ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การขนส่ง กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง ✦
ความปลอดภัย กรุงเทพฯ ประกาศ 3 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัย ✦
ความปลอดภัย ศรีราชาเผชิญน้ำท่วมหนัก เร่งอพยพชาวบ้านด้วยเรือ ✦
ความปลอดภัย น้ำท่วมหนักในย่านคลองจั่น กรุงเทพฯ ✦
กฎหมาย ศาลปกครองยกคำร้อง 'สรณ' กรณีคุณสมบัติ กสทช. เจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์ ✦
เศรษฐกิจ ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในตลาดไทย ✦
เศรษฐกิจ นายกฯ อนุทิน เดินสายโรดโชว์ดึงนักลงทุนสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก ✦
ความปลอดภัย กรุงเทพฯ ประกาศเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 3 เขต ✦
ความปลอดภัย กองทัพไทยระดมกำลังรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักทั่วประเทศ ✦
เศรษฐกิจ อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 26 กันยายน 2569 ✦
การขนส่ง

กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงคมนาคมสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังโครงข่ายถนน ราง และทางน้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมทุกแห่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีคำสั่งให้เฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งครอบคลุมทั้งการเดินทางทางถนน ทางราง และทางน้ำ

สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป คำสั่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน กระทรวงฯ ได้รับคำสั่งให้เร่งแจ้งเตือนเส้นทางแก่ประชาชนโดยทันที และเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว

แม้ว่ากระทรวงฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ผลกระทบที่แน่ชัดต่อเส้นทางการเดินทางแต่ละจุดยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางทางการของรัฐบาลเกี่ยวกับเส้นทางที่ปิดหรือการหยุดให้บริการของระบบขนส่ง ยังไม่มีการยืนยันว่าพื้นที่หรือเส้นทางคมนาคมใดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากสถานการณ์มีการบริหารจัดการแบบเรียลไทม์ ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังในการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อความปลอดภัยของตนเอง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 00:20 UTC

ความปลอดภัย

กรุงเทพฯ ประกาศ 3 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัย

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ ประกาศ 3 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัย

กรุงเทพมหานครประกาศให้เขตหนองจอก สวนหลวง และคันนายาว เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัยอย่างเป็นทางการ หลังเกิดฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ 3 เขต ได้แก่ เขตหนองจอก เขตสวนหลวง และเขตคันนายาว เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัยอย่างเป็นทางการ การประกาศในเชิงบริหารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการระดมทรัพยากร การบรรเทาสาธารณภัย และการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว ประกาศนี้ถือเป็นคำเตือนอย่างเป็นทางการถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่ยังคงดำเนินอยู่ สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปิดเส้นทางจราจร ไฟฟ้าดับที่อาจเกิดขึ้น และคำแนะนำในการอพยพ แม้ว่าการประกาศนี้จะช่วยให้ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐได้รวดเร็วขึ้น แต่ขอบเขตความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้หรือวางแผนจะเดินทางไปเยือนควรใช้ความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงแนะนำให้ติดตามข้อมูลผ่านแหล่งข่าวท้องถิ่นที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการขยายพื้นที่ประสบภัยเพิ่มเติมหรือการเปลี่ยนแปลงมาตรการความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 00:20 UTC

ความปลอดภัย

ศรีราชาเผชิญน้ำท่วมหนัก เร่งอพยพชาวบ้านด้วยเรือ

แหล่งข่าวเดียว
ศรีราชาเผชิญน้ำท่วมหนัก เร่งอพยพชาวบ้านด้วยเรือ

ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตรในตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งใช้เรืออพยพประชาชน

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 อำเภอศรีราชาประสบภาวะน้ำท่วมรุนแรงหลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำในตำบลหนองขามมีรายงานว่าสูงเกินกว่า 1 เมตร ซึ่งสร้างความเสี่ยงและอันตรายให้กับประชาชนในพื้นที่

เพื่อตอบสนองต่อระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าปฏิบัติการช่วยเหลือในช่วงกลางดึก โดยใช้เรือท้องแบนในการเดินทางเข้าพื้นที่น้ำท่วมเพื่ออพยพชาวบ้านไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จัดเตรียมไว้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน การปิดเส้นทางจราจร และการเข้าถึงบริการที่จำเป็น ผู้ที่อยู่ในศรีราชาหรือมีแผนจะเดินทางไปเยือนควรติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพอากาศและข้อจำกัดในการเดินทาง

ในขณะนี้ ความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งหมดและจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่น นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใด หรือมีพื้นที่อื่นในอำเภอที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมในลักษณะเดียวกันหรือไม่ นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่หากพบว่าตนเองอยู่ในเขตที่ได้รับผลกระทบ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:50 UTC

ความปลอดภัย

น้ำท่วมหนักในย่านคลองจั่น กรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
น้ำท่วมหนักในย่านคลองจั่น กรุงเทพฯ

ฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมขังอย่างหนักในย่านคลองจั่น เขตบางกะปิ ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยในแฟลต 19 ต้องเผชิญกับปัญหารถจมน้ำและระดับน้ำที่สูงถึงหน้าอก

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ย่านคลองจั่นในเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร กำลังประสบภาวะน้ำท่วมขังอย่างรุนแรงหลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ผู้อยู่อาศัยในแฟลต 19 รายงานว่าตื่นขึ้นมาพบว่ารถยนต์ของตนจมอยู่ใต้น้ำเนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงกลางคืน

รายงานจากพื้นที่ระบุว่าระดับน้ำท่วมในบางจุดสูงถึงระดับหน้าอก ซึ่งสร้างสภาวะที่เป็นอันตรายต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดปัญหาด้านการเดินทางและมีความเสี่ยงต่อทรัพย์สิน การสัญจรบนถนนรอบแฟลตคลองจั่นในขณะนี้มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งและติดตามข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับระดับน้ำอย่างใกล้ชิด

แม้ผลกระทบต่ออาคารที่พักอาศัยจะเห็นได้ชัดเจน แต่ขอบเขตความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและระยะเวลาที่น้ำจะท่วมขังนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้ทางการยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าน้ำจะลดลงเมื่อใด หรือจะมีการดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ ผู้ที่วางแผนจะเดินทางผ่านหรือใกล้เขตบางกะปิควรเผื่อเวลาสำหรับการเดินทางและพิจารณาใช้เส้นทางอื่นจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:50 UTC

กฎหมาย

ศาลปกครองยกคำร้อง 'สรณ' กรณีคุณสมบัติ กสทช. เจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์

แหล่งข่าวเดียว
ศาลปกครองยกคำร้อง 'สรณ' กรณีคุณสมบัติ กสทช. เจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์

ศาลปกครองมีคำสั่งยกคำร้องของนายสรณเกี่ยวกับคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยเจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองได้มีคำสั่งยกคำร้องของนายสรณเกี่ยวกับคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งคำตัดสินของศาลถือเป็นการยืนยันสถานะคุณสมบัติในปัจจุบัน

ภายหลังคำตัดสินดังกล่าว นายสรณได้แสดงความจำนงที่จะยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำสั่งของศาล ความเคลื่อนไหวทางกฎหมายนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารงานและการกำกับดูแลภาคโทรคมนาคมและกระจายเสียงของไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและภูมิทัศน์สื่อของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางปกครองที่กำลังดำเนินอยู่ในหน่วยงานกำกับดูแลของไทย แม้ผลกระทบต่อชีวิตประจำวันในขณะนี้จะยังมีน้อย แต่การจัดตั้งคณะกรรมการ กสทช. อาจส่งผลต่อนโยบายในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับบริการอินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อมือถือ และกฎระเบียบด้านสื่อ เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมยื่นอุทธรณ์ การตัดสินขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายสรณจึงยังคงต้องรอการพิจารณาต่อไป ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการยื่นอุทธรณ์อย่างเป็นทางการและการกำหนดกระบวนการทางศาลเพิ่มเติมเพื่อหาข้อยุติในข้อพิพาทนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 14:31 UTC

เศรษฐกิจ

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในตลาดไทย

แหล่งข่าวเดียว
ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในตลาดไทย

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.19% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 84,077 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเช้าของวันที่ 26 กันยายน 2026

ตามข้อมูลจาก Prachachat Business เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ราคาของบิตคอยน์มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.19% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ณ เวลา 06.18 น. ตามเวลาท้องถิ่น สกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวมีการซื้อขายอยู่ที่ 84,077 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 2,806,068.64 บาท

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มโดยรวมของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าอยู่ที่ 3.63% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทยที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการวางแผนทางการเงินหรือทำธุรกรรมในท้องถิ่น ความผันผวนเหล่านี้เน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเป็นปกติในตลาดสกุลเงินดิจิทัล

แม้ว่าข้อมูลนี้จะเป็นเพียงภาพรวมของมูลค่าตลาดในปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาของสกุลเงินดิจิทัลมีความผันผวนสูงและสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาวะตลาดโลกและการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ นักลงทุนและผู้ที่ติดตามเศรษฐกิจดิจิทัลควรตระหนักว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูล ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเฉพาะที่ส่งผลต่อการปรับตัวรายวันเล็กน้อยนี้ และขอแนะนำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางการเงินที่เป็นทางการเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับประสิทธิภาพของสินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:50 UTC

เศรษฐกิจ

นายกฯ อนุทิน เดินสายโรดโชว์ดึงนักลงทุนสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก

แหล่งข่าวเดียว
นายกฯ อนุทิน เดินสายโรดโชว์ดึงนักลงทุนสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เยือนตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเพื่อเชิญชวนผู้นำธุรกิจสหรัฐฯ ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเยือนนิวยอร์กเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา โดยในระหว่างการเยือน นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมพิธีเปิดการซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณความมุ่งมั่นในการดึงดูดบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ให้เข้ามาลงทุนในตลาดไทย

นอกเหนือจากภารกิจด้านการเงิน นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถ้อยแถลงต่อสหประชาชาติ โดยเน้นย้ำว่าสันติภาพโลกต้องการมากกว่าแค่การปราศจากความขัดแย้ง พร้อมสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศที่สร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงประเด็นทางการทูตในภูมิภาค โดยระบุว่าไทยมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ กับกัมพูชาผ่านการเจรจาทวิภาคี

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การเยือนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลไทยในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับภาคธุรกิจระหว่างประเทศ แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะเชิญชวนให้มีการลงทุนจากสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ แต่ยังต้องรอการยืนยันว่าจะมีอุตสาหกรรมหรือบริษัทใดบ้างที่จะตกลงลงทุนในโครงการใหม่ๆ ในประเทศไทย โดยนักสังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าการเดินสายโรดโชว์ทางการทูตและการเงินครั้งนี้จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมหรือโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศในช่วงเดือนต่อๆ ไปหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:51 UTC

ความปลอดภัย

กรุงเทพฯ ประกาศเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 3 เขต

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ ประกาศเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 3 เขต

กรุงเทพมหานครประกาศให้เขตหนองจอก สวนหลวง และคันนายาว เป็นเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของหน่วยงานฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ประกาศให้เขตหนองจอก เขตสวนหลวง และเขตคันนายาว เป็นเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างเป็นทางการ การประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรและเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว การประกาศนี้หมายความว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดจากน้ำท่วม สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เขตอย่างเคร่งครัด เนื่องจากสภาพถนนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาและบริการสาธารณะอาจได้รับผลกระทบชั่วคราว แม้ว่าการประกาศนี้จะช่วยให้การตอบสนองของภาครัฐมีความรวดเร็วขึ้น แต่ขอบเขตความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและระยะเวลาในการแก้ไขปัญหายังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่อยู่ในพื้นที่หรือวางแผนจะเดินทางไปเขตดังกล่าวควรใช้ความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมขัง และติดตามข้อมูลอัปเดตผ่านช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดการที่ชัดเจนว่าระดับน้ำจะลดลงเมื่อใด หรือจะมีการขยายเขตพื้นที่ประสบภัยไปยังเขตข้างเคียงหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:40 UTC

ความปลอดภัย

กองทัพไทยระดมกำลังรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
กองทัพไทยระดมกำลังรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักทั่วประเทศ

กองทัพบกกำลังประสานงานให้ความช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ หลังจากฝนตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่

ตามรายงานจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี กองทัพบกได้ยกระดับการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรง โดย ณ วันที่ 25 กันยายน 2569 กองทัพกำลังบูรณาการทรัพยากรอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การหยุดชะงักในบางพื้นที่ รวมถึงความเป็นไปได้ในการปิดเส้นทางจราจร ความล่าช้าของระบบขนส่งสาธารณะ และความยากลำบากในการเข้าถึงบางภูมิภาค ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัดเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและประกาศแจ้งเตือนการอพยพหากจำเป็น

แม้ว่าขณะนี้กองทัพจะอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ แต่ขอบเขตความเสียหายทั้งหมดและระยะเวลาของความเสี่ยงจากน้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยัน สถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและสภาพอากาศอาจมีการพัฒนาต่อไป ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางเฉพาะหรือพื้นที่ที่น่ากังวลกับที่พักหรือผู้ให้บริการขนส่งในพื้นที่ก่อนวางแผนการเดินทาง ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและให้การสนับสนุนแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:40 UTC

เศรษฐกิจ

อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 26 กันยายน 2569

แหล่งข่าวเดียว
อัปเดตราคาน้ำมันในประเทศไทย: 26 กันยายน 2569

ราคาน้ำมันขายปลีกปัจจุบันในประเทศไทยตามข้อมูลจากสถานีบริการน้ำมันบางจาก ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

ตามข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ ราคาน้ำมันขายปลีกที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในประเทศไทยได้รับการอัปเดตสำหรับวันที่ 26 กันยายน 2569

ราคาปัจจุบัน

  • แก๊สโซฮอล์ 95: 39.94 บาทต่อลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91: 39.57 บาทต่อลิตร
  • ดีเซล B7: 41.44 บาทต่อลิตร
  • ดีเซล B20: 36.00 บาทต่อลิตร

ผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือนักท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในงบประมาณการเดินทางประจำวัน ไม่ว่าคุณจะเช่ารถหรือใช้บริการขนส่งส่วนตัว ความผันผวนของราคาเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบป้ายราคาที่สถานีบริการน้ำมันแต่ละแห่ง เนื่องจากราคาอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับแบรนด์และสถานที่ตั้ง

สิ่งที่ยังต้องยืนยัน

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนถึงราคาปัจจุบันที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นราคาเดียวกันทั้งหมดในทุกแบรนด์น้ำมันหรือทุกภูมิภาคของประเทศไทย ผู้ขับขี่ควรทราบว่าราคาน้ำมันอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาดโลกและการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาล ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข่าวสารท้องถิ่นหรือเว็บไซต์ทางการของสถานีบริการน้ำมันเพื่อรับข้อมูลอัปเดตล่าสุดก่อนวางแผนการเดินทางไกล

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 23:51 UTC

กระทรวงการคลังไทยเสนอเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อสกัดกั้นกระแสการเงินที่ผิดกฎหมาย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังไทยเสนอเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อสกัดกั้นกระแสการเงินที่ผิดกฎหมาย

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาภาษีใหม่สำหรับการซื้อขายทองคำ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อติดตามธุรกรรมทางการเงินและป้องกันการฟอกเงินโดยกลุ่มมิจฉาชีพ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังไทยเสนอเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อสกัดกั้นกระแสการเงินที่ผิดกฎหมาย

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังไทยเสนอเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อสกัดกั้นกระแสการเงินที่ผิดกฎหมาย

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาภาษีใหม่สำหรับการซื้อขายทองคำ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อติดตามธุรกรรมทางการเงินและป้องกันการฟอกเงินโดยกลุ่มมิจฉาชีพ

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ โดยวัตถุประสงค์หลักไม่ใช่เพื่อการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐจำนวนมาก แต่เพื่อสร้างกลไกในการตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมและติดตามเส้นทางการเงิน

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตรวจพบช่องโหว่ในตลาดทองคำ โดยระบุว่ากลุ่มมิจฉาชีพและกลุ่มทุนสีเทาได้ใช้ช่องทางนี้ในการซ่อนและโอนย้ายทรัพย์สินมากขึ้น การนำระบบภาษีและการติดตามธุรกรรมมาใช้มีเป้าหมายเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและปิดช่องโหว่ทางการเงินเหล่านี้

สำหรับประชาชนและนักลงทุน รัฐบาลได้ชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับสถานะของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำระดับภูมิภาค โดยนายเอกนิติเน้นย้ำว่าอัตราภาษีที่เสนอนั้นจะไม่สูง เนื่องจากมุ่งเน้นไปที่ความโปร่งใสและความปลอดภัยมากกว่าการจัดเก็บภาษีเพื่อรายได้

ทั้งนี้ ยังคงต้องรอความชัดเจนว่าโครงสร้างภาษีดังกล่าวจะถูกออกแบบและนำมาใช้อย่างไร ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับกรอบภาษีธุรกรรมดังกล่าว ปัจจุบันยังไม่มีการออกกฎหมายบังคับใช้ และรัฐบาลยังคงประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 10:11 UTC

กระทรวงพาณิชย์ไทยเผยผลงานเศรษฐกิจรอบ 90 วัน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงพาณิชย์ไทยเผยผลงานเศรษฐกิจรอบ 90 วัน

กระทรวงพาณิชย์ประกาศผลการดำเนินงานรอบ 90 วัน โดยเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่สำคัญผ่านการลดค่าครองชีพและการเติบโตของการส่งออก

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์ไทยเผยผลงานเศรษฐกิจรอบ 90 วัน

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงพาณิชย์ไทยเผยผลงานเศรษฐกิจรอบ 90 วัน

กระทรวงพาณิชย์ประกาศผลการดำเนินงานรอบ 90 วัน โดยเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่สำคัญผ่านการลดค่าครองชีพและการเติบโตของการส่งออก

ตามรายงานจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่รายงานผลการดำเนินงานในช่วง 90 วันแรกของโครงการปัจจุบัน โดยระบุว่าโครงการ 'ไทยช่วยไทย' สามารถลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้สำเร็จถึง 818 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมได้ถึง 2.9 พันล้านบาท

นอกเหนือจากมาตรการลดค่าครองชีพภายในประเทศแล้ว กระทรวงยังมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และการส่งเสริมสินค้าเกษตร ความพยายามเหล่านี้เมื่อรวมกับกลยุทธ์การส่งออกเชิงรุก มีรายงานว่าช่วยสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 1.45 แสนล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงได้กำหนดภารกิจต่อเนื่องอีก 7 ด้านเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าในท้องถิ่นและสนับสนุนภาคเกษตรกรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อความพร้อมจำหน่ายและราคาของสินค้าในพื้นที่ แม้ว่ากระทรวงจะรายงานถึงความสำเร็จเหล่านี้ แต่ผลกระทบระยะยาวต่ออัตราเงินเฟ้อและกลไกเฉพาะสำหรับภารกิจในระยะต่อไปทั้ง 7 ด้านนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามว่าโครงการเหล่านี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจสำหรับธุรกิจและผู้บริโภคในท้องถิ่นอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 09:50 UTC

สสว. ส่งเสริม SME กลุ่มธุรกิจสีเขียวเพื่อขยายโอกาสทางการตลาด
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สสว. ส่งเสริม SME กลุ่มธุรกิจสีเขียวเพื่อขยายโอกาสทางการตลาด

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สนับสนุน SME ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มยอดขายและการเชื่อมโยงทางการตลาด

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สสว. ส่งเสริม SME กลุ่มธุรกิจสีเขียวเพื่อขยายโอกาสทางการตลาด

แหล่งข่าวเดียว
สสว. ส่งเสริม SME กลุ่มธุรกิจสีเขียวเพื่อขยายโอกาสทางการตลาด

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สนับสนุน SME ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มยอดขายและการเชื่อมโยงทางการตลาด

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2026 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ประกาศโครงการใหม่ที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ดำเนินธุรกิจในกลุ่ม 'ธุรกิจสีเขียว' (Green Business) โดยหน่วยงานกำลังมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายทางการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น เพื่อช่วยให้ธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเหล่านี้สามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มรายได้

สสว. รายงานว่าความพยายามดังกล่าวได้ส่งผลลัพธ์เชิงบวกแล้ว โดยมีธุรกิจที่เข้าร่วมหลายแห่งสามารถสร้างยอดขายทะลุหลักล้านบาทได้สำเร็จ การอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงระหว่าง SME กลุ่มสีเขียวเหล่านี้กับโอกาสทางการตลาดที่กว้างขึ้น มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นในประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว โครงการนี้อาจนำไปสู่การมีผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เลือกใช้มากขึ้นทั่วประเทศ เมื่อธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้น ผู้บริโภคสามารถคาดหวังทางเลือกที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนได้มากขึ้น แม้ว่าผลลัพธ์เบื้องต้นจะเป็นที่น่าพอใจ แต่ผลกระทบระยะยาวของโครงการนี้ต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์เฉพาะสำหรับธุรกิจที่เข้าร่วมและความยั่งยืนในระยะยาวของการเชื่อมโยงทางการตลาดเหล่านี้ ยังไม่มีการเปิดเผยจากทางหน่วยงานอย่างครบถ้วน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 09:32 UTC

สสว. ผลักดันธุรกิจสีเขียวสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สสว. ผลักดันธุรกิจสีเขียวสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กำลังบูรณาการแนวทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ภาค SME ผ่านงานแสดงสินค้าที่จะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สสว. ผลักดันธุรกิจสีเขียวสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย

แหล่งข่าวเดียว
สสว. ผลักดันธุรกิจสีเขียวสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กำลังบูรณาการแนวทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ภาค SME ผ่านงานแสดงสินค้าที่จะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2026 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กำลังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME ไทยปรับตัวเข้าสู่รูปแบบธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจท้องถิ่นให้สอดคล้องกับแนวโน้มความยั่งยืนระดับโลก

เพื่ออำนวยความสะดวกในการปรับตัวนี้ สสว. ได้ใช้ประโยชน์จากงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ ได้แก่ งาน 'Grand Halal' และ 'ไทยเที่ยวไทย' โดยการใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ หน่วยงานตั้งใจที่จะสร้างความเชื่อมโยงทางการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับ SME ที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้มีผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและบริการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในงานแสดงสินค้าเหล่านี้ เนื่องจากงานดังกล่าวเน้นการท่องเที่ยวและอาหารท้องถิ่น ผู้เข้าชมอาจสังเกตเห็นความสำคัญที่เพิ่มขึ้นในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วม

แม้ว่าทิศทางเชิงกลยุทธ์จะมีความชัดเจน แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับเกณฑ์การรับรอง 'สีเขียว' และจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมที่แน่นอนนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าความพยายามในการส่งเสริมเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานในระยะยาวสำหรับ SME ที่เกี่ยวข้องอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 09:30 UTC

ไทยเผยการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเผยการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พร้อมเน้นย้ำความกังวลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนและแรงงานข้ามชาติ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเผยการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเผยการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พร้อมเน้นย้ำความกังวลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนและแรงงานข้ามชาติ

ตามรายงานจาก Thai Post สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ผลการศึกษาบ่งชี้ว่ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% ทั่วประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเติบโตนี้ชี้ให้เห็นถึงตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นและการให้บริการต่างๆ อย่างไรก็ตาม รายงานของ สศช. ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการติดตามความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องระดับหนี้ครัวเรือนและการจัดการแรงงานข้ามชาติในตลาดแรงงาน ปัจจัยเหล่านี้ยังคงเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานจะให้แนวโน้มที่เป็นบวกสำหรับช่วงกลางปี แต่ผลกระทบระยะยาวของแนวโน้มหนี้สินและแรงงานที่มีต่อค่าครองชีพและการดำเนินธุรกิจนั้นยังคงต้องรอการประเมินอย่างชัดเจนต่อไป ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามการอัปเดตเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้ยังคงประเมินผลกระทบของตัวชี้วัดทางสังคมและเศรษฐกิจเหล่านี้สำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 09:32 UTC

ฮั่วเซ่งเฮงจับมือ KBank เปิดบริการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ บนแอป K PLUS
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ฮั่วเซ่งเฮงจับมือ KBank เปิดบริการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ บนแอป K PLUS

ฮั่วเซ่งเฮงร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย (KBank) เปิดให้ลูกค้าซื้อขายทองคำแบบเรียลไทม์ด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS ได้โดยตรง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ฮั่วเซ่งเฮงจับมือ KBank เปิดบริการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ บนแอป K PLUS

แหล่งข่าวเดียว
ฮั่วเซ่งเฮงจับมือ KBank เปิดบริการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ บนแอป K PLUS

ฮั่วเซ่งเฮงร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย (KBank) เปิดให้ลูกค้าซื้อขายทองคำแบบเรียลไทม์ด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS ได้โดยตรง

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ ฮั่วเซ่งเฮงได้ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับธนาคารกสิกรไทย (KBank) เพื่อนำบริการซื้อขายทองคำมาไว้บนแอปพลิเคชัน K PLUS ความร่วมมือนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อและขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ได้โดยเริ่มต้นที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม

ในการใช้บริการนี้ ลูกค้าจำเป็นต้องเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ 'K PLUS Global Savings' เพื่อจัดการการแลกเปลี่ยนเงินตรา แพลตฟอร์มรองรับการซื้อขายทองคำแบบเรียลไทม์ทั้งความบริสุทธิ์ 99.99% และ 96.5% จุดเด่นที่สำคัญของการรวมบริการนี้คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่พักไว้ในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจะได้รับดอกเบี้ยสูงถึง 2.25% ต่อปี ในระหว่างที่รอจังหวะการลงทุน นอกจากนี้ บริการยังรองรับการออมทองคำสำหรับทองคำความบริสุทธิ์ 96.5% อีกด้วย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย การพัฒนานี้ช่วยลดความซับซ้อนในการกระจายพอร์ตการลงทุนโดยไม่จำเป็นต้องสลับแอปพลิเคชันไปมา ซึ่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ครบวงจรสำหรับการจัดการการลงทุนในโลหะมีค่าควบคู่ไปกับบริการธนาคาร แม้ว่าบริการนี้จะเปิดใช้งานแล้ว แต่ผู้ที่สนใจควรตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขเฉพาะของบัญชี 'K PLUS Global Savings' รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการซื้อทองคำ ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดของบัญชีในระยะยาวขึ้นอยู่กับนโยบายปัจจุบันของธนาคาร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 09:31 UTC

กรมธนารักษ์เปิดตัวแพลตฟอร์ม 'Treasury Coin Market'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมธนารักษ์เปิดตัวแพลตฟอร์ม 'Treasury Coin Market'

กรมธนารักษ์ของไทยได้เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่สำหรับการซื้อขายเหรียญ โดยประมูลเหรียญ 10 บาทหายากปี 2533 ได้สำเร็จในราคา 2.54 ล้านบาท

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมธนารักษ์เปิดตัวแพลตฟอร์ม 'Treasury Coin Market'

แหล่งข่าวเดียว
กรมธนารักษ์เปิดตัวแพลตฟอร์ม 'Treasury Coin Market'

กรมธนารักษ์ของไทยได้เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่สำหรับการซื้อขายเหรียญ โดยประมูลเหรียญ 10 บาทหายากปี 2533 ได้สำเร็จในราคา 2.54 ล้านบาท

กรมธนารักษ์ได้เปิดตัว 'Treasury Coin Market' อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายและประมูลเหรียญสะสม ตามรายงานของ Thai Post การประมูลครั้งแรกของแพลตฟอร์มได้นำเสนอเหรียญ 10 บาทหายากที่ผลิตในปี 2533 ซึ่งถูกประมูลไปได้สำเร็จในราคา 2.54 ล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักสะสมในประเทศไทย แพลตฟอร์มนี้แสดงถึงแนวทางที่ทันสมัยสำหรับตลาดเหรียญกษาปณ์ โดยเปลี่ยนการซื้อขายเหรียญแบบดั้งเดิมไปสู่พื้นที่ดิจิทัลแบบรวมศูนย์ แม้ว่าราคาขายที่สูงของเหรียญปี 2533 จะเน้นย้ำถึงมูลค่าที่อาจเกิดขึ้นของเหรียญหายากบางประเภท แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่ามูลค่าของสิ่งของเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความหายาก สภาพ และความต้องการของนักสะสมเป็นอย่างมาก

สำหรับนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมของเงินตราไทยที่นอกเหนือไปจากมูลค่าหน้าเหรียญ แม้ว่าในขณะนี้แพลตฟอร์มจะเน้นไปที่ของสะสมที่มีมูลค่าสูง แต่ในอนาคตอาจส่งผลต่อวิธีการระบุและประเมินมูลค่าเหรียญหายากภายในประเทศ ในขั้นตอนนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตทั้งหมดของรายการที่จะเปิดให้ประมูลในอนาคตและเกณฑ์เฉพาะสำหรับเหรียญที่ยอมรับบนแพลตฟอร์มยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมธนารักษ์เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการประมูลและฟีเจอร์ต่างๆ ของแพลตฟอร์มต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 09:12 UTC

S&P เบเกอรี่แบรนด์แรกที่ได้รับใบรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับผลิตภัณฑ์หลัก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

S&P เบเกอรี่แบรนด์แรกที่ได้รับใบรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับผลิตภัณฑ์หลัก

เครือร้านเบเกอรี่ S&P Syndicate กลายเป็นแบรนด์แรกในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับใบรับรองผลิตภัณฑ์คาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral Product) สำหรับสินค้าขายดีสองรายการ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

S&P เบเกอรี่แบรนด์แรกที่ได้รับใบรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับผลิตภัณฑ์หลัก

แหล่งข่าวเดียว
S&P เบเกอรี่แบรนด์แรกที่ได้รับใบรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับผลิตภัณฑ์หลัก

เครือร้านเบเกอรี่ S&P Syndicate กลายเป็นแบรนด์แรกในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับใบรับรองผลิตภัณฑ์คาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral Product) สำหรับสินค้าขายดีสองรายการ

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศความสำเร็จอย่างเป็นทางการว่าผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ขายดีสองรายการ ได้แก่ บัตเตอร์เค้กวานิลลา และเค้กกล้วยหอม ได้รับใบรับรองผลิตภัณฑ์คาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral Product) โดยคุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กรของบริษัท ได้ร่วมแบ่งปันข่าวความสำเร็จนี้ในงานสัมมนาหัวข้อ 'Driving Business Towards Carbon Neutrality'

ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ S&P เป็นแบรนด์เบเกอรี่รายแรกในประเทศไทยที่ได้รับใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมนี้สำหรับผลิตภัณฑ์ของตน สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ค้าปลีกอาหารรายใหญ่ที่หันมาให้ความสำคัญกับการบูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการผลิต เนื่องจากผู้บริโภคมีความตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเลือกซื้ออาหาร ใบรับรองดังกล่าวจึงช่วยสร้างความโปร่งใสเกี่ยวกับผลกระทบทางคาร์บอนของขนมยอดนิยม

แม้ว่าทางบริษัทจะประกาศความสำเร็จดังกล่าว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการชดเชยคาร์บอนที่ใช้เพื่อให้ได้สถานะนี้ หรือกำหนดการในการขยายการรับรองไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในเมนูที่หลากหลายของบริษัทยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจด้านการบริโภคอย่างยั่งยืน ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรมอาหารของไทย แม้ว่าในปัจจุบันจะจำกัดอยู่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์สองรายการนี้เท่านั้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 08:53 UTC

การระบุ 'คอขวดการเติบโต' ในธุรกิจ SMEs ของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การระบุ 'คอขวดการเติบโต' ในธุรกิจ SMEs ของไทย

รายงานล่าสุดจากประชาชาติธุรกิจระบุว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) หลายแห่งในไทยกำลังประสบปัญหาในการขยายตัว แม้ว่าจะมีการลงทุนและความพยายามเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การระบุ 'คอขวดการเติบโต' ในธุรกิจ SMEs ของไทย

แหล่งข่าวเดียว
การระบุ 'คอขวดการเติบโต' ในธุรกิจ SMEs ของไทย

รายงานล่าสุดจากประชาชาติธุรกิจระบุว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) หลายแห่งในไทยกำลังประสบปัญหาในการขยายตัว แม้ว่าจะมีการลงทุนและความพยายามเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) หลายแห่งในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายการเติบโต แม้ว่าเจ้าของธุรกิจจะทำงานหนักขึ้น ลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ธุรกิจจำนวนมากยังคงหยุดชะงัก รายงานระบุว่าสาเหตุอาจไม่ใช่เรื่องของความสามารถหรือความพยายาม แต่เป็นเพราะ 'คอขวดการเติบโต' ที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างธุรกิจ

Finbiz by ttb ได้ระบุสัญญาณเตือน 5 ประการที่บ่งชี้ถึงข้อจำกัดในการดำเนินงานเหล่านี้ สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศทางธุรกิจในท้องถิ่น การวิเคราะห์นี้มีความสำคัญเนื่องจากเน้นย้ำถึงความซับซ้อนของตลาดไทยที่นอกเหนือไปจากตัวเลขยอดขายเพียงอย่างเดียว การทำความเข้าใจอุปสรรคเชิงโครงสร้างเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการร่วมมือหรือลงทุนในธุรกิจท้องถิ่น เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จทางการเงินในประเทศไทยมักต้องการมากกว่าแค่ความต้องการของตลาดที่สูง

แม้ว่ารายงานจะชี้ให้เห็นว่าปัญหาเชิงโครงสร้างภายในเป็นสาเหตุหลักของการเติบโตที่หยุดชะงัก แต่ยังคงต้องมีการยืนยันว่าคอขวดเหล่านี้แพร่หลายเพียงใดในภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจไทย อาจจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบว่าข้อจำกัดเหล่านี้เป็นเรื่องเฉพาะของบางอุตสาหกรรม หรือเป็นความท้าทายเชิงระบบในวงกว้างสำหรับภาค SMEs ของประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 09:13 UTC

ทางการไทยเร่งศึกษาการเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อสกัดการฟอกเงิน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทางการไทยเร่งศึกษาการเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อสกัดการฟอกเงิน

กระทรวงการคลังกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรมและป้องกันกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทางการไทยเร่งศึกษาการเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อสกัดการฟอกเงิน

แหล่งข่าวเดียว
ทางการไทยเร่งศึกษาการเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อสกัดการฟอกเงิน

กระทรวงการคลังกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรมและป้องกันกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลัง ประกาศว่ารัฐบาลกำลังเร่งศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่อาจถูกกลุ่มทุนสีเทานำไปใช้ในการฟอกเงิน

เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าเป้าหมายของการดำเนินการนี้คือการทำความเข้าใจเส้นทางการทำธุรกรรมในตลาดทองคำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล การติดตามความเคลื่อนไหวทางการเงินเหล่านี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำกับดูแลภาคส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในการตรวจสอบสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง แม้ว่าทองคำจะยังคงเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย แต่การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นอาจส่งผลต่อวิธีการซื้อหรือขายทองคำแท่งและเครื่องประดับในอนาคต

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเท่านั้น ยังไม่มีการกำหนดอัตราภาษี กรอบเวลาในการดำเนินการ หรือการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการซื้อขายสำหรับผู้บริโภคแต่อย่างใด รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อยหรือตลาดทองคำโดยรวมนั้น จะต้องรอการยืนยันจากกระทรวงการคลังต่อไปในขณะที่การศึกษายังคงดำเนินอยู่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 08:51 UTC

ผู้ถือหุ้น ITC ไฟเขียวปล่อยกู้ 6 พันล้านบาทให้ TU
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ผู้ถือหุ้น ITC ไฟเขียวปล่อยกู้ 6 พันล้านบาทให้ TU

ผู้ถือหุ้นของบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) อนุมัติวงเงินกู้สูงสุด 6 พันล้านบาทให้กับกลุ่มไทยยูเนี่ยน (TU) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากเงินสดส่วนเกิน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ผู้ถือหุ้น ITC ไฟเขียวปล่อยกู้ 6 พันล้านบาทให้ TU

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ถือหุ้น ITC ไฟเขียวปล่อยกู้ 6 พันล้านบาทให้ TU

ผู้ถือหุ้นของบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) อนุมัติวงเงินกู้สูงสุด 6 พันล้านบาทให้กับกลุ่มไทยยูเนี่ยน (TU) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากเงินสดส่วนเกิน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ผู้ถือหุ้นของบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อให้บริษัทสามารถปล่อยกู้สูงสุด 6 พันล้านบาทแก่บริษัทแม่ คือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU

นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ITC ระบุว่า วัตถุประสงค์หลักของข้อตกลงทางการเงินนี้คือการสร้างผลตอบแทนจากเงินสดส่วนเกินที่ยังไม่ได้ใช้งาน โดยบริษัทเน้นย้ำว่าการดำเนินการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเงินทุนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในการดำเนินงานหรือแผนการลงทุนของบริษัท นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังมีเงื่อนไขเฉพาะที่อนุญาตให้ ITC เรียกคืนเงินกู้ได้หากบริษัทมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนดังกล่าวเพื่อการดำเนินธุรกิจของตนเองในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ติดตามสถานการณ์ทางธุรกิจในประเทศไทย การเคลื่อนไหวทางการเงินภายในนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการบริหารจัดการสภาพคล่องของบริษัทส่งออกขนาดใหญ่ภายในกลุ่มบริษัท แม้ว่าการตัดสินใจนี้จะสะท้อนถึงแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการบริหารเงินสด แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการจัดสรรเงินทุนนี้จะส่งผลต่อผลการดำเนินงานทางการเงินในระยะยาวของทั้งสองบริษัทอย่างไร ทั้งนี้ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าการปล่อยกู้ภายในนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหรือความพร้อมจำหน่ายสินค้าในตลาด นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการจากทั้งสองบริษัทเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการตามวงเงินสินเชื่อนี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 09:13 UTC

Central Restaurants Group คว้ารางวัล Asia Best Employer Brand Award 2026
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Central Restaurants Group คว้ารางวัล Asia Best Employer Brand Award 2026

บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ได้รับรางวัล 'Asia Best Employer Brand Award 2026' ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Central Restaurants Group คว้ารางวัล Asia Best Employer Brand Award 2026

แหล่งข่าวเดียว
Central Restaurants Group คว้ารางวัล Asia Best Employer Brand Award 2026

บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ได้รับรางวัล 'Asia Best Employer Brand Award 2026' ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ

ตามรายงานจาก Matichon Online บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ผู้เล่นรายใหญ่ในภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของไทย ได้รับรางวัล 'Asia Best Employer Brand Award 2026' รางวัลนี้ถือเป็นการยกย่องความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของกลยุทธ์การเติบโตขององค์กร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การยอมรับนี้อาจเป็นที่น่าสนใจเนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรภายในของผู้ประกอบการร้านอาหารรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ CRG บริหารจัดการเครือร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมากมายทั่วประเทศ และการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาพนักงานมักจะมีความสัมพันธ์กับมาตรฐานการบริการและความสม่ำเสมอในการดำเนินงานในอุตสาหกรรมการบริการ

แม้ว่ารางวัลนี้จะเน้นย้ำถึงการมุ่งเน้นในปัจจุบันของบริษัทในการจัดการแรงงาน แต่ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่านโยบายทรัพยากรบุคคลภายในเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อประสบการณ์การบริการระยะยาวสำหรับลูกค้าในสาขาต่างๆ ของพวกเขาอย่างไร บริษัทได้ระบุว่าตั้งใจที่จะสร้างสมดุลระหว่างการขยายธุรกิจและความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรต่อไป ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวชี้วัดเฉพาะที่ใช้ในการประเมินรางวัลหรือการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านการจ้างงานของบริษัท

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 08:30 UTC

Ratch Group ประกาศแผนขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าและศูนย์ข้อมูล (Data Center)
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Ratch Group ประกาศแผนขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าและศูนย์ข้อมูล (Data Center)

Ratch Group เตรียมเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ พร้อมจัดสรรงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเพื่อรองรับความต้องการพลังงานของศูนย์ข้อมูล

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Ratch Group ประกาศแผนขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าและศูนย์ข้อมูล (Data Center)

แหล่งข่าวเดียว
Ratch Group ประกาศแผนขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าและศูนย์ข้อมูล (Data Center)

Ratch Group เตรียมเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ พร้อมจัดสรรงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเพื่อรองรับความต้องการพลังงานของศูนย์ข้อมูล

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ Ratch Group ได้ประกาศความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ของประเทศไทย โดยบริษัทมุ่งเน้นไปที่โครงการพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติ ส่วนสำคัญของกลยุทธ์คือการจัดสรรงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเพื่อให้บริการโซลูชันด้านพลังงานแก่ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยมีแผนที่จะดึงกำลังผลิต 123 เมกะวัตต์จากโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อสนับสนุนภาคส่วนนี้

นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้าแบบดั้งเดิม บริษัทยังขยายพอร์ตโฟลิโอไปยังเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) พลังงานชีวมวล และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) โดย Ratch Group ตั้งเป้าหมายที่จะทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ให้แตะระดับ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศไทย เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตและความต้องการใช้ศูนย์ข้อมูล แม้ว่าบริษัทจะระบุเป้าหมายทางการเงินและทิศทางเชิงกลยุทธ์แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาของการประมูลและการสรุปโครงการ SMR และ SAF ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ความเคลื่อนไหวนี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศในการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 09:13 UTC

กรมการค้าภายในลุยตรวจจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมการค้าภายในลุยตรวจจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ

ทางการไทยดำเนินการตรวจสอบจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรได้รับความเป็นธรรมด้านราคาและการชั่งน้ำหนัก

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมการค้าภายในลุยตรวจจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
กรมการค้าภายในลุยตรวจจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ

ทางการไทยดำเนินการตรวจสอบจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรได้รับความเป็นธรรมด้านราคาและการชั่งน้ำหนัก

กรมการค้าภายใน (DIT) ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบใน 22 จังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามรายงานของ Khaosod Online ระบุว่าการดำเนินการนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะได้รับความเป็นธรรมในการคำนวณความชื้นและการชั่งน้ำหนัก

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบในจังหวัดนครสวรรค์ โดยเข้าตรวจสอบบริษัท ลี้บ้วนเซ้งพืชผล จำกัด ในอำเภอพยุหะคีรี และห้างหุ้นส่วนจำกัด กันเอง พืชผล ในอำเภอตากฟ้า การตรวจสอบมุ่งเน้นไปที่ความถูกต้องของเครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่งน้ำหนัก รวมถึงความโปร่งใสของราคารับซื้อและหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้ ผลการตรวจสอบพบว่าอุปกรณ์มีความถูกต้องและมีการแสดงราคาชัดเจน โดยข้าวโพดที่มีความชื้นไม่เกิน 14.5% มีราคารับซื้ออยู่ที่ 9.13 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานเกษตร การตรวจสอบเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากมุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพในตลาดและป้องกันความเสียหายทางการเงินแก่เกษตรกร แม้ว่าการตรวจสอบเบื้องต้นในจังหวัดนครสวรรค์จะพบว่ามีความถูกต้อง แต่กรมการค้าภายในยังคงดำเนินการตรวจสอบทั่วประเทศต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการตรวจสอบนี้จะส่งผลต่อราคาตลาดในภูมิภาคอื่นอย่างไร หรือจะมีมาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่หากพบความไม่โปร่งใสในพื้นที่อื่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 08:32 UTC

GULF คว้าเงินกู้ 8.6 พันล้านบาท เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งใหม่
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

GULF คว้าเงินกู้ 8.6 พันล้านบาท เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งใหม่

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ได้บรรลุข้อตกลงสินเชื่อกับสถาบันการเงิน 6 แห่ง เพื่อสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 แห่ง กำลังผลิตรวม 208 เมกะวัตต์

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

GULF คว้าเงินกู้ 8.6 พันล้านบาท เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งใหม่

แหล่งข่าวเดียว
GULF คว้าเงินกู้ 8.6 พันล้านบาท เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งใหม่

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ได้บรรลุข้อตกลงสินเชื่อกับสถาบันการเงิน 6 แห่ง เพื่อสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 แห่ง กำลังผลิตรวม 208 เมกะวัตต์

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้รวม 8.6 พันล้านบาท โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มสถาบันการเงิน 6 แห่ง เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 แห่ง ซึ่งจะมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมกันถึง 208 เมกะวัตต์

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของ GULF ระบุว่าเงินลงทุนรวมที่จำเป็นสำหรับโครงการเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 1.17 หมื่นล้านบาท การได้รับสินเชื่อในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของบริษัทเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศในการกระจายแหล่งพลังงานและเพิ่มการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าเงินทุนจะได้รับการอนุมัติแล้ว แต่สถานที่ตั้งที่ชัดเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานลมทั้ง 3 แห่ง รวมถึงกำหนดการที่คาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบสายส่งแห่งชาตินั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้ทันสมัย การลงทุนเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่กว้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าโครงการเหล่านี้จะบูรณาการเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ได้อย่างไร และจะนำไปสู่การพัฒนาเพิ่มเติมในภาคพลังงานหมุนเวียนต่อไปหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 08:14 UTC

คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569: ข้อมูลจาก Khaosod Online
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569: ข้อมูลจาก Khaosod Online

Khaosod Online ได้เผยแพร่คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันสำหรับวันที่ 25 สิงหาคม 2569 โดยระบุถึงแนวโน้มทางการเงินและส่วนบุคคลสำหรับราศีต่างๆ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569: ข้อมูลจาก Khaosod Online

แหล่งข่าวเดียว
คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569: ข้อมูลจาก Khaosod Online

Khaosod Online ได้เผยแพร่คำพยากรณ์ดวงชะตาประจำวันสำหรับวันที่ 25 สิงหาคม 2569 โดยระบุถึงแนวโน้มทางการเงินและส่วนบุคคลสำหรับราศีต่างๆ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 สื่อ Khaosod Online ได้นำเสนอคำพยากรณ์ดวงชะตาโดยโหรบุศพันธ์ ซึ่งระบุถึงคำทำนายประจำวันสำหรับราศีต่างๆ รายงานดังกล่าวเน้นย้ำถึงแนวโน้มที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนในประเทศไทย

สำหรับผู้ที่เกิดในราศีเมษ คำพยากรณ์ระบุถึงความกังวลด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากความไวต่ออาหารและค่าใช้จ่ายประจำวันที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่อาจมีโชคลาภจากการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือการแก้ปัญหาให้ผู้อื่น สำหรับชาวราศีพฤษภ แนะนำให้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บเงินและการลงทุนระยะสั้น เนื่องจากรายงานเตือนถึงความเสี่ยงจากการถูกเอาเปรียบหรือการสูญเสียเงินทองที่เกี่ยวข้องกับบริวาร ชาวราศีเมถุนอาจได้รับลาภจากผู้ใหญ่ แต่รายงานเตือนให้ระวังการตัดสินใจลงทุนโดยขาดการพิจารณาและความเสี่ยงที่จะทำของมีค่าหายระหว่างเดินทาง สำหรับชาวราศีกรกฎคาดว่าจะเป็นวันที่ดีโดยได้รับการสนับสนุนจากคู่ครองและผู้ใหญ่ ส่วนชาวราศีสิงห์อาจได้รับโชคลาภจากการเล่นเกมหรือการแข่งขันต่างๆ แม้ว่ารายงานจะระบุว่ารางวัลเหล่านี้อาจอยู่ได้ไม่นาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนถึงความสนใจทางวัฒนธรรมในระบบความเชื่อดั้งเดิมที่มักมีอิทธิพลต่อการวางแผนประจำวันและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในประเทศไทย แม้ว่าคำทำนายเหล่านี้จะให้มุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มส่วนบุคคล แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตีความทางโหราศาสตร์มากกว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มเหล่านี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมทางสังคมหรือตลาดท้องถิ่นอย่างไร ผู้อ่านควรพิจารณาคำพยากรณ์เหล่านี้เป็นเพียงความคิดเห็นทางวัฒนธรรม ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือส่วนบุคคลที่เป็นข้อเท็จจริง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 07:52 UTC

เหตุลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อในปัตตานีสร้างความกังวลด้านเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เหตุลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อในปัตตานีสร้างความกังวลด้านเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทวี สอดส่อง ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุ 7-Eleven ในปัตตานีหลังถูกลอบวางเพลิง โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของความไม่สงบในภูมิภาคต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เหตุลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อในปัตตานีสร้างความกังวลด้านเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวเดียว
เหตุลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อในปัตตานีสร้างความกังวลด้านเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทวี สอดส่อง ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุ 7-Eleven ในปัตตานีหลังถูกลอบวางเพลิง โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของความไม่สงบในภูมิภาคต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในจังหวัดปัตตานีที่ถูกไฟไหม้เสียหาย ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ รัฐมนตรีระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นความพยายามจงใจที่จะทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย

ในระหว่างการลงพื้นที่ รัฐมนตรีทวีเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่อย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าการกระทำรุนแรงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ว่ารัฐบาลกำลังสืบสวนแรงจูงใจเบื้องหลังการโจมตี แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญคือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรติดตามข่าวสารผ่านช่องทางทางการและระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ในขณะนี้ ทางการยังไม่ได้ยืนยันตัวตนของผู้ก่อเหตุหรือขอบเขตของมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จะนำมาใช้เพื่อตอบโต้เหตุการณ์นี้ รัฐบาลยังคงประเมินสถานการณ์เพื่อกำหนดขั้นตอนต่อไปในการรักษาความสงบเรียบร้อยและสนับสนุนชุมชนธุรกิจในท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 07:30 UTC

เหตุโจมตีประสานงานมุ่งเป้าธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เหตุโจมตีประสานงานมุ่งเป้าธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ของไทย

ทางการรายงานเหตุลอบวางเพลิงและวางระเบิดประสานงานกว่า 50 จุดทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เหตุโจมตีประสานงานมุ่งเป้าธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ของไทย

แหล่งข่าวเดียว
เหตุโจมตีประสานงานมุ่งเป้าธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ของไทย

ทางการรายงานเหตุลอบวางเพลิงและวางระเบิดประสานงานกว่า 50 จุดทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุโจมตีประสานงานมุ่งเป้าไปยังร้านสะดวกซื้อและสถานที่อื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทย ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านสะดวกซื้อที่ได้รับความเสียหายในอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เพื่อประเมินสถานการณ์

ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ระบุว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นกว่า 51 จุด และหากรวมเหตุการณ์ความไม่สงบอื่นๆ เช่น การเผายาง อาจมีจำนวนเกือบ 100 จุด ทางการประเมินว่ามีผู้ร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 500 คน พ.ต.อ.ทวี ระบุว่าเป้าหมายหลักของการกระทำดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นการทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่และทำลายทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์เหล่านี้ได้สร้างความวิตกกังวลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในระดับภูมิภาคและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการพัฒนาท้องถิ่นและการท่องเที่ยว ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่าความท้าทายด้านความปลอดภัยเหล่านี้จะส่งผลต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยในระยะยาวของภูมิภาคอย่างไร ประชาชนควรติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางทางการและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านจังหวัดชายแดนภาคใต้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 24 สิงหาคม 2026, 07:31 UTC