ำกว่าราคาเสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อประชาชนทั่วไป

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 กลุ่มภัทร (PHAT) ได้เริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) อย่างเป็นทางการ ข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจระบุว่า หุ้นเปิดตลาดที่ราคา 1.84 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อประชาชนทั่วไป (IPO) อยู่ 8% อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นราคาได้ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.93 บาท

PHAT เป็นบริษัทที่ 2 ของปี 2569 ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริหารของบริษัทระบุว่าเงินทุนที่ระดมได้จากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปต่อยอดโรงสกัดน้ำมันจากเมล็ดในปาล์มและพัฒนาระบบผลิตก๊าซชีวภาพ นอกจากนี้ยังใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานของบริษัทต่อไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในภูมิทัศน์ทางการเงินของไทย การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันสำหรับการเข้าจดทะเบียนใหม่ แม้ว่าราคาที่ลดลงในช่วงแรกอาจสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนบางส่วน แต่การฟื้นตัวในเวลาต่อมาแสดงให้เห็นถึงความสนใจจากตลาด ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าบริษัทจะดำเนินการตามแผนการขยายธุรกิจอย่างไร และราคาหุ้นจะรักษาเสถียรภาพได้หรือไม่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากเหตุการณ์นี้เป็นการพัฒนาทางการเงิน จึงไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางหรือการอยู่อาศัย แต่ถือเป็นตัวบ่งชี้ถึงการเติบโตทางอุตสาหกรรมในภาคเกษตรกรรมและพลังงานของประเทศไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 05:01 UTC

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เร่งแก้ไขอุปสรรคทางการค้าสำหรับการส่งออกไทยไปยังจีนและอินเดีย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เร่งแก้ไขอุปสรรคทางการค้าสำหรับการส่งออกไทยไปยังจีนและอินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกำลังเร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการส่งออก โดยเฉพาะกรณีจีนแบนยาดมไทยและอินเดียจำกัดการนำเข้าเครื่องเงิน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เร่งแก้ไขอุปสรรคทางการค้าสำหรับการส่งออกไทยไปยังจีนและอินเดีย

แหล่งข่าวเดียว
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เร่งแก้ไขอุปสรรคทางการค้าสำหรับการส่งออกไทยไปยังจีนและอินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกำลังเร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการส่งออก โดยเฉพาะกรณีจีนแบนยาดมไทยและอินเดียจำกัดการนำเข้าเครื่องเงิน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อกำหนดแนวทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในช่วงปี 2569–2571

ในการหารือดังกล่าว DITP ได้หยิบยกประเด็นความท้าทายเฉพาะด้าน รวมถึงกรณีที่จีนแบนยาดมไทย และอินเดียจำกัดการนำเข้าเครื่องเงินจากไทย ซึ่งอุปสรรคทางการค้าเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกในท้องถิ่นที่ต้องการรักษาฐานตลาดในภูมิภาคสำคัญเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ทาง DITP และ ส.อ.ท. ได้ร่วมมือกันในโครงการ 'SMEs Pro-active' และพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ เช่น 'Go China' และ 'China Survival Program' เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปกป้องสินค้าไทยในต่างประเทศ แม้ว่า DITP จะยืนยันว่าจะให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกในการก้าวข้ามอุปสรรคด้านกฎระเบียบเหล่านี้ แต่กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการยกเลิกการแบนยาดมและข้อจำกัดเรื่องเครื่องเงินนั้นยังไม่มีการยืนยัน ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับสถานะของการเจรจาทางการค้าเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 03:56 UTC

การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งแรกของปี 2026 ในไทยเปิดตัวอย่างซบเซา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งแรกของปี 2026 ในไทยเปิดตัวอย่างซบเซา

บริษัท ภัทรา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มในจังหวัดกระบี่ มีราคาหุ้นปรับตัวลดลงในการเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (MAI)

Thai Enquirer ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 76/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งแรกของปี 2026 ในไทยเปิดตัวอย่างซบเซา

แหล่งข่าวเดียว
การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งแรกของปี 2026 ในไทยเปิดตัวอย่างซบเซา

บริษัท ภัทรา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มในจังหวัดกระบี่ มีราคาหุ้นปรับตัวลดลงในการเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (MAI)

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 บริษัท ภัทรา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (PHAT) ได้สร้างหมุดหมายสำคัญในฐานะบริษัทแรกที่เปิดตัวการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (MAI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีนี้ อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนค่อนข้างน้อย ตามรายงานของ Thai Enquirer

ราคาหุ้นเปิดการซื้อขายที่ 1.84 บาทต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายเริ่มต้นที่ 2.00 บาทต่อหุ้น ในฐานะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มที่มีฐานการผลิตในจังหวัดกระบี่ ผลการดำเนินงานของบริษัทกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยนักวิเคราะห์ตลาด เพื่อใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นจดทะเบียนใหม่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความผันผวนที่ยังคงมีอยู่ในตลาดการเงินของไทย แม้ว่าผลการดำเนินงานของ IPO เพียงบริษัทเดียวจะไม่สะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในหุ้น สำหรับผู้ที่อาศัยหรือทำงานในประเทศไทย การติดตามแนวโน้มตลาดดังกล่าวสามารถให้บริบทเกี่ยวกับความมั่นคงของธุรกิจในท้องถิ่นได้

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า ภัทรา กรุ๊ป จะปรับกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างไรหลังจากได้รับการตอบรับจากตลาดเช่นนี้ และผลการดำเนินงานนี้จะมีอิทธิพลต่อกำหนดการหรือราคาของ IPO อื่นๆ ที่วางแผนไว้ในช่วงที่เหลือของปี 2026 หรือไม่ นักลงทุนควรติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการจากตลาดหลักทรัพย์เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของบริษัทต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Enquirer
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 76/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 03:55 UTC

ทรัมป์ขู่จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทรัมป์ขู่จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่สำหรับประเทศหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนอิหร่าน หลังจากข้อตกลงหยุดยิง 60 วันสิ้นสุดลง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทรัมป์ขู่จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน

แหล่งข่าวเดียว
ทรัมป์ขู่จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่สำหรับประเทศหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนอิหร่าน หลังจากข้อตกลงหยุดยิง 60 วันสิ้นสุดลง

ตามรายงานของ Khaosod Online ซึ่งอ้างอิงจากบีบีซี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกคำเตือนอย่างจริงจัง โดยขู่ว่าจะสร้าง "ผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล" ต่อประเทศ ธุรกิจ หรือสถาบันการเงินใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน การประกาศนี้เกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิง 60 วันหมดอายุลงเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยยังไม่มีสัญญาณของทางออกทางการทูตหรือทางทหารสำหรับความขัดแย้งที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569

ในโพสต์บนทรูธโซเชียล ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเริ่ม "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" ต่ออิหร่าน โดยอ้างถึงความล้มเหลวของอิหร่านในการบรรลุข้อตกลงใหม่กับสหรัฐฯ เขาเตือนอย่างชัดเจนว่าหน่วยงานใดก็ตามที่อำนวยความสะดวกในการลักลอบขนน้ำมัน การแลกเปลี่ยนเงินตรา หรือการโอนเงินไปยังอิหร่านจะต้องเผชิญกับบทลงโทษที่รุนแรง ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการเงินและเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่าน โดยอ้างถึงการตรวจพบขีปนาวุธ 2 ลูกที่ยิงจากอิหร่านมุ่งเป้าไปที่การจราจรทางทะเล

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้ สถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดการเงิน การหยุดชะงักของการค้าในภูมิภาค และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าสหรัฐฯ จะแสดงท่าทีที่แข็งกร้าว แต่ประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายเฉพาะเจาะจงและลักษณะที่แท้จริงของมาตรการทางเศรษฐกิจที่สัญญาไว้นั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่ามาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 03:56 UTC

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: 20 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: 20 สิงหาคม 2569

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,600-1,630 จุดในวันนี้ โดยได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: 20 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย: 20 สิงหาคม 2569

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,600-1,630 จุดในวันนี้ โดยได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์พายได้ให้แนวโน้มสำหรับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,600 ถึง 1,630 จุด

ความเคลื่อนไหวของตลาดนี้มีสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนการซื้อคืนพันธบัตรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ได้สร้างแรงกดดันขาลงอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ส่งผลให้สภาพแวดล้อมดังกล่าวถูกมองว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ ตลาดตราสารหนี้ และหุ้นกลุ่ม Non-Bank ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ติดตามเศรษฐกิจไทย ความผันผวนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการเงินระหว่างประเทศสามารถส่งผลกระทบต่อภาคการเงินในท้องถิ่นได้อย่างไร แม้ว่าแนวโน้มดังกล่าวจะให้กรอบระยะสั้นสำหรับดัชนี SET แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกเหล่านี้จะมีความยั่งยืนเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของวันอย่างไร นักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ควรติดตามข้อมูลการปิดตลาดอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันการคาดการณ์เหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 02:58 UTC

การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงเหลือ 1.9% ในไตรมาสที่ 2
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงเหลือ 1.9% ในไตรมาสที่ 2

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานการเติบโตของ GDP ที่ 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายปีสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 โดยคาดการณ์การเติบโตตลอดทั้งปีไว้ที่ 2.0%–2.5%

Thai Enquirer + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงเหลือ 1.9% ในไตรมาสที่ 2

ได้รับการยืนยัน
การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงเหลือ 1.9% ในไตรมาสที่ 2

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานการเติบโตของ GDP ที่ 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายปีสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 โดยคาดการณ์การเติบโตตลอดทั้งปีไว้ที่ 2.0%–2.5%

ตามรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เศรษฐกิจของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายปีในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ตัวเลขนี้แสดงถึงการชะลอตัวลงจากอัตราการเติบโต 2.8% ที่บันทึกไว้ในไตรมาสแรกของปีเดียวกัน นอกจากนี้ เมื่อปรับตามฤดูกาลในรายไตรมาส GDP ของประเทศยังหดตัวลง 0.2%

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ตัวเลขเหล่านี้ให้ภาพรวมของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัว แต่การชะลอตัวอาจส่งผลต่อสภาวะตลาดในท้องถิ่น เสถียรภาพของค่าเงิน หรือต้นทุนสินค้าและบริการ ทั้งนี้ สศช. ยังคงคาดการณ์การเติบโตตลอดทั้งปี 2026 ไว้ในช่วง 2.0% ถึง 2.5%

ตามที่ Thai Enquirer ได้รายงาน สถิติเหล่านี้อ้างอิงจากข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาล แม้ว่าแนวโน้มการเติบโตในปัจจุบันจะมีความชัดเจน แต่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจสุดท้ายของปีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโลกและการปรับเปลี่ยนนโยบายภายในประเทศ ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามการอัปเดตรายไตรมาสถัดไปเพื่อดูว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวหรือการหดตัวที่พบในไตรมาสที่ 2 จะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปีหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Enquirer + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 สิงหาคม 2026, 04:35 UTC

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ด่านสะเดา: ด่านศุลกากรเก่าเผชิญภาวะซบเซา
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ด่านสะเดา: ด่านศุลกากรเก่าเผชิญภาวะซบเซา

การเปิดด่านศุลกากรแห่งใหม่ที่ชายแดนสะเดา ส่งผลให้ธุรกิจในพื้นที่ 'ด่านนอก' แบบดั้งเดิมประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ด่านสะเดา: ด่านศุลกากรเก่าเผชิญภาวะซบเซา

แหล่งข่าวเดียว
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ด่านสะเดา: ด่านศุลกากรเก่าเผชิญภาวะซบเซา

การเปิดด่านศุลกากรแห่งใหม่ที่ชายแดนสะเดา ส่งผลให้ธุรกิจในพื้นที่ 'ด่านนอก' แบบดั้งเดิมประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ด่านศุลกากรสะเดาแห่งเดิม (แห่งที่ 1) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตลาด 90 ไร่” หรือ “ด่านนอก” ในจังหวัดสงขลา กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง พื้นที่นี้ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดผ่านแดนถาวรไทย-มาเลเซีย ติดกับด่านบูกิตกายูฮิตัม เป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญมาอย่างยาวนาน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดบ่งชี้ว่าการเปิดด่านศุลกากรแห่งใหม่ที่ทันสมัยได้ดึงดูดการจราจรและการค้าออกจากจุดผ่านแดนเดิม ธุรกิจในท้องถิ่น โดยเฉพาะโรงแรมและร้านค้าปลีกในพื้นที่ด่านนอก รายงานว่ารายได้ลดลงอย่างมาก สถานการณ์วิกฤตจนผู้ประกอบการบางรายกำลังพิจารณาปิดกิจการอย่างถาวร

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงผลกระทบต่อการเข้าถึงและความคึกคักของพื้นที่ด่านนอก แม้ว่าด่านแห่งใหม่จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานบริเวณชายแดน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อชุมชนเดิมนั้นมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีธุรกิจจำนวนเท่าใดที่จะปิดตัวลง และหน่วยงานท้องถิ่นจะมีมาตรการฟื้นฟูย่านการค้าดั้งเดิมหรือไม่ ผู้ที่วางแผนจะเดินทางผ่านด่านสะเดาควรทราบว่าสถานการณ์ด้านบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกในบริเวณใกล้เคียงกับด่านเก่ากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 02:59 UTC

ไทยประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เผยแผนปรับปรุงภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ

Thai Enquirer ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 76/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์

แหล่งข่าวเดียว
ไทยประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เผยแผนปรับปรุงภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 Thai Enquirer รายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังดำเนินโครงการปรับโครงสร้างระบบภาษีสรรพสามิตรถยนต์ของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ทางการเงินแก่ผู้ผลิตรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศและมีฐานการผลิตในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ในประเทศ แม้ว่านโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่อาจส่งผลต่อความพร้อมจำหน่าย ราคา หรือความหลากหลายของรุ่นรถยนต์ในตลาดไทยในอนาคต ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อรถยนต์หรือติดตามภาคยานยนต์ควรทราบว่านี่เป็นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่มุ่งเน้นการเติบโตทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

ในขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาการดำเนินการ อัตราภาษีที่แน่นอน และเกณฑ์สำหรับ "เนื้อหาในประเทศ" (local content) ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ในขณะที่กระทรวงการคลังเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอประกาศเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะถูกนำไปใช้กับรถยนต์ประเภทต่างๆ อย่างไร SawaLife จะยังคงติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับการสรุปการปรับเปลี่ยนภาษีเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Enquirer
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 76/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 สิงหาคม 2026, 01:55 UTC

ราคาทองคำในไทยพุ่งทะลุ 70,000 บาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยพุ่งทะลุ 70,000 บาท

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยทองรูปพรรณมีราคาขายออกเกิน 70,000 บาทต่อบาททองคำ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยพุ่งทะลุ 70,000 บาท

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยพุ่งทะลุ 70,000 บาท

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยทองรูปพรรณมีราคาขายออกเกิน 70,000 บาทต่อบาททองคำ

ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยเพิ่มขึ้น 1,550 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ณ เวลา 09.00 น. สมาคมฯ รายงานว่าทองรูปพรรณมีการขายออกอยู่ที่ 70,650 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด ทองคำแท่งมีราคาซื้ออยู่ที่ 69,650 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 69,850 บาท ในขณะที่ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,495.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาดโลหะมีค่าในวงกว้าง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การปรับตัวขึ้นของราคานี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลกระทบต่อต้นทุนของเครื่องประดับและสินทรัพย์การลงทุนที่ใช้สกุลเงินท้องถิ่น ผู้ที่วางแผนจะซื้อทองคำควรทราบว่าราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันตามความผันผวนของตลาด แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสมาคมค้าทองคำประจำวัน แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าระดับราคานี้จะคงอยู่ต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหรือไม่ นักลงทุนควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการจากสมาคมฯ เพื่อรับข้อมูลราคาล่าสุดก่อนตัดสินใจทางการเงิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 02:37 UTC

สหรัฐฯ ประกาศสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่าน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สหรัฐฯ ประกาศสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงต่ออิหร่าน พร้อมขู่จะลงโทษประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สหรัฐฯ ประกาศสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่าน

แหล่งข่าวเดียว
สหรัฐฯ ประกาศสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงต่ออิหร่าน พร้อมขู่จะลงโทษประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่านในช่วงเวลานี้ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้เรียกร้องให้พันธมิตรระหว่างประเทศร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการรับมือกับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในประเทศไทย เหตุการณ์นี้ถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามในแง่ของเศรษฐกิจโลก แม้จะยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันในประเทศไทย แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้มักนำไปสู่ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ในขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะของมาตรการคว่ำบาตรและรายชื่อประเทศที่อาจตกเป็นเป้าหมายยังคงต้องรอการยืนยัน นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่าพันธมิตรระหว่างประเทศจะตอบสนองต่อการเรียกร้องของสหรัฐฯ อย่างไร ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ามาตรการทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งหรือจะมีการใช้ช่องทางการทูตเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ผู้อยู่อาศัยควรติดตามข่าวสารระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อดูว่านโยบายเหล่านี้อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 03:01 UTC

น้ำท่วมหนักในเขตเศรษฐกิจจังหวัดน่าน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

น้ำท่วมหนักในเขตเศรษฐกิจจังหวัดน่าน

มวลน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือไหลเข้าท่วมเขตเทศบาลเมืองน่าน โดยในพื้นที่ลุ่มต่ำระดับน้ำสูงถึง 1.5 เมตร

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

น้ำท่วมหนักในเขตเศรษฐกิจจังหวัดน่าน

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมหนักในเขตเศรษฐกิจจังหวัดน่าน

มวลน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือไหลเข้าท่วมเขตเทศบาลเมืองน่าน โดยในพื้นที่ลุ่มต่ำระดับน้ำสูงถึง 1.5 เมตร

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่านกำลังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง มวลน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือได้ไหลเข้าสู่เขตเทศบาลเมืองน่าน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงบ้านเรือน ร้านค้า โรงแรม และโบราณสถานสำคัญอย่างวัดภูมินทร์

ข้อมูล ณ เวลา 07.00 น. ระดับน้ำที่สถานี N.1 บริเวณหน้าสำนักงานป่าไม้ วัดได้ 8.53 เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับตลิ่ง 7 เมตร แม้ว่าระดับน้ำท่วมโดยทั่วไปในเมืองจะอยู่ที่ประมาณ 50 เซนติเมตร แต่ในพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ริมแม่น้ำน่าน ได้แก่ บ้านท่าช้าง บ้านดอนแก้ว บ้านสวนตาลล่าง บ้านดอนศรีเสริม และพื้นที่พวงพะยอม-ท่าลี่ ระดับน้ำสูงถึง 1.5 เมตร โดยสถานการณ์ยังคงมีความซับซ้อนเนื่องจากน้ำดันย้อนกลับขึ้นมาตามท่อระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงสถานที่สำคัญต่างๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางการคาดการณ์ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่รุนแรงเท่ากับสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลกระทบโดยรวมต่อการเดินทางและบริการด้านการท่องเที่ยวยังคงต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 02:16 UTC

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ ส.อ.ท. ผลักดัน SME ไทยสู่ตลาดโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ ส.อ.ท. ผลักดัน SME ไทยสู่ตลาดโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมมือกันขยายการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย โดยมุ่งเน้นการเข้าสู่ตลาดจีนและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการส่งออกไปยังอินเดีย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ ส.อ.ท. ผลักดัน SME ไทยสู่ตลาดโลก

แหล่งข่าวเดียว
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ ส.อ.ท. ผลักดัน SME ไทยสู่ตลาดโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมมือกันขยายการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย โดยมุ่งเน้นการเข้าสู่ตลาดจีนและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการส่งออกไปยังอินเดีย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กำลังกระชับความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทย โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อมอบองค์ความรู้ที่จำเป็น อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่เกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญของความร่วมมือนี้รวมถึงการพัฒนาโครงการ 'SMEs Pro-active' ระยะที่ 5 นอกจากนี้ ทั้งสององค์กรยังพิจารณาจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทาง ได้แก่ 'Go China' และ 'China Survival Program' ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถรับมือกับความซับซ้อนของตลาดจีนได้ ความร่วมมือดังกล่าวยังมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขอุปสรรคด้านโลจิสติกส์และกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังอินเดียในปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความคิดริเริ่มนี้อาจบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในความพร้อมของสินค้าและบริการในท้องถิ่น เนื่องจากธุรกิจต่างๆ ขยายการดำเนินงานไปสู่ระดับสากล แม้ว่าจุดเน้นจะอยู่ที่การเติบโตของการส่งออก แต่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาค SME อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นและภาพรวมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามรายละเอียดว่าหลักสูตรฝึกอบรมเหล่านี้จะมีโครงสร้างอย่างไร และมาตรการสนับสนุนเฉพาะสำหรับตลาดอินเดียจะถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 01:57 UTC

ธนาคารออมสินขยายวงเงินสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 5 พันล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ธนาคารออมสินขยายวงเงินสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 5 พันล้านบาท

ธนาคารออมสินได้เพิ่มวงเงินสินเชื่อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอีก 5 พันล้านบาท หลังจากวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบก่อนหน้าถูกใช้จนเต็มจำนวน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ธนาคารออมสินขยายวงเงินสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 5 พันล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ธนาคารออมสินขยายวงเงินสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 5 พันล้านบาท

ธนาคารออมสินได้เพิ่มวงเงินสินเชื่อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอีก 5 พันล้านบาท หลังจากวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบก่อนหน้าถูกใช้จนเต็มจำนวน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ธนาคารออมสินได้เพิ่มวงเงินสินเชื่อเพื่อการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเป็นทางการอีก 5 พันล้านบาท การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรอบก่อนหน้าของธนาคารได้ถูกใช้จนเต็มจำนวนแล้ว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การขยายวงเงินนี้ช่วยให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีกครั้ง เนื่องจากความนิยมในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันของรัฐเช่นนี้จึงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาด

แม้ว่าโครงการสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับการเสริมสภาพคล่องแล้ว แต่ธนาคารยังได้กล่าวถึงสถานะของโครงการสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปด้วย โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (ซึ่งในรายงานระบุชื่อว่า นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์) ระบุว่ารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการโซลาร์รูฟท็อปยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและรอข้อสรุปขั้นสุดท้าย ดังนั้น ผู้ที่สนใจขอสินเชื่อเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่อยู่อาศัยจำเป็นต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารต่อไป ทั้งนี้ ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าเงื่อนไขสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปจะเสร็จสิ้นหรือเปิดตัวเมื่อใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 20 สิงหาคม 2026, 01:57 UTC

เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยแสดงแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตามการวิเคราะห์ตลาดของ TTB

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์

แหล่งข่าวเดียว
เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยแสดงแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตามการวิเคราะห์ตลาดของ TTB

ในเช้าวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศของ TTB ได้ระบุแนวรับของค่าเงินไว้ที่ 33.05 บาท และแนวต้านที่ 33.35 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของค่าเงินเป็นส่วนหนึ่งของสภาพเศรษฐกิจ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นโดยทั่วไปจะช่วยเพิ่มอำนาจซื้อของสกุลเงินท้องถิ่นเมื่อซื้อสินค้านำเข้า แต่อาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้ที่ถือเงินดอลลาร์สหรัฐ การติดตามการเปลี่ยนแปลงรายวันเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับผู้ที่วางแผนแลกเปลี่ยนเงินตราจำนวนมากหรือจัดการงบประมาณระหว่างประเทศ

แม้ว่าตัวเลขการเปิดตลาดจะให้ภาพรวมของสภาวะตลาดในปัจจุบัน แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าค่าเงินจะมีทิศทางอย่างไรในช่วงที่เหลือของวันและสัปดาห์ ผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดควรทราบว่าตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจากข้อมูลในช่วงเช้าและอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาดโลก นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนล่าสุดกับสถาบันการเงินในท้องถิ่นหรือบริการแลกเปลี่ยนเงินตราอย่างเป็นทางการก่อนทำธุรกรรมที่สำคัญ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 17 สิงหาคม 2026, 02:39 UTC

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 16 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 16 สิงหาคม 2569

ราคาน้ำมันในประเทศไทยมีการปรับตัว โดยราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 0.85 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2569

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 16 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 16 สิงหาคม 2569

ราคาน้ำมันในประเทศไทยมีการปรับตัว โดยราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 0.85 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2569

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ราคาน้ำมันที่สถานีบริการบางจากในประเทศไทยได้รับการปรับปรุงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ข้อมูลล่าสุดระบุว่าแก๊สโซฮอล์ 95 จำหน่ายในราคา 36.84 บาทต่อลิตร ในขณะที่แก๊สโซฮอล์ 91 จำหน่ายในราคา 36.47 บาทต่อลิตร

สำหรับน้ำมันดีเซล ราคามาตรฐานปัจจุบันอยู่ที่ 37.54 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 อยู่ที่ 32.54 บาทต่อลิตร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการปรับขึ้นราคา 0.85 บาทต่อลิตรสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การปรับราคาเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ บริการรถแท็กซี่ และค่าใช้จ่ายโดยรวมในการเดินทางด้วยรถยนต์ การติดตามความผันผวนเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่บริหารจัดการงบประมาณการเดินทางรายวันหรือวางแผนการเดินทางระยะไกลทั่วประเทศ

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเป็นภาพรวมของต้นทุนปัจจุบันที่สถานีบริการบางจาก แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงราคาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างไร หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหรือไม่ นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบป้ายราคาที่สถานีบริการในพื้นที่เพื่อรับทราบราคาที่แม่นยำที่สุดในสถานที่ที่กำลังเดินทางไป เนื่องจากราคาอาจแตกต่างกันไปตามแบรนด์และภูมิภาค

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 16 สิงหาคม 2026, 00:30 UTC

อุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยยังคงเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยยังคงเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยสร้างรายได้ประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยยังคงเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

แหล่งข่าวเดียว
อุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยยังคงเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยสร้างรายได้ประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี

ตามรายงานจาก Thai Post อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ภาคส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับประเทศ โดยมีส่วนช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความมั่นคงของอุตสาหกรรมนี้มีความน่าสนใจเนื่องจากเป็นรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและการพัฒนาชนบททั่วประเทศ การปลูกอ้อยอย่างแพร่หลายส่งผลต่อภูมิทัศน์ในระดับภูมิภาคและพลวัตของตลาดท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของภาคส่วนนี้ในฐานะ "เส้นเลือดใหญ่" ของเศรษฐกิจระดับชาติ ในขณะที่อุตสาหกรรมยังคงปรับตัวไปสู่โซลูชันพลังงานที่ยั่งยืนระดับโลก ผลการดำเนินงานของภาคส่วนนี้ยังคงเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของสุขภาพทางการเกษตรของประเทศไทย

แม้ว่าการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจจะมีนัยสำคัญ แต่ยังมีปัจจัยหลายประการที่ต้องรอการยืนยันเกี่ยวกับอนาคตของภาคส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบระยะยาวจากความผันผวนของราคาในตลาดโลก และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเฉพาะด้านที่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงวิธีการผลิตที่ยั่งยืนนั้นยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้สังเกตการณ์จะยังคงติดตามดูว่าการพัฒนาเหล่านี้ส่งผลต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจในวงกว้างและความเป็นอยู่ของผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 19 สิงหาคม 2026, 17:17 UTC