ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้ ✦
เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ ✦
การเมือง เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า ✦
ความปลอดภัย เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา ✦
ความปลอดภัย ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ ✦
ความปลอดภัย ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ✦
การขนส่ง ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์ ✦
ความปลอดภัย กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ ✦
การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาได้

รัฐบาลไทยชี้แจงว่าผู้ประกันตนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน สามารถจดหมายเลขผู้สมัครนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

ก่อนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ รัฐบาลไทยได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการลงคะแนนเสียง โดยอ้างอิงจากรายงานของ Thai Post รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่าผู้ประกันตนสามารถจดหมายเลขของผู้สมัครที่ต้องการเลือกใส่กระดาษหรือบันทึกส่วนตัวเพื่อนำเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้

การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนได้อย่างสะดวก เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่บอร์ดประกันสังคม สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคมของไทย ข้อมูลนี้มีความสำคัญเนื่องจากช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการลงคะแนน และช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกผู้สมัครที่ต้องการได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดกฎการเลือกตั้ง

แม้ว่าคำแนะนำนี้จะช่วยให้ความชัดเจนเรื่องการใช้บันทึกส่วนตัว แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปของการเลือกตั้งและทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด ขณะนี้การเลือกตั้งยังคงกำหนดจัดขึ้นตามวันเวลาเดิม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรตรวจสอบสิทธิและสถานที่เลือกตั้งผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของสำนักงานประกันสังคมเพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงระเบียบการเลือกตั้งอื่นๆ เพิ่มเติมในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยชี้แจงศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ

รัฐบาลไทยได้ตอบสนองต่อความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ โดยเน้นย้ำว่าประเทศมีภาคการผลิตภายในประเทศที่แข็งแกร่ง

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงสถานะของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ โดยตอบโต้รายงานที่ระบุว่ามีการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนถึง 99.3% ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมดของอุตสาหกรรม

ตามข้อมูลของรัฐบาล ประเทศไทยมีฐานการผลิตชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ภายในประเทศที่สำคัญ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมในท้องถิ่นมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.66 หมื่นล้านบาทต่อปี การชี้แจงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่าประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงการมีอยู่ของห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่สนับสนุนภาคพลังงานหมุนเวียน แม้ว่ารัฐบาลจะให้ตัวเลขเหล่านี้เพื่อแสดงถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรม แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าศักยภาพการผลิตภายในประเทศเหล่านี้จะขยายตัวอย่างไรในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นของประเทศ แถลงการณ์ของรัฐบาลถือเป็นการย้ำเตือนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นกำลังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนระดับโลก แทนที่จะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีนำเข้า ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ผลิตในท้องถิ่นและส่วนแบ่งการตลาดในรายงานอุตสาหกรรมฉบับต่อๆ ไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:00 UTC

การเมือง

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

แหล่งข่าวเดียว
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: นำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้า

รัฐบาลไทยชี้แจงกฎระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน โดยอนุญาตให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำโพยส่วนตัวเข้าคูหาได้ แต่ห้ามนำเอกสารหาเสียงเข้าไปด้วย

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับกฎระเบียบสำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยนายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำโพยส่วนตัวที่จดเลขผู้สมัครเข้าไปในหน่วยเลือกตั้งเพื่อช่วยในการตัดสินใจได้

อย่างไรก็ตาม ทางการได้สั่งห้ามการครอบครองหรือแสดงเอกสารหรือสื่อใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงภายในบริเวณหน่วยเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

สำหรับประชาชนและผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ณ หน่วยเลือกตั้ง ขอแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเตรียมตัวเลือกผู้สมัครไว้ล่วงหน้าโดยใช้โพยส่วนตัว แทนการพึ่งพาเอกสารหาเสียงจากภายนอก

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงเวลาลงคะแนนหรือสถานที่เลือกตั้ง ผู้มีสิทธิควรติดตามช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตล่าสุดหรือคำแนะนำเฉพาะเกี่ยวกับหลักฐานแสดงตัวตนหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยเลือกตั้ง ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามดูว่ากฎระเบียบเหล่านี้จะถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเพียงใดในแต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

แหล่งข่าวเดียว
เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ประชาชนใน 6 อำเภอของอยุธยาควรเตรียมพร้อม

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีการแจ้งเตือนประชาชนใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มอัตราการระบายน้ำเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำในลุ่มแม่น้ำ

ทางการได้ออกประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยขอให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งในพื้นที่ท้ายเขื่อน ผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือกำลังพำนักอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาควรติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จังหวัดอย่างใกล้ชิด

ในขณะนี้ยังต้องรอการยืนยันถึงผลกระทบโดยรวมในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจนอีกครั้ง ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการคงอัตราการระบายน้ำในระดับนี้ไว้นานเท่าใด หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ตอนบน นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำและติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและความปลอดภัยจากอุทกภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยา

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางอุทกวิทยา เพื่อมุ่งเน้นการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำและการติดตามทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 4 ได้เริ่มปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อดำเนินการสำรวจข้อมูลทางอุทกวิทยาอย่างครอบคลุม กิจกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ อัตราการไหล และคุณภาพน้ำโดยรวมในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความผันผวนตามฤดูกาล แม้ว่าการปฏิบัติงานเหล่านี้จะเป็นภารกิจปกติ แต่ข้อมูลที่รวบรวมได้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวและกลยุทธ์ในการบรรเทาอุทกภัย

ในขณะนี้ กรมฯ ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เฉพาะเจาะจงที่จะทำการสำรวจหรือระยะเวลาของการปฏิบัติงานภาคสนามไว้อย่างชัดเจน ประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ริมน้ำอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ของทางราชการในพื้นที่ขณะที่ทีมงานดำเนินการประเมินผล ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าข้อมูลดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำในอนาคตอย่างไร หรือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการใช้น้ำในท้องถิ่นในทันทีหรือไม่ ผู้ที่สนใจผลการสำรวจหรือความคืบหน้าของการดำเนินงานสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการจากกรมทรัพยากรน้ำได้เมื่อมีการประกาศเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรงจากฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 10 (226/2569) เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569

สภาพอากาศดังกล่าวเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทางการได้แจ้งเตือนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ

สำหรับสถานการณ์ทางทะเล คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงมากกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังซ้ำซากและติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการพยากรณ์อากาศรายภูมิภาค แต่ความรุนแรงของฝนในแต่ละพื้นที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อความปลอดภัย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแผนรับมือน้ำท่วม 7 มาตรการ

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เริ่มใช้กลยุทธ์บรรเทาอุทกภัย 7 มาตรการ และกำลังพิจารณาประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

มาตรการรับมือน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ผู้ว่าฯ ได้ดำเนินแผนปฏิบัติการ 7 มาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งเมือง

การพิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ในส่วนหนึ่งของการตอบสนองเชิงรุกของเมือง ขณะนี้ทางการกำลังประเมินความจำเป็นในการประกาศให้ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ขั้นตอนทางปกครองนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทรัพยากรเพิ่มเติมและงบประมาณฉุกเฉินเพื่อสนับสนุนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบและแนวโน้ม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมขั้นสูงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วม แม้ว่าแผน 7 มาตรการจะอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่การประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในเมืองหลวงติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งนี้ยังคงต้องยืนยันว่าเขตใดจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และมาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:02 UTC

ความปลอดภัย

ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

แหล่งข่าวเดียว
ผู้นำฝ่ายค้านเสนอมาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เรียกร้องให้กรุงเทพมหานครดำเนิน 4 มาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือน้ำท่วม รวมถึงการแนะนำให้ทำงานจากที่บ้าน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้กล่าวถึงวิกฤตน้ำท่วมในกรุงเทพฯ โดยเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหา ตามรายงานของมติชนออนไลน์ ข้อเสนอดังกล่าวเรียกร้องให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระดมเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมทันที และประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อเสริมกำลังในการป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่

นอกเหนือจากด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ข้อเสนอยังรวมถึงการระบุและประกาศเส้นทางวิกฤตที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมให้ประชาชนทราบ เพื่อช่วยให้ผู้พักอาศัยสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ยังเสนอให้หน่วยงานต่างๆ สนับสนุนนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) สำหรับพนักงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและลดความเสี่ยงจากการเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง

สำหรับผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของสภาพอากาศในปัจจุบันและโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทั่วเมืองหลวง แม้ว่าข้อเสนอเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเส้นทางใดบ้างที่จะถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางวิกฤตอย่างเป็นทางการ และ กทม. จะรับรองคำแนะนำเรื่องการทำงานจากที่บ้านอย่างเป็นทางการหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ขณะนี้ควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจาก กทม. เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและความสะดวกในการเดินทาง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

การขนส่ง

ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

แหล่งข่าวเดียว
ความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม: สถานีดินแดงเตรียมพร้อมรับหัวเจาะอุโมงค์

การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสถานีดินแดงกำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มในกรุงเทพฯ มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพล่าสุดจากพื้นที่ก่อสร้างสถานีดินแดงเผยให้เห็นว่าทางสถานีกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับหัวเจาะอุโมงค์ (TBM) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการขุดเจาะเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้สัญจร การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าใต้ดินของเมือง รถไฟฟ้าสายสีส้มได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่เมืองสำคัญเมื่อเปิดให้บริการ สำหรับนักท่องเที่ยว โครงการนี้แสดงถึงอนาคตของทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั่วทั้งเมืองหลวง

แม้ว่าขณะนี้พื้นที่กำลังถูกเตรียมความพร้อมสำหรับหัวเจาะ TBM แต่กำหนดการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเสร็จสิ้นระยะการขุดเจาะหรือการเปิดให้บริการโครงการโดยรวมยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อยืนยันตารางเวลาสำหรับขั้นตอนการก่อสร้างถัดไปและการเปิดใช้งานสายรถไฟฟ้าในอนาคต ผู้อยู่อาศัยในบริเวณดินแดงควรติดตามกิจกรรมการก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่และอาจมีการปรับเปลี่ยนการจราจรในพื้นที่ตามความคืบหน้าของงาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 01:01 UTC

ความปลอดภัย

กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

แหล่งข่าวเดียว
กรุงเทพฯ เร่งดำเนินมาตรการรับมืออุทกภัย 7 ประการ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ประกาศใช้แผนฉุกเฉิน 7 ประการเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นความปลอดภัยของประชาชนและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน

ตามข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดตัวกลยุทธ์รับมืออุทกภัย 7 ประการอย่างเป็นทางการ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในเมืองหลวง โดยมาตรการนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก รวมถึงการจัดตั้งศูนย์พักพิงฉุกเฉินและการระดมทรัพยากรไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยสูง

องค์ประกอบสำคัญของแผนงานประกอบด้วยการเร่งประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างต่อเนื่อง ทางกรุงเทพมหานครกำลังประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยังคงใช้งานได้ และประชาชนจะได้รับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับระดับน้ำและขั้นตอนการอพยพอย่างทันท่วงทีหากจำเป็น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดในบางพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงตารางเวลาขนส่งสาธารณะ หรือการปิดพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งชั่วคราว ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ แม้ว่าเมืองจะเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ แต่ผลกระทบโดยรวมของน้ำท่วมยังคงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและประสิทธิภาพของการระบายน้ำ นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากอยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักหรือมีน้ำท่วมขังในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thailand Government Public Relations Department — Breaking News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 00:40 UTC

ผู้ผลิตแจ้งความดำเนินคดีหลังพบซอสไม่ได้มาตรฐานวางขายในร้านค้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ผู้ผลิตแจ้งความดำเนินคดีหลังพบซอสไม่ได้มาตรฐานวางขายในร้านค้า

บริษัทผู้ผลิตซอสได้แจ้งความดำเนินคดีหลังจากพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ควรถูกทำลายถูกนำมาวางจำหน่ายในราคาถูกที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ผู้ผลิตแจ้งความดำเนินคดีหลังพบซอสไม่ได้มาตรฐานวางขายในร้านค้า

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ผลิตแจ้งความดำเนินคดีหลังพบซอสไม่ได้มาตรฐานวางขายในร้านค้า

บริษัทผู้ผลิตซอสได้แจ้งความดำเนินคดีหลังจากพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ควรถูกทำลายถูกนำมาวางจำหน่ายในราคาถูกที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 บริษัทผู้ผลิตซอสได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีการนำผลิตภัณฑ์ของบริษัทไปวางจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในพื้นที่คลอง 5 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยเหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 เมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่แสดงให้เห็นเครื่องปรุงรสของแบรนด์ดังกล่าวถูกขายในราคาขวดละ 5-10 บาท

บริษัทชี้แจงว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกให้นำไปทำลายตามกระบวนการ บริษัทแสดงความกังวลอย่างยิ่งเนื่องจากการจำหน่ายสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ของแบรนด์ หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ร้านค้าที่เกี่ยวข้องได้ออกมาขอโทษโดยอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่มีเจตนาทุจริต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารจากร้านค้าที่ได้รับอนุญาตและเชื่อถือได้เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพ บริษัทได้ยืนยันว่ากำลังดำเนินการทางกฎหมายและมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับขั้นตอนการทำลายสินค้าตามมาตรฐาน แม้ว่าบริษัทจะเริ่มตรวจสอบว่าสินค้าเหล่านี้หลุดรอดจากกระบวนการทำลายได้อย่างไร แต่ยังคงต้องรอการยืนยันว่าผู้รับจ้างภายนอกจัดการกับสินค้าอย่างไร และมีสินค้าล็อตอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานหลุดรอดเข้าสู่ตลาดอีกหรือไม่ ผู้บริโภคควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าอาหารที่มีราคาถูกผิดปกติ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 15:10 UTC

รัฐบาลไทยร่วมมือกับ OECD พัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยร่วมมือกับ OECD พัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หารือร่วมกับ OECD เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยให้พร้อมรับมือกับ AI และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยร่วมมือกับ OECD พัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยร่วมมือกับ OECD พัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หารือร่วมกับ OECD เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยให้พร้อมรับมือกับ AI และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มติชนออนไลน์รายงานว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เกี่ยวกับการพัฒนาแรงงานไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยสามารถรับมือกับความท้าทายและโอกาสที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การปรับมาตรฐานให้สอดคล้องกับ OECD มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานในท้องถิ่นให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวของตลาดแรงงานไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การจ้างงานในบทบาทที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้นและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่บูรณาการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ในขณะที่ประเทศไทยพยายามรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก การปรับเปลี่ยนนโยบายเหล่านี้อาจส่งผลต่อโอกาสทางอาชีพในอนาคตและความสะดวกในการทำธุรกิจในประเทศไทย

แม้ว่ารัฐบาลจะแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการปรับปรุงมาตรฐานแรงงานให้ทันสมัย แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการดำเนินการ หลักสูตรการฝึกอบรมที่จะนำมาใช้ และงบประมาณที่จัดสรรสำหรับโครงการเหล่านี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้สังเกตการณ์จะคอยติดตามดูว่าการหารือระดับสูงเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนไปสู่การปฏิรูปด้านการศึกษาหรืออาชีวศึกษาที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 14:10 UTC

ครูวัย 47 ปี เผชิญวิกฤตหนี้สินหลังเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนร่วมงาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ครูวัย 47 ปี เผชิญวิกฤตหนี้สินหลังเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนร่วมงาน

ครูชาวไทยวัย 47 ปี ต้องแบกรับภาระหนี้สินรวม 16 ล้านบาท หลังจากเพื่อนร่วมงาน 4 คนผิดนัดชำระหนี้ที่เธอเป็นผู้ค้ำประกันให้

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ครูวัย 47 ปี เผชิญวิกฤตหนี้สินหลังเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนร่วมงาน

แหล่งข่าวเดียว
ครูวัย 47 ปี เผชิญวิกฤตหนี้สินหลังเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนร่วมงาน

ครูชาวไทยวัย 47 ปี ต้องแบกรับภาระหนี้สินรวม 16 ล้านบาท หลังจากเพื่อนร่วมงาน 4 คนผิดนัดชำระหนี้ที่เธอเป็นผู้ค้ำประกันให้

ตามรายงานของมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ครูวัย 47 ปีรายหนึ่งกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลังจากมีอาการเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งแพทย์ระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับความเครียดสะสมอย่างรุนแรง โดยครูรายนี้ได้เซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้กับเพื่อนร่วมงาน 4 คน ซึ่งต่อมาได้ผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้เธอต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อหนี้สินรวมทั้งสิ้น 16 ล้านบาท

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการค้ำประกันเงินกู้ซึ่งเป็นเรื่องปกติในแวดวงวิชาชีพในประเทศไทย สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงภาระผูกพันทางการเงินระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันให้ผู้อื่น ไม่ว่าความสัมพันธ์จะดูมั่นคงเพียงใดก็ตาม ภาระผูกพันทางกฎหมายของผู้ค้ำประกันในประเทศไทยนั้นมีความเข้มงวด และการที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้อาจทำให้ผู้ค้ำประกันต้องแบกรับภาระการชำระหนี้ทั้งหมดเพียงลำพัง

แม้รายงานจะยืนยันถึงอาการป่วยของครูและยอดหนี้รวมแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ยังต้องรอการยืนยัน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางทางกฎหมายที่ครูอาจดำเนินการกับบุคคลทั้ง 4 ที่ผิดนัดชำระหนี้ หรือการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำหนดการชำระหนี้ที่ชัดเจน กรณีนี้ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่ต้องติดตามต่อไปเกี่ยวกับผลกระทบส่วนบุคคลจากการค้ำประกันทางการเงิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 13:30 UTC

DITP ผนึกกำลัง Gourmet Market เปิดงาน 'Capture the New Thai Wave' ดันแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

DITP ผนึกกำลัง Gourmet Market เปิดงาน 'Capture the New Thai Wave' ดันแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมมือกับ Gourmet Market เพื่อนำเสนอแบรนด์ไทยจากโครงการ IDEA LAB สู่สายตาผู้บริโภคทั่วโลก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

DITP ผนึกกำลัง Gourmet Market เปิดงาน 'Capture the New Thai Wave' ดันแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

แหล่งข่าวเดียว
DITP ผนึกกำลัง Gourmet Market เปิดงาน 'Capture the New Thai Wave' ดันแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมมือกับ Gourmet Market เพื่อนำเสนอแบรนด์ไทยจากโครงการ IDEA LAB สู่สายตาผู้บริโภคทั่วโลก

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 Matichon Online รายงานว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้เปิดตัวกิจกรรม 'Capture the New Thai Wave' อย่างเป็นทางการ โดยร่วมมือกับ Gourmet Market เพื่อยกระดับแบรนด์ไทยที่พัฒนาภายใต้โครงการ IDEA LAB ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย กิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการคัดสรรสินค้าท้องถิ่นที่มีนวัตกรรมและคุณภาพสูง Gourmet Market ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ถือเป็นช่องทางเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้แบรนด์เหล่านี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ซื้อค้นพบสินค้าไทยที่มีเอกลักษณ์และได้มาตรฐานสากลได้ง่ายขึ้น ความร่วมมือนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์ผลงานในท้องถิ่นเข้ากับตลาดโลก และสร้างอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งให้กับนวัตกรรมของไทย

แม้ว่ากิจกรรมนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการในท้องถิ่น แต่รายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาจัดงานที่แน่ชัดและรายชื่อแบรนด์ที่เข้าร่วมทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก DITP หรือเยี่ยมชมสาขาของ Gourmet Market เพื่อดูว่ามีผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่กำลังจัดแสดงอยู่ในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 13:31 UTC

BEAUTERRY เปิดตัวในตลาดความงามไทยด้วยแนวคิด 'Beauty made Easy'
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

BEAUTERRY เปิดตัวในตลาดความงามไทยด้วยแนวคิด 'Beauty made Easy'

บริษัท เจแอลซี กรุ๊ป จำกัด เปิดตัวแบรนด์เครื่องสำอางใหม่ BEAUTERRY อย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นกลุ่ม Gen Z และคนทำงานรุ่นใหม่ที่ศูนย์การค้า Emsphere

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

BEAUTERRY เปิดตัวในตลาดความงามไทยด้วยแนวคิด 'Beauty made Easy'

แหล่งข่าวเดียว
BEAUTERRY เปิดตัวในตลาดความงามไทยด้วยแนวคิด 'Beauty made Easy'

บริษัท เจแอลซี กรุ๊ป จำกัด เปิดตัวแบรนด์เครื่องสำอางใหม่ BEAUTERRY อย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นกลุ่ม Gen Z และคนทำงานรุ่นใหม่ที่ศูนย์การค้า Emsphere

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 บริษัท เจแอลซี กรุ๊ป จำกัด ได้เปิดตัวแบรนด์เครื่องสำอางใหม่ BEAUTERRY อย่างเป็นทางการ ในงาน 'BEAUTERRY My Home Becoming' ณ Sphere Gallery 1 ศูนย์การค้า Emsphere โดยข้อมูลจาก Khaosod Online Thailand ระบุว่าแบรนด์นี้ถูกวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์เพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Z และคนทำงานรุ่นใหม่

แบรนด์ดำเนินงานภายใต้สโลแกน 'Beauty made Easy' โดยเน้นปรัชญาที่ว่าการแต่งหน้าควรเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง และสนุกสนานสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน BEAUTERRY มุ่งหวังที่จะทำให้ขั้นตอนการแต่งหน้าง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างลุคที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะระดับมืออาชีพ การมุ่งเน้นไปที่ 'Everyday Makeup' ทำให้บริษัทพยายามนำผลิตภัณฑ์ความงามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นทางเลือกใหม่ในตลาดค้าปลีกความงาม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและตอบโจทย์การใช้งานจริง การเน้นย้ำเรื่องความสะดวกสบายของแบรนด์สะท้อนถึงความใส่ใจต่อไลฟ์สไตล์ของผู้ที่มีเวลาน้อย

แม้ว่าแบรนด์จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ราคาที่ชัดเจน และขอบเขตการจัดจำหน่ายในร้านค้าปลีกนอกเหนือจากงานเปิดตัวนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 11:10 UTC

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยคงที่ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยคงที่ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันไว้เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ยังคงเฝ้าระวังความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยคงที่ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

แหล่งข่าวเดียว
วิจัยกรุงศรีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยคงที่ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันไว้เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ยังคงเฝ้าระวังความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ตามรายงานที่เผยแพร่โดยวิจัยกรุงศรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม โดยงานวิจัยระบุว่าการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความมั่นคงของอัตราดอกเบี้ยนี้โดยทั่วไปถือเป็นสัญญาณของความสม่ำเสมอทางนโยบายการเงิน ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมและกำลังซื้อโดยรวมของผู้บริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม รายงานยังเน้นย้ำว่าแนวโน้มทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความตึงเครียด

แม้ว่างานวิจัยจะให้มุมมองที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการเงินภายในประเทศ แต่ผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นตัวแปรที่ต้องติดตามต่อไป ยังไม่มีการยืนยันว่าความตึงเครียดระหว่างประเทศเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวหรือความผันผวนของค่าเงินอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขอแนะนำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นหากสถานการณ์โลกเลวร้ายลง ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2569 จุดเน้นหลักยังคงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตภายในประเทศและความไม่แน่นอนที่เกิดจากสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 11:15 UTC

ข้อกังวลเกี่ยวกับเป้าหมายพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ข้อกังวลเกี่ยวกับเป้าหมายพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนของไทย

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเตือนว่าข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานและกำลังการติดตั้งอาจเป็นอุปสรรคต่อโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนของรัฐบาลมูลค่า 2 แสนล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ข้อกังวลเกี่ยวกับเป้าหมายพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนของไทย

แหล่งข่าวเดียว
ข้อกังวลเกี่ยวกับเป้าหมายพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนของไทย

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเตือนว่าข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานและกำลังการติดตั้งอาจเป็นอุปสรรคต่อโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนของรัฐบาลมูลค่า 2 แสนล้านบาท

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเตรียมจัดงานสัมมนา “เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ผู้นำในอุตสาหกรรมต่างตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนของรัฐบาล นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพลังงาน ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับงบประมาณ 2 แสนล้านบาทที่จัดสรรไว้สำหรับโครงการนี้

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ ความท้าทายหลักไม่ได้อยู่ที่เงินทุน แต่อยู่ที่ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ นายตรีรัตน์ระบุว่าปัจจุบันกำลังการผลิตอินเวอร์เตอร์โซลาร์ในประเทศจำกัดอยู่ที่ประมาณ 700 เมกะวัตต์ต่อปี เขาเตือนว่าหากรัฐบาลกำหนดเป้าหมายการติดตั้งที่สูงเกินไป ภาคการผลิตในท้องถิ่นและจำนวนช่างติดตั้งที่มีคุณสมบัติอาจไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ หากอุตสาหกรรมไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ งบประมาณที่จัดสรรไว้อาจถูกนำไปใช้ไม่เต็มจำนวน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในการติดตั้งระบบโซลาร์ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แม้นโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน แต่ความพร้อมของอุปกรณ์และบริการติดตั้งระดับมืออาชีพยังคงเป็นปัญหาคอขวด ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลมีแผนอย่างไรในการแก้ไขช่องว่างด้านการผลิตเหล่านี้ และจะมีมาตรการเฉพาะเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตในประเทศขยายกำลังการผลิตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายระดับชาติที่วางไว้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 11:10 UTC

ครม. เร่งเดินหน้าโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาด้วยมาตรการลดภาษีจูงใจเอกชน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ครม. เร่งเดินหน้าโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาด้วยมาตรการลดภาษีจูงใจเอกชน

คณะรัฐมนตรีไทยอนุมัติมาตรการใหม่เพื่อเร่งรัดโครงการเมืองการบินอู่ตะเภา โดยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนให้ได้ 1.3 ล้านล้านบาท

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ครม. เร่งเดินหน้าโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาด้วยมาตรการลดภาษีจูงใจเอกชน

แหล่งข่าวเดียว
ครม. เร่งเดินหน้าโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาด้วยมาตรการลดภาษีจูงใจเอกชน

คณะรัฐมนตรีไทยอนุมัติมาตรการใหม่เพื่อเร่งรัดโครงการเมืองการบินอู่ตะเภา โดยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนให้ได้ 1.3 ล้านล้านบาท

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 คณะรัฐมนตรีไทยได้ออกมาตรการชุดใหม่เพื่อปลดล็อกการพัฒนาโครงการเมืองการบินอู่ตะเภา โดยกลยุทธ์หลักของรัฐบาลคือการเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ให้กับพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนรวมในภูมิภาคนี้ให้ได้ถึง 1.3 ล้านล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการผลักดันครั้งใหญ่ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคของประเทศไทย โครงการอู่ตะเภามุ่งหวังที่จะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินและโอกาสทางธุรกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หากประสบความสำเร็จ ความคิดริเริ่มนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงด้านโลจิสติกส์และทางเลือกในการเดินทางสำหรับผู้ที่สัญจรผ่านพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะแสดงเจตจำนงที่จะเร่งรัดโครงการผ่านมาตรการจูงใจทางการคลังเหล่านี้ แต่กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการบังคับใช้มาตรการลดภาษีและข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับนักลงทุนเอกชนนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงสร้างที่แน่นอนของมาตรการจูงใจเหล่านี้ และวิธีการที่จะนำไปใช้กับขั้นตอนการก่อสร้างและการดำเนินงานของเมืองการบินต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:51 UTC

Krungthai Card PCL เข้าซื้อกิจการ Win Performance เพื่อขยายขีดความสามารถในการติดตามหนี้
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Krungthai Card PCL เข้าซื้อกิจการ Win Performance เพื่อขยายขีดความสามารถในการติดตามหนี้

KTC ปิดดีลมูลค่า 295 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้น 100% ของ Win Performance เพื่อผนวกธุรกิจติดตามหนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจการเงิน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Krungthai Card PCL เข้าซื้อกิจการ Win Performance เพื่อขยายขีดความสามารถในการติดตามหนี้

แหล่งข่าวเดียว
Krungthai Card PCL เข้าซื้อกิจการ Win Performance เพื่อขยายขีดความสามารถในการติดตามหนี้

KTC ปิดดีลมูลค่า 295 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้น 100% ของ Win Performance เพื่อผนวกธุรกิจติดตามหนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจการเงิน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ได้ดำเนินการเข้าซื้อกิจการ Win Performance ซึ่งเป็นผู้ให้บริการติดตามหนี้สินเสร็จสิ้นแล้ว โดยธุรกรรมดังกล่าวมีมูลค่า 295 ล้านบาท ส่งผลให้ KTC เป็นเจ้าของกิจการทั้งหมด และบริษัทดังกล่าวจะเข้ามาเป็นบริษัทย่อยภายใต้กลุ่มธุรกิจการเงินกรุงไทย

ฝ่ายบริหารของ KTC ระบุว่าการดำเนินการเชิงกลยุทธ์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัท และสร้างรายได้ใหม่ผ่านความร่วมมือในอนาคต การนำธุรกิจติดตามหนี้เข้ามาดำเนินการภายในองค์กรจะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของ KTC ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการควบรวมกิจการที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในภาคบริการทางการเงินของไทย แม้ว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กรและการบริหารจัดการหนี้ภายในเป็นหลัก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสินเชื่อผู้บริโภคและบริการทางการเงินในประเทศ ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติการที่ลูกค้าอาจได้รับผลกระทบในส่วนของบัญชีหรือกระบวนการจัดการหนี้สินนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดย KTC ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าการรวมกิจการครั้งนี้จะส่งผลต่อโปรโตคอลการบริการรายบุคคลหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 11:15 UTC

เจ้าของบ้านอ่วม เจอหนี้ค่าไฟแสนกว่าบาท หลังผู้เช่าแอบดัดแปลงมิเตอร์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เจ้าของบ้านอ่วม เจอหนี้ค่าไฟแสนกว่าบาท หลังผู้เช่าแอบดัดแปลงมิเตอร์

เจ้าของบ้านในจังหวัดปทุมธานีร้องขอความช่วยเหลือ หลังได้รับใบแจ้งหนี้จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเกือบ 1.7 แสนบาท เนื่องจากผู้เช่าเดิมแอบดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้า

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เจ้าของบ้านอ่วม เจอหนี้ค่าไฟแสนกว่าบาท หลังผู้เช่าแอบดัดแปลงมิเตอร์

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าของบ้านอ่วม เจอหนี้ค่าไฟแสนกว่าบาท หลังผู้เช่าแอบดัดแปลงมิเตอร์

เจ้าของบ้านในจังหวัดปทุมธานีร้องขอความช่วยเหลือ หลังได้รับใบแจ้งหนี้จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเกือบ 1.7 แสนบาท เนื่องจากผู้เช่าเดิมแอบดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้า

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายขวัญชัย เจ้าของบ้านในพื้นที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้รับหนังสือทวงหนี้จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สาขารังสิต เป็นจำนวนเงิน 164,376.67 บาท โดยหนี้ดังกล่าวเกิดจากการลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าในบ้านที่เขาเคยปล่อยเช่าเพื่อเปิดเป็นร้านซ่อมรถจักรยานยนต์

นายขวัญชัยเปิดเผยว่า ตนเริ่มสงสัยในความผิดปกติของค่าไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา เมื่อแจ้งให้การไฟฟ้าเข้ามาตรวจสอบ ผู้เช่ากลับเป็นผู้เข้ามาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เอง ทำให้ตนเข้าใจว่ามิเตอร์อาจมีปัญหาทางเทคนิค ต่อมาในช่วงต้นปี 2569 ผู้เช่ารายนี้ค้างค่าเช่าและไม่ยอมย้ายออกแม้สัญญาเช่าจะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 จนกระทั่งการไฟฟ้าได้ดำเนินการตัดกระแสไฟฟ้าเนื่องจากมียอดค้างชำระและตรวจพบการดัดแปลงมิเตอร์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย กรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญในการหมั่นตรวจสอบบัญชีค่าสาธารณูปโภคอย่างใกล้ชิด แม้จะปล่อยเช่าให้ผู้อื่นก็ตาม เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินอาจต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผิดกฎหมายของผู้เช่า ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะมีแนวทางแก้ไขข้อพิพาทเรื่องหนี้สินนี้อย่างไร และเจ้าของบ้านจะสามารถดำเนินการทางกฎหมายกับอดีตผู้เช่าเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:31 UTC

HomePro เปิดตัว Hackathon เปลี่ยนขยะให้เป็นสินค้าวางจำหน่าย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

HomePro เปิดตัว Hackathon เปลี่ยนขยะให้เป็นสินค้าวางจำหน่าย

HomePro ผู้ค้าปลีกในไทยกำลังดึงคนรุ่น Gen Z เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการใหม่เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้งานได้จริง

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

HomePro เปิดตัว Hackathon เปลี่ยนขยะให้เป็นสินค้าวางจำหน่าย

แหล่งข่าวเดียว
HomePro เปิดตัว Hackathon เปลี่ยนขยะให้เป็นสินค้าวางจำหน่าย

HomePro ผู้ค้าปลีกในไทยกำลังดึงคนรุ่น Gen Z เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการใหม่เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้งานได้จริง

HomePro ได้เปิดตัวโครงการ 'HomePro Waste to Value for Better Living' อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นกิจกรรม Hackathon ที่ออกแบบมาเพื่อท้าทายให้ผู้เข้าร่วมที่เป็นคนรุ่น Gen Z พัฒนานวัตกรรมสินค้าในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ตามรายงานของ Thai Post วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการเปลี่ยนขยะให้เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ใช้งานได้จริง ซึ่งอาจนำไปวางจำหน่ายบนชั้นวางของในร้าน HomePro ในอนาคต

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจต่อความยั่งยืนและการลดขยะในภาคการค้าปลีกท้องถิ่น การดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบช่วยให้ HomePro สามารถเชื่อมช่องว่างระหว่างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ หากประสบความสำเร็จ โครงการนี้อาจนำไปสู่การสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคและแนวทางการจัดการขยะในประเทศ

แม้ว่าโครงการนี้จะอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าขยะประเภทใดที่จะถูกนำมาจัดลำดับความสำคัญในการแปรรูป และยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าสินค้าเหล่านี้จะวางจำหน่ายในร้านค้าเมื่อใด นอกจากนี้ เกณฑ์ในการคัดเลือกผลงานที่ชนะและการขยายขนาดการผลิตในอนาคตยังคงขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของกระบวนการ Hackathon นี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:32 UTC

Asia Plus Group ปรับกลยุทธ์รุกธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเต็มสูบ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Asia Plus Group ปรับกลยุทธ์รุกธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเต็มสูบ

Asia Plus Group รายงานกำไรพุ่ง 516% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยหันมาเน้นธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพื่อลดการพึ่งพาความผันผวนของตลาดหุ้น

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Asia Plus Group ปรับกลยุทธ์รุกธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเต็มสูบ

แหล่งข่าวเดียว
Asia Plus Group ปรับกลยุทธ์รุกธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเต็มสูบ

Asia Plus Group รายงานกำไรพุ่ง 516% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยหันมาเน้นธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพื่อลดการพึ่งพาความผันผวนของตลาดหุ้น

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ Asia Plus Group (ASP) ได้ประกาศปรับกลยุทธ์สำหรับปี 2569 โดยมุ่งเน้นไปที่บริการด้านการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ บริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้เกิน 8 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับรายได้โดยลดการพึ่งพาสภาวะตลาดทุนที่มีความผันผวน

การปรับกลยุทธ์นี้ดูเหมือนจะเริ่มเห็นผล โดยบริษัทรายงานกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 516% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คิดเป็นมูลค่ารวม 324.92 ล้านบาท นายพิทเยนท์ อัศวนิก ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน เน้นย้ำว่าการเติบโตนี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพของรูปแบบธุรกิจใหม่ในการสร้างรายได้ประจำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การพัฒนานี้เป็นสัญญาณของแนวโน้มที่กว้างขึ้นในภาคการเงินท้องถิ่น ซึ่งบริษัทที่มั่นคงกำลังกระจายบริการเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนของตลาด แม้ว่าผลประกอบการทางการเงินของบริษัทจะแสดงการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะสั้น แต่ความสำเร็จในระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปในขณะที่บริษัทขยายการดำเนินงานด้านการบริหารสินทรัพย์ นักลงทุนและผู้ใช้บริการทางการเงินในท้องถิ่นอาจได้เห็นการขยายตัวของบริการบริหารความมั่งคั่งที่รุกตลาดมากขึ้น เนื่องจากบริษัทอย่าง ASP กำลังแข่งขันเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ขึ้น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 11:16 UTC

ส.อ.ท. เร่งรัฐบาลปิดดีลข้อตกลงการค้า ART กับสหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ส.อ.ท. เร่งรัฐบาลปิดดีลข้อตกลงการค้า ART กับสหรัฐฯ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐอเมริกาในการเจรจาที่จะถึงนี้

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ส.อ.ท. เร่งรัฐบาลปิดดีลข้อตกลงการค้า ART กับสหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
ส.อ.ท. เร่งรัฐบาลปิดดีลข้อตกลงการค้า ART กับสหรัฐฯ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐอเมริกาในการเจรจาที่จะถึงนี้

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดยนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade หรือ ART) กับสหรัฐอเมริกา โดยการเรียกร้องนี้เกิดขึ้นก่อนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของคณะผู้แทนไทยระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2569 ซึ่ง ส.อ.ท. มองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญในการแก้ไขประเด็นที่ยังค้างคาอยู่

ส.อ.ท. ระบุว่าเป้าหมายของ ART ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดอัตราภาษี แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น เพื่อเพิ่มความแน่นอนทางการค้า ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ นางพิมพ์ใจเน้นย้ำว่าการหารือเรื่องดุลการค้าควรพิจารณาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขดุลการค้าเท่านั้น โดยข้อมูลจากรัฐบาลชี้ให้เห็นว่าอย่างน้อย 30% ของยอดเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐฯ นั้นเกี่ยวข้องกับพลวัตของห่วงโซ่อุปทานในภาพรวม

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อความพร้อมของสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าและบรรยากาศทางธุรกิจในประเทศไทย แม้ว่า ส.อ.ท. จะแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของกระทรวงพาณิชย์ในการบรรลุข้อตกลงที่สมดุล แต่รายละเอียดขั้นสุดท้ายของ ART ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป โดยผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาดูว่าการเจรจาในครั้งนี้จะนำไปสู่กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:32 UTC

เหรียญ 10 บาทหายากปี 2533 ถูกประมูลขายไปในราคา 2.54 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เหรียญ 10 บาทหายากปี 2533 ถูกประมูลขายไปในราคา 2.54 ล้านบาท

เหรียญ 10 บาทไทยปี 2533 ถูกขายไปในราคา 2.54 ล้านบาทผ่านตลาดซื้อขายเหรียญดิจิทัลแห่งใหม่ของกรมธนารักษ์

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เหรียญ 10 บาทหายากปี 2533 ถูกประมูลขายไปในราคา 2.54 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
เหรียญ 10 บาทหายากปี 2533 ถูกประมูลขายไปในราคา 2.54 ล้านบาท

เหรียญ 10 บาทไทยปี 2533 ถูกขายไปในราคา 2.54 ล้านบาทผ่านตลาดซื้อขายเหรียญดิจิทัลแห่งใหม่ของกรมธนารักษ์

ตามรายงานของ Khaosod English เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เหรียญ 10 บาทไทยที่หายากจากปี 2533 ถูกขายไปในราคา 2.54 ล้านบาท โดยการทำธุรกรรมนี้เกิดขึ้นระหว่างการประมูลครั้งแรกที่จัดขึ้นบน Treasury Coin Market ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์แห่งใหม่ที่เปิดตัวโดยกรมธนารักษ์

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักสะสมในประเทศไทย การขายครั้งนี้เน้นย้ำถึงมูลค่ามหาศาลที่เหรียญบางรายการอาจมีได้ ซึ่งเปลี่ยนเงินเหรียญทั่วไปให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง แม้ว่าเหรียญนี้จะเป็นกรณีที่หายากมาก แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบเงินเหรียญเก่าเพื่อหาความหายากที่อาจเกิดขึ้น สำหรับนักท่องเที่ยว ข่าวนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความพยายามในการปรับปรุงให้ทันสมัยของกรมธนารักษ์ เนื่องจากแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการซื้อขายเหรียญสะสมให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น

ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน รวมถึงลักษณะเฉพาะที่ทำให้เหรียญปี 2533 นี้มีมูลค่าสูงกว่าเหรียญอื่นในปีเดียวกัน และวิธีที่กรมธนารักษ์วางแผนจะกำกับดูแลการประมูลในอนาคตบนแพลตฟอร์มนี้ ในขณะที่ Treasury Coin Market ยังคงดำเนินการต่อไป คงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีรายการที่มีมูลค่าสูงเช่นนี้ปรากฏออกมาบ่อยเพียงใด และสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดของสะสมในประเทศไทยอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 08:30 UTC

Krungthai COMPASS ชี้การเก็บภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นสินค้าจีนราคาถูก
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Krungthai COMPASS ชี้การเก็บภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นสินค้าจีนราคาถูก

รายงานจาก Krungthai COMPASS ระบุว่านโยบายศุลกากรปัจจุบันของไทยที่เก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรกนั้นยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนราคาถูก

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Krungthai COMPASS ชี้การเก็บภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นสินค้าจีนราคาถูก

แหล่งข่าวเดียว
Krungthai COMPASS ชี้การเก็บภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นสินค้าจีนราคาถูก

รายงานจาก Krungthai COMPASS ระบุว่านโยบายศุลกากรปัจจุบันของไทยที่เก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรกนั้นยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนราคาถูก

ตามรายงานที่เผยแพร่โดยประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 หน่วยวิจัย Krungthai COMPASS ได้วิเคราะห์ผลกระทบของมาตรการทางศุลกากรล่าสุดของไทย นโยบายของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิดตั้งแต่บาทแรกมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องตลาดในประเทศจากการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูก โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม Krungthai COMPASS ชี้ให้เห็นว่ามาตรการทางการคลังเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นปริมาณสินค้านำเข้าราคาถูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยวิจัยสนับสนุนให้ใช้แนวทางที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยเสนอว่าจำเป็นต้องมีความร่วมมือกันทั้งระบบนิเวศทางธุรกิจ พวกเขาแนะนำให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นเปลี่ยนจุดเน้นไปที่การแข่งขันด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์แทนที่จะเป็นราคา ในขณะที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรมและให้การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่อุตสาหกรรมภายในประเทศ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิทัศน์ของการค้าปลีก และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในด้านความพร้อมจำหน่ายหรือราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้า แม้ว่านโยบายศุลกากรปัจจุบันจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะดำเนินมาตรการทางกฎหมายหรือมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมใดๆ เพื่อจัดการกับข้อกังวลทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตามองว่าคำแนะนำเหล่านี้จะนำไปสู่นโยบายใหม่ของรัฐบาลหรือการเปลี่ยนแปลงในการวางตำแหน่งของธุรกิจในท้องถิ่นในตลาดหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:15 UTC

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมคัดค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมคัดค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

พรรคประชาธิปัตย์ได้คัดเลือกผู้แทน 3 คนเพื่ออภิปรายคัดค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลในสภา โดยตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการกู้ยืมเงินดังกล่าว

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมคัดค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
พรรคประชาธิปัตย์เตรียมคัดค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

พรรคประชาธิปัตย์ได้คัดเลือกผู้แทน 3 คนเพื่ออภิปรายคัดค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลในสภา โดยตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการกู้ยืมเงินดังกล่าว

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคเป็นประธาน นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ประกาศว่าทางพรรคได้เตรียมผู้อภิปรายหลัก 3 คนเพื่อคัดค้านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉินจำนวน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 26 สิงหาคม 2569

พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจที่จะโต้แย้งว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่ถือเป็นวิกฤตที่รุนแรงพอที่จะสร้างความชอบธรรมในการกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้ แม้ว่าพรรคจะยอมรับคำวินิจฉัยของศาลก่อนหน้านี้ที่ยืนยันอำนาจทางกฎหมายของรัฐบาลในการกู้เงิน แต่พรรคยังคงยืนยันว่าบทบาทในฐานะฝ่ายค้านคือการตรวจสอบความจำเป็นและการบริหารจัดการเงินเหล่านี้ นอกจากนี้ พรรคยังได้ยื่นญัตติเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี มาตอบคำถามด้วยตนเองในสภา

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การอภิปรายทางการเมืองนี้เน้นย้ำถึงกิจกรรมในสภาที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของรัฐบาลและนโยบายการคลัง แม้ว่าผลกระทบต่อชีวิตประจำวันในทันทีจะยังมีจำกัด แต่การตรวจสอบเงินกู้เหล่านี้อาจส่งผลต่อโครงการสาธารณะในอนาคตหรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้อย่างไร และการอภิปรายจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการใช้เงินกู้ที่เสนอไว้หรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:11 UTC

ไทยเสนอมาตรการคุ้มครองใหม่สำหรับแรงงานในระบบแพลตฟอร์ม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเสนอมาตรการคุ้มครองใหม่สำหรับแรงงานในระบบแพลตฟอร์ม

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังผลักดันกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการทำงานบนแพลตฟอร์ม โดยมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงของรายได้และความปลอดภัยสำหรับแรงงานเกือบ 460,000 คน

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเสนอมาตรการคุ้มครองใหม่สำหรับแรงงานในระบบแพลตฟอร์ม

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเสนอมาตรการคุ้มครองใหม่สำหรับแรงงานในระบบแพลตฟอร์ม

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังผลักดันกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการทำงานบนแพลตฟอร์ม โดยมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงของรายได้และความปลอดภัยสำหรับแรงงานเกือบ 460,000 คน

ตามรายงานของข่าวสดออนไลน์ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังผลักดันมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายใหม่สำหรับแรงงานในระบบแพลตฟอร์ม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ระบุว่า แม้ภาคธุรกิจบริการดิจิทัลจะมีแนวโน้มเติบโตจาก 3.1 แสนล้านบาทในปี 2566 เป็น 5.2 แสนล้านบาทในปี 2570 แต่แรงงานในปัจจุบันซึ่งคาดว่ามีเกือบ 460,000 คนในปี 2568 กำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ

แรงงานเหล่านี้ยังไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เกิดปัญหา เช่น รายได้ที่ไม่มั่นคง ภาระต้นทุนที่ต้องแบกรับเอง และความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงานวันละ 10-12 ชั่วโมง นอกจากนี้ แรงงานยังมีอำนาจต่อรองจำกัด เนื่องจากแพลตฟอร์มเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการทำงานฝ่ายเดียวและใช้ระบบอัลกอริทึมที่ไม่โปร่งใสในการจัดสรรงานและการระงับบัญชี อีกทั้งการขาดช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้ง่ายยังทำให้ปัญหาเหล่านี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย แม้แพลตฟอร์มเหล่านี้จะมอบความสะดวกสบาย แต่รัฐบาลกำลังพยายามสร้างมาตรฐานการคุ้มครองผ่านร่าง 'พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ' ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากฎระเบียบเหล่านี้จะถูกนำมาบังคับใช้อย่างไร จะมีการกำหนดเกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำอย่างไร และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายหรือความพร้อมให้บริการของแพลตฟอร์มดิจิทัลในอนาคตอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:12 UTC

รัฐบาลไทยเสนอออก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลไทยเสนอออก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปกป้องการออก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยเสนอออก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยเสนอออก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปกป้องการออก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงถึงการตัดสินใจของรัฐบาลในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่ามาตรการนี้มีความจำเป็นเพื่อหยุดวงจรวิกฤตเศรษฐกิจ สนับสนุนกำลังซื้อ อำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และกระตุ้นการลงทุน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว นโยบายนี้ถือเป็นการแทรกแซงครั้งสำคัญของรัฐบาลเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศหลังจากข้อมูลผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 แม้รัฐบาลจะมองว่านี่เป็นขั้นตอนสำคัญสู่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่การจัดสรรเงินทุนที่เฉพาะเจาะจงและผลกระทบระยะยาวต่ออัตราเงินเฟ้อหรือค่าเงินนั้นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

นายเอกนิติมีกำหนดการที่จะชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ พ.ร.ก. ดังกล่าวต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเงินทุนเหล่านี้จะถูกกระจายไปยังภาคส่วนต่างๆ อย่างไร เนื่องจากนโยบายการคลังนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ผู้ที่อาศัยอยู่ในหรือเดินทางมายังประเทศไทยควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่ามาตรการเหล่านี้อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างไร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในสภาวะตลาดหรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่นำโดยรัฐบาล

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 สิงหาคม 2026, 10:15 UTC