ข้ามไปยังเนื้อหา
SawaLife BETA

ข่าวประเทศไทย

เข้าใจทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

ทุกการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่ใช้งานจริงจะถูกจัดหมวดหมู่ แปลเป็นทุกภาษาของ SawaLife และเผยแพร่พร้อมแหล่งที่มาดั้งเดิม เวลาที่ระบุชัดเจน และคะแนนความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากกลุ่มสำนักข่าวอิสระสองแห่งขึ้นไปจะถูกเน้นไว้เป็นพิเศษ

ข่าวด่วน
ความปลอดภัย เตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ✦
ความปลอดภัย กองทัพไทยเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวรับมือสถานการณ์น้ำท่วม ✦
เศรษฐกิจ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกังวลฝนตกหนักต่อเนื่องกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่น ✦
การขนส่ง กทพ. ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 8 สาย เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากฝนตกหนักและน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย รัฐบาลไทยยกระดับระบบสื่อสารแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ✦
ความปลอดภัย แพลตฟอร์ม ‘เช็คน้ำ’ ของ GISTDA มียอดเข้าใช้งานพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางความกังวลเรื่องน้ำท่วม ✦
การขนส่ง กรมเจ้าท่าจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกการขนส่งทางน้ำ ✦
การขนส่ง เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ ✦
ความปลอดภัย ทางการเร่งระบายน้ำเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ และปทุมธานี ✦
ความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในอยุธยา ✦
ความปลอดภัย

เตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

แหล่งข่าวเดียว
เตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันในอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

ทางการท้องถิ่นในอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ออกประกาศเตือนภัยเนื่องจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและน้ำตกคลองแก้วเริ่มเปลี่ยนสี

ตามรายงานจาก Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด กำลังติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิดหลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำตกคลองแก้วเริ่มมีสัญญาณของการเปลี่ยนสี ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ทั่วไปของโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่

ในพื้นที่บ้านช้างทูน มีรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นถึง 50 เซนติเมตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สะตอ ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และกำกับดูแลการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน ทางการยืนยันว่าขณะนี้กำลังดำเนินการเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า และกำลังจัดเตรียมการผลิตน้ำดื่มสะอาดเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สำคัญ ฝนที่ตกหนักและระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอาจนำไปสู่กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและอันตราย รวมถึงการปิดเส้นทางจราจร ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากช่องทางท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดต และหลีกเลี่ยงการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตก ในช่วงที่มีฝนตกหนัก ขณะนี้ยังต้องรอการยืนยันว่าฝนจะตกหนักต่อเนื่องไปอีกนานเท่าใดและน้ำท่วมจะขยายวงกว้างไปยังตำบลข้างเคียงหรือไม่ นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จัดการภัยพิบัติในพื้นที่

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 07:42 UTC

ความปลอดภัย

กองทัพไทยเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
กองทัพไทยเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองทัพไทย ได้จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในขณะนี้

ตามรายงานจาก Matichon Online เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 กองทัพไทย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้เริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยต่อชุมชนในพื้นที่ มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนประชาชนที่ต้องอพยพหรือได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่เสี่ยงภัย

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่ยังคงมีอยู่ในบางภูมิภาค แม้ว่ากองทัพจะประสานงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยอยู่ แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบหรือวางแผนจะเดินทางไปเยือนควรติดตามรายงานสภาพอากาศและประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด ขอแนะนำให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เนื่องจากสภาพถนนและบริการสาธารณะอาจได้รับผลกระทบอย่างกะทันหัน

ในขณะนี้ สถานที่ตั้งเฉพาะของศูนย์พักพิงเหล่านี้และขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งหมด ยังคงต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่น นักท่องเที่ยวควรติดตามข้อมูลผ่านช่องทางที่เป็นทางการและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานฉุกเฉินในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน และยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการดำเนินงานบรรเทาสาธารณภัยเหล่านี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 07:40 UTC

เศรษฐกิจ

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกังวลฝนตกหนักต่อเนื่องกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่น

แหล่งข่าวเดียว
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกังวลฝนตกหนักต่อเนื่องกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่น

ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในไทยแสดงความกังวลว่าฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องกำลังส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางในท้องถิ่น นำไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้ามาช่วยเหลือ

ตามรายงานจากมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับผลกระทบของฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจของประเทศ ผู้ประกอบการระบุว่าสภาพอากาศที่เปียกชื้นอย่างต่อเนื่องกำลังขัดขวางการเคลื่อนย้ายสินค้าและผู้คน ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นชะลอตัวลง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ความล่าช้าด้านโลจิสติกส์ในบางพื้นที่ การหยุดชะงักของบริการขนส่ง และการเข้าถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์บางแห่งที่ทำได้ยากขึ้น สภาพอากาศในปัจจุบันกำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทายสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องพึ่งพาจำนวนลูกค้าที่สม่ำเสมอและห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ

เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ ตัวแทนภาคธุรกิจได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าการเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐจะมีความชัดเจน แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับขอบเขตของความช่วยเหลือจากรัฐบาล กรอบเวลาสำหรับการสนับสนุนทางการเงินที่เป็นไปได้ และผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากเหตุการณ์สภาพอากาศนี้ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังรอประกาศอย่างเป็นทางการจากภาครัฐเพื่อดูแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 07:40 UTC

การขนส่ง

กทพ. ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 8 สาย เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากฝนตกหนักและน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
กทพ. ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 8 สาย เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากฝนตกหนักและน้ำท่วม

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ยกเว้นค่าผ่านทางบน 8 เส้นทาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสภาพอากาศแปรปรวนและน้ำท่วม

ตามคำสั่งของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษอย่างเป็นทางการใน 8 เส้นทาง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายจากฝนตกหนักและสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการจราจรและบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงสภาพอากาศที่รุนแรง การยกเลิกการเก็บค่าผ่านทางจะช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและช่วยให้ประชาชนสามารถเดินทางผ่านพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ว่าประกาศดังกล่าวจะยืนยันการยกเว้นค่าธรรมเนียมใน 8 เส้นทางนี้ แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับระยะเวลาที่แน่นอนของมาตรการและช่วงเวลาการให้บริการยังคงต้องรอการอัปเดตเพิ่มเติมจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก กทพ. หรือข่าวสารการจราจรในท้องถิ่น เพื่อยืนยันว่าเส้นทางที่ท่านต้องการเดินทางนั้นรวมอยู่ในมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมหรือไม่ และเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายตามสถานการณ์สภาพอากาศที่อาจเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ตามรายงานของ Thai Post การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงการตอบสนองเชิงรุกต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของประชาชนในช่วงฤดูฝนนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 07:43 UTC

ความปลอดภัย

รัฐบาลไทยยกระดับระบบสื่อสารแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลไทยยกระดับระบบสื่อสารแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม

รัฐมนตรีศุภมาส อิสสระภักดี สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ปรับปรุงการประสานงานแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระหว่างหน่วยงานระดับชาติ

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 Thai Post รายงานว่า นางสาวศุภมาส อิสสระภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ยกระดับโปรโตคอลการสื่อสารแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายข้อมูลที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นผ่านการบูรณาการข้อมูลแบบเรียลไทม์จากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน และหน่วยงานระดับจังหวัด

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการกระจายข้อมูลในช่วงเหตุฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับมรสุม การรวมศูนย์ข้อมูลจะช่วยให้รัฐบาลสามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่เปราะบาง

แม้ว่าคำสั่งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงการไหลเวียนของข้อมูล แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะกรอบเวลาสำหรับการดำเนินการระบบบูรณาการนี้อย่างเต็มรูปแบบ และช่องทางเฉพาะที่ประชาชนจะได้รับข้อมูลแจ้งเตือนที่ได้รับการปรับปรุงนั้นยังไม่มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศไทยหรือวางแผนจะเดินทางมาเยือนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลและสื่อท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพอากาศและความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ของตน ขอแนะนำให้ใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในช่วงฤดูฝน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 07:43 UTC

ความปลอดภัย

แพลตฟอร์ม ‘เช็คน้ำ’ ของ GISTDA มียอดเข้าใช้งานพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางความกังวลเรื่องน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
แพลตฟอร์ม ‘เช็คน้ำ’ ของ GISTDA มียอดเข้าใช้งานพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางความกังวลเรื่องน้ำท่วม

GISTDA ของไทยรายงานยอดเข้าใช้งานแพลตฟอร์มติดตามสถานการณ์น้ำสูงถึง 28 ล้านครั้งในวันเดียว ขณะที่ประชาชนเตรียมรับมือกับฝนตกหนักระลอกใหม่

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) บันทึกยอดการเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม ‘เช็คน้ำ’ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยมีผู้เข้าใช้งานถึง 28 ล้านครั้งภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันทั่วประเทศไทย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เครื่องมือดิจิทัลนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการติดตามระดับน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ ปริมาณการเข้าใช้งานที่สูงตอกย้ำถึงความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นและความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักในการเดินทาง ความสนใจที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นตามหลังการแจ้งเตือนสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยทางการได้แนะนำให้ประชาชนเฝ้าระวังฝนตกหนักที่คาดการณ์ไว้ในวันที่ 27 กันยายน 2569 เป็นพิเศษ

แม้ว่าแพลตฟอร์มจะให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการรับรู้สถานการณ์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าแพลตฟอร์มนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้ข้อมูลมากกว่าการรับประกันการพยากรณ์ นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลต่อไปเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการปิดถนนหรือคำสั่งอพยพ จนถึงขณะนี้ ผลกระทบเต็มรูปแบบจากปริมาณฝนที่คาดการณ์ไว้ในวันที่ 27 กันยายนยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ใช้งานควรพึ่งพาช่องทางที่เป็นทางการสำหรับคำแนะนำด้านความปลอดภัยและวางแผนเส้นทางการเดินทางตามความเหมาะสม โดยคำนึงว่าสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 07:40 UTC

การขนส่ง

กรมเจ้าท่าจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกการขนส่งทางน้ำ

แหล่งข่าวเดียว
กรมเจ้าท่าจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกการขนส่งทางน้ำ

กรมเจ้าท่าของไทยได้เปิดศูนย์เฉพาะกิจเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งทางน้ำและให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026 กรมเจ้าท่าของไทยได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกการขนส่งทางน้ำอย่างเป็นทางการ โดยหน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่ประสานงานด้านโลจิสติกส์และรับรองความปลอดภัยรวมถึงประสิทธิภาพของการเดินทางทางน้ำทั่วประเทศ

เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว กรมเจ้าท่าได้ระดมกำลังพล อุปกรณ์เฉพาะทาง และยานพาหนะทางน้ำต่างๆ ให้เตรียมพร้อมปฏิบัติการ เป้าหมายหลักของศูนย์เหล่านี้คือการให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที โดยเฉพาะในการจัดการการไหลเวียนของการจราจรทางน้ำและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในเส้นทางเดินเรือ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การพัฒนานี้มีความสำคัญเนื่องจากมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของบริการเรือข้ามฟากและรูปแบบการขนส่งทางน้ำอื่นๆ การรวมศูนย์ทรัพยากรจะช่วยให้กรมเจ้าท่าสามารถลดความล่าช้าและปรับปรุงเวลาในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินสำหรับผู้ที่สัญจรผ่านเครือข่ายแม่น้ำและชายฝั่งที่กว้างขวางของไทย

แม้ว่ากรมเจ้าท่าจะยืนยันการจัดเตรียมกำลังพลและอุปกรณ์แล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งที่แน่นอนของศูนย์เหล่านี้และระยะเวลาในการยกระดับสถานะการปฏิบัติงานยังคงต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติม นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศในท้องถิ่นหากวางแผนที่จะใช้บริการขนส่งทางน้ำในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานอาจเกิดขึ้นตามความต้องการแบบเรียลไทม์และสภาพแวดล้อม

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 07:43 UTC

การขนส่ง

เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

แหล่งข่าวเดียว
เหตุรถไฟชนกันในย่านบางซื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

หัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนชนเข้ากับรถไฟตู้นอน CNR ที่จอดนิ่งอยู่ในย่านบางซื่อ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีพนักงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2026 เกิดอุบัติเหตุทางรางในพื้นที่ย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยเกี่ยวข้องกับหัวรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนขบวนและรถไฟตู้นอน CNR ตามรายงานจาก Khaosod English ระบุว่าหัวรถจักรดังกล่าวได้พุ่งชนเข้ากับขบวนรถไฟตู้นอนที่จอดนิ่งอยู่ ส่งผลให้รถไฟทั้งสองขบวนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ชนกันในครั้งนี้

ทางการยืนยันว่ามีพนักงานรถไฟได้รับบาดเจ็บหนึ่งรายในระหว่างการปะทะ ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บหรือสาเหตุที่แน่ชัดของความผิดพลาดในการสับเปลี่ยนขบวนในขณะนี้

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการเดินรถไฟที่ผ่านศูนย์กลางบางซื่อ แม้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลกระทบต่อเส้นทางเดินรถตามตารางเวลา แต่ขอแนะนำให้ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความล่าช้าหรือการปรับเปลี่ยนการให้บริการ

ขณะนี้ยังคงต้องรอการยืนยันว่าเหตุการณ์ชนกันดังกล่าวจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการให้บริการของขบวนรถที่ได้รับความเสียหายอย่างไร และเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชั่วคราวในตารางเดินรถท้องถิ่นหรือไม่ การสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดของการปฏิบัติงานสับเปลี่ยนขบวนยังคงดำเนินอยู่ นักท่องเที่ยวควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเดินทางของท่าน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod English
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 25 กันยายน 2026, 09:45 UTC

ความปลอดภัย

ทางการเร่งระบายน้ำเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ และปทุมธานี

แหล่งข่าวเดียว
ทางการเร่งระบายน้ำเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ และปทุมธานี

ยศชนันลงพื้นที่ตรวจสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิตเพื่อประสานงานมาตรการป้องกันน้ำท่วม เนื่องจากคาดว่าจะมีฝนตกหนักในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ตามรายงานของ Thai Post เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ยศชนันได้ลงพื้นที่ตรวจสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิต โดยเน้นการประสานงานระหว่างกรมชลประทานและกรุงเทพมหานครเพื่อเร่งระบายน้ำและลดระดับน้ำสูงสุดก่อนที่จะเข้าสู่ปทุมธานีและพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในเมืองหลวงและจังหวัดโดยรอบ นอกจากนี้ ยศชนันยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในภาคเหนือเตรียมพร้อมรับมือ โดยเฉพาะการเตรียมรับมือกับฝนตกหนักที่คาดการณ์ไว้ในช่วง 48 ชั่วโมงข้างหน้า

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ มาตรการเชิงรุกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดการการไหลของน้ำและลดผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนตามฤดูกาล แม้ว่าความพยายามเหล่านี้กำลังดำเนินการเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่อยู่อาศัย แต่ความรุนแรงของฝนและประสิทธิภาพของการระบายน้ำยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป ผู้ที่อยู่ในปทุมธานีหรือตอนเหนือของกรุงเทพฯ หรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าว ควรติดตามการอัปเดตสภาพอากาศในท้องถิ่นและประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 07:43 UTC

ความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในอยุธยา

แหล่งข่าวเดียว
เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในอยุธยา

คณะเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่อยุธยาเพื่อประเมินความเสี่ยงน้ำท่วม โดยระบุว่าสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากปี 2554 แต่ยังคงเฝ้าระวังปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 คณะผู้แทนซึ่งประกอบด้วย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภราดร ปริศนานันทกุล ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามระดับน้ำและประเมินประสิทธิภาพของกลยุทธ์การจัดการน้ำในปัจจุบัน

ในระหว่างการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าแม้สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันจะไม่รุนแรงเท่ากับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แต่ทางการก็ไม่ได้ประมาท รัฐบาลยังคงอยู่ในสถานะเฝ้าระวังระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของพยากรณ์อากาศในช่วง 48 ชั่วโมงข้างหน้า เนื่องจากมีการติดตามรูปแบบของฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในอยุธยา สถานการณ์นี้หมายความว่าพื้นที่ลุ่มต่ำหรือชุมชนริมน้ำบางแห่งอาจประสบปัญหาน้ำท่วมขังในบางจุด ขอแนะนำให้ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางของรัฐบาลและสื่อท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการปิดเส้นทางจราจรหรือผลกระทบต่อการเดินทาง แม้ว่าสถานการณ์จะอยู่ในการควบคุม แต่ช่วง 2 วันข้างหน้าถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการตัดสินใจว่าจำเป็นต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบเพิ่มเติมหรือไม่ นักท่องเที่ยวที่วางแผนจะไปเยี่ยมชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดควรตรวจสอบสถานะของสถานที่เหล่านั้นก่อนออกเดินทาง เนื่องจากระดับน้ำอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วขึ้นอยู่กับปริมาณฝนและการระบายน้ำจากเขื่อน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Matichon Online
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 26 กันยายน 2026, 07:41 UTC

เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงในไทยพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงในไทยพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท

กระแส 'การทำให้สัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนมนุษย์' (Pet Humanization) กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในไทยให้กลายเป็นตลาดมูลค่า 1 แสนล้านบาท เนื่องจากเจ้าของดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงในไทยพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงในไทยพุ่งแตะ 1 แสนล้านบาท

กระแส 'การทำให้สัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนมนุษย์' (Pet Humanization) กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในไทยให้กลายเป็นตลาดมูลค่า 1 แสนล้านบาท เนื่องจากเจ้าของดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว

จากรายงานของประชาชาติธุรกิจ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแนวโน้มการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปัจจุบันเรียกกันทั่วไปว่า 'การทำให้สัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนมนุษย์' (Pet Humanization) เนื่องจากเจ้าของสัตว์เลี้ยงเริ่มมองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว และมักดูแลพวกมันเสมือนลูกของตัวเอง ส่งผลให้อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในประเทศขยายตัวจนกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาว แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดเจนจากการเพิ่มขึ้นของบริการเฉพาะทาง สินค้าเกรดพรีเมียม และสถานประกอบการที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ทั่วประเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแล โภชนาการ และความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยงระดับไฮเอนด์มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคกลุ่มนี้

แม้ว่าขนาดทางเศรษฐกิจของภาคส่วนนี้จะมีความชัดเจน แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดนี้จะส่งผลต่อการวางผังเมืองในอนาคตหรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะเกี่ยวกับการเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลางของสัตว์เลี้ยงอย่างไร นอกจากนี้ แม้ตัวเลข 1 แสนล้านบาทจะสะท้อนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ความยั่งยืนในระยะยาวของอัตราการเติบโตนี้ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจในวงกว้างยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:57 UTC

ชาวเชียงใหม่เฮ! ถูกรางวัลสลากออมสินพิเศษ 30 ล้านบาท
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ชาวเชียงใหม่เฮ! ถูกรางวัลสลากออมสินพิเศษ 30 ล้านบาท

ผู้โชคดีในจังหวัดเชียงใหม่ได้รับรางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท จากการออกรางวัลสลากออมสินพิเศษ 2 ปี

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ชาวเชียงใหม่เฮ! ถูกรางวัลสลากออมสินพิเศษ 30 ล้านบาท

แหล่งข่าวเดียว
ชาวเชียงใหม่เฮ! ถูกรางวัลสลากออมสินพิเศษ 30 ล้านบาท

ผู้โชคดีในจังหวัดเชียงใหม่ได้รับรางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท จากการออกรางวัลสลากออมสินพิเศษ 2 ปี

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ มีผู้โชคดีชาวเชียงใหม่ถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท จากการออกรางวัลสลากออมสินพิเศษ 2 ปี งวดประจำวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยเพจ GSB Society ได้ยืนยันผลการถูกรางวัลดังกล่าว และระบุว่าสลากใบที่ถูกรางวัลนั้นซื้อมาจากธนาคารออมสินสาขาเชียงใหม่

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและนักท่องเที่ยว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของสลากออมสินพิเศษ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่แพร่หลายในประเทศ ทั้งนี้ ธนาคารระบุว่าจะดำเนินการโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนให้แก่ผู้ถูกรางวัลในวันถัดจากวันที่ออกรางวัล โดยเงินรางวัลของบุคคลธรรมดาในประเทศไทยนั้นปัจจุบันได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

แม้ว่าการถูกรางวัลครั้งนี้จะสร้างความสนใจให้กับสาขาเชียงใหม่ แต่ก็ถือเป็นการย้ำเตือนถึงการออกรางวัลที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่สนใจตรวจสอบผลรางวัลอื่น ๆ ของงวดวันที่ 1 กันยายน สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ทางการของธนาคารออมสิน สำหรับตัวตนของผู้ถูกรางวัลนั้นยังคงเป็นความลับ และไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการใช้เงินรางวัลดังกล่าว ธนาคารยังคงสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสลากออมสินพิเศษในการออกรางวัลครั้งต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:15 UTC

รัฐบาลทุ่มงบ 843 ล้านบาท ยกระดับระบบระบายน้ำภาคใต้
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐบาลทุ่มงบ 843 ล้านบาท ยกระดับระบบระบายน้ำภาคใต้

รัฐบาลไทยอนุมัติงบกลาง 843 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงระบบระบายน้ำในหาดใหญ่ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐบาลทุ่มงบ 843 ล้านบาท ยกระดับระบบระบายน้ำภาคใต้

แหล่งข่าวเดียว
รัฐบาลทุ่มงบ 843 ล้านบาท ยกระดับระบบระบายน้ำภาคใต้

รัฐบาลไทยอนุมัติงบกลาง 843 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงระบบระบายน้ำในหาดใหญ่ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการบริหารจัดการน้ำที่สำคัญในหาดใหญ่ ได้แก่ คลองเรียน คลองอู่ตะเภา คลองหวะ และคลอง ร.1 การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลได้จัดสรรงบกลางปี 2569 จำนวน 843 ล้านบาท เพื่อเร่งซ่อมแซมระบบระบายน้ำในพื้นที่ดังกล่าว

โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยในเขตหาดใหญ่ก่อนที่จะถึงช่วงที่มีฝนตกหนักตามฤดูกาล นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ยังได้ประกาศแผนการบริหารจัดการน้ำสำหรับจังหวัดสงขลาในปีนี้ ซึ่งครอบคลุมโครงการต่างๆ ถึง 272 โครงการ ด้วยงบประมาณรวมกว่า 3.16 พันล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสการเกิดน้ำท่วมขังตามฤดูกาล ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อการคมนาคมและกิจกรรมประจำวันในพื้นที่ภาคใต้ แม้ว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการซ่อมแซมเหล่านี้ แต่กำหนดการแล้วเสร็จของงานในแต่ละคลองและประสิทธิภาพโดยรวมในช่วงที่มีฝนตกหนักยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปยังจังหวัดทางภาคใต้ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง ควรติดตามรายงานสภาพอากาศในพื้นที่และประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางอันเนื่องมาจากโครงสร้างพื้นฐาน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:58 UTC

Trinity Securities คาดการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Trinity Securities คาดการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายน

Trinity Securities คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนในเดือนกันยายน 2569 โดยอ้างถึงแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ พร้อมเน้นย้ำถึงผลกำไรของบริษัทที่แข็งแกร่ง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Trinity Securities คาดการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายน

แหล่งข่าวเดียว
Trinity Securities คาดการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายน

Trinity Securities คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนในเดือนกันยายน 2569 โดยอ้างถึงแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ พร้อมเน้นย้ำถึงผลกำไรของบริษัทที่แข็งแกร่ง

ตามรายงานจาก Khaosod Online บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ได้ออกมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยสำหรับเดือนกันยายน 2569 โดยนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ของทรีนีตี้ คาดการณ์ว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวผันผวนระหว่าง 1,550 ถึง 1,660 จุดตลอดทั้งเดือน

ความผันผวนของตลาดคาดว่าจะได้รับแรงกดดันหลักจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกและทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แม้จะมีแรงกดดันเหล่านี้ ทรีนีตี้ระบุว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีจุดแข็งพื้นฐานที่ได้รับการสนับสนุนจากผลกำไรของบริษัทที่แข็งแกร่งและราคาหุ้นในปัจจุบันที่ถือว่าสมเหตุสมผล โดยบริษัทกำหนดเป้าหมายกรณีฐานไว้ที่ 1,630 จุด อ้างอิงจาก Forward PE Multiple ที่ 14.8 เท่า

สำหรับนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยที่ติดตามเศรษฐกิจในท้องถิ่น การคาดการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่ตลาดมีความอ่อนไหว ทรีนีตี้แนะนำว่าหากดัชนี SET ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 1,600 จุด อาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้น

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์เหล่านี้อย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากข้อมูลนี้อ้างอิงจากการวิเคราะห์ตลาด จึงไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำทางการเงิน ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารทางการเงินอย่างเป็นทางการต่อไปเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับผลกระทบของสภาวะตลาดเหล่านี้ต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:15 UTC

SAM ประกาศประมูลทรัพย์สิน 71 รายการทั่วไทยในเดือนกันยายน
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

SAM ประกาศประมูลทรัพย์สิน 71 รายการทั่วไทยในเดือนกันยายน

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เปิดประมูลทรัพย์สินรอการขาย (NPA) จำนวน 71 รายการ ทั้งที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ มูลค่ารวมกว่า 335 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

SAM ประกาศประมูลทรัพย์สิน 71 รายการทั่วไทยในเดือนกันยายน

แหล่งข่าวเดียว
SAM ประกาศประมูลทรัพย์สิน 71 รายการทั่วไทยในเดือนกันยายน

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เปิดประมูลทรัพย์สินรอการขาย (NPA) จำนวน 71 รายการ ทั้งที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ มูลค่ารวมกว่า 335 ล้านบาท

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ได้ประกาศจัดการประมูลทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ในเดือนกันยายน 2569 โดยมีทรัพย์สินหลากหลายประเภทจำนวน 71 รายการทั่วประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 335 ล้านบาท

รายการทรัพย์สินประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์หลายประเภท เช่น ที่ดินเปล่า ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด อาคารพาณิชย์ และห้องชุดพักอาศัย นอกจากนี้ยังมีการเสนอทรัพย์สินเพื่อการลงทุน เช่น โรงงาน โกดัง และห้องชุดเชิงพาณิชย์ โดยหนึ่งในทรัพย์สินที่น่าสนใจคือห้องชุดพักอาศัยขนาด 23.09 ตร.ม. ชั้น 8 โครงการแมนฮัตตัน พาร์ค เรสสิเด้นท์ บนถนนแบริ่ง กรุงเทพฯ

สำหรับผู้อยู่อาศัยหรือนักลงทุนที่สนใจ การประมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในทำเลต่างๆ ด้วยราคาเริ่มต้นที่น่าสนใจ เช่น ห้องชุดดังกล่าวที่มีราคาเริ่มต้นที่ 1.23 ล้านบาท ทรัพย์สินเหล่านี้เปิดให้ประชาชนทั่วไป นักลงทุน และผู้ประกอบการที่มองหาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพในทำเลที่มีศักยภาพได้เข้าร่วมประมูล

แม้ว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดการประมูลและประเภทของทรัพย์สินแล้ว แต่ผู้ที่สนใจควรทราบว่าขั้นตอนการประมูล วันที่จัดประมูลที่แน่นอน และสภาพปัจจุบันของทรัพย์สินแต่ละรายการยังคงเป็นรายละเอียดที่ต้องตรวจสอบยืนยันโดยตรงผ่านช่องทางที่เป็นทางการของ SAM ผู้ที่สนใจควรดำเนินการตรวจสอบสถานะทางกฎหมายและสภาพทางกายภาพของทรัพย์สินด้วยตนเองก่อนตัดสินใจเข้าร่วมประมูล

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:15 UTC

พาณิชย์ชู “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ดันรายได้เกษตรกร
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

พาณิชย์ชู “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ดันรายได้เกษตรกร

กรมการค้าภายในเปิดตัวแคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อส่งเสริมผลไม้คุณภาพสูงและสนับสนุนรายได้ของเกษตรกร

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

พาณิชย์ชู “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ดันรายได้เกษตรกร

แหล่งข่าวเดียว
พาณิชย์ชู “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ดันรายได้เกษตรกร

กรมการค้าภายในเปิดตัวแคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อส่งเสริมผลไม้คุณภาพสูงและสนับสนุนรายได้ของเกษตรกร

กรมการค้าภายในของไทยได้เปิดตัวแคมเปญส่งเสริมการขายใหม่ภายใต้ชื่อ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ภายใต้แนวคิดหลัก “บริโภคผลไม้ไทย ภูมิใจผลไม้ไทย” ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ รัฐบาลกำลังร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนและสื่อโทรทัศน์เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายผลไม้จากเกษตรกรโดยตรง

โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับสากลให้เป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพสูง พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่น การอำนวยความสะดวกผ่านช่องทางการขายตรงนี้ รัฐบาลหวังว่าจะช่วยลดช่องว่างระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมผลไม้จะส่งถึงมือผู้เพาะปลูกโดยตรง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว แคมเปญนี้อาจนำไปสู่การเพิ่มความพร้อมในการเข้าถึงผลไม้ท้องถิ่นคุณภาพพรีเมียมในงานส่งเสริมการขายและพื้นที่จำหน่ายที่กำหนดไว้ นี่เป็นโอกาสในการสำรวจความหลากหลายของผลไม้ตามฤดูกาลพร้อมทั้งสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น แม้ว่าแคมเปญจะเริ่มดำเนินการแล้ว แต่รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เฉพาะสำหรับการจัดจำหน่ายและผลกระทบระยะยาวต่อราคาตลาดนั้นยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศในท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสถานที่จัดงานส่งเสริมการขายผลไม้เหล่านี้ต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:58 UTC

ไครโอวิวาและรีไววาเซลล์มอบเงิน 50 ล้านบาทสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์ของจุฬาฯ
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ไครโอวิวาและรีไววาเซลล์มอบเงิน 50 ล้านบาทสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์ของจุฬาฯ

ไครโอวิวา (ประเทศไทย) และรีไววา เซลล์ (ประเทศไทย) ได้มอบเงิน 50 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์แห่งอนาคตที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ไครโอวิวาและรีไววาเซลล์มอบเงิน 50 ล้านบาทสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์ของจุฬาฯ

แหล่งข่าวเดียว
ไครโอวิวาและรีไววาเซลล์มอบเงิน 50 ล้านบาทสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์ของจุฬาฯ

ไครโอวิวา (ประเทศไทย) และรีไววา เซลล์ (ประเทศไทย) ได้มอบเงิน 50 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์แห่งอนาคตที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท รีไววา เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศมอบเงินบริจาคจำนวน 50 ล้านบาทให้กับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเงินทุนดังกล่าวถูกจัดสรรเข้ากองทุน 'วิจัยและพัฒนาเพื่อการแพทย์แห่งอนาคต' ซึ่งบริหารจัดการโดยมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์

ตามรายงานระบุว่า การสนับสนุนนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยทางการแพทย์และนวัตกรรมในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์แห่งอนาคต การสนับสนุนสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศนี้แสดงถึงความตั้งใจของบริษัทในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสุขภาพในท้องถิ่นและยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัย

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย การพัฒนานี้เน้นย้ำถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ของประเทศ แม้ว่าการบริจาคครั้งนี้จะเป็นการแสดงความมุ่งมั่นทางการเงินที่สำคัญต่อการวิจัยทางวิชาการ แต่โครงการทางการแพทย์เฉพาะเจาะจงหรือการประยุกต์ใช้ทางคลินิกที่จะได้รับความสำคัญโดยใช้เงินทุนเหล่านี้ยังไม่มีการระบุรายละเอียดแน่ชัด คงต้องติดตามต่อไปว่างานวิจัยนี้จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางสาธารณสุขหรือทางเลือกในการรักษาใหม่ๆ สำหรับประชาชนอย่างไร เนื่องจากเป็นโครงการทางวิชาการที่กำลังดำเนินอยู่ มหาวิทยาลัยน่าจะมีการอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์การวิจัยเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมเมื่อโครงการมีความคืบหน้า

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:36 UTC

Yuanta Securities คัดเลือก 5 หุ้นเด่นสำหรับการลงทุนระยะยาวแบบ DCA
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Yuanta Securities คัดเลือก 5 หุ้นเด่นสำหรับการลงทุนระยะยาวแบบ DCA

Yuanta Securities (ประเทศไทย) ได้ระบุหุ้น 5 ตัวที่เหมาะสมสำหรับกลยุทธ์การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) โดยเน้นที่ศักยภาพในการเติบโตและผลตอบแทนจากเงินปันผล

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Yuanta Securities คัดเลือก 5 หุ้นเด่นสำหรับการลงทุนระยะยาวแบบ DCA

แหล่งข่าวเดียว
Yuanta Securities คัดเลือก 5 หุ้นเด่นสำหรับการลงทุนระยะยาวแบบ DCA

Yuanta Securities (ประเทศไทย) ได้ระบุหุ้น 5 ตัวที่เหมาะสมสำหรับกลยุทธ์การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) โดยเน้นที่ศักยภาพในการเติบโตและผลตอบแทนจากเงินปันผล

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้คัดเลือกหุ้น 5 ตัวที่แนะนำสำหรับการสะสมระยะยาวผ่านกลยุทธ์การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) โดยแบ่งการคัดเลือกตามศักยภาพในการเติบโตและผลตอบแทนจากเงินปันผล

สำหรับนักลงทุนที่มองหาการเติบโต หุ้น GULF และ EPG ได้รับการเน้นย้ำว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของภาคธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) นอกจากนี้ HANA ยังถูกระบุว่ามีความสอดคล้องกับธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 67% ภายในปี 2570 สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับรายได้ หุ้น KKP และ ITC ถูกระบุว่าเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่ง โดยให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6%

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในประเทศไทย บทวิเคราะห์นี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดเน้นปัจจุบันของสถาบันการเงินในท้องถิ่นเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาด แม้ว่าหุ้นเหล่านี้จะถูกนำเสนอเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาว แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่เป็นการคาดการณ์ตามสภาวะตลาดในปัจจุบัน นักลงทุนควรตระหนักว่าผลการดำเนินงานของตลาดมีความผันผวน และการคาดการณ์การเติบโตของกำไรในปี 2570 ยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกันได้ เช่นเดียวกับการตัดสินใจทางการเงินอื่นๆ บุคคลควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาที่ปรึกษามืออาชีพก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้นและไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:36 UTC

Grab ขยายบริการสินเชื่อ 'Quick Cash' สู่ต่างจังหวัด
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Grab ขยายบริการสินเชื่อ 'Quick Cash' สู่ต่างจังหวัด

Grab เพิ่มวงเงินสินเชื่อ 'Quick Cash' สูงสุดเป็น 30,000 บาท และขยายการให้บริการไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2569

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Grab ขยายบริการสินเชื่อ 'Quick Cash' สู่ต่างจังหวัด

แหล่งข่าวเดียว
Grab ขยายบริการสินเชื่อ 'Quick Cash' สู่ต่างจังหวัด

Grab เพิ่มวงเงินสินเชื่อ 'Quick Cash' สูงสุดเป็น 30,000 บาท และขยายการให้บริการไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2569

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ แพลตฟอร์มดิจิทัล Grab เตรียมขยายบริการสินเชื่อ 'Quick Cash' ออกไปนอกเขตกรุงเทพมหานคร โดยจะเริ่มให้บริการแก่ผู้ใช้งานในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569

นอกจากการขยายพื้นที่ให้บริการแล้ว Grab ยังได้เพิ่มวงเงินกู้สูงสุดเป็น 30,000 บาท โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 9 เดือน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากช่วงทดลองให้บริการ 4 เดือนในกรุงเทพฯ ซึ่งบริษัทรายงานว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้ใช้งาน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวระยะยาวในประเทศไทย การพัฒนานี้แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการบริการทางการเงินดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นในเศรษฐกิจแบบกิ๊ก (Gig Economy) แม้ว่าการขยายบริการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลสำหรับประชากรในวงกว้างขึ้น แต่ยังคงต้องติดตามดูว่าการดำเนินการในแต่ละภูมิภาคจะเป็นอย่างไร และจะมีเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะสำหรับผู้สมัครในต่างจังหวัดอย่างไรบ้าง เนื่องจากเป็นบริการทางการเงินที่จัดทำโดยหน่วยงานเอกชน ผู้ที่สนใจควรตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการจาก Grab เพื่อดูข้อกำหนดและเงื่อนไขเฉพาะเกี่ยวกับการสมัครสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ บริษัทยังไม่ได้ระบุตารางเวลาโดยละเอียดสำหรับจังหวัดที่จะรวมอยู่ในระยะแรกของการเปิดตัวนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:36 UTC

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 31 สิงหาคม 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำภายในประเทศของไทยปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วถึง 650 บาทต่อบาททองคำ ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

แหล่งข่าวเดียว
ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

ราคาทองคำภายในประเทศของไทยปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วถึง 650 บาทต่อบาททองคำ ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 สมาคมค้าทองคำรายงานการปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดของราคาทองคำภายในประเทศ โดยข้อมูลที่เผยแพร่บนเว็บไซต์เมื่อเวลา 09.06 น. ระบุว่าราคาทองคำลดลง 650 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ ราคาขายออกทองรูปพรรณในขณะนี้อยู่ที่ 70,400 บาทต่อบาททองคำ ในขณะที่ทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% มีราคารับซื้ออยู่ที่ 69,400 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ความผันผวนของราคาทองคำเป็นตัวบ่งชี้ทั่วไปของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง แม้ว่าการลดลงนี้อาจเป็นโอกาสในการซื้อสำหรับผู้ที่สนใจในเครื่องประดับหรือการลงทุน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าราคาทองคำในประเทศไทยมีความผันผวนสูงและอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันตามสภาวะตลาดโลกและความต้องการในท้องถิ่น

ในขณะนี้ ปัจจัยเฉพาะจากตลาดโลกที่ส่งผลให้เกิดการปรับราคาประจำวันนี้ยังคงต้องรอการยืนยัน ผู้ที่วางแผนจะทำธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดโดยตรงจากสมาคมค้าทองคำหรือร้านทองที่ได้รับอนุญาต เนื่องจากมีการปรับปรุงราคาบ่อยครั้งเพื่อให้สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวของตลาดแบบเรียลไทม์

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 31 สิงหาคม 2026, 02:56 UTC

รัฐวิสาหกิจไทยทำรายได้เกินเป้าหมายปีงบประมาณ 2569
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

รัฐวิสาหกิจไทยทำรายได้เกินเป้าหมายปีงบประมาณ 2569

รัฐวิสาหกิจของไทยทำรายได้เกินเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ โดยนำส่งเงินเข้าคลังรวมกว่า 1.97 แสนล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

รัฐวิสาหกิจไทยทำรายได้เกินเป้าหมายปีงบประมาณ 2569

แหล่งข่าวเดียว
รัฐวิสาหกิจไทยทำรายได้เกินเป้าหมายปีงบประมาณ 2569

รัฐวิสาหกิจของไทยทำรายได้เกินเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ โดยนำส่งเงินเข้าคลังรวมกว่า 1.97 แสนล้านบาท

ตามรายงานจากข่าวสดออนไลน์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้แผ่นดินจากรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569) อยู่ที่ 197,356 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 120% ของแผนการจัดเก็บสะสม และสูงกว่าเป้าหมายรายปีที่ตั้งไว้ 182,600 ล้านบาท

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหน่วยงานที่นำส่งรายได้สูงสุดที่ 47,388 ล้านบาท ตามด้วยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ 33,754 ล้านบาท กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ที่ 19,202 ล้านบาท และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ 18,244 ล้านบาท

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่งนี้สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐที่สำคัญ แม้ตัวเลขเหล่านี้จะแสดงถึงการจัดเก็บรายได้ที่มั่นคง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาค่าบริการสาธารณะหรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทันที ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะจัดสรรเงินส่วนเกินนี้อย่างไรในช่วงเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ และแนวโน้มนี้จะมีผลต่อนโยบายงบประมาณในอนาคตอย่างไร ข้อมูลจาก สคร. นี้ถือเป็นภาพรวมของสถานะทางการเงินของสถาบันหลักของชาติในปัจจุบัน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 08:55 UTC

กระทรวงการคลังเสนอสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

กระทรวงการคลังเสนอสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

กระทรวงการคลังเตรียมเสนอแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 4,000 ล้านบาทต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ใน 5 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย

Prachachat Business ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังเสนอสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

แหล่งข่าวเดียว
กระทรวงการคลังเสนอสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

กระทรวงการคลังเตรียมเสนอแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 4,000 ล้านบาทต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ใน 5 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย

ตามรายงานจากประชาชาติธุรกิจ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือทางการเงินชุดใหม่ต่อคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 4,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ใน 5 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยที่ผ่านมา

โครงการที่นำเสนอนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้สูงโดยเริ่มต้นที่ 0% โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในท้องถิ่นให้ฟื้นตัวจากความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากน้ำท่วมและเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญเนื่องจากแสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจและบริการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ภาคธุรกิจ SME ที่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความพร้อมของสินค้า บริการ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเหล่านี้

แม้ว่ากระทรวงการคลังจะระบุขอบเขตและเจตจำนงของข้อเสนอดังกล่าวแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดหลายประการที่ต้องรอการยืนยัน การอนุมัติอย่างเป็นทางการจากคณะรัฐมนตรียังอยู่ในระหว่างดำเนินการ รวมถึงเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการ รายชื่อจังหวัดทั้ง 5 แห่งที่ชัดเจน และระยะเวลาของอัตราดอกเบี้ย 0% ยังไม่ได้ข้อสรุป ผู้ที่เกี่ยวข้องควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินโครงการช่วยเหลือนี้

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Prachachat Business
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 84/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 10:37 UTC

ประกาศมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุดใหม่สำหรับพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ประกาศมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุดใหม่สำหรับพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยชุดมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ประกาศมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุดใหม่สำหรับพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แหล่งข่าวเดียว
ประกาศมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุดใหม่สำหรับพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยชุดมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับตัวแทนภาคเอกชนและภาคประชาสังคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อสนับสนุน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยข้อมูลจากข่าวสดออนไลน์ระบุว่า มาตรการนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมและการส่งเสริมการลงทุนระยะยาว

มาตรการสำคัญประกอบด้วยแพ็กเกจช่วยเหลือทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการ นอกเหนือจากการพักชำระดอกเบี้ย 6 เดือนสำหรับสินเชื่อฟื้นฟูหลังน้ำท่วมแล้ว รัฐบาลยังมีแผนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่รัฐจะช่วยสมทบดอกเบี้ยครึ่งหนึ่งหลังจากหมดระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังเตรียมจัดเตรียมสินเชื่อระยะยาวเพื่อสนับสนุนการลงทุนทั่วไปในภูมิภาค

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น อำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน และยกระดับความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว รัฐบาลเน้นย้ำว่าการดำเนินการนี้มาจากความคิดเห็นโดยตรงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริง แม้ว่านโยบายทางการเงินเหล่านี้จะมุ่งเน้นการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทันที แต่กรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเปิดตัวสินเชื่อเหล่านี้และเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ประกอบการยังคงต้องรอการยืนยันจากสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องต่อไป

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 08:35 UTC

บี.กริม เพาเวอร์ ปรับโครงสร้างองค์กรรับแผน PDP 2026
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

บี.กริม เพาเวอร์ ปรับโครงสร้างองค์กรรับแผน PDP 2026

บี.กริม เพาเวอร์ ได้จัดทัพธุรกิจใหม่เป็น 4 หน่วยธุรกิจหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) 2026 ของประเทศไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

บี.กริม เพาเวอร์ ปรับโครงสร้างองค์กรรับแผน PDP 2026

แหล่งข่าวเดียว
บี.กริม เพาเวอร์ ปรับโครงสร้างองค์กรรับแผน PDP 2026

บี.กริม เพาเวอร์ ได้จัดทัพธุรกิจใหม่เป็น 4 หน่วยธุรกิจหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) 2026 ของประเทศไทย

ตามรายงานจาก Thai Post บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ ได้ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรเชิงกลยุทธ์โดยแบ่งออกเป็น 4 หน่วยธุรกิจที่ชัดเจน ความเคลื่อนไหวนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับการดำเนินงานของบริษัทให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) 2026 ที่กำลังจะมาถึง ในขณะที่บริษัทมุ่งเน้นการก้าวไปสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย การปรับโครงสร้างนี้ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์ด้านพลังงานของประเทศ เนื่องจากการที่บริษัทหันไปมุ่งเน้นเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ ความยั่งยืน และการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าที่ให้บริการทั้งในพื้นที่อยู่อาศัยและย่านธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อบริการสาธารณูปโภคและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศในอนาคต

แม้ว่าบริษัทจะระบุถึงความตั้งใจในการปรับโครงสร้างแล้ว แต่รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวิธีการที่หน่วยธุรกิจทั้ง 4 แห่งจะทำงานร่วมกับโครงข่ายจำหน่ายไฟฟ้าที่มีอยู่นั้นยังคงต้องรอการยืนยัน นอกจากนี้ ขอบเขตที่แท้จริงของแผน PDP 2026 และผลกระทบเฉพาะต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของผู้บริโภคหรือความพร้อมในการให้บริการ ยังคงต้องรอการประกาศจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องต่อไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะคอยติดตามดูว่าการปรับทัพองค์กรในครั้งนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงการให้บริการด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 08:17 UTC

เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ตรงข้ามวัดสร้อยทอง
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ตรงข้ามวัดสร้อยทอง

เหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 4 ชั้นในเขตบางซื่อ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย หลังจากพยายามดับไฟด้วยตนเอง

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ตรงข้ามวัดสร้อยทอง

แหล่งข่าวเดียว
เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ตรงข้ามวัดสร้อยทอง

เหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 4 ชั้นในเขตบางซื่อ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย หลังจากพยายามดับไฟด้วยตนเอง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ตรงข้ามวัดสร้อยทอง ถนนประชาราษฎร์สาย 1 เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ศูนย์วิทยุพระรามได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลา 14.03 น. จากสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางโพ

เพลิงได้ลุกไหม้จากบริเวณชั้นที่ 2 ของอาคารก่อนจะลุกลามไปยังชั้นที่ 3 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามไปมากกว่านี้ ในระหว่างเกิดเหตุมีชาย 2 รายได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้บริเวณใบหน้าและผิวหนัง รายงานเบื้องต้นระบุว่าผู้ได้รับบาดเจ็บพยายามฉีดน้ำดับไฟด้วยตนเองเนื่องจากเกรงว่าทรัพย์สินจะได้รับความเสียหายจากเปลวเพลิง

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในพื้นที่เขตบางซื่อ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยส่วนบุคคลมากกว่าทรัพย์สินในระหว่างเหตุฉุกเฉิน แม้ว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่ความเสียหายทางโครงสร้างที่แน่ชัดและสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงควรติดตามข่าวสารท้องถิ่นเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการจราจรหรือข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ใกล้เคียง

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 07:55 UTC

ทำความเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทย
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

ทำความเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทย

Thai Post ให้คำแนะนำฉบับปรับปรุงสำหรับเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันที่ 7% ในประเทศไทย

Thai Post ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

ทำความเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทย

แหล่งข่าวเดียว
ทำความเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทย

Thai Post ให้คำแนะนำฉบับปรับปรุงสำหรับเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันที่ 7% ในประเทศไทย

ภาพรวมของภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย

ตามรายงานล่าสุดจาก Thai Post การทำความเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย สิ่งพิมพ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรฐานปัจจุบันที่ 7% ซึ่งใช้กับการขายสินค้าและการให้บริการภายในประเทศ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของธุรกิจ ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเศรษฐกิจท้องถิ่น รายงานเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแยกแยะระหว่าง 'ภาษีซื้อ' และ 'ภาษีขาย' เมื่อคำนวณภาระภาษี สำหรับชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางธุรกิจหรือการค้าในท้องถิ่น ความรู้เกี่ยวกับภาษีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบและการวางแผนทางการเงิน การจัดการภาระภาษีเหล่านี้อย่างเหมาะสมช่วยให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจต่างๆ จะยังคงสอดคล้องกับกฎระเบียบทางการคลังของไทย

สถานะปัจจุบันและคำชี้แจง

แม้ว่ารายงานนี้จะทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลทางการศึกษาสำหรับเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับข้อกำหนดในการจดทะเบียนและวิธีการคำนวณ แต่รายงานนี้มุ่งเน้นไปที่กรอบภาษี 7% ที่มีอยู่เดิม โดยไม่ได้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีในทันทีหรือการแก้ไขกฎหมายใหม่ ผู้อ่านควรทราบว่าข้อมูลนี้มีไว้เพื่อเป็นแนวทางทั่วไปเท่านั้น ผู้ที่ต้องการคำแนะนำด้านภาษีเฉพาะเจาะจงหรือต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะการจดทะเบียนธุรกิจของตน ควรปรึกษานักบัญชีมืออาชีพหรือกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อยืนยันภาระหน้าที่เฉพาะของตน

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Thai Post
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 68/100 · ปานกลาง
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 07:37 UTC

เบทาโกรเปิดตัวแคมเปญ “เบทาโกร ชัวร์ทุกมื้ออร่อย” ชูมาตรฐาน BQM 24/7
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

เบทาโกรเปิดตัวแคมเปญ “เบทาโกร ชัวร์ทุกมื้ออร่อย” ชูมาตรฐาน BQM 24/7

บริษัทอาหารชั้นนำของไทย เบทาโกร เปิดตัวแคมเปญใหม่เน้นย้ำมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพอาหาร ด้วยงบลงทุนสื่อดิจิทัล 50 ล้านบาท

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

เบทาโกรเปิดตัวแคมเปญ “เบทาโกร ชัวร์ทุกมื้ออร่อย” ชูมาตรฐาน BQM 24/7

แหล่งข่าวเดียว
เบทาโกรเปิดตัวแคมเปญ “เบทาโกร ชัวร์ทุกมื้ออร่อย” ชูมาตรฐาน BQM 24/7

บริษัทอาหารชั้นนำของไทย เบทาโกร เปิดตัวแคมเปญใหม่เน้นย้ำมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพอาหาร ด้วยงบลงทุนสื่อดิจิทัล 50 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย ได้เปิดตัวแคมเปญประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการในชื่อ “เบทาโกร ชัวร์ทุกมื้ออร่อย” ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ระบุว่าแคมเปญนี้มุ่งเน้นการนำเสนอมาตรฐาน “BQM 24/7” ของบริษัท ซึ่งเป็นการดูแลคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์จนถึงการผลิตอาหารสำเร็จรูป โดยมีการตรวจสอบคุณภาพตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

เบทาโกรได้ทุ่มงบประมาณ 50 ล้านบาทสำหรับสื่อดิจิทัลเพื่อส่งเสริมแคมเปญนี้ โดยบริษัทระบุว่าแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ผลการศึกษาที่บริษัทอ้างถึงระบุว่า 89% ของคนไทยให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ ควบคู่ไปกับรสชาติในการเลือกซื้ออาหาร แคมเปญนี้จึงมุ่งตอบโจทย์ความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับความสดและความสะอาดของเนื้อสัตว์ก่อนนำไปประกอบอาหาร

สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่อุตสาหกรรมอาหารให้กับการตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานความปลอดภัย แม้ว่าบริษัทจะมุ่งมั่นปฏิบัติตามโปรโตคอลคุณภาพเหล่านี้ แต่ผลกระทบในระยะยาวต่อมุมมองของผู้บริโภคและกลไกทางเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังระบบตรวจสอบ BQM 24/7 นั้น ยังคงต้องรอการติดตามจากสาธารณชนต่อไป โดยปัจจุบันแคมเปญนี้กำลังดำเนินการผ่านช่องทางสื่อดิจิทัลต่างๆ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 07:35 UTC

Grab ประเทศไทย เตรียมขยายบริการสินเชื่อ 'Quick Cash' หลังได้รับผลตอบรับดี
เศรษฐกิจ แหล่งข่าวเดียว

Grab ประเทศไทย เตรียมขยายบริการสินเชื่อ 'Quick Cash' หลังได้รับผลตอบรับดี

Grab ประเทศไทย วางแผนเพิ่มวงเงินสินเชื่อและขยายระยะเวลาผ่อนชำระสำหรับบริการ 'Grab Quick Cash' หลังจากช่วงทดลองใช้งานในกรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จ

Khaosod Online Thailand ·

ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด
เศรษฐกิจ

Grab ประเทศไทย เตรียมขยายบริการสินเชื่อ 'Quick Cash' หลังได้รับผลตอบรับดี

แหล่งข่าวเดียว
Grab ประเทศไทย เตรียมขยายบริการสินเชื่อ 'Quick Cash' หลังได้รับผลตอบรับดี

Grab ประเทศไทย วางแผนเพิ่มวงเงินสินเชื่อและขยายระยะเวลาผ่อนชำระสำหรับบริการ 'Grab Quick Cash' หลังจากช่วงทดลองใช้งานในกรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จ

ตามรายงานจาก Khaosod Online Thailand ระบุว่า Grab ประเทศไทย กำลังเตรียมยกระดับบริการ 'Grab Quick Cash' หลังจากช่วงทดลองใช้งานที่เริ่มขึ้นในเดือนเมษายนได้รับผลตอบรับที่ดี ผลิตภัณฑ์สินเชื่อดิจิทัลนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสมัครขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน Grab ได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นายภูรัชต์ อ่องศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจบริการทางการเงินของ Grab ประเทศไทย กล่าวว่า บริการนี้ออกแบบมาเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับความต้องการด้านอาชีพ โดยให้วงเงินสูงสุด 20,000 บาท และมีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 6 เดือน ข้อมูลระบุว่ากว่า 60% ของผู้ใช้บริการในปัจจุบันเป็นวัยทำงานอายุ 30–45 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาระทางการเงินหลายด้าน

สำหรับผู้อยู่อาศัยและชาวต่างชาติในไทย การพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการโซลูชันฟินเทคเข้ากับแพลตฟอร์มบริการในชีวิตประจำวันมากขึ้น แม้ว่าบริการจะได้รับการตอบรับที่ดี แต่ Grab ยังไม่ได้ระบุวันที่แน่ชัดสำหรับการขยายบริการไปยังต่างจังหวัด หรือรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาผ่อนชำระ ผู้ใช้ควรติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการผ่านแอปพลิเคชัน Grab เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ผู้ใช้ควรตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการก่อนดำเนินการ

แหล่งที่มาต้นฉบับ

Khaosod Online Thailand
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 80/100 · เป็นที่ยอมรับ
ควรใช้วิจารณญาณ ปานกลาง ทางการ / สูงสุด

แปลจากภาษา: ภาษาไทย

SawaLife ไม่ใช่สำนักข่าว เราจัดหมวดหมู่และแปลเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติและการควบคุมด้านบรรณาธิการ โดยที่สื่อต้นฉบับยังคงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

ประมวลผลและตรวจสอบเมื่อ: 01 กันยายน 2026, 07:36 UTC