ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้ ✦
เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ ✦
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า ✦
ความปลอดภัย เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา ✦
ความปลอดภัย ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ ✦
ความปลอดภัย ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ✦
การขนส่ง ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์ ✦
ความปลอดภัย กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ ✦
การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

รัฐบาลไทยชี้แจงว่าผู้ประกันตนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน สามารถจดหมายเลขผู้สมัครนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

ก่อนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ รัฐบาลไทยได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการลงคะแนนเสียง โดยอ้างอิงจากรายงานของ Thai Post รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่าผู้ประกันตนสามารถจดหมายเลขของผู้สมัครที่ต้องการเลือกใส่กระดาษหรือบันทึกส่วนตัวเพื่อนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนได้อย่างสะดวก เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่บอร์ดประกันสังคม สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคมของไทย ข้อมูลนี้มีความสำคัญเนื่องจากช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการลงคะแนน และช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกผู้สมัครที่ต้องการได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดกฎการเลือกตั้ง

แม้ว่าคำแนะนำนี้จะช่วยให้ความชัดเจนเรื่องการใช้บันทึกส่วนตัว แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปของการเลือกตั้งและทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ขณะนี้การเลือกตั้งยังคงกำหนดจัดขึ้นตามวันเวลาเดิม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรตรวจสอบสิทธิและสถานที่เลือกตั้งผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของสำนักงานประกันสังคมเพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงระเบียบการเลือกตั้งอื่นๆ เพิ่มเติมในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

รัฐบาลไทยได้ตอบสนองต่อความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ โดยเน้นย้ำว่าประเทศมีภาคการผลิตภายในประเทศที่แข็งแกร่ง

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงสถานะของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ โดยตอบโต้รายงานที่ระบุว่ามีการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนถึง 99.3% ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมดของอุตสาหกรรม

ตามข้อมูลของรัฐบาล ประเทศไทยมีฐานการผลิตชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ภายในประเทศที่สำคัญ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมในท้องถิ่นมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.66 หมื่นล้านบาทต่อปี การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่าประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงการมีอยู่ของห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่สนับสนุนภาคพลังงานหมุนเวียน แม้ว่ารัฐบาลจะให้ตัวเลขเหล่านี้เพื่อแสดงถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรม แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าศักยภาพการผลิตภายในประเทศเหล่านี้จะขยายตัวอย่างไรในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นของประเทศ แถลงการณ์ของรัฐบาลถือเป็นการย้ำเตือนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นกำลังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนระดับโลก แทนที่จะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีนำเข้า ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ผลิตในท้องถิ่นและส่วนแบ่งการตลาดในรายงานอุตสาหกรรมฉบับต่อๆ ไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:00 UTC

การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

รัฐบาลไทยชี้แจงกฎระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน โดยอนุญาตให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้าไปด้วย

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับกฎระเบียบสำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยนายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำโพยส่วนตัวที่จดเลขผู้สมัครเข้าไปในหน่วยเลือกตั้งเพื่อช่วยในการตัดสินใจได้

อย่างไรก็ตาม ทางการได้สั่งห้ามการครอบครองหรือแสดงเอกสารหรือสื่อใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงภายในบริเวณหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

สำหรับประชาชนและผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ณ หน่วยเลือกตั้ง ขอแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเตรียมตัวเลือกผู้สมัครไว้ล่วงหน้าโดยใช้โพยส่วนตัว แทนการพึ่งพาเอกสารหาเสียงจากภายนอก

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงเวลาลงคะแนนหรือสถานที่เลือกตั้ง ผู้มีสิทธิควรติดตามช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตล่าสุดหรือคำแนะนำเฉพาะเกี่ยวกับหลักฐานแสดงตัวตนหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยเลือกตั้ง ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามดูว่ากฎระเบียบเหล่านี้จะถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเพียงใดในแต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

แหล่งข่าวเดียว
เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีการแจ้งเตือนประชาชนใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มอัตราการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำในลุ่มแม่น้ำ

ทางการได้ออกประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยขอให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งในพื้นที่ท้ายเขื่อน ผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือกำลังพำนักอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาควรติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จังหวัดอย่างใกล้ชิด

ในขณะนี้ยังต้องรอการยืนยันถึงผลกระทบโดยรวมในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจนอีกครั้ง ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการคงอัตราการระบายน้ำในระดับนี้ไว้นานเท่าใด หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ตอนบน นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำและติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและความปลอดภัยจากอุทกภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางอุทกวิทยา เพื่อมุ่งเน้นการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำและการติดตามทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 4 ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อดำเนินการสำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยาอย่างครอบคลุม กิจกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ อัตราการไหล และคุณภาพน้ำโดยรวมในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความผันผวนตามฤดูกาล แม้ว่าการปฏิบัติงานเหล่านี้จะเป็นภารกิจปกติ แต่ข้อมูลที่รวบรวมได้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวและกลยุทธ์ในการบรรเทาอุทกภัย

ในขณะนี้ กรมฯ ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เฉพาะเจาะจงที่จะทำการสำรวจหรือระยะเวลาของการปฏิบัติงานภาคสนามไว้อย่างชัดเจน ประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ริมน้ำอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ของทางราชการในพื้นที่ขณะที่ทีมงานดำเนินการประเมินผล ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าข้อมูลดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำในอนาคตอย่างไร หรือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการใช้น้ำในท้องถิ่นในทันทีหรือไม่ ผู้ที่สนใจผลการสำรวจหรือความคืบหน้าของการดำเนินงานสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกรมทรัพยากรน้ำได้เมื่อมีการประกาศเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรงจากฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 10 (226/2569) เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

สภาพอากาศดังกล่าวเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทางการได้แจ้งเตือนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ

สำหรับสถานการณ์ทางทะเล คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงมากกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังซ้ำซากและติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการพยากรณ์อากาศรายภูมิภาค แต่ความรุนแรงของฝนในแต่ละพื้นที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เริ่มใช้กลยุทธ์บรรเทาอุทกภัย 7 มาตรการ และกำลังพิจารณาประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

มาตรการรับมือน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ผู้ว่าฯ ได้ดำเนินแผนปฏิบัติการ 7 มาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งเมือง

การพิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ในส่วนหนึ่งของการตอบสนองเชิงรุกของเมือง ขณะนี้ทางการกำลังประเมินความจำเป็นในการประกาศให้ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ขั้นตอนทางปกครองนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทรัพยากรเพิ่มเติมและงบประมาณฉุกเฉินเพื่อสนับสนุนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบและแนวโน้ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมขั้นสูงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วม แม้ว่าแผน 7 มาตรการจะอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่การประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในเมืองหลวงติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งนี้ยังคงต้องยืนยันว่าเขตใดจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และมาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เรียกร้องให้กรุงเทพมหานครดำเนิน 4 มาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือน้ำท่วม รวมถึงการแนะนำให้ทำงานจากที่บ้าน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้กล่าวถึงวิกฤตน้ำท่วมในกรุงเทพฯ โดยเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหา ตามรายงานของมติชนออนไลน์ ข้อเสนอดังกล่าวเรียกร้องให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระดมเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมทันที และประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อเสริมกำลังในการป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่

นอกเหนือจากด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ข้อเสนอยังรวมถึงการระบุและประกาศเส้นทางวิกฤตที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมให้ประชาชนทราบ เพื่อช่วยให้ผู้พักอาศัยสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ยังเสนอให้หน่วยงานต่างๆ สนับสนุนนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) สำหรับพนักงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและลดความเสี่ยงจากการเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง

สำหรับผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของสภาพอากาศในปัจจุบันและโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทั่วเมืองหลวง แม้ว่าข้อเสนอเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเส้นทางใดบ้างที่จะถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางวิกฤตอย่างเป็นทางการ และ กทม. จะรับรองคำแนะนำเรื่องการทำงานจากที่บ้านอย่างเป็นทางการหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ขณะนี้ควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจาก กทม. เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและความสะดวกในการเดินทาง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

การขนส่ง

ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

แหล่งข่าวเดียว
ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสถานีดินแดงกำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มในกรุงเทพฯ มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพล่าสุดจากพื้นที่ก่อสร้างสถานีดินแดงเผยให้เห็นว่าทางสถานีกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์ (TBM) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการขุดเจาะเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้สัญจร การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าใต้ดินของเมือง รถไฟฟ้าสายสีส้มได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่เมืองสำคัญเมื่อเปิดให้บริการ สำหรับนักท่องเที่ยว โครงการนี้แสดงถึงอนาคตของทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั่วทั้งเมืองหลวง

แม้ว่าขณะนี้พื้นที่กำลังถูกเตรียมความพร้อมสำหรับหัวเจาะ TBM แต่กำหนดการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเสร็จสิ้นระยะการขุดเจาะหรือการเปิดให้บริการโครงการโดยรวมยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อยืนยันตารางเวลาสำหรับขั้นตอนการก่อสร้างถัดไปและการเปิดใช้งานสายรถไฟฟ้าในอนาคต ผู้อยู่อาศัยในบริเวณดินแดงควรติดตามกิจกรรมการก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่และอาจมีการปรับเปลี่ยนการจราจรในพื้นที่ตามความคืบหน้าของงาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ประกาศใช้แผนฉุกเฉิน 7 ประการเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นความปลอดภัยของประชาชนและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน

ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดตัวกลยุทธ์รับมืออุทกภัย 7 ประการอย่างเป็นทางการ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง โดยมาตรการนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก รวมถึงการจัดตั้งศูนย์พักพิงฉุกเฉินและการระดมทรัพยากรไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยสูง

องค์ประกอบสำคัญของแผนงานประกอบด้วยการเร่งประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างต่อเนื่อง ทางกรุงเทพมหานครกำลังประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยังคงใช้งานได้ และประชาชนจะได้รับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระดับน้ำและขั้นตอนการอพยพอย่างทันท่วงทีหากจำเป็น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดในบางพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงตารางเวลาขนส่งสาธารณะ หรือการปิดพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งชั่วคราว ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ แม้ว่าเมืองจะเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ แต่ผลกระทบโดยรวมของน้ำท่วมยังคงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและประสิทธิภาพของการระบายน้ำ นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากอยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักหรือมีน้ำท่วมขังในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 00:40 UTC

AP Thailand เปิดตัวแคมเปญ “เราเห็นชีวิตคุณ” หลังผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 แข็งแกร่ง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

AP Thailand เปิดตัวแคมเปญ “เราเห็นชีวิตคุณ” หลังผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 แข็งแกร่ง

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ AP Thailand เปิดตัวแคมเปญและกลยุทธ์การเติบโตใหม่ หลังจากรายงานรายได้ 2.24 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

AP Thailand เปิดตัวแคมเปญ “เราเห็นชีวิตคุณ” หลังผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 แข็งแกร่ง

แหล่งข่าวเดียว
AP Thailand เปิดตัวแคมเปญ “เราเห็นชีวิตคุณ” หลังผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 แข็งแกร่ง

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ AP Thailand เปิดตัวแคมเปญและกลยุทธ์การเติบโตใหม่ หลังจากรายงานรายได้ 2.24 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย AP Thailand ได้เปิดตัวแคมเปญใหม่ในชื่อ “เราเห็นชีวิตคุณ” (We See Your Life) อย่างเป็นทางการ โดยแคมเปญนี้สร้างขึ้นจาก 3 กลยุทธ์หลักที่ออกแบบมาเพื่อทำความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกและความต้องการในการใช้ชีวิตของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท ซึ่งมีรายได้ถึง 2.24 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ผู้บริหารของ AP Thailand ระบุว่าบริษัทวางแผนที่จะรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ด้วยการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ 31 โครงการตลอดช่วงที่เหลือของปี

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่กำลังมองหาที่พักอาศัยในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดอสังหาริมทรัพย์และการมุ่งเน้นไปที่การออกแบบที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง การเข้ามาของโครงการใหม่ๆ อาจเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มองหาพื้นที่อยู่อาศัยที่ทันสมัยในเขตเมืองและชานเมืองต่างๆ

แม้ว่าบริษัทจะระบุทิศทางเชิงกลยุทธ์และตัวเลขรายได้แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับสถานที่และระดับราคาของโครงการใหม่ทั้ง 31 แห่งยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจซื้อและนักลงทุนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก AP Thailand เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัวโครงการและความพร้อมในการเข้าชม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:16 UTC

ไทยขยายสิทธิประกันสังคมครอบคลุมกลุ่มแม่บ้าน คนสวน และลูกจ้างร้านค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยขยายสิทธิประกันสังคมครอบคลุมกลุ่มแม่บ้าน คนสวน และลูกจ้างร้านค้า

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อเปิดทางให้ลูกจ้างกลุ่มแม่บ้านและลูกจ้างร้านค้าขนาดเล็กเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยขยายสิทธิประกันสังคมครอบคลุมกลุ่มแม่บ้าน คนสวน และลูกจ้างร้านค้า

แหล่งข่าวเดียว
ไทยขยายสิทธิประกันสังคมครอบคลุมกลุ่มแม่บ้าน คนสวน และลูกจ้างร้านค้า

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อเปิดทางให้ลูกจ้างกลุ่มแม่บ้านและลูกจ้างร้านค้าขนาดเล็กเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อขยายความคุ้มครองประกันสังคม โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกจ้าง 3 กลุ่มที่เคยถูกยกเว้น ได้แก่ ลูกจ้างทำงานบ้าน (เช่น แม่บ้าน คนสวน และคนขับรถ) และลูกจ้างในร้านค้าขนาดเล็ก

ภายใต้สถานะมาตรา 33 ที่เสนอ ลูกจ้างกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมอย่างครบถ้วน รวมถึงความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วย การรักษามะเร็ง การคลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลคาดการณ์ว่าการขยายสิทธินี้จะทำให้มีผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นกว่า 1.05 ล้านคนภายในปี 2573

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการสร้างมาตรฐานสถานะการจ้างงานของพนักงานในครัวเรือนและงานบริการ ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานในภาคส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือขณะนี้เป็นเพียงการอนุมัติในหลักการเท่านั้น ส่วนกำหนดการดำเนินการที่ชัดเจน ขั้นตอนการลงทะเบียนสำหรับนายจ้าง และวันที่มีผลบังคับใช้จริงของพระราชกฤษฎีกานั้น ยังคงต้องรอการยืนยันจากรัฐบาล ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักงานประกันสังคมเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการบังคับใช้นโยบายนี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:16 UTC

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อย 100 บาท เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 โดยราคาทองรูปพรรณอยู่ที่ 72,550 บาทต่อบาททองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อย 100 บาท เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 โดยราคาทองรูปพรรณอยู่ที่ 72,550 บาทต่อบาททองคำ

จากข้อมูลล่าสุดของสมาคมค้าทองคำ ราคาทองคำในประเทศไทยมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ราคาปรับตัวลดลง 100 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า โดยในการอัปเดตช่วงบ่าย ราคาขายออกทองรูปพรรณอยู่ที่ 72,550 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำมักถูกจับตามองในฐานะดัชนีชี้วัดความรู้สึกทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในท้องถิ่น แม้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะค่อนข้างน้อย แต่ผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายเครื่องประดับทองควรทราบว่าราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวันตามสภาวะตลาดโลกและกิจกรรมการซื้อขายในท้องถิ่น

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าแนวโน้มราคาเหล่านี้จะเป็นอย่างไรในสัปดาห์หน้า เนื่องจากตลาดทองคำมีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเงินระหว่างประเทศ นักท่องเที่ยวที่สนใจซื้อทองคำเป็นของที่ระลึกหรือเพื่อการลงทุนควรตรวจสอบเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมค้าทองคำ หรือไปที่ร้านทองในท้องถิ่นที่เชื่อถือได้เพื่อตรวจสอบราคาที่เป็นปัจจุบันที่สุดก่อนทำธุรกรรมใดๆ เนื่องจากข้อมูลนี้อ้างอิงจากรายงานประจำวันเฉพาะวัน จึงแนะนำให้ตรวจสอบราคาปัจจุบัน ณ เวลาที่ซื้อ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:16 UTC

ภาคเอกชนกังวลโครงการเงินกู้โซลาร์เซลล์ 2 แสนล้านบาทอาจไม่เป็นผล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ภาคเอกชนกังวลโครงการเงินกู้โซลาร์เซลล์ 2 แสนล้านบาทอาจไม่เป็นผล

ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของโครงการเงินกู้ภาครัฐเพื่อพลังงานแสงอาทิตย์มูลค่า 2 แสนล้านบาท โดยอ้างถึงปัญหาคอขวดที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินงาน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ภาคเอกชนกังวลโครงการเงินกู้โซลาร์เซลล์ 2 แสนล้านบาทอาจไม่เป็นผล

แหล่งข่าวเดียว
ภาคเอกชนกังวลโครงการเงินกู้โซลาร์เซลล์ 2 แสนล้านบาทอาจไม่เป็นผล

ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของโครงการเงินกู้ภาครัฐเพื่อพลังงานแสงอาทิตย์มูลค่า 2 แสนล้านบาท โดยอ้างถึงปัญหาคอขวดที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินงาน

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 ภาคเอกชนได้แสดงความกังวลอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับโครงการเงินกู้ของรัฐบาลมูลค่า 2 แสนล้านบาทที่มุ่งส่งเสริมการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเกรงว่าเงินทุนที่จัดสรรไว้อาจไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างเต็มที่เนื่องจากความท้าทายในทางปฏิบัติระหว่างกระบวนการดำเนินงาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคเอกชนกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันและความพร้อมของผู้ติดตั้งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างละเอียด มีความกังวลว่าแม้จะมีเงินทุนพร้อม แต่การดำเนินโครงการโซลาร์เซลล์จริงอาจติดขัดเนื่องจากความไม่พร้อมของห่วงโซ่อุปทานหรือโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้ชี้ให้เห็นถึงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในการเปิดตัวโครงการพลังงานสะอาดที่รัฐบาลสนับสนุน หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามข้อกังวลเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในที่อยู่อาศัยหรือความพร้อมของบริการที่เกี่ยวข้อง ในขั้นตอนนี้ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องให้มีการทบทวนอย่างไร และเกณฑ์การให้กู้ยืมหรือกรอบการดำเนินงานจะถูกปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ไขคำเตือนของภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่ารัฐจะระงับหรือปรับโครงสร้างโครงการเพื่อให้แน่ใจว่าเงินทุนจะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 09:11 UTC

TMA เปิดเวที ASIA FORUM 2026 หารือวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจของเอเชีย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

TMA เปิดเวที ASIA FORUM 2026 หารือวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจของเอเชีย

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงาน ASIA FORUM 2026 เพื่อสำรวจว่าเศรษฐกิจในเอเชียกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้ตามไปสู่การเป็นผู้นำในภูมิทัศน์โลกที่กำลังปรับสมดุลอย่างไร

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

TMA เปิดเวที ASIA FORUM 2026 หารือวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจของเอเชีย

แหล่งข่าวเดียว
TMA เปิดเวที ASIA FORUM 2026 หารือวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจของเอเชีย

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงาน ASIA FORUM 2026 เพื่อสำรวจว่าเศรษฐกิจในเอเชียกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้ตามไปสู่การเป็นผู้นำในภูมิทัศน์โลกที่กำลังปรับสมดุลอย่างไร

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้เปิดงาน 'ASIA FORUM 2026: Asia Amidst a Rebalancing World' อย่างเป็นทางการ งานนี้ทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับผู้นำระดับภูมิภาคในการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามรายงานของ Thai Post ฟอรัมนี้เน้นย้ำว่าเอเชียไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามแนวโน้มโลกอีกต่อไป แต่กำลังวางตำแหน่งตัวเองอย่างแข็งขันเพื่อ 'สร้างเกมใหม่' ภายในระเบียบระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ฟอรัมนี้เน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศในการบูรณาการเข้ากับกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น ACMECS และ ASEAN ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เนื่องจากองค์กรเหล่านี้มุ่งหวังที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การอภิปรายในฟอรัมจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้จริงสำหรับภาคธุรกิจในการรับมือกับการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

แม้ว่าฟอรัมจะให้มุมมองระดับสูงเกี่ยวกับกลยุทธ์ระดับภูมิภาค แต่ผลกระทบระยะยาวที่เฉพาะเจาะจงต่อสภาวะตลาดท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมของผู้บริโภคยังคงต้องติดตามต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่าความพยายามร่วมกันระหว่าง ACMECS, ASEAN และพันธมิตรในเอเชียในวงกว้างจะแปลไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เป็นรูปธรรมหรือโอกาสทางธุรกิจอย่างไร คาดว่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะของการอภิปรายเหล่านี้และกำหนดการดำเนินการจะปรากฏให้เห็นเมื่อฟอรัมดำเนินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 08:55 UTC

เจ้าหน้าที่ไทยเตือนภาวะเศรษฐกิจตึงตัวท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เจ้าหน้าที่ไทยเตือนภาวะเศรษฐกิจตึงตัวท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลก

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงผลกระทบของความขัดแย้งระดับโลกต่อค่าครองชีพในไทย และเสนอให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เจ้าหน้าที่ไทยเตือนภาวะเศรษฐกิจตึงตัวท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลก

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่ไทยเตือนภาวะเศรษฐกิจตึงตัวท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลก

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เน้นย้ำถึงผลกระทบของความขัดแย้งระดับโลกต่อค่าครองชีพในไทย และเสนอให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยระบุว่าประเทศกำลังประสบกับผลกระทบจากความขัดแย้งระดับโลก ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นอย่างมาก

เพื่อบรรเทาความท้าทายเหล่านี้ เอกนิติได้สนับสนุนให้มีการเร่งออกกฎหมายเพื่ออนุมัติเงินกู้จำนวน 4 แสนล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์หลักของมาตรการทางการเงินนี้คือเพื่อตัดวงจรความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจก่อนที่จะลุกลามไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การป้องกันปัญหาการว่างงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐบาลเพื่อจัดการกับภาวะเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพของตลาด แม้ว่าข้อเสนอนี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเกราะป้องกันต่อปัจจัยภายนอก แต่กลไกเฉพาะในการนำเงินทุนเหล่านี้ไปใช้และกรอบเวลาสำหรับกระบวนการทางกฎหมายยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตามองว่ารัฐบาลจะสร้างสมดุลระหว่างแผนการกู้ยืมขนาดใหญ่นี้กับสุขภาพทางการคลังในระยะยาวอย่างไร ในขณะนี้ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการหารือ และคาดว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 08:55 UTC

Master Plan 101 เผยพอร์ตงาน 1.4 พันล้านบาท พร้อมเปิดตัวแนวคิดบ้านอัจฉริยะ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Master Plan 101 เผยพอร์ตงาน 1.4 พันล้านบาท พร้อมเปิดตัวแนวคิดบ้านอัจฉริยะ

บริษัทรับสร้างบ้านหรู Master Plan 101 ประกาศยอดงานในมือ 1.4 พันล้านบาท และเตรียมนำแบบบ้านอัจฉริยะ 'MTP HI' ไปจัดแสดงในงาน Expo 2026

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Master Plan 101 เผยพอร์ตงาน 1.4 พันล้านบาท พร้อมเปิดตัวแนวคิดบ้านอัจฉริยะ

แหล่งข่าวเดียว
Master Plan 101 เผยพอร์ตงาน 1.4 พันล้านบาท พร้อมเปิดตัวแนวคิดบ้านอัจฉริยะ

บริษัทรับสร้างบ้านหรู Master Plan 101 ประกาศยอดงานในมือ 1.4 พันล้านบาท และเตรียมนำแบบบ้านอัจฉริยะ 'MTP HI' ไปจัดแสดงในงาน Expo 2026

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 บริษัทรับสร้างบ้านหรู Master Plan 101 ได้เปิดเผยว่าปัจจุบันมีพอร์ตงานในมือมูลค่ากว่า 1.4 พันล้านบาท โดยบริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตได้ 15% ในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคระดับบนและบริการ 'Complete Service' ที่เป็นจุดแข็งสำคัญในการครองส่วนแบ่งตลาด

ในส่วนของการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ บริษัทเตรียมนำนวัตกรรมล่าสุดคือแบบบ้านอัจฉริยะ 'MTP HI' ไปจัดแสดงในงาน Expo 2026 ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการออกแบบที่อยู่อาศัยระดับหรูในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน การเติบโตนี้สะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ที่มีการบูรณาการเทคโนโลยีในตลาดอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่น การมุ่งเน้นไปที่ 'Complete Service' บ่งชี้ถึงการปรับตัวไปสู่การบริหารจัดการงานก่อสร้างที่ครอบคลุมมากขึ้นสำหรับลูกค้ากลุ่มหรูหรา แม้ว่าบริษัทจะคาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 15% สำหรับปีนี้ แต่ผลประกอบการทางการเงินที่แท้จริงและรายละเอียดทางเทคนิคของบ้านอัจฉริยะรุ่น 'MTP HI' ยังคงต้องรอการยืนยันหลังจากการนำเสนอในงาน Expo 2026 โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในภาคธุรกิจก่อสร้างระดับพรีเมียมต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 09:16 UTC

อิหร่านประกาศกร้าวจะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ขณะที่จีนเรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้น
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อิหร่านประกาศกร้าวจะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ขณะที่จีนเรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้น

อิหร่านประกาศแผนการตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ในขณะที่จีนเตือนว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลเสียมากกว่าผลดี

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อิหร่านประกาศกร้าวจะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ขณะที่จีนเรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้น

แหล่งข่าวเดียว
อิหร่านประกาศกร้าวจะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ขณะที่จีนเรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้น

อิหร่านประกาศแผนการตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ในขณะที่จีนเตือนว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลเสียมากกว่าผลดี

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงความตั้งใจที่จะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกาเพิ่งประกาศใช้ เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการรุกรานและส่งสัญญาณว่าการตอบโต้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ในรายงานฉบับเดียวกัน จีนได้แสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นนี้ โดยเน้นย้ำว่าการใช้มาตรการคว่ำบาตรไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่แท้จริง รัฐบาลปักกิ่งย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมทั้งเสนอแนะว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่มีประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายทางการทูต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ถือเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก แม้ว่าจะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันหรือการเดินทางในภูมิภาค แต่ผู้ที่ติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอาจสังเกตเห็นความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาดพลังงานหรืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อค่าครองชีพหรือค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในขณะนี้ ลักษณะเฉพาะของมาตรการตอบโต้ของอิหร่านยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าสหรัฐฯ จะตอบสนองต่อคำขู่นี้อย่างไร และความตึงเครียดทางการทูตจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือความไม่มั่นคงในภูมิภาคหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 08:52 UTC

ปรัชญาการจ้างงานของ Apple: มากกว่าแค่ใบปริญญาและทักษะการเขียนโค้ด
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ปรัชญาการจ้างงานของ Apple: มากกว่าแค่ใบปริญญาและทักษะการเขียนโค้ด

Prachachat Business รายงานถึงกลยุทธ์การจ้างงานที่ไม่เหมือนใครของ ทิม คุก ซึ่งให้ความสำคัญกับพลังของการทำงานร่วมกันมากกว่าวุฒิการศึกษาแบบดั้งเดิม

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ปรัชญาการจ้างงานของ Apple: มากกว่าแค่ใบปริญญาและทักษะการเขียนโค้ด

แหล่งข่าวเดียว
ปรัชญาการจ้างงานของ Apple: มากกว่าแค่ใบปริญญาและทักษะการเขียนโค้ด

Prachachat Business รายงานถึงกลยุทธ์การจ้างงานที่ไม่เหมือนใครของ ทิม คุก ซึ่งให้ความสำคัญกับพลังของการทำงานร่วมกันมากกว่าวุฒิการศึกษาแบบดั้งเดิม

ตามรายงานจาก Prachachat Business ระบุว่า ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ใช้ปรัชญาการจ้างงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยเน้นแนวคิดที่ว่า '1+1=3' แนวทางนี้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทมองหาบุคคลที่เชื่อในพลังของการทำงานร่วมกัน (Synergy) ซึ่งผลลัพธ์รวมของทีมนั้นมากกว่าผลรวมของแต่ละส่วน มากกว่าที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่วุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหรือความเชี่ยวชาญด้านการเขียนโค้ดเพียงอย่างเดียว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและมืออาชีพในประเทศไทย มุมมองนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปในภาคเทคโนโลยีระดับโลก ในขณะที่ธุรกิจต่างๆ มุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมที่รวดเร็วและการได้รับการยอมรับในระดับสากล การให้ความสำคัญจึงเปลี่ยนไปสู่การค้นหาผู้สมัครที่มีกรอบความคิดเฉพาะตัวและมีจิตวิญญาณในการทำงานร่วมกัน ปรัชญานี้ท้าทายการพึ่งพาวุฒิการศึกษาแบบดั้งเดิมในฐานะตัวบ่งชี้หลักของความสำเร็จในสภาพแวดล้อมเทคโนโลยีขั้นสูง

แม้ว่ารายงานนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมภายในและค่านิยมในการสรรหาบุคลากรของ Apple แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าเกณฑ์การจ้างงานเชิงคุณภาพดังกล่าวจะถูกวัดผลอย่างไรในระหว่างกระบวนการสัมภาษณ์จริง นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่าปรัชญานี้ถูกนำไปใช้ในทุกสาขาทั่วโลกอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ หรือเน้นเฉพาะบทบาทความเป็นผู้นำและบทบาทเชิงสร้างสรรค์ภายในองค์กร สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี สิ่งที่ได้รับคือทักษะทางสังคมและความสามารถในการส่งเสริมการเติบโตของทีมกำลังกลายเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 08:13 UTC

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกังวลยอดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกังวลยอดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูง

อุตสาหกรรมยานยนต์รายงานยอดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกังวลยอดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูง

แหล่งข่าวเดียว
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกังวลยอดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูง

อุตสาหกรรมยานยนต์รายงานยอดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 62.58% ข้อมูลในช่วง 7 เดือนแรกของปีระบุว่า แม้ยอดการผลิตรถยนต์โดยรวมจะสูงกว่า 834,000 คัน แต่ยอดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศกลับมีเพียง 47,452 คันเท่านั้น

ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้ผลิตในประเทศเมื่อเทียบกับรถยนต์นำเข้า นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่ายอดขายรถกระบะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดจากแรงกดดันทางการเงินที่ยังคงมีอยู่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว พัฒนาการนี้สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย แม้ว่าการไหลเข้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าอาจเสนอทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นให้กับผู้บริโภค แต่ความต้องการปฏิรูปภาษีของภาคอุตสาหกรรมบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเกี่ยวกับราคาหรือความพร้อมจำหน่ายของรถยนต์

ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องในการปรับโครงสร้างภาษีอย่างไร และจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเฉพาะเจาะจงเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้ผลิตในประเทศและความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าความกังวลเหล่านี้จะนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายในทันทีหรือการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 08:14 UTC

Master Plan 101 เผยยอดแบ็คล็อกแข็งแกร่งพร้อมแผนขยายธุรกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Master Plan 101 เผยยอดแบ็คล็อกแข็งแกร่งพร้อมแผนขยายธุรกิจ

บริษัทรับสร้างบ้านหรู Master Plan 101 ประกาศยอดแบ็คล็อกเกิน 1.4 พันล้านบาท พร้อมคาดการณ์การเติบโต 15% ในปีนี้

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Master Plan 101 เผยยอดแบ็คล็อกแข็งแกร่งพร้อมแผนขยายธุรกิจ

แหล่งข่าวเดียว
Master Plan 101 เผยยอดแบ็คล็อกแข็งแกร่งพร้อมแผนขยายธุรกิจ

บริษัทรับสร้างบ้านหรู Master Plan 101 ประกาศยอดแบ็คล็อกเกิน 1.4 พันล้านบาท พร้อมคาดการณ์การเติบโต 15% ในปีนี้

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 บริษัทรับสร้างบ้านหรู 'Master Plan 101' ได้เปิดเผยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยยอดแบ็คล็อกของโครงการปัจจุบันที่มีมูลค่ากว่า 1.4 พันล้านบาท โดยบริษัทระบุว่าความแข็งแกร่งในตลาดมาจากประสบการณ์ที่กว้างขวาง ซึ่งปัจจุบันมีการบริหารจัดการไซต์งานก่อสร้างที่กำลังดำเนินการอยู่ถึง 40 แห่งทั่วประเทศไทย

ในส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ บริษัทกำลังเปิดตัว 'MTP HI' ซึ่งเป็นกลุ่มโซลูชันบ้านอัจฉริยะใหม่ที่จะนำไปจัดแสดงในงาน Expo 2026 ที่กำลังจะมาถึง ฝ่ายบริหารได้แสดงความมั่นใจว่าบริษัทกำลังอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุอัตราการเติบโต 15% ตลอดปีปัจจุบัน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่กำลังพิจารณาการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ประกาศนี้เน้นย้ำถึงกิจกรรมที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในภาคการก่อสร้างที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ การมียอดแบ็คล็อกจำนวนมากบ่งชี้ถึงความต้องการที่อยู่อาศัยหรูหราที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่น แม้ว่าบริษัทจะยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเป้าหมายการเติบโต 15% แต่การบรรลุตัวเลขดังกล่าวขึ้นอยู่กับการส่งมอบโครงการปัจจุบันให้สำเร็จและสภาวะตลาดในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าจะมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติเฉพาะของเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ MTP HI และผลกระทบในวงกว้างต่อตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างงาน Expo 2026

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 07:33 UTC

การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ มิน ออง ไลง์ ก่อให้เกิดการอภิปรายในระดับภูมิภาค
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ มิน ออง ไลง์ ก่อให้เกิดการอภิปรายในระดับภูมิภาค

ผู้นำเมียนมา มิน ออง ไลง์ เดินทางเยือนไทยเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ มิน ออง ไลง์ ก่อให้เกิดการอภิปรายในระดับภูมิภาค

แหล่งข่าวเดียว
การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ มิน ออง ไลง์ ก่อให้เกิดการอภิปรายในระดับภูมิภาค

ผู้นำเมียนมา มิน ออง ไลง์ เดินทางเยือนไทยเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021

ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ ผู้นำเมียนมา มิน ออง ไลง์ ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคม 2026 เหตุการณ์นี้ถือเป็นการเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเขานับตั้งแต่การรัฐประหารโดยกองทัพในปี 2021 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของ ออง ซาน ซู จี

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การมีส่วนร่วมทางการทูตนี้เน้นย้ำถึงความซับซ้อนที่ยังคงดำเนินอยู่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน การเยือนครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเน้นย้ำถึงความสมดุลที่ละเอียดอ่อนระหว่างการรักษาการค้าข้ามพรมแดนกับการจัดการผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง รวมถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในเมียนมา

แม้ว่าการเยือนจะได้รับการยืนยันแล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวต่อเสถียรภาพในภูมิภาคและผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าทวิภาคียังคงเป็นหัวข้อที่ต้องวิเคราะห์กันต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตามองว่าความเคลื่อนไหวทางการทูตนี้จะมีอิทธิพลต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตและพลวัตด้านความมั่นคงในภูมิภาคอย่างไร จนถึงขณะนี้ รายละเอียดทั้งหมดของการหารือในช่วงสองวันที่ผ่านมายังไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน และสาธารณชนยังคงติดตามว่าการปฏิสัมพันธ์ระดับสูงเหล่านี้อาจส่งผลต่อภาพรวมของภูมิภาคอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 07:13 UTC

ผู้ถือหุ้น ITC ไฟเขียวอนุมัติเงินกู้ 6 พันล้านบาทให้ ไทยยูเนี่ยน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ผู้ถือหุ้น ITC ไฟเขียวอนุมัติเงินกู้ 6 พันล้านบาทให้ ไทยยูเนี่ยน

ผู้ถือหุ้นของบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อนุมัติการให้กู้ยืมเงินแก่กลุ่มไทยยูเนี่ยนไม่เกิน 6 พันล้านบาท เพื่อบริหารจัดการเงินสดส่วนเกินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ผู้ถือหุ้น ITC ไฟเขียวอนุมัติเงินกู้ 6 พันล้านบาทให้ ไทยยูเนี่ยน

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ถือหุ้น ITC ไฟเขียวอนุมัติเงินกู้ 6 พันล้านบาทให้ ไทยยูเนี่ยน

ผู้ถือหุ้นของบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อนุมัติการให้กู้ยืมเงินแก่กลุ่มไทยยูเนี่ยนไม่เกิน 6 พันล้านบาท เพื่อบริหารจัดการเงินสดส่วนเกินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ผู้ถือหุ้นของบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ได้ลงมติเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 อนุมัติการให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยการตัดสินใจดังกล่าวเสร็จสิ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งมีผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงถึง 93.7% ลงคะแนนเห็นชอบ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่าสามในสี่

นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ITC ระบุว่าเงินกู้ดังกล่าวซึ่งมีวงเงินไม่เกิน 6 พันล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการเงินสดส่วนเกินของบริษัทให้เกิดประโยชน์และสร้างผลตอบแทนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิออกเสียงในวาระดังกล่าว โดยบริษัทระบุว่าคะแนนเสียงที่ท่วมท้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นที่มีต่อกลยุทธ์การบริหารการเงินของ ITC

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การดำเนินการทางการเงินภายในองค์กรนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการเงินทุนของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในไทย แม้ว่าธุรกรรมนี้จะเป็นการบริหารสภาพคล่องภายในระหว่างบริษัทในเครือ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการประสานงานทางการเงินที่แข็งแกร่งภายในระบบนิเวศของไทยยูเนี่ยน ทั้งนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเงินกู้ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ความพร้อมของสินค้า หรือเงื่อนไขการจ้างงาน โดยรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยหรือกำหนดการชำระคืนเงินกู้ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 07:12 UTC

หน่วยงานกำกับดูแลไทยยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทจดทะเบียน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

หน่วยงานกำกับดูแลไทยยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทจดทะเบียน

ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังดำเนินมาตรการตรวจสอบภายในที่เข้มงวดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอน IPO เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของตลาดและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

หน่วยงานกำกับดูแลไทยยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทจดทะเบียน

แหล่งข่าวเดียว
หน่วยงานกำกับดูแลไทยยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทจดทะเบียน

ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังดำเนินมาตรการตรวจสอบภายในที่เข้มงวดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอน IPO เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของตลาดและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กำลังร่วมมือกันเพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบภายใน นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่าโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงคุณภาพการตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) และขยายมาตรฐานที่เข้มงวดเหล่านี้ไปยังบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง 'ระบบเตือนภัยล่วงหน้า' ที่สามารถระบุความเสี่ยงทางการเงินในเชิงรุกได้

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ตั้งข้อสังเกตว่ากลไกการรายงานในปัจจุบันมักจะเปิดเผยธุรกรรมที่มีปัญหาหลังจากผ่านไปหลายปี ดังนั้นหน่วยงานกำกับดูแลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อตรวจจับความผิดปกติทางการเงินให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของความพยายามในวงกว้างเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดการเงินไทยและลดความเสี่ยงของการฉ้อโกงในองค์กร การกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่การรายงานทางการเงินที่เชื่อถือได้มากขึ้นจากบริษัทที่ดำเนินงานในประเทศ แม้ว่ามาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดช่องโหว่ด้านกฎระเบียบและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่เครื่องมือทางเทคนิคเฉพาะที่จะนำมาใช้และกรอบเวลาสำหรับการดำเนินการเต็มรูปแบบในทุกภาคส่วนยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบเหล่านี้ส่งผลต่อเสถียรภาพในระยะยาวของตลาดหุ้นไทยอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 07:13 UTC

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าครองตลาด
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าครองตลาด

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรายงานยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปภาษีเพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ

Thai Enquirer ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 76/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าครองตลาด

แหล่งข่าวเดียว
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าครองตลาด

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรายงานยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปภาษีเพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ

ตามรายงานของ Thai Enquirer สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ได้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในตลาดรถยนต์ภายในประเทศ ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน คิดเป็นเกือบสองในสามของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้าทั้งหมด โดยข้อมูลระบุว่าจากจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้าที่ขายได้ 125,411 คัน มีจำนวน 46,924 คันที่เป็นรถนำเข้า

แนวโน้มนี้สร้างความกังวลให้กับผู้นำในอุตสาหกรรม รวมถึงนายสุวัฒน์ ศุภกาญจนเดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ของ FTI และนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มฯ ซึ่งได้เรียกร้องอย่างเป็นทางการให้มีการปฏิรูปภาษีเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศจากแรงกดดันด้านการแข่งขันของการนำเข้าเหล่านี้ แม้ว่าในเดือนกรกฎาคมจะมีความต้องการรถยนต์โดยรวมที่แข็งแกร่งขึ้น แต่ยอดขายรถกระบะที่ลดลงยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับภาคส่วนนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสำหรับการเป็นเจ้าของรถยนต์และการขนส่งในประเทศไทย การปรากฏตัวของรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนกำลังกลายเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนบนท้องถนนในไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังต้องยืนยันคือรัฐบาลจะดำเนินการปฏิรูปภาษีตามที่เรียกร้องหรือไม่ และนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลต่อราคาและความพร้อมจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้อย่างไร ผู้สังเกตการณ์ยังคงรอดูว่ายอดขายรถกระบะที่ลดลง ซึ่งเป็นสินค้าหลักของตลาดรถยนต์ไทย จะทรงตัวหรือจะยังคงส่งผลกระทบต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมโดยรวมต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Enquirer
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 76/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 06:10 UTC

นักวิเคราะห์ตลาดจับตาการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

นักวิเคราะห์ตลาดจับตาการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินกำลังติดตามคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ในขณะที่เตรียมประกาศการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุด

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ตลาดจับตาการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน

แหล่งข่าวเดียว
นักวิเคราะห์ตลาดจับตาการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินกำลังติดตามคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ในขณะที่เตรียมประกาศการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุด

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศของธนาคารกรุงศรีอยุธยากำลังจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ขณะนี้นักวิเคราะห์ทางการเงินและผู้เข้าร่วมตลาดกำลังรอคอยมติอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยของประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การตัดสินใจนี้มีความสำคัญเนื่องจากมักส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืม อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย และความแข็งแกร่งโดยรวมของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินอาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและอำนาจซื้อของผู้ที่จัดการการเงินภายในเศรษฐกิจท้องถิ่น สำหรับนักท่องเที่ยว ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการตัดสินใจของ กนง. อาจส่งผลต่อมูลค่าของงบประมาณการเดินทางเมื่อแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท

ในขั้นตอนนี้ ผลลัพธ์ที่แน่ชัดของการประชุมยังคงต้องรอการยืนยัน ตลาดอยู่ในสภาวะเฝ้าระวัง โดยนักวิเคราะห์กำลังมองหาสัญญาณจากคณะกรรมการที่อาจบ่งชี้ถึงทิศทางในอนาคตของนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย ขอแนะนำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เนื่องจากข้อมูลปัจจุบันจำกัดอยู่เพียงความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับการหารือของคณะกรรมการเท่านั้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 05:31 UTC

สภา อบจ.นนทบุรี อนุมัติงบประมาณ 3.2 พันล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

สภา อบจ.นนทบุรี อนุมัติงบประมาณ 3.2 พันล้านบาท

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีได้ผ่านงบประมาณ 3.2 พันล้านบาท โดยเกือบครึ่งหนึ่งจัดสรรให้กับการศึกษาในท้องถิ่น

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

สภา อบจ.นนทบุรี อนุมัติงบประมาณ 3.2 พันล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
สภา อบจ.นนทบุรี อนุมัติงบประมาณ 3.2 พันล้านบาท

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีได้ผ่านงบประมาณ 3.2 พันล้านบาท โดยเกือบครึ่งหนึ่งจัดสรรให้กับการศึกษาในท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี ได้อนุมัติงบประมาณรวม 3.2 พันล้านบาทสำหรับรอบปีงบประมาณที่จะถึงนี้ โดยมีสัดส่วนเงินทุนจำนวนมากถึงกว่า 1.551 พันล้านบาท ที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับภาคการศึกษาภายในจังหวัดโดยเฉพาะ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี การลงทุนจำนวนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านการศึกษาในท้องถิ่นนี้ อาจเป็นสัญญาณของการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียนรัฐบาลและโครงการการศึกษาของจังหวัดในอนาคต การเพิ่มทรัพยากรทางการศึกษามักมีส่วนช่วยในการพัฒนาและความมั่นคงในระยะยาวของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งอาจส่งผลทางอ้อมต่อคุณภาพชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่

แม้ว่าสภาจะผ่านงบประมาณดังกล่าวแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการจัดสรรเงินทุนเหล่านี้ไปยังโรงเรียนแต่ละแห่งหรือโครงการการศึกษาเฉพาะเจาะจงนั้นยังไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน ผู้สังเกตการณ์จะรอติดตามประกาศเพิ่มเติมจาก อบจ.นนทบุรี เพื่อทำความเข้าใจว่าเงินทุนเหล่านี้จะถูกนำไปใช้จริงอย่างไร และประชาชนสามารถคาดหวังการปรับปรุงใดบ้างในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากเป็นเรื่องของการบริหารจัดการระดับจังหวัด ผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้มาเยือนระยะสั้นจึงคาดว่าจะมีน้อยมาก

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 05:31 UTC

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตขึ้นเป็น 2.2%
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตขึ้นเป็น 2.2%

ศูนย์วิจัย SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 เป็น 2.2% โดยอ้างอิงจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของภาคดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตขึ้นเป็น 2.2%

แหล่งข่าวเดียว
SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตขึ้นเป็น 2.2%

ศูนย์วิจัย SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 เป็น 2.2% โดยอ้างอิงจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของภาคดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์

ตามรายงานจาก Khaosod Online ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 2.2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.0% นอกจากนี้ยังได้ปรับแนวโน้มสำหรับปี 2570 เพิ่มขึ้นเป็น 2.1% จากเดิม 1.9% การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งและการส่งออกที่ดี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) บ่งชี้ถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงศูนย์ข้อมูล (Data center)

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว กิจกรรมทางเศรษฐกิจนี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาของการขยายตัวทางอุตสาหกรรม แม้ว่ารายงานจะระบุว่าการฟื้นตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วนและพึ่งพาการนำเข้าสูง แม้ว่ามาตรการของภาครัฐจะช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ แต่แนวโน้มยังคงมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ผู้สังเกตการณ์ควรติดตามความผันผวนของราคาพลังงานโลกและความเป็นไปได้ในการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น

แม้ว่าตัวชี้วัดปัจจุบันจะแสดงให้เห็นถึงแรงส่งเชิงบวก แต่ความมั่นคงในระยะยาวของการเติบโตนี้ยังคงต้องรอการยืนยัน เนื่องจากนโยบายการค้าโลกและตลาดพลังงานยังคงมีความผันผวน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 05:12 UTC