ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง ✦
ความปลอดภัย GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย ✦
ทั่วไป จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ ✦
ทั่วไป กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ ✦
กฎหมาย ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด ✦
ความปลอดภัย ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก ✦
กีฬา “อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ✦
กีฬา 6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ✦
ความปลอดภัย GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ✦
ความปลอดภัย โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน ✦
ความปลอดภัย

หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

แหล่งข่าวเดียว
หมอสมุนไพรถูกยิงเสียชีวิตในพัทลุง

หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นถูกยิงเสียชีวิตขณะนั่งสังสรรค์ในจังหวัดพัทลุง โดยตำรวจกำลังมุ่งประเด็นไปที่ความขัดแย้งส่วนตัว

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 หมอสมุนไพรชื่อดังในท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ 'หมอบอย' ถูกยิงเสียชีวิตในจังหวัดพัทลุง โดยมีรายงานว่าผู้เสียชีวิตกำลังนั่งสังสรรค์กับเพื่อนอยู่หลังบ้านพัก ก่อนที่มือปืนไม่ทราบชื่อจะยิงใส่จำนวน 2 นัด ส่งผลให้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบและสอบปากคำพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ในขั้นตอนนี้ของการสอบสวน ตำรวจกำลังมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวว่าเป็นแรงจูงใจที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการก่อเหตุครั้งนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด แม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าสาธารณชนทั่วไปกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ เนื่องจากขณะนี้การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่ รายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุและลักษณะเฉพาะของความขัดแย้งที่ถูกกล่าวถึงนั้นยังคงต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป โดยคาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมในขณะที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:02 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA เตือนภัยน้ำท่วมสูงทั่วไทย

หน่วยงานอวกาศของไทยระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงในการเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศไทย ตามรายงานของ Khaosod English ระบุว่าทางหน่วยงานกำลังใช้เทคโนโลยีดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อติดตามผลกระทบจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากบ่งชี้ถึงโอกาสที่น้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดขึ้นในบางพื้นที่ GISTDA ได้แนะนำเป็นพิเศษให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็น 'โซนสีแดง' เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการ

แม้ว่าข้อมูลดาวเทียมจะให้ภาพรวมที่ชัดเจนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในปัจจุบัน แต่ขอบเขตผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดนั้นยังคงต้องรอการยืนยันตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบควรใช้ความระมัดระวัง ตรวจสอบรายงานสภาพอากาศในท้องถิ่นบ่อยครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานระดับจังหวัด ในขณะนี้ทางหน่วยงานยังคงประมวลผลข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของการเดินทางและกิจกรรมประจำวัน แม้ว่าคำสั่งอพยพเฉพาะเจาะจงหรือรายงานความเสียหายในพื้นที่นั้นจะอยู่ภายใต้การติดตามอย่างต่อเนื่องโดยหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาอังกฤษ

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:00 UTC

ทั่วไป

จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

แหล่งข่าวเดียว
จังหวัดอุดรธานีเริ่มวางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์สำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งใหม่ในจังหวัดอุดรธานี

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 กรมทรัพยากรน้ำประกาศว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 3 (สทน.3) ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับศูนย์ข้อมูลน้ำในจังหวัดอุดรธานี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลน้ำส่วนกลางถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีขึ้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดตามระดับน้ำ การจัดการระบบชลประทาน และการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยหรือภัยแล้งตามฤดูกาล ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในภาคอีสาน โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้นอาจนำไปสู่การจัดการน้ำที่เชื่อถือได้มากขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติที่แม่นยำและทันท่วงทีในช่วงสภาพอากาศสุดขั้ว

สิ่งที่ยังต้องรอการยืนยัน

แม้ว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนการวางแผน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับกรอบเวลาในการก่อสร้างศูนย์ ขอบเขตการให้บริการข้อมูลแก่สาธารณะ และวิธีการบูรณาการข้อมูลเหล่านี้เข้ากับระบบจัดการภัยพิบัติของจังหวัด ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมจากกรมทรัพยากรน้ำในขณะที่แผนยุทธศาสตร์ดำเนินไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากทางจังหวัดเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:03 UTC

ทั่วไป

กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

แหล่งข่าวเดียว
กรมทรัพยากรน้ำเริ่มโครงการติดตามการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำ (DWR) ได้เริ่มการตรวจสอบพื้นที่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ใหม่สำหรับการวัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำ

กรมทรัพยากรน้ำของไทย (DWR) ได้ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำภาคที่ 3 (สทน.3) ได้เริ่มปฏิบัติการภาคสนามเพื่อกำกับดูแลการติดตั้งอุปกรณ์วัดและประเมินปริมาณการใช้น้ำแบบเฉพาะทาง ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพื่อกำหนดจุดติดตั้งที่แม่นยำสำหรับเครื่องมือติดตามเหล่านี้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อปรับปรุงความแม่นยำในการเก็บข้อมูลการใช้น้ำ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูลที่ดีขึ้นสำหรับการวางแผนทรัพยากรในอนาคต แต่โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกพื้นที่และการตรวจสอบ

ในขั้นตอนนี้ กรมทรัพยากรน้ำยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเริ่มใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด หรือข้อมูลที่รวบรวมได้จะมีอิทธิพลต่อนโยบายการจัดสรรน้ำในท้องถิ่นอย่างไร ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจพบเห็นเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจหรือติดตั้งอุปกรณ์ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของการติดตามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริการน้ำในท้องถิ่นยังคงต้องรอการยืนยันต่อไปในขณะที่กรมฯ ดำเนินการตามกำหนดการติดตั้ง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Department of Water Resources — News
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 100/100 · ทางการ / สูงสุด
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:04 UTC

กฎหมาย

ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

แหล่งข่าวเดียว
ทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ: ยึดยาบ้า 23 ล้านเม็ด

เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งใหญ่ในเขตทุ่งครุ ยึดยาบ้าได้ 23 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 2 ตัน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้แถลงผลการปฏิบัติการ 'Safe BKK' โดยการบุกเข้าตรวจค้นในชุมชนวัดทุ่งครุ หลังจากได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่

ในระหว่างการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นยาเสพติดจำนวนมหาศาล ได้แก่ ยาบ้า 23 ล้านเม็ด และไอซ์ 2 ตัน โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงานเพื่อกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ในระหว่างการจับกุม ผู้ต้องหาบางรายพยายามหลบหนีโดยการกระโดดลงน้ำและปีนขึ้นไปบนหลังคา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้โดรนบินกดดันเพื่อติดตามและควบคุมตัวผู้ต้องหาให้ยอมจำนน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน แม้ว่าภัยคุกคามในชุมชนวัดทุ่งครุจะได้รับการจัดการผ่านการกวาดล้างครั้งนี้แล้ว แต่การสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายการจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำนวนดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับจำนวนผู้ถูกจับกุมหรือกลุ่มอาชญากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังและแจ้งเบาะแสกิจกรรมที่น่าสงสัยแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ว่าฯ กทม. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดสำหรับฝนที่จะตกหนักในเย็นนี้ โดยมีการดำเนินการระบายน้ำเตรียมพร้อมไว้แล้ว

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเย็นวันนี้ โดยผู้ว่าฯ ได้สั่งให้สำนักการระบายน้ำเร่งผันน้ำไปทางพื้นที่แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้จะมีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนัก แต่ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้แสดงความมั่นใจในมาตรการป้องกันน้ำท่วมของเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่าไม่ได้มีความกังวลมากนักเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมขังในวงกว้างภายในเมืองหลวง ทางกรุงเทพมหานครกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าระบบระบายน้ำยังคงทำงานได้ตามปกติและมีการจัดการการไหลของน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่เมือง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ หมายความว่าแม้ทางเมืองจะดำเนินมาตรการเชิงรุก แต่ก็อาจเกิดน้ำท่วมขังในบางจุดหรือการจราจรติดขัดได้หากปริมาณฝนเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำ จึงขอแนะนำให้ติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในพื้นที่และวางแผนการเดินทางเผื่อเวลาในช่วงเย็นนี้ ขณะนี้สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม และการอัปเดตเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนที่ตกลงมาจริงตลอดช่วงเย็น ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้ระบุถึงการอพยพฉุกเฉินหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในขณะนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

แหล่งข่าวเดียว
“อิคคิว” พณิชพล นักแบดมินตันไทย ถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์

พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล มือวางอันดับ 17 ของโลก ถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตันประเภทบุคคลในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลังจากการแข่งขันประเภททีม

รายงานจาก Khaosod Online ระบุว่า พณิชพล 'อิคคิว' ธีระรัตน์สกุล นักแบดมินตันชาวไทย ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 อย่างเป็นทางการ โดยนักกีฬาวัย 22 ปี ซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 17 ของโลก ได้รับบาดเจ็บที่หลังระหว่างการแข่งขันประเภททีมชายในนัดที่พบกับอินโดนีเซีย จนต้องขอถอนตัวจากการแข่งขันในแมตช์ดังกล่าว

ในแถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พณิชพลอธิบายว่าเขาและทีมผู้ฝึกสอนได้พยายามอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลา 2-3 วันระหว่างการแข่งขันประเภททีมและประเภทบุคคล อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่เขาสรุปว่าสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์ 100% จึงตัดสินใจถอนตัวเพื่อป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นและเพื่อรักษาคุณภาพในการแข่งขันในอนาคต พร้อมทั้งกล่าวขอโทษแฟนกีฬาและยืนยันว่าจะมุ่งเน้นการรักษาตัวเพื่อกลับมารับใช้ชาติในโอกาสต่อไป

สำหรับผู้ที่ติดตามการแข่งขัน การถอนตัวครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตารางการแข่งขัน แม้ว่านักกีฬาจะยืนยันการถอนตัวจากการแข่งขันประเภทบุคคลแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการพักฟื้นหรือรายละเอียดทางการแพทย์ที่ชัดเจน แฟนกีฬาสามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดการแข่งขันเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับตารางการแข่งขันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

กีฬา

6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

แหล่งข่าวเดียว
6 แข้งเยาวชนไทยลัดฟ้าฝึกฟุตบอล 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ

นักฟุตบอลเยาวชน 6 คนจากโครงการ GLO STAR 2026 เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมเป็นเวลา 6 เดือนกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ในศึกเจลีก

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นักฟุตบอลเยาวชนไทย 6 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ GLO STAR 2026 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยมีพันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมส่งและให้โอวาทแก่เยาวชนก่อนออกเดินทาง

นักกีฬาทั้ง 6 คนได้รับคัดเลือกผ่านกระบวนการที่เข้มข้น เริ่มตั้งแต่การแข่งขัน GLO Cup 2026 รอบคัดเลือกใน 7 ภูมิภาค ตามด้วยรอบชิงแชมป์ประเทศไทย และการเก็บตัวใน GLO STAR Camp โดยเยาวชนกลุ่มนี้จะใช้เวลา 6 เดือนในการฝึกซ้อมกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในศึกเจลีกของประเทศญี่ปุ่น

สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจด้านกีฬาในประเทศไทย โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนากีฬาเยาวชนและความร่วมมือระหว่างองค์กรไทยกับลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้สัมผัสมาตรฐานการฝึกซ้อมระดับสากล

แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะในระดับอาชีพ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านักเตะเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับระบบเยาวชนของสโมสรได้ดีเพียงใด และความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในระยะยาวหรือไม่ โดยแฟนบอลชาวไทยจะคอยติดตามความก้าวหน้าของเยาวชนทั้ง 6 คนนี้อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนของประเทศในการแลกเปลี่ยนทางกีฬานี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

แหล่งข่าวเดียว
GISTDA ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA บ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดหลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมและการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อเตือนภัยความเสี่ยงน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยใช้แอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ในการระบุพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง (สีแดง) ซึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง การวิเคราะห์ดาวเทียมพบพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูงที่ขยายวงกว้าง ครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการรายงานจุดน้ำท่วมขังที่เป็นอันตรายบนเส้นทางคมนาคมสายหลักหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการขนส่ง ในส่วนของภาคอีสานตอนล่าง จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด กำลังเผชิญกับน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว คำเตือนเหล่านี้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินทางทางถนนและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ขอแนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการและใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่ที่ระบุว่าเป็นเขตเสี่ยงภัย แม้ว่า GISTDA จะมีการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ แต่ผลกระทบโดยรวมต่อเส้นทางคมนาคมเฉพาะจุดและระยะเวลาของสถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่นต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 03:01 UTC

ความปลอดภัย

โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

แหล่งข่าวเดียว
โชว์ควงกระบองไฟยามค่ำคืนในภูเก็ตสร้างความกังวลให้ชาวบ้าน

ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต แสดงความกังวลหลังจากมีรายงานการรวมตัวกันยามค่ำคืนที่มีการแสดงควงกระบองไฟและกีดขวางการจราจร

ตามรายงานของ Khaosod English ชาวบ้านในพื้นที่บางเทา จังหวัดภูเก็ต ได้แสดงความกังวลหลังจากมีกลุ่มชาวต่างชาติรวมตัวกันยามค่ำคืนโดยไม่ได้รับอนุญาตบนถนนสาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:00 น. ของวันที่ 24 กันยายน 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมควงวัตถุที่มีไฟลุกโชน ซึ่งสร้างความสนใจให้กับชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ภาพถ่ายที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กท้องถิ่นชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมของกลุ่มดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะและความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยในพื้นที่ สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์เช่นนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นเกี่ยวกับการรวมตัวในที่สาธารณะและการแสดงที่เกี่ยวข้องกับไฟในเขตที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น

ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสามารถระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ หรือมีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วม หรือเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่ ขอแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวคอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวและรายงานกิจกรรมใดๆ ที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 02:25 UTC

ประธานสภาพัฒน์หนุนคลังเบรกหั่นภาษีดีเซล 5 บาทถ้วนหน้า
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ประธานสภาพัฒน์หนุนคลังเบรกหั่นภาษีดีเซล 5 บาทถ้วนหน้า

ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ เตือนกระทรวงการคลังไม่ควรลดภาษีสรรพสามิตดีเซลแบบเหวี่ยงแห 5 บาทต่อลิตร โดยเสนอให้เน้นการช่วยเหลือเกษตรกรแบบตรงจุดแทน

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ประธานสภาพัฒน์หนุนคลังเบรกหั่นภาษีดีเซล 5 บาทถ้วนหน้า

แหล่งข่าวเดียว
ประธานสภาพัฒน์หนุนคลังเบรกหั่นภาษีดีเซล 5 บาทถ้วนหน้า

ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ เตือนกระทรวงการคลังไม่ควรลดภาษีสรรพสามิตดีเซลแบบเหวี่ยงแห 5 บาทต่อลิตร โดยเสนอให้เน้นการช่วยเหลือเกษตรกรแบบตรงจุดแทน

ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ ได้ออกมาสนับสนุนแนวทางของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เกี่ยวกับการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล โดยอ้างอิงจากรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ศุภวุฒิได้แสดงความเห็นคัดค้านการลดภาษีแบบเหวี่ยงแหในอัตรา 5 บาทต่อลิตร โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างไม่คุ้มค่า

แทนที่จะลดภาษีแบบครอบคลุมผู้ใช้รถดีเซลทุกคน ศุภวุฒิเสนอว่ารัฐบาลควรเน้นให้ความช่วยเหลือโดยตรงและตรงจุดไปยังภาคเกษตรกรรมมากกว่า เนื่องจากเงินอุดหนุนแบบกว้างมักไม่สามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และยังสร้างภาระให้กับงบประมาณของประเทศโดยไม่จำเป็น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การถกเถียงนี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพ ราคาน้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยสำคัญของต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่ง ซึ่งมักเป็นตัวกำหนดราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายนี้ แต่การผลักดันให้เน้นความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงแทนการลดภาษีทั่วไปบ่งชี้ว่าราคาน้ำมันอาจยังคงผันผวนตามกลไกตลาด ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงการคลังจะรับข้อเสนอนี้ไปพิจารณาหรือจะดำเนินนโยบายการคลังในรูปแบบอื่น

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 07:25 UTC

ไทยเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกทางธุรกิจ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

คณะอนุกรรมการภาครัฐระบุข้อจำกัดทางกฎระเบียบ 7 ประการที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจในประเทศไทย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

คณะอนุกรรมการภาครัฐระบุข้อจำกัดทางกฎระเบียบ 7 ประการที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจในประเทศไทย

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 นายปกรณ์ ประธานคณะอนุกรรมการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อจำกัดทางกฎระเบียบต่างๆ โดยคณะกรรมการได้ระบุประเด็นสำคัญ 7 ด้านที่กฎระเบียบในปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการทางธุรการ ซึ่งอาจนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับทั้งผู้ประกอบการในท้องถิ่นและนักลงทุนต่างชาติ สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการปรับปรุงขั้นตอนทางราชการให้มีความคล่องตัวมากขึ้นเมื่อต้องติดต่อขอใบอนุญาตหรือดำเนินการตามข้อกำหนดต่างๆ สำหรับนักท่องเที่ยว แม้ผลกระทบในระยะสั้นจะมีน้อย แต่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมักจะส่งผลดีต่อมาตรฐานการบริการและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวม

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ประเด็นทั้ง 7 ข้อนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการเสนอแนะเท่านั้น โดยคณะอนุกรรมการมีแผนที่จะนำเสนอข้อเสนอแนะเหล่านี้ต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป ณ ขณะนี้ รายละเอียดเฉพาะของการปรับปรุงกฎระเบียบทั้ง 7 ประการยังไม่มีการสรุปหรือประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามประกาศเพิ่มเติมจากคณะรัฐมนตรีเพื่อทำความเข้าใจว่าการปรับเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นนี้จะส่งผลต่อกิจกรรมทางธุรกิจหรือการติดต่อหน่วยงานราชการในชีวิตประจำวันอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 07:20 UTC

เปิดฉากงาน ‘Trade Exponential Fest 2026’ มุ่งยกระดับการเติบโตของผู้ประกอบการไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เปิดฉากงาน ‘Trade Exponential Fest 2026’ มุ่งยกระดับการเติบโตของผู้ประกอบการไทย

งาน ‘Trade Exponential Fest 2026’ เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและการขยายโอกาสสู่ตลาดโลกสำหรับผู้ประกอบการไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เปิดฉากงาน ‘Trade Exponential Fest 2026’ มุ่งยกระดับการเติบโตของผู้ประกอบการไทย

แหล่งข่าวเดียว
เปิดฉากงาน ‘Trade Exponential Fest 2026’ มุ่งยกระดับการเติบโตของผู้ประกอบการไทย

งาน ‘Trade Exponential Fest 2026’ เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและการขยายโอกาสสู่ตลาดโลกสำหรับผู้ประกอบการไทย

งาน ‘Trade Exponential Fest 2026’ ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด ‘โตไว โตไกล ยั่งยืน’ ตามรายงานของ Thai Post งานนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นเวทีแห่งอนาคตที่มุ่งเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้าสู่ตลาดโลก โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปลดล็อกศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจสู่ระดับสากล

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางที่สนใจด้านธุรกิจ งานนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเสริมสร้างภาคการพาณิชย์และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม การมุ่งเน้นไปที่การเติบโตที่รวดเร็วและยั่งยืนทำให้งานนี้กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับการสร้างเครือข่ายและการพัฒนาวิชาชีพภายในเศรษฐกิจไทย ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการบูรณาการธุรกิจท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

แม้ว่างานจะเปิดตัวไปแล้วอย่างประสบความสำเร็จ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อราคาสินค้าในตลาดท้องถิ่นหรือความพร้อมของสินค้าอุปโภคบริโภคใหม่ๆ นั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้เข้าร่วมงานและผู้สังเกตการณ์ควรติดตามผลลัพธ์ของงานเพื่อดูว่าความคิดริเริ่มเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้อย่างไร ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือและข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในงานในระยะต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 07:05 UTC

บสย. เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อ 'นาโนพลัส' ช่วยเหลือกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บสย. เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อ 'นาโนพลัส' ช่วยเหลือกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดตัวโครงการ 'นาโนพลัส' เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้นท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บสย. เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อ 'นาโนพลัส' ช่วยเหลือกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี

แหล่งข่าวเดียว
บสย. เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อ 'นาโนพลัส' ช่วยเหลือกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดตัวโครงการ 'นาโนพลัส' เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้นท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อ 'นาโนพลัส' (Nano Plus) โดยอ้างอิงจากข่าวสดออนไลน์ โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี (Micro SMEs) พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเนื่องจากสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องมาเป็นเวลา 16 ไตรมาส

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่าโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาค ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว การค้ำประกันสินเชื่อนี้จะช่วยให้สถาบันการเงินต่างๆ ทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ นอนแบงก์ และธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในประเทศไทย ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากอาจช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจฐานรากและสนับสนุนการอยู่รอดของธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นหัวใจสำคัญของชุมชน แม้ว่าโครงการจะเริ่มดำเนินการแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงินยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดต่อสถาบันการเงินที่ใช้บริการเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมว่าการค้ำประกันของ บสย. จะครอบคลุมความต้องการทางธุรกิจของตนอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 07:22 UTC

คัดเลือก SMEs ไทยร่วมจับคู่ธุรกิจที่สวิตเซอร์แลนด์
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

คัดเลือก SMEs ไทยร่วมจับคู่ธุรกิจที่สวิตเซอร์แลนด์

กระทรวงพาณิชย์และ สสว. มอบเกียรติบัตรแก่ SMEs ต้นแบบ 64 ราย รวมถึง ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป เพื่อเข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

คัดเลือก SMEs ไทยร่วมจับคู่ธุรกิจที่สวิตเซอร์แลนด์

แหล่งข่าวเดียว
คัดเลือก SMEs ไทยร่วมจับคู่ธุรกิจที่สวิตเซอร์แลนด์

กระทรวงพาณิชย์และ สสว. มอบเกียรติบัตรแก่ SMEs ต้นแบบ 64 ราย รวมถึง ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป เพื่อเข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ตามรายงานจาก ประชาชาติธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้มอบเกียรติบัตรอย่างเป็นทางการแก่ SMEs ต้นแบบจำนวน 64 ราย ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่นในเวทีการค้าระหว่างประเทศ

หนึ่งในบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกคือ ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป โดยกลุ่ม SMEs เหล่านี้มีกำหนดการเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าไทยในยุโรป โดยใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA)

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางที่สนใจด้านธุรกิจ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความพยายามเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลไทยในการบูรณาการธุรกิจท้องถิ่นที่ยั่งยืนและภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งส่งสัญญาณถึงการเติบโตที่อาจเกิดขึ้นในภาคการรีไซเคิลและการผลิต แม้ว่ากระบวนการคัดเลือกจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงของการจับคู่ธุรกิจในสวิตเซอร์แลนด์และผลกระทบทางเศรษฐกิจระยะยาวต่อบริษัทที่เข้าร่วมนั้น ยังคงต้องรอการยืนยันในขณะที่คณะผู้แทนดำเนินภารกิจต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 07:26 UTC

ยอดการชำระเงินดิจิทัลผ่าน PromptPay ในไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ยอดการชำระเงินดิจิทัลผ่าน PromptPay ในไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม 2569

National ITMX รายงานยอดธุรกรรมดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2569 โดย PromptPay มียอดธุรกรรมรวม 2.53 พันล้านรายการ และทำสถิติสูงสุดในวันเดียว

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ยอดการชำระเงินดิจิทัลผ่าน PromptPay ในไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ยอดการชำระเงินดิจิทัลผ่าน PromptPay ในไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม 2569

National ITMX รายงานยอดธุรกรรมดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2569 โดย PromptPay มียอดธุรกรรมรวม 2.53 พันล้านรายการ และทำสถิติสูงสุดในวันเดียว

ข้อมูลจากบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) ระบุว่าระบบการชำระเงินดิจิทัล PromptPay ของไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในเดือนสิงหาคม 2569 โดยมีปริมาณธุรกรรมรวมทั้งสิ้น 2.53 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีมูลค่าธุรกรรมรวมอยู่ที่ 4.37 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโต 3% เมื่อเทียบเป็นรายปี

จุดที่น่าสนใจคือในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระบบสามารถประมวลผลธุรกรรมได้สูงถึง 101.13 ล้านรายการภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด ทั้งนี้ ณ เดือนสิงหาคม ระบบมีบัญชีที่ลงทะเบียนรวม 83.44 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นผู้ใช้งานทั่วไป 83.02 ล้านเลขหมาย และภาคธุรกิจ 0.42 ล้านเลขหมาย

สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำถึงการบูรณาการการชำระเงินดิจิทัลเข้ากับชีวิตประจำวันทั่วประเทศไทย การใช้จ่ายผ่าน QR Code ที่แพร่หลายทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่ ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางไปจนถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ มีความพร้อมในการรองรับธุรกรรมดิจิทัล ทำให้การพกเงินสดมีความจำเป็นน้อยลง อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวควรทราบว่าแม้โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลจะมีความแข็งแกร่ง แต่การพกเงินสดติดตัวไว้บ้างยังคงเป็นข้อควรระวังที่เหมาะสมสำหรับร้านค้าขนาดเล็กหรือในพื้นที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจำกัด

แม้สถิติเหล่านี้จะยืนยันถึงปริมาณกิจกรรมทางการเงินดิจิทัลที่สูง แต่ผลกระทบระยะยาวต่อบริการธนาคารแบบดั้งเดิมและการแบ่งสัดส่วนการเติบโตระหว่างธุรกรรมระหว่างประเทศและในประเทศยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 06:46 UTC

GPSC จับมือ KHNP ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

GPSC จับมือ KHNP ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในไทย

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ Korea Hydro & Nuclear Power (KHNP) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) มาใช้ในประเทศไทย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

GPSC จับมือ KHNP ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในไทย

แหล่งข่าวเดียว
GPSC จับมือ KHNP ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในไทย

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ Korea Hydro & Nuclear Power (KHNP) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) มาใช้ในประเทศไทย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ GPSC ได้เข้าเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ Korea Hydro & Nuclear Power (KHNP) รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานจากเกาหลีใต้ โดยทั้งสองบริษัทได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) มาใช้ในประเทศไทย

ความร่วมมือนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจศักยภาพในการบูรณาการโซลูชันพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูงเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในวงกว้าง นอกเหนือจากการศึกษาความเป็นไปได้ในเบื้องต้นแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นในด้านโอกาสการลงทุนและบริการด้านการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายทอดองค์ความรู้และยกระดับความเชี่ยวชาญทางเทคนิค เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับภาคพลังงานในประเทศสำหรับการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานของไทยในระยะยาว แม้ว่าขณะนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยเบื้องต้นเท่านั้น สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่า MOU นี้เป็นเพียงข้อตกลงในการศึกษาเท่านั้น ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการก่อสร้างหรือการติดตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีการติดตามข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะก้าวข้ามขั้นตอนการวิจัยไปสู่การนำมาใช้จริงในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 07:26 UTC

ไทยขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ

คณะรัฐมนตรีไทยอนุมัติขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ออกไปอีก 2 เดือน โดยมอบเงินสนับสนุน 1,000 บาท สำหรับเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2569

Khaosod English ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ

แหล่งข่าวเดียว
ไทยขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ

คณะรัฐมนตรีไทยอนุมัติขยายโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ออกไปอีก 2 เดือน โดยมอบเงินสนับสนุน 1,000 บาท สำหรับเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2569

ตามรายงานจาก Khaosod English คณะรัฐมนตรีไทยได้อนุมัติอย่างเป็นทางการให้ขยายระยะเวลาโครงการลดภาระค่าครองชีพ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ออกไปอีก 2 เดือน เมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 โดยการขยายเวลาครั้งนี้จะมอบเงินสนับสนุนการใช้จ่ายจำนวน 1,000 บาท ให้แก่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือสำหรับเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2569

การจัดหาเงินทุนสำหรับมาตรการนี้มาจากพระราชกำหนดฉบับปี 2569 ซึ่งให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้ยืมเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่ นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้ดำเนินการฟื้นฟูสิทธิ์สวัสดิการสำหรับนักเรียน เพื่อมุ่งหวังที่จะลดภาระทางการเงินของครัวเรือนในช่วงเวลานี้

สำหรับประชาชน การขยายโครงการนี้ถือเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรงท่ามกลางราคาพลังงานที่สูงขึ้น แม้ว่าโครงการจะให้ความช่วยเหลือในทันที แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าเกณฑ์เฉพาะสำหรับสิทธิ์สวัสดิการนักเรียนและผลกระทบในวงกว้างของพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฉุกเฉินยังคงขึ้นอยู่กับแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการของรัฐบาล นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดสรรเงินทุนเหล่านี้ และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับขอบเขตของโครงการตามสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 06:01 UTC

ตัวแทนการค้าไทยพบ USTR ที่นิวยอร์กช่วงการประชุม UNGA81
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ตัวแทนการค้าไทยพบ USTR ที่นิวยอร์กช่วงการประชุม UNGA81

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้หารือกับ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ตัวแทนการค้าไทยพบ USTR ที่นิวยอร์กช่วงการประชุม UNGA81

แหล่งข่าวเดียว
ตัวแทนการค้าไทยพบ USTR ที่นิวยอร์กช่วงการประชุม UNGA81

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้หารือกับ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ

ระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ที่นครนิวยอร์ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะตัวแทนคณะผู้แทนไทย ได้เข้าร่วมการหารือระดับสูงกับ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตามรายงานของ Prachachat Business การพบปะครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลไทยในการสร้างความร่วมมือกับผู้นำระดับนานาชาติในช่วงการประชุมระดับโลกดังกล่าว

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางเชิงธุรกิจ การพบปะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลไทยในการให้ความสำคัญกับทูตเศรษฐกิจและการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา การหารือในลักษณะนี้มักเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนนโยบายหรือข้อตกลงทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อกฎระเบียบการนำเข้า-ส่งออก การเข้าถึงตลาด หรือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยในอนาคต

แม้ว่าการพบปะครั้งนี้จะเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในความร่วมมือทวิภาคี แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับผลการหารือหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเจรจาดังกล่าวจะนำไปสู่ข้อตกลงทางการค้าอย่างเป็นทางการหรือการปรับเปลี่ยนกรอบเศรษฐกิจที่มีอยู่หรือไม่ ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าความพยายามทางการทูตเหล่านี้จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 07:27 UTC

บทบาทของ AI ในกลยุทธ์การตั้งราคาแบบเฉพาะบุคคล
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บทบาทของ AI ในกลยุทธ์การตั้งราคาแบบเฉพาะบุคคล

Matichon Online รายงานถึงการที่ปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการปรับราคาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับโปรไฟล์ของผู้บริโภคแต่ละราย

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บทบาทของ AI ในกลยุทธ์การตั้งราคาแบบเฉพาะบุคคล

แหล่งข่าวเดียว
บทบาทของ AI ในกลยุทธ์การตั้งราคาแบบเฉพาะบุคคล

Matichon Online รายงานถึงการที่ปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการปรับราคาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับโปรไฟล์ของผู้บริโภคแต่ละราย

รายงานล่าสุดจาก Matichon Online เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงในกลยุทธ์การตั้งราคาค้าปลีกที่ขับเคลื่อนโดยการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอดีต ผู้บริโภคมักใช้วิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด แต่ในปัจจุบัน อัลกอริทึมสมัยใหม่จะวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของแต่ละบุคคลเพื่อกำหนดราคาที่ปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้รายนั้นๆ โดยเฉพาะ

วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีนี้หมายความว่าลูกค้าสองรายอาจเห็นราคาที่แตกต่างกันสำหรับผลิตภัณฑ์เดียวกัน โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลต่างๆ เช่น ประวัติการเข้าชม ความถี่ในการซื้อ และความเต็มใจที่จะจ่าย สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย สิ่งนี้บ่งชี้ว่าประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์กำลังมีความเฉพาะตัวมากขึ้น แม้ว่าสิ่งนี้อาจนำไปสู่ส่วนลดที่ปรับแต่งได้ แต่ก็ยังสร้างระดับความไม่โปร่งใสของราคาที่ทำให้ผู้บริโภคตรวจสอบได้ยากว่าตนได้รับราคามาตรฐานของตลาดหรือไม่

ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าโมเดลการตั้งราคาแบบไดนามิกเหล่านี้แพร่หลายเพียงใดในภาคส่วนต่างๆ ของตลาดค้าปลีกในไทย และจะมีกรอบการกำกับดูแลใดบ้างที่จะถูกนำมาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสำหรับผู้บริโภค ในขณะที่ AI ยังคงพัฒนาความสามารถในการคาดการณ์พฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อควรใช้ความระมัดระวังและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่า 'ราคาที่ดีที่สุด' ไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่อีกต่อไป แต่เป็นตัวแปรที่ถูกกำหนดโดยการทำโปรไฟล์ดิจิทัลที่ซับซ้อน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 06:41 UTC

การอนุรักษ์มรดกการทำนาเกลือสมุทรในสมุทรสาคร
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

การอนุรักษ์มรดกการทำนาเกลือสมุทรในสมุทรสาคร

เกษตรกรผู้ทำนาเกลือแบบดั้งเดิมในจังหวัดสมุทรสาครกำลังพยายามรักษาอาชีพสืบทอดจากบรรพบุรุษท่ามกลางการขยายตัวของสังคมเมืองและความท้าทายทางเศรษฐกิจ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

การอนุรักษ์มรดกการทำนาเกลือสมุทรในสมุทรสาคร

แหล่งข่าวเดียว
การอนุรักษ์มรดกการทำนาเกลือสมุทรในสมุทรสาคร

เกษตรกรผู้ทำนาเกลือแบบดั้งเดิมในจังหวัดสมุทรสาครกำลังพยายามรักษาอาชีพสืบทอดจากบรรพบุรุษท่ามกลางการขยายตัวของสังคมเมืองและความท้าทายทางเศรษฐกิจ

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ จังหวัดสมุทรสาครซึ่งในอดีตเป็นแหล่งผลิตนาเกลือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กำลังเผชิญกับจำนวนนาเกลือที่ลดลงเนื่องจากการขยายตัวของสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว พื้นที่ที่เคยเป็นนาเกลือตลอดแนวถนนพระราม 2 กำลังถูกเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นมากขึ้น

แม้จะมีความกดดันดังกล่าว ตำบลนาโคกยังคงเป็นพื้นที่หลักของอุตสาหกรรมนี้ คุณทนง เพ็ชรพุ่ม เกษตรกรชาวนาเกลือรุ่นที่ 3 ได้เปิดเผยถึงความยากลำบากในการรักษาอาชีพนี้ไว้ โดยระบุว่าแม้จะเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปี แต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการทำนาเกลือรายย่อยนั้นทำได้ยาก เพื่อให้ยังคงผลิตต่อไปได้ หลายครอบครัวจึงได้รวมที่ดินเข้าด้วยกันและเปลี่ยนจากการทำนาเกลือแยกแปลงมาเป็นการทำนาเวรร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานและการลงทุน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ภูมิภาคนี้ยังคงเป็นภาพสะท้อนของวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่กำลังเลือนหายไป แม้นาเกลือตลอดเส้นทางถนนพระราม 2 จะเป็นจุดหมายตาทางวัฒนธรรม แต่อนาคตของพื้นที่เหล่านี้ยังคงไม่แน่นอนเนื่องจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวที่สนใจด้านเกษตรกรรมท้องถิ่นยังคงสามารถพบร้านขายเกลือแบบดั้งเดิม เช่น ร้านของครอบครัวคุณทนง ซึ่งยังคงอนุรักษ์เทคนิคการผลิตทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ไว้ ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่านาเกลือที่เหลืออยู่จะสามารถต้านทานการรุกคืบของการขยายตัวของเมืองได้นานเพียงใด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 06:25 UTC

ไทยผลักดันการค้าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในเวที GLSTF 2026
เศรษฐกิจ ได้รับการยืนยัน

ไทยผลักดันการค้าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในเวที GLSTF 2026

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงาน Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 ที่มาเก๊า เพื่อส่งเสริมการค้าไม้ที่ถูกกฎหมาย

Khaosod Online Thailand + 1 source(s) ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยผลักดันการค้าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในเวที GLSTF 2026

ได้รับการยืนยัน
ไทยผลักดันการค้าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในเวที GLSTF 2026

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงาน Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 ที่มาเก๊า เพื่อส่งเสริมการค้าไม้ที่ถูกกฎหมาย

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงการเข้าร่วมงาน Global Legal and Sustainable Timber Forum (GLSTF) 2026 ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรายงานจาก Khaosod Online ระบุว่าเวทีนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้ปรับนโยบายระดับชาติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการค้าไม้ที่ถูกกฎหมายและยั่งยืน

นายสุชาติเน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการเติบโตทางเศรษฐกิจ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทานจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ไม้ของไทยและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดโลก เวทีดังกล่าวได้อำนวยความสะดวกในการหารือเกี่ยวกับการจัดการป่าไม้และการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยผู้แทนจากนานาประเทศต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการสร้างห่วงโซ่อุปทานไม้ที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทย ความเคลื่อนไหวนี้เป็นสัญญาณของการมุ่งสู่การจัดระเบียบภาคอุตสาหกรรมไม้ ซึ่งอาจส่งผลต่อกฎระเบียบด้านป่าไม้และนโยบายการส่งออกในอนาคต แม้ว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ แต่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงหรือกรอบการกำกับดูแลใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการหารือระดับนานาชาตินี้ยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand + 1 source(s)
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 06:26 UTC

ฮั่วเซ่งเฮงจับตาผลกระทบการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนต่อตลาดทองคำ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ฮั่วเซ่งเฮงจับตาผลกระทบการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนต่อตลาดทองคำ

บริษัทค้าทองคำ ฮั่วเซ่งเฮง กำลังจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนในวันที่ 24 กันยายนนี้อย่างใกล้ชิด โดยระบุว่าความคาดหวังของตลาดต่อข้อตกลงครั้งใหญ่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ฮั่วเซ่งเฮงจับตาผลกระทบการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนต่อตลาดทองคำ

แหล่งข่าวเดียว
ฮั่วเซ่งเฮงจับตาผลกระทบการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนต่อตลาดทองคำ

บริษัทค้าทองคำ ฮั่วเซ่งเฮง กำลังจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนในวันที่ 24 กันยายนนี้อย่างใกล้ชิด โดยระบุว่าความคาดหวังของตลาดต่อข้อตกลงครั้งใหญ่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ในขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในวันที่ 24 กันยายนนี้ บริษัทค้าทองคำชั้นนำของไทยอย่าง ฮั่วเซ่งเฮง ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาด ข้อมูลจาก Khaosod Online ระบุว่าบริษัทมองว่านักลงทุนไม่ได้คาดหวังถึง 'ข้อตกลงครั้งใหญ่' ที่จะยุติความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานได้ในทันที แต่ความสนใจหลักอยู่ที่ว่าทั้งสองประเทศจะสามารถรักษาเสถียรภาพทางการทูตและลดความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้งได้หรือไม่

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในประเทศไทย การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเนื่องจากส่งผลต่อกระแสเงินทุนทั่วโลกและความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำ ฮั่วเซ่งเฮงได้ระบุประเด็นสำคัญ 4 ด้านบนโต๊ะเจรจา ได้แก่ การค้าและภาษี, การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและ AI, ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ และเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง ความคืบหน้าในประเด็นเหล่านี้อาจช่วยลดความกังวลทางเศรษฐกิจโลก ในขณะที่การกลับไปใช้มาตรการตอบโต้อาจเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนของตลาด

แม้ว่าการประชุมสุดยอดจะเป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่ยังมีหลายสิ่งที่ต้องรอการยืนยันเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ชัดเจนของการหารือ ผู้สังเกตการณ์กำลังรอดูว่าทั้งสองมหาอำนาจจะสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการพักรบทางการค้าหรือข้อจำกัดทางเทคโนโลยีได้หรือไม่ จนกว่าจะมีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการหลังการประชุม คาดว่าตลาดทองคำจะยังคงมีความอ่อนไหวต่อข่าวสารที่ออกมาจากการเจรจา

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 06:27 UTC

รัฐบาลเตรียมแผนพัฒนาทักษะเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลเตรียมแผนพัฒนาทักษะเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ยศชนันเตรียมเสนอแพ็กเกจพัฒนาทักษะสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต่อกระทรวงการคลัง โดยมุ่งเน้นการใช้งบประมาณจากเงินกู้ให้น้อยที่สุด

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลเตรียมแผนพัฒนาทักษะเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลเตรียมแผนพัฒนาทักษะเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ยศชนันเตรียมเสนอแพ็กเกจพัฒนาทักษะสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต่อกระทรวงการคลัง โดยมุ่งเน้นการใช้งบประมาณจากเงินกู้ให้น้อยที่สุด

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 ยศชนันเตรียมนำเสนอโครงการใหม่ต่อกระทรวงการคลัง โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แพ็กเกจที่เสนอนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่แรงงานด้วยความเชี่ยวชาญที่จำเป็นในการปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์ด้านพลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่สนใจในทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โครงการนี้ถือเป็นก้าวเชิงกลยุทธ์สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน โดยการมุ่งเน้นไปที่ทุนมนุษย์ รัฐบาลตั้งเป้าที่จะรักษาความสามารถในการแข่งขันของตลาดแรงงานในขณะที่ประเทศกำลังปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงาน สิ่งสำคัญที่ระบุไว้ในรายงานคือความตั้งใจที่จะใช้เงินกู้ให้น้อยที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการจัดการงบประมาณอย่างระมัดระวังสำหรับโครงการนี้

แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรงบประมาณรวม ภาคส่วนเฉพาะที่จะได้รับการฝึกอบรม และกรอบเวลาในการดำเนินงานที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอการประกาศเพิ่มเติมจากกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการอนุมัติและขอบเขตของแพ็กเกจนี้ เนื่องจากนี่เป็นข้อเสนอนโยบายที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ผู้อยู่อาศัยควรติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตว่าโปรแกรมการฝึกอบรมเหล่านี้อาจส่งผลต่อโอกาสในการจ้างงานในท้องถิ่นหรือมาตรฐานอุตสาหกรรมอย่างไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 06:01 UTC

วรวงศ์จี้ศุภจีแจงความชัดเจนภาษีสหรัฐฯ หวั่นกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

วรวงศ์จี้ศุภจีแจงความชัดเจนภาษีสหรัฐฯ หวั่นกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

วรวงศ์ นักการเมืองไทย เรียกร้องให้ศุภจีชี้แจงกรณีภาษีสหรัฐฯ ว่าเกิน 12.5% หรือไม่ โดยแสดงความกังวลต่อสถานะการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

วรวงศ์จี้ศุภจีแจงความชัดเจนภาษีสหรัฐฯ หวั่นกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

แหล่งข่าวเดียว
วรวงศ์จี้ศุภจีแจงความชัดเจนภาษีสหรัฐฯ หวั่นกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

วรวงศ์ นักการเมืองไทย เรียกร้องให้ศุภจีชี้แจงกรณีภาษีสหรัฐฯ ว่าเกิน 12.5% หรือไม่ โดยแสดงความกังวลต่อสถานะการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 วรวงศ์ นักการเมืองไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้ศุภจีชี้แจงข้อมูลให้ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของสหรัฐอเมริกา โดยวรวงศ์แสดงความกังวลว่าอัตราภาษีดังกล่าวอาจสูงเกินกว่า 12.5% ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับสากล

วรวงศ์ได้วิพากษ์วิจารณ์ศุภจีว่าอาจสร้างความสับสนเพื่อแก้ต่างให้กับนโยบายปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องมีการเปรียบเทียบข้อมูลกับคู่แข่งทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างโปร่งใส เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทนี้อยู่ที่ว่ากรอบภาษีในปัจจุบันเพียงพอที่จะรักษาความน่าสนใจของประเทศไทยสำหรับการลงทุนจากต่างชาติหรือไม่ หรือกำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เสียเปรียบให้กับธุรกิจในท้องถิ่นโดยไม่ตั้งใจ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย การถกเถียงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการอภิปรายอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับนโยบายการคลังของไทยและผลกระทบต่อบรรยากาศทางธุรกิจในภาพรวม แม้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองจะมีความเข้มข้น แต่รายละเอียดที่แน่ชัดเกี่ยวกับตัวเลขภาษีจริงและการตอบรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นเพียงประเด็นการถกเถียงทางการเมือง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายภาษีที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 06:01 UTC

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดอบรมด้านบัญชีสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเวลเนส
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดอบรมด้านบัญชีสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเวลเนส

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดอบรมด้านบัญชีเฉพาะทางสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจเวลเนส เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทางการเงิน

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดอบรมด้านบัญชีสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเวลเนส

แหล่งข่าวเดียว
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดอบรมด้านบัญชีสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเวลเนส

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดอบรมด้านบัญชีเฉพาะทางสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจเวลเนส เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทางการเงิน

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้เริ่มโครงการอบรมที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมร้านอาหารและเวลเนสโดยเฉพาะ ภายใต้หัวข้อ 'ใช้บัญชีให้เป็น นำทางต่อยอดธุรกิจ' โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเงินที่จำเป็นแก่เจ้าของธุรกิจ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและวางแผนการเติบโตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการจัดระเบียบและเสริมสร้างรากฐานทางการเงินของภาคบริการ การมีระบบบัญชีที่ถูกต้องถือเป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของไทยและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว สำหรับนักท่องเที่ยว โครงการนี้อาจเป็นสัญญาณของการยกระดับความเป็นมืออาชีพในภาคบริการท้องถิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่มั่นคงและมีมาตรฐานมากขึ้นในตลาดการบริการและเวลเนส

แม้ว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเปิดตัวการอบรมนี้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ แต่ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนวนเท่าใด และแนวทางปฏิบัติทางบัญชีเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจเวลเนสและร้านอาหารในระยะยาวอย่างไร ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกี่ยวกับตารางการอบรมและเงื่อนไขการเข้าร่วมในอนาคต

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 05:46 UTC

ไทยเปิดแผนงบ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไทยเปิดแผนงบ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

รัฐบาลไทยประกาศงบประมาณ 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยกำหนดให้ใช้จ่ายให้หมดภายในปี 2570 พร้อมแนวทางปฏิบัติที่เข้มงวด

Matichon Online ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไทยเปิดแผนงบ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

แหล่งข่าวเดียว
ไทยเปิดแผนงบ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

รัฐบาลไทยประกาศงบประมาณ 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยกำหนดให้ใช้จ่ายให้หมดภายในปี 2570 พร้อมแนวทางปฏิบัติที่เข้มงวด

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์ รัฐบาลไทยได้เปิดตัวแผนงานมูลค่า 2 แสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยโครงการนี้มาพร้อมกับกฎระเบียบทางการคลังที่เข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุนจะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

แนวทางสำคัญสำหรับงบประมาณนี้ระบุว่าเงินจำนวน 2 แสนล้านบาทจะต้องถูกใช้จ่ายให้หมดสิ้นภายในปี พ.ศ. 2613 (ค.ศ. 2070) เพื่อป้องกันการใช้เงินงบประมาณในทางที่ผิด รัฐบาลได้สั่งห้ามนำงบประมาณนี้ไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การดูงานต่างประเทศ การซื้อของแจก หรือการซอยงบประมาณออกเป็นโครงการย่อยที่ไม่มีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว แผนงานนี้ถือเป็นสัญญาณของความมุ่งมั่นในระยะยาวในการปรับโครงสร้างภาคพลังงานของไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าสาธารณูปโภคและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต อย่างไรก็ตาม โครงการเฉพาะที่จะได้รับเงินทุนและกรอบเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินงานยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ขณะนี้ผู้สังเกตการณ์กำลังรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณในแต่ละภาคส่วนเพื่อให้เป็นไปตามกำหนดการในปี 2613

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 05:46 UTC

ถกเถียงเดือด! ข้อตกลงภาษีการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ถกเถียงเดือด! ข้อตกลงภาษีการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ

นายวรวงศ์ รางมางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ วิจารณ์นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการสื่อสารที่สับสนเกี่ยวกับข้อตกลงภาษีการค้าใหม่กับสหรัฐฯ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ถกเถียงเดือด! ข้อตกลงภาษีการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ

แหล่งข่าวเดียว
ถกเถียงเดือด! ข้อตกลงภาษีการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ

นายวรวงศ์ รางมางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ วิจารณ์นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการสื่อสารที่สับสนเกี่ยวกับข้อตกลงภาษีการค้าใหม่กับสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศว่าไทยบรรลุข้อตกลงในหลักการความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐอเมริกา โดยกระทรวงตั้งเป้าควบคุมอัตราภาษีรวมไว้ที่ 19% ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าสอดคล้องกับคู่แข่งในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนายวรวงศ์ รางมางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ โดยนายวรวงศ์โต้แย้งว่าการสื่อสารของรัฐบาลไม่มีความชัดเจน โดยระบุว่ารัฐบาลเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับข้อตกลงภาษีนี้ถึง 3 ครั้งภายในเดือนเดียว เขาตั้งคำถามว่าตัวเลข 19% นั้นเทียบได้กับอัตราภาษี 12.5% ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันสำหรับการส่งออกของไทยหรือไม่ หรือตัวเลขทั้งสองเป็นฐานภาษีที่แตกต่างกัน นายวรวงศ์เน้นย้ำว่าผู้ส่งออกไทยต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับภาระภาษีสุดท้ายเพื่อประเมินว่ายังสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคได้หรือไม่ โดยเสนอว่าอัตรา 10% น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกว่า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย ความไม่แน่นอนนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในต้นทุนการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันทางการค้า แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าเพดานภาษี 19% เป็นความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ แต่การขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับโครงสร้างภาษียังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ ทั้งนี้ยังต้องรอการยืนยันว่าการคำนวณภาษีขั้นสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และรัฐบาลจะเปิดเผยข้อมูลเฉพาะตามที่นักวิจารณ์เรียกร้องเพื่อชี้แจงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยหรือไม่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 23 กันยายน 2026, 05:48 UTC